Skin Deep & Without a Trace // Nora Roberts

posted on 28 Jan 2012 13:53 by maxtreme  in C-Club, Category

เมื่อช่วงปลายปี (และต่อเนื่องมาจนถึงตอนนี้) แม็กซ์อยู่ในโหมดซื้อหนังสือซ้ำค่ะ โดยเฉพาะเรื่องที่เราชอบมาก ๆ ที่เราซื้อเก็บเอาไว้แล้ว แม็กซ์เกิดอาการอยากซื้อมาเก็บไว้เป็นสแปร์อีกสักฉบับ นั่นเพราะสิ่งที่เราเรียนรู้จากเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่ในปีที่ผ่านมาก็คือ ไม่มีอะไรแน่นอน เกิดน้ำท่วมฉับพลัน หนังสือที่เก็บเอาไว้ก็ลอยไปกับน้ำแบบไม่มีวันกลับคืนมาได้ และเล่มที่เราชอบมาก ๆ บางเล่มก็เริ่มหมดไปจากท้องตลาด ถ้าเราไม่ซื้อเก็บไว้ตอนนี้ ตอนที่จำเป็นต้องซื้อ (เพราะฉบับเดียวที่มีอยู่ในความครอบครองสูญหายไป) เราก็อาจจะซื้อไม่ได้แล้ว แม้จะมีเงินก็ตาม

ด้วยความคิดนั้น แม็กซ์จึงซื้อเรื่อง O'Hurley's Return ของนอรา โรเบิร์ตส์มาค่ะ เพราะแม้เราจะมีเล่มเดี่ยว ๆ เรื่อง Skin Deep และ Without a Trace อยู่แล้ว แต่ก็ไม่เสียหายที่จะเก็บสำรองเอาไว้ และเมื่อซื้อมาแล้ว เราก็เลยเห็นว่าเป็นโอกาสอันดีที่จะอ่านอีกครั้ง

 

 

O'Hurley's Return ของนอรา โรเบิร์ตส์

ซึ่งมีเรื่อง Skin Deep และ Without a Trace รวมอยู่ในเล่ม

Skin Deep ของนอรา โรเบิร์ตส์

เรื่องนี้เป็นเล่มที่สามในชุดโอเฮอร์ลีย์ เรื่องราวของพี่น้องสามฝาแฝดสาว กับอีกหนึ่งพี่ชายในตระกูลที่พ่อแม่ทำอาชีพเป็นนักแสดงรับจ้าง ที่เดินทางไปทั่ว ชีวิตที่ไม่มีหลักแหล่ง และอารมณ์ศิลปิน 

เรื่องชุดนี้เริ่มต้นที่ The Last Honest Woman ที่เล่าเรื่องของแอ็บบี ม่ายสาวผู้หันหลังให้กับวงการแสดง ใช้ชีวิตเป็นภรรยา และแม่ แต่เธอก็ถูกขุดคุ้ยโดยนักเขียนนามว่าดีแลน ครอสบี

เล่มสอง Dance to the Piper เล่าเรื่องของดาราละครบรอดเวย์หน้าใหม่ที่กำลังจะได้รับโอกาสครั้งใหญ่ในงานแสดงครั้งสำคัญ แมดดี โอเฮอร์ลีย์ต้องเผชิญหน้ากับผู้ชายที่ยืนอยู่ตรงข้ามกับเธอโดยสิ้นเชิง รีด วาเลนไทน์อยู่ในวงการ แต่เขาคือนายทุน และคงไม่มีวันเข้าใจศิลปินที่เธอเป็น 

แม็กซ์เฉย ๆ กับสองเล่มแรกนะคะ อ่านจบแล้วก็จบเลย จำอะไรไม่ค่อยได้ด้วยซ้ำ แต่มาปิ๊งเรื่องในชุดนี้จัง ๆ ก็กับเรื่อง Skin Deep ที่เล่าเรื่องพี่สาวคนโตในสามฝาแฝด ดาราฮอลีวู้ดสุดเซ็กซีชื่อดัง อย่างเชนเทล โอเฮอร์ลีย์

เชนเทลไม่ได้อยู่ในวงการภาพยนตร์เพียงเพราะหน้าตา แต่เธอเต็มไปด้วยความสามารถ เมื่อประกอบกับความเซ็กซีชนิดที่ยากจะห้ามใจ ก็ยิ่งทำให้เสน่ห์ของเชนเทลเกินจะต้านทาน นั่นเป็นพรจากพระเจ้า เพราะมันช่วยให้เธอเริ่มต้นอาชีพในธุรกิจที่ยากเย็นนี้ แต่ในขณะเดียวกันก็เป็นปราการขวางกันไม่ให้คนมองเห็นเชนเทลตัวจริง เธอกลายเป็นเพียงรูปภาพ สาวสวย ร้ายกาจอย่างที่ภาพของเธอปรากฎในภาพยนตร์ หญิงสาวผู้ทีชายทุกคนใฝ่ฝันถึง

และหนึ่งในชายที่ฝักใฝ่เธอ กำลังคุกคามเชนเทลอย่างหนัก เขาติดตาม ส่งจดหมายข่มขู่ (เรื่องนี้เขียนในยุคที่ยังไม่มีอีเมลล์) และโทรศัพท์คุกคาม ทุกอย่างเริ่มน่ากลัวมากขึ้น จนในที่สุดตัวแทนของเชนเทลก็ตัดสินใจเรียกเพื่อนซึ่งเป็นเจ้าของบริษัทรักษาความปลอดภัยมาดูแลคดีนี้ 

ควินน์ ดอแรนเป็นอดีตทหาร อดีตสายลับ แต่เขาก็เป็นนักธุรกิจในชีวิตใหม่ล่าสุด เขาก็เหมือนกับหลายคนที่เมื่อแรกพบ ไม่อาจมองผ่านรูปลักษณ์ภายนอกของเชนเทล แต่ความใกล้ชิดที่มากขึ้น เขาเอาตัวเองลงไปในการดูแลสวัสดิภาพของเชนเทล ปกป้องเธอ ทำให้ควินน์มีโอกาสที่แทบไม่เคยมีใครได้รับ เขาเข้าถึงตัวตนที่เชนเทล โอเฮอร์ลีย์เป็น และควินน์ก็ฉลาดพอจะรู้ว่า นั่นคือคนที่เขารอคอยมาตลอดชีวิต

การกลับมาอ่านใหม่อีกครั้งนึงของแม็กซ์สำหรับเล่มนี้ ความรู้สึกเราเปลี่ยนไปพอสมควรเลยค่ะ จากความทรงจำของเรา นี่เป็นหนังสือของนอรา โรเบิร์ตส์เล่มที่เราชอบมาก ๆ และเป็นเล่มที่เรามักแนะนำให้เพื่อน ๆ อ่าน แต่พออ่านอีกครั้ง เราคงต้องใช้คำว่าผิดหวัง เราไม่ได้รักเรื่องนี้เหมือนอย่างที่เราจดจำได้ จังหวะการดำเนินเรื่องช้าเกินไป คาแร็คเตอร์ไม่มีความลึกเพียงพอ ทุกอย่างดูช้าไปเสียหมด 

นั่นทำให้เราตั้งคำถามตัวเองว่า อะไรในเล่มนี้ที่ทำให้เราตกหลุมรักมันในครั้งแรกที่อ่าน หลังจากทบทวนความทรงจำอยู่นานก็นึกออกค่ะ 

เรื่องนี้สมัยที่เราอ่าน (สิบกว่าปี ++) เป็นเรื่องแรก ๆ ที่นางเอกมีคาแร็คเตอร์แบบเชนเทล สาวสวยเซ็กซีที่ไม่ลังเลที่จะใช้เสน่ห์ความเป็นหญิงของตัวเองในการเอาชนะเกมส์ที่เธอเล่นอยู่ เชนเทลไม่ใช่สาวน้อยไร้เดียงสาที่ไม่ประสาเรื่องโลก เธอเป็นนางเอกคนแรก ๆ ที่เราอ่านที่มีเปลือกห่อหุ้ม และเป็นคาแร็คเตอร์ที่น่าค้นหา แทนที่จะเป็นพระเอกอย่างที่เราอ่านในยุคนั้น เชนเทลคือศูนย์กลางของเรื่อง 

และเชนเทลก็คือคนที่วิ่งหนีความรัก โรแมนซ์ยุคแรก ๆ ที่แม็กซ์อ่านเป็นไปตามสูตร ที่พระเอกมักเป็นฝ่ายปฏิเสธความรู้สึกของตัวเอง แต่เล่มนี้เป็นเชนเทลที่พยายามเดินหนีไปจากควินน์ และเขาต่างหากที่รู้ตัวก่อนว่า ตกหลุมรักเธอ และทำทุกอย่างเพื่อให้เชนเทลยอมรับความรู้สึกของตัวเอง

