Ain't Too Pound to Beg // Susan Donovan

posted on 07 Dec 2009 12:14 by maxtreme  in C-Club, Contemporary

แม็กซ์บอกกับเพื่อนหลายคนว่า อารมณ์แม็กซ์ตอนนี้ไม่ค่อยเปิดรับเรื่องแนวปัจจุบัน (ที่ไม่ใช่โรแมนติคสืบสวน) เท่าไหร กลับไปสำรวจรายชื่อหนังสือที่ตัวเองอ่าน ก็แทบจะไม่มีหนังสือแนวนี้เลย แต่ทุกอย่างก็ต้องหลีกทางให้กับนักเขียนที่มีชื่อว่า ซูซาน โดโนแวน

ดังนั้นเมื่อหนังสือเล่มล่าสุดของเธอออกขาย เราจึงหยิบมาอ่านในเวลาไม่ช้านาน และแม้ว่าเรื่องนี้จะไม่ถึงกับเป็นเล่มที่ดีที่สุด หรือเทียบเท่ากับเล่มก่อนหน้า (เรื่อง The Girl Mostly Likely to ...) แต่ก็ไม่ผิดหวังเลยค่ะ

แต่แม็กซ์ต้องบอกตามตรงว่า ในขณะที่อ่านหนังสือเล่มนี้ เรามีความรู้สึกหลายอย่างเต็มไปหมด นี่เป็นหนังสืออีกเล่มที่ทำให้เราต้องตั้งคำถามตัวเองเเยอะมาก

หลายครั้งเราเคยได้ยินเพื่อนพูดว่า เราไม่ชอบหนังสือพล็อตแบบนี้เลย มันกระทบใจเรา ซึ่งแม็กซ์ก็เข้าใจนะ เพราะเราเองก็เป็นกับบางพล็อตเช่นกัน แต่บอกตามตรงว่าไม่เคยมีครั้งไหนที่มันโดนใจเราเต็ม ๆ อย่างเรื่องนี้ 

ดังนั้นก่อนจะเขียน แม็กซ์ขอเล่าเรื่องอะไรนิดนึงนะคะ มันเป็นประเด็นที่คล้ายคลึงกับพล็อตในเรื่องนี้ ส่วนตัวแล้วเราไม่คิดว่า มันเป็นสปอยล์เนื้อเรื่อง เพราะมันเป็นประเด็นที่ถูกพูดถึงตั้งแต่ภายในห้าสิบหน้าแรกของเรื่อง แต่ถ้าใครไม่อยากเสี่ยง ก็แนะนำว่า ไม่ต้องอ่านรีวิวนี้เลยนะคะ เพราะแม็กซ์ไม่อาจเขียนรีวิวได้ โดยที่ไม่พูดประเด็นนี้ 

แม่ของแม็กซ์เป็นคนต่างจังหวัดที่มาทำงานและย้ายมาอยู่กรุงเทพ แต่ทุก ๆ ปีแม่ก็กลับไปเยี่ยมเยียนเพื่อนเก่าที่บ้านเกิดอยู่เป็นประจำ ซึ่งถ้าแม็กซ์มีเวลา เราก็จะไปกับท่าน และนั่นทำให้เราได้มีโอกาสได้รู้จักบรรดาเพื่อน ๆ ของท่านไปด้วย แต่ไม่มีเพื่อนคนไหนของแม่ที่ทำให้แม็กซ์มองชีวิตคู่อย่างที่เรามองในปัจจุบัน

น้าแหม่มเป็นเพื่อนสนิทมาก ๆ ของแม่ ทั้งสองคนรู้จักกันมาตั้งแต่เรียนประถม เป็นเพื่อนรักกันจนถึงมัธยม  ทั้งคู่วางแผนจะเข้าไปเรียนมหาวิทยาลัยในกรุงเทพด้วยกัน แต่ท้ายที่สุดก็มีแม่ของแม็กซ์คนเดียวที่มีโอกาสเดินทางเข้ากรุงเทพ น้าแหม่มไม่เคยมีโอกาสจะออกไปไหนด้วยตัวเองอีกเลย

น้าแหม่มประสบอุบัติเหตุขณะซ้อนท้ายจักรยานยนต์ของแฟน ขณะที่ไปเที่ยวกัน แฟนของท่านไม่เป็นอะไรมากมายนอกจากกระดูกหัก น้าแหม่มไม่เคยฟื้นจากอุบัติเหตุครั้งนั้น  น้าแหม่มเสียชีวิตหลังจากที่ใช้ชีวิตแบบเจ้าหญิงนิทราเกือบยีสิบปี คนกลุ่มเดียวที่ดูแลท่านก็คือ พ่อแม่ ในขณะที่แฟนของท่านมีชีวิตต่อไป

แม่ของแม็กซ์บอกกับเราว่า แฟนของน้าแหม่มเดินทางเข้ากรุงเทพ เรียนมหาวิทยาลัย สร้างชีวิตเป็นของตัวเอง แต่งงาน มีลูก ทำราวกับว่า น้าแหม่มเป็นอดีตที่ควรลืมเลือน 

คงไม่ต้องบอกนะคะว่า ความรู้สึกของแม็กซ์ที่มีต่อผู้ชายคนนี้เป็นอย่างไร เราไม่รู้จักเขา แต่เราไม่จำเป็นต้องรู้จักคนคนนี้ เขาทำลายชีวิตผู้หญิงคนนึง แล้วเดินจากไป มีชีวิตเป็นของตัวเอง

เราไม่รู้นะคะว่า ข้อสรุปของตัวเองมีเหตุผลมากน้อยแค่ไหน แต่นี่คือสิ่งที่เราคิด หรืออย่างน้อยก็คิดมาตลอดจนกระทั่งได้อ่านหนังสือเล่มนี้ 

 

 

Ain't Too Pound to Beg ของซูซาน โดโนแวน

หนังสือเรื่องนี้เป็นเล่มแรกในชุดเรื่องราวของเพื่อนสาวสี่คนที่ผูกพันกันด้วยสุนัข ทั้งสี่ทำงานในหนังสือพิมพ์เดียวกัน ทั้งหมดไม่น่าจะสนิทกันด้วยซ็ำ เพราะพื้นเพที่แตกต่างกัน แต่สิ่งที่ผูกพันพวกเธอเขาไว้ด้วยก็คือสุนัข ทำให้ทั้งหมดตกลงใจที่จะออกเดินสุนัขด้วยกัน และมันก็ขยายเป็นมิตรภาพแบบแปลก ๆ ของหญิงสาวสี่คนที่สาบานว่า ไม่จำเป็นต้องมีผู้ชายในชีวิตก็ได้

เพียงแต่โจซี่ไม่ได้ต้องการอย่างนั้น ในวัยสามสิบห้าปี โจซี่ซึ่งใช้ชีวิตราบเรียบ เงียบเหงา ก็เริ่มคิดถึงอนาคต เธอไม่ต้องการอยู่คนเดียว และยิ่งเมื่อได้พบกับกลอเรีย หญิงหม้ายผู้ซึ่งแต่งงานกับสามีนักผจญภัย (โจซี่เขียนข่าวเรื่องการตายของเขา) ทำให้เธอตัดสินใจครั้งใหญ่ เธอขอออกเดทกับชายหนุ่มที่เพิ่งพบกันในร้านตัดขนสุนัข

แต่ริคไม่ใช่แค่คนตัดขนสุนัข มันเป็นราวกับบุพเพสันนิวาสที่ริค ผู้เป็นเจ้าของร้านแห่งนั้น (และอาณาจักรผลิตภัณฑ์ดูแลสัตว์เลี้ยงอันใหญ่โต) ได้พบกับโจซี่ ทว่าแม้เขาจะรู้สึกบางอย่างกับเธอ แต่ความรอบคอบก็ทำให้เขาไม่อาจตอบรับคำเชื้อเชิญได้ในทันที

