To Romance a Charming Rogue // Nicole Jordan

posted on 07 Nov 2009 21:19 by maxtreme  in D-Club, Historical

หลังจากที่ผิดหวังกับงานเขียนของนิโคล จอร์แดนติดต่อกันมาหลายเล่ม แม็กซ์ก็เลิกที่จะตั้งความหวังอะไรกับงานของเธอแล้วล่ะค่ะ แต่ยอมรับว่าที่ยังซื้อและอ่านงานของเธออยู่ ก็เพราะคิดว่า เธอเป็นนักเขียนที่ (อาจจะเรียกว่าเคย) มีฝีมือพอตัว เขียนเรื่องในระดับที่อ่านได้ แม้ระยะหลังจะเลวร้ายไปหน่อย แต่ก็ยังฝันหวานว่า เล่มใหม่ของเธอจะสนุกได้ใจ

น่าเสียดายว่า มันไม่ใช่เล่มนี้ค่ะ

 

 

To Romance A Charming Rogue ของนิโคล จอร์แดน

หนังสือเล่มนี้เป็นเล่มที่สี่ในชุด The Courtship Wars ซึ่งแรกเริ่มไอเดียเป็นหนังสือชุดสามเล่มเรื่องราวของสามพี่น้องตระกูลลอว์ริ่งค์ที่ไม่อยากแต่งงาน แต่เนื่องจากความฮิตของหนังสือชุดนี้ ที่ทำให้นิโคลขึ้นไปติดอันดับหนังสือขายดีของหนังสือพิมพ์นิวยอร์คไทม์ ก็เลยทำให้ชุดนี้ถูกขยายออกเป็นอย่างน้อยหกเล่ม โดยเอาตัวละครรองในหนังสือทั้งสามเล่มมาเขียน

โดยเล่มนี้เป็นเรื่องราวของเลดี้ เอลินอร์ เพียร์ซ น้องสาวของพระเอกเล่มแรกในชุด (To Pleasure a Lady) ผู้ซึ่งแม้จะโดดเด่นในวงสังคมแต่เธอก็เลือกมากเหลือเกินกับชายที่จะมาเป็นคู่ครอง นั่นก็เพราะว่าเธอเคยถูกหักอกอย่างเลวร้ายที่สุดโดยคู่หมั้นคนแรกของเธอ

ดามอน สแตฟฟอร์ด ไวส์เค้าท์แว๊กซ์แฮม ผู้ซึ่งสูญเสียทุกคนที่เขารักไปทั้งหมด และนั่นเป็นเหตุผลใหญ่ที่ทำให้เขาตัดสินใจหักอกเอลินอร์ โดยเสแสร้งเล่นละครว่า เขายังคงมีความสัมพันธ์กับนางบำเรอของตัวเอง ทั้งที่กำลังหมั้นหมายอยู่กับเธอ ทำการฉีกหน้าเธอต่อหน้าสาธารณชน จนสุดท้ายเอลินอร์ต้องถอนหมั้น

สองปีผ่านไป เอลินอร์กำลังคบหาดูใจกับเจ้าชายจากอิตาลี และสำหรับเดมอน ชายคนนั้นไม่ดีพอสำหรับเอลล์ที่เขาห่วงใย ดังนั้นดามอนซึ่งใช้เวลาตลอดสองปีเดินทางไปทั่วยุโรปจึงกลับมาที่อังกฤษ และทำทุกวิถีทางเพื่อทำลายโอกาสที่เจ้าชายจะเข้ามาในชีวิตของเอลล์ได้

กระนั้นเขาก็ยังบอกตัวเองว่า ไม่อาจที่จะหลงรักเอลล์ได้ 

พูดตามตรงนะคะ เล่มนี้ถือว่าไม่เลวร้ายนัก เมื่อเทียบกับสามเล่มแรกในชุด แต่ถ้าพิจารณาความห่วยแตกของสามเล่มแรกที่แม็กซ์รู้สึกแล้ว มันก็ไม่ได้หมายความว่า เล่มนี้ดีเด่อะไรหรอกค่ะ มันแค่ดีกว่าที่คิดไว้เท่านั้นเอง

การดำเนินเรื่องถือว่าใช้ได้ค่ะ แค่น่าเบื่อในบางช่วงเท่านั้นเอง คาแร็คเตอร์ก็ไม่ได้ชั่วร้ายจนน่ากระทืบ  หรือทำตัวงี่เง่าจนน่ารำคาญ กระนั้นมันก็ยังไม่มีอะไรน่าสนใจ

แม็กซ์ไม่ชอบพฤติกรรมของดามอนเลยค่ะ เพราะการที่เขาเลิกกับเอลินอร์ก็เป็นเพราะเขากลัวความรัก และรู้ว่า หากปล่อยให้การหมั้นหมายดำเนินต่อไป เธอก็จะยิ่งเข้ามาอยู่ในใจเขา ดังนั้นเขาจึงจัดฉากและทำให้เธอเข้าใจผิด แต่ท้ายที่สุดแล้วเขาก็กลับมา หาทางชนะใจเธออีกครั้ง มันงี่เง่าน่ะ และทำให้แม็กซ์นึกถึงหนังสืออีกเรื่องนึง ที่มีความใกล้เคียง และเขียนได้ดีกว่าร้อยเท่า

หนังสือเล่มนั้นก็คือ The Rake (หรือ The Rake and The Reformer ของแมรี่ โจ พัธเนย์ และข่าวดีของคนที่ตามหาเรื่องนี้อยู่ก็คือ มันกำลังจะถูกนำมาพิมพ์ใหม่แล้ว) ซึ่งในหนังสือเล่มนั้น นางเอกก็เข้าใจคำพูดของคู่หมั้นผิดไป คู่หมั้นของเธอไม่กลับยอมรับกับเพื่อน ๆ ว่า หมั้นหมายกับนางเอกเพราะเขาตกหลุมรักเธอ ทำให้นางเอกเข้าใจผิด และหนีจากไป ประเด็นนี้ไม่ใช่เรื่องใหญ่ในเรื่องนั้นหรอกนะคะ แต่ท้ายทีสุดแล้ว  นางเอกก็ได้กับพระเอกซึ่งไม่ใช่อดีตคู่หมั้นของเธอ ทำให้่คู่หมั้นต้องจมอยู่กับความเสียใจที่ทิ้งเธอตั้งแต่ต้น