นอกจากนี้เรื่องนี้เป็นเล่มแรก ๆ ที่ผสมผสานแนวสืบสวนเข้าไปกับโรแมนซ์ที่เราได้อ่าน ซึ่งเป็นส่วนที่ลงตัวสำหรับเรา

แต่เรื่องเศร้าก็คือ สำหรับแม็กซ์แล้ว เล่มนี้ไม่ผ่านบททดสอบของกาลเวลาค่ะ เพราะเมื่อกลับมาอ่านใหม่อีกครั้งนึง เราได้อ่านหนังสือเรื่องอื่น (ที่อาจจะเขียนโดยนอราเองด้วยซ้ำ) ที่ลงตัว และไหลลื่นกว่านี้ 

คะแนนที่ 63

 

Without a Trace ของนอรา โรเบิร์ตส์

เรื่องนี้เป็นเล่มที่สี่ในชุด และเป็นเรื่องราวของเทรซ โอเฮอร์ลีย์ พี่ชายคนโตที่ตลอดสามเล่ม น้องสาวสามคนของเขาไม่รู้เลยด้วยซ้ำว่า เทรซหายไปไหน หรือทำอะไรอยู่ 

เมื่อสิบปีก่อนเทรซซึ่งเป็นหนึ่งในสมาชิกคณะแสดงโอเฮอร์ลีย์ที่พ่อของเขาเป็นผู้นำได้โต้เถียงแตกคอกับบิดาอย่างรุนแรง สำหรับเด็กหนุ่มที่อยากมีอิสระ เทรซอยากเห็นโลกภายนอก อยากเดินทาง แต่พ่อของเขากลับต้องการดึงรั้งลูกชายเอาไว้ ทั้งสองทะเลาะกันอย่างรุนแรง และพูดในสิ่งที่ไม่ควรพูดต่อกันและกัน มันจบลงด้วยการที่เทรซจากไปสู่อิสระที่เขาต้องการ และพ่อของเขาก็ประกาศไม่ให้เขากลับมาอีก

สิบปีแห่งการผจญโลก แห่งการเดินทาง แห่งการค้นหาความฝัน เทรซจบลงที่เมืองท่องเที่ยวในอเมริกากลาง สายลับในองค์กรลับสุดยอด เทรซได้ใช้ความสามารถในการแสดงที่สืบมาจากสายเลือดในธุรกิจเปื้อนเลือด เทรซกลายเป็นสายลับมือหนึ่ง แต่เขาหมดไฟในการทำงาน และไม่ต้องการอะไรนอกจากแค่นอนอาบแดดไปวัน ๆ 

จนกระทั่งจิลเลียน ฟิทซ์แพทริคเดินเข้ามาในชึวิตเขา

ด็อกเตอร์จิลเลียน ฟิทซ์แพทริค  หญิงสาวที่แตกต่างจากเทรซโดยสิ้นเชิง เธอมาจากตระกูลผู้ดีมีเงิน ได้รับการศึกษาในโรงเรียนคาทอลิคชั้นสูง สำเร็จการศึกษาจากสถาบันชื่อดัง ความรู้สูง ฉลาด และประสบความสำเร็จ แต่ทุกอย่างที่เธอมี และเป็น ก็ไม่อาจช่วยชีวิตพี่ชายของเธอที่ถูกกลุ่มผู้ก่อการร้ายจับตัวไปได้ และมีเพียงเทรซเท่านั้นที่เป็นความหวัง 

การจับคู่กันของความแตกต่าง นั่นคือเสน่ห์ของเรื่องนี้ เทรซในสภาพที่คนอ่านได้พบเขาตอนต้นเรื่อง เป็นชายที่ไร้จุดมุ่งหมาย เขาอยากกลับบ้าน แต่กลัวจะไม่ได้รับการต้อนรับจากบิดา ดังนั้นเขาจึงปล่อยทุกอย่างไปวัน ๆ หลีกเลี่ยงที่จะคิดถึงอนาคต การได้พบกับจิลเลียน และเธอมอบเป้าหมายให้กับเขา นั่นคือสิ่งที่เทรซต้องการ 

และภารกิจช่วยเหลือพี่ชายของจิลเลียนก็ทำให้ทั้งคู่เรียนรู้ว่า เจ้าความแตกต่างที่ดูเหมือนจะทำให้ห่างไกลกัน กลายเป็นสิ่งที่ทำให้พวกเขาเหมาะสมกันมากที่สุด

ในขณะที่เรื่อง Skin Deep ไม่ผ่านบททดสอบแห่งกาลเวลา เรื่องนี้ยังคงเป็นเรื่องที่เราชอบมากที่สุดเรื่องนึงเหมือนเดิมค่ะ เสน่ห์ของเรื่องยังคงมีครบถ้วน แม็กซ์ชอบเทรซกับหน้ากากที่เปลี่ยนไปตลอดเวลา เราคิดว่า นอราฉลาดมาก ๆ ที่มอบความเป็นสายลับให้กับเทรซ ก่อนที่เราจะอ่านเล่มนี้ แม็กซ์คาดเดาว่า เทรซจะเป็นใคร และกำลังทำอะไรอยู่ในระหว่างที่เขาหายตัวไปจากครอบครัว การเขียนให้เขาป็นสายลับ เราว่าสุดยอดมาก สำหรับชายผู้รักการผจญภัย และมีความสามารถด้านการแสดง นอราเขียนเรื่องน้องสาวสามคนของเขามีอาชีพด้านงานบังเทิง แต่ฉีกแนวให้เทรซไปเป็นสายลับ เลยทำให้เล่มนี้แตกต่างจากเล่มอื่น ๆ ในชุด

แม็กซ์ตกหลุมรักตัวตนที่เทรซรับบทบาทในเรื่อง ไม่ว่าจะเป็นนักค้าอาวุธชาวฝรั่งเศส มาเฟียอิตาเลียน แต่ที่เหนืออื่นใด ทุกบทบาทที่เทรซเล่นในเรื่องสมจริงมาก ๆ 

ส่วนจิลเลียนก็เป็นคาแร็คเตอร์ที่ลงตัว ด้วยความยาวของหนังสือที่ไม่มากนัก ในเล่มนี้เราไม่ได้เห็นจิลเลียนที่เป็นนักวิทยาศาสตร์ผู้ปราดเปรื่อง แต่พฤติกรรมของเธอในขณะที่ตามหาช่วยเหลือพี่ชาย ก็บ่งบองถึงสติปัญญาของเธอ ที่สำคัญเธอมองเห็นเทรซที่แท้จริง แม้ว่าเขาจะสวมบทบาทตัวละครมากมาย 

เช่นเดียวกับควินน์ จิลเลียนเป็นคนที่ไขว่หาความรัก เธอไม่กลัวที่จะรักเทรซ และมั่นใจว่าเขาเองก็รักเธอ แม้เทรซจะไม่รู้ตัวด้วยซ้ำ จิลเลียนจัดการด้วยความมั่นใจในความรักที่เทรซมีให้ต่อเธอ ในการรวมความครัวเขากลับมาอีกครั้ง   ทำให้เทรซย้อนกลับไปสู่จุดเริ่มต้น และสิ่งที่เขาถวิลหามาตลอด นั่นก็คือ ครอบครัว

เล่มนี้เรารู้สึกว่า ลงตัวทั้งในส่วนของโรแมนซ์ และแอคชั่น  ซึ่งเมื่อคิดว่า หนังสือถูกจำกัดความหนาเอาไว้ นั่นไม่ใช่เรื่องง่าย มันอาจจะไม่สนุกเท่ากับเรื่องแนวนี้ที่หนากว่า ยาวกว่าหลายเล่ม แต่เล่มนี้ลงตัวในแบบของมัน

ฉากที่ฮาที่สุด และเป็นฉากที่เราจดจำได้แม่นยำที่สุด ก็คงเป็นฉาก (สปอยล์) ในงานแต่งงานของเชนเทล เมื่อเทรซและควินน์เผชิญหน้ากัน และประัจักษ์ต่อความจริงที่ว่า ทั้งคู่รู้จักกันมาก่อนในธุรกิจการเป็นสายลับ ในอดีตเมื่อนานมาแล้วควินน์เป็นคู่หูของเทรซ และควินน์ก็อึ้งต่อความจริงว่า ตัวเองคิดไม่ออก ทั้งที่เทรซและเชนเทลหน้าตาคล้ายกันมาก

