Dangerous Secrets // Lisa Marie Rice

posted on 05 Jul 2008 20:20 by maxtreme  in Contemporary

ลิซ่า มาเรีย ไรซ์เป็นนักเขียนที่ทำให้เราค้นพบว่า นักเขียนอีบุ๊คที่เขียนเรื่องดีดีที่ไม่จำเป็นต้องเน้นฉากเอ็กซ์อย่างเดียวก็ยังมี (เราไม่ได้ว่าอะไรกะฉากเอ็กซ์ หรือบอกว่าลิซ่า มาเรียเขียนเรื่องไม่เอ็กซ์นะคะ) แม็กซ์เริ่มซื้อหนังสือฉบับอีบุ๊คครั้งแรกเมื่อหลายปีก่อน สมัยที่คนยังไม่รู้จักสนพ.อีลอร่าส เคฟ แต่แม็กซ์รู้จักเพราะมีเพื่อนกูรูตัวจริงเสียงจริง (แปลว่ารู้จริงไม่ได้แอบอ้าง) แนะนำให้แม็กซ์รู้จักกะนักเขียนที่ชื่อว่าเจด แบล็ค ซึ่งตอนนั้นแม็กซ์ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเธอคือเจ้าของอีลอร่า ทำให้แม็กซ์ลองตามเข้าไปในเว็บของสนพ.นั้น และลองซื้อมาอ่าน

หลังจากตามเก็บประสาทที่เตลิดเถิดเทิงไปเพราะฉากเอ็กซ์ชนิดที่ไม่เคยเห็นมาก่อนในชีวิตกะเรื่อง The Empress's New Cloth แม็กซ์ก็เริ่มบ้าอ่านหนังสือของอีลอร่าอย่างกู่ไม่กลับ แล้วก็พบกับความจริงว่า แต่ละเล่มมันช่างเหมือนกัน จนในที่สุดก็เบื่อ เบื่อ แล้วก็เบื่อ

จนกระทั่งแม็กซ์ได้พบกับงานเขียนของลิซ่า มาเรีย ไรซ์ และแม็กซ์ก็ได้พบกับรักแท้มาก ๆ ครั้งนึงในชีวิต เพราะแม็กซ์ชอบงานของเธอ ชอบ ชอบ ชอบ ชอบได้ยินกันไหมเนี่ย

ถ้าขอยืมคำพูดของเพื่อน แม็กซ์จะพูดแทนเธอว่า งานของลิซ่า มาเรีย ไรซ์เหมือนกับงานของลินดา โฮเวิร์ดในยุคสุดรุ่งเรืองของเธอ พระเอกที่เป็นอัลฟ่าจ๋า แต่ไม่น่ารำคาญ นางเอกก็เข้มแข็ง ยืนหยัดต่อพระเอกได้ โดยไม่ต้องใช้ความแข็งกร้าว

ถ้าเอาคำพูดของแม็กซ์เอง ก็ขอบอกว่า งานของลิซ่า มาเรีย เหมือนกับงานของแชนน่อน แม็คเคนน่า ฉบับที่พระเอกไม่ได้เป็นโรคจิต หรือเซ็กส์จัดจนน่ากลัว (แปลว่า เซ็กส์จัดค่ะ แต่ดูเหมือนคนปกติมากกว่าพระเอกของแชนน่อน และแม็กซ์ก็ไม่ได้บอกว่า มีอะไรเสียหายกะพระเอกของแชนน่อนนะคะ)

<ขออนุญาตออกไปดูแฮนค็อคก่อนนะคะ เดี๋ยวกลับมาเขียนต่อ>

<นอกเรื่องหลังได้ดูแฮนค็อค ขอบอกว่า ถ้าคิดจะไปดูหนังแนวซุปเปอร์ฮีโร่สู้กันข้าวของพัง ก็คงได้เห็นข้าวของพังนะคะ แต่แม็กซ์รู้สึกว่าธีมเรื่องมันไม่ใช่ มันเป็นหนังชีวิตหน่อย ๆ ส่วนตัวเราขอเรียกว่า "ด้านมืดของความเป็นอมตะ">

กลับมาเข้าเรื่องหนังสือของเรากัน

 

Dangerouse Secrets ของลิซ่า มาเรีย ไรซ์

วันนี้โชว์ปกใหญ่ให้ดูกันสะใจไปเลย หนังสือเล่มนี้เป็นเล่มที่สองแล้วที่ลิซ่าเขียนให้กะสนพ.เอว่อน กับอิมพรินต์อีโรติคของเขาที่ชื่อว่าเอว่อน เรด แต่ส่วนตัวนะคะ แม็กซ์ไม่คิดว่าเล่มนี้มันจะใช่อีโรติค โรแมนซ์หรอกนะคะ จริงอยู่มันอาจจะมีฉากเอ็กซ์ให้เสียวหัวใจกันเกือบทั้งเรื่อง แต่แม็กซ์รู้สึกเสมอว่า ความรักนำทางเสมอ

แชริตี้ พรีวิตต์เป็นบรรณารักษ์ในห้องสมุดของเมืองเล็ก ๆ ชีวิตของเธอไม่น่าจะเข้าไปพัวพันกับผู้ก่อการร้าย หรือองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติได้เลย แต่เพราะเธอเป็นเพื่อนสนิทของมาเฟียรัสเซีย คนที่ต้องสงสัยว่ากำลังร่วมมือกับผู้ก่อการร้าย ทำให้เธอตกเป็นเป้าหมายการสอดแนมของนิโคลัส ไอร์แลนด์ อดีตทหารหน่วยเดลต้าที่ผันตัวเองมาเป็นสายลับให้กับรัฐบาล

ด้วยฉายาเดอะไอซ์แมน หรือมนุษย์น้ำแข็ง นิคประสบความสำเร็จในการทำภารกิจทุกอย่างที่ได้รับมอบหมาย และการหลอกลวงบรรณารักษ์สาวแสนซื่ออย่างแชริตี้ว่าเขาคือ นิค เอมส์ นายหน้าค้าหุ้นผู้ประสบความสำเร็จ และกำลังมองหาช่องทางการลงทุนในเมืองเล็ก ๆ ที่เธออยู่อาศัยเป็นเรื่องง่ายมาก แต่สิ่งที่นิคไม่ได้คิดถึงก็คือ เขาจะตกหลุมรักเธอเข้าอย่างจัง

เขารักเธอมากจนทำผิดกฎทุกอย่างของสายลับ เขารักเธอมากพอจะแต่งงานกับเธอภายใต้ชื่อปลอม เพียงเพื่อให้ความคุ้มครองแก่เธอ

แม็กซ์ถือว่าหนังสือเล่มนี้เป็นเล่มที่สมบูรณ์ที่สุดของลิซ่า มาเรียที่แม็กซ์เคยอ่านมานะคะ แม็กซ์ชอบ Midnight Man แต่คิดว่ามันสั้นเกินไป แต่เล่มนี้กำลังพอดี แม้ว่าจะยังมีช่องโหว่หลายจุดในพล็อต