นั่นเพราะชีวิตของริคมีศัตรูคนสำคัญ เขาคือเบ็นเน็ตต์ บิดาของมาร์ก็อต อดีตแฟนสาวของริค แฟนสาวคนที่ริคทำลายชีวิตของเธอลง   หลังจากนอนไร้สติเป็นเวลาเจ็ดปี มาร์ก็อตก็เสียชีวิตลง และเบ็นเน็ตต์ก็ประกาศการแก้แค้น และนั่นทำให้ริคและเหล่าบอดี้การ์ดของเขาต้องทำทุกอย่างเพื่อปกป้องชีวิตของเขา ดังนั้นการที่โจซี่เดินเข้าในชีวิตของเขา จึงเป็นสิ่งที่ต้องตรวจสอบ

โจซี่ไม่รู้อะไรในเรื่องนั้น ทำให้เมื่อหลายอาิทิตย์ผ่านไป ริคก็ยังไม่ติดต่อมา โจซี่ตัดสินใจทำสิ่งบ้า ๆ อีกครั้ง คราวนี้เธอตามหาเขาไปจนถึงที่บริษัท เพื่อเผชิญหน้า และถามว่า เธอไม่ดีตรงไหนเขาถึงไม่ติดต่อกลับมา และนั่นก็เป็นจุดเริ่มต้น ซึ่งนำมาสู่การเปิดใจยอมรับหญิงสาวคนนี้เข้ามาในหัวใจ และสำหรับริคผู้ซึ่งใช้เวลาเจ็ดปีในการเปลี่ยนแปลงตัวเอง มันคือก้าวที่ยากที่สุด

คนที่อ่านเรื่องที่แม็กซ์เล่าไปตอนแรกก็คงจะพอมองเห็นความเหมือนกันของประเด็นที่ติดใจของแม็กซ์นะคะ ในชีวิตจริงแม็กซ์รู้จักแค่เรื่องเพียงด้านเดียว เรามองเห็นความทรมานที่เกิดขึ้นกับน้าแหม่มโดยเฉพาะที่เกิดกับผู้เป็นพ่อและแม่ซึ่งไม่ควรจะต้องมาเห็นความตายของลูกสาว

แต่ในหนังสือเล่มนี้ เรามองเห็นอีกด้านนึง จริงค่ะที่ริคเป็นคนทำลายชีวิตของมาร์ก็อต และมันไม่ใช่อุบัติเหตุจากความสุดวิสัยด้วยซ้ำ ริคเมายาและเลือกที่จะชักชวนเธอออกไปขี่มอเตอร์ไซด์ ทั้งที่มีหมวกกันน็อคแค่อันเดียว ยิ่งไปกว่านั้นมาร์ก็อตไม่ใช่แฟนของริคด้วยซ้ำ ทั้งคู่มีความสัมพันธ์กันในสมัยเรียนมหาวิทยาลัย แยกย้ายกันไป ริคใช้ชีวิตอย่างที่ลูกชายของคนมีเงิน และเสียคนจะเป็น เขาเหลวแหลก ทั้งคู่พบกันอีกครั้งในงานเลี้ยงที่เต็มไปด้วยยาเสพติด อุบัติเหตุที่ำทำลายมากกว่าชีวิตเดียว มันทำลายเบนเน็ตต์ ผู้เป็นบิดาของมาร์ก็อต ผลักดันเขาจนเลือกที่จะทำในสิ่งที่เขาไม่คิดว่าจะทำได้ นั่นก็คือการเอาชีวิตชายคนที่ทำลายลูกสาวของเขา

ในขณะเดียวกัน ริคไม่ได้มีชีวิตต่อไป เขาฟื้นขึ้นบนเตียงผ่าตัด ชีวิตที่ผ่านมาแว่บเข้ามา และเขาก็รู้ถึงความเลวร้ายของตัวเอง การใช้ชีวิตอย่างเห็นแก่ตัว และทำลายชีวิตของคนรอบข้าง เขาผู้ซึ่งเกิดมาพร้อมกับทุกสิ่งทุกอย่าง แต่เลือกที่จะละทิ้งมันไปกับผู้หญิง เหล้า และยาเสพติด ความตายของมาร์ก็อตคือสัญญาณปลุกเขาให้ตื่น นับจากนั้นริคก็ไม่ใช่ผู้ชายคนเดิม 

เขาทำทุกอย่างเพื่อเปลี่ยนแปลงตัวเอง และไม่เคยเลยที่จะเลิกลงโทษตัวเองในเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น 

ในหนังสือโรแมนซ์ ริคได้รับโอกาสที่สอง เขาได้พบกับหญิงสาวที่เขารักอย่างสุดหัวใจ หญิงสาวที่แข็งแกร่งพอที่จะยอมรับตัวตนของเขา เมื่อรู้ว่าเขาไม่ใช่เป็นเจ้าชายในฝันที่สมบูรณ์แบบ โจซี่ยอมรับตัวตนอันผิดพลาด และเต็มไปด้วยอดีตของเขาได้ ในแง่ของโรแมนซ์ นี่เป็นหนังสือที่ยอดเยี่ยม เกี่ยวกับการไถ่บาปในอดีต และการเริ่มต้นใหม่ 

มันจึงเป็นความรู้สึกที่บอกไม่ถูกค่ะ เพราะในใจของคนที่รักงานแนวโรแมนซ์ แม็กซ์ชอบเรื่องนี้ ทุกอย่างลงตัว อันที่จริงริคดูดีเกินกว่าที่ผู้ชายคนนึงจะเป็นได้ด้วยซ้ำ แต่อีกใจนึงแม็กซ์ตั้งคำถามว่า ริคสมควรกับตอนจบอย่างมีความสุขนั้นหรือ

มันถูกต้องนั้นเหรอที่เขาทำลายชีวิตของมาร์ก็อต แต่กลับมีตอนจบอย่างเทพนิยาย 

เราคุยเรื่องนี้กับเพื่อนนะคะ เขาไม่ได้มองแบบเดียวกับเรา เพื่อนของแม็กซ์ชี้ว่า มาร์ก็อตเองก็มีส่วน เธอเลือกที่จะขึ้นรถไปกับเขา ทั้งที่ก็รู้อยู่ว่าริคเมา ในขณะเดียวกันริคเองก็อยู่ในอุบัติเหตุนั้น มันเป็นกรรมที่มาร์ก็อตตาย (ในที่สุด) และริครอด แน่นอนริคก็ผิด เขาควรจะมีความรับผิดชอบมากกว่านี้ แต่เขาไม่ได้จงใจทำด้วยเจตนาร้าย (อันที่จริงเพื่อนของเราพูดถึงรสนิยมการอ่านพระเอกร้าย ๆ ของเราด้วยค่ะ บอกว่า พระเอกหลายคนที่แม็กซ์เปิดหัวใจยอมรับ ร้ายยิ่งกว่านี้อีก เพราะพวกนั้นมีเจตนาทำ ในขณะที่ริคไม่มีเจตนาเลย) 

แม็กซ์ไม่รู้หรอกนะคะว่า สิ่งที่เราคิดมีเหตุผลหรือไม่ แต่มันเป็นสิ่งที่ติดใจเรา และแว่บเข้ามาตลอดระหว่างที่อ่านหนังสือเรื่องนี้  เราตั้งคำถามว่าเขาสมควรกับความสุขที่ได้รับหรือไม จนตอนนี้แม็กซ์ก็ตอบไม่ได้ค่ะ เราเชื่อไปกับเนื้อเรื่อง แต่มันก็เป็นบางสิ่งที่ติดใจของเรา