คะแนนที่ 73

Vision of Skyfire // Regan Hastings

posted on 28 Jan 2012 13:21 by maxtreme  in C-Club, Paranormal

แม้จะเพิ่งเป็นเดือนแรกของปี แต่งานของแม็กซ์ก็เยอะมากจนแทบไม่มีเวลามาเขียนรีวิวเลยค่ะ ไม่ได้แก้ตัวหรืออะไรนะคะ แค่บ่นให้ฟังเท่านั้นเอง 

หนังสือเรื่องนี้เราอ่านจบไปพักใหญ่ ๆ แล้วล่ะค่ะ แต่ไม่มีโอกาสเขียนถึงสักที ส่วนหนึ่งเพราะเล่มนี้เป็นเรื่องที่อ่านแล้วก็จบไปเลย นั่นคือไม่ถึงกับมีประเด็นติดใจ หรือประทับใจจนต้องบอกต่อ กระนั้นวัตถุประสงค์ของการเขียนบลอกนี้ของเรา ก็คือบันทึกความทรงจำเกี่ยวกับหนังสือที่เราได้อ่านจบไป แม็กซ์จึงคิดว่า ต้องรีบเขียนถึงเสียก่อนที่เราจะลืมเรื่องนี้ 

 

  Vision of Skyfire  ของรีแกน เฮสติงค์

เรื่องนี้เ็ป็นเล่มที่สองในชุด Awakenings ที่เล่าเรื่องราวของแม่มดผู้ยิ่งใหญ่กลุ่มสุดท้ายบนโลกที่ยินยอมแบกรับคำสาป ของตัวเองเพื่อไถ่โทษจากการกระทำในอดีต 

เมื่อสิบปีก่อน โลกมนุษย์ที่เรารู้จักกันมาถึงจุดเปลี่ยนสำคัญ เวทมนตร์ที่เราเคยคิดกันว่ามีแต่ในตำนานถูกพิสูจน์ว่ามีอยู่จริง และผู้หญิงที่สามารถใช้เวทมนตร์เหล่านั้นถูกมองว่าเป็นตัวอันตราย สังคมมนุษย์ที่เคยนับถือสิทธิมนุษยชนจึงถอยหลังลง การล่าแม่มดเหมือนในอดีตกลับมาอีกครั้ง หญิงสาวคนไหนที่ต้องสงสัยว่า มีเวทมนตร์ จะถูกตำรวจเวทมนตร์จับกุม คุมขัง และประหาร มนุษย์ธรรมดาอยู่อย่างหวาดกลัว และเกลียดชัง 

เทเรซา แซนติเอโกได้เปรียบคนอื่น ๆ ตรงที่เธอรู้ถึงพรหมลิขิตของตัวเองอยู่แล้ว ข้อมูลที่ได้จากยายซึ่งมีพลังแม่มด ทำให้เทเรซารู้ว่า เธอคือ หนึ่งในแม่มดกลุ่มที่สาปตัวเองเพื่อให้ชดใช้กรรมที่ก่อไว้ในอดีตเมื่อพันปีก่อน คำสาปที่พรากพลังเวทมนตร์ไปจากตัวเองเป็นเวลาพันปี พวกเธอต้องเกิดใหม่หลายต่อหลายชาติเพื่อให้สำนึกในความผิดที่ก่อขึ้น ซึ่งเมื่อครบเวลา พลังของเธอก็จะตื่นขึ้น พวกเธอก็จะมีเวลาหนึ่งเดือนในการค้นหาของวิเศษที่ตัวตนของเธอเมื่อพันปีก่อนซ่อนเอาไว้ 

รูนเป็นนักรบอมตะ ซึ่งถูกสร้างขึ้นมาเพื่อคู่กับแม่มดเหล่านี้ พวกเขาถูกลิขิตให้คู่กันและกัน แต่เหล่าแม่มด (เมื่อพันปีก่อน) เห็นแก่อำนาจเกินกว่าจะมอบใจให้กับนักรบที่รักพวกเธอได้ พวกเธอเลือกทางแห่งอำนาจ และพลาดถลำลึก จนปล่อยปีศาจออกมาในโลก และทำลายทุกอย่าง คำสาปทำให้เหล่านักรบได้แต่รอคอย และเฝ้าดูเป็นเวลาพันปี รอการ "ตื่น" ขึ้นมาของหญิงสาวที่พวกเขาหลงรัก ซึ่งสำหรับรูน มันเป็นการเดินทางที่เจ็บปวด

หญิงสาวที่เทเรซาเคยเป็น ทรยศเขาครั้งแล้วครั้งเล่า จนเขาไม่อาจเปิดใจให้กับเทเรซา ตัวตนที่เธอเป็นในปัจจุบัน กระนั้นเขาก็คุ้มครองเธอจากการตามล่าของตำรวจนักล่าแม่มด และศัตรูร้ายลึกลับที่ปรากฎตัวขึ้น ทำให้ทุกอย่างยากขึ้นไปอีก

เราชอบคอนเซ็ปต์ของเรื่องนะคะ การไถ่บาปในอดีตที่นางเอกเคยก่อเอาไว้ พวกเธอไม่ได้สมบูรณ์แบบ และการเกิดใหม่ครั้งแล้วครั้งเล่าค่อย ๆ หล่อหลอมพวกเธอจนกลายมาเป็นคนที่เธอเป็นในปัจจุบัน ซึ่งเธอไม่ได้เหมือนกับตัวตนที่เป็นเมื่อพันปีก่อน แต่เราไม่ชอบการที่พระเอกถูกสร้างมาเพื่อนางเอก มันราวกับเขาไม่มีทางเลือกว่า จะได้รักใคร ทั้งหมดและทุกอย่างก็คือ เธอคนเดียว เรารู้สึกว่า มันไม่แฟร์เท่าไหร นอกจากนี้ยังทำให้เรื่องในส่วนของโรแมนซ์ดูตื้นมาก ๆ ไม่ต้องลุ้นอะไรเลย 

ประเด็นเรื่องการที่รูนติดตามเทเรซา (หรือชื่ออะไรก็ตามที่เธอใช้ในอดีตภพ) ไปทุก ๆ ชาติ ดูแล้วมันประหลาด เขาใช้ชีวิตอยู่กับเธอ และต้องถูกตัวตนของเธอทรยศครั้งแล้วครั้งเล่า มันทำให้ผู้ชายคนหนึ่งขวัญผวาได้เลยนะคะ แม้ว่าตัวตนของเทเรซาในปัจจุบันจะไม่เหมือนเก่า แต่ในเรื่องไม่ได้บอกเลยว่า ประสบการณ์ชาติไหนที่ทำให้เธอคิดได้ และเลิกทรยศรูนเสียที จุดนี้ไม่มีการพูดถึงเลย ทำให้ราวกับว่า พอมาถึงชาติที่จะเป็นนางเอกแล้ว เทเรซาก็เปลี่ยนตัวเองเป็นคนดีพร้อมซะอย่างงั้น

ส่วนตัวร้ายลึกลับที่ถูกเปิดตัวในเล่มนี้ น่าสนใจดีค่ะ ตอนแรกที่ออก เรานึกว่าเป็นพระเอกเล่มหน้าด้วยซ้ำ กระนั้นเหตุผลหลายอย่างในการกระทำของเขาดูไร้ที่มาไปหน่อย การเล่าเรื่องเกี่ยวกับเพื่อนของเทเรซาที่เป็นหมอที่ช่วยเธอ ก็ทำให้ยิ่งงง เพราะไม่รู้เอาเข้ามาในเรื่องทำไม 

โดยรวมเรื่องนี้อ่านได้ไหลลื่น ไม่มีประเด็นอะไรให้คิด แต่เราผิดหวังเล็ก ๆ เพราะชอบแนวเรื่องมาจากเล่มแรก เราหวังว่าเล่มสองจะลงตัวมากขึ้น และมีอะไรที่น่าสนใจมากขึ้น แต่เล่มนี้เหมือนย่ำอยู่กับที่ แนวเรื่องเหมือนกันกับเล่มแรกเป๊ะ ๆ ไม่มีอะไรใหม่ และนั่นคือปัญหาสำหรับเรา ไม่มีพัฒนาการในพล็อตเลย

คะแนนที่ 60

 

