The Thief // Megan Whalen Turner

posted on 03 Jul 2009 21:51 by maxtreme  in C-Club, Non-Romance

การอ่านหนังสือชุดนี้เป็นประสบการณ์การอ่านที่ประหลาดของแม็กซ์ค่ะ เพราะเริ่มต้นอ่านตั้งแต่เล่มสาม ไล่ย้อนไปเล่มสอง ก่อนจะปิดท้ายด้วยการอ่านเล่มหนึ่ง แต่รู้อะไรไหมคะ แม็กซ์คิดว่า เราเริ่มอ่านยังงี้ก็ดีเหมือนกัน เพราะมันเหมือนเราเดินย้อนรอยการเดินทางของเขา และสังเกตถึงร่องรอยที่เขาทิ้งไว้ ก่อนที่เขาจะไปถึงจุดหมาย

ในเล่มสาม The King of Attolia ยูเจนิดิสได้ขึ้นเป็นกษัตริย์แห่งอาณาจักรแอตโทเลีย เราเรียนรู้ว่ามันเกิดขึ้นได้ยังไงในเล่มที่สอง The Queen of Attolia และในเล่มแรกของชุด เราได้พบเห็นยูเจนิดิสเป็นครั้งแรก เมื่อเขาเล่นละครตบตาครั้งยิ่งใหญ่ และสร้างชื่อให้กับตัวเองเป็นครั้งแรกในฐานะจอมโจรแห่งเอ็ดดิส

 

 

 The Thief ของเมแกน วาเลน เทอร์เนอร์

อย่างที่บอกนะคะ นี่เป็นการอ่านย้อนต้น ดังนั้นถ้าคุณเผลออ่านรีวิวของแม็กซ์ที่เขียนไว้กับเรื่อง The King of Attolia และ The Queen of Attolia ไปแล้ว คุณก็โดนสปอยล์ความลับสำคัญในเล่มนี้ไปเต็ม ๆ แล้วล่ะ 

เริ่มนี้เปิดเรื่องในคุกของกษัตริย์แห่งซูนิส เมื่อปากทำให้เจ็นต้องตกอยู่ในสถานการณ์อันยากลำบาก เขาโอ้อวดถึงความเ็ป็นจอมโจรที่เก่งกาจ แต่สุดท้ายเขาก็มาจบลงในคุกแห่งนี้ ดังนั้นเมื่อที่ปรึกษาของกษัตริย์เสนอทางออกให้ โดยแลกกับการขโมยอะไรบางอย่างที่ยังไม่เปิดเผย เจ็นจึงตอบตกลง และนี่เป็นจุดเริ่มต้นของการเดินทางจากซูนิส ไปสู่เอ็ดดิส และสิ้นสุดลงที่แอตโทเลีย ที่ซึ่งเขาได้เผชิญหน้ากับราชินีแห่งแอตโทเลียเป็นครั้งแรก

หลายคนพูดตรงกันว่า หนังสือเล่มแรกในชุดเล่มนี้เป็นเล่มที่น่าเบื่อมากที่สุด ซึ่งแม็กซ์ก็เห็นจริงด้วยค่ะ เพราะมันไม่ค่อยน่าสนใจมากนัก เวลาส่วนใหญ่หมดไปกับการเดินทาง แต่อย่างไรก็ตามเราคิดว่า มันจำเ็ป็นสำหรับคนที่คิดจะติดตามอ่านหนังสือชุดนี้ เพราะมันปูพื้นหนังสือชุดนี้ไว้ทั้งชุด (และนั่นเป็นเหตุผลที่แม็กซ์คิดว่า การที่ตัวเองเริ่มต้นอ่านที่เล่มสามเป็นการตัดสินใจที่ถูกต้อง เพราะถ้าเราเริ่มที่เล่มนี้ มีหวังคงเลิกอ่านไปแล้วล่ะ) โดยเฉพาะความเห็นทางการเมืองเกี่ยวกับการอยู่รอดของทั้งสามอาณาจักรอย่างซูนิส, เอ็ดดิส, และแอตโทเลีย ที่สุดท้ายแล้วก็มาบรรจบกับตอนจบในเรื่อง TKOA (สปอยล์) ที่บอกว่า ทั้งสามอาณาจักรต้องรวมกันเป็นหนึ่งถ้าหากอยากจะเอาตัวรอดจากสงครามที่จะต้องเกิดขึ้นกับพวกเมเดส เพียงแต่สิ่งที่ที่ปรึกษาของกษัตริย์แห่งซูนิสคิดไว้ก็คือ กษัตริย์ของเขาจะเป็นคนรวมสามชาติเอาไว้ได้ แต่เมื่อจบเล่มสามเราเห็นอย่างชัดเจนแล้วว่า เป็นยูเจนิดิสต่างหากที่ต้องรับภาระนั้นเอาไว้

และเนื่องจากเรารู้อยู่แล้วว่า ทริคสำคัญของเรื่องนี้ อยู่ที่ตรงไหน (สปอยล์) ซึ่งก็คือ การที่เจ็นเป็นจอมโจรแห่งเอ็ดดิส และทำงานให้กับเอ็ดดิสมาตลอด และหลอกใช้ที่ปรึกษาแห่งซูนิสเป็นเครื่องมือในการตามหาสิ่งที่เขาต้องการ ทำให้การอ่านเรื่องนี้ไม่มีจุดพลิกผันที่ทำให้เรารู้สึกว่า ถูกหลอก แต่นั่นไม่ใช่ความผิดของคนแต่งหรอกนะคะ เราดันอ่านสลับลำดับซะเอง

