Ain't Too Pound to Beg // Susan Donovan
posted on 07 Dec 2009 12:14 by maxtreme in C-Club, Contemporaryแม็กซ์บอกกับเพื่อนหลายคนว่า อารมณ์แม็กซ์ตอนนี้ไม่ค่อยเปิดรับเรื่องแนวปัจจุบัน (ที่ไม่ใช่โรแมนติคสืบสวน) เท่าไหร กลับไปสำรวจรายชื่อหนังสือที่ตัวเองอ่าน ก็แทบจะไม่มีหนังสือแนวนี้เลย แต่ทุกอย่างก็ต้องหลีกทางให้กับนักเขียนที่มีชื่อว่า ซูซาน โดโนแวน
ดังนั้นเมื่อหนังสือเล่มล่าสุดของเธอออกขาย เราจึงหยิบมาอ่านในเวลาไม่ช้านาน และแม้ว่าเรื่องนี้จะไม่ถึงกับเป็นเล่มที่ดีที่สุด หรือเทียบเท่ากับเล่มก่อนหน้า (เรื่อง The Girl Mostly Likely to ...) แต่ก็ไม่ผิดหวังเลยค่ะ
แต่แม็กซ์ต้องบอกตามตรงว่า ในขณะที่อ่านหนังสือเล่มนี้ เรามีความรู้สึกหลายอย่างเต็มไปหมด นี่เป็นหนังสืออีกเล่มที่ทำให้เราต้องตั้งคำถามตัวเองเเยอะมาก
หลายครั้งเราเคยได้ยินเพื่อนพูดว่า เราไม่ชอบหนังสือพล็อตแบบนี้เลย มันกระทบใจเรา ซึ่งแม็กซ์ก็เข้าใจนะ เพราะเราเองก็เป็นกับบางพล็อตเช่นกัน แต่บอกตามตรงว่าไม่เคยมีครั้งไหนที่มันโดนใจเราเต็ม ๆ อย่างเรื่องนี้
ดังนั้นก่อนจะเขียน แม็กซ์ขอเล่าเรื่องอะไรนิดนึงนะคะ มันเป็นประเด็นที่คล้ายคลึงกับพล็อตในเรื่องนี้ ส่วนตัวแล้วเราไม่คิดว่า มันเป็นสปอยล์เนื้อเรื่อง เพราะมันเป็นประเด็นที่ถูกพูดถึงตั้งแต่ภายในห้าสิบหน้าแรกของเรื่อง แต่ถ้าใครไม่อยากเสี่ยง ก็แนะนำว่า ไม่ต้องอ่านรีวิวนี้เลยนะคะ เพราะแม็กซ์ไม่อาจเขียนรีวิวได้ โดยที่ไม่พูดประเด็นนี้
แม่ของแม็กซ์เป็นคนต่างจังหวัดที่มาทำงานและย้ายมาอยู่กรุงเทพ แต่ทุก ๆ ปีแม่ก็กลับไปเยี่ยมเยียนเพื่อนเก่าที่บ้านเกิดอยู่เป็นประจำ ซึ่งถ้าแม็กซ์มีเวลา เราก็จะไปกับท่าน และนั่นทำให้เราได้มีโอกาสได้รู้จักบรรดาเพื่อน ๆ ของท่านไปด้วย แต่ไม่มีเพื่อนคนไหนของแม่ที่ทำให้แม็กซ์มองชีวิตคู่อย่างที่เรามองในปัจจุบัน
น้าแหม่มเป็นเพื่อนสนิทมาก ๆ ของแม่ ทั้งสองคนรู้จักกันมาตั้งแต่เรียนประถม เป็นเพื่อนรักกันจนถึงมัธยม ทั้งคู่วางแผนจะเข้าไปเรียนมหาวิทยาลัยในกรุงเทพด้วยกัน แต่ท้ายที่สุดก็มีแม่ของแม็กซ์คนเดียวที่มีโอกาสเดินทางเข้ากรุงเทพ น้าแหม่มไม่เคยมีโอกาสจะออกไปไหนด้วยตัวเองอีกเลย
น้าแหม่มประสบอุบัติเหตุขณะซ้อนท้ายจักรยานยนต์ของแฟน ขณะที่ไปเที่ยวกัน แฟนของท่านไม่เป็นอะไรมากมายนอกจากกระดูกหัก น้าแหม่มไม่เคยฟื้นจากอุบัติเหตุครั้งนั้น น้าแหม่มเสียชีวิตหลังจากที่ใช้ชีวิตแบบเจ้าหญิงนิทราเกือบยีสิบปี คนกลุ่มเดียวที่ดูแลท่านก็คือ พ่อแม่ ในขณะที่แฟนของท่านมีชีวิตต่อไป