 

edit @ 28 Jan 2012 13:53:12 by max

Death Magic // Eileen Wilks

posted on 25 Jan 2012 08:02 by maxtreme  in C-Club, Paranormal

หนังสือชุดที่แม็กซ์ชอบมากที่สุดชุดนึงในเวลานี้ เรื่องราวแนวพารานอมอลที่เล่าเรื่องราวของคาแร็คเตอร์หลักสองคน ลิลลี หยู เอฟบีไอสาวที่มีพลังพิเศษในการต้านทานเวทมนตร์ ซึ่งหมายความว่า เวทมนตร์ไม่อาจทำอะไรเธอได้ และรูล เทอร์เนอร์ มนุษย์หมาป่า เจ้าชายแห่งเผ่านิโคไลย ผู้ซึ่งเป็นหน้าเป็นตาให้กับเหล่ามนุษย์หมาป่าที่ทั้งปวง ว่าพวกเขาไม่ใช่สัตว์ร้ายที่ปราศจากการควบคุม

ชะตาชีวิตของลิลลี และรูลถูกผูกเข้าไว้ด้วยการจากเทพเจ้า ลิลลีคือ "ผู้ที่ถูกเลือก" หญิงสาวเพียงหนึ่งเดียวที่เกิดมาเพื่อรูล ความผูกพันที่ลิขิตไว้ แต่นั่นไม่ใช่เหตุผลที่ทั้งสองตกหลุมรักต่อกันและกัน

หนังสือชุดนี้ดำเนินมาหลายเล่มแล้วค่ะ เกือบทุกเล่มโฟกัสอยู่ที่คู่ของลิลลี และรูล ซึ่งหลังจากหลายเล่ม สิ่งที่คนเขียนทำได้ก็คือ เราไม่รู้สึกเบื่อหน่ายเลย และแม้จะไม่มีคำถามเกี่ยวกับความรัก และความจริงใจของคาแร็คเตอร์ทั้งสองแล้ว คนแต่งก็ยังหาประเด็นสนุก ๆ มาทำให้เรื่องไม่อ่อนด้อยในส่วนของความน่าสนใจไปได้เลย

 

 

 

 

 

 Death Magic ของเอลีน วิคส์

หนังสือเล่มนี้เป็นเล่มที่แปดในชุด ที่เล่าเรื่องราวของโลกมนุษย์ที่ต้องเรียนรู้ที่จะอยู่ร่วมกับเวทมนตร์ นั่นเพราะเมื่อหลายเดือนก่อน ความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในโลกเกิดขึ้น เวทมนตร์ไหลเข้ามาครอบคลุมโลกมนุษย์ ทำให้ปลุกความสามารถด้านเหนือธรรมชาติของมนุษย์หลายคนที่เคยหลบซ่อนอยู่ให้ ตื่นขึ้น ทำให้คนธรรมดาที่เคยมีเพียงลางสังหรณ์ กลายเป็นคนที่มีพลังจิต หรือสิ่งมีชีวิตที่เคยหลบซ่อนอยู่ในเงามืดก็เปิดตัวให้สังคมมนุษย์รับรู้ อย่างเปิดเผย โลกมนุษย์ที่รัฐบาลทำสัญญาตกลงกับมังกรที่อพยพออกมาจากนรก เพื่อให้มังกรเหล่านั้นซับซึมเวทมนตร์ที่ล่องลอยอยู่ในบรรยากาศ เพราะกระแสเวทมนตร์ไม่ถูกกับอุปกรณ์อิเล็กโทรนิคส์ที่มนุษย์ใช้งาน ถ้ามังกรไม่ซึมซับพวกมันเข้าไป โครงสร้างพื้นฐานของมนุษย์ก็คงจะพังทลาย

แต่ก่อนที่การเปลี่ยนแปลงโดยเวทมนตร์จะเกิดขึ้น (นี่เป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในเล่มสามในชุด Bloodlines) เผ่าพันธุ์เก่าแก่อย่างมนุษย์หมาป่าก็เผยตัวให้มนุษย์ธรรมดารู้จัก พวกเขาเรียกร้องสิทธิของตัวเองจนได้ทุกอย่างเหมือนมนุษย์ธรรมดาสามัญ ยกเว้นตอนที่พวกเขากลายร่างกลับเป็นหมาป่า เมื่อนั้นเขาก็มีสิทธิไม่แตกต่างจากหมาตัวนึง ที่สามารถฆ่าให้ได้ตายโดยไม่ผิดกฎหมาย

สิทธิของหมาป่ากำลังเป็นประเด็นถกเถียงในรัฐสภา รูล เทอร์เนอร์ถูกเรียกมาให้การต่อหน้าสภาคองเกรสในเรื่องนี้ แต่เหตุผลเดียวที่รูลตอบรับคำเชิญ ก็เพราะลิลลี คู่หมั้นของเขาก็ถูกเรียกมาให้การเช่นกัน นั่นเป็นเหตุผลเดียวที่ทั้งสองมาอยู่ในกรุงวอชิงตัน ดีซี ห่างไกลจะที่ตั้งของเผ่านิโคไลยในแคลิฟอร์เนีย ในยามที่เกิดสงคราม

เหตุการณ์จากเล่มนี้แล้ว ทำให้เห็นชัดเจนว่า ศัตรูตัวร้ายของเทพเจ้าของเหล่าหมาป่ากำลังจะกลับมา และนังมารร้ายคนนี้ (ซึ่งเป็นเทพเจ้าเช่นกัน) ไม่ได้หวังแต่จะทำลายแค่เหล่าหมาป่า หากแต่คิดจะทำลายมนุษย์ด้วย เพียงแต่ความคิดของเจ้าหล่อนไม่ได้เห็นว่า เป็นการทำลาย มันเป็นความหวังดี ที่ต้องการนำทางให้เหล่ามนุษย์ที่ไม่มีความคิด การฆ่าคนส่วนใหญ่ไปให้หมด เพื่อสร้างอนาคตที่ดีกว่าให้คนที่เหลืออยู่ จึงเป็นความเสี่ยงที่หล่อนยอมรับได้

แต่เทพเจ้าของหมาป่า (หรือที่เรียกกันว่า เลดี้) ได้สร้างเผ่าพันธุ์หมาป่าขึ้นมาเพื่อปกป้องมนุษย์ เธอได้ส่งคำสั่งผ่านร่างทรงที่เป็นตัวแทน บอกให้หมาป่าให้ความภักดีต่อรูเบน บรูคส์ ซึ่งเป็นหัวหน้าของลิลลีในเอฟบีไอ ผู้ซึ่งเมื่อไม่นานมานี้เพิ่งรอดมาจากความพยายามลอบสังหาร

รูเบนตัดสินใจแหกกฎ และสร้างหน่วยปฏิบัติการลับขึ้น เพื่อใช้ในการต่อสู้กับศัตรูตัวร้าย เขาชวนลิลลีให้เข้าร่วม แต่หญิงสาวผู้ซึ่งยึดถือการทำตามกฎมาตลอดตอบปฏิเสธ คำขอของรูเบนสร้างความสั่นสะเทือนในความสัมพันธ์ของเธอ นั่นเพราะรูลคือส่วนหนึ่งขององค์กรลับนี้ แต่เขากลับปิดปากไม่บอกอะไรเธอเลย ในแง่นึงลิลลีเข้าใจว่า มันเป็นคำสั่งของเทพเจ้าที่รูลให้ความเคารพ และเขาไม่อาจเปิดเผยได้ แต่เธอคือคนที่เขารักไม่ใช่หรือ

ในขณะเดียวกันเมนเทล ซึ่งเป็นความพิเศษที่เทพเจ้าของเหล่าหมาป่าส่งมอบให้กับหัวหน้าเผ่าหมาป่า ซึ่งได้ถูกฝากเข้ามาในร่างกายของลิลลีเป็นการชั่วคราว ระหว่างที่ตามหาผู้สืบทอดคนต่อไป (ถ้าไม่ฝากไว้ก่อน เมนเทลก็จะหายไปตลอดกาล ความรู้ที่สะสมมามากกว่าพันปีก็หายลับไปด้วยเช่นกัน) กำลังทำอันตรายต่อสุขภาพของลิลลี และเป็นครั้งแรกที่รูลตั้งคำถามถึงความจริงใจที่เทพเจ้ามีให้กับเขา มันเป็นความขัดแย้งที่รูลเองก็ไม่อาจตอบได้ เพราะเทพเจ้าคือทุกสิ่งที่งดงาม เขาเชื่อฟัง และเคารพ เพราะมั่นใจว่า เธอจะเลือกแต่สิ่งที่ดีที่สุดเสมอ แต่สิ่งที่เธอกระทำต่อลิลลี หญิงสาวที่เขารักอย่างสุดหัวใจ ก็ทำให้รูลต้องทบทวนความคิดตัวเอง