เรามาพูดถึงจุดที่แม็กซ์ชอบกันก่อนดีกว่า แม็กซ์ชอบความสัมพันธ์ระหว่างพระเอกและนางเอก แต่นั่นก็ไม่ใช่เรื่องแปลก ลิซ่า มาเรียเป็นคนที่เขียนพระเอกนางเอกได้ดีที่สุดคนนึ่งที่แม็กซ์เคยอ่านมา เธอมีพรสวรรค์ที่จะเขียนให้พระเอกและนางเอกที่เพิ่งรู้จักกันได้ไม่ถึงวัน และมีเซ็กส์ด้วยกัน โดยทำให้คนอ่านรู้สึกว่ามันเกิดจากความรัก แม็กซ์อธิบายไม่ได้ แต่นี่เป็นสิ่งที่แม็กซ์รู้สึก แม็กซ์ไม่เคยต้องตั้งข้อสงสัยในความรักที่นิคและแชริตี้มีต่อกัน มันโดดเด่น และชัดเจนมากพอ

แม็กซ์ชอบรายละเอียดเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่ลิซ่า มาเรียใส่ในเนื้อเรื่อง แม็กซ์ชอบที่เธอกล่าวถึงเพื่อนสนิทของนิค (ที่ไม่เกี่ยวอะไรกับเนื้อเรื่องเลย) เพื่อใช้ในการบอกเล่าความเป็นคนดีโดยเนื้อแท้ของนิค เพราะการกระทำของเขาที่หลอกแชริตี้ดูไม่ค่อยน่ารักนัก

แม็กซ์ชอบที่ลิซ่า มาเรียเขียนให้ตัวร้ายเป็นมนุษย์ วาสิลี่เป็นผู้ร้ายที่น่าสนใจที่สุดคนนึงที่แม็กซ์ได้อ่านในรอบปีนี้ เขาเป็นนักประพันธ์ที่ได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงโนเบล และเพราะผลจากการเป็นเหยื่อในระบอบคอมมิวนิสต์ทำให้เขาและคนรักถูกส่งเข้าคุกในไซบีเรีย ความโหดร้ายและการสูญเสียคนรักเปลี่ยนแปลงตัวเขาจนกลายมาเป็นหัวหน้ามาเฟียใหญ่ เขาเป็นตัวละครที่น่าสนใจมาก ๆ (อันที่จริงแม็กซ์คิดอยากให้มีการเขียนถึงเขาในอีกเวอร์ชั่นนึงที่เขากลายเป็นพระเอก อยากรู้ว่าเขาจะเป็นยังไงถ้าเขาเลือกอีกทางที่ไม่ใช่กลายเป็นผู้ร้าย) และแม็กซ์เข้าใจว่าทำไมเขาถึงปฏิเสธระบบ และตกเป็นทาสของอำนาจ เขาสูญเสียทุกอย่างที่มีค่าในชีวิต เพราะอำนาจ ดังนั้นจึงไม่แปลกที่เขาจะแสวงหามันเพื่อปกป้องตัวเขาจากความสูญเสียนั้นอีก

มาถึงข้อเสียกัน อันที่จริงจะเรียกข้อเสียก็คงไม่ถูกนักหรอกค่ะ เพราะแม็กซ์ไม่ได้คิดว่ามันเลวร้ายขนาดทำลายเนื้อเรื่อง แต่ก็ขอบอกว่าพล็อตเรื่องนี้อ่อนเหตุผลไปในหลายจุดมาก แม็กซ์ไม่คิดว่า เบาะแสที่นิคและทีมงานของเขาได้มามันมากพอที่จะขนาดทำให้พวกเขาต้องลงทุนขนาดสร้างเรื่องหลอกแชริตี้เสียใหญ่โตขนาดในเรื่อง แล้วแม็กซ์ก็ไม่เห็นว่า การสืบเรื่องวาสิลี่ผ่านแชริตี้จะได้ข้อมูลมากพอที่จะทำอะไรได้สักนิดเดียว การที่จัดการผู้ร้ายได้ เป็นเพราะมันเป็นนิยายโรแมนซ์และจำเป็นต้องจบอย่างแฮ็ปปี้เป็นเหตุผลหลักที่ทำให้ภารกิจของพระเอกและพวกประสบความสำเร็จ

แต่อย่างที่บอก มันเป็นข้อเสียที่เล็กน้อยมากสำหรับแม็กซ์ เพราะโดยแกนของเรื่องนี้แล้ว มันก็คือเรื่องรัก ไม่ใช่สืบสวน แม้จะพยายามให้มันเป็นอย่างนั้นก็ตาม คะแนนที่ 77

edit @ 6 Jul 2008 00:16:56 by max

Warrior // Angela Knight

posted on 04 Jul 2008 09:45 by maxtreme  in Paranormal

ตอนที่แม็กซ์ได้ข่าวว่า ในที่สุดแองเจล่า ไนท์จะกลับไปเขียนเรื่องที่ต่อจากเรื่อง Jane's Warlord หลังจากไปเสียเวลาเขียนเรื่องในชุด Mageverse เสียหลายปี แม็กซ์ดีใจโคตร เพราะสำหรับแม็กซ์แล้ว เรื่อง JW คือหนังสือที่ดีที่สุดของเธอ

และโครงเรื่องที่เธอสร้างไว้ใน JW มันก็น่าสนใจ มากเสียยิ่งกว่าบรรดาแวมไพร์ผสมกษัตริย์อาเธอร์ในชุด Mageverse ของเธอเยอะมาก

แม็กซ์อาจจะพูดเกินจริงไปที่ว่า เธอเสียเวลากับเรื่องชุด Mageverse เพราะก็มีบางเล่มในเรื่องนะที่สนุกใช้ได้ แต่ปัญหาก็คือ หลังจากเธอเขียนเรื่องในชุดนั้นมาหลายเล่ม ชื่อเรื่องก็ชักจะเหมือนกันอย่างน่ารำคาญ (Master of something ตลอด) แม็กซ์ว่าเธอหมดมุขแล้วล่ะ เพราะอ่านไปก็เดาได้ ไม่มีอะไรใหม่ให้น่าค้นหา และเมื่อคิดว่า แม็กซ์ชอบงานของเธอแค่ไหน เมื่อคิดว่าเธอคือหนึ่งในนักเขียนคนแรก ๆ ที่ก้าวขึ้นมาจากนักเขียนอีบุ๊คกระจอก ๆ จนกลายเป็นนักเขียนใหญ่ เมื่อคิดว่าเธอคือหนึ่งในนักเขียนที่นำเอาอีโรติกมาสู่โรแมนซ์ แม็กซ์ก็แสนเสียดาย