สำหรับแม็กซ์การอ่านเรื่องนี้ก็คือการเรียนรู้ทุกอย่างเกี่ยวกับยูเจนิดิส และทำให้เรามองเห็นการเปลี่ยนแปลงของเขาอย่างชัดเจน ที่เริ่มต้นจากการฆ่าคนครั้งแรกซึ่งเกิดในเล่มนี้ ไปจนถึงการที่เขาฆ่ามือสังหารที่ส่งมาลอบฆ่าเขาในเล่มสาม  เรามองเห็นความแตกต่างที่เกิดขึ้นกับยูเจนิดิสได้อย่างชัดเจน และทำให้เราเข้าใจว่า ทำไมถึงได้จัดประเภทให้หนังสือชุดนี้เป็นวรรณกรรมเยาวชน นั่นก็เพราะเล่มนี้ค่อนข้างเหมาะกับเยาวชน ในขณะที่สองเล่มหลังมีประเด็นที่อาจจะรุนแรงมากกว่า แต่นั่นก็เป็นเพราะตัวละครเติบโตขึ้น และพบว่า โลกไม่ได้สมบูรณ์แบบ

นอกจากนี้ตัวละครที่คาดว่าน่าจะเป็นตัวเอกในเล่มสี่ (ที่จะออกขายในเดือนมีนาคมปีหน้าเรื่อง A Conspiracy of Kings) ก็เป็นตัวละครที่ปรากฎตัวในเล่มนี้ (ซึ่งคุณจะไม่ได้เห็นเขาจากการอ่านเล่มสองและสาม) ทำให้นี่เป็นแรงกระตุ้นให้เราพยายามอ่านเล่มนี้ให้จบ แม้ว่ามันจะน่าเบื่อมาก ๆ ก็ตาม

จบเล่มนี้ก็ได้เวลาย้อนกลับไปอ่านเล่มสามอีกรอบค่ะ เพราะเราคิดว่า เราได้ข้อมูลครบถ้วนแล้วที่จะทำความเข้าใจสิ่งที่เกิดขึ้นในเล่มนั้น 

สำหรับเล่มนี้คะแนนที่  63

 

 

edit @ 3 Jul 2009 22:13:40 by max

The Queen of Attolia // Megan Whalen Turner

posted on 02 Jul 2009 17:11 by maxtreme  in B-Club, Non-Romance

วันนี้เขียนรีวิวช้าเพราะมัวแต่นั่งอ่านเล่มนี้อยู่แหละค่ะ (หลังจากที่อดทนไม่ไหวต้องลางาน แวะไปร้านหนังสือ แล้วมุ่งตรงกลับบ้านเพื่ออ่านทันที) ตอนแรกก็ลังเลนิดเดียว (แค่นิดเดียวเท่านั้น) ว่าจะอ่านเล่มนี้ หรือเรื่อง The Thief ที่เป็นเรื่องแรกในชุดก่อนดี แต่สุดท้ายก็ทำตามใจตัวเองที่อยากอ่านเล่มนี้ก่อน

 

 

The Queen of Attolia ของเมแกน วาเลน เทอร์เนอร์

คนที่อ่านรีวิวเรื่อง The King of Attloia ก็คงจะโดนสปอยล์เหตุการณ์ในเล่มนี้ไปหลายฉากแล้วล่ะค่ะ แต่รู้อะไรไหมคะ แม็กซ์กลับรู้สึกว่า การเริ่มต้นอ่านที่เล่มสามก่อน แล้วย้อนมาเล่มนี้กลับทำให้เรามองเห็นเสน่ห์ และเกร็ดเล็ก ๆ น้อย ๆ ในเล่มนี้ได้ดีมาก ๆ 

หนังสือเล่มนี้เป็นเล่มที่สองในชุด และบอกเล่าเรื่องราวที่มาที่ไปของการที่ ยูเจนิดิส ผู้ที่เป็นจอมโจรแห่งเมืองเอ็ดดิสกลายมาเป็นราชาแห่งแอตโตเลียได้อย่างไร ในเล่มสามเราได้รู้แล้วว่า ยูเจนิดิสเป็นกษัตริย์ที่ชาญฉลาดแค่ไหน แต่ในเล่มนี้เราได้มองเห็นอีกด้านนึงของเขาที่เติบโตจากเด็กชายมาเป็นผู้ใหญ่ และต้องทำทุกอย่างเพื่อทำให้เกิดสันติภาพในดินแดนที่เขาอาศัยอยู่

ในตอนเปิดเรื่องยูเจนิดิสซึ่งถูกราชินีแห่งเอ็ดดิสส่งตัวไปแอตโตเลียเพื่อลอบสืบความลับ แต่เหตุการณ์ที่ไม่น่าเกิดขึ้นก็ได้เกิดขึ้น เขาถูกจับตัวได้ และโทษที่เขาได้รับกลับไม่ใช่ความตาย 

มันโหดร้ายกว่านั้น สำหรับคนที่เติบโตมาโดยใช้ความสามารถในการขโมย ยูเจนิดิสสูญเสียมือข้างขวาของเขาไป คำสั่งนั้นมาจากราชินีแห่งแอตโทเลีย ทางออกที่โหดร้าย มันดูเหมือนว่า จอมโจรแห่งเอ็ดดิสได้จบสิ้นไปแล้ว