เขาไม่อาจใช้ชีวิตอยู่โดยปราศจากลิลลีได้ และถ้าลิลลีจากไป ก็เป็นเพราะทางเลือกที่เขาขอให้ลิลลีเลือก ทางเลือกที่เขาคิดว่า เทพเจ้าจะเลือกในสิ่งที่ดีที่สุดให้กับลิลลี แต่มันกำลังฆ่าเธออย่างช้า ๆ

ความสัมพันธ์ระหว่างรูล และลิลลีเริ่มลงตัวมากแล้วค่ะ ทำให้เล่มนี้ไม่ถึงกับหวานชัดเจน แต่ความเข้มแข็ง มั่นคงในความรู้สึกที่มีให้กัน เป็นส่วนสำคัญของหนังสือเล่มนี้มาก การได้อ่านคนสองคนที่รู้จัก และรู้ใจกันเป็นอย่างดี ใช้ชีวิตร่วมกัน ในขณะเดียวกันก็ยังมีสิ่งเล็ก ๆ เกิดขึ้น และทำให้ทั้งคู่ต้องทบทวนความคิดที่เคยปักใจเอาไว้ใหม่ ไม่ใช่ว่าทั้งสองตั้งคำถามเกี่ยวกับความรู้สึกที่มีต่อกันและกันนะคะ แต่เป็นเพราะความรู้สึกที่มีให้อีกฝ่าย ทำให้พวกเขาต้องเปลี่ยนแปลงตัวเอง เพราะความสัมพันธ์ที่ทั้งคู่ต้องการ

เล่มนี้เน้นไปที่พล็อตเยอะหน่อยค่ะ หลายสิ่งเกิดขึ้นเยอะมาก และศัตรูร้ายเริ่มเผยโฉมให้เห็นกันแล้ว คู่ต่อสู้ที่น่ากลัวไม่น้อย ซึ่งเป็นสิ่งจำเป็น เพราะความเข้มแข็งของเหล่าหมาป่าที่มี ถ้าศัตรูอ่อนแอกว่านี้ ก็คงลุ้นไม่สนุกเป็นแน่

หลังจากอ่านเรื่องนี้มาแปดเล่ม ก็ยังมีอะไรเซอร์ไพร์สเราได้อยู่นะคะ โดยเฉพาะ (สปอยล์) การที่รูเบนกลายเป็นหมาป่า ซึ่งยิ่งทำให้เรื่องชุดนี้น่าติดตามอย่างยิ่ง

นี่เป็นหนังสือที่ยิ่งอ่านก็ยิ่งชอบค่ะ เราอาจจะไม่ถึงกับชอบเล่มนี้เท่ากับเล่มก่อนหน้า แต่ก็ไม่ได้ลดน้อยถอยลงในเรื่องความรู้สึกที่มีเลยค่ะ คะแนนที่ 73

Angel of Darkness // Cynthia Eden

posted on 22 Jan 2012 01:22 by maxtreme  in C-Club, Paranormal

แม็กซ์ชอบงานเขียนของซินเธีย เอเดนนะคะ โดยเฉพาะช่วงสองสามปีที่ผ่านมา เรารู้สึกว่าเธอยิ่งเขียนก็ยิ่งดีขึ้นเรื่อย ๆ หนังสือทุกเล่มของเธอสนุกกว่าเล่มก่อนหน้า แต่อาจจะเพราะเหตุนั้นนั่นแหละ ทำให้ในช่วงปีนี้เราอ่านงานของเธอแล้วอดไม่ได้ที่จะเอาไปเปรียบเทียบกับเล่มก่อนหน้า และเรารู้สึกว่า ยังเทียบไม่ได้ คือเหมือนเธอได้มาถึงจุดที่พีคสุดแล้วล่ะ ซึ่งเราไม่อยากให้เป็นเช่นนั้นเลย

ที่พูดแบบนี้ไม่ได้จะบอกว่า หนังสือเรื่องนี้ไม่สนุกนะคะ เพราะยังสนุกมาก แต่เรานึกถึงงานในอดีตของเธอที่สนุกกว่าเล่มนี้ได้ ก็เท่านั้น

 

 

Angel of Darkness ของซินเธีย เอเดน

เรื่องนี้เป็นเล่มแรกในชุดที่เล่าเรื่องเกี่ยวกับแแองเจิ้ล (แม็กซ์มีปัญหาค่ะ ไม่อยากจะแปลว่าเทวดา เพราะทุกครั้งที่คิดถึงเทวดา ก็นึกนึกถึงชายชุดขาวใส่ชฎาทุกครั้ง ซึ่งนั่นไม่ใช่ภาพแองเจิ้ลที่เราจินตนาการเอาไว้) กระนั้นชุดนี้ก็ยังเชื่อมโยงกับโลกที่ซินเธียสร้างขึ้นไว้ในเล่มก่อนหน้าที่เป็นเรื่องราวของแวมไพร์ เดมอน และมนุษย์หมาป่าด้วย

คีแนนเป็นทูตสวรรค์แห่งความตาย หน้าที่ของเขาก็คือพาวิญญาณของเป้าหมายไปส่ง และเป้าหมายที่เขาได้รับก็คือ นิโคล เซ็นต์เจมส์ หน้าที่ที่เขาพบว่า ตัวเองไม่อาจทำได้ นั่นเพราะคีแนนได้แหกกฎเหล็กข้อสำคัญ เขามีความรู้สึกให้กับมนุษย์ และเขาเฝ้ามองนิโคลเป็นเวลานานก่อนที่จะได้รับหน้าที่นี้ เมื่อถึงเวลา เขาไม่ปลิดชีวิตของเธอ แต่กลับเลือกจะฆ่าแวมไพร์ที่ทำร้ายเธอแทน 

แต่วิญญาณไม่อาจทดแทนกันได้ คีแนนถูกไล่ออกจากสวงสวรรค์ ปีกของเขาถูกทำลาย และตกลงมาสู่โลกมนุษย์ ซึ่งเขาต้องใช้เวลาถึงหกเดือนกว่าที่จะได้สติกลับมารู้เรื่องอีกครั้ง และออกตามหานิโคล ซึ่งก็ไปเจอเธอในเม็กซิโก 

ทว่านิโคลไม่ใช่ครูโรงเรียนอนุบาลผู้สดใสอีกต่อไป การทำร้ายจากแวมไพร์ในคืนวันนั้นได้เปลี่ยนให้เธอเป็นสัตว์ร้ายในยามวิกาลเช่นเดียวกัน การกลายมาเป็นแวมไพร์ของเธอทำลายทุกอย่างในชีวิต ด้วยความไม่รู้ นิโคลเผลอทำร้ายร่างกายเจ้าหน้าที่ตำรวจ และการค้นหาทางรอดจากโลกแห่งความโหดร้าย ทำให้นิโคลต้องทำอะไรหลายอย่างที่ครูโรงเรียนอนุบาลที่เธอเคยเป็นไม่มีวันทำได้ แต่นิโคลก็ต้องทำเพื่อเอาชีวิตรอด 

หนึ่งในนั้นก็คือการล่อผู้ชายออกมาจากบาร์และดื่มเลือดของเขา แต่เหยื่อรายล่าสุดของเธอถูกไล่ไปโดยชายแปลกหน้าที่บอกว่า เขาคือ ผู้พิทักษ์ของเธอ ซึ่งชายคนนี้เองก็ได้ช่วยชีวิตของเธอจาก "เหยื่อ" ที่แท้จริงแล้วเป็นนักล่าแวมไพร์ 

คีแนนซึ่งใช้ชีวิตนับพันปีเป็นทูตสวรรค์ แต่เขาไม่เคยมีความรู้สึกจนกระทั่งได้พบกับนิโคล และความรู้สึกนั้นก็ทวีคูณมากขึ้นเป็นร้อยเท่าเมื่อเขาถูกขับออกจากสวรรค์ สำหรับชายที่ไม่เคยรู้สึกอะไร ความรู้สึกที่ท่วมท้นเข้ามา จึงไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะจัดการ กระนั้นสิ่งเดียวที่เขารู้แน่ก็คือ เขาจะปกป้องคุ้มครองนิโคลให้ถึงที่สุด โดยเฉพาะเมื่ออาซาเอล ซึ่งเป็นทูตสวรรค์ที่เป็นหัวหน้าของเขาได้บอกกับเขาว่า ชะตาของนิโคลยังไม่รอดพ้น เธอจะต้องตายในที่สุด (ประมาณหนังไฟนัล เดสติเนชัน) 