และก็มาถึงเล่มนี้ เล่มที่เธอกลับคืนไปสู่โลกอนาคต เรื่องราวของวอร์ลอร์ดผู้เดินทางข้ามเวลากลับมาเพื่อป้องสาวสายชาวโลก พล็อตเรื่องที่ดูเหมือนกับ JW แต่ก็สร้างความแตกต่างได้

 Warrior ของแองเจล่า ไนท์ 

เป็นเวลาหลายสิบปีแล้วหลังจากจบเหตุการณ์ในเรื่อง Jane's warlord ที่หลังจากพระเอกพานางเอกย้ายมาอยู่ในโลกอนาคต การเดินทางข้ามเวลาก็ไม่ใช่สิ่งต้องห้ามอีกต่อไป มีอุตสาหกรรมที่เกิดจากการท่องเที่ยวข้ามเวลาขึ้น และแน่ละจะต้องมีตำรวจกาลเวลาเพื่อตรวจสอบอาชญากรรมที่เกิดสืบเนื่องจากการข้ามเวลาด้วย

กาลาร์ อาร์วิด เป็นหนึ่งในตำรวจเหล่านั้น และเขาสืบค้นจากข้อมูล และสงสัยว่าการหายตัวไปของเจสสิก้า เคลลี่ในปี 2008 ไม่ใช่การกระทำที่เกิดขึ้นจากอาชญากรในปี 2008 นั่นเพราะเธอเป็นจิตรกรชื่อดังในโลกแห่งอนาคต กาลาร์และทีมของเขาจึงย้อนเวลากลับมายังปี 2008 เพื่อติดตามว่า ข้อสันนิษฐานของเขาเป็นจริงไหม

และก็เป็นดังคาด เจสสิก้าเป็นเหยื่อของฆาตรแห่งอนาคต และนั่นทำให้กาลาร์สามารถยื่นมือเข้าไปช่วยชีวิตเธอได้ (ถ้าเธอตายเพราะฆาตกรในยุคเดียวกับเธอ เขาไม่มีทางเข้าไปแก้ไขประวัติศาสตร์ได้) และพาเธอมายังโลกอนาคต (นั่นเพราะการหายตัวไปของเจสสิก้าในโลกปัจจุบัน แปลว่าเธอมีโชคชะตาในอนาคต -- ฟังอาจจะงง แต่ถ้าอ่านเรื่อง JW น่าจะเข้าใจคอนเซ็ปต์นี้นะ)

ปัญหาก็คือ ฆาตกรที่ตามฆ่าเจสสิก้าไม่ใช่โจรศิลปะกระจอก เขาเป็นถึงผู้พันในกองทัพซีราน ซึ่งไม่น่าจะมาสนใจเป้าหมายเล็ก ๆ อย่างเจสสิก้าเลย แต่เพราะว่าเจสสิก้าไม่ใช่เป้าหมายหลักของเขา เป็นชาร์ล็อตต์เพื่อนร่วมห้องของเธอต่างหากที่คือ จุดมุ่งหมายการไล่ล่าของนักฆ่าชาวซีราน เจสสิก้าเป็นเพียงหมากตัวนึงที่โดนดึงเข้าไปเล่นเกมส์ที่แม้แต่เธอเองยังไม่รู้ว่ามันคืออะไร

แม็กซ์ขอชมแองเจล่านะ ที่เธอเขียนโดยไม่บั่นทอนความน่าสนใจของตัวเองให้ลดลงไปเลย แม้ว่าเพราะพล็อตเรื่องจะไม่ได้โฟกัสที่ทั้งพระเอกและนางเอก ปริศนาในเรื่องอยู่ที่ตัวชาร์ล็อตต์ที่ความจริงเปิดเผยว่าเธอไม่ใช่มนุษย์ธรรมดาในปี 2008 อันที่จริงเธอไม่ใช่ทั้งมนุษย์ และไม่ได้มาจากปี 2008 ด้วยซ้ำ ความน่าสนใจของความลับที่ชาร์ล็อตต์เก็บงำไว้ ไม่ได้ทำให้ความน่าสนใจในความสัมพันธ์ระหว่างกาลาร์และเจสสิก้าลดลงไปสักนิด

และที่แม็กซ์ชอบมากที่สุดก็เป็นฉากที่ พระเอกของเราซึ่งเคยมีอดีตที่ถูกทรยศโดยคนรัก เลือกที่จะเชื่อใจเจสสิก้าโดยไม่มีข้อแม้ ถึงหลักฐานจะดูเหมือนว่าเธอเป็นคนทรยศ แม็กซ์ชอบมากจริง ๆ

แม็กซ์ชอบพล็อตเรื่องที่น่าสนใจและน่าติดตามมาก และเนื่องจากมันเป็นเล่มแรกในชุดที่ชื่อ The Time Hunter ก็ขอบอกว่าปริศนาทั้งหมดยังไม่ได้รับการคลี่คลาย คงต้องตามอ่านกันต่อในเล่มถัด ๆ ไป

ขอแถมท้ายนิดนึง สำหรับคนที่ติดใจงานของแองเจล่าเพราะฉากเซ็กส์ที่ลือกันว่าเด็ดนั้น แม็กซ์ว่าเล่มนี้เธอทอนลงนะคะ ไม่ได้เลวร้าย แม็กซ์คิดว่ามันกำลังพอดีด้วยซ้ำ (และแม็กซ์ขอบอกว่า แม็กซ์อ่านฉากเซ็กส์ในหนังสือของแองเจล่า ไนท์รู้เรื่อง กล้าที่จะบอกค่ะ ไม่อายถึงขั้นต้องกลบเกลื่อนว่า เราอ่านข้ามไป ไม่ค่อยรู้เรื่องเท่าไหรหรอก -- ถ้าอ่านไม่รู้เรื่องก็ไม่รู้ว่าจะอ่านทำไม)

คะแนนที่ 77

มีหลายคนถามคำถามเกี่ยวกับประเภทของนิยายโรแมนซ์มานะคะ เราก็เลยขอรวบยอดตอบทีเดียวกัน และเนื่องจากเป็นคนขี้เกียจอย่างรุนแรง ดังนั้นจึงขอลอกบทความของแม็กซ์เองที่เคยเขียนลงเน็ตสมัยเมื่อหลายชาติที่แล้วมาตอบนะคะ

"อันที่จริงการแบ่งประเภทของหนังสือโรแมนซ์เป็นเรื่องที่ว่าง่ายก็ง่าย แต่ถ้าจะทำให้ยากก็ทำได้อีกเหมือนกัน โดยทั่วไปหนังสือโรแมนซ์แบ่งออกเป็น 3 ประเภท คือ แนวอิงประวัติศาสตร์ (Historical) แนวร่วมสมัย (Contemporary) และแนวเหนือธรรมชาติ (Paranormal) 

แต่แน่นอนว่า เพื่อให้เกิดเป็นบทความขึ้นมาได้ การแบ่งที่กำลังจะกล่าวดังต่อไปนี้จะทำให้เรื่องยุ่งยากขึ้นไปอีก โดยจะแบ่งทั้ง 3 แนวที่กล่าวไปแล้ว ออกเป็นประเภทย่อยลงไปอีก