แม็กซ์อ่านเล่มนี้แล้วอยากให้เอลินอร์ลงเอยกับคนอื่นค่ะ เพราะพระเอกมันไม่เห็นค่าของนางเอก ทำร้ายจิตใจ แล้วคิดง่าย ๆ ว่าจะเดินกลับเข้ามาในชีวิตเธอ เราอยากให้เธอเจอผู้ชายคนใหม่ที่กล้าพอที่จะบอกว่ารักเธอ ไม่ใช่ดามอนที่ขี้ขลาดเกินกว่าจะพูด

ความรู้สึกเกี่ยวกับการกระทำในประเด็นนี้ของดามอนเป็นความรู้สึกของเราที่รุนแรงที่สุดแล้วล่ะค่ะ ที่เหลือก็เป็นความเบื่อหน่ายกับการอ่านเรื่องที่ไม่มีอะไรน่าสนใจ เอื่อย ๆ เรื่อย ๆ 

อย่างที่บอกค่ะ ไม่เลวร้ายเท่าไหร แต่ก็ไม่ได้หมายความว่ามันจะดี

คะแนนที่  57

Outcast // Joan Johnston

posted on 06 Nov 2009 15:30 by maxtreme  in C-Club, Contemporary

แม็กซ์ไม่ค่อยเข้าใจตัวเองเท่าไหรนะคะ แต่ครั้งแรกที่เห็นปกของหนังสือเรื่องนี้ก็รู้สึกว่า น่าอ่านขึ้นมาซะงั้น ทั้งที่แม็กซ์เองก็ไม่ถึงกับประทับใจงานเขียนของโจน จอห์นสตันมากมายอะไร (อ่านงานของเธอมาก็หลายเล่ม ส่วนใหญ่ก็มักจะสอบไม่ผ่านด้วยซ้ำ) แต่พอเห็นปกเล่มนี้แล้ว มันโดนใจเราอย่างจัง แต่กระนั้นก็ไม่ได้หยิบมาอ่านทันทีหรอกค่ะ เพราะคิวมันยาวเหลือเกิน

และถือว่าเป็นโชคดีที่ก่อนจะเปิดอ่าน เพื่อนของเราเตือนเกี่ยวกับงานของนักเขียนคนนี้มาแล้ว โดยบอกว่าเธอเป็นนักเขียนที่ทำเอานักเขียนบทของละครน้ำเน่าอายไปเลยค่ะ ดังนั้นแม็กซ์จึงเตรียมใจเอาไว้ก่อนหน้าจะเปิดอ่าน กระนั้นความเมโลดราม่าของหนังสือเล่มนี้ก็ยังทำเอาเราอึ้ง และต้องยกนิ้วให้คนแต่ง ฐานที่เอาพล็อตแนวเน่าทั้งปวงมารวมกันไว้ในที่เดียวได้ขนาดนี้

สิ่งที่ไม่น่าเชื่อที่สุดก็คือ แม็กซ์ชอบแหละ

 

 

Outcast ของโจน จอห์นสตัน

หนังสือเล่มนี้เป็นเล่มแรกในชุดพี่น้องตระกูลเบเนดิกส์ (ซึ่งแม็กซ์แน่ใจว่า หากได้รับความนิยม มันจะต้องถูกขยายชุดออกไปเป็นเรื่องของอีกหลายตระกูลแน่ ๆ)  เรื่องราวของครอบครัวที่ไม่รู้จะใช้คำอธิบายอะไรมาใช้ นอกจากสับสน

เบน เบเนดิกส์เป็นหนึ่งในพี่น้องจำนวนสิบสี่คนของครอบครัว ซึ่งเป็นครอบครัวที่ไม่ได้จำกัดอยู่แค่พี่น้องร่วมสายเลือด นั่นเพราะทั้งพ่อและแม่แท้ ๆ ของเบนได้หย่าขาดกัน และต่างคนต่างแต่งงานใหม่ ซึ่งพ่อเลี้ยงและแม่เลี้ยงของเบนก็ต่างมีลูกติดจากการแต่งงานครั้งก่อนหน้า และเมื่อเขาเหล่านั้นมาแต่งงานกับพ่อ และแม่ของเบน ทั้งหมดก็มีลูกด้วยกันอีก ดังนั้นเบนจึงมีทั้งพี่น้องร่วมสายเลือด น้องต่างพ่อ และต่างแม่ รวมทั้งพี่น้องบุญธรรมจากทั้งพ่อและแม่เลี้ยง 

งงรึยังคะ นั่นไม่ใช่ทั้งหมด ไม่ใช่ครึ่งนึงของเรื่องด้วยซ้ำ แต่ก่อนจะไปถึงจุดนั้น แม็กซ์ขอเล่าพล็อตคร่าว ๆ ก่อนแล้วกัน

เบนซึ่งเป็นอดีตทหารผ่านศึก และผันตัวเองกลายเป็นเจ้าหน้าที่หน่วยตรวจคนเข้าเมือง (ซึ่งไม่ได้ทำหน้าที่เหมือนตม.ในเมืองไทยหรอกนะคะ เพราะจะมีความสำคัญในเรื่องการปราบปรามผู้ก่อการร้ายที่ลักลอบเข้ามาในประเทศด้วย) เบาะแสที่เขาได้รับก็คือ กลุ่มผู้ก่อการร้ายได้ส่งคนแฝงกายเข้ามาในประเทศ เพื่อปฏิบัติการบางอย่างซึ่งจะนำความตายมาสู่ชาวอเมริกันจำนวนมาก เบนในฐานะที่มีความสนิทกับแก๊งค์ข้างถนนในกรุงวอชิงตันดี.ซี. จึงกลายเป็นความหวังเดียวในการค้นหาว่า ใครคือผู้ก่อการร้ายคนนั้น และจัดการก่อนที่เรื่องจะลามปามจนรั้งเอาไว้ไม่อยู่