ยูเจนิดิสถูกส่งกลับเอ็ดดิสอย่างพ่ายแพ้ เขาหมกมุ่นอยู่กับสิ่งที่เขาสูญเสีย ถึงขนาดคิดจะละทิ้งทุกอย่าง กลับไปเรียนหนังสือ และมีชีวิตที่น่านับถือ แต่แล้วสงครามที่เกิดขึ้นระหว่างเอ็ดดิส และแอตโตเลีย รวมทั้งดินแดนใกล้เคียงกันอย่างซูนิสก็ทำให้จอมโจรแห่งเอ็ดดิสต้องกลับมามีบทบาทอีกครั้ง และคราวนี้เขาต้องทำมันให้สำเร็จด้วยมือที่เหลือเพียงข้างเดียว

หากจะมองว่าเล่มสามในชุดเป็นเรื่องราวการชิงอำนาจกันทางการเมือง ในเล่มนี้ก็คือเอาชนะกันในการทำสงคราม ศึกระหว่างสามดินแดนซับซ้อน และเต็มไปด้วยการซ้อนแผนกันไปมา ที่เลวร้ายไปกว่านั้น ผู้เล่นใหม่ก็กำลังจะเข้ามายึดครองทั้งสามประเทศ นั่นก็เมเด ประเทศที่อยู่นอกคาบสมุทรออกไป แต่หวังจะยึดดินแดนใดดินแดนนึงเพื่อเริ่มต้นการรุกรานเข้ามา อัครราชทูตแห่งเมเดเริ่มต้นด้วยการผูกสัมพันธ์กับราชินีแห่งแอตโทเลีย ผู้ที่ครอบครองแผ่นดินท่ามกลางความไม่สงบของข้าราชบริพานภายในประเทศของเธอเอง แอตโทเลียเป็นราชินีตั้งแต่เยาว์วัย เธอเรียนรู้กลยุทธ์การครอบครองอำนาจในบ้านของคู่หมั้นของเธอ เมื่อเขาและพ่อของเขาวางแผนที่จะยึดครองอาณาจักรของเธอ ภายหลังจากทั้งคู่ได้แต่งงานกัน

พวกเขาแต่งงานกัน และแอตโทเลียวางยาพิษฆ่าเขาในคืนวันแต่งงาน เธอประกาศความเป็นราชินีผู้อำมหิตในวันนั้น ยึดครองอำนาจในประเทศที่แทบจะตกอยู่ท่ามกลางสงครามกลางเมือง การเดินเกมส์การเมืองอันชาญฉลาดของเธอ ทำให้สามารถยึดหน่วยเหล่าบารอนที่ล้วนแต่เตรียมตัวจะก่อกบฎไว้ได้ แต่แอตโทเลียกำลังจะเดินมาสุดทางของเธอแล้ว ความขัดแย้งที่เกิดกับเอ็ดดิส สงครามที่ต้องทำกับซูนิส กำลังผลักแอตโทเลียให้เข้าใกล้กับการเป็นพันธมิตรของเมเดเข้าทุกที

และนั่นเป็นสิ่งที่เอ็ดดิสไม่ต้องการให้เกิดขึ้น 

ดังนั้นภารกิจครั้งนี้สำหรับยูเจนิดิสจึงใหญ่หลวง รางวัลคือสันติภาพ ความล้มเหลวไม่อาจจะเกิดขึ้นได้ แต่นอกเหนือจากหน้าที่ที่เขาทำให้ราชินีของเขา ส่วนแบ่งของตัวยูเจนิดิสเองก็สูงค่าไม่แพ้กัน เพราะมันคือสิ่งที่เขาใฝ่ฝันมาตลอดชีวิต

หนังสือชุดนี้อย่างที่บอกไม่ใช่โรแมนซ์ แต่แม็กซ์ซึ่งเป็นแฟนโรแมนซ์อ่านเล่มนี้ด้วยสายตาของคนที่มองหาโรแมนซ์ (หวังว่าจะเข้าใจที่เขียนนะคะ) ดังนั้นแน่นอนว่า การชิงไหวชิงพริบกันของตัวละครในเรื่องจะสนุกมาก แต่สิ่งที่ดึงแม็กซ์ไว้ตลอดเรื่องก็คือยูเจนิดิสและแอตโทเลีย

การอ่านเล่มนี้ทำให้เราเข้าใจความสัมพันธ์ของทั้งคู่ที่เกิดใน The King of Attolia ได้ดีขึ้น ในขณะเดียวกันก็ได้มองเห็นเข้าไปในความคิดของแอตโทเลียเป็นครั้งแรก (ซึ่งคุณจะไม่ได้เห็นหรอกถ้าอ่าน TKOA) และพบว่าแม็กซ์ชอบเธอไม่น้อยกว่ายูเจนิดิสเลย เธอเหี้ยมโหด เย็นชา และเลือดเย็น แต่ในขณะเดียวกันเมื่อเธอรัก แอตโทเลียก็ทำได้ทุกอย่าง (สปอยล์) เห็นได้จากการที่เธอไม่ยอมให้ตั้งแท่นบูชาเทพเจ้าของชาวเอ็ดดิสในเมืองของเธอ เพราะเธอคิดว่าพวกเขาทรยศเจ็น ก่อนที่จะสาบานต่อเหล่าเทพเจ้าว่า เธอจะสร้างแท่นบูชาให้พวกเขาไว้ยังที่สูงสุดของเมือง ถ้าเพียงแต่พวกเขาจะคืนยูเจนิดิสกลับมาให้เธออีกครั้ง ซึ่งคุณสมบัติเหล่านี้ของแอตโืทเลียได้ถูกย้ำให้เห็นอย่างชัดเจนใน TKOA 