แนวอิงประวัติศาสตร์ (Historical)

ชื่อก็บอกแล้วว่าอิงประวัติศาสตร์ ดังนั้นการแบ่งจึงขึ้นอยู่กับยุคสมัยเป็นสำคัญ ซึ่งใช้แนวทางกว้าง ๆ แบ่งได้ดังนี้

Pre-historic หรือยุคก่อนประวัติศาสตร์ ยุคนี้ไม่ใช่ว่าจะย้อยไปถึงยุคมนุษย์หินฟรินสโตนอะไรหรอก เพียงแต่ย้อนไปยังยุคกรีก-โรมัน หรืออิยิปต์โบราณเท่านั้นเอง เรื่องแนวนี้ไม่ค่อยมีคนเขียนถึงมากนัก 

Conqueror หรือยุคล่าดินแดน เป็นเรื่องแนวไวกิ้งที่คุ้นเคยกันดี เป็นเรื่องของการเดินทางเพื่อแสวงโชค หาดินแดน และความมั่งคั่ง ที่เป็นของตัวเองของเหล่านักรบ มักเกี่ยวพันกับสตรีเจ้าของที่ดินเดิมกับไว้กิ้งผู้พิชิต บางส่วนจะนำเรื่องการสร้างชาติในยุโรปยุคต้นมารวมไว้ด้วย

Medieval หรือยุคกลาง เป็นยุคที่รัฐก่อนตั้งขึ้นเป็นรูปร่างแล้ว แม้ว่าศาสนจักรจะยังคงมีบทบาทอย่างสูง ระบบศักดินา (feudal) ถูกนำมาใช้อย่างแพร่หลาย การใช้กำลังในการจัดการปัญหายังคงมีอยู่ 

Renaissance หรือยุคฟื้นฟูศิลปวัฒนาการ  ชื่อนี้เป็นชื่อที่เรียกใช้ในเรื่องที่เกิดในดินแดนที่ปัจจุบันเป็นประเทศอิตาลี ส่วนเรื่องที่เกิดในประเทศอังกฤษมักจะเรียกว่ายุค Elizabethan ทั้งนี้เพราะยุค Renaissance จะตรงกับยุคของพระนางเจ้า Elizabeth ที่หนึ่งแห่งอังกฤษ แต่น่าแปลกที่นิยายโรแมนซ์ที่เกิดในยุคนี้มีไม่มากนัก ทั้งที่เป็นยุคที่ขึ้นชื่อว่าผู้ชายมีเสน่ห์ที่สุดยุคหนึ่ง ว่ากันว่าเป็นยุคที่ชายใช้มือข้างหนึ่งสร้างสรรผลงานทางศิลปะ หรือแต่งบทกวีจีบหญิง ส่วนอีกมือถือกริชที่สามารถปาดคอศัตรูได้ในพริบตา

Restoration  อันที่จริงยุคนี้บ่งบอกถึงยุคของพระเจ้าชาลล์ที่ 2 แห่งอังกฤษ ซึ่งเป็นสมัยที่อังกฤษกลับมามีกษัตริย์อีกครั้งหลังจากที่ถูกปกครองโดย Oliver Cromwell มานานสิบกว่าปี เป็นยุคที่ว่ากันว่าบรรดาศักดิ์ดยุคเกิดขึ้นมากที่สุด เป็นยุคที่ความสำราญในราชสำนักถูกนำมาตีแผ่ แนวคิดเกี่ยวกับการปกครองโดยสภาเกิดขึ้น อำนาจของกษัตริย์ที่ริดรอนมากขึ้น

Georgian เป็นยุคที่ความรุ่งเรืองของศิลปวัฒนธรรมขึ้นสู่จุดสูงสุด การแต่งกายของผู้คนจะสวยสดงดงาม มารยาทกลายเป็นสิ่งที่จำเป็นในการดำเนินชีวิตในสังคม ในขณะเดียวกันสภาพสังคมก็เริ่มเสื่อมโทรมลงสำหรับคนด้อยโอกาส ช่องว่างระหว่างเจ้าของที่ดินกับคนธรรมดาเริ่มห่างมากขึ้น

Regency เป็นยุคสุดฮิตของโรแมนซ์ หนังสือส่วนใหญมักเกิดในยุคนี้ คิดว่าทุก ๆ คนที่อ่านโรแมนซ์คงจะต้องเคยอ่านเรื่องที่เกิดในยุคนี้ เรื่องส่วนใหญ่จะเกิดในห้องบอลรูม วนเวียนอยู่กับฤดูกาลหาคู่ (Season) เรื่องน่ารู้สำหรับหนังสือที่ถูกจัดอยู่ในประเภทนี้ก็คือ มีการแบ่งหนังสือออกเป็น 2 ประเภทย่อยคือ 

Traditional Regency เป็นหนังสือที่มีความหนาไม่มากนัก เนื้อเรื่องจะค่อนข้างอนุรักษ์นิยม ไม่มีฉากหวือหวาในเรื่อง แทบจะไม่มีความสัมพันธ์ทางเพศก่อนการแต่งงานของตัวละคร ปัจจุบันหนังสือแนวนี้แทบจะไม่มีอยู่ในท้องตลาด เพราะคนลดความนิยมลง

Regency Historical เป็นเรื่องที่เกิดในยุค Regency เช่นเดียวกับประเภทแรก เพียงแต่ไม่ข้อจำกัดใด ๆ เลย กล่าวว่า เป็นหนังสือที่เกิดขึ้นมาเพื่อตอบสนองคนอ่านที่ต้องการเดินตามตัวละครเข้าไปในห้องนอน

Victorian ในรัชสมัยของพระนางเจ้า Victoria เป็นยุคที่ความยิ่งใหญ่ของประเทศอังกฤษเป็นที่ประจักษ์แก่ชาวโลก บางครั้งเป็นเรื่องที่เกิดในวงสังคม คล้ายคลึงกับหนังสือในยุค Regency แต่บางครั้งจะเป็นเรื่องการผจญภัยหาดินแดนใหม่ของตัวเอง อาจเป็นเรื่องที่เกิดในประเทศออสเตรเลีย หรือนิวซีแลนด์ ซึ่งในขณะนั้นมีการส่งนักโทษไปจองจำที่นั่นแล้ว สภาพสังคมในยุคนี้ ซึ่งเป็นยุคปฏิวัติอุตสาหกรรมด้วย นับว่าเลวร้ายที่สุด คนรวยมีความเป็นอยู่อย่างฟุ้งเฟ้อสุขสบาย ในขณะที่คนจนการลำบากยากเข็ญอย่างแสนสาหัส