แต่เบนแม้จะเป็นทหารกล้า เป็นนักแม่นปืน (สรุปว่าโคตรเท่ห์แล้วกัน) เขากำลังประสบปัญหาโรค PTSD (Post Treumatic Stressed Disorder ซึ่งเป็นโรคจิตหลอนซึ่งคนที่ประสบเหตุความรุนแรงมาก ๆ เป็นกัน) ภาพหลอนมีผลต่อการปฏิบัติงานของเขา แต่กระนั้นเบนก็ไม่อาจยอมรับความจริงข้อนี้ได้ ทำให้เขามีความขัดแย้งกับด๊อกเตอร์แอนนา จิตแพทย์ที่ถูกมอบหมายให้ดูแลอาการของเขา จนถึงขั้นที่เขาปฏิเสธการรักษา 

กระนั้นแอนนาก็ไม่ยอมแพ้ อะไรบางอย่างในตัวเบนบอกกับเธอว่า เธอจะต้องช่วยชีวิตของเขาให้ได้ และแม้จะหมายถึงเธอต้องข้ามเส้นระหว่างแพทย์และคนไข้ เธอก็ยินดีที่จะทำ แต่สิ่งสุดท้ายที่เธอคาดคิดก็คือ เธอจะเสียหัวใจไปให้เขาด้วยน่ะสิ

ขอบอกก่อนเลยนะคะว่า พล็อตที่เล่าไป แม็กซ์ถือว่าเป็นพล็อตหลักของเรื่อง แต่มันแทบจะไม่ได้บอกอะไรเกี่ยวกับหนังสือเรื่องนี้เลย  เพราะโฟกัสจริง ๆ ของเรื่องไม่ได้อยู่ที่การตามล่าหาตัวผู้ก่อการร้าย แต่เป็นเรื่องราวที่เกิดขึ้นในชีวิตของเบน เกี่ยวกับการงาน (การหาผู้ก่อการร้าย) ชีวิตส่วนตัว (ความสัมพันธ์ของเขาและแอนนา) และครอบครัว (ซึ่งเป็นส่วนที่มั่วมาก)

เบนเป็นตัวละครชนิดที่แม็กซ์ไม่คิดว่าจะมีในชีวิตจริง แต่น่าสนุกเมื่อได้อ่านถึงค่ะ ขอบอกก่อนแล้วกันว่า เรื่องนี้ทั้งพระเอกและนางเอกไม่ได้มีอะไรที่ผิดปกตินะคะ ทั้งเบนและแอนนาถือว่าโอเคเลย ไม่มีความเป็นละครน้ำเน่าเกี่ยวข้องกับพวกเขา ซึ่งนั่นเป็นข้อดี และแม็กซ์เดาว่า นั่นเป็นเหตุผลที่เราชอบเล่มนี้ ความมั่วซั่วและน้ำเน่าเกิดขึ้นกับคนในครอบครัวของเบนค่ะ และถ้าไม่อยากโดยสปอยล์ก็หยุดอ่านตรงนี้เลยนะคะ

เริ่มต้นจากพ่อและแม่ของเบนที่หย่าขาดกัน และต่างคนต่างแต่งงานใหม่ และมีครอบครัวใหม่ไปแล้ว ทั้งสองยังรักกันอยู่ และดูท่าทีแล้ว น่าจะเลิกกับภรรยาและสามีใหม่ของตัวเองกลับมาคืนดีกัน

พ่อและแม่ของเบน รวมทั้งพ่อเลี้ยงและแม่เลี้ยง ทุกคนมาจากครอบครัวที่ร่ำรวย ไม่ได้รวยธรรมดานะคะ รวยชนิดอภิมหาศาล พ่อของเบนเป็นอดีตนายพลที่กลายเป็นที่ปรึกษาให้กับประธานาธิปดี แม่เป็นสาวชาวใต้ผู้ร่ำรวย พ่อเลี้ยงเป็นวุฒิสมาชิคผู้ทรงอำนาจ แม่เลี้ยงเป็นเจ้าของบ่อน้ำมัน ดังนั้นเบนและพี่น้องของเขาจึงไม่จำเป็นต้องทำงานเพื่อเงิน แต่ทั้งหมดก็กลายเป็นทหารรับใช้ชาติ ไม่มีใครออกอาการลูกเศรษฐีที่โดนสปอยล์จนเสียคน

น้องสาวต่างพ่อของเบน ซึ่งเข้าใจว่าเป็นลูกของพ่อเลี้ยง แท้จริงแล้วเป็นลูกของพ่อแท้ ๆ ของเบน ซึ่งแอบไปมีความสัมพันธ์กับแม่เป็นครั้งสุดท้าย ก่อนที่จะหย่าขาดจากกันอย่างเป็นทางการ และน้องสาวคนนี้กำลังจะแต่งงานกับเพื่อนสนิทของเบน แต่ในวันแต่งงานเพื่อนคนนี้ก็ถูกคนร้ายยิงตาย ถ้านั่นไม่พอ เธอยังตั้งท้องที่ตอนแรกเข้าใจว่าเป็นลูกของเพื่อนสนิทของเบน แต่แท้จริงแล้ว เธอไม่แน่ใจว่าเป็นลูกของใครกันแน่ เพราะเธอถูกข่มขืนโดยชายแปลกหน้า 

พี่ชายของเบนซึ่งเป็นหน่วยปฏิบัติการพิเศษทำงานให้ประธานาธิปดี แอบหลงรักแฟนสาวของน้องชาย (ของตัวเอง และของเบน) แต่รู้ว่าความรักนั้นคงไปไม่รอด

แม่เลี้ยงของเบนซึ่งมีปัญหากับพ่อเพราะรู้ว่า ยังหลงรักเมียเก่าอยู่ ก็มีสามีเก่าที่รอคอยเธออยู่ที่เท็กซัส ที่ซึ่งเธอหนีไปเลียแผล หลังจากค้นพบว่า น้องสาวของเบนแท้จริงแล้วเป็นลูกของพ่อแท้ ๆ ของเบน ไม่ใช่ของพ่อเลี้ยง