ดังนั้นแม็กซ์จึงบอกไม่ถูกนะคะว่า ลำดับการอ่านควรจะเป็นยังไง แต่สำหรับเรา การที่ได้อ่านเล่มสามก่อนไม่ใช่เรื่องเสียหาย และไม่ได้บั่นทอนความสนุกของเล่มสองลงเลย (เพียงแต่เมื่ออ่านจบ แม็กซ์ก็กำลังจะย้อนกลับไปอ่านเล่มสามอีกรอบ) 

ชอบชุดนี้มาก และบ้ามาก ๆ ไปแล้วล่ะ คะแนนที่ 83

Whatever it is

posted on 01 Jul 2009 16:54 by maxtreme  in Contest

โปรดรายงานตัวด่วนนะคะ เพราะแม็กซ์ยังไม่ได้รับการติดต่อจากคุณเลยค่ะ จากที่คุณเป็นผู้โชคดีจากการจับสลากของรางวัลจากงาน RTตามลิงค์นี้นะคะ

แม็กซ์ขออนุญาตให้เวลาจนถึงวันจันทร์หน้านะคะ  ถ้าไม่ติดต่อกลับมาแม็กซ์จะจับสลากใหม่ค่ะ เพราะอยากจะส่งของทั้งหมดให้ก่อนที่เราจะไปอเมริกาาในวันเสาร์หน้า (ที่สิบเอ็ด)

และขอที่อยู่ของคนที่ขอรับที่คั่นหนังสือตามรายชื่อต่อไปนี้ด้วยค่ะ

2. ฉัน ชื่อ ยีน

 

3. bis

5. mirai

8. tick

9. nunan

10. chu6216067

ขอบคุณมากนะคะ

The King of Attolia // Megan Whalen Turner

posted on 30 Jun 2009 11:45 by maxtreme  in A-Club, Non-Romance

วันนี้ขอบรรยากาศเปลี่ยนแนวรีวิวหนังสือที่ไม่ใช่โรแมนซ์กันบ้างนะคะ หลายคนอาจจะไม่รู้ แต่แม็กซ์ไม่ได้อ่านหนังสือโรแมนซ์เพียงอย่างเดียว (แม้จะอ่านเป็นหลักของชีวิตไปแล้วก็ตาม) บางทีอารมณ์มันก็เรียกร้องให้อ่านอะไรอย่างอื่นบ้าง ซึ่งส่วนใหญ่ไม่ได้เอามาเล่าให้ฟังกันในบลอกนี้หรอกนะคะ อย่างเมื่อสักสามอาทิตย์ก่อนเกิดอาการบ้างานเขียนของฟิลิปป้า เกรกอรี่อย่างหนักหลังจากได้ดูหนังเรื่อง The Other Boleyn Girl เลยนั่งอ่านหนังสือของเธอทั้งชุดติดกันไปห้าเล่มภายในเวลาสองวัน ทำเอาเกิดอาการเบื่อเรื่องที่เกิดในยุคอลิซาเบเธียนไปเลยล่ะ

ย้อนกลับมาที่หนังสือเล่มนี้ ซึ่งแม็กซ์ก็ขอบอกว่าเราช้ามาก ๆ กับกลุ่มแฟนหนังสือที่เขาบ้าชุดนี้กันมาก่อนหน้าเรา และด้วยความที่ไม่รู้เรื่องอะไรเลย แม็กซ์ก็ไม่รู้จักหนังสือเล่มนี้แม้แต่น้อย และไม่สนใจอ่านด้วยซ้ำ (ถึงจะเห็นวางขายตามร้านหนังสือทั่วไป) จนกระทั่งเพื่อนคนนึงกล่าวถึงเรื่องชุดนี้อย่างน่าฟัง (เธอเกิดอาการนี้หลังจากได้ข่าวว่า เล่มที่สี่ในชุดจะวางขายราวเดือนมีนาคมปีหน้า) มากขนาดที่ทำให้แม็กซ์ตัดสินใจสั่งซื้อเล่มนี้จากร้านหนังสือประจำ 

 

 

The King of Attolia ของเมแกน วาเลน เทอร์เนอร์

หนังสือเล่มนี้เป็นเล่มที่สามในชุดที่เล่าเรื่องราวชีวิตและการเติบโตของยูเจนิดิสที่ชีวิตเริ่มต้นด้วยการเป็นจอมโจร ก่อนที่จะจบลงที่เล่มนี้ด้วยการครองบัลลังค์แห่งแอตโทเลีย ซึ่งแม็กซ์กล้ายืนยันได้ว่า ถึงคุณไม่เคยอ่านหนังสือสองเล่มแรก คุณก็อ่านเล่มนี้ได้รู้เรื่องแน่นอน เพราะแม็กซ์ได้ทำมาแล้ว แต่ไม่รับประกันนะคะว่า ถ้าคุณอ่านเล่มนี้จบแล้ว คุณจะไม่อยากกลับไปอ่านสองเล่มแรก เพราะนี่คือสิ่งที่แม็กซ์จะทำทันทีที่ได้หนังสือสองเล่มนั้นมาในครอบครอง