แม่ของแม็กซ์บอกกับเราว่า แฟนของน้าแหม่มเดินทางเข้ากรุงเทพ เรียนมหาวิทยาลัย สร้างชีวิตเป็นของตัวเอง แต่งงาน มีลูก ทำราวกับว่า น้าแหม่มเป็นอดีตที่ควรลืมเลือน
คงไม่ต้องบอกนะคะว่า ความรู้สึกของแม็กซ์ที่มีต่อผู้ชายคนนี้เป็นอย่างไร เราไม่รู้จักเขา แต่เราไม่จำเป็นต้องรู้จักคนคนนี้ เขาทำลายชีวิตผู้หญิงคนนึง แล้วเดินจากไป มีชีวิตเป็นของตัวเอง
เราไม่รู้นะคะว่า ข้อสรุปของตัวเองมีเหตุผลมากน้อยแค่ไหน แต่นี่คือสิ่งที่เราคิด หรืออย่างน้อยก็คิดมาตลอดจนกระทั่งได้อ่านหนังสือเล่มนี้
Ain't Too Pound to Beg ของซูซาน โดโนแวน
หนังสือเรื่องนี้เป็นเล่มแรกในชุดเรื่องราวของเพื่อนสาวสี่คนที่ผูกพันกันด้วยสุนัข ทั้งสี่ทำงานในหนังสือพิมพ์เดียวกัน ทั้งหมดไม่น่าจะสนิทกันด้วยซ็ำ เพราะพื้นเพที่แตกต่างกัน แต่สิ่งที่ผูกพันพวกเธอเขาไว้ด้วยก็คือสุนัข ทำให้ทั้งหมดตกลงใจที่จะออกเดินสุนัขด้วยกัน และมันก็ขยายเป็นมิตรภาพแบบแปลก ๆ ของหญิงสาวสี่คนที่สาบานว่า ไม่จำเป็นต้องมีผู้ชายในชีวิตก็ได้
เพียงแต่โจซี่ไม่ได้ต้องการอย่างนั้น ในวัยสามสิบห้าปี โจซี่ซึ่งใช้ชีวิตราบเรียบ เงียบเหงา ก็เริ่มคิดถึงอนาคต เธอไม่ต้องการอยู่คนเดียว และยิ่งเมื่อได้พบกับกลอเรีย หญิงหม้ายผู้ซึ่งแต่งงานกับสามีนักผจญภัย (โจซี่เขียนข่าวเรื่องการตายของเขา) ทำให้เธอตัดสินใจครั้งใหญ่ เธอขอออกเดทกับชายหนุ่มที่เพิ่งพบกันในร้านตัดขนสุนัข
แต่ริคไม่ใช่แค่คนตัดขนสุนัข มันเป็นราวกับบุพเพสันนิวาสที่ริค ผู้เป็นเจ้าของร้านแห่งนั้น (และอาณาจักรผลิตภัณฑ์ดูแลสัตว์เลี้ยงอันใหญ่โต) ได้พบกับโจซี่ ทว่าแม้เขาจะรู้สึกบางอย่างกับเธอ แต่ความรอบคอบก็ทำให้เขาไม่อาจตอบรับคำเชื้อเชิญได้ในทันที
นั่นเพราะชีวิตของริคมีศัตรูคนสำคัญ เขาคือเบ็นเน็ตต์ บิดาของมาร์ก็อต อดีตแฟนสาวของริค แฟนสาวคนที่ริคทำลายชีวิตของเธอลง หลังจากนอนไร้สติเป็นเวลาเจ็ดปี มาร์ก็อตก็เสียชีวิตลง และเบ็นเน็ตต์ก็ประกาศการแก้แค้น และนั่นทำให้ริคและเหล่าบอดี้การ์ดของเขาต้องทำทุกอย่างเพื่อปกป้องชีวิตของเขา ดังนั้นการที่โจซี่เดินเข้าในชีวิตของเขา จึงเป็นสิ่งที่ต้องตรวจสอบ