หนังสือโรแมนซ์ที่เกิดหลังจากยุค Victorian ยังคงมีบ้าง แต่ไม่มากนักเพราะไม่ค่อยได้รับความนิยม นอกจากนี้ยังมีหนังสือแนวอิงประวัติศาสตร์บางประเภทที่เกี่ยวข้องกับเรื่องใดเรื่องหนึ่งโดยเฉพาะนั่นก็คือ

Western เป็นเรื่องที่เกิดในอเมริกาตะวันตก เรื่องของมือปืนรับจ้าง นายอำเภอผู้รักความยุติธรรม การเดินทางมาของสาวน้อยจากทางฝั่งตะวันออกเพื่อค้นหาบิดาที่สูญหาย ปัจจุบันหนังสือ Western กำลังจะสูญหายไปจากท้องตลาด นักเขียนแนวนี้หลายคนต้องเปลี่ยนแนวหันไปเขียนเรื่องแนวอื่น 

Americana เป็นเรื่องที่เกิดในอเมริกาเหมือนกันแนว Western แต่จะเป็นเรื่องที่เกิดในเมืองเล็ก ๆ มักเกี่ยวกับผู้คนในเมืองนั้น ตัวละครอาจเป็นคนธรรมดา ไม่มีอะไรพิเศษมากมาย

Scottish Romance ประเทศสก็อตแลนด์เป็นดินแดนที่มีมนต์ขลังกับนักอ่านโรแมนซ์ อาจเป็นเพราะนักรบชาวสก็อตมีความเข้มแข็ง น่าเกรงขาม แต่ก็อบอุ่นกับนางเอกเหลือเกิน

แนวร่วมสมัย (Contemporary)

เรื่องแนวนี้เกิดในยุคปัจจุบัน ดังนั้นการแบ่งคงจะแบ่งมักจะเป็นไปตามแนวเรื่องมากกว่า ซึ่งสามารถแบ่งได้ดังนี้คือ

Category เป็นหนังสือที่มีขนาดหนาไมมากนัก เนื้อเรื่องจะเน้นไปที่ความรักเป็นหลัก คือแทบจะไม่มีการกล่าวถึงประเด็นอื่น ๆ เลย เพราะถูกจำกัดไว้ด้วยจำนวนหน้า ปัจจุบันผู้พิมพ์หนังสือประเภทนี้มีเพียงรายเดียวเท่านั้น ซึ่งถือว่าเป็นยักษ์ใหญ่ของวงการโรแมนซ์ทีเดียวนั่นก็คือ Harlequin Enterprises

Contemporary เป็นเรื่องร่วมสมัยทั่วไป คือจะเน้นที่ความรักเป็นหลักอีกเช่นกัน แต่ความหนาจะมีมากกว่าประเภท Category อาจมีประเด็นรองในเรื่อง หรือมีความรักของตัวละครรอง (Secondary Romance)

Romantic Suspense เป็นเรื่องตื่นเต้น มีการสืบสวนสอบสวนค้นหาความลับ แต่สัดส่วนของความรักก็ยังคงมีมากพอกับการสืบสวน เรื่องจะมีความหลากหลายประเด็นมากกว่าประเภทอื่น ๆ ในขณะเดียวกันก็จะไม่ทิ้งเรื่องความรักไว้

Mainstream คล้ายคลึงกับแนว Romantic Suspense แต่จะมีสัดส่วนของความรักของตัวละครเอกในเรื่องน้อยลงอย่างมาก บางเรื่องแทบจะไม่เน้นเรื่องความรักเลย อาจให้ความสนใจประเด็นอื่นในเรื่องมากกว่า

แนวเหนือธรรมชาติ (Paranormal)

 หนังสือแนวนี้จะเป็นเรื่องที่คนเราเชื่อกันว่าเป็นไปไม่ได้ตามหลักวิทยาศาสตร์ ความเชื่อในเรื่องภูติผีปีศาจ ในเรื่องวิญญาณ จะเข้ามีบทบาทอย่างมาก

Time-Travel เป็นแนวหนึ่งที่ค่อนข้างเป็นที่นิยมในหมู่นักอ่านโรแมนซ์ เป็นเรื่องที่ตัวเอกเดินทางข้ามเวลาไปด้วยวิธีใดวิธีหนึ่ง อาจเป็นการย้อนไปสู่อดีตซึ่งเป็นที่นิยม หรือเป็นการเดินทางไปยังอนาคตก็ได้

Futuristic เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นในอนาคต ฉากในเรื่องอาจเป็นโลกในอนาคต หรือเกิดขึ้นที่ดาวดวงอื่น อาจมีการนำศัพท์ใหม่ ๆ มาใช้เพื่อบัญญัติความหมายต่าง ๆ มีการสร้างกฎเกณฑ์ในการดำรงชีวิตอยู่ และวัฒนธรรมแปลก ๆ

Fantasy หนังสือแนวนี้คล้ายคลึงกับแนว Futruistic แต่ต่างกันตรงที่จะเกิดในโลกที่พวกเราอยู่กัน เพียงแต่ในนี้จะถือว่ามีความเหนือธรรมชาติอยู่จริง เช่น แวมไพร์ หรือ มนุษย์หมาป่า หรือ เกี่ยวกับวิญญาณ"

บทความอันนี้แม็กซ์เขียนตั้งแต่ปี 2003 ซึ่งในช่วงนั้นหนังสือแนวพารานอมอลยังไม่ได้มาแรงอะไรมากนัก ประเภทของพาราฯ ก็เลยมีไม่เยอะ แต่ตอนนี้คิดว่าถ้าจะแบ่งแยกย่อยก็คงได้เยอะไม่น้อย

กะอีกแนวที่ตอนนั้นแม็กซ์ไม่ได้พูดถึง นั่นก็คือแนวอีโรติก โรแมนซ์ ซึ่งก็มีคำถามเหมือนกันว่า มันแตกต่างกันยังไงกับแนวอีโรติก

ถ้าจะตอบแบบกำปั้นทุบดินก็คงบอกว่า แนวอีโรติค โรแมนซ์ต่างจากแนวอีโรติก ก็ตรงคำว่า โรแมนซ์ไงคะ อธิบายเพิ่มเติมให้ดูไม่น่าเกลียดก็คงได้ความว่า แนวอีโรติค โรแมนซ์แม้จะมีฉากเซ็กส์ที่เอ็กซ์บรรเจิดยังไง แกนหลักของเรื่องก็ยังอยู่ที่ความรัก ในขณะที่แนวอีโรติค แกนหลักจะอยู่ที่เซ็กส์ ต่างกันแค่นี้เองล่ะ