สรุปว่าดูแล้วครอบครัวของเบนน่าจะเป็นครอบครัวที่ dysfunctional มากที่สุดครอบครัวนึงในโลกแห่งนิยายค่ะ 

แต่อย่างที่บอกนะคะ แม็กซ์ทำใจมาแล้วในระดับนึง ดังนั้นพออ่านเจอแต่ละประเด็น ก็เลยออกฮามากกว่าหงุดหงิด ที่สำคัญมันไม่ได้เกิดกับตัวละครหลัก เราจึงรู้สึกสนุกไปกับมัน (ในระดับนึง) 

ปัญหาใหญ่อันเดียวที่เรารู้สึกในเรื่องนี้ก็คือ ตัวร้ายค่ะ เราค่อนข้างชอบที่เขาเลือกตัวร้ายคนนี้นะคะ เราคิดว่า มีมิติมาก ๆ ทำให้มองเห็นอีกด้านนึง (สปอยล์) หญิงสาวคนนี้ที่กลายมาเป็นผู้ก่อการร้ายเพราะครอบครัวของเธอถูกทหารอเมริกันฆ่าตายไม่ทางใดก็ทางนึง (โดยไม่เจตนา) ทำให้เธอสูญเสียจนกลายเป็นการคนแบบนี้ เราชอบ  แต่เรารู้สึกว่า คนแต่งทำลายแบ็คกราวด์ตรงนี้หมดสิ้นเมื่อเขียนเล่าถึงอดีตสามีของเธอที่เป็นคนเลวร้าย และซ้อมเธอ แล้วเขียนให้ตัวละครตัวนี้ดูถูกตัวเองว่า สมควรถูกซ้อมแล้ว มันทำลายคาแร็คเตอร์นี้ไปหมดสิ้น ทำให้ตัวละครแทนที่จะดูมิติ กลายเป็นหญิงสาวโง่ ๆ ที่ไม่รู้ความผิดชอบชั่วดีไปเลย เสียดายค่ะ

เล่มนี้สนุกกว่าที่คิด และเป็นความสนุกที่ทำเอาเราแปลกใจตัวเองเช่นกันค่ะ เพราะไม่คิดว่าจะชอบหนังสือที่ตัวละครมีความสับสนในชีวิตมากขนาดนี้ได้

คะแนนที่ 67

Right Here, Right Now // HelenKay Dimon

posted on 05 Nov 2009 15:28 by maxtreme  in Contemporary, D-Club

แม็กซ์สะสมงานเขียนของเฮเลนเคย์ ไดมอนไว้หลายเล่มแล้วล่ะค่ะ แต่ไม่ได้ฤกษ์งามยามดีในการอ่านเสียที เคยพยายามอ่านงานของเธอไปเล่มนึงแล้วนะคะ แต่ก็ไม่รอด หยุดอ่านไปกลางเรื่อง อธิบายไม่ถูกเหมือนกันว่าเพราะอะไร แต่ดูเหมือนความน่าสนใจในเรื่องมันหายไปซะเฉย ๆ

เรากลับมาสนใจงานของนักเขียนคนนี้อีกครั้ง ก็เมื่อในช่วงการไว้อาลัยให้กับการเสียชีวิตของเคท ดัฟฟี้ ได้มีการพูดถึงเฮเลนเคย์ขึ้นมา โดยบอกว่า เคทชื่นชอบงานของเธอมากแค่ไหน ถึงกับเอ่ยปากว่า งานเขียนของเฮเลนเคย์ให้ความรู้สึกเหมือนกำลังดูหนังที่แสดงโดยแคทเธอลีน แฮปเบิร์น และสเปนเซอร์ เทรซี่เลยทีเดียว

และนั่นทำให้เรารู้ว่า ถึงเวลาต้องอ่านงานของเธอแล้วล่ะ แต่เนื่องจากเราเก็บงานของเฮเลนเคย์ไว้อย่างลึกลับมาก (แปลว่า จำไม่ได้ว่าเก็บไว้ที่ไหน) ทำให้สุดท้ายแล้วก็ต้องหยิบเอาเล่มนี้ซึ่งเป็นเล่มเดียวที่หาเจอมาอ่านก่อน แม้ว่าจากคำวิจารณืจะบอกว่า เล่มนี้ไม่ใช่งานเขียนที่ดีที่สุดของเธอก็ตาม

Right Here, Right Now ของเฮเลนเคย์ ไดมอน

แม็กซ์ไม่แน่ใจว่าจะจัดประเภทของหนังสือเรื่องนี้เป็นแนวไหนดีนะคะ ระหว่างโรแมนติคคอมเมดี้ หรือโรแมนติคสืบสวน เพราะมันไม่เด่นชัดในทั้งสองแนว 

รีด ลาร์กิ้น พระเอกของเรื่องเป็นสายลับในหน่วยงานที่ลับสุดยอดของกระทรวงความมั่นคงแห่งมาตุภูมิ  หน้าที่ทีเขาได้รับคำสั่งมาก็คือ ติดตามสืบหาความจริงเกี่ยวกับความสัมพันธ์ของแก๊บบี้ เพียร์สันกับผู้ต้องสงสัยในการก่ออาชญากรรมทางการเงินคนนึง วิธีการการคือ รีดซึ่งสวมรอยเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านคอมพิวเตอร์เข้าไปสร้างความสัมพันธ์กับแก๊บบี้ด้วยการจีบเธอ ความสัมพันธ์ของทั้งคู่พัฒนามากขึ้น จนรีดรู้สึกว่า เธอกำลังจะกลายเป็นคนสำคัญในชีวิต อย่างไรก็ตามเมื่อรีดค่อนข้างแน่ใจแล้วว่า แก๊บบี้ไม่น่าจะมีความเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ เขาจึงตัดสินใจบอกเลิกกับเธอ เพราะไม่อยากให้แก๊บบี้เข้ามาพัวพันกับชีวิตสีเทาของเขา แม้ว่าใจจริงจะยังคงต้องการใกล้ชิดกับเธอก็ตาม

แต่หลังจากบอกเลิก เจ้านายของรีดก็ได้เบาะแสสำคัญ นั่นก็คือ แก๊บบี้ได้นัดหมายที่จะพบปะกับอาชญากรที่รีดต้องจับตามอง และเหตุการณ์นี้บีบบังคับให้รีดต้องกลับไปงอนง้อขอคืนดีกับแก๊บบี้อีกครั้ง