สิ่งเดียวที่แม็กซ์แน่ใจก็คือ แม่ของแม็กซ์จะต้องเกลียดหนังสือเรื่องนี้แน่ ๆ 

นอกจากประเด็นนี้ เราอยากบอกว่าเรื่องนี้โรแมนติคมาก ๆ แม็กซ์ไม่ได้อ่านหนังสือที่พระเอกรักนางเอกอย่างเห็นได้ชัดเจนแบบนี้ตั้งแต่เริ่มต้นเรื่อง และไม่ได้ทำให้มันน่าเบื่อ ริคมีปมในชีวิตมากพอแล้ว และโจซี่ก็คือสิ่งที่เขาต้องการ ซึ่งด้วยตัวตนของเธอ โจซี่ก็คือคนที่เหมาะสมกับเขามาก ๆ 

หลายองค์ประกอบในเรื่องนี้ โดยเฉพาะน้องหมา ทำให้แม็กซ์นึกถึงหนังสือที่เขียนโดยเจนนิเฟอร์ ครุยซี่ คนที่ชอบงานเขียนของเจนนิเฟอร์ น่าจะชอบเรื่องนี้ค่ะ 

สุดท้ายของพูดถึงตัวร้ายนะคะ แม็กซ์ไม่ค่อยเสียน้ำตาให้กับตัวร้ายมากเท่าที่ให้กับเบนเน็ตต์ เราจะเกลียดเขาได้ยังไงในเมื่อถ้าสถานการณ์กลับกัน เราก็ไม่รู้ว่าเราจะเลือกทางเดียวกับเขาไหม เขาเลือกที่จะทำลายชีวิตของคนที่ทำลายสิ่งที่มีค่าที่สุดในชึวิตของเขาไป เราชอบการเดินทางข้ามประเทศของเบนเน็ตต์ การที่เขาเรียนรู้ว่า ชีวิตมีอะไรมากกว่าการล้างแค้น และความเศร้าโศก มันเป็นส่วนที่ดีที่สุดในเรื่อง 

อยากบอกว่าพักนี้โชคดีมาก ๆ ที่ได้อ่านเรื่องที่ตัวร้ายมีมิติ  นี่เป็นสิ่งที่ดีที่สุดที่หนังสือเล่มนึงจะมีได้

คะแนนที่ 73  (บอกตามตรงนะคะว่า เราไม่แน่ใจเหมือนกันว่า มันจะเปลี่ยนไหม เพราะความรู้สึกเรามันสับสนมาก)  

Tucker's Claim // Sarah McCarty

posted on 06 Dec 2009 14:08 by maxtreme  in C-Club, Paranormal

แม็กซ์เ็ป็นแฟนผลงานของซาร่าห์ แม็คคาตี้มากในระดับนึง แต่บอกตามตรงเลยนะคะว่า ระยะหลังเราค่อนข้างผิดหวังกับงานหลายเล่มของเธอมาก ๆ จนถึงขนาดคิดว่า จะเลิกอ่านไปแล้วล่ะ

นั่นเพราะว่าอาชีพของซาร่าห์เริ่มต้นที่สนพ.อีบุ๊คเล็ก ๆ ที่ชื่อว่า อีลอร่าส เคฟ เธอสร้างชื่อในการเขียนเรื่องแนวอีโรติค โรแมนซ์ ที่ร้อนแรงแต่เต็มไปด้วยอารมณ์เรื่องที่ลึกซึ้ง แต่หลังจากที่เธอย้ายไปเขียนให้กับสนพ.เบิร์คเลย์ ซึ่งเป็นสนพ.ใหญ่โตในนิวยอร์ค สไตล์ของเธอเริ่มเปลี่ยนไป ความฮ็อตในฉากเซ็กส์ลดลง ซึ่งนั่นไม่ใช่เรื่องเลวร้ายในตัวเองหรอกนะคะ แต่เพราะซาร่าห์เป็นคนที่เขียนสะท้อนอารมณ์เรื่องผ่านฉากเซ็กส์ ก็ที่ฉากเหล่านั้นโดนตัดทอนลง ก็ทำให้อารมณ์ของเรื่องขาดตอนและไม่ลึกอย่างที่เคยเป็น 

ความเซ็งของแม็กซ์ได้รับการตอกย้ำเพิ่มไปอีกหลังจากเราหยิบเอาเรื่อง Wild Instinct ของเธอมาอ่าน ซึ่งเป็นหนังสือเล่มที่สองในชุดหมาป่าของเธอที่เขียนให้กับเบิร์คเลย์ หนังสือที่น่าลืมเลือนพอ ๆ กับเล่มแรกในชุด (และคงสังเกตนะคะว่า แม็กซ์ไม่ได้เขียนรีิวิวถึงมันเลย) การได้อ่าน WI ทำให้แม็กซ์คิดอย่างจริงจังว่า จะเลิกอ่านงานของเธอเลยค่ะ 

แต่วีรบุรุษก็มาในรูปของ Tucker's Claim เพราะเราได้อ่านเรื่องนี้ในช่วงเวลาที่เราหมดหวังกับซาร่าห์ แม็คคาตี้ แต่มันกลับเซอร์ไพร์สเราได้ แม็กซ์ไม่ได้บอกนะคะว่า เรื่องนี้เป็นเรื่องที่ดีที่สุดของเธอ แต่อย่างน้อยมันก็มีประกายบางอย่างในสิ่งที่แม็กซ์ชอบในงานเขียนของซาร่าห์อยู่บ้าง 

และนั่นก็มากพอที่จะทำให้แม็กซ์ให้โอกาสเธออีกครั้งกับงานเรื่องอื่น ๆ ของเธอ

 

 

Tucker's Claim ของซาร่าห์ แม็คคาตี้

หนังสือเล่มนี้เป็นเล่มที่สามในชุด Hell's Eight ซึ่งเล่าเรื่องราวของผู้รอดชีวิตแปดคนจากการบุกเข้าไปฆ่าล้างเมือง ชายหนุ่มทั้งแปดรวมกลุ่มกันและสร้างอาณาจักรของตัวเองขึ้นมา หนังสือแต่ละเล่มถ่ายทอดเรื่องราวของพวกเขาแต่ละคน

เล่มนี้เป็นเรื่องราวของทักเกอร์ แม็คเคด ลูกครึ่งคนผิวขาวและอินเดียน ซึ่งนั่นทำให้เขาไม่เป็นที่ต้องการจากคนทั้งสองโลก เขาไม่ใช่อินเดียนเพราะเลือดชาวผิวขาว แต่ในขณะเดียวกันก็เ็ป็นที่รังเกียจของคนขาว เพราะผิวสีทองแดงของเขา ดังนั้นเมื่อทักเกอร์ตกหลุมรักนางพยาบาลสาวนามแซลลี่ เมย์ เขาจึงรู้ตั้งแต่ต้นว่า พวกเขาไม่มีความหวังที่จะเป็นได้มากกว่าแค่คู่รักชั่วครั้งคราว

แซลลี่ เมย์เป็นชาวเควกเกอร์ ผู้มีความเชื่อในเรื่องการรักสงบ (และพูดภาษาง่าย ๆ ที่บอกตามตรงว่าอ่านแล้วทำให้มึนได้มากเลย) ดังนั้นเหตุผลที่เธอรู้ว่า ไม่อาจร่วมชีวิตกับทักเกอร์ได้ ไม่ใช่เพราะสีผิวของเขา หากแต่เป็นหนทางที่เขาเลือกใช้ชีวิต แซลลี่ เมย์ ไม่อาจอยู่ร่วมกับชายผู้เลือกหนทางแห่งความรุนแรงได้

แต่ความสัมพันธ์ของทั้งคู่ก็เลยเถิดอย่างที่ไม่มีใครห้ามใจตัวเองได้ จนกระทั่งนำมาสู่การตัดสินใจครั้งใหญ่

