RT Convention Trip (30 April 2013)

posted on 21 May 2013 16:14 by maxtreme  in AllAboutMax

30 April 2013

Tokyo – Minneapolis – Kansas City, MO

วันนี้ตื่นเช้าเป็นพิเศษกว่าวันอื่น เพราะจะต้องเช็คเอ้าท์ออกจากโรงแรม แล้วก็ต้องไปให้ถึง The Imperial Palace ก่อนเวลาเก้าโมง ซึ่งทุกอย่างก็เป็นไปโดยเรียบร้อย เพราะเก็บของเสร็จแล้วตั้งแต่คืนก่อนหน้า ตื่นมาก็แค่อาบน้ำ แล้วเก็บอุปกรณ์ที่เหลือลงกระเป๋าเท่านั้นเอง จากนั้นก็เช็คเอ้าท์ แล้วเดินไปสถานีรถไฟใต้ดิน

เช่นเดิมเราใช้รถไฟใต้ดินของ Tokyo Metro เพราะราคาถูกที่สุด และเราไม่ได้มีความจำเป็นต้องรีบเร่งด่วน (แปลว่า มีปัญญาเดินได้แม้จะไกล) ความตั้งใจของเราก็คือ จะหาที่นั่งในสวนใกล้ ๆ กับพระราชวัง แล้วกินข้าวเช้า (ซึ่งก็คือ ข้าวเย็นของคืนวันก่อนหน้าที่เรากินเหลือนั่นแหละ) แต่พอไปถึงกลับไม่มีใครเข้าไปนั่งที่สวนเลย (ช่วงเวลาที่ไปถึง ทัวร์กรุ๊ปของคนจีนกับแห่มาพอดี) เราเลยนั่งอยู่บนขอบถนน (ด้านในซึ่งไม่มีรถวิ่งมากนัก) แล้วเริ่มต้นหม่ำข้าวเช้า เพื่อฆ่าเวลาการรอให้ทัวร์ที่จะนำชมพระราชวังถึงเวลา

เราไม่แน่ใจว่า ทุกคนรู้กันแล้วรึยังนะคะ แต่เราค้นพบข้อมูลในอินเตอร์เน็ตตอนที่เตรียมตัวจะเดินทางมาญี่ปุ่นว่า เราสามารถเข้าไปเยี่ยมชมภายในพระราชวังของเขาได้ แต่จะต้องทำการสมัครขออนุญาตล่วงหน้า (ตามเว็บไซด์นี้ http://sankan.kunaicho.go.jp/english/guide/koukyo.html) ซึ่งเป็นโอกาสอันดีอย่างยิ่งสำหรับเรา

เมื่อถึงเวลาก็ไปเข้าแถว แล้วมีทหารรักษาการณ์มาตรวจเอกสาร (ซึ่งมีนักท่องเที่ยวหลายคนเห็นคนรุมเข้าแถวกันอยู่ ก็เลยแห่มาเข้าด้วย ก่อนจะถูกไล่ออกไป เพราะไม่มีหนังสืออนุญาตให้เข้าไปข้างในได้) จากนั้นก็นำเข้าไปภายในพระราชวัง

ก่อนเริ่มต้นทัวร์ ก็มีการบรรยายคร่าว ๆ ให้ฟังถึงสถานที่ต่าง ๆ ที่จะนำเข้าชม ซึ่งแน่นอนว่า เป็นภาษาญี่ปุ่น แต่เนื่องจากเราได้ทำเรื่องของหูฟังแปลภาษามาแล้ว ก็เลยพอจะรู้เรื่อง (ตามเทปที่เขาอัดเอาไว้เป็นภาษาอังกฤษ) จากนั้นก็เริ่มต้นทัวร์

วันนี้เป็นวันพิเศษค่ะ เพราะฝนตก แต่เขาเตรียมการไว้ดีมาก ๆ มีร่มแจกให้นักท่องเที่ยวเสร็จสรรพ (ซึ่งกลุ่มนักท่องเที่ยวมีหลายชาติ รวมทั้งคนญี่ปุ่นเองด้วย) การนำทัวร์ก็คือการเดินไปยังที่ต่าง ๆ ซึ่งเราบอกตามความรู้สึกจริง ๆ ก็คือ สถานที่ของเขาไม่ได้โอ่อ่า หรูหรา หรือแปลกตา (ไม่เหมือนปราสาทราชวังของทางยุโรป หรือวัดพระแก้วของเมืองไทย) แต่เป็นความเรียบง่ายตามแบบฉบับของญี่ปุ่น ที่สำคัญก็คือ เรื่องราวที่เขาเล่าให้ฟังถึงประวัติความเป็นมา พิธีการที่เกิดขึ้นในสถานที่เหล่านั้นทำให้สถานที่ที่ดูราบเรียบ มีมนต์ขลังอยู่ยิ่งใหญ่ขึ้นมาได้

ทัวร์นี้ใช้เวลาประมาณชั่วโมงครึ่งค่ะ เมื่อเสร็จก็เวลาสิบเอ็ดโมงครึ่ง เราเช็คเวลาแล้วก็ลงความเห็นว่า น่าจะมีเวลาเหลือพอที่เราจะนั่งรถไฟไปชินจูกุเพื่อซื้อขนม (ทั้งที่เมื่อวานก็ไปชินจูกุเพื่อซื้อขนมมาแล้วรอบนึง แต่พอกลับมากลับรู้สึกว่า ซื้อมาน้อยไป วันนี้เลยอยากไปซื้อมาเพิ่ม) เพราะเวลาขึ้นเครื่องก็คือ บ่ายสามโมงสี่สิบห้า แสดงว่าเครื่องขึ้นประมาณบ่ายห้าโมงเกือบหกโมง เราน่าจะไปสนามบินได้ทันอย่างไม่มีปัญหา

การเดินทางไปซื้อขนมและกลับมาโรงแรมเป็นไปอย่างเรียบร้อย เราดูเวลาแล้ว (ตอนนั้นบ่ายโมงครึ่ง) ก็ยังคิดว่า มีเวลาเหลือถมเถ เลยยึดกับแผนการที่เตรียมไว้ คือนั่งรถไฟหวานเย็น (แปลว่า รถไฟที่ใช้เวลานานกว่า แต่ราคาถูกกว่ารถไฟด่วน ในที่นี้ก็คือ Keisei Limited Express) ไปสนามบิน   

ปัญหาก็คือ เมื่อขึ้นรถไฟแล้ว หยิบเอาตารางแผนการบินขึ้นมาดู ก็เลยเจอว่า เราดูเวลาผิด บ่ายสามโมงสี่สิบห้าก็คือเวลาเครื่องออก และรถไฟคันนี้ใช้เวลาชั่วโมงกว่าจะถึงสนามบิน เราคำนวนแล้วก็เกิดอาการหวาดกลัวสุดขีด เพราะเร็วสุดที่จะไปถึงสนามบินได้ก็คือบ่ายสองโมงสี่สิบห้า เรามีเวลาเหลือชั่วโมงเดียวในการเช็คอิน โหลดกระเป๋า ผ่านตรวจคนเข้าเมือง ด่านตรวจความปลอดภัย (ที่ค้นเยอะแยะ) แล้วขึ้นเครื่อง เราเริ่มนั่งพนมมือ แล้วคิดถึงเจ้าพ่อเจ้าแม่ที่เรานับถือ พลางด่าตัวเองที่ชะล่าใจ

พอไปถึงสนามบินก็คือการวิ่ง และวิ่งค่ะ โชคดีที่เราสามารถเช็คอินทางอินเตอร์เน็ตมาก่อนแล้ว เลยเหลือแค่การโหลดกระเป๋า ขณะที่กำลังโหลด เจ้าหน้าที่สายการบินก็ทักขึ้นมาว่า “มีการเรียกขึ้นเครื่องแล้วนะคะ”

เราก็ตอบไปว่า “รู้แล้วค่ะ ถ้าไม่มีอะไรแล้ว ขอตัววิ่งก่อนนะคะ” จากนั้นเราก็สวมตีนหมาวิ่งร้อยเมตรในทันใด โชคเป็นของเราค่ะ (หรืออาจเพราะเจ้าพ่อเจ้าแม่ที่พนมมือไหว้เอาไว้ช่วยเหลือก็เป็นได้) ไม่มีคนเลยค่ะที่ด่านตรวจคนเข้าเมือง หรือด่านรักษาความปลอดภัย เราไปถึงประตูขึ้นเครื่องทัน ชนิดที่ยังมีเวลาเหลือวิ่งไปเข้าห้องน้ำก่อนด้วยซ้ำ

การนั่งเครื่องบินเป็นไปอย่างเรียบร้อย ผู้โดยสารที่นั่งข้าง ๆ นอนหลับตลอดเวลา เราเองก็หลับเกือบตลอดเวลาเช่นกัน เลยไม่ต้องพูดคุย หรือยุ่งเกี่ยวอะไรกันมากนัก (ซึ่งเป็นข้อดีสำหรับเรา)