หนังสือโฆษณาว่าเป็นวรรณกรรมสำหรับเยาวชน (แม้ว่าแม็กซ์จะหาข้อมูลอย่างนั้นในตัวเล่มไม่เจอ --- เราอ่านจากต้นฉบับภาษาอังกฤษ เราแน่ใจว่าฉบับแปลเป็นไทยใช้คำว่า วรรณกรรมเยาวชน แต่ในภาษาอังกฤษไม่ได้มีบอกไว้) แต่บอกตามตรงว่า โดยเนื้อเรื่องแล้ว มันไม่ใช่ประเด็นสำหรับเด็ก (เล็ก ๆ) เลย มันเป็นเรื่องราวที่ผู้ใหญ่ก็สนุกไปกับมันได้ เพียงแต่ไม่มีฉากเซ็กส์ และความรุนแรงเหมือนกับหนังสือนิยายทั่วไปเท่านั้นเอง

สิ่งที่ทำให้แม็กซ์สนใจเรื่องนี้ได้มีสองอย่าง จากคำโฆษณาของเพื่อน เรื่องราวความรักระหว่างราชาและราชินีแห่งแอตโทเลียเป็นความรักชนิดที่คงจะโดนใจแม็กซ์ และเรื่องราวการชิงไหวชิงพริบในทางการเมืองซึ่งนี่อาจจเป็นสิ่งเดียวที่แม็กซ์หาอ่านไม่ค่อยจะได้ในโรแมนซ์

เรื่องเริ่มต้นในคืนวันแต่งงานระหว่างยูเจนิดิส หรือเจ็นที่บัดนี้ขึ้นเป็นกษัตริย์แห่งแอตโทเลีย เป็นสามีของราชินีซึ่งเป็นผู้หญิงคนเดียวกับที่สั่งตัดมือของเขา การแต่งงานทีทุกคนคิดและลงความเห็นว่าเป็นเพราะการเมือง เมื่อทัพของเมืองเอ็ดดิสได้แทรกซึมเข้ามาในแอตโทเลียแล้ว เหตุผลของการที่ทั้งคู่แต่งงานกันน่าจะถูกอธิบายในเรื่อง The Queen of Attolia ซึ่งเป็นเล่มสองในชุด ในเล่มนี้ไม่ได้บอกอย่างละเอียด นอกจากสิ่งที่สำคัญที่สุดซึ่งแม็กซ์คิดว่า คนที่อ่านเล่มนี้จบลงจะรับรู้ได้ก็คือ (สปอยล์) ความรัก

เรื่องราวส่วนใหญ่ถูกเล่าผ่านมุมมองของคอสติส ทหารองค์รักษ์ราชินีที่ควบคุมอารมณ์ไม่อยู่ แล้วลงไม้ลงมือกับกษัตริย์คนที่เขาคิดว่าไม่เหมาะสมกับราชินีที่เขาเทิดทูนบูชาสักนิดเดียว แต่การที่คอสติสต่อยราชาก็ไม่ได้ทำให้เขาได้รับโทษประหารอย่างที่คิดไว้ คอสติสกลับได้รับโอกาสให้ใกล้ชิดกับบุคคลที่น่าค้นหาที่สุดในราชวัง

กษัตริย์แห่งแอตโทเลีย

ในฐานะคนนอก (เจ็นเป็นชาวเอ็ดดิส) ยูเจนิดิสไม่ใช่คนที่ใครคาดหวังให้กับราชินีผู้งดงามของพวกเขา แล้ววิธีการประพฤติตัวของเจนอีกเล่า ก็ไม่ได้ทำให้ภาพลักษณ์ความเป็นผู้นำของเขาดูดีขึ้น เจ็นปฏิเสธที่จะทำตัวอย่างราชา เขาไม่ยึดอำนาจการปกครองมาจากราชินี ทำตัวเองเป็นตัวตลก ยอมให้บรรดาผู้ดูแลส่วนตัวกลั่นแกล้งสารพัด กระทั่งการเข้าสังคม เขายังเต้นรำกับหญิงสาวที่มาจากครอบครัวที่ไม่มีฐานะทางสังคมเทียบเท่า

สำหรับคอสติสแล้ว ราชาคนนี้เป็นความน่าผิดหวัง แต่เขาก็ไม่มีทางเลือกนอกจากติดตามรับใช้ และนั่นทำให้เขาได้รู้จักบุคคลที่ยิ่งใหญ่ที่สุดที่เขาได้พบ

สำหรับคนที่ไม่ได้อ่านสองเล่มแรกอย่างแม็กซ์ เราพบว่าตัวเองก็เป็นเหมือนคอสติสที่ค้นพบความสามารถของเจ็นเป็นครั้งแรก เราได้เรียนรู้ไปพร้อมกับนายทหารคนนี้ถึงความชาญฉลาด และล้ำลึกของคนที่ไม่อยากเป็นราชาอย่างเขา แม็กซ์ชื่นชมการเขียนของคนแต่งมาก ๆ นะคะ เพราะลึกซึ้งและต้องการความสนใจจากคนอ่านอย่างยิ่งที่จะไม่พลาดแม้แต่ฉากเดียว เพราะทุกอย่างในเรื่องมีความหมายไม่ทางใดก็ทางนึง 