อย่างที้่หลายคนรู้ดีนะคะว่า แม็กซ์ไม่ชอบแนวเวสเทิร์น ซึ่งถ้าเรื่องนี้ไม่ได้เขียนโดยซาร่าห์ แม็คคาตี้ เราก็คงไม่หยิบมาอ่าน แต่ในขณะเดียวกันส่วนชดเชยของเล่มนี้ก็คือพล็อตเรื่องที่พระเอกและนางเอกต้องแอบมีความสัมพันธ์กันโดยไม่ให้คนในเมืองรับรู้ นี่เป็นพล็อตที่เราชอบมาก ๆ (และเรื่องที่เขียนในแนวนี้ได้ดีที่สุดเล่มนึงก็คือ Velvet Lightning ของเคย์ ฮูเปอร์) ทำให้เราอ่านเรื่องนี้จบในเวลาอย่างรวดเร็ว

และเหมือนที่เขียนไปตอนแรกนะคะ แม็กซ์รู้สึกว่าเรื่องนี้เป็นการกลับมาสู่สไตล์ที่ซาร่าห์ถนัด ดังนั้นมันจึงไม่ได้เปลี่ยนแปลงหรือพัฒนาอะไรในแง่การเขียน เพียงแต่เป็นการกลับมาของสไตล์เดิมที่เธอถนัดมากกว่า หนังสือเรื่องนี้จึงมีความลึกด้านอารมณ์ แม้การบรรยายความรักทีทักเกอร์มีให้กับแซลลี่ เมย์จะไม่ถึงกับรู้สึกว่าจับต้องได้ เพราะถูกบรรยายว่า เกิดขึ้นก่อนหน้าที่จะเปิดเรื่องเสียอีก  แต่การถ่ายทอดอารมณ์ของตัวละครก็มีความลึกมากพอ (หรืออย่างน้อยก็ลึกมากกว่าหลายเล่มในระยะหลังของเธอ)

และแน่นอนก็คงต้องพูดถึงฉากเซ็กส์ มันอาจจะไม่อยู่ในระดับที่เธอเขียนให้กับอีลอร่าส เคฟ นะคะ แต่ก็ถือว่าร้อนแรงกว่าเรื่องที่เธอเขียนใหักับเบิร์คเลย์ (เรื่องนี้พิมพ์กับฮาร์ลิควิน ภายใต้อิมพรินต์ สไปซ ซึ่งถือว่าเป็นแบรนด์ที่ร้อนแรงที่สุดของฮาร์ลิควินแล้ว) 

ในแง่ของการพัฒนาการเขียน เราไม่ถือว่า ดีขึ้นมากกว่างานที่เธอเคยเขียนมานะคะ แต่ถือว่าเป็นการกลับไปสู่หนทางที่เธอมีความเชี่ยวชาญ และทำให้เราหวังว่า มันจะเป็นก้าวแรกของการกลับมาเป็นซาร่าห์ แม็คคาตี้ที่แม็กซ์เคยชอบ

คะแนนที่ 67

Night Shadow // Cherry Adair

posted on 05 Dec 2009 13:31 by maxtreme  in C-Club, Contemporary

แม็กซ์หายหน้าไปไม่ได้อัพบลอกมาสองวัน ด้วยเหตุสุดวิสัยที่จู่ ๆ ชีวิตก็ยุ่งเหยิงแบบไม่ได้คาดการณ์มาก่อน บอกตามตรงว่าไม่ได้คิดว่านะคะ ใกล้ช่วงเวลาปลายปี ที่มันเป็นช่วงเวลาที่แฮ็ปปี้ที่สุดในชีวิต (เพราะน้องโบใกล้จะคลอดแล้ว) เรากลับมีเรื่องให้คิดและตัดสินใจมากมาย

แต่ถึงจะยุ่งมากแค่ไหน แม็กซ์ก็ยังอ่านหนังสืออยู่ตามปกติค่ะ ทำให้ตอนนี้เลยมีหนังสือหลายเล่มที่อยากเขียนรีวิว แต่ดันไม่มีเวลาพอ ยังไงก็จะพยายามทยอยเขียนออกมาให้ครบนะคะ 

เราเริ่มต้นด้วยหนังสือเรื่องนี้แล้วกันค่ะ จากงานเขียนของเชอรี่ อแดร์ นักเขียนที่ในอดีตเราชอบชนิดที่บรรยายความรู้สึกไม่ถูก (นั่นคือ ไม่เข้าใจตัวเองเหมือนกันว่า ชอบงานของเธอเข้าไปได้ยังไง ทั้งที่ก็ไม่ได้มีอะไรดีจนน่าพูดถึง นอกจากพระเอกสุดฮ็อต นางเอกสุดโง่ แล้วก็ฉากเซ็กส์หวาดเสียว) แต่แม็กซ์ก็ชอบค่ะ 

ทว่าในช่วงสองสามปีที่ผ่านมา ความพิศวาสที่เรามีให้กับงานเขียนของเชอรี่มันลดน้อยถอยลงไปพิกล ทั้งที่วิเคราะห์ตามความจริงแล้ว เราว่าเธอเขียนเรื่องได้ดีขึ้นนะคะ มีเหตุมีผลมากขึ้น เซลล์สมองของนางเอกก็พัฒนาขึ้น จนเรียกได้ว่ามีปัญญาในอยู่ข้างในกระโหลกบ้าง ไม่ใช่กองฟางอย่างเดียวในนั้น 

บางทีแม็กซ์ก็ไม่มีเหตุผลอย่างนี้แหละค่ะ

 

 

Night Shadow ของเชอรี่ อแดร์

หนังสือเล่มนี้เป็นเล่มที่สิบสี่ในชุด T-FLAC แต่ถือว่าเป็นเล่มที่สามในชุดย่อยที่มีชื่อว่า Night ซึ่งเป็นเรื่องราวของเจ้าหน้าที่หน่วยปฎิบัติการพิเศษซึ่งเป็นกำพร้าสามคน ที่ถูกเลี้ยงดูมาโดยชายคนเดียวกัน ผู้มีนามว่าเมสัน ไนท์  นอกจากนี้เล่มนี้ยังเป็นเรื่องของหน่วยทีแฟ็คซ์ที่ชำนาญด้านพารานอมอล ซึ่งถูกแยกออกมาจากหน่วยทีแฟ็คซ์ด้านอื่น เพราะเจ้าหน้าที่ปฏิบัติงานจะเป็นพ่อมดที่มีเวทมนตร์ (แม็กซ์ลอกสิ่งที่ตัวเองเขียนเอาไว้ในบลอกก่อนนะค) 

เล่มนี้ถือเป็นเล่มจบในหนังสือชุดย่อยสามเล่ม และเป็นการไขปริศนาหลายอย่างที่ทิ้งท้ายเอาไว้ในสองเล่มแรกในชุดเรื่อง Night Fall และ Night Secrets ซึ่งแม็กซ์ถือว่า เป็นคำอธิบายที่ใช้ได้เลยทีเีดียว

ตอนเริ่มอ่านเรื่องนี้แม็กซ์บอกตามตรงว่า จำไม่ได้เลยค่ะว่า เล่มนี้มีความเกี่ยวข้องเป็นพิเศษกับเรื่อง The Mercenary ซึ่งถือว่าเป็นหนังสือเล่มแรกในชุด T-FLAC ก็ว่าได้ เพราะอเล็กซานเดอร์ สโตน พระเอกของเรื่องนี้ก็คือพี่ชายของวิคทอเรีย โจนส์ นางเอกในเล่มนั้น แม็กซ์บอกตามตรงว่าจำไม่ได้เลยค่ะ ทั้งที่อ่านเรื่อง The Mercenary แล้ว ทำให้พอเจอความเกี่ยวข้องกันของทั้งสองพี่น้องก็เลยรู้สึกตื่นเต้นเป็นพิเศษ 