เป็นเวลาสิบสามชั่วโมงจากโตเกียว เราก็มาถึงสนามบินเมืองมินิอาโปลิส แต่เนื่องจากเส้นแบ่งวันโดนข้ามไป แทนที่จะเป็นวันที่ 1 พฤษภาคม 2013 มันก็ยังคงเป็นวันที่ 30 เมษายน 2013 อยู่ดี

วันนี้เป็นวันที่ยาวนานค่ะ

เมฆแห่งความวุ่นวายเริ่มก่อตัว เมื่อเราลงจากเครื่องบิน และวิ่งตรงมาที่ด่านตรวจคนเข้าเมือง เพื่อพบว่า มีเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองเข้าเวรทำงานแค่คนเดียว (ขอย้ำอีกครั้งหนึ่งว่า แค่คนเดียว) นี่เป็นครั้งแรกที่เราบินมาลงที่เมืองมินิอาโปลิส และเราขอบอกว่า ถ้าเลือกได้ นี่จะเป็นครั้งสุดท้าย เพราะห่วยมาก ๆ

คิดดูนะคะ เราวิ่งเร็ว และมาเข้าคิวรอตรวจคนเข้าเมืองน่าจะเป็นคนที่สิบห้า (ซึ่งถือว่า ความเร็วเราใช้ได้เลยล่ะ มาถึงก่อนผู้โดยสารชั้นหนึ่งบางคนด้วยซ้ำ) แต่เนื่องจากมีเจ้าหน้าที่ทำงานแค่คนเดียว ใช้เวลากับผู้โดยสารคนนึงสักสี่นาที เราก็ต้องรอหนึ่งชั่วโมงแล้วค่ะ ซึ่งเราก็รอเข้าแถวอยู่หนึ่งชั่วโมงจริง ๆ นะคะ

เรายังถือว่าโชคดีนะคะ เพราะเราคือคนที่สิบห้า ข้างหลังเรามีผู้โดยสารรอตรวจคนเข้าเมืองอยู่ประมาณสองร้อยคน เราไม่รู้นะคะว่า พวกเขาจะต้องรออีกนานแค่ไหน

ที่น่าเกลียดมาก ๆ ก็คือ ไม่ใช่ว่า เขาไม่มีเจ้าหน้าที่นะคะ เราเห็นเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองของเขานั่งในห้องทำงานอยู่เป็นสิบคน แต่ไม่มีใครออกมาประจำด่านตรวจ ได้แต่เดินไปเดินมา แต่ไม่ทำอะไร และไม่มีใครคิดจะทำอะไร

อย่างที่บอกค่ะ เป็นไปได้ เราจะไม่เข้าอเมริกาผ่านทางเมืองมินิอาโปลิสอีกแล้ว ห่วยมาก

หลังจากผ่านด่านตรวจมาได้ เราเหลือเวลาอีกไม่ถึงชั่วโมงเพื่อวิ่งไปขึ้นเครื่องเพื่อต่อไปยังเมืองแคนซัส ซิตี้ และถ้าเราคิดว่า ด่านตรวจนั่นแย่แล้ว มันมีอะไรที่แย่ยิ่งกว่า รอคอยเราอยู่ค่ะ

เราไปที่สายพานกระเป๋า เพื่อจะพบว่า ไม่มีกระเป๋าของเรารออยู่ เราพยายามสอบถามเจ้าหน้าที่สายการบินว่า กระเป๋าของเราอยู่ที่ไหน แต่ไม่มีใครยอมพูดจากับเราเป็นเรื่องเป็นราว คำตอบเดียวที่ได้รับก็คือ ให้เราไปให้พ้นจากสนามบินแห่งนี้ ไปให้ถึงแคนซัสซิตี้ แล้วกรอกแบบฟอร์มเพื่อแจ้งว่า กระเป๋าหาย พวกเขาทำอะไรให้เราไม่ได้ เพราะที่นี่ไม่ใช่จุดหมายปลายทางของเรา เราต้องไปแจ้งเรื่องกระเป๋าหายที่แคนซัสซิตี้เท่านั้น

หลังจากพยายามแต่ไม่ได้คำตอบ เราตัดสินใจออกจากด่านศุลกากร แล้วไปยังประตูขึ้นเครื่อง เพื่อต่อเครื่องไปแคนซัส ซิตี้ เรารู้สึกว่า ไม่มีทางเลือก นี่คือคำตอบที่สายการบินให้กับเรา (สำหรับคนที่อยากรู้ เราขึ้นเครื่องของสายการบินเดลต้า) อีกอย่าง ถ้าเราไม่ไป ตัวเราเองก็จะตกเครื่องไปด้วยอีกคน เราไม่อยากอยู่ที่เมืองมินิอาโปลิสอีกต่อไป ไม่มีอะไรในสนามบินแห่งนี้ที่ทำให้เรารู้สึกว่า อยากจะอยู่

ในที่สุดเราก็ไปถึงแคนซัส ซิตี้ (รัฐมิสซูรี เมืองแคนซัส ซิตี้มีสองรัฐค่ะ เป็นเมืองเดียวกันนั่นแหละ แต่ถูกแบ่งด้วยเส้นรัฐ อีกแคนซัส ซิตี้นึงอยู่ในรัฐแคนซัส) และกระเป๋าของเราก็หายอย่างที่เราพยายามพวกเขาในสนามบินที่มินิอาโปลิส เราเข้าไปกรอกแบบฟอร์ม แจ้งกระเป๋าหาย เจ้าหน้าที่ของสายการบินถามเราว่า ทำไมเราไม่ตามหากระเป๋าตั้งแต่ในเมืองมินิอาโปลิส

ลองนึกถึงอาการของเราดูนะคะ เราพยายามใจเย็น แล้วตอบไปว่า ก็เจ้าหน้าที่ที่นั่นไล่ให้เรามาแจ้งที่แคนซัส ซิตี้ เราก็ได้รับคำตอบว่า ทีหลังอย่าไปเชื่อ ตามหากระเป๋าให้เจอที่มินิอาโปลิสให้ได้ เพราะถ้าไม่เจอที่นั่น มันคงไม่ถูกส่งมาที่แคนซัส ซิตี้หรอก

เราได้กระเป๋ามาหนึ่งแผ่น บอกเลขที่อ้างอิง เอาไว้ใช้เวลาสอบถามว่า กระเป๋าของเราอยู่ไหน แล้วก็กระเป๋าใบเล็ก ๆ (เหมือนกระเป๋าใส่เครื่องสำอางค์) ที่เจ้าหน้าที่บอกว่า เป็นอุปกรณ์ให้เราประทังชีวิตไปจนกว่าจะได้กระเป๋าคืน

ระหว่างนั่งรถเพื่อไปยังโรงแรมซึ่งเป็นสถานที่จัดงาน RT Convention เราประเมินสภาพของตัวเอง

เรามีเสื้อหนึ่งตัว และกางเกงอีกหนึ่งตัว ที่ใส่อยู่ ณ ตอนนี้  แล้วก็ขนมมากมายที่ดั้งด้นไปซื้อจากชินจูกุก่อนจะเดินทางไปสนามบิน ที่เหลือของทุกอย่างอยู่ในกระเป๋าใบนั้น กระเป๋าที่ตอนนี้อยู่ที่ไหนสักแห่งระหว่างโตเกียว มินิอาโปลิส หรือแคนซัส ซิตี้

นี่คือสภาพของเราตอนเดินเข้าไปในโรงแรม

Best of 2012

posted on 10 Jan 2013 10:22 by maxtreme  in AllAboutMax  directory Fiction

เรายึดหลักว่า เขียนช้าดีกว่าไม่เขียนนะคะ ทำให้ผ่านปีใหม่มาอาทิตย์กว่า แม็กซ์ถึงเพิ่งเขียนสรุปถึงการอ่านหนังสือในปี 2012 เพื่อไม่ให้เสียเวลาเข้าเรื่องเลยแล้วกันค่ะ

สถิติการอ่านในปีที่ผ่านมา

ในปี 2012 เราอ่านหนังสือรวมกันหมดทุกแนวอยู่ที่ 398 เล่ม แต่ถ้ามองเฉพาะเรื่องที่เป็นแนวโรแมนซ์ก็แบ่งออกได้ดังนี้

แนวย้อนยุค 94 เล่ม

แนวปัจจุบัน 133 เล่ม

แนวเหนือจริง 142 เล่ม

เรื่องที่เป็นแนวอีโรติคเราแยกไปใส่เข้าในสามประเภทข้างต้นนะคะ 

ส่วนตัวเราถือว่า เป็นตัวเลขการอ่านที่ใช้ได้ คือยังเฉลี่ยมากกว่าวันละหนึ่งเล่ม ซึ่งเป็นเป้าหมายที่เราตั้งให้กับตัวเอง (ต้องอ่านหนังสือให้ได้วันละเล่ม) แต่ก็ยังถือว่าน้อย เมื่อเทียบกับปริมาณการซื้อหนังสือของตัวเอง ดังนั้นทำให้หนึ่งในเป้าหมายที่เราตั้งในปีนี้ก็คือ จะต้องลดการซื้อหนังสือลง ให้อยู่ในสัดส่วน 1:1.2 ให้ได้ (คืออ่านหนึ่งเล่ม ซื้อ 1.2 เล่ม) 