โจซี่ไม่รู้อะไรในเรื่องนั้น ทำให้เมื่อหลายอาิทิตย์ผ่านไป ริคก็ยังไม่ติดต่อมา โจซี่ตัดสินใจทำสิ่งบ้า ๆ อีกครั้ง คราวนี้เธอตามหาเขาไปจนถึงที่บริษัท เพื่อเผชิญหน้า และถามว่า เธอไม่ดีตรงไหนเขาถึงไม่ติดต่อกลับมา และนั่นก็เป็นจุดเริ่มต้น ซึ่งนำมาสู่การเปิดใจยอมรับหญิงสาวคนนี้เข้ามาในหัวใจ และสำหรับริคผู้ซึ่งใช้เวลาเจ็ดปีในการเปลี่ยนแปลงตัวเอง มันคือก้าวที่ยากที่สุด
คนที่อ่านเรื่องที่แม็กซ์เล่าไปตอนแรกก็คงจะพอมองเห็นความเหมือนกันของประเด็นที่ติดใจของแม็กซ์นะคะ ในชีวิตจริงแม็กซ์รู้จักแค่เรื่องเพียงด้านเดียว เรามองเห็นความทรมานที่เกิดขึ้นกับน้าแหม่มโดยเฉพาะที่เกิดกับผู้เป็นพ่อและแม่ซึ่งไม่ควรจะต้องมาเห็นความตายของลูกสาว
แต่ในหนังสือเล่มนี้ เรามองเห็นอีกด้านนึง จริงค่ะที่ริคเป็นคนทำลายชีวิตของมาร์ก็อต และมันไม่ใช่อุบัติเหตุจากความสุดวิสัยด้วยซ้ำ ริคเมายาและเลือกที่จะชักชวนเธอออกไปขี่มอเตอร์ไซด์ ทั้งที่มีหมวกกันน็อคแค่อันเดียว ยิ่งไปกว่านั้นมาร์ก็อตไม่ใช่แฟนของริคด้วยซ้ำ ทั้งคู่มีความสัมพันธ์กันในสมัยเรียนมหาวิทยาลัย แยกย้ายกันไป ริคใช้ชีวิตอย่างที่ลูกชายของคนมีเงิน และเสียคนจะเป็น เขาเหลวแหลก ทั้งคู่พบกันอีกครั้งในงานเลี้ยงที่เต็มไปด้วยยาเสพติด อุบัติเหตุที่ำทำลายมากกว่าชีวิตเดียว มันทำลายเบนเน็ตต์ ผู้เป็นบิดาของมาร์ก็อต ผลักดันเขาจนเลือกที่จะทำในสิ่งที่เขาไม่คิดว่าจะทำได้ นั่นก็คือการเอาชีวิตชายคนที่ทำลายลูกสาวของเขา
ในขณะเดียวกัน ริคไม่ได้มีชีวิตต่อไป เขาฟื้นขึ้นบนเตียงผ่าตัด ชีวิตที่ผ่านมาแว่บเข้ามา และเขาก็รู้ถึงความเลวร้ายของตัวเอง การใช้ชีวิตอย่างเห็นแก่ตัว และทำลายชีวิตของคนรอบข้าง เขาผู้ซึ่งเกิดมาพร้อมกับทุกสิ่งทุกอย่าง แต่เลือกที่จะละทิ้งมันไปกับผู้หญิง เหล้า และยาเสพติด ความตายของมาร์ก็อตคือสัญญาณปลุกเขาให้ตื่น นับจากนั้นริคก็ไม่ใช่ผู้ชายคนเดิม
เขาทำทุกอย่างเพื่อเปลี่ยนแปลงตัวเอง และไม่เคยเลยที่จะเลิกลงโทษตัวเองในเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น
ในหนังสือโรแมนซ์ ริคได้รับโอกาสที่สอง เขาได้พบกับหญิงสาวที่เขารักอย่างสุดหัวใจ หญิงสาวที่แข็งแกร่งพอที่จะยอมรับตัวตนของเขา เมื่อรู้ว่าเขาไม่ใช่เป็นเจ้าชายในฝันที่สมบูรณ์แบบ โจซี่ยอมรับตัวตนอันผิดพลาด และเต็มไปด้วยอดีตของเขาได้ ในแง่ของโรแมนซ์ นี่เป็นหนังสือที่ยอดเยี่ยม เกี่ยวกับการไถ่บาปในอดีต และการเริ่มต้นใหม่
มันจึงเป็นความรู้สึกที่บอกไม่ถูกค่ะ เพราะในใจของคนที่รักงานแนวโรแมนซ์ แม็กซ์ชอบเรื่องนี้ ทุกอย่างลงตัว อันที่จริงริคดูดีเกินกว่าที่ผู้ชายคนนึงจะเป็นได้ด้วยซ้ำ แต่อีกใจนึงแม็กซ์ตั้งคำถามว่า ริคสมควรกับตอนจบอย่างมีความสุขนั้นหรือ