อเล็กซานเดอร์ สโตนเป็นหนึ่งในสายลับของหน่วยทีแฟล็คที่มีความเชี่ยวชาญด้านเรื่องเหนือธรรมชาติ แต่แม้ว่าเขาจะเป็นสายลับที่เป็นตำนานขององค์กร แต่เขาก็กำลังอยู่ในระหว่างการสืบสวนของหน่วยตรวจสอบภายใน อันเนื่องมาจากพฤติกรรมประหลาดและน่าสงสัยในการแปรพักตร์ของเขา และคนที่ถูกส่งให้มาจับตาดูเขาก็คือ อเล็กซี่ สโตน หญิงสาวที่สังกัดหน่วยทีแฟล็กด้านงานวิจัย ซึ่งหมายความว่า งานที่เธอถูกส่งมาให้ทำนั้น เป็นภารกิจภาคสนามครั้งแรก 

ด้วยความที่มีนามสกุลเดียวกัน และชื่อที่ใกล้เคียงกัน แม้จะไม่มีความเกี่ยวข้องกันด้านสายเลือด ทำให้เล็กซี่ และอเล็กซ์มีโอกาสได้เจอกันบ่อยครั้ง  ไม่ว่าจะเป็นซองเงินเดือนที่ส่งผิด หรือเอกสารในหน่วยงานที่สับสน ทำให้การพบกันในมอสโคว์ หลังจากที่เล็กซี่หลบหนีคนร้ายที่สะกดรอยตามเธอมาไปยังบ้านพักหลบภัย ไม่ใช่ครั้งแรกที่ทั้งคู่เจอกัน แต่มันเป็นครั้งแรกที่ทั้งสองยอมรับความรู้สึกบางอย่างที่มีต่อกันอยู่

แต่สถานการณ์ความวุ่นวายที่เกิดขึ้นในโลกจากผู้ก่อการร้ายวัยทีน ที่จู่ ๆ ก็จับคนเป็นตัวประกันเพื่อเรียกค่าไถ่ ก่อนที่จะระเบิดพลีชีพฆ่าตัวตายไปพร้อมกับตัวประกัน ทำให้ทั้งอเล็กซ์ และเล็กซี่มีงานเต็มมือ และงานของทั้งคู่ก็ดูวุ่นวายเพิ่มขึ้น เมื่อมีเด็กวัยรุ่นที่หน้าตาคล้ายกับอเล็กซ์ในวัยกระเต๊าะโผล่มาลอบทำร้ายเล็กซี่อีกด้วย 

แล้วไหนจะเป็นความรู้สึกผิดภายในของเล็กซี่ ที่ต้องตามสืบหาความจริงเกี่ยวกับอเล็กซ์เรื่องที่เขาทรยศต่อหน่วยงาน แต่ในขณะเดียวกัน ความรู้สึกที่เธอมีต่อเขาก็เพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ 

อย่างที่พูดไปตอนแรกนะคะ ตอนนี้แม็กซ์รู้สึกว่า งานเขียนของเชอรี่ อแดร์หมดเสน่ห์ไปสำหรับเราซะเฉย ๆ  ทั้งที่ความจริงเรื่องนี้ไม่ได้เลวร้าย อาจจะเดียวกว่าหลายเล่มในหนังสือชุดพี่น้องตระกูลไรท์ (ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของชุดทีแฟล็คเช่นกัน) ด้วยซ้ำ 

พระเอกในเรื่องนี้มีด้านที่น่ารัก และทำให้แม็กซ์ชอบมาก ๆ โดยเฉพาะตอนที่เขา (สปอยล์) รู้ความจริงว่า เล็กซี่ถูกส่งมาสืบความลับเกี่ยวกับเขา เพื่อพิสูจน์ว่าเขาทรยศต่อหน่วยงานหรือไม่ เขาไม่โกรธเธอสักนิดเดียว แถมยังบอกว่า เป็นเธอสืบก็ดีกว่าคนอื่น เพราะเขาเชื่อได้ว่า เธอจะให้ความยุติธรรมต่อเขาเต็มที่ เขามีด้านที่จับต้องได้มากกว่าพระเอกหลายคนที่เชอรี่เคยเขียนถึงค่ะ

ในขณะที่นางเอกก็ไม่ได้โง่จนน่าตบให้สมองเริ่มต้นทำงาน เล็กซี่อาจจะเป็นสายลับหน้าใหม่ เธอผิดพลาด เธอหวาดกลัว แต่เธอไม่โง่ ในขณะเดียวกันเธอก็พิสูจน์ตัวเองว่า เป็นคนที่ช่วยให้งานสำเร็จได้ 

ปัญหาของแม็กซ์ส่วนใหญ่อยู่ที่พล็อตเรื่องค่ะ ในเรื่องมีการพูดถึงการก่อการร้ายหลายต่อหลายครั้ง แต่เรากลับไม่รู้สึกเข้าถึง "ความเลวร้าย" ที่เกิดขึ้น เรื่องราวดำเนินไปรวดเร็ว ทั้งเล็กซี่ และอเล็กซ์เดินทางจากรัสเซีย ไปไต้หวัน ไปบราซิล และไปอีกหลายประเทศ จนความใหญ่โตของเรื่องที่เกิด มันดูรวดเร็ว และไร้ความสำคัญ ทำให้เราไม่รู้สึกถึงความยิ่งใหญ่ของภารกิจที่ตัวละครพยายามทำให้สำเร็จ

และในแง่ของการเขียนเล่าเรื่อง เราคิดว่าไม่มีความน่าสนใจมากพอที่จะดึงดูดเราไว้ได้จนจบเล่ม 

หนังสือเล่มนี้ยังได้มีการเฉลยปริศนาที่ทิ้งท้ายเอาไว้ในสองเล่มแรกในชุดย่อยอีกด้วย คำอธิบายที่ว่า ทำไมพลังเหนือธรรมชาติของพระเอกในชุดทั้งสามถึงได้จู่ ๆ ก็หายไปโดยไม่มีคำเตือน คำอธิบายในเล่มนี้ถือว่าใช้ได้ และมีเหตุผล ซึ่งผิดคาดสำหรับเราค่ะ แต่ในขณะเดียวกัน มันก็ทำให้ (สปอยล์) เรารู้สึกหดหู่มาก ๆ เพราะคนร้ายในเรื่องนี้เป็นบุคคลที่อเล็กซ์ ไซม่อน (พระเอกเรื่อง Night Fall) และ ลูคัส (พระเอกเรื่อง Night Secrets) ให้ความเคารพรักที่สุด แต่คนคนนั้นกลับไม่มีความรู้ดี ๆ ให้กับชายทั้งสามเลยทั้งที่มีส่วนในการเลี้ยงดูพวกเขามา  มันเลยเป็นอะไรที่เศร้ามาก ๆ สำหรับเรา

โดยรวมเรื่องนี้ไม่ได้น่าเกลียด แต่มันก็เตือนให้แม็กซ์ต้องทบทวนแล้วล่ะว่า เราควรจะเลิกอ่านงานของเชอรี่ อแดร์แล้วรึยัง

คะแนนที่  60

The Untamed Bride // Stephanie Laurens

posted on 02 Dec 2009 11:16 by maxtreme  in C-Club, Historical

แม็กซ์อ่านเล่มนี้จบไปเกือบครบอาทิตย์แล้วล่ะค่ะ แต่ก็โดนแซงคิวเขียนรีวิวไปโดยหนังสือหลายเล่มที่เราคิดว่า มีความน่าสนใจมากกว่า แต่ในที่สุดก็ได้เวลาของเล่มนี้บ้างแล้วล่ะ

หลายคนน่าจะพอรู้นะคะว่า แม็กซ์ค่อนข้างชอบงานเขียนของสเตฟานี ลอว์เรนส์ เรียกว่าชอบมาก ๆ เลยก็ว่าได้ แต่ระยะหลังเธอก็เหมือนนักเขียนคนโปรดของแม็กซ์หลายคนที่ได้ผ่านจุดสูงสุดของตัวเองไปแล้ว ดังนั้นแม้แม็กซ์จะยังคงอ่านงานของเธออยู่  แต่เราก็ไม่คิดว่าจะเจอเรื่องไหนของเธอที่โดดเด่นและจับใจเราได้เหมือนอย่างเรื่อง Devil's Bride อีกต่อไป