 

สรุปผลการอ่านประจำปี

ปีนี้ไม่มีเล่มไหนที่โดนใจแบบทำให้เราสติแตกได้นะคะ (เปรียบเทียบกับอาการที่เราเป็นหลังจากอ่าน The Madness of Lord Ian MacKenzie และ The Iron Duke จบไปเมื่อปีก่อน ๆ) แต่ก็มีการค้นพบที่น่าสนใจหลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็นนักเขียนหน้าใหม่ หรือนักเขียนเก่านั่นแหละ แต่เราเพิ่งตาสว่างค้นพบ เราขอสรุปตามแนวหนังสือแล้วกันค่ะ

Non-Romance

เรื่องที่กำลังพูดถึงไม่ได้มาแบบโดดเดี่ยวนะคะ แต่มากันเป็นชุด ซึ่งถือว่าเป็นไฮไลท์การอ่านหนังสือในช่วงครึ่งปีแรกของเราเลย นั่นก็คือหนังสือชุด Vorkosigan Saga ของหลุยส์ แม็คมาสเตอร์ บูโจลด์ซึ่งต้องขอบคุณเพื่อนหลาย ๆ คนที่กดดันจนทำให้เราตัดสินใจหยิบมาอ่านเสียที แต่ก็ถือว่าเป็นความโชคดีของเราอีกเช่นกันที่เลือกจะเริ่มต้นอ่านในปีนี้ เพราะหนังสือในชุดออกวางขายจนเกือบเรียกได้ว่า เรื่องราวค่อนข้างครบถ้วน อ่านแล้วไม่มีอาการค้างคาใจอะไรต่อไปกันอีก แล้วยังแถมด้วยการออกเรื่อง  Captain Vorpatril's Alliance ในช่วงปลายปีอีกต่างหาก 

เราคงต้องบอกว่า ไม่รู้จะหาคำพูดอะไรมาสรรเสริญเยินยอหนังสือชุดนี้ เพราะเรียกได้ว่ามีครบทุกอย่างจริง ๆ การเขียนคาแร็คเตอร์ในเชิงลึก ไม่มีใครในเรื่องที่ออกมาจากสูตรสำเร็จที่อ่านปุ๊บก็รู้ปั๊บว่าจะทำอะไรต่อไป คาแร็คเตอร์ในชุดนี้มาความลึกชนิดที่เราคิดไม่ถึง แล้วยังเหลือการหักเหลี่ยมเฉือนคมกันอีกล่ะ การเขียนถึงแผนการรบในสงครามที่อ่านแล้วทำให้เรารู้สึกหวนไปถึงสมัยทำรายงานเรื่องสงครามหกวัน ความน่าทึ่งของหนังสือชุดนี้ก็คือ ความหลากหลาย ในหนังสือแต่ละเล่มไม่มีอะไรที่ทำให้เรารู้สึกว่า ซ้ำซากกับเล่มก่อนหน้า และที่สุดยอดยิ่งไปกว่านั้น ในความหลากหลาย คนแต่งทำให้เรื่องราวเหล่านั้นสนุกสนานได้ในรูปแบบที่แตกต่างกัน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องแนวไก่รองบ่อนก็ชนะได้ (The Warrior's Apprentice), เกมศึกการสงคราม (The Vor Game), สืบสวน (Cetaganda), การค้นพบตัวเอง (Mirror Dance และ Memory), สืบสวน (Komarr) ไปจนถึงโรแมนซ์ (A Civil Campaign และ Captain Vorpatril's Alliance) 

นอกจากหนังสือชุดนี้แล้ว หนังสืออีกชุดนึงที่มาแรงไม่แพ้กันสำหรับเราก็คือ ชุด Sebastian St.Cyr Mystery ของซี.เอส. แฮร์ริส ซึ่งชื่อก็บอกแล้วว่า เป็นเรื่องแนวสืบสวน เรื่องราวของไวส์เคาท์ผู้ถูกกล่าวหาว่าเป็นฆาตกร เริ่มต้นสืบหาความจริงเพื่อเคลียร์ตัวเอง ก่อนจะค้นพบว่า นั่นคือสิ่งที่เขาอยากทำมากที่สุด เพราะหลังจากผ่านสงครามที่สร้างรอยแผลไม่เฉพาะร่างกาย แต่รวมไปถึงจิตใจ เซบาสเตียนหมดความสนใจทุกอย่าง เขาใช้ชีวิตอย่างเสเพลไปวัน ๆ ตามแบบขุนนางผู้ไร้ประโยชน์ จุดเด่นของหนังสือชุดนี้ไม่ใช่แค่เฉพาะคดีสืบสวน ซึ่งเราคิดว่าเขียนได้ดีอยู่แล้ว ก็คือชีวิตของเซบาสเตียนเอง เรื่องราวดราม่าในชีวิตของเขาที่แทบจะดูเหมือนว่า ถอดออกมาจากบทละครน้ำเน่า แต่นั่นก็ยิ่งกว่าทำให้เราถลำลึกลงไปในหนังสือชุดนี้ เพราะเราอยากรู้ว่า มันจะเกิดอะไรต่อไปได้อีก นี่คือหนังสือเรื่องเดียวที่เราเสียเงินซื้อฉบับปกแข็งมาอ่านในปีนี้ และเราคิดว่า คุ้มค่าเงินมาก (แต่โปรดอย่าลืมว่า เราได้ส่วนลดประมาณห้าสิบเปอร์เซ็นต์จากราคาเต็มนะคะ และเงินที่ใช้ซื้อก็มาจาก Gift Certificate ที่เป็นของขวัญวันเกิดจากเพื่อน)

ปัญหาของเราตอนนี้ก็คือ หลังจากเก็บสะสมหนังสือชุดนี้ไว้หลายปี และตะลุยอ่านรอบเดียวเจ็ดเล่มในปีที่ผ่านมา ตอนนี้เราก็กลับมาอยู่ที่จุดเดียวกับแฟนหนังสือชุดนี้ทุกคน นั่นก็คือ ต้องรอปีต่อปีสำหรับหนังสือเล่มใหม่ในชุด และซี.เอส. แฮร์ริสไม่ใช่นักเขียนที่ออกหนังสือเจ็ดเล่มในหนึ่งปี แค่ปีละเล่มก็ถือว่า เป็นโชคดีของคนอ่านแล้วล่ะ 

ปิดท้ายเรื่องที่ไม่ใช่โรแมนซ์ที่โดนใจของเราในปีนี้ก็คือ Gone Girl ของกิลเลียน ฟินน์ เราค้นพบว่า หนังสือที่คนส่วนใหญ่ชอบกัน (หนังสือพวกที่ขายดีมาก ๆ ติดอันดับนิวยอร์คไทม์สามสี่สิบสัปดาห์) มักจะไม่ใช่หนังสือสำหรับคนอ่านทุกคน เราเจอหนังสือทีโดน (The Lift of Pi) และไม่โดน (The Kite Runner) ทำให้ระยะหลังทำเป็นมองผ่าน ๆ หนังสือกลุ่มนี้ แต่พอได้เห็นกองมหึมาของหนังสือเรื่องนี้วางเรียงอยู่ในร้านหนังสือ เจ้าความสอดรู้ก็ห้ามไม่อยู่ เราเลยไปหยิบมาพลิก ๆ อ่านสองสามหน้า แล้วก็เป็นไปตามชื่อเรื่องเลยค่ะ คือ Max Gone เพราะเราติดกับความน่าสนใจของหนังสือเรื่อง เกิดอาการอยากรู้ว่า แท้จริงแล้วมันเกิดอะไรขึ้น เมื่อภรรยาในครอบครัวที่ดูเหมือนจะมีความสุขหายตัวไปอย่างลึกลับ ซึ่งเมื่อขุดคุ้ยลึกลงไป ก็ไม่มีอะไรเป็นอย่างที่ตาเห็น 

เราชอบเทคนิคการเล่าเรื่อง การตัดสลับมุมมองของตัวละครในช่วงเวลาที่ต่างกัน เริ่มต้นในเวลาปัจจุบันเล่าผ่านสายตาของสามี หลังจากรู้ว่า ภรรยาหายตัวไป จากนั้นก็ให้คนอ่านเข้าไปเห็นความคิดถึงภรรยาย้อนกลับไปเมื่อสมัยที่พวกเขาเพิ่งเริ่มรู้จักกัน