สำหรับหัวใจสีชมพูของแม็กซ์ (ที่ยังไงก็ยังรักโรแมนซ์) เราพบว่า ตัวเองหลงใหลไปกับความสัมพันธ์ระหว่างเจ็นและราชินีของเขา ผู้หญิงที่เขาเรียกเธอด้วยชื่อของเธอเอง เพราะสำหรับเจ็น ไอรีนคือไอรีน ผู้หญิงที่เขารัก ไม่ใช่แอตโทเลีย ราชินีผู้โหดเหี้ยมและเย็นชา 

โฟกัสของเรื่องนี้อยู่ที่การปรับตัวของเจ็นต่อการเมืองในราชสำนัก เขาเอาชนะอุปสรรค (และชนะใจ) คนที่ต่อต้านการเป็นผู้ปกครองของเขา ทำให้เราแทบจะไม่ได้เห็นมุมมองของตัวราชินีเลย ทุกอย่างเกี่ยวกับเธอเป็นการเล่าผ่านสายตาของบุคคลที่สาม แต่แค่นั้นก็ทำให้แม็กซ์กรี๊ดไปกับคาแร็คเตอร์ของเธอมาก ๆ 

แอตโทเลีย (เป็นชื่อที่ใช้เรียกราชินี แต่ไม่ใช่ชื่อจริงของเธอ ในขณะทีราชาถูกเรียกว่าแอตโทลี) เป็นราชินีที่ครองราชย์ตั้งแต่อายุน้อย เธอวางยาพิษฆ่าสามีคนแรก เธอลงโทษหัวขโมยที่เข้ามาลูบคมเธอในราชวังด้วยการตัดแขนเขา ก่อนที่จะแต่งงานกับเขาในภายหลังเพื่อสันติภาพระหว่างบ้านเมือง นั่นไม่ใช่คำบอกเล่าที่คนส่วนใหญ่อยากได้ยินเกี่ยวกับนางเอก แต่นั่นทำให้แม็กซ์รู้สึกว่า เธอเป็นตัวละครที่น่าค้นหายิ่งนัก โดยเฉพาะเมื่อมันชัดเจนว่า เธอรักราชาคนที่ถูกคนคิดว่าเธอถูกบังคับให้แต่งงานด้วยอย่างหมดหัวใจ 

ความสัมพันธ์ระหว่างเจ็นและไอรีนเป็นหนึ่งในหลายสิ่งที่เราชอบมาก ๆ ในเล่มนี้ และอาจเพราะการถูกเรียกว่าเป็นวรรณกรรมเยาวชน คนอ่านจะไม่ได้เห็นอะไรมากเกินเลยไปนัก (ไม่มีการพูดอย่างชัดเจนในเรื่องความสัมพันธ์ทางกาย) แต่มันก็ชัดเจนพอว่า เกิดอะไรขึ้น ราชินีผู้เย็นชาสามารถจับหัวใจของจอมโจรชื่อก้อง และทำให้เขากลายเป็นราชา เพราะ

"He didn't marry you to become king. He became king because he wanted to marry you" (p. 323) นี่เป็นสิ่งที่อดีตที่ปรึกษาของราชินีกล่าวกับเธอ และมันก็เป็นความจริงทุกอย่าง

มีอะไรอีกเยอะมาก ๆ ที่เราชอบในเล่มนี้ แต่การเล่าก็จะเป็นการสปอยล์เรื่องราวที่เราคิดว่า คนอ่านควรจะได้สัมผัสด้วยตัวเอง สำหรับตอนนี้แม็กซ์ขอเวลาโทรศัพท์ไปสั่งซื้อหนังสือที่เหลืออีกสองเล่มในชุดก่อนนะคะ 

คะแนนที่ 87

ป.ล. หนังสือชุดนี้ทั้งสามเล่มถูกแปลเป็นภาษาไทยเรียบร้อยแล้วนะคะ โดยสนพ.แพรวเยาวชน 

 

Darkness Burning // Delilah Devlin

posted on 29 Jun 2009 15:37 by maxtreme  in B-Club, EroticRomance

ปกติแม็กซ์ไม่ใช่คนยังงี้หรอกนะคะ ที่ชอบหนังสือโดยที่ไม่มีเหตุผล ทั้งที่ทุกอย่างที่ประกอบกันออกมาเป็นหนังสือเล่มนั้น มันเป็นสิ่งที่เราไม่ชอบเลย แต่ด้วยอะไรบางอย่าง แม็กซ์ก็ชอบมัน

เพราะบางครั้งความรักก็อธิบายไม่ได้

นี่อาจจะเป็นคำอธิบายเดียวที่แม็กซ์มีต่อหนังสือชุดนี้ หนังสือชุดที่เต็มไปด้วยองค์ประกอบหลายอย่างที่เราไม่ชอบในนิยายโรแมนซ์ และถ้านั่นยังไม่พอ มันยังเต็มไปด้วยความไม่มีเหตุผลทั้งในส่วนของเนื้อเรื่องและตัวละคร 

แต่แม็กซ์ก็ห้ามตัวเองไม่ให้อ่านไม่ได้ และห้ามไม่ได้ที่จะติดตามอ่านกับเล่มต่อไปในชุด

ดังนั้นถือว่าแม็กซ์เตือนคุณแล้วนะคะ ว่ารีวิววันนี้เป็นอะไรที่ไม่มีเหตุผลเท่าไหร

 