จนกระทั่งแม็กซ์ได้อ่านเรื่อง The Edge of Desire เมื่อปีก่อน ที่ทำให้แม็กซ์กลับมามีความหวังกับงานเขียนของสเตฟานีอีกครั้ง เราชอบเรื่องนั้นมาก ๆ แต่ก็ไม่รู้ว่าเป็นเรื่องน่ายินดีหรือเปล่านะ เพราะเมื่อความคาดหวังมันกลับมา ก็ต้องควบคู่กับความผิดหวังอีกแล้ว

และหนังสือเล่มนี้ก็เป็นหนึ่งในความผิดหวังค่ะ

 

 

The Untamed Bride ของสเตฟานี ลอว์เรนส์

หนังสือเล่มนี้เป็นเล่มแรกในชุด Black Cobra Quarlet หนังสือชุดสี่เล่มที่เล่าเรื่องราวของนายทหารสี่คนที่ออกเดินทางจากอินเดียมายังอังกฤษ พร้อมเอกสารลับสำคัญที่จะเปิดโปงตัวตนที่แท้จริงของผู้อยู่เบื้องหลังองค์กรอาชญากรรมใหญ่ที่มีชื่อว่าแบล็คคอบร้า 

แต่นอกจากเล่มนี้จะเป็นเล่มแรกในหนังสือชุดใหม่ล่าสุดของสเตฟานีแล้ว มันก็ยังเป็นจุดต่อเชื่อมหนังสือสองชุดสำคัญของเธอเอาไว้ด้วยกัน นั่นก็คือชุดซินสเตอร์ และชุดบาสชั่น คลับ โดยตัวละครในเรื่องนี้ซึ่งเมื่อค้นพบความจริงแล้วว่า ใครคือแบล็คคอบร้า ก็ได้ปรึกษากับเพื่อนร่วมรบในสงครามที่วอเตอร์ลูเพื่อขอความช่วยเหลือ เพื่อนคนนั้นก็คือเดวิล ซินสเตอร์ (พระเอกจากเรื่อง Devil's Bride) และเดวิลก็แนะนำให้พวกเขาไปหารอยซ์ วาลิซี่ซึ่งเป็นอดีตหัวหน้าองค์การสายลับของอังกฤษ (ซึ่งเป็นพระเอกในเรื่อง Mastered by Love เรื่องในชุดบาสชั่น คลับ) 

แผนการจึงถูกวางขึ้น เนื่องจากตัวตนที่แท้จริงของแบล็คคอบร้านั้นมีอิทธิพลอย่างสูงต่อกษัตริย์ ทำให้นายทหารทั้งสี่ที่ค้นพบความจริงไม่อาจเปิดเผยเรื่องนี้ให้ใครในอินเดียทราบได้ ด้วยเกรงการแทรกแซง ดังนั้นรอยซ์จึงเสนอให้พวกเขาทั้งสี่ แยกย้ายถือเอกสารกันคนละชุด โดยมีเพียงแค่หนึ่งในพวกเขาที่มีเอกสารตัวจริง จากนั้นก็เดินทางออกจากอินเดียกลับไปยังอังกฤษ ด้วยเส้นทางที่แตกต่างกัน ซึ่งจะทำให้กลุ่มของแบล็คคอบร้าประสบปัญหาในการตามล่าพวกเขา เพราะต้องแบ่งกำลังคนออกเป็นสี่ชุด 

เดเร็ค เดลโบโรห์ หรือเดลเป็นหัวหน้ากลุ่มทหารทั้งสี่ที่ติดตามความจริงในเรื่องนี้ แต่เขาไม่ใช่คนที่ถือเอกสารตัวจริง กระนั้นเขาก็ยังกลายเป็นเป้าหมายของการตามล่าของพวกแบล็คคอบร้า ซึ่งมันเป็นสิ่งที่เขาคาดคิดเอาไว้ และออกจะยินดีด้วยซ้ำ แต่เมื่อเส้นทางของเขามาบรรจบกับเดไลห์ ดันแคนนอน ทุกอย่างก็เริ่มยุ่งเหยิง นั่นเพราะป้าของเขาซึ่งรู้จักกับบิดามารดาของเดไลห์ได้ฝากฝังให้เขาดูแล และนำทางเธอเดินทางกลับบ้าน หลังจากที่เดไลห์ไปอยู่ในเกาะแถบคาริเบี้ยนเป็นเวลาหลายปี 

แต่เดลไม่มีเวลาพอที่จะทำเช่นนั้น เขาตกเป็นเป้าหมายของการลอบสังหาร ทว่าเมื่อเดไลห์กลายเป็นพยานและเห็นหน้าคนที่ลอบทำร้ายเดล เขาก็ไม่มีทางเลือกนอกจากนำเธอเข้ามาสู่แผนการของเขาด้วยอีกคน 

ทั้งสองเดินทางไปลอนดอนเพื่อสร้างความสับสนให้กับกลุ่มคนร้าย หลอกล่อให้พวกนั้นสูญเสียกำลังคนมากที่สุด เพื่อที่เหล่าเพื่อนของเดลจะได้ไม่ประสบปัญหามากนักเมื่อมาถึงอังกฤษ สิ่งที่เดลไม่คาดคิดก็คือ ท่ามกลางความพยายามลอบสังหาร การเอาตัวคนผิดมาลงโทษ เขาจะตกหลุมรักกับเดไลห์ แต่เมื่อมันเกิด เขาก็ไม่สนใจว่า มันจะผิดที่หรือผิดเวลา เขารู้แค่ว่า จะไม่อาจปล่อยให้เธอหลุดมือไปได้

หนังสือเล่มนี้มีเอกลักษณ์ในงานเขียนของสเตฟานี ลอว์เรนส์อย่างครบถ้วนค่ะ พระเอกและนางเอกที่เป็นผู้ใหญ่ และมีเหตุผล ความรักที่เพียงมองตาก็รู้ใจ เดลเข้าใจเดไลห์ได้อย่างที่ไม่เคยมีชายคนใดรู้จักเธอมาก่อน เธอไม่จำเป็นต้องอธิบายตัวเองให้เขาฟังด้วยซ้ำ เพราะเดลรู้โดยที่ไม่ต้องบอก ดังนั้นในแง่ของตัวละคร แม็กซ์มองเห็นความเหมาะสมกันอย่างมากของพระเอกและนางเอก

ปัญหาของเราก็คือการดำเนินเรื่องค่ะ  เรารู้สึกว่าค่อนข้างอืดไปหน่อย ส่วนหนึ่งอาจเพราะว่า ดูเหมือนเดลและพรรคพวกถือไพ่เหนือกว่าคนร้ายตลอดเวลา เราไม่รู้สึกว่ามีช่วงเวลาแห่งการคาดเดา หรือต้องลุ้นมากนัก แม้ว่า (สปอยล์) คนร้ายจะส่งสายลับเข้ามาอยู่ในกลุ่มของเดลได้สำเร็จ แต่อ่านไปขอบอกว่า เราไม่เชื่อเลยว่า เดลจะพลาดได้มากขนาดนั้น สายลับที่จู่ ๆ ก็โผล่เข้าไปในขบวนเดินทางของเดลและเดไลห์ โดยที่สร้างความเข้าใจผิดให้แต่ละฝ่ายว่า เป็นคนของอีกฝ่ายนึง นั่นคือทางเดลก็คิดว่่า เขาเป็นคนรับใช้ของเดไลห์ ในขณะที่เธอก็คิดว่าเป็นคนของเดล มันไม่น่าเชื่อว่า เดลจะพลาดได้มากเพียงนี้ และกลับเป็นการทำให้พระเอกและพรรคพวกดูด้อยไปอย่างเห็นได้ชัด