ส่วนที่เราชอบมากที่สุด (สปอยล์) ก็คือเอมี เรานึกอยากจะทำให้ได้อย่างเธอ ถ้าเราอยู่ในสถานการณ์เดียวกัน นั่นคือสิ่งที่เราคิดว่า เราจะทำ แม้จะรู้ตัวแหละนะว่า คงทำไม่ได้ แต่พอเห็นคนที่ทำได้อย่างเธอในนิยาย ก็เลยสะใจเราอย่างมาก

Historical Romance

แม้ดูตามสถิติ แม็กซ์จะอ่านเรื่องแนวอื่นมากกว่าแนวย้อนยุค แต่ปีนี้ถือว่า เป็นปีทองของเรื่องแนวย้อนยุคสำหรับเรานะคะ เพราะมีหนังสือที่เข้าตา เข้าใจเรามากมายหลายเล่ม  ซึ่งมากกว่าเรื่องแนวอื่น (ที่เราอ่านในปริมาณที่มากกว่า) เยอะเลยค่ะ

Thief of Shadows ของอลิซาเบ็ธ ฮอยต์ เราไม่แปลกใจเลยนะคะที่ชอบเรื่องนี้มากมาย เพราะองค์ประกอบในเรื่องโดนใจเราทุกอย่าง เริ่มต้นตั้งแต่คาแร็คเตอร์ของพระเอก ซึ่งออกมามีบทบาทในเล่มก่อนหน้า ความเงียบ ๆ ดูไร้พิษสงของเขา ทำให้ยิ่งอยากรู้เรื่องราวของเขามากขึ้น และคาดหวังว่า เขาคงจะเป็นตัวละครที่น่าสนใจมาก และก็จริงค่ะ ส่วนผสมยิ่งลงตัวมากขึ้นสำหรับเรา เมื่อคนแต่งจับคู่เขากับนางเอกที่อายุมากกว่า (เป็นจุดอ่อนอีกข้อนึงของเรา) มีประสบการณ์ทางโลกมากกว่า มีสถานะทางสังคมสูงกว่าอีกต่างหาก เราจะไม่ชอบเรื่องนี้ได้อย่างไร 

Almost a Scandal ของอลิซาเบ็ธ เอสเสกซ์ เล่มนี้มาแบบเซอร์ไพร์ส เราไม่ตั้งความหวังอะไรมากมาย (ซึ่งเป็นความผิดของเราเอง เพราะจากประวัติเราก็ถูกใจงานเขียนของคนแต่งคนนี้อยู่ไม่น้อย) พล็อตเรื่องที่ดูเหมือนสูตรสำเร็จ เมื่อนางเอกปลอมตัวเป็นผู้ชายขึ้นไปประจำการเป็นทหารบนเรือรบ แต่พระเอกของเราไม่ใช่กัปตัน และเรื่องราวไม่ใช่การเอาแต่ใจของสาวน้อยที่ช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ เล่มนี้เตือนในเรานึกถึงความงดงามของหนังสือคลาสิคหลายเล่ม (ไม่ว่าจะเป็นเจน ออสเตน หรือจอร์เจ็ตต์ ไฮเยอร์) ในส่วนของระยะห่างระหว่างพระเอก และนางเอก ซึ่งเกือบตลอดทั้งเล่มไม่ได้ใช้เวลาแบบตัวติดกัน เหมือนโรแมนซ์ยุคนี้ แต่ในความห่างของทั้งคู่ มีความเข้าใจแฝงเอาไว้ การเขียนสื่อให้เรามองเห็นต่อเชื่อมระหว่างกันและกัน ทำให้เราเชื่อว่า ทั้งคู่เหมาะสมต่อกันมากเพียงใด

The Duke's Perfect Wife ของเจนนิเฟอร์ แอชลีย์ เราคิดอยู่พักใหญ่ว่า จะเอาเรื่องนี้มาเขียนในบลอกนี้ไหม เพราะในแง่นึง เล่มนี้ก็ไม่ได้ถึงดีอย่างที่คาดหวังเอาไว้ แต่ความคาดหวังของเราที่มีต่อเรื่องนี้ก็สูงมาก ๆ ทำให้เมื่อเราวัดจากความชอบของตัวเองที่มีต่อหนังสือที่ได้อ่านมาตลอดทั้งปี ทำให้เล่มนี้แม้จะไม่ดีอย่างที่หวัง แต่ก็ดีกว่าเรื่องอื่น ๆ ที่เราได้อ่าน เราชอบคาแร็คเตอร์ของนางเอก แม้จะคิดว่า คนแต่งถอดใจไม่กล้าเขียนฮาร์ตให้ออกมาแรงอย่างที่ตั้งแต่เอาไว้แต่แรก นี่เป็นเรื่องที่เราคิดเลยนะคะว่า อาจจะออกมาดีกว่านี้ถ้าเจนนิเฟอร์ แอชลีย์เขียนออกมาขายเอง โดยไม่ผ่านสำนักพิมพ์ เพราะเราเชื่อว่า เธอจะกล้ามากกว่านี้  โดยเฉพาะเมื่อได้อ่าน A Perfect Gift ซึ่งเป็นเรื่องวันคริสต์มาสของตระกูลแม็คเคนซีที่ออกวางขายช่วงปลายปีที่ผ่านมา การบรรยายถึงความสัมพันธ์ระหว่างฮาร์ตและเอลีนอร์ดูน่าสนใจมากกว่าที่ปรากฎในเล่มนี้มาก 

Honorable Mentions: A Rogue by Any Other Name ของซาราห์ แม็คคลีน, No Longer  a Gentleman ของแมรี โจ พัทเนย์, More than a Stranger ของเอริน ไนท์ลีย์

Contemporary

เรารวมถึงเรื่องแนวสืบสวน และหนังสือเล่มเล็กเข้าไปด้วยนะคะ ซึ่งตามตัวเลขแล้วเราอ่านไม่น้อยเลยค่ะ แต่ผลลัพธ์กลับไม่น่าประทับใจนัก เพราะไม่มีเล่มไหนที่กระแทกใจของเราได้เลย มีแต่เรื่องที่อยู่ในระดับที่เราชอบมากแค่นั้นเอง

และเมื่อนึกถึงใครไม่ออก ไม่มีเรื่องไหนโดดเด่นออกมา เราก็กลับไปที่ของตายค่ะ กับหนังสือชุด The Inn Boonboro ที่เราอ่านไปแค่สองเล่มแรกนะคะ (เล่มสุดท้ายออกแล้วแต่ยังไม่ได้อ่าน) นั่นคือ The Next Always และ The Last Boyfriend เนื้อเรื่องไม่มีอะไรมากมายนอกจากโปรโมตโรงแรมที่นอรา โรเบิร์ตส์เป็นเจ้าของ (ที่อ่านแล้วทำให้เราเกิดอาการน้ำลายหกอยากไปพักบ้าง) ความโดดเด่นก็คือตัวละครในเรื่อง หรือพูดให้ตรงประเด็นก็คือ พระเอก เรื่องชุดนี้มีพระเอกชนิดที่อ่านไปก็ทำเอาหัวใจของเราละลายไปตาม ช่างน่ารัก นิสัยดี เป็นสุภาพบุรุษ รักแท้หวังแต่ง (ในเคสเล่มแรกอาสาเป็นพ่อให้ลูกติดสามคนของนางเอกอีกต่างหาก) ประมาณอ่านไปทำให้เรานึกอยากสละโสด ซึ่งพออ่านจบก็เผชิญกับความจริงว่า ผู้ชายแบบนี้มีแค่ในนิยาย แต่ระหว่างอ่านทำให้ความคิดเป็นบวกเพิ่มขึ้นกับอีกเกือบครึ่งนึงของประชากรบนโลกกว่าเดิม 

อีกเล่มที่เราอยากพูดถึงเป็นแนวอีโรติคโรแมนซ์ ผลงานของเอ็มมา โฮลี เรื่อง The Billionaire Bad Boy's Club  ที่ทีแรกชื่อเรื่องทำเอาเราสยองไปพักใหญ่ เพราะตอนนี้พอเห็นคำว่า Billionaire แล้วพาลนึกถึงฟิทตี้เชดไปซะหมด แต่เล่มนี้ไม่ใช่แนวฟิทตี้เชดนะคะ (เราจะพูดถึงประเด็นฟิทตี้เชดต่อไปในบลอกค่ะ) ซึ่งเป็นงานเขียนของเอ็มมา โฮลี่ที่เราว่าดีที่สุดในรอบหลายปี ทำให้เรานึกถึงสมัยที่เธอเขียนเรื่องให้กับสนพ.แบล็คเลซ แต่เรื่องมีความเป็นโรแมนซ์หวานซึ้งกว่า เรื่องราวของเพื่อนสนิทสองคนที่มีภูมิหลังถูกพ่อทำร้ายเหมือนกัน เริ่มต้นความสัมพันธ์สมัยเรียนไฮสคูล คนนึงเป็นนักกีฬาหล่อเหลาโด่งดัง อีกคนเป็นหนอนหนังสือเรียนเก่ง ความสัมพันธ์ความเป็นเพื่อนและมากกว่านั้นสานต่อไปจนถึงในมหาวิทยาลัย และความเป็นหุ้นส่วนทางธุรกิจ กับหญิงสาวคนเดียวที่ดึงความสนใจของทั้งคู่ได้ 