มาถึงคำถามอีกข้อว่า มีเกณฑ์อะไรที่ใช้ในการแบ่งแนวอีโรติก โรแมนซ์ออกจากโรแมนซ์ธรรมดา ถามอีกก็ตอบได้ยากอีก เอาเป็นว่าสำหรับแม็กซ์แล้ว ใช้ความรู้สึกค่ะ ถ้าเมื่อใดก็ตามที่เซ็กส์นำหน้าความรัก หรือเซ็กส์มาก่อนความรัก หรือเรื่องที่เน้นเซ็กส์ชัดเจนมาก ๆ แม็กซ์ก็จะจัดให้เป็นอีโรติค โรแมนซ์ แต่ถ้าเรื่องนั้นความรักมาก่อน ส่วนเซ็กส์ตามมา ไม่ว่าฉากเซ็กส์มันจะฮ็อตร้อนผ่าวขนาดไหน มันก็ไม่ใช่อีโรติค โรแมนซ์

ยกตัวอย่างหนังสือของลิซ่า เคลย์แพส เรื่อง Worth any price ที่ทั้งฮ็อตทั้งเอ็กซ์ แม็กซ์ไม่เคยคิดสักนิดว่าเล่มนี้เป็นอีโรติค โรแมนซ์ แต่เป็นแนวย้อนยุคธรรมดา เพราะแกนของเรื่องไม่ได้เริ่มที่เซ็กส์ และไม่ได้จบลงที่เซ็กส์ ในขณะที่เรื่อง Dreamwalker ของแคธลีน ดังเต้ ที่แม้จะเป็นโรแมนซ์ แต่ก็ถือว่าเข้าข่ายอีโรติก โรแมนซ์

สุดท้ายก็หนีไม่พ้นกำปั้นทุบดินอีกล่ะค่ะ แม็กซ์ว่ามันขึ้นอยู่กะความรู้สึกของเรานะ ประเภทของหนังสือไม่ได้เป็นตัวกำหนด แนวพารานอมอลไม่ใช่แนวที่สนุกที่สุด หรือดีกว่าแนวย้อนยุค มันอาจจะสนุกกว่าสำหรับบางคน แต่ก็ไม่สนุกสำหรับบางคน อย่างม่ามี้ของแม็กซ์นี่ แนวพารานอมอลไม่ต้องมาเฉียดใกล้เลยนะ เคยเอาดาร์ค ฮันเตอร์ให้อ่านไปครั้งนึง แล้วก็โดนด่าชนิดอุดหูไม่ทัน ว่าเอาหนังสือบ้าอะไรมาให้อ่าน ไร้สาระ เป็นไปไม่ได้ เพ้อฝัน ปัญญาอ่อน ในขณะที่แม็กซ์ก็ชอบชุดนี้จับใจ

ดังนั้นมันไม่สำคัญเลยว่าหนังสือจะเป็นแนวไหน ขอให้ชอบ ก็อ่านกันได้ทั้งนั้นล่ะค่ะ 

และนี่เป็นสถิติที่เอามาให้ดูกัน เป็นผลงานร่วมกันระหว่างแม็กซ์และเพื่อนคนนึง (ที่ไม่ประสงค์ออกนาม) เป็นการรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับแนวการเขียนของนักเขียนแต่ละสำนักพิมพ์ว่ามีสัดส่วนการเขียนเรื่องแนวไหนมากกว่ากันบ้าง ขอบอกว่าข้อมูลพื้นฐานไม่ได้มาจากนักเขียนทุกคน แต่เฉพาะนักเขียนของสนพ.นั้น ๆ ที่แม็กซ์และเพื่อนอ่านกันอยู่ (และตั้งใจจะซื้อกันอ่านต่อไป)

 

จะเห็นได้ว่าแต่ละสนพ.มีจุดเด่นแตกต่างกันไป อย่างสนพ.เอว่อนก็เชี่ยวชาญแนวย้อนยุค ซึ่งถือว่าเป็นแนวหลักหากินของเขาอยู่ แต่ในระยะหลังก็พยายามทำตลาดในแนวพารานอล และอีโรติค โรแมนซ์ด้วย เห็นได้จากการออกอิมพรินต์ที่ชื่อว่าอีรอส (แนวพารานอมอล) และเอว่อน เรด (อีโรติก โรแมนซ์)

และถ้าเอาประเภทอีโรติค โรแมนซ์ และแบบผสม (นักเขียนเขียนหลายแนวมาจนแบ่งไม่ออก) มาแยกให้เป็นสามประเภทหลัก ก็จะได้สถิติอย่างนี้

 

จะเห็นว่าเป็นไปตามเทรนด์ที่ว่าแนวย้อนยุคแม้จะไม่ค่อยได้รับความนิยมเทียบกับสองแนวที่เหลือ แต่ก็กำลังตีตื้นขึ้นมา (เพราะสถิติที่แม็กซ์เก็บกะเพื่อนเมื่อสามปีก่อน ตัวเลขมันชั่วร้ายกว่า 28% เยอะ แต่เปอร์เซ็นต์ของแนวพารานอมอลก็สูงขึ้นมาจนเกือบจะเท่ากับแนวปัจจุบันแล้ว ทั้งที่แต่ก่อนแนวปัจจุบันนำโด่งโลด)

ขอย้ำอีกรอบสถิติที่เก็บมา มาจากเฉพาะงานของนักเขียนที่แม็กซ์และเพื่อนอ่านเท่านั้นนะคะ นักเขียนบางคนที่พวกเราไม่ได้อ่านกัน อย่างงานของคาโรล มอร์ติเมอร์งี้, จู๊ด เดเวอร์โรห์งี้ ก็ไม่ได้เอามารวมนะคะ

อย่างน้อยก็ในรัฐอินเดียน่า สหรัฐอเมริกา

แม็กซ์อ่านข่าวอันนี้แล้วเกิดความสนใจค่ะ เพราะว่าดูแล้วสถานการณ์มันใกล้เคียงกับประเทศไทยเราอยู่นิดหน่อย (ที่ต้องนิดหน่อย ก็เพราะประเทศเรากะเค้าต่างกันยังกะฟ้ากับเหว โดยเฉพาะในเรื่องความซื่อสัตย์ของตำรวจ) แต่ที่น่าคิดก็คือ ทัศนคติของเขาที่มองคำว่าสื่อลามก

เมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา รัฐอินเดียน่าผ่านกฎหมายซึ่งจะมีผลบังคับใช้ในเดือนกรกฎาคม 2008 กำหนดให้ผู้ใดที่จำหน่ายสื่อลามกต้องมาลงทะเบียนกับรัฐ และเสียค่าธรรมเนียมก่อนที่จะขายสื่อลามกเหล่านั้นได้ (นี่เป็นการสรุปจากภาษาอังกฤษของแม็กซ์นะคะ ไม่ใช่การแปล ถ้อยคำตามกม.มันเป็นยังงี้

"A Person that intends to offer for sale or sell sexually explicit material shall register with the secretary of state the intent to offer for sale or sell sexually explicit material and provide a statement detailing the types of materials that the person intends to offer for sale or sell."