มันถูกต้องนั้นเหรอที่เขาทำลายชีวิตของมาร์ก็อต แต่กลับมีตอนจบอย่างเทพนิยาย
เราคุยเรื่องนี้กับเพื่อนนะคะ เขาไม่ได้มองแบบเดียวกับเรา เพื่อนของแม็กซ์ชี้ว่า มาร์ก็อตเองก็มีส่วน เธอเลือกที่จะขึ้นรถไปกับเขา ทั้งที่ก็รู้อยู่ว่าริคเมา ในขณะเดียวกันริคเองก็อยู่ในอุบัติเหตุนั้น มันเป็นกรรมที่มาร์ก็อตตาย (ในที่สุด) และริครอด แน่นอนริคก็ผิด เขาควรจะมีความรับผิดชอบมากกว่านี้ แต่เขาไม่ได้จงใจทำด้วยเจตนาร้าย (อันที่จริงเพื่อนของเราพูดถึงรสนิยมการอ่านพระเอกร้าย ๆ ของเราด้วยค่ะ บอกว่า พระเอกหลายคนที่แม็กซ์เปิดหัวใจยอมรับ ร้ายยิ่งกว่านี้อีก เพราะพวกนั้นมีเจตนาทำ ในขณะที่ริคไม่มีเจตนาเลย)
แม็กซ์ไม่รู้หรอกนะคะว่า สิ่งที่เราคิดมีเหตุผลหรือไม่ แต่มันเป็นสิ่งที่ติดใจเรา และแว่บเข้ามาตลอดระหว่างที่อ่านหนังสือเรื่องนี้ เราตั้งคำถามว่าเขาสมควรกับความสุขที่ได้รับหรือไม จนตอนนี้แม็กซ์ก็ตอบไม่ได้ค่ะ เราเชื่อไปกับเนื้อเรื่อง แต่มันก็เป็นบางสิ่งที่ติดใจของเรา
สิ่งเดียวที่แม็กซ์แน่ใจก็คือ แม่ของแม็กซ์จะต้องเกลียดหนังสือเรื่องนี้แน่ ๆ
นอกจากประเด็นนี้ เราอยากบอกว่าเรื่องนี้โรแมนติคมาก ๆ แม็กซ์ไม่ได้อ่านหนังสือที่พระเอกรักนางเอกอย่างเห็นได้ชัดเจนแบบนี้ตั้งแต่เริ่มต้นเรื่อง และไม่ได้ทำให้มันน่าเบื่อ ริคมีปมในชีวิตมากพอแล้ว และโจซี่ก็คือสิ่งที่เขาต้องการ ซึ่งด้วยตัวตนของเธอ โจซี่ก็คือคนที่เหมาะสมกับเขามาก ๆ
หลายองค์ประกอบในเรื่องนี้ โดยเฉพาะน้องหมา ทำให้แม็กซ์นึกถึงหนังสือที่เขียนโดยเจนนิเฟอร์ ครุยซี่ คนที่ชอบงานเขียนของเจนนิเฟอร์ น่าจะชอบเรื่องนี้ค่ะ
สุดท้ายของพูดถึงตัวร้ายนะคะ แม็กซ์ไม่ค่อยเสียน้ำตาให้กับตัวร้ายมากเท่าที่ให้กับเบนเน็ตต์ เราจะเกลียดเขาได้ยังไงในเมื่อถ้าสถานการณ์กลับกัน เราก็ไม่รู้ว่าเราจะเลือกทางเดียวกับเขาไหม เขาเลือกที่จะทำลายชีวิตของคนที่ทำลายสิ่งที่มีค่าที่สุดในชึวิตของเขาไป เราชอบการเดินทางข้ามประเทศของเบนเน็ตต์ การที่เขาเรียนรู้ว่า ชีวิตมีอะไรมากกว่าการล้างแค้น และความเศร้าโศก มันเป็นส่วนที่ดีที่สุดในเรื่อง
อยากบอกว่าพักนี้โชคดีมาก ๆ ที่ได้อ่านเรื่องที่ตัวร้ายมีมิติ นี่เป็นสิ่งที่ดีที่สุดที่หนังสือเล่มนึงจะมีได้
คะแนนที่ 73 (บอกตามตรงนะคะว่า เราไม่แน่ใจเหมือนกันว่า มันจะเปลี่ยนไหม เพราะความรู้สึกเรามันสับสนมาก)