เล่มนี้เป็นอีโรติคโรแมนซ์ ดังนั้นจึงเต็มไปด้วยฉากเซ็กส์ ซึ่งเขียนได้ดี ร้อนแรงตามแนวเรื่อง นอกจากนี้เรายังชอบคาแร็คเตอร์ เรารู้สึกถึงความผูกพันกันระหว่างตัวละครทั้งสาม ซึ่งตรงนี้ไม่ได้เขียนได้ง่าย ๆ เลยนะคะ (สำหรับเราแล้ว ใครก็เขียนฉากเซ็กส์ได้ แต่เขียนให้เชื่อว่าเซ็กส์นั้นมีความหมายยากยิ่งนัก) 

Paranormal

แล้วก็มาถึงเรื่องแนวที่เราอ่านมากที่สุด แต่ก็คล้าย ๆ กับเรื่องแนวปัจจุบันนะคะ ที่ไม่มีเรื่องไหนโดนเราแบบเต็ม ๆ แต่ก็ยังถือว่าอยู่ในสภาพที่ดีกว่าเรื่องแนวปัจจุบัน 

และหนังสือเรื่อง Kiss of Steel ของเบ็ค แม็คมาสเตอร์คือเหตุผลสำคัญ เรื่องแนวสตีมพังค์พารานอมอลมีทั้งแวมไพร์ หมาป่าและประวัติศาสตร์ทางเลือก ซึ่งแทบไม่น่าเชื่อว่า ด้วยฝีมือนักเขียนหน้าใหม่ที่เพิ่งเขียนเรื่องนี้ออกมาเป็นเล่มแรกจะสามารถจัดการประเด็นทั้งหมดเข้ามารวมกันอยู่ในเล่มเดียวได้อย่างลงตัว แถมยังสามารถสร้างโลกที่มีความน่าสนใจ รวมทั้งคาแร็คเตอร์หลักและรองที่โดดเด่น เรื่องราวที่ว่ากันจริง ๆ ไม่ได้มีอะไรใหม่ นางเอกกำลังเดือดร้อนและโดนตามล่าจากผู้มีอำนาจ พระเอกซึ่งเป็นผู้ทรงอิทธิพลแต่อยู่นอกกฎหมายเสนอตัวให้ความช่วยเหลือเพื่อแลกกับบางสิ่ง พล็อตแค่นั้น แต่เมื่อองค์ประกอบถูกดัดแปลง แต่งเติม และสร้างสรรให้แตกต่าง ทุกอย่างก็เปล่งประกายออกมา เรื่องนี้เป็นหนังสือที่ทำให้เราอ่านแล้วลืมเวลา หลงเข้าไปอยู่ในโลกที่เมืองลอนดอนถูกปกครองโดยแวมไพร์

ปี 2012 ถือเป็นปีที่ดีสำหรับนักเขียนหน้าใหม่แนวพารานอมอล เพราะนอกจากเล่มข้างบนซึ่งเป็นผลงานเล่มแรกแล้ว เรายังโดนใจกับเรื่อง The Darkest Day ของบริตต์ บิวรีอีกเล่มนึง และด้วยเหตุผลที่คล้ายคลึงกัน นั่นก็คือ โลกในเรื่องที่ถูกสร้างขึ้นมีความน่าสนใจ ข้อด้อยเดียวของเล่มนีที่ยังเทียบกับ KOS ไม่ได้ ก็คือเรายังไม่รู้สึกผูกพันกับตัวละครหลักในเล่มนี้เท่ากับที่เรารู้สึกกับ KOS แต่ถ้าพูดถึงตัวละครรองแล้วล่ะก้อ คงต้องบอกว่า เราตั้งหน้าตั้งตารอคอยหนังสือเล่มต่อไปในชุดนี้อย่างมาก

นักเขียนหน้าเก่าคนเดียวที่เราอยากพูดถึงในบลอกนี้กับเรื่องแนวพารานอมอลก็คือ เครสลีย์ โคล ที่ปีนี้ออกงานใหม่มาสามเล่ม (เป็น YA เล่มนึง) แต่เราอ่านแค่สองเล่ม ซึ่งชอบมาก ๆ ทั้งสองเล่มนะคะ แต่เมื่อต้องเลือกก็แน่นอนว่าจะต้องเป็น Lothaire ที่ในที่สุดเครสลีย์ก็เขียนถึงคาแร็คเตอร์ที่ถือว่าเป็นจุดสนใจที่สุดคนนึงในชุด หนังสือเล่มนี้หนามาก แต่ตอนที่อ่านเราไม่รู้สึกว่าหนาไปแม้แต่นิดเดียว เราชอบที่ตัวตนของพระเอกยังคงถูกรักษาไว้อย่างครบถ้วน เขาไม่ได้เปลี่ยนฝ่ายมาเป็นคนดี เพียงเพราะได้เป็นพระเอกในเรื่อง มีนักเขียนไม่มากคนนะคะที่จะสามารถเอาคนร้ายมาเขียนให้เป็นพระเอก (ในลักษณะที่เป็นตัวเอก ไม่ใช่เป็นพระเอกในมุมมองที่ว่า จะต้องเป็นคนดี) ได้

ประเด็นเดียวที่คาใจของเราก็คือ การเปิดประเด็นใหม่ ๆ ในเล่มนี้ แต่ดูเหมือนว่า คงจะอีกนานกว่าที่คนแต่งจะเขียนถึงมัน และพล็อตที่เริ่มค้างคาเอาไว้ในเล่มก่อนหน้าก็ยังคงค้างคากันต่อไป อย่างไรก็ตาม ด้วยสไตล์การเขียนของเครสลีย์ ไม่ได้ก่อให้เกิดความรู้สึกน่ารำคาญเหมือนที่เราเคยรู้สึกกับงานเขียนของเชอริลีน เคนยอน/คินลีย์ แม็คเกรเกอร์ (ที่เปิดตัวละครมากมาย แต่ไม่ยอมเขียนเรื่องของพวกเขาซะที จนเราหมดอารมณ์เลิกอ่านไปเอง) ทำให้ (อย่างน้อย) ในตอนนี้ก็ไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไร

นอกจากนี้เรายังชอบเรื่องสั้นของเชลลี ลอว์เรนสตันเรื่อง Like a Wolf with a Bone ที่อยู่ในหนังสือรวมเรื่องสั้นเรื่อง Howl For it  เรื่องราวของหมาป่าที่แอนตี้สังคม กลับมาตกหลุมรักสาวน้อยอ่อนหวาน (ในความฝัน) เรื่องสั้น ๆ ที่ไม่มีพล็อตอะไรเลย แต่คาแร็คเตอร์และการเล่าเรื่องทำให้เรื่องนี้ถูกใจเรามาก ๆ

Honorable Mention: Eternal Captive, Etenral Beast ของลอรา ไรท์

Reread

แล้วก็มาถึงสิ่งที่เราไม่ค่อยได้ทำบ่อยนัก นั่นก็คือการเอาหนังสือที่เคยอ่านแล้วมาอ่านใหม่ ปีนี้ยิ่งแปลกค่ะ เพราะเราอ่านซ้ำเล่มเดิมไปมาหลายรอบ นั่นก็คือเรื่อง Big Bad Beast ของเชลลี ลอว์เรนสตัน ที่อ่านซ้ำเฉพาะในปีนี้เกือบสามรอบ และเป็นการอ่านแบบละเอียดนะคะ หน้าต่อหน้า ไม่ใช่เปิดข้ามไปข้ามมา ยิ่งอ่านก็ยิ่งรักหนังสือเล่มนี้

ซึ่งในปีนี้เอางานของเชลลีมาอ่านซ้ำหลายเล่มนะคะ นอกจาก BBB ที่พูดไปแล้วก็ยังเอา The Mane Attraction มาอ่านอีกรอบ ซึ่งก็ยังสนุก น่ารักเหมือนเดิม

อีกเล่มที่อ่านซ้ำแล้วยังยิ่งใหญ่เหมือนกับที่เราจำได้ก็คือเรื่อง The Iron Duke ของเมลจีน บรู๊ค  ไม่รู้จะหาคำอะไรมาอธิบายให้มากกว่านี้ นอกจากบอกว่า เราชอบเรื่องนี้มากเหมือนเมื่อครั้งได้อ่านครั้งแรกเมื่อสองปีก่อนเลย