หลังจากกม.นี้ผ่านการพิจารณา และรอวันบังคับใช้ ร้านหนังสือในรัฐอินเดียน่าที่ขายหนังสือทั่ว ๆ ไป ไม่ใช่ร้านที่มีลักษณะเป็น Adult Shop ก็รู้ว่า ตัวเองกำลังถูกกวาดโดยมาตรการในกม.นี้ พวกเขาเห็นว่า ตัวเองไม่ควรจะต้องถูกรวมอยู่ในคำจำกัดความของกม. ทำให้ร้านหนังสือฟ้องศาลว่า กม.ที่ผ่านการพิจารณาอันนี้ขัดกับรัฐธรรมนูญ 

โดยถ้อยคำที่เป็นประเด็นถกเถียงกันก็คือคำว่า Sexually explicit material ซึ่งแม็กซ์แปลเองว่าเป็น "สื่อลามก" อันนี้เทียบเคียงกับสถานการณ์ของประเทศไทยค่ะ เพราะเวลาตำรวจต้องการโชว์ผลงาน ก็มันจะบุกจับร้านค้าที่ขายหนังสือ แล้วเรียกนักข่าวมาถ่ายรูป โดยอธิบายว่า เป็นการบุกจับสื่อลามก

สิ่งที่แม็กซ์มีปัญหาเสมอก็คือ อะไรคือสื่อลามก

สำหรับอเมริกา คนของเขาโชคดีกว่าคนไทย ที่มีการตีความอันเป็นที่ยุติแล้วว่า "sexual expression which is indecent but not obscene is protected by the First Amendment" แม็กซ์ไม่คิดว่ารัฐธรรมนูญไทยมีพัฒนาการไปถึงตรงนี้นะคะ

และก็เป็นการตีความอันนี้แหละที่เหล่าร้านหนังสือ รวมทั้งพิพิธภัณฑ์ (เพราะมีรูปนู้ดอยู่ด้วย) รวมตัวกันฟ้องศาล และยกขึ้นเป็นข้อต่อสู้ว่า การเขียนกฎหมายโดยใช้คำว่า สื่อลามก มันกว้างเกินไป

การพิจารณาของศาลมีหลายประเด็นนะคะ แม็กซ์ไม่ได้ยกมาพูดถึงทั้งหมด (เพราะมันยาวมาก ๆ) จะขอยกเฉพาะประเด็นที่น่าสนใจแล้วกัน

1. คำที่ใช้ในกม.กำกวมจนคนปกติไม่สามารถเข้าใจได้ว่า กม.สั่งห้ามไม่ให้ทำอะไร "fails to define the offense with sufficient definiteness that ordinary people can understand what conduct is prohibited and it fails to establish standards to permit enforcement in a nonarbitrary, nondiscriminatory manner"

2. กม.ตัวนี้มีคำจำกัดความที่กว้างเกินไป จนทำให้ผู้ค้าหลายรายซึ่งไม่ควรถูกรวมอยู่ในคำจำกัดความนี้ ถูกเหมารวมไปด้วย "Clearly, a vast array of merchants and material is implicated by the reach of this statute as written. A romance novel sold at a drugstore, a magazine offering sex advice in a grocery store checkout line, an R-rated DVD sold by a video rental shop, a collection of old Playboy magazines sold by a widow at a garage sale - all incidents of unquestionably lawful, nonobscene, nonprongraphic materials being sold to adult - would appear to necessitate registration under the statute."

สำหรับคนที่แปลภาษาอังกฤษออก โปรดสังเกตด้วยว่า ศาลรวมเอานิยายโรแมนซ์เป็นหนึ่งในของที่ไม่ใช่สื่อลามก (อย่างน้อยก็ตามการตีความของศาลในสหรัฐอเมริกา)

ยกเอาข่าวนี้มาให้อ่านกันเล่น ๆ นะคะ อย่าคิดมาก เพราะอย่างที่พูดไปแล้ว ระบบกฎหมายของไทยต่างจากอเมริกา วิธีการคิด และเขียนกม.ก็ต่างกันเยอะ ไม่ได้บอกนะคะว่าที่ไหนดีกว่า แต่แม็กซ์เชื่อว่า การตีความอย่างชัดเจนจะเป็นทางออกที่ดีของทุกฝ่าย (แต่อาจจะไม่ดีสำหรับตร.ปากกว้างที่อาศัยความกำกวมของกม.ในการงาบคำใหญ่ ๆ)  

edit @ 3 Jul 2008 09:41:14 by max

The Darkest Pleasure // Gena Showalter

posted on 02 Jul 2008 14:31 by maxtreme  in Paranormal

มาถึงหนังสือเล่มที่สามในชุด Lords of the underworld เรื่องราวของเรเยส ผู้ครอบครองปีศาจที่ชื่อความเจ็บปวด และแม็กซ์ขอบอกตามตรงเลยว่า ตอนที่อ่านเล่มแรก The Darkest Night แล้วมีการแนะนำตัวละครทั้งหลาย แม็กซ์คิดว่าเรื่องราวของเรเยสน่าอ่านที่สุด

คุณจะไม่อยากอ่านได้อย่างไร กับเรื่องราวของพระเอกที่มีความสุขกับความเจ็บปวด แม็กซ์ไม่ได้ซาดิสต์น้า แต่ยอมรับตามตรงว่า พล็อตมันน่าสนใจ แม็กซ์อยากรู้ว่าจีน่าจะหาทางออกยังไง หรือว่าเธอแน่พอรึเปล่าที่จะเขียนเรื่องออกมาอย่างที่ใบ้ว่ามันจะเป็น

The Darkest Pleasure ของจีน่า โชว์วอลเตอร์

ในฐานะของผู้ครอบครองปีศาจที่ชื่อว่า ความเจ็บปวด เรเยสต้องอยู่กับความเจ็บปวดมานานนับพันปี นับตั้งแต่เขาและเพื่อนทำผิดพลาดครั้งใหญ่ด้วยการขโมยกล่องที่อยู่ในความดูแลของแพนดอร่า และปลดปล่อยปีศาจที่กระทั่งนรกก็กักเอาไว้ไม่อยู่มาสู่โลก

สำหรับเรเยสแล้ว ความเจ็บปวดคือความสุขสูงสุด ก่อนหน้าที่เขาจะควบคุมปีศาจในร่างได้ เขาสนุกไปกับความเจ็บปวดของคนอื่น การก่อสงครามและการฆ่าเป็นทางปลดปล่อยของเขา แต่เมื่อเขาเริ่มเรียนรู้ที่จะควบคุมปีศาจในกายได้ เรเยสเลือกที่จะทำร้ายตัวเอง เขาเรียนรู้ว่า การทำร้ายตัวเองเป็นการปลดปล่อยความคลั่งของปีศาจที่อยู่ในตัว ดังนั้นจึงไม่แปลกที่คนอ่านจะเห็นเรเยสให้มีดกรีดเนื้อตัวเองตลอดเวลา