พล็อตเรื่องออกแนว City of Angels เล็ก ๆ นะคะ  ที่เทวดาสละปีเพื่อหญิงที่เขารัก แต่ก็ีแค่นั้น เล่มนี้ออกแนวแอ็คชั่นโรแมนซ์ คีแนนและนิโคลต้องหลบหนีจากการตามล่าของทั้งนักล่าแวมไพร์ อดีตเทวดาตกสวรรค์ที่มีจุดมุ่งหมายบางอย่าง รวมทั้งจากอาซาเอล ที่ดูจะพยายามพาตัวคีแนนกลับไปอยู่บนสวรรค์ให้ได้ (โดยแลกกับความตายของนิโคล)

เรื่องดำเนินไปค่อนข้างเร็วค่ะ อ่านรื่นตลอดทั้งเล่ม แต่เราอดรู้สึกไม่ได้ว่า มันน่าจะดีกว่านั้นได้ โดยเฉพาะในส่วนของคีแนนที่เพิ่งออกมาเผชิญโลกครั้งแรก (เรื่องนี้พระเอกเวอร์จิ้นนะคะถ้าสนใจกัน) แต่ทั้งเรื่องกลับไม่มีความไร้เดียงสาในคาแร็คเตอร์ของเขาเท่าไหรนัก  เราไม่ได้หมายความว่า คีแนนจะต้องออกแนวมึนงง หรือโง่นะคะ แต่ดูเขาปรับตัวกับโลกมนุษย์ได้เร็วเกินเหตุ อีกอย่างถ้าเขามีความเปราะบางมากกว่านี้ เขาคงจะน่าสนใจมากขึ้น

ส่วนนิโคล เรื่องมีการพูดถึงสิ่งที่เธอทำในยามที่ค้นหาตัวตนของการเป็นแวมไพร์ การกระทำที่เธอเสียใจ และไม่อาจเปลี่ยนแปลงได้ เราอยากเห็นผลสะท้อนของการกระทำนั้นมากกว่านี้ค่ะ เรื่องเพียงแต่เกริ่น ๆ คร่าว ๆ ว่า เธอเสียใจ แต่เราไม่เห็นผลสะท้อนออกมาในตัวตนของเธอ 

จริง ๆ เรื่องนี้มีหลายอย่างที่สนุกมากนะคะ แต่เราเพ่งไปที่ข้อด้อยซะเยอะ ส่วนหนึ่งเพราะเราคาดหวังกับซินเธีย เอเดนค่ะ เรารู้ว่า เธอเขียนได้ดีกว่านี้

กระนั้นเรื่องนี้ก็สอบผ่าน และเราติดตามเล่มสองแน่ ๆ โดยเฉพาะเมื่อพระเอกเป็นคาแร็คเตอร์ที่แสนจะน่าสนใจ เมื่อได้อ่านเขาจากเล่มนี้

คะแนนที่ 73

 

Justine Jones Trilogy // Carolyn Crane

posted on 21 Jan 2012 20:17 by maxtreme  in C-Club, UrbanFantasy

ใช้เวลาแค่วันครึ่งก็อ่านหนังสือในชุดนี้สามเล่มจนจบค่ะ แม้ว่าความรู้สึกโดยรวมจะผิดหวังเล็ก ๆ เพราะได้ยินคำร่ำลือเกี่ยวกับเรื่องชุดนี้มาเยอะ แต่ก็ถือว่า เนื้อเรื่องน่าติดตามอ่านตลอดทั้งชุด มีการพลิกไปมาของเนื้อเรื่องให้คนอ่านเซอร์ไพร์สหลายรอบ

 

 

Mind Games ของคาโรลิน เครน

เรื่องนี้เป็นเล่มแรกในชุด Disillusionists ซึ่งเป็นกลุ่มคนที่มีความผิดปกติบางอย่างทางจิต แต่กลับใช้ความผิดปกตินั้นทำให้ตัวเองกลายเป็นยอดมนุษย์และทำบางอย่างที่คนธรรมดาคนอื่นทำไม่ได้ 

คอนเซ็ปต์ของเรื่องถือว่า แปลกใหม่มาก ๆ บรรยากาศ กลิ่นอายภายในเรื่อง รวมทั้งการเล่าเรื่องให้ความรู้สึกสดใหม่ ไม่ใช่แนว Urban Fantasy ที่คุ้นเคยกัน นางเอกไม่ใช่สาวแกร่ง มองโลกด้วยสายตาเย็นชา กร้านโลก แต่ในขณะเดียวกันก็ไม่ใช่สาวน้อยไร้เดียงสา สำหรับคนที่อยากอ่านเรื่องแนว UF ที่แตกต่าง เราแนะนำเรื่องชุดนี้เลยค่ะ

แต่สำหรับแฟนโรแมนซ์ ทำใจหน่อยนะคะ เพราะนางเอกมีแฟนเป็นคนอื่นเกือบตลอดทั้งชุด กว่าจะลงเอยกะพระเอกได้ก็ลุ้นกันหนักมาก 

จัสตีน โจนส์เหมือนหญิงสาวธรรมดาทั่วไปที่อาศัยอยู่ในเมืองมิดซิตี้ ทำงานในร้านขายเสื้อผ้า และคบหากับแฟนหนุ่มที่เป็นเซลล์แมนอนาคตไกล แต่เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในร้านอาหารมองโกเลียที่เธอได้เจอกับนักต้มตุ๋นที่หลอกเอาเงินของครอบครัวเธอไปจนหมด ก็เปลี่ยนแปลงทุกอย่าง

เธอได้รับการติดต่อจากชายลึกลับที่มีนามว่าแพคการ์ด ซึ่งอ้างว่าเขามีทางช่วยเหลือเธอจากอาการวิตกจริตเรื่องสุขภาพ ซึ่งเป็นอาการที่จัสตีนต้องเผชิญมาตลอดชีวิต หญิงสาววิตกกังวลว่าตัวเองจะเป็นโรคร้าย (ทั้งที่ไม่ได้มีอาการของโรคนั้น เป็นอาการทางจิตชนิดนึงน่ะค่ะ) แพคการ์ดบอกว่า ถ้าเธอมาทำงานให้กับเขา เขาจะสามารถช่วยเธอได้ และเขาก็สาธิตวิธีเป็นตัวอย่าง

แพคการ์ดซึ่งเป็นหนึ่งในมนุษย์ที่เป็นไฮแคป หรือคนที่มีพลังจิตเหนือธรรมชาติ ความสามารถของเขาก็คือ ความเข้าใจมนุษย์ นั่นทำให้เขามองเห็นอาการจิตวิตกของจัสตีน และเขายื่นข้อเสนอให้กับเธอ เพื่อแลกกับวิธีการที่เขาช่วยเธอให้ "ระบาย" อาการจิตวิตกของตัวเองได้ เธอต้องทำงานให้กับเขา 

วิธีการของแพคการ์ดทำให้จัสตีนกลายเป็นคนปกติไปหลายอาทิตย์ ก่อนที่ทุกอย่างจะกลับมาเหมือนเดิม สิ่งเดียวที่จัสตีนต้องการก็คือ เป็นคนปกติ และนั่นเป็นเหตุผลที่ทำให้เธอยังดื้อรั้นที่จะคบหากับแฟนหนุ่มที่ทุกคนดูออกว่า ไม่ใช่คนที่เหมาะสมกับเธอ เพราะแม้เขาจะเป็นคนดีพร้อมทุกอย่าง แต่ไม่มีประกายไฟในความสัมพันธ์ของพวกเขา ในขณะที่ชีวิตของจัสตีนเองก็แยกห่างออกไปเรื่อย ๆ โดยเฉพาะเมื่อเธอตกลงปลงใจมาทำงานให้กับแพคการ์ด โดยเป็นหนึ่งในผู้ "ทำลายภาพฝัน" และเปลี่ยนแปลงอาชญากรทำให้พวกเขากลับใจ 

แพคการ์ดเป็นคนเลือกเป้าหมาย และส่งลูกน้องของเขาซึ่งเป็นคนที่มีอาการจิตวิตกเช่นเดียวกับจัสตีนออกไปตีสนิท จากนั้นก็ให้คนกลุ่มนั้นส่ง "อาการจิตวิตก" ของตัวเองไปยังเหยื่อ ซึ่งจะเป็นการช่วยให้คนกลุ่มนี้ซึ่งมีอาการทางจิตได้ผ่อนคลายจากภาวะความกังวล ในขณะเดียวกันอาการทางจิตนั้นก็จะไปปรากฎที่ตัวเป้าหมาย โดยเป้าหมายแต่ละคนเป็นอาชญากรที่รอดเงื้อมือของกฏหมายไปได้