แต่มันก็ไม่ใช่เรื่องง่าย โดยเฉพาะหญิงสาวที่เจ็บแล้วจำอย่างเธอ

ปัญหาของการเขียนพล็อตของเรื่องนี้ก็คือ มันไม่ได้สื่อความเป็นไปในเรื่อง เราไม่ได้เขียนพล็อตบิดเบือนไปจากความจริงหรอกนะคะ เพียงแต่พล็อตมันไม่มีน้ำหนักหรือสาระสำคัญอะไรเลย ทุกอย่างในเรื่องนี้ขึ้นอยู่กับบทสนทนาระหว่างรีดและแก๊บบี้ รวมทั้งบรรดาตัวละครเสริมที่เป็นเหล่าเพื่อนสนิทของแก๊บบี้ ที่เป็นตัวขับเคลื่อนเรื่องนี้ และนั่นทำให้ยากมาก ๆ ที่จะบอกว่า หนังสือเรื่องนี้เป็นแนวไหน

เพราะพล็อตที่เกี่ยวกับสายลับ ทำให้คิดว่า น่าจะเป็นโรแมนติคสืบสวน แต่ความจริงมันแทบจะไม่ให้น้ำหนักเกี่ยวกับการสืบความจริง (กระทั่งจบเรื่องประเด็นนี้ก็ไม่ได้กลายมาเป็นปมอะไรให้คิดด้วยซ้ำ) 

อ่านเล่มนี้แล้วเข้าใจว่า ทำไมถึงมีการเปรียบเทียบงานของเฮเลนเคย์กับหนังของเฮปเบิร์นและเทรซี่ค่ะ เพราะบทสนทนาระหว่างแก๊บบี้และรีดเป็นตัวดำเนินเรื่อง และต้องยอมรับว่าเขียนได้น่าอ่านพอควรเลยล่ะ เพียงแต่แม็กซ์รู้สึกว่า ไม่ได้ผูกพันกับตัวละครมากพอที่จะสนใจการโต้ตอบของทั้งสองคนขนาดนั้น โดยเฉพาะในเรื่องที่พล็อตแทบจะไม่มีอะไรเลย

นักเขียนที่เขียนเรื่องแนวนี้ที่เราคิดถึงก็คือ เชลลี่ ลอว์เรนสตัน แต่สิ่งที่แตกต่างออกไปก็คือ กับงาของเชลลี่ แม็กซ์แคร์ตัวละคร และอยากรู้เรื่องของพวกเขา อยากรู้ความเป็นไปในชีวิตพวกเขา แต่ในหนังสือเล่มนี้แม็กซ์แค่ไม่สนใจ ทั้งรีดและแก๊บบี้ไม่มีจุดเด่นอะไรที่จะดึงดูดเราให้อ่านหนังสือได้ตลอดทั้งเรื่อง ซึ่งก็เป็นความน่าเสียดายอย่างยิ่งค่ะ เพราะคนแต่งเขียนได้ดีค่ะ

อยากบอกว่า เราไม่มีปัญหานะคะสำหรับหนังสือที่มีจุดเด่นอยู่ที่บทสนทนา โดยที่พล็อตเรื่องไม่มีอะไรมาก เพียงแต่อย่างน้อยก็ควรจะมีตัวละครที่มีความน่าสนใจในระดับนึง  เพราะไม่อย่างนั้นแม็กซ์ก็จะไม่อาจเพ่งความสนใจให้กับเรื่องได้ตลอด ท้ายที่สุดก็เลยกลายเป็นแค่การอ่านให้จบ ๆ ไปเท่านั้นเอง

ผิดหวังเล็กน้อยกับงานเล่มแรก (ที่ได้อ่าน) ของเฮเลนเคย์ค่ะ แต่บทสนทนาก็น่าสนใจมากพอที่จะทำให้เราคิดว่า คงจะให้โอกาสเธอในการอ่านเล่มอื่น ๆ ของเธอแน่นอน

คะแนนที่ 57

 

A Wallflower Christmas // Lisa Kleypas

posted on 04 Nov 2009 10:46 by maxtreme  in D-Club, Historical

หลังจากเลิกดองงานเขียนของลิซ่า เคลย์แพสและเริ่มต้นอ่านเรื่อง Scandal in Spring ในที่สุดก็มาถึงคิวของหนังสือเล่มนี้ค่ะ แต่ก่อนที่จะเขียนรีวิว แม็กซ์ขอใช้พื้นที่ในบลอกในการขอบคุณเพื่อนที่แสนน่ารักสองคนก่อนนะคะ

เพราะทั้งสองรักแม็กซ์มากพอที่จะซื้อหนังสือเรื่องนี้มาฝากพร้อมกัน ทั้งที่ไม่ได้มีโอกาสอะไรเป็นพิเศษ นอกจากรู้ว่า แม็กซ์ชอบอ่านงานของลิซ่า เคลย์แพส และพวกเขาบังเอิญมีโอกาสอยู่ในจังหวะเหมาะพอดี ขอบคุณมาก ๆ นะคะที่คิดถึงกัน

บอกตามตรงว่า ก่อนจะเริ่มต้นอ่านแม็กซ์ไม่ได้คาดหวังอะไรมากมายเกี่ยวกับหนังสือเรื่องนี้ค่ะ เพราะมันเป็นหนังสือออกขายในเทศกาลคริสต์มาส เพื่อเป็นของขวัญให้กันและกันในช่วงวันสำคัญ ซึ่งถ้าคาดไม่ผิดเรารู้สึกเหมือนว่า ลิซ่าเขียนเรื่องนี้มาโดยไม่ได้วางแผนล่วงหน้านานนัก เราไม่ได้คาดหวังความสนุกตามแบบหนังสือเต็มเล่มเรื่องอื่นของเธอค่ะ