Looking for 2013

1. Less of Fifty-Shadequs

ถ้าขอได้ข้อแรกที่เราขอก็คือ หนังสือแนว Billionaire BDSM with Naive Coed ให้มันน้อย ๆ ลงไปบ้าง ไม่มีอะไรเสียหายกับเรื่องชุด Fifty Shades เลยนะคะ เราอ่านไปสองเล่มก็ยังคิดว่าดีกว่าที่คาดหวังไว้เยอะ แต่เราไม่ต้องอ่านหนังสืออีกสองร้อยเรื่องที่มีพระเอกเป็นเศรษฐีพันล้าน ตกหลุมรักสาวน้อยไร้เดียงสา ลักพาตัว/หลอก/แบล็คเมลล์ ให้เธอมาอยู่ด้วย เพื่อเล่มเกม BDSM กับเขา เรื่องราวที่เขียนเป็นตอน ๆ ไม่จบในตัวเอง ต้องตามอ่านไปเรื่อย ๆ อยู่นั่นแหละ

ขนาดว่าปีที่ผ่านมา เราอ่านเรื่องแนวนี้น้อยมาก แต่แค่เห็นปริมาณหนังสือในแนวนี้ที่ออกขาย หรือนักเขียนที่เรารู้จัก (และชื่นชอบ) หันไปเขียนเรื่องแนวนี้แล้ว ก็เกิดอาการเซ็งล่วงหน้า เราบอกไม่ได้นะคะว่า เรื่องที่ออกต่อ ๆ มาดีหรือไม่ดี มันอาจจะดีกว่าฟิทตี้เชดก็ได้ แต่ปฏิเสธไม่ได้นะคะว่า โหนกระแสของเขาอยู่

ข้อดีเดียวที่เราเห็นจากกระแสของฟิทตี้เชดก็คือ ทำให้หนังสืออิมพรินต์แบล็คเลซถูกเอามาพิมพ์ใหม่ ทำให้เราตามเก็บงานของนักเขียนคนที่เราชอบได้หลายคน

แต่ขอนะคะ ถ้ามีใครรับฟัง เพลา ๆ กับเรื่องแนวนี้หน่อยก็ดีค่ะ

2. Nothing wrog to love PRINT book

อีบุ๊คมาถึงแล้ว อันนี้เราเข้าใจนะคะ และยอมรับได้ เรามีเครื่องอ่านอีบุ๊คอยู่สองเครื่องเพื่อใช้เป็นแบ็คอัพของกันและกัน เผื่อเครื่องนึงเสีย ก็ยังมีอีกเครื่องอ่านได้ แต่การเลือกฟอร์แมตที่อ่านเป็นเรื่องของความชอบ และเราก็ยังชอบอ่านพรินต์บุ๊ค เราชอบการจับต้องได้ เราชอบที่มันมีตัวตน จะบอกว่าโบราณก็โบราณนะคะ เราไม่ชอบเสียเงินซื้ออากาศ เราไม่ไว้ใจคอมพิวเตอร์ เกิดวันนึงมีอีบอมบ์เกิดขึ้น อุปกรณ์อิเล็คโทรนิคเสียหมด เราจะเอาอะไรอ่าน (เราคิดแบบนี้จริง ๆ นะคะ ไม่ได้ประชดใคร)

เราไม่ชอบทัศนคติของบางคนที่มองว่าอีบุ๊คดีที่สุด (ทั้งที่ตัวเองอาจจะไม่เคยเสียเงินสักบาทซื้ออีบุ๊คมาอ่าน หากแต่หาโหลดฟรีตามเว็บไซด์ไฟล์แชร์ริ่งส์ทั่วไป) แล้วก็มาต่อว่า หรือแสดงอาการดูถูกคนที่ยังอ่านหนังสือเป็นเล่ม ๆ อยู่ ไม่มีอะไรเสียหายกับคนที่ชอบอ่านหนังสือที่เป็นกระดาษที่ผลิตมาจากต้นไม้ ใช่ค่ะพวกเราทำลายสิ่งแวดล้อม แต่การขับรถใช้น้ำมัน (หรือกระทั่งอีโคคาร์) ก็ทำลายสิ่งแวดล้อมเหมือนกัน 

ในฐานะของคนกลุ่มสุดท้าย (บางครั้งเรารู้สึกแบบนั้นจริง ๆ ) ที่ชอบพรินต์บุ๊คอยู่ ถ้านักเขียนจะออกหนังสือขายเอง หรือจะออกขายกับสนพ.ยังไงก็ขอให้มีทางเลือกสำหรับคนที่ชอบพรินต์บุ๊คบ้างนะคะ เราชอบคอร์ทนีย์ มิลัน และเอ็มมา โฮลีที่แม้พวกเธอจะเลือกออกหนังสือขายเอง และวางขายเป็นอีบุ๊ค แต่ก็ยังมีทางเลือกให้คนอ่านหาซื้อหนังสือที่เป็นพรินต์บุ๊คได้ ซึ่งเมื่อคิดว่าเทคโนโลยีเรื่อง Print on Demand สมัยนี้ลดต้นทุนได้มากแค่ไหน มันไม่ใช่เรื่องยากเลยนะคะที่จะสร้างทางเลือกนั้น เราขอเท่านี้ค่ะจากสนพ.และนักเขียน

ส่วนสำหรับคนที่ดูถูกคนอ่านพรินต์บุ๊ค เราไม่ขออะไรมากค่ะ แค่ไปให้พ้น ๆ ก็พอแล้ว

3. ให้ประเทศไทยเปิดกว้างพอที่จะแปล Fifty Shades of Gray ได้

ไม่ใช่ว่าเรื่องนี้สนุกมากจนเราอยากให้คนไทยได้อ่าน แต่นี่คือหนังสือที่ขายได้มากที่สุดในโลก ทำให้ผู้หญิงตัวเล็ก ๆ คนนึงกลายเป็นมหาเศรษฐีชั่วข้ามคืน หนังสือที่มีคนชอบมาก และเกลียดมากไม่แพ้กัน หนังสือที่สร้างกระแสได้มากขนาดนี้ มันจะน่าอนาถขนาดไหนที่คนไทยจะไม่มีโอกาสได้อ่านในฉบับภาษาไทย เพียงเพราะกฎหมายงี่เง่าที่อ้างเรื่องการปกป้องผู้เยาว์ แต่ไม่เคยเคารพสิทธิของผู้ใหญ่

สรุป

ห้าอันดับของหนังสือที่เราได้อ่านในปี 2012 (ไม่รวมเรื่องที่อ่านซ้ำ) และเราคิดว่าดีที่สุด เรียงตามลำดับค่ะ

1. Memory ของ Lois McMaster Bujold

2. Sebastian St.Cyr Series ของ C.S. Harris

3. Thief of Shadows ของ Elizabeth Hoyt

4. Lothaire ของ Kresley Cole

5. Kiss of Steel ของ Bec McMaster

 

หลายคนคงจะสังเกตว่า ปี 2012 ที่ผ่านมา แม็กซ์เขียนบลอกน้อยลงไปเป็นประวัติการณ์ และบลอกค่อนข้างเงียบไปเป็นเวลานานมาก ๆ เราไม่มีข้อแก้ตัวนะคะ และคงต้องบอกตรงนี้เลยว่า ความเปลี่ยนแปลงจะต้องเกิดค่ะ เราเขียนบลอกมาเป็นเวลาหกปีเต็ม ๆ แล้ว ไม่มีอะไรที่จะอยู่เหมือนเดิมได้ แต่สำหรับวันนี้ เอาเป็นว่าเราขอสรุปผลการอ่านหนังสือประจำปีของตัวเองแล้วกันค่ะ

 

My Sunshine & Sun Kissed & Morning Light // Catherine Anderson

posted on 14 Nov 2012 15:47 by maxtreme  in C-Club, Contemporary, D-Club  directory Fiction

เราร้างลาจากการอ่านงานของแคทเธอรีน แอนเดอร์สันไปนานมาก (น่าจะสิบปีแล้วมั้งคะ) ทั้งที่เล่มสุดท้ายที่อ่าน Phantom Waltz ก็ประทับใจไม่น้อย (แล้วก็ร้องไห้ตามสไตล์งานของเธอ) เวลาผ่านไปไวเหมือนโกหกค่ะ หนังสือของเธอสะสมบนชั้นหนังสือของสูงขึ้นสูงขึ้น จนในที่สุดก็รู้สึกว่า สมควรต้องรีบเคลียร์ได้แล้ว

เราเลือกหยิบเรื่อง Morning Light มาอ่านก่อน ด้วยเหตุผลง่าย ๆ ก็คือ หยิบง่ายที่สุดค่ะ เล่มอื่นถูกเก็บลึกกว่า ก็เลยหาไม่เจอ แต่พออ่านเล่มนี้จบ กลับไม่ได้ความรู้สึกว่า เป็นงานของแคทเธอรีน แอนเดอร์สันที่เราชื่นชอบเลย ทำให้ไปหยิบเอาอีกเล่มมาอ่าน ซึ่งก็คือ Sun Kissed คราวนี้เริ่มได้บรรยากาศ แต่ก็ยังไม่ซึ้งอย่างที่คิด สุดท้ายก็เลยอ่านเรื่อง My Sunshine เล่มนี้โดนไปเต็ม ๆ ค่ะ ร้องไห้จนตาบวม สร้างอารมณ์ร่วมไปกับเนื้อเรื่องมาก และย้ำเตือนว่า ทำไมเราถึงได้ชอบงานของนักเขียนคนนี้