แต่แม้จะมีประเด็นนั้น ความรู้สึกว่า ไม่มีเดิมพันอะไรเลยอยู่ในเรื่องก็ยังคงมีเต็มเปื่ยมค่ะ ว่าไปแล้วหนังสือเล่มนี้เหมือนหนังสือที่ระลึกวันคริสต์มาส ที่ให้คนอ่านอ่านไปเพลิน ๆ ได้พบกับตัวละครเก่า ๆ จากเล่มก่อนหน้า (ซึ่งเรื่องนี้โผล่มาครบเลยนะคะ โดยเฉพาะทางฝั่งซินสเตอร์มากันครบหกคน แถมยังมีชิ่งลิ่งเวิร์ธอีกต่างหาก) และติดตามชีวิตที่เป็นไปของพวกเขา ก่อนจะสอดแทรกด้วยสาระเพียงเล็กน้อยของคู่หลักในเล่ม (ซึ่งก็คือเดลและเดไลห์) เพียงแต่ประเด็นที่เล่นในเล่มนี้ค่อนข้างหนัก ทำให้ดูไม่สมดุลกันเท่าไหร

อาจเป็นเพราะเราคาดหวังอะไรที่มากกว่านี้จากสเตฟานี ลอว์เรนส์ก็ได้นะคะ เพราะคิดว่า หากเป็นนักเขียนคนอื่น เขียนได้เท่านี้เราก็คงบอกว่า ดีแล้วล่ะ แต่สำหรับเล่มนี้ คะแนนอยู่ที่ 60

A Mermaid's Ransom // Joey W. Hill

posted on 01 Dec 2009 13:07 by maxtreme  in C-Club, Paranormal

นี่เป็นหนังสืออีกเล่มที่แม็กซ์อ่านแล้วทำให้เราคิดอะไรต่ออะไรเยอะไปหมด มันทำให้แม็กซ์ตั้งคำุถามเกี่ยวกับรสนิยมของตัวเอง ซึ่งหลายคนน่าจะทราบกันดีอยู่ว่า แม็กซ์ชอบพระเอกที่อยู่ในด้านสีเทามากเพียงใด

แม็กซ์ชอบพระเอกที่กำลังยืนอยู่บนเส้นแห่งความถูกต้องดีงาม เส้นที่บางครั้งพวกเขาก็ก้าวข้ามไปแล้วด้วยซ้ำ เราชอบพระเอกที่มีด้านมืด ด้านที่อันตราย เพราะนั่นทำให้เดิมพันสูงขึ้นสำหรับนางเอก เราชอบเรื่องราวที่ทำให้เราเชื่อว่า ในท้ายที่สุดความรัก (หรือตัวของนางเอกเอง) จะทำให้พระเอกเลือกที่เอียงมาด้านสีขาว ไม่ถึงกับเป็นคนดีร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่เป็นคนที่ต่อสู้เพื่อฝ่ายดี

หนังสือเรื่องนี้มีตัวละครอย่างที่แม็กซ์พูดถึง พระเอกที่ทำอะไรหลายอย่างที่ไม่ถูกต้องดีงาม แต่นี่เป็นครั้งแรกที่เราถามตัวเองว่า เขาก้าวออกจากความดีมากเกินกว่าที่เราจะยอมรับไหวรึเปล่า 

 

 

A Mermaid's Ransom ของโจอี้ ดับเบิ้ลยู ฮิลล์

หนังสือเล่มที่สามในชุด Daughters of Arianne ซึ่งไม่ถึงกับจำเ็ป็นจะต้องอ่านเล่มก่อนหน้าทั้งสองเล่ม ซึ่งเล่มแรก เรื่อง A Mermaid's Kiss เป็นเรื่องราวของพ่อและแม่ของนางเอกในเล่มนี้  และเล่มที่สอง A Witch's Beauty ก็เล่าเรื่องศึกครั้งยิ่งใหญ่ระหว่างทูตสวรรค์ และดาร์ควัน (ซึ่งเป็นชนเผ่าต่างดาวที่มีประตูต่อเชื่อมเปิดมายังโลกมนุษย์ และคอยทำร้ายมนุษย์ ซึ่งทูตสวรรค์มีหน้าที่ปกป้อง) ซึ่งเหล่าทูตสวรรค์เป็นผู้ชนะ และในเล่มนี้ก็ได้เปิดตัวพระเอกซึ่งเ็ป็นลูกครึ่งแวมไพร์ และดาร์ควันเอาไว้

ตลอดชีวิตของอเล็กซิส สาวน้อยวัยยี่สิบเอ็ดปีไม่เคยรู้จักความเจ็บปวด เธอคือลูกสาวของโจนาห์ แม่ทัพใหญ่แห่งกองทัพสวรรค์ และแอนนา เงือกสาวผู้ล้างคำสาปของบรรพบุรุษได้สำเร็จ เธอคือเมอร์แองเจิ้ล (ลูกครึ่งทูตสวรรค์และนางเงือก มีปีก และมีหาง โปรดอย่านึกภาพนะคะ เพราะจะฮามาก และถ้าสังเกตหน้าปกให้ดี ก็จะเห็นว่า เมอร์แองเจิ้ลมีลักษณะเป็นยังไง) เธอเลือกที่จะใช้ชีวิตปะปนอยู่กับมนุษย์ เพราะคิดว่า นั่นจะเป็นสถานที่ที่เธอจะได้ใช้ความสามารถได้มากที่สุด อเล็กซิสเป็นผู้มีพลังสามารถรับรู้ความรู้สึกของคนอื่นได้ และเธอยังมีรัศมีของนางฟ้าที่สืบทอดมาจากบิดา ทำให้เธอเป็นพลังฝ่ายดีที่ทำให้ทุกคนมีความสุข

ดังนั้นเมื่อเธอโดนคาถาเรียกตัวไปยังโลกที่เต็มไปด้วยไฟ และความร้อน เธอไม่เคยเจออะไรเช่นนั้นมาก่อนในชีวิต และไม่แน่ใจว่าจะสามารถรับมือกับมันได้มากแค่ไหน

ตลอดชีวิตของดังเต้ เขาเติบโตในฐานะของลูกครึ่งแวมไพร์และดาร์ควัน ผู้ซึ่งมารดาของเขาถูกจับตัวมายังโลกอื่น โลกที่เต็มไปด้วยความโหดร้าย รุนแรง ดังเต้ไม่เคยรู้จักความถูกต้องดีงาม การเอาชีวิตรอดคือความสำคัญอันดับหนึ่ง และการหนีออกไปจากโลกแห่งนี้เป็นสิ่งสำคัญรองลงมา

เมื่อยี่สิบปีก่อน ประตูที่เปิดจากโลกของดาร์ควันไปสู่โลกมนุษย์ได้ถูกปิดตัวลง คนเพียงคนเีดียวที่ควรจะนำตัวดังเต้กลับคืนสู่โลกที่มารดาของเขาถูกจับตัว พูดท้าทายให้เขาพิสูจน์ตัวเอง เมื่อนั้นเธออาจจะพาตัวเขาออกไปก็ได้ ดังเต้รับคำท้านั้น และใช้เวลายี่สิบปีหาทางติดต่อกลับไปยังโลกมนุษย์ และความฝันที่เขาสื่อถึงอเล็กซิสก็คือกุญแจ ในที่สุดดังเต้ก็เรียกตัวอเล็กซิสมายังโลกแห่งดาร์ควันได้ และวางแผนจะใช้เธอเป็นเครื่องมือในการต่อรองกับไมน่า (นางเอกเล่มสอง และคนที่สามารถเปิดประตูระหว่างดาร์ควันและโลกมนุษย์ได้) ให้พาตัวเขาไปยังโลกมนุษย์ 