เรเยสเป็นตัวละครที่น่าสนใจ และเขียนได้ยาก แม็กซ์ขอชมจีน่านะว่าเขียนได้ดี เพราะเรเยสไม่ใช่คนที่ชอบความเจ็บปวด แต่เขาต้องมีชีวิตเช่นนี้เพื่อควบคุมปีศาจในกาย ดังนั้นทุกย่างก้าวของเขาเต็มไปด้วยความเจ็บปวด และแน่ละ นั่นรวมถึงเซ็กส์ด้วย

ผู้หญิงทุกคนที่เขามีความสัมพันธ์ด้วยต้องยอมรับความต้องการที่แปลกอันนี้ของเขาได้ แต่ทุกคนที่เขาอยู่ร่วมด้วย ความประหลาดอันนี้ก็จะแพร่ไปหาพวกเธอ ทุกครั้งเรเยสพบว่าผู้หญิงที่อยู่ร่วมกับเขาแล้ว จะมีนิสัยที่เปลี่ยนไป พวกเธอโหดร้าย และรักความรุนแรง ซึ่งนั่นมากพอที่จะทำให้เขาเลิกยุ่งกับทุกคน

จนกระทั่งเขาได้พบกับดานิก้า ฟอร์ด หนึ่งในมนุษย์สี่คนที่เทพเจ้าโครนัสสั่งให้อารอนเพื่อนรักของเขาฆ่า และเพราะดานิก้า เรเยสก็พบว่าตัวเอง เลือกที่จะช่วยเหลือเธอ และต่อสู้กับเพื่อนสนิท

เขาเลือกดานิก้า และเหตุการณ์เกิดขึ้นตั้งแต่ก่อนที่เล่มนี้จะเริ่มเสียอีก (มันเกิดขึ้นใน The Darkest Kiss)

เรเยสรู้ว่าเขารักดานิก้า และต้องปกป้องเธอตั้งแต่ต้น สิ่งเดียวที่เขาไม่อาจยอมรับได้ก็คือ เขาคิดว่าตัวเองไม่คู่ควรกับเธอ ซึ่งแม็กซ์โอเคนะ ปกติแม็กซ์จะไม่ค่อยชอบพระเอกที่คิดอย่างนี้เท่าไหรนัก แต่เมื่อคำนึงถึงประเด็นที่เรเยสมี มันก็ถูกแล้วล่ะที่เขาคิดอย่างนี้ เพราะมันมากเกินไปที่จะคาดหวังให้หญิงสาวที่คุณรัก ทำร้ายร่างกายคุณ (อย่างรุนแรง เมื่อเทียบกับสิ่งที่เขาต้องทำกะตัวเองเพื่อให้ไปถึงจุดที่ปลดปล่อยได้)

แม็กซ์ชอบเรเยส ชอบความขัดแย้งในตัวเองของเขา ชอบที่จีน่า "กล้า" ที่จะเขียน หนังสือเล่มนี้มืดกว่าทุกเล่มที่เธอเคยเขียน (ถ้าไม่นับชุด Alien Huntress นะคะ) เพราะความต้องการความเจ็บปวดของเรเยสมันมากจริง ๆ

แต่ก็งั้นเถอะนะ แม็กซ์ขอบอกว่า ผิดหวังนิดนึงกะฉากเซ็กส์ที่ในที่สุด เรเยสก็ยอมรับความจริงว่าเขาต้องการความเจ็บปวด และดานิก้าเป็นคนที่มอบมันให้กับเขา มันอ่อนไปหน่อย แต่ก็อีกนะ อาจเพราะแม็กซ์มันด้านไปแล้วไง อ่านมาเยอะ จนอะไรก็แทบจะช็อคแม็กซ์อีกไม่ได้

โอเค เลิกพูดเรื่องเซ็กส์และความเจ็บปวด ขอย้อนกลับมาเข้าพล็อตบ้าง เดี๋ยวจะหาว่าบลอกของแม็กซ์เน้นเซ็กส์มากเกินไป พล็อตเรื่องเล่มนี้เล่าต่อเนื่องจากเล่มสอง พูดถึงการตามหาของวิเศษสี่อย่างที่เคยเป็นโครนัส แต่ถูกเซอุสนำไปซ่อน หลังจากยึดอำนาจจากโครนัสได้

ใน The Darkest Kiss ของวิเศษชิ้นแรกถูกพบแล้ว ในภาคนี้กล่าวถึงบรรดาลอร์ดออกตามหาของชิ้นต่อไป แต่ก็ไม่ประสบความสำเร็จนัก เพราะเรื่องยุ่ง ๆ เกี่ยวกับดานิก้าและครอบครัวของเธอที่ถูกตามล่าโดยอารอน ที่ตอนนี้สูญเสียความควบคุมตัวเองจนคลั่งไล่ฆ่าพวกเธอ เรเยสเอาตัวไปขวาง แต่เพราะอารอนก็เป็นเพื่อน ทำให้เขาไม่อาจฆ่าเพื่อนได้ แต่นำอารอนไปกักขัง ซึ่งในเวลาต่อมา ลูเซียนก็ขอให้เรเยสพาอารอนกลับมาที่บูดาเปสต์

ในเวลาเดียวกัน ฝ่ายฮันเตอร์ ซึ่งเป็นกลุ่มมนุษย์ที่ตามล่าพวกพระเอกอยู่ ก็ส่งดานิก้า (ซึ่งหนีอารอนไปได้หลังจากที่เรเยสเข้าไปช่วย) กลับไปหาพวกลอร์ดเพื่อสืบความลับ และหวังจะอาศัยเธอในการบุกปราสาทที่พวกลอร์ดอยู่ในบูดาเปสต์

แต่ไม่ว่าเหตุการณ์จะเริ่มยุ่งเหยิงมากเพียงใด แม็กซ์ก็ยังรู้สึกว่าโฟกัสของเรื่องก็ยังอยู่ที่เรเยส และดานิก้า และนั่นได้ใจของแม็กซ์ไปเยอะค่ะ

ตอนจบของเล่มนี้ เรื่องราวทั้งหมดยังไม่คลี่คลายหรอกนะคะ ของวิเศษตามหาได้เพิ่มขึ้นอีกชิ้น (และแม็กซ์ขอชมนะ ว่าทำให้แม็กซ์คิดไม่ถึงเลยว่าจะออกมาในรูปนั้น) แต่ก็ได้พบกับความจริงว่า หัวหน้าของพวกฮันเตอร์ไม่ใช่ใครหรอก นอกจากหนึ่งในนักรบที่ร่วมกันเปิดกล่องของแพนดอร่า และนั่นทำให้ศึกครั้งนี้ยิ่งหนักหนาสาหัสเพิ่มขึ้น

แล้วแม็กซ์บอกรึยังว่าชอบตอนจบมาก ๆ ที่เรเยสขึ้นไปบนสวรรค์เพื่อช่วยดานิก้าให้กลับมายังโลกมนุษย์ ชอบมาก ๆ

เล่มนี้สนุกกว่าเล่มแรก อาจจะไม่เท่าเล่มสอง คะแนนอยู่ที่ 73