และมันก็เป็นสิ่งดีที่เราคิดเช่นนั้น เพราะโดยเนื้อแท้แล้ว หนังสือเรื่องนี้ก็คือการเยี่ยมเยียนเพื่อนเก่า เหล่าสาว ๆ ไม้ประดับจากหนังสือชุด The Wallflower ที่เนื้อเรื่องแทบจะไม่มีแก่นสานอะไรให้ต้องคิดมาก

 

 

A Wallflower Christmas ของลิซ่า เคลย์แพส

ถ้านับไปแล้วเล่มนี้น่าจะถือเป็นเล่มที่ห้าในชุด The Wallflower นะคะ และเป็นเล่มเดียวที่แม็กซ์อยากจะแนะนำว่า ควรจะอ่านเล่มก่อนหน้า เพราะแม้เรื่องราวจะไม่เกี่ยวข้องอะไรกับพล็อตของสี่เล่มก่อน แต่ตัวละครในสี่เล่มแรกก็มีบทบาทสำคัญในเล่มนี้ การอ่านเล่มนี้จะมีความสนุกยิ่งขึ้น ถ้าคุณรู้จักตัวละครในเล่มก่อนหน้าค่ะ มิอย่างนั้นคุณอาจจะรู้สึกว่า ทำไมคนแต่งถึงได้ใช้เวลากับตัวละครที่ไม่ใช่ตัวเอกของเรื่องมากขนาดนี้ 

ตามชื่อเรื่องนะคะ เรื่องนี้เกิดขึ้นในช่วงวันคริสต์มาส เมื่อเรฟ พี่ชายคนโตของตระกูลโบว์แมนเดินทางมาจากอเมริกาเพื่อพบตัวกับเจ้าสาวคนที่พ่อหามาให้ เลดี้นาตาลี ลูกสาวของขุนนางผู้ที่มีความเหมาะสม และแม้ว่าเขาและบิดาจะไม่ได้ทำงานร่วมกันมานานเพราะทัศนคติไม่ตรงกัน แต่เรฟก็ต้องการที่จะมีส่วนในการขยายธุรกิจของตระกูลมายังภาคพื้นยุโรป และในเมื่อเขาก็ไม่ได้คาดหวังอะไรจากการแต่งงานอยู่แล้ว การที่บิดาเสนอตัวเลดี้นาตาลีมาให้ จึงเป็นสิ่งที่เรฟคิดจะทำตาม

แต่แล้วเขาก็ได้พบกับญาติของเลดี้นาตาลี ซึ่งก็คือฮันน่าห์ และเธอก็เป็นคนทำให้เขาเปลี่ยนใจ

ปัญหาใหญ่กับเล่มนี้ของแม็กซ์คล้ายคลึงกับเรื่อง Scandal in Spring ค่ะ แต่เล่มนี้เลวร้ายยิ่งกว่า เพราะเราไม่รู้สึกว่าเรฟและฮันน่าห์มีความน่าสนใจอะไรเลย นอกจากนี้ประเด็นที่เป็นปัญหาขัดขวางความรักของทั้งคู่ก็แทบจะไม่มีสาระอะไรเลย เรฟซึ่งถูกบรรยายว่าเป็นชายหนุ่มผู้มีความสามารถ และเดินออกจากทรัพย์สมบัติของตระกูล ไม่ต้องการเงินหรือมรดกจากบิดา และนั่นหมายความว่า การตัดสินใจแต่งงานกับหญิงคนไหนเป็นการตัดสินใจของเรฟเพียงคนเดียว การเล่นประเด็นว่าพ่อของเขาไม่เห็นชอบในตัวฮันน่าห์จึงดูไม่น่าเชื่อ และไม่มีน้ำหนัก เราไม่รู้สึกว่านั่นเป็นความขัดแย้งเพียงพอที่จะทำให้เรื่องน่าสนใจ

นอกจากนี้แล้วพฤติกรรมของเรฟในบางช่วงก็ดูขัดแย้งกัน โดยเฉพาะเรื่องจดหมายที่เขาเขียน แล้วเผาทิ้ง แต่มีสาวใช้ไปพบเสียก่อน แม็กซ์ไม่รู้นะคะ แต่เรารู้สึกว่า นั่นไม่ใช่สิ่งที่คนอย่างเรฟจะทำ มันดูโรแมนติคเกินกว่าที่คาแร็คเตอร์ของเขาจะวางไว้ ที่สำคัญเราไม่รู้สึกถึงความลึกซึ้งระหว่างเรฟ และฮันน่าห์ที่น่าเชื่อมากพอที่เขาจะแสดงความรู้สึกอย่างลึกซึ้งปานนั้นออกมาในจดหมาย โอเคนะคะมันซึ้ง แต่มันไม่เข้ากับคาแร็คเตอร์ของตัวละคร

นอกจากนี้อย่างทีบอกค่ะ มันเป็นหนังสือเยี่ยมเพื่อนเก่า จึงมีเรื่องราวของสี่สาวที่เป็นนางเอกในสี่เล่มแรกพอสมควร ซึ่งจุดนี้เราชอบนะคะ เหมือนได้พบกับเพื่อนเก่า แต่ในขณะเดียวกันมันก็เป็นการทำลายโฟกัสของคนอ่านที่มีต่อคู่หลัก  ทำให้ทุกครั้งที่เรื่องกล่าวถึงเรฟหรือฮันน่าห์ เราจะรู้สึกเบื่อหน่ายอย่างรุนแรง (เท่าที่อ่านหนังสือคริสต์มาสมานะคะ เราชอบเรื่อง The Present ของโจฮันน่า ลินด์เซย์มากกว่าเพื่อนค่ะ เพราะเอาทั้งตัวละครเก่ามาโชว์ให้แฟนหนังสือหา่ยคิดถึง แต่ในขณะเดียวกันคู่หลักในเล่มก็ดูมีความน่าสนใจ และที่เด็ดกว่าก็คือ ในเล่มนั้นมีเรื่องคู่รองอีกต่างหาก)

สิ่งที่ได้จากการอ่านเรื่องนี้ก็คือ ทำให้อยากกลับไปอ่านเรื่อง Devil in Winter อีกรอบ (เพราะมันเป็นเรื่องราวในชุดที่แม็กซ์บอกได้เต็มปากว่าชอบมาก) ทั้งที่จริงแล้วก็เพิ่งอ่านจบไปก่อนจะเริ่มต้นอ่านเล่มนี้ไม่นาน 