นั่นดูเป็นการแลกเปลี่ยนที่เป็นธรรม อย่างน้อยก็เป็นสิ่งที่จัสตีนพยายามบอกกับตัวเอง 

พล็อตแปลกใหม่มาก ก่อนที่จะอ่านแม็กซ์ก็งงไปกับคอนเซ็ปต์ของเรื่องเล็กน้อย เพราะอธิบายได้ยากค่ะ แต่เนื้อหาในเรื่องเขียนบรรยายได้เข้าใจง่ายมาก จัสตีนและเหล่านักทำลายภาพฝันเป็นมนุษย์ธรรมดา แต่ถูกสอนโดยแพคการ์ดที่เป็นไฮแคป (ซึ่งเป็นคนที่มีพลังจิต) ให้ปลดปล่อยความวิตกกังวลของตัวเองไปสู่คนอื่น ทำให้คนนั้นเกิดอาการแบบเดียวกับตัวเอง 

ในเล่มแรกของชุดจัสตีนพยายามปรับตัวเองให้เข้ากับชีวิตใหม่ คบเพื่อนใหม่ที่มีอาการทางจิตเช่นเดียวกับตัวเอง (ไม่ใช่อาการกังวลเรื่องสุขภาพ แต่เป็นอาการซึมเศร้า มองโลกในแง่ร้าย ติดการพนัน และอื่น ๆ) ซึ่งอ่านบทสนทนาของคนกลุ่มนี้แล้วฮามาก

ในส่วนความสัมพันธ์ระหว่างจัสตีนและแพคการ์ด มันเห็นชัดเจนว่า สองคนนี้เริ่มมีความรู้สึกให้กันอยู่นะคะ แต่จัสติีนก็ยังหลงกับ "ภาพฝัน" ของตัวเอง ยึดติดกับแฟนหนุ่ม ซึ่งเรื่องก็เขียนได้ดีนะคะ ตรงที่แฟนคนนี้ของจัสตีนไม่ใช่ผู้ชายที่เลวร้าย เพียงแต่เขาไม่เหมาะกับเธอเท่านั้น และ (สปอยล์) การเลิกลาร้างกันก็ไม่ได้รุนแรง เพราะมันเป็นความสัมพันธ์ที่พินาศมาตั้งแต่เริ่มต้น

การจับคู่กับแพคการ์ดยุ่งยากกว่า ทั้งที่เรื่องเขียนผ่านมุมมองของจัสตีนเพียงคนเดียว ทำให้คนอ่านไม่เห็นความคิดของแพคการ์ด และการกระทำ (สปอยล์) ของเขาที่ยอมแลกทุกอย่างเพื่ออิสระภาพของตัวเอง ก็ทำให้เขาดูร้ายกาจยิ่งนักกับสิ่งที่กระทำต่อจัสตีน จนนำไปสู่บทสรุปที่เธอไม่เลือกเขา หากแต่เป็นชายอีกคนซึ่งเป็นศัตรูของเขาด้วยซ้ำ

โดยรวม เล่มนี้ขึ้นต้นชุดได้ดี และน่าสนใจมาก อย่างที่เกริ่นไป ถือเป็นแนว UF ที่แตกต่าง ไม่ซ้ำซาก ความเป็นพารานอมอลในเรื่องก็เขียนได้ดี กระทั่งท้ายเรื่องก็ยังมีจุดพลิกให้คนอ่านเซอร์ไพร์สได้อีก 

 

 

 Double Cross ของคาโรลิน เครน

เล่มสองในชุดค่ะ และสำหรับคนที่ยังไม่ได้อ่านเล่มแรก (และคิดจะอ่าน) ก็คงต้องบอกว่า หยุดอ่านเลยนะคะ เพราะว่าจะสปอยล์มาก เป็นไปไม่ได้ค่ะที่จะเขียนถึงเล่มนี้โดยไม่สปอยล์เล่มแรก

เวลาผ่านไปหลายเดือน หลังจากที่จัสตีนเลือกอดีตผู้บังคับบัญชากรมตำรวจออตโต ซานเซส ซึ่งปัจจุบันได้กลายเป็นนายกเทศมนตรีคนใหม่ของเมืองมิดซิตี้ ออตโตหรือที่รู้จักกันในนามของเฮนจิ เป็นคู่อริคนสำคัญของแพคการ์ด และเป็นคนที่จับแพคการ์ดขังเอาไว้ในร้านอาหารมองโกเลียนเป็นเวลาแปดปี ซึ่งจัสตีนได้นำชายทั้งสองคนมาเผชิญหน้ากัน ต่อรอง จนแพคการ์ดได้รับอิสรภาพ เพียงแต่เขาต้องทำงานให้กับออตโต โดยช่วยในการกวาดล้างอาชญากรที่เป็นไฮแคป กลุ่มคนอันตรายที่ออตโตใช้พลังพิเศษ (เขาเองก็เป็นไฮแคป) จับขังเอาไว้เช่นเดียวกับแพคการ์ด โดยแพคการ์ดและกลุ่มผู้ทำลายภาพฝันของเขาจะต้องทำให้คนเหล่านั้นกลับเนื้อกลับตัวให้ได้ 

สถานการณ์ยุ่งยากขึ้นเมื่อมีฆาตกรต่อเนื่องออกอาลวาด สิ่งที่คนทั่วไปไม่รู้ก็คือ คนร้ายได้มุ่งเป้าไปที่กลุ่มคนที่เป็นไฮแคป การสืบหาความจริงนำร่องรอยไปยังบริษัทแห่งนึงที่ผลิตอุปกรณ์พิเศษที่สามารถใช้ทำลายพลังของเหล่าไฮแคปได้ 

จัสตีนเองก็มาถึงทางเลือกที่สำคัญ ออตโตเป็นเพื่อนชายที่สมบูรณ์แบบ คราวนี้เธอไม่ได้หลอกตัวเองเหมือนแฟนคนก่อน เขาเป็นคนที่เธอใฝ่ฝัน ชายคนที่เข้าใจอาการจิตวิตกในเรื่องการแพทย์ของเธอ เพราะเขาก็มีอาการอย่างเดียวกัน ชายคนที่แคร์เธอ และไม่ได้หลอกใช้ จริง ๆ ก็คือ เขาแตกต่างจากแพคการ์ดทุกอย่าง 

ถ้าเพียงแต่เธอลืมแพคการ์ดได้ 

เล่มนี้ไม่น่าติดตามเท่ากับเล่มแรกนะคะ เรารู้สึกเหนือย ๆ ลงไป ส่วนหนึ่งคงเพราะไม่ได้ตื่นเต้นมากมายอะไรกับโลกในเรื่องแล้ว เพราะได้รู้จักไปหมดแล้วจากเล่มแรก ไม่มีอะไรใหม่ที่เรียกความสนใจได้อย่างตอนที่อ่านเล่มแรก แง่มุมความพิเศษของโลกในเรื่องจึงดูเหมือนเดิม อย่างไรก็ตามเรื่องที่โฟกัสไปยังเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในอดีตระหว่างแพคการ์ดและออตโตก็น่าสนใจ และทำให้เราเข้าใจคนทั้งคู่ได้มากขึ้น ในขณะเดียวกันก็เข้าใจความซับซ้อนในความสัมพันธ์ของศัตรูที่จำเป็นต้องทำงานร่วมกันคู่นี้ได้

จัสตีนคือ คนที่ยืนอยู่ตรงกลาง เธอคิดว่า ตัวเองตัดสินใจถูกที่เลือกออตโต เพราะเขาเป็นคนที่แคร์เธอจริง ๆ ไม่ได้คิดหลอกใช้หรือควบคุม ซึ่งจุดนี้เราเข้าใจเธอได้นะคะ อย่างไรก็ตามพฤติกรรมในเล่มนี้ของออตโตเริ่มส่อแววความผิดปกติหลายอย่าง ซึ่งเราไม่รู้นะคะ เรารู้สึกว่า บางอย่างมันเกินขอบเขตความเป็นออตโตที่วางเอาไว้พอควร (สปอยล์) การที่เขาฆ่าเอเวอรีตอนจบเรื่อง เราไม่รู้สึกว่า ตัวตนที่วางมาของออตโตจะทำให้เขาทำเช่นนั้น จนรู้สึกเหมือนว่า คนแต่งต้องการผลักให้จัสตีนหันไปหาแพคการ์ด