เนื่องจากเรื่อง My Sunshine เขียนก่อน (แต่เราอ่านหลังสุด) เราขอเขียนรีวิวตามลำดับการออกของหนังสือนะคะ

 

 

My Sunshine ของแคทเธอรีน แอนเดอร์สัน

เรื่องนี้เป็นเล่มที่หกในชุด Kendrick/Coulter/Harrigan ซึ่งเป็นชื่อตระกูลสามตระกูลที่เกี่ยวพันกันผ่านการแต่งงานของตัวละครในเรื่อง (เคนดริทแต่งงานกับคูลเตอร์ และคูลเตอร์ก็มาแต่งงานกับแฮร์ริแกน) ซึ่งไม่จำเป็นต้องอ่านไล่เรียงกันหรอกนะคะ เราอ่านสลับไปมาก็รู้เรื่องครบถ้วน

ไอเซห์ คูลเตอร์เป็นสัตวแพทย์ผู้ประสบความสำเร็จ เขาและทักเกอร์ พี่ชายฝาแฝด เปิดคลีนิครักษาสัตว์ที่มีชื่อเสียง แต่เมื่อมารดาของให้ไอเซห์ช่วยเพื่อนของเธอด้วยการรับหลานสาวเข้าทำงานในคลีนิค เขาเริ่มไม่แน่ใจ โดยเฉพาะเมื่อรู้ว่า ลอรา ทาวเซนด์ หญิงสาวที่ถูกผู้เป็นย่าฝากงานมานั้นมีอาการสมองได้รับความเสียหายจากอุบัติเหตุเมื่อห้าปีก่อน

ชีวิตของลอราพังพินาศลงจากอุบัติเหตุทางรถยนต์ อาชีพในฐานะนักวิทยาศาสตร์สิ่งแวดล้อมที่ทำให้เธอมีโอกาสเดินทางไปทั่วจบลง เมื่อสมองของเธอได้รับความเสียหาย จนส่งผลต่อความสามารถในการสื่อสาร ลอราต้องเรียนรู้ที่จะพูดใหม่ กระนั้นอาการบกพร่องนี้ก็ทำให้เธอไม่มีวันกลับเป็นคนปกติได้อีก จากคนที่เคยประสบความสำเร็จ และมีอนาคตที่ยาวไกล ลอราต้องรับเงินเลี้ยงดูจากรัฐ และเป็นภาระของผู้เป็นย่า สิ่งเดียวที่เธอต้องการในตอนนี้ก็คือ การมีงานทำเป็นหลักเป็นฐาน เพื่อพิสูจน์ให้ทุกคนเห็นว่า เธอพึ่งพาตัวเองได้ 

ดังนั้นแม้งานที่ไอเซห์เสนอให้ในคลีนิคของเขาจะเป็นงานประเภทใช้แรงงาน ที่เธอรับหน้าที่ดูแลสัตว์ที่ป่วยและมาพักรักษาที่คลีนิค ลอราก็รักงานที่ตัวเองทำ เธอรักสัตว์ และมีสัญชาตญาณกับงานประเภทนี้ ที่สำคัญนี่เป็นงานที่เธอไม่ต้องพึ่งพาความบกพร่องในการใช้ภาษาของตัวเอง เพราะการสื่อสารกับสัตว์ไม่ต้องการคำพูด 

เรื่องนี้เป็นโรแมนซ์ที่แตกต่างสำหรับคนอ่านหลายคน ที่แน่ ๆ ก็คือ นางเอกในเรื่องนี้ไม่สมบูรณ์แบบ ไม่เลยสักนิดเดียว แต่คาแร็คเตอร์ของลอราจับใจของเราได้ตั้งแต่ต้น เรารู้สึกว่าคนแต่งเขียนตัวตนของเธอได้ดี และน่าเชื่อ เราไม่แน่ใจว่า คนที่มีอาการเช่นเดียวกับเธอ จะสามารถมีชีวิตในสังคมได้ดีอย่างที่เธอทำได้หรือไม่ในชีวิตจริง แต่การอ่านเรื่องนี้ทำให้เรามองผู้ป่วยทางสมองด้วยสายตาที่เปลี่ยนไป 

เราชอบความรักที่เกิดขึ้นในเรื่อง นี่เป็นหนังสือโรแมนซ์ไม่กี่เล่มที่เรา "เชื่อ" จริง ๆ ถึงความรัก และความผูกพันที่เกิดขึ้นระหว่างไอเซ่ห์ และลอรา มันไม่ร้อนแรง ไม่ได้เกิดขึ้นเพียงชั่วข้ามคืน แต่เมื่อถึงจุดนึง รักก็คือรัก ไม่สำคัญว่าลอราจะเป็นคนปัญญาอ่อนในสายตาของคนส่วนใหญ่ที่ไม่รู้จักเธอด้วยซ้ำ และไอเซห์เป็นสัตวแพทย์อนาคตไกล 

การเล่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นในคลีนิคสัตวแพทย์ของไอเซห์ก็สร้างภาพอย่างชัดเจน อ่านไปเราก็ผูกพันกับบรรดา "คนไข้" ในเรื่อง ขอบอกว่าเราร้องไห้แทบตายตอนที่แมวตาย แล้วก็ร้องไห้หนักขึ้นอีกเมื่อลอราซึ่งรู้ว่า เจ้าของแมวตัวนั้นจะเสียใจมากขนาดไหน ไปหาแมวตัวอื่นมาแทนให้ 

เราค่อนข้าง "อิน" ไปกับหนังสือเล่มนี้ ทั้งที่คาแร็คเตอร์ไม่ได้มีลักษณะแบบที่เราชอบ ทั้งลอราและไอเซห์เป็นคนดี แบบดีจริง ๆ ไม่ได้เสแสร้ง ซึ่งปกติเรื่องแบบนี้จะไม่เวิร์คสำหรับเรานะคะ แต่ในเล่มนี้คนแต่งสอดแทรกความเป็นมนุษย์เข้าไปในตัวตนของทั้งคู่ และทำให้เราเชื่อว่า การอ่านเรื่องราวของคนดีก็ไม่จำเป็นจะต้องน่าเบื่อ 

เราอ่านเล่มนี้จบแล้วรู้สึกดีขึ้นกับเพื่อนมนุษย์ร่วมโลก แม้ว่าการสอดแทรกประเด็นเรื่องศาสนาเข้ามาจะทำให้เราอึดอัดไปในบางครั้ง แต่เรื่องราวในส่วนอื่นก็ทำให้เรามองข้ามประเด็นนั้นไปได้

ไม่แน่ใจว่า เล่มนี้จะถูกใจทุกคนหรือไม่นะคะ เราเคยคุยกับคนคนนึงซึ่งรับไม่ได้กับการอ่านเรื่องที่นางเอกพิการ (ขาทั้งสองข้างเป็นอัมพาต) ซึ่งเป็นงานเขียนของแคทเธอรีน แอนเดอร์สันเรื่อง Phantom Waltz เขาบอกว่ารับเรื่องโรแมนซ์ที่นางเอกไม่สมประกอบไม่ได้ เราเคารพความเห็นของเขานะคะ ดังนั้นเราคงต้องบอกว่า เรื่องนี้นางเอกไม่สมบูรณ์แบบ เธอมีข้อบกพร่องที่ร้ายแรง เรารับได้ และชื่นชมแคทเธอรีน แอนเดอร์สันที่เขียนถึงเรื่องราวเหล่านี้

คะแนนที่ 70

 

 

Sun Kissed ของแคทเธอรีน แอนเดอร์สัน

เรื่องนี้เป็นเล่มที่เจ็ดในชุด Kendrick/Coulter/Harrigan ซึ่งเป็นชื่อตระกูลสามตระกูลที่เกี่ยวพันกันผ่านการแต่งงานของตัวละครใน เรื่อง (เคนดริทแต่งงานกับคูลเตอร์ และคูลเตอร์ก็มาแต่งงานกับแฮร์ริแกน) โดยเล่มนี้เป็นเรื่องสุดท้ายที่เล่าถึงพี่น้องตระกูลคูลเตอร์ และถือเป็นเล่มเปิดตัวพี่น้องตระกูลแฮร์ริแกน 

ทักเกอร์ คูลเตอร์ สัตวแพทย์ และหนุ่มโสดคนเดียวในตระกูลที่เหลืออยู่อาสามาช่วยดูแลสัตว์ในงานโรดิโอแห่งนึง ซึ่งเขาพบเห็นชายขี้เมากำลังทำร้ายม้าที่ไร้ทางต่อสู้อยู่ แต่ก่อนที่เขาจะแสดงความเป็นฮีโร่โผล่เข้าไปช่วย ซาแมนธา แฮร์ริแกน สาวน้อยร่างเล็กก็ถลาเข้าไปหยุดพฤติกรรมนั้น และเธอก็ถูกชายคนดังกล่าวหันมาทำร้ายแทน