แม็กซ์ไม่แนะนำหนังสือเรื่องนี้ให้กับคนที่ไม่เคยอ่านงานของลิซ่า เคลย์แพสมาก่อนนะคะ แต่สำหรับคนที่เป็นแฟนงานของเธอ โดยเฉพาะชอบชุด The Wallflower มาก ๆ ก็ไม่ควรพลาด แต่บอกตามตรงว่า ถ้าแม็กซ์ไม่ได้หนังสือเล่มนี้มาฟรี ก็คงจะรู้สึกเสียดายเงินไม่น้อย เพราะต้นฉบับภาษาอังกฤษนั้นออกเป็นปกแข็ง (ซึ่งทำให้มีราคาแพง) แต่ฉบับภาษาไทยที่แปลก็ไม่แพงเท่าไหรนะคะ 

คะแนนที่ 53

Scandal in Spring // Lisa Kleypas

posted on 03 Nov 2009 10:05 by maxtreme  in C-Club, Historical

เพราะความสนุกของเรื่อง Devil in Winter จึงเป็นผลให้แม็กซ์ตัดสินใจที่จะไม่อ่านหนังสือเล่มต่อมาของลิซ่า เคลย์แพสอีกเลย เราคิดว่า สำหรับนักเขียนที่เขียนเรื่องได้สนุกมากขนาดนั้นแล้ว หนังสือเล่มต่อมาของเธอก็ย่อมถูกนำไปเปรียบเทียบ (และพบว่า สนุกสู้ไม่ได้) เราจึงคิดว่าเป็นการไม่ยุติธรรมกับหนังสือเรื่องนี้ หากเราจะอ่านทั้งที่ในสมองของเรายังคงประทับใจไปกับเรื่องราวของเรื่อง Devil in Winter

มันเป็นเวลาสามปีแล้วค่ะที่เราคิดอย่างนั้น แม็กซ์ไม่ได้อ่านหนังสือที่เขียนโดยลิซ่า เคลย์แพสอีกเลยนักจากอ่านเรื่อง DIW ในที่สุดเราก็รู้ว่า ถึงเวลากลับมาอ่านได้แล้ว และเพราะเวลาที่ทิ้งช่วงนานพอสมควร แม็กซ์จึงไม่คิดว่า ความเห็นของเราเกี่ยวกับหนังสือเล่มนี้จะได้รับผลกระทบมาจากความสนุกของ DIW นะคะ แต่เป็นการตัดสินเล่มนี้ที่ตัวของมันเอง

แต่ก่อนจะเริ่มรีวิว แม็กซ์อยากพูดถึงการสร้างตัวละครของนักเขียนนิดหน่อยนะคะ แน่นอนว่านักเขียนทุกคนย่อมอยากจะเขียนตัวละครของตัวเองให้มีความยิ่งใหญ่ ไม่ใช่ในแง่ของความร่ำรวย หรือความเก่ง แต่เป็นความเป็นตัวของเขาเองที่ยิ่งใหญ่ในสายตาคนอ่าน แม็กซ์คิดว่า นักเขียนก็คงจะคิดถึงคาแร็คเตอร์ทุกตัวที่พวกเขาสร้างขึ้นเหมือนลูกคนนึงของพวกเขา นั่นคือมีความรักให้เท่าเทียมกัน (ในระดับหนึ่ง) ตัวละครทุกตัวสำหรับนักเขียนมีความน่าประทับใจ และเรื่องราวที่แตกต่างกัน 

แต่ในสายตาคนอ่าน แม้จะเป็นนักเขียนคนเดียวกัน แต่ตัวละครแต่ละตัวก็โดนใจคนอ่านไม่เท่ากัน สำหรับงานของลิซ่า เคลย์แพส แม็กซ์บอกตามตรงว่า ตัวละครที่โดนใจเรามากที่สุดก็คือ เดเร็ค คราเว่น และเซบาสเตียน ลอร์ดเซ็นต์วินเซ็นต์  ดังนั้นจึงเป็นเรื่องช่วยไม่ได้เลยที่เราต้องนำเอาตัวละครที่เหลือมาเปรียบเทียบกับทั้งสองคน แม้ว่าเรื่องราวที่พวกเขาบอกเล่า จะไม่ได้เหมือนหรือคล้ายคลึงกันเลยก็ตาม

นอกจากนี้แล้ว แม็กซ์เคยคุยกับเพื่อนคนนึงนะคะ เธอบอกให้แม็กซ์ฟังว่า เธอไม่อาจอ่านหนังสือชุดแม็คเกรเกอร์ของนอร่า โรเบิร์ตที่เป็นเรื่องราวของคนในรุ่นหลานให้สนุกได้ เพราะเธอมักจะนำพวกเขาไปเปรียบเทียบกับความสำเร็จที่คนรุ่นพ่อมีกัน ใครล่ะจะเทียบเคียงกับประธานาธิบดี (อลัน) หรืออัยการสูงสุด (เคน) หรือนักวาดการ์ตูนผู้กลายเป็นตำนาน (แกรนท์) ได้ เธอไม่อาจอ่านเรื่องความรักของช่างไม้ที่ตกหลุมรักหลานสาวของเดเนียล (ใน The Perfect Neighbor) โดยไม่คิดว่า คนรุ่นหลานช่างเก่งไม่เท่ากับบุพการีของพวกเขาเลย 

สำหรับแม็กซ์เราไม่ได้มีปัญหาในประเด็นนี้ เพราะเราเริ่มอ่านที่เรื่องรุ่นหลานก่อนค่ะ แต่เราก็พอจะเข้าใจในสิ่งที่เพื่อนของเราพูด เพราะนั่นคือความรู้สึกของแม็กซ์ในเล่มนี้ 

 

 