เล่มนี้เราเริ่มรู้สึกอ่อนโยนลงต่อแพคการ์ด จากการที่เขาใช้จัสตีนเป็นเครื่องมือในเล่มแรก มาในเล่มนี้เราชัดจะเห็นว่า ความรู้สึกที่เขามีต่อจัสตีนนั้นมีความจริงใจปนอยู่ แต่ (สปอยล์) ฉากที่เขาเปิดเผยความจริงเกี่ยวกับการที่จัสตีนรู้สึกว่า ต้องขึ้นอยู่กับเขาในการปลดปล่อยอาการจิตวิตกของตัวเองเป็นเพียงเรื่องที่สร้างขึ้น และความจริงนั้นปลดปล่อยเหล่าลูกน้องของแพคการ์ด รวมทั้งจัสตีนให้เป็นอิสระ เกิดขึ้นในเวลาที่ไม่เหมาะ เพราะเราไม่แน่ใจว่า เขาพูดเรื่องนี้กับจัสตีนเพราะเขาต้องการปล่อยเธอไปจริง ๆ หรือว่าเพราะโดนมอนยา (โดยจัสตีน) จุดนี้แหละที่ทำให้เราไม่มั่นใจในความจริงใจที่เขามีให้กับจัสตีน

เช่นเดียวกันกับเล่มแรก แต่ว่าแล้วเล่มนี้แรงกว่านะคะ ตอนจบของเรื่องหักมุมรุนแรงมาก จนขนาดว่า เราโคตรดีใจเลยที่อ่านเล่มนี้ตอนที่เล่มสามออกขายแล้ว เพราะถ้าไม่ได้อ่านต่อ ต้องติดใจไปนาน

 

 

Head Rush ของคาโรลิน เครน

เล่มสามในชุดค่ะ และเป็นเครื่องแสดงว่าอีบุ๊คเปิดโอกาสให้กับนักเขียน และนักอ่านมาขนาดไหน เพราะหลังจากออกสองเล่มแรกในชุดกับสนพ.บัลเลนไทน์แล้ว คาโรลิน เครนก็ไม่ได้รับโอกาสให้เขียนเล่มสามต่อออกมา (อาจเพราะว่ายอดขายไม่ดี) แต่เล่มสองตอนจบเรียกว่าคริฟแฮงเกอร์มาก ถ้าไม่มีอีบุ๊ค คนอ่านคงอกแตกตายอย่างคาใจค่ะ 

เล่มนี้เปิดเรื่องด้วยการเตรียมตัวแต่งงานของจัสตีน โจนส์กับนายกเทศมนตรีออตโต ซานเซส เธอได้ตัดสินใจเลือกแล้วที่จะแต่งงานกับชายสุดวิเศษคนนี้ ไม่ใช่แพคการ์ด ฆาตกรร้ายที่ฆ่าแฟนหนุ่มของเพื่อนรักของเธอตาย ก่อนที่จะหนีเงื้อมือกฎหมายไป 

แต่เมื่อแพคการ์ดปรากฎตัวให้บ้าน และบอกว่า เธอถูกเปลี่ยนแปลงความทรงจำ อดีตที่เธอจดจำได้ไม่ใช่สิ่งที่เกิดขึ้นจริง  และคนร้ายตัวจริงก็คือออตโต นั่นทำให้เธอซึ่งรู้สึกแปลก ๆ มาสักพักเริ่มหยุดคิดว่า อะไรคือความจริงกันแน่ 

เล่าอะไรเกีี่ยวกับพล็อตมากไม่ได้นะคะ เพราะจะสปอยล์เนื้อเรื่อง แต่ก็เป็นไปไม่ได้เช่นกันที่จะเขียนถึงเล่มนี้โดยไม่สปอยล์ ดังนั้นก็ถือว่าเตือนแล้วแล้วกันค่ะ

ปัญหาที่เรามีต่อเล่มนี้มาก ๆ ก็คือคาแร็คเตอร์ของออตโต เราไม่ได้คาดว่า เขาจะเป็นพระเอกหรอกนะคะ เพราะเห็นได้ชัดว่า ปฏิกริยาระหว่างจัสตีน และแพคการ์ดชัดเจนมาตั้งแต่เล่มแรก แต่ในขณะเดียวกันคาแร็คเตอร์ของเขาน่าสนใจมาก เพราะออตโตไม่ใช่ตัวร้ายแบบที่เรารู้จักกัน เขาทำทุกอย่างเพื่อความถูกต้อง และตั้งใจจะทำเช่นนั้นเสมอ เขาไม่ใช่ฆาตกรใจเหี้ยม เห็นได้จากการที่เขาจับอาชญากรไปขังในตึก ซึ่งเขามีพลังในการบังคับไม่ให้เหยื่อของเขาออกนอกตึก (ออตโตควบคุมตึกได้) แต่การมองโลกของเขาตรงไปตรงมาเกินไป สำหรับเขาไม่มีด้านสีเทา ทุกอย่างเป็นขาวและดำ 

ซึ่งเราชอบคาแร็คเตอร์แบบนี้ค่ะ แต่เมื่อวางมาเช่นนี้ การกระทำของเขาในตอนท้ายเล่มสอง และเลยมาถึงเล่มนี้ ทำให้เรารู้สึกว่า นี่ไม่ใช่ออตโตที่เรารู้จัก เขากลายเป็นสัตว์ร้าย ผู้พิทักษ์กฎหมายที่เชื่อในความถูกต้อง อยู่ ๆ จะชักปืนมายิงผู้ชายคนนึงต่อหน้าสาวคนรัก (ซึ่งพาชายคนนั้นมาขอความช่วยเหลือ) มันสุดโต่งเกินเหตุ แล้วยังพฤติกรรมของเขาในเล่มนี้ที่ดูเหมือนจะเสียสติไปด้วยซ้ำ เรารู้สึกว่า คนแต่งอยากจะผลักให้จัสตีนเข้าหาแพคการ์ด ก็เลยเขียนให้ออตโตเป็นแบบนี้ เพื่อที่เธอจะได้มีข้ออ้าง

แต่นั่นทำให้เรื่องสูญเสียคนร้ายที่มีมิติมากที่สุดคนนึงไป 

ฉากสุดท้ายที่ออตโตกำลังจะตาย และคุยกับแพคการ์ดถึงเหตุการณ์ในอดีต ที่แพคการ์ดซึ่งมีวัยสิบสองปี หลอกให้ออตโตวัยสิบเอ็ดปีใช้พลังพิเศษของตัวเองฆาตกรรมคนสิบสองคนเพื่อปกป้องเด็ก ๆ ชาวไฮแคป ทำให้เรายิ่งเห็นใจออตโตมากขึ้น การตายของเขาสำหรับเราแล้ว เป็นเรื่องน่าเสียใจมาก แม้ว่าเขาจะเป็นคนร้ายก็ตาม

นอกจากนี้เรารู้สึกว่า ความรักระหว่างจัสตีน และแพคการ์ดเร่งรีบเกินเหตุ ความรู้สึกของทั้งคู่เปิดเผยต่อกันในเล่มสอง ทางด้านจัสตีนเราพอเข้าใจนะคะ เธอพึงใจในตัวแพคการ์ดมาแต่ต้น แต่ปฏิเสธความรู้สึกตัวเอง เพราะรู้สึกว่าเขาหลอกใช้เธอเป็นเครื่องมือ แต่สำหรับแพคการ์ด เราไม่เห็นความคิดของเขาผ่านการเล่าเรื่อง และการแสดงออกก็ไม่ได้ชัดเจนว่า เขาแคร์อะไรจัสตีนเป็นพิเศษ (คือพอรู้ว่า เขามีใจให้เธอ แต่เราคิดว่า แพคการ์ดรักตัวเองมากกว่ารักจัสตีน) พอมาเล่มสาม ราวกับแพคการ์ดรักจัสตีนลึกซึ้ง (ซึ่งเราไม่ได้ความรู้สึกนี้) ทำให้พออ่านเล่มสาม เราเลยรู้สึกว่า มันไม่สมจริงเอาเสียเลย 

ในสามเล่ม เราว่าเล่มนี้อ่อนที่สุดในชุดค่ะ แต่ในขณะเดียวกันก็เป็นเล่มที่เป็นบทสรุปของเรื่องด้วย ซึ่งถือว่าจบได้ดีนะคะ ถ้าไม่นับว่าออตโตต้องตาย 

โดยรวมเรื่องชุดนี้เราให้คะแนนที่ 70ที่ความสร้างสรร แต่สอบตกเรื่องโรแมนซ์ แต่เรื่องนี้ไม่ใช่แนวโรแมนซ์นะคะ ดังนั้นมันจึงไม่สำคัญอะไรเท่าไหร