 

Darkness Burning ของเดไลล่าห์ เดฟลิน

หนังสือเล่มนี้เป็นเล่มที่สามในชุด Dark Realm ที่ต้องบอกตามตรงว่า ถ้าคุณไม่ได้อ่านสองเล่มก่อนหน้า ก็คงจะเกิดอาการงงชีวิตเป็นอย่างมาก เพราะเรื่องราวต่อเนื่องกันสุดสุด เรียกว่า เปิดเรื่องทันทีต่อจากตอนจบของเล่มสองเลยทีเดียว

พล็อตพื้นฐานของชุดนี้กล่าวถึงกลุ่มแวมไพร์ที่อยู่ร่วมกันในเมืองนิวออร์ลีน เรื่องราวเกิดขึ้นในช่วงที่พายุคาทริน่าพัดผ่านและทำลายล้างทั้งเมือง โลกของแวมไพร์ในเรื่องนี้จะมีแวมไพร์สองแบบ นั่นก็คือ แวมไพร์แต่กำเนิดซึ่งจะมีเฉพาะผู้หญิงเท่านั้น พวกเธอเป็นชนชั้นปกครอง และจะให้กำเนิดแวมไพร์รุ่นต่อไปได้เพียงครั้งเดียว (ก่อนที่ร่างกายของพวกเธอจะกลายเป็นแวมไพร์เต็มตัว) อีกกลุ่มหนึ่งที่ใหญ่กว่าก็คือ แวมไพร์ที่ถูกกลุ่มแรกสร้างขึ้น ซึ่งจะมีทั้งหญิงและชาย 

ในเล่มเปิดชุด Into the Darkness ความขัดแย้งระหว่างสองกลุ่มมาถึงจุดสูงสุด แวมไพร์ที่ถูกสร้างขึ้นเริ่มที่จะทนไม่ไหวกับการปกครองของแวมไพร์โดยกำเนิด พวกเขารวมตัวกันและเริ่มทำลายล้างแวมไพร์สาวที่จะให้กำเนิดทายาทรุ่นต่อไป และนาตาลีซึ่งเป็นแวมไพร์แต่กำเนิด แต่ถูกส่งไปให้มนุษย์เลี้ยงก็เป็นหนึ่งในเหยื่อ พ่อแม่บุญธรรม รวมทั้งเพื่อนร่วมห้องของเธอถูกฆ่า แต่เธอหนีรอดมาได้ กระนั้นชะตากรรมของเธอก็ไม่ใช่ว่าจะราบรื่น เมื่อเธอพบว่า แวมไพร์โดยกำเนิดก็มีแผนการชั่วร้ายเตรียมไว้สำหรับเธอเช่นกัน ในท้ายที่สุดเมื่อไม่มีทางเลือก นาตาลีและเรเน่ ตำรวจเมืองนิวออร์ลีนที่ถูกลากเข้ามาเกี่ยว (เพราะกลุ่มแวมไพร์โดยกำเนิดต่อการพ่อพันธุ์เพื่อผลิตลูกกับนาตาลี) จึงหลบหนีโดยเดินทางข้ามเวลาย้อนกลับไปในอดีตราวเจ็ดร้อยปีก่อน (แม็กซ์บอกแล้วว่า เรื่องชุดนี้มันมั่ว)

ในเล่มสอง Seduced by darkness เรื่องราวที่เล่าต่อภายหลังการหนีไปของนาตาลีและเรเน่ โดยโฟกัสอยู่ที่การออกตามล่าปีศาจที่หนีออกมาจากนรก ซึ่งมุ่งเป้าหมายในการทำลายล้างกลุ่มแวมไพร์ โดยมีนิโคลัส หัวหน้าฝ่ายรักษาความปลอดภัยของกลุ่มแวมไพร์โดยกำเนิด (แต่นิคเป็นแวมไพร์ที่ถูกสร้างขึ้นมา) และเชสสา โทมัส แวมไพร์โดยกำเนิดและตำรวจสาวแห่งเมืองนิวออร์ลีน อดีตคู่หูร่วมงานกับเรเน่เป็นคนสืบ ในตอนจบของเรื่องแวมไพร์กลุ่มที่ถูกสร้างขึ้นมาก่อการกบฎ และนิคเป็นคนรวบรวมทัพเข้าต่อสู้ และทำให้เขาถูกเลือกเข้าไปเป็นหนึ่งในสมาชิคสภาแวมไพร์ โดยเป็นแวมไพร์ที่ถูกสร้างขึ้นคนแรกที่ได้รับเกียรติอันนี้

และมาถึงเล่มนี้ โฟกัสของเรื่องเปลี่ยนไปอยู่ที่ตัวอเล็กซ์ เขาปรากฎตัวขึ้นครั้งแรกในเล่มสองของชุด อเล็กซ์เป็นบุคคลลึกลับที่โผล่มาทำงานให้กับกรมตำรวจแห่งเมืองนิวออร์ลีน เขาเข้ามาแทนที่เรเน่ แต่สิ่งที่คนไม่รู้ก็คือ อเล็กซ์คือลูกชายของเรเน่ และนาตาลี (ทั้งคู่หนีโดยย้อนเวลากลับไปในอดีต จำได้ไหมคะ) และเขาเป็นสิ่งที่ไม่มีใครคาดคิดว่าจะมีได้ นั่นก็คืออเล็กซ์เป็นแวมไพร์โดยกำเนิด ด้วยคุณสมบัติที่ไม่เหมือนใคร อเล็กซ์สามารถเดินในเวลากลางวันได้ แต่ความสามารถที่สืบทอดของแวมไพร์ชายโดยกำเนิดก็คือ เขาสามารถมองเห็นความทรงจำนานนับพันปีได้ อเล็กซ์มองเห็นความทรงจำ และประสบการณ์ในอดีตของคนที่เขาสัมผัส และนั่นทำให้เขารู้ถึงความลับของหัวหน้าสภาแวมไพร์ 