Scandal in Spring ของลิซ่า เคลย์แพส

หนังสือเล่มนี้เป็นเล่มที่สี่ในชุด The Wallflower เรื่องราวของสี่สาวที่ไม่ได้รับความสนใจจากชายหนุ่มในวงสังคม พวกเธอพบกันและเป็นเพื่อนกัน ในเล่มนี้ซึ่งเป็นเล่มสุดท้ายของชุดเป็นเรื่องราวของเดซี่ โบว์แมน ทายาทเศรษฐีชาวอเมริกันผู้ซึ่งบิดาหมดความอดทนกับการที่เธอไม่ได้รับข้อเสนอแต่งงานจากใครสักคนสักที ถึงขนาดยื่นคำขาดกับเดซี่ว่า หากเธอยังไม่มีใครมาขอ เขาก็จะจับเธอแต่งงานกับลูกน้องหนุ่มผู้มีอนาคตไกลของเขา

นั่นเป็นสิ่งสุดท้ายที่เดซี่ต้องการ จากความทรงจำแม็ทธิว สวิฟก็คือชายที่มีความคล้ายคลึงกับผู้เป็นบิดาของเธอมากที่สุด มากยิ่งกว่าพี่ชายของเธอเสียอีก และนั่นเป็นสามีที่เดซี่ไม่ต้องการ เธอไม่อยากมีชีวิตกับชายอีกคนที่ควบคุมและับังคับชีวิตของเธอ ดังนั้นเดซี่และอีกสามสาวเพื่อนสนิทจึงวางแผนเพื่อให้เดซี่ได้พบกับชายในฝันให้เร็วที่สุด

แต่เมื่อเดซี่ได้พบกับแม็ทธิวอีกครั้ง เธอก็รู้ว่า เขาไม่ใช่ชายคนที่เธอจำได้ และอย่างไม่รู้ตัว ความสัมพันธ์ของทั้งสองก็ได้เริ่มต้นพัฒนาขึ้น แต่ความรักไม่ได้ลงเอยกันง่าย ๆ แม้แม็ทธิวจะเป็นคนที่พ่อของเธอเลือก เพราะอดีตของแม็ทธิวกำลังจะกลับมาหลอกหลอนเขา

ช่วงขึ้นต้นเรื่องแม็กซ์คิดว่าหนังสือมีความน่าสนใจมาก ๆ แต่เมื่อเริ่มดำเนินเรื่อง โดยเฉพาะการช่วงเวลาที่เดซี่และแม็ทธิวเรียนรู้ระหว่างกันและกัน เรากลับรู้สึกว่าเป็นการเล่าเรื่องที่น่าเบื่อ ไม่รู้สิคะ อาจจะเป็นเพราะแม็กซ์ไม่ชอบเรื่องราวการ "จีบ" กันของตัวละครโดยที่ไม่มีพล็อตอื่นเข้ามาเกี่ยวข้องด้วยมั้งคะ เรารู้สึกว่า เบื่อมาก ๆ กับการอ่านช่วงกลางเรื่อง ความน่าสนใจหายไปจนหมด ซึ่งตามความเห็นของแม็กซ์ เราโทษที่ความน่าสนใจของตัวละครค่ะ

ในเมื่อพล็อตเรื่องไม่น่าสนใจแล้ว อย่างน้อยตัวละครก็น่าจะมีพลังพอที่จะขับเคลื่อนเรื่องได้ แต่ในเล่มนี้ทั้งเดซี่ และแม็ทธิวไม่มีความน่าสนใจในตัวเอง เดซี่เป็นน้องสาวตัวน้อยของลิเลี่ยน (นางเอกในเล่มสองของชุดเรื่อง It happened one autumn) ซึ่งเป็นตัวละครที่มีบุคลิคค่อนข้างโดดเด่น เราอ่านเล่มนี้แล้วรู้สึกว่า หลายฉากความน่าสนใจไม่ได้โฟกัสอยู่ที่ตัวเดซี่เลยด้วยซ้ำ แต่กลับเป็นลิเลี่ยนที่ขโมยซีนไปหมด ไม่ว่าจะเป็นความไม่ชอบใจในตัวแม็ทธิวที่ลิเลี่ยนแสดงออกมาชัดเจน เรื่องราวที่ให้น้ำหนักไปกับการตั้งครรภ์ของลิเลี่ยน หลายครั้งเรารู้สึกว่าเดซี่ถูกกลบรัศมีจนแทบมองไม่เห็น

ส่วนแม็ทธิว เราชอบการเปิดตัวของเขานะคะ ชายหนุ่มผู้สร้างตัวเองจากไม่มีอะไร จนกลายเป็นมือขวาของพ่อของเดซี่ แต่หลังจากการเปิดตัวแล้ว เรื่องราวของเขาก็เลือนหายไปอีกเช่นกัน อาจเพราะคนแต่งต้องการเก็บความหลังของเขาเอาไว้เพื่อเฉลยในตอนท้าย แต่การไม่พูดถึงมันก็ทำให้พลังของแม็ทธิวในแง่ของความเป็นพระเอกถูกบั่นทอนลงไป เพราะเราไม่รู้ว่า เขาต้องใช้ความพยายามมากแค่ไหนในการมาสู่จุดที่เขาเป็นในปัจจุบัน และที่แย่ไปยิ่งกว่าก็คือ การที่บรรดาพระเอกในเล่มก่อนหน้าที่พาเหรดกันมามีบทในเรื่องนี้ (ซึ่งแม็กซ์ชอบนะคะ โดยเฉพาะการได้เห็นเซบาสเตียนอีกครั้ง ก็มากพอจะทำให้เรากลับไปอ่าน DIW อีกรอบได้เลย) แต่มันทำให้เกิดการเปรียบเทียบระหว่างเขาและคนอื่น ๆ ซึ่งสำหรับแม็กซ์แล้ว เราคิดว่าเขาออกมาดูด้อยกว่า (เพราะไม่มีการพูดถึงความหลังที่เขาสร้างตัวเองมาอย่างยากลำบาก) 

โดยรวมหนังสือเล่มนี้ไม่ได้แย่หรือเลวร้ายอะไรนะคะ แต่สำหรับงานของลิซ่า แม็กซ์คาดหวังมากกว่านี้ค่ะ (ซึ่งไม่ใช่ความผิดของคนแต่ง แต่เราก็ห้ามตัวเองไม่ได้)

คะแนนที่  63