ชายผู้ซึ่ตลอดทั้งชีวิตไม่เคยรู้จักความดีงาม กับหญิงสาวที่ใช้ชีวิตกับสิ่งเหล่านั้นได้มาพบกัน และความเปลี่ยนแปลงก็เกิดขึ้น

เหมือนอย่างที่พูดไปตอนแรกนะคะ หนังสือเล่มนี้มีตัวละครที่ทำให้แม็กซ์ตั้งคำถามตัวเองถึงขอบเขตความรับได้ของเรา เพราะดังเต้ซึ่งเป็นพระเอก ก้าวข้ามเส้นความดีงามไปเยอะมาก การกระทำของเขาไม่ใช่สิ่งที่เราคิดว่าจะได้เห็นกันในหนังสือโรแมนซ์ สำหรับตัวละครที่เป็นพระเอก เขาฆ่าคนมากมาย และนำเลือดมาเป็นเครื่องบูชายันต์เพื่อหาทางเปิดประตูระหว่างโลก เขาใช้อเล็กซิสเป็นเครื่องมือโดยไม่สนใจว่ามันจะทำให้ชีวิตของเธอจะสั้นลง (แน่ล่ะตอนนั้นเขายังไม่ได้มีความรู้สึกอันใดกับเธอ แต่ในขณะเดียวกันดังเต้ก็ไม่ได้ใจอ่อนตั้งแต่ครั้งแรกที่เห็นหน้านางเอก) 

แม็กซ์ไม่แน่ใจว่า ถ้าเราเจอพระเอกอย่างนี้ในหนังสือเรื่องอื่น เราจะรับได้ไหม แต่ในเล่มนี้ เราพบว่าตัวเอง โอเคกับมัน (เราไม่รู้ว่าจะใช้คำอื่นอะไรที่ดีกว่านี้ได้นะคะ เพราะแม็กซ์ไม่ได้ิยินดีไปกับการที่ได้อ่าน ทั้งที่เป็นเรื่องแนวที่เราชอบคาแร็คเตอร์พระเอกแนวสีเทาแบบนี้)

นั่นเพราะว่า แม็กซ์ยอมรับกับคำอธิบายที่ว่า ถ้าคุณไม่เคยรู้จักความดี ไม่เคยเห็นว่าอะไรคือสิ่งที่ถูก คุณจะเลือกทางที่ถูกได้อย่างไร

แม็กซ์คุยกับเพื่อนในประเด็นนี้นะคะ เพราะในขณะเดียวกัน เราก็เชื่อว่า ค่านิยมบางอย่างมันเป็นสิ่งที่ฝังอยู่ในคนทุกคน มันมีเส้นบางอย่างที่มนุษย์ (หรือใครก็ตาม ในกรณีนี้คือตัวละครที่เหนือจริง) ยอมรับไว้ทั่วกันว่า เป็นสิ่งที่ถูกต้องดีงาม ดังนั้นมันไม่จำเป็นจะต้องถูกสอนหรือปลูกฝัง คนเราย่อมรู้กันดีว่า การฆ่าคนคือความผิด การฆ่าคนเพื่อผลประโยชน์ของตัวเอง เพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์บางอย่างคือความผิด มันไม่จำเป็นต้องสอน หรือต้องเรียนรู้ ทุกคนควรจะมีค่านิยมนี้ในจิตใจ  

นั่นทำให้เราสับสน และลังเลมากเกี่ยวกับความรู้สึกที่เรามีต่อดังเต้ 

อเล็กซิสเป็นตัวแทนของความบริสุทธิ์ และดีงาม  คือด้านที่ตรงข้ามของดังเต้ และนั่นเป็นสิ่งที่เข้าใจได้ เธอจำเป็นต้องเป็นคนเช่นนั้น เพื่อสร้างสมดุล และ (ในท้ายที่สุด) ชำระล้างรอยเปื้อนในดวงวิญญาณของดังเต้ เราเข้าใจว่าทำไมคาแร็คเตอร์ของเธอต้องออกมาเช่นนั้นนะคะ แต่ในขณะเดียวกัน เราก็รู้สึกว่า เธอมีเพียงด้านเดียว

ธีมของหนังสือเรื่องนี้ก็คือ การไถ่บาป และการเรียนรู้ตัวเองใหม่อีกครั้ง ดังเต้ซึ่งในที่สุดก็สามารถออกจากโลกอันโหดร้ายที่กักขังเขาไว้ได้สำเร็จ ต้องมาพบกับโลกใบใหม่ที่ต้องทำความรู้จัก โลกที่ความรุนแรงไม่ใช่ผู้นำ โลกที่มีด้านที่อ่อนโยน แต่ในขณะเดียวกันก็พบว่า ตัวเองกลับไม่อาจปรับตัวเข้าได้ เขาเหมือนสัตว์ป่าที่คุ้นเคยกับการโดนทำร้าย และต่อสู้กลับ จู่ ๆ ก็นำเขาเข้าไปเลี้ยงในบ้านที่มีคนให้ความดูแลอย่างดี แต่แม้จะรักมากแค่ไหน คุณก็ไม่อาจเปลี่ยนสัญชาตญาณของสัตว์ป่าได้ ดังเต้ก็อยู่ในสถานการณ์นั้นเช่นกัน 

อ่านหนังสือเล่มนี้ไปจนจบ เรามีความรู้สึกเหมือนการเดินทางของดังเต้ และอเล็กซิสยังไม่จบเลยนะคะ เราอยากรู้ว่า ดังเต้จะเป็นเช่นไหรต่อไป อย่างน้อยเขาก็สงบศึกกับความขัดแย้งภายในใจได้แล้ว แต่เราอยากเห็นเขากับการไถ่โทษ 

จุดเด่น (หรือเปล่า แม็กซ์ยังไม่แน่ใจ) ก็คือ เราได้เห็นตัวละครจากเล่มก่อนหน้าในชุดนี้ออกมากันถ้วนหน้า และเป็นการออกมาอย่างมีจุดประสงค์ชัดเจน ไม่ใช่เดินผ่านฉากให้หายคิดถึง แต่ละคนมีหน้าที่ ภาระของตัวเอง แต่พออ่านไป มันก็แฝงความเจ็บปวดอยู่ไม่น้อย โดยเฉพาะสำหรับโจนาห์ ทูตสวรรค์ที่ (สปอยล์) มีชีวิตเป็นอมตะ แต่ต้องพบกับความจริงที่ว่า แอนนาคู่ชีวิตจะอยู่ได้เพียงสามร้อยปี ตามอายุขัยของนางเงือก และลูกสาวที่ชีวิตอาจจะสั้นลงไปกว่านั้นอีก จากการกระทำของดังเต้ 

นอกจากนี้แล้ว หนังสือเล่มนี้ยังมาบรรจบกับชุดแวมไพร์ของโจอี้อีกด้วย เพราะดังเต้คือ ลูกครึ่งแวมไพร์ ดังนั้นในเล่มนี้จึงมีการออกมาปรากฎตัวของลิสซ่า และจาค็อบ ซึ่งเป็นจุดที่ทำให้แม็กซ์ออกแนวกรี๊ดหน่อย ๆ เพราะชอบตัวละครทั้งสอง เช่นเดิม การออกมาของทั้งคู่มาอย่างมีจุดประสงค์  และมีความสำคัญกับเรื่อง

บอกตามตรงเลยนะคะว่า เป็นหนังสือที่อ่านยาก และที่สำคัญตอนจบอาจจะไม่ถูกใจใครหลายคน แม็กซ์เองก็กำลังลังเลเรื่องนี้อยู่ เพราะ (สปอยล์) เราไม่แน่ใจว่า มันเป็นตอนจบที่มีความสุขดีไหม เมื่อมีการทิ้งท้ายให้คิดกันว่า หนทางไถ่บาปของดังเต้ก็คือ เมื่อเขารักใครสักคนอย่างหมดหัวใจ เมื่อนั้นเขาก็จะเสียเธอไป

คะแนนที่  73