จะว่าไปแล้ว เมื่อเอาหนังสือทั้งสามเล่มมารวมกัน แม็กซ์คิดว่า ความมั่วในเนื้อหามันลดน้อยลงไปเยอะเลยนะคะ ยิ่งเมื่อเทียบกับตอนที่อ่านเดี่ยว ๆ จะรู้สึกว่า "อะไรวะ" ตลอดทั้งเรื่อง เพราะมันดูเนื้อเรื่องไม่มีทิศทาง แล้วไม่จบในตัวเอง แต่เมื่อนำสามเล่มมาประกอบกัน จะทำให้รู้สึกเข้าใจ "ความมั่ว" ในสองเล่มแรกได้ดีขึ้น แต่โปรดอย่าคิดว่า พล็อตเรื่องมันดีหรือน่าสนใจอะไรหรอกนะคะ เพียงแค่มันดีขึ้นเมื่ออ่านเรียงกันทั้งสามเ่ล่มเท่านั้นเอง

และขอเตือน (หรือป่าวประกาศก็แล้วแต่จะคิด) หนังสือเรื่องนี้เป็นแนวอีโรติคโรแมนซ์ที่เน้นอีโรติคมากกว่าโรแมนซ์ แน่นอนว่าเรื่องนี้มีพระเอกนางเอก (สงสัยไหมว่าทำไมแม็กซ์ไม่พูดถึงนางเอก เพราะเธอไม่มีความสำคัญอะไรเลยกับเนื้อเรื่อง) แต่ทั้งคู่ไม่ได้มีแค่กันและกันหรอกนะ เพราะธรรมชาติของแวมไพร์ตามโลกในหนังสือชุดนี้ต้องการเซ็กส์และเลือด และมันไม่สำคัญว่าคู่ของพวกเขาจะเป็นใคร (เพื่อแสดงให้เห็นชัดเจน อเล็กซ์เป็นพ่อของลูกในท้องของเชสสา เพราะเขาเป็นแวมไพร์ชายโดยกำเนิด เขาสามารถทำให้ใครก็ได้ท้อง ในขณะที่นิคซึ่งเป็นแวมไพร์ที่ถูกสร้าง จะเป็นหมัน) ในเรื่องนี้นางเอกของเราก็มีความสัมพันธ์กับนิค อเล็กซ์มีความสัมพันธ์กับหญิงสาวคนอื่นซึ่งคาดว่าจะเป็นนางเอกในเล่มสี่ 

ดังนั้นถ้าจะอ่านก็ขอให้ทิ้งความเป็นโรแมนซ์ที่เราคุ้นเคยกันไปเลยนะคะ ไม่อย่างนั้นจะขัดใจอย่างมาก บอกตามตรงแม็กซ์รู้สึกว่าเรื่องนี้มันเป็นอีโรติคมากกว่าโรแมนซ์ แต่มันมีเรื่องความรู้สึกมาทำให้ซอฟท์ลง ไม่ใช่เซ็กส์อย่างเดียว

แม็กซ์ชอบเรื่องนี้มากที่สุดในบรรดาสามเล่ม เพราะเราชอบอเล็กซ์ ง่าย ๆ แค่นั้น เราชอบเขาตั้งแต่เขามีบทในเล่มสอง เรารู้สึกว่าเขาเป็นตัวละครที่มีภารกิจ ซึ่งก็คือ การขึ้นเป็นใหญ่ในกลุ่มแวมไพร์ทั้งปวง เขาโหดเหี้ยมพอที่จะทำทุกอย่างเพื่อความสำเร็จ แต่เรื่องนี้ก็สอบตกในแง่ของโรแมนซ์ เราไม่รู้สึกว่านางเอกมีบทบาทอะไรในเรื่อง นอกจากโผล่มาเป็นคู่นอนของอเล็กซ์ (และนิค) แต่ชอบตอนจบที่มีการหักมุมในแง่ของชาติกำเนิดของเธอ

เป็นรีวิวที่เขียนยากนะคะ เพราะใจแม็กซ์ค่อนข้างชอบเรื่องนี้ แต่เรานึกเหตุผลที่จะทำให้คนอื่นเชื่อไม่ได้ เพราะเราเองก็ยังไม่เชื่อตัวเองเลยว่า ชอบเรื่องนี้เข้าไปได้ยังไง 

คะแนนที่  77(แต่ขอร้องว่าอย่าคิดมากเรื่องคะแนน ได้เท่านี้ไม่ได้หมายความว่ามันจะสนุกกับคนอื่นนะคะ แม็กซ์ไม่กล้าแนะนำเรื่องนี้ให้ใครอ่านจริง ๆ แค่ยอมรับกับตัวเองว่าชอบเรื่องนี้ก็น่าขายหน้ามากพอแล้วล่ะ)