ด้วยความเป็นสุภาพบุรุษ ทักเกอร์ไม่ลังเลที่จะกระโดดเข้าไปร่วมวงต่อสู้ ซึ่งจบลงที่ทั้งเขาและซาแมนธาถูกตำรวจจับ แต่นั่นก็คุ้มค่า เพราะเขาได้รู้จักกับหญิงสาวที่น่าสนใจมาก ๆ คนนึง ซึ่งสำหรับชายที่ไม่เคยคิดว่า ตัวเองจะได้เจอกับคนที่ใช่ ซาแมนธาเข้าใจความรู้สึกนั้นมากที่สุด

แต่เพราะยังเจ็บปวดจากการถูกอดีตสามีหลอกลวง ซาแมนธาไม่กล้าเปิดหัวใจให้กับความสัมพันธ์ครั้งใหม่ ทำให้เธอกันให้ทักเกอร์ออกห่าง แต่แล้วอาการป่วยอย่างไม่สาเหตุของม้าที่เธอเป็นเจ้าของก็เปิดทางให้ทักเกอร์ได้มีโอกาสก้าวเข้ามาในชีวิต และยิ่งเมื่อเธอถูกกล่าวหาว่าเป็นคนทำร้ายม้าของตัวเอง ทักเกอร์ก็คือคนสำคัญที่จะช่วยเธอในการสืบหาความจริง

เล่มนี้มีนางเอกที่สมบูรณ์แบบค่ะ ไม่ได้มีอาการผิดปกติพิกลพิการทางร่างกาย แม้ว่าในด้านจิตใจซาแมนธาบอบช้ำมาจากการเลือกสามีผิดคน การหย่าที่พ่อของเธอต้องจ่ายเงินไปเป็นจำนวนมาก นั่นทำให้หญิงสาวไม่กล้าไว้ใจชายคนไหน ส่วนพระเอกก็จริงใจแต่ต้น แล้วก็แปลกกว่าพระเอกโรแมนซ์คนอื่นตรงที่ไม่วิ่งหนีความรัก เขาถวิลหามันด้วยซ้ำ เพราะพี่น้องทุกคนก็ล้วนเจอคนที่ใช่กันหมดแล้ว ทำให้ทักเกอร์ตั้งคำถามตัวเองว่า เขามีอะไรผิดปกติไปรึเปล่าจึงไม่เจอใครสักที จนกระทั่งได้เจอกับซาแมนธา

เราเข้าใจแรงดึงดูดของคนทั้งคู่นะคะ แต่การที่นางเอกปิดใจและปฏิเสธตัวเอง (ซึ่งเราก็เข้าใจแหละว่าทำไมถึงจึงทำแบบนั้น) ทำให้เราเบื่อหน่ายไปไม่น้อย พระเอกออกจะไนซ์และเก่งขนาดนี้ยังไม่รู้อีกเหรอว่าได้ของดีมาในมือ

ในขณะที่น้องชายฝาแฝดของทักเกอร์เชี่ยวชาญเรื่องการรักษาสัตว์เล็ก (อยู่ในเรื่อง My Sunshine) ทักเกอร์มุ่งเน้นไปที่สัตว์ในฟาร์ม ทำให้เรื่องนี้เราได้ความรู้เกี่ยวกับสัตว์จำพวกนี้เยอะเลยค่ะ เราคิดว่าคนแต่งทำได้ดีในการถ่ายทอดข้อมูลให้น่าสนใจ และเป็นส่วนหนึ่งของเรื่อง

อย่างไรก็ตามเล่มนี้ยังคาดซึ้งแฟ็คเตอร์ที่เรามองหาในงานเขียนของแคทเธอรีน แอนเดอร์สัน คืออ่านไปได้เรื่อย ๆ แต่ไม่มีจุดที่ทำให้เราบ่อน้ำตาแตกได้

คะแนนที่ 60

Morning Light ของแคทเธอรีน แอนเดอร์สัน

เรื่องนี้เป็นเล่มที่แปดในชุด Kendrick/Coulter/Harrigan ซึ่งเป็นชื่อตระกูลสามตระกูลที่เกี่ยวพันกันผ่านการแต่งงานของตัวละครใน เรื่อง (เคนดริทแต่งงานกับคูลเตอร์ และคูลเตอร์ก็มาแต่งงานกับแฮร์ริแกน) โดยเล่มนี้มาถึงส่วนที่เป็นคาแร็คเตอร์ในตระกูลแฮร์ริแกนแล้วค่ะ

ลอนี แม็คยวนมีพลังพิเศษ เธอสามารถมองเห็นเหตุการณ์ในอนาคตได้ แต่นี่ก็เป็นเสมือนคำสาปที่ติดตามตัวเธอมาตลอด จนทำให้หญิงสาวต้องย้ายออกจากบ้านมายังที่ห่างไกล ที่ที่ไม่มีใครรู้ว่า เธอคือใคร แต่แล้วภาพนิมิตรที่เห็นมองเห็นขณะแตะตัวคลินท์ แฮร์ริแกนอย่างบังเอิญในซุปเปอร์มาร์เก็ตก็ทำให้เธอไม่อาจอยู่เฉยได้ เพราะภาพเด็กชายที่กำลังตกอยู่ในอันตราย ลอนีรู้จากนิมิตรว่า เด็กคนนั้นคือลูกชายของคลินท์ และตอนนี้กำลังติดอยู่ในป่าลึก กับสุนัขอีกหนึ่งตัว

แต่คลินท์ไม่มีลูก เขาเป็นโสด และคิดว่าลอนีสติไม่สมประกอบ จนกระทั่งเขาเห็นข่าวในโทรทัศน์ เหตุการณ์ที่ครอบครัวของวุฒิสมาชิกออกไปล่องแก่งแล้วประสบอุบัติเหตุ ภรรยาของวุฒิสภาพเป็นหญิงสาวจากอดีตของคลินท์ และอายุของลูกชายของทั้งคู่ก็อาจจะเป็นลูกของคลินท์ได้ นั่นมากพอที่จะทำให้คลินท์ตามหาลอนี และขอให้เธอช่วยเหลือ

ทั้งคู่ออกเดินทางไปในป่าลึก ติดตามเบาะแสตามภาพนิมิตรของลอนี หลังจากที่รู้ว่า ทีมกู้ภัยมองหาผิดที่ (และทั้งคู่ไม่รู้ว่าจะบอกพวกนั้นยังไงว่า หาผิดทาง เพราะไม่มีใครเชื่อเรื่องภาพนิมิตร)

เล่มนี้เป็นเรื่องราวของการค้นหาเด็กหายในป่า ในขณะที่ความสัมพันธ์ของตัวเองก็พัฒนามากขึ้นเรื่อย ๆ ซึ่งเราคงต้องบอกว่า เป็นเรื่องที่เราผิดหวังมาก เพราะเรื่องไม่น่าสนใจเลย ในแง่ของอารมณ์ก็สอบตก อ่านแล้วไม่รู้สึกเหมือนกำลังอ่านงานบีบหัวใจ (และน้ำตา) ของแคทเธอรีน แอนเดอร์สันสักนิดเดียว จริง ๆ แล้วอ่านเล่มนี้ทำให้นึกถึงฝันร้ายที่มีชื่อว่า Up Close and Dangerous ของลินดา โฮเวิร์ดเลยล่ะ (เป็นฝันที่น่ากลัวตรงที่มันน่าเบื่อมาก)

ผิดหวังกับเล่มนี้แบบเต็ม ๆ แถมเล่มนี้ยังพร่ำสอนเรื่องศาสนาแบบเกิดเหตุ เราเข้าใจเรื่องความเชื่อนะคะ และเคารพในความเชื่อที่แตกต่างกันระหว่างศาสนา และเข้าใจว่า ประเด็นทางศาสนาเอามาเขียนเป็นองค์ประกอบในโรแมนซ์ได้ แต่การทำแบบนั้นไม่ควรจะเป็นการยัดเยียดนะคะ ซึ่งนี่เป็นความรู้สึกที่เราพบในการอ่านเรื่องนี้ เรารู้สึกว่าศรัทธาที่คลินท์มีมันฝืนเกินเหตุ

อ่านเล่มนี้จบแล้วกลัวมากเลยค่ะ ถ้าทิศทางการเขียนของแคทเธอรีน แอนเดอร์สันออกไปในแนวนี้ (ฝักใฝ่ศาสนา) เรื่องที่ออกหลังจากเล่มนี้ก็จะเป็นอย่างนี้ เราคงรับไม่ไหว ไม่ได้มีปัญหากับประเด็นศาสนานะคะ แต่ไม่อยากอ่านโรแมนซ์ที่ให้ความรู้สึกเหมือนกำลังอ่านไบเบิ้ล โชคดีก็คือ เรามีงานเก่าของเธอดองค้างไว้อีกเกือบสิบเล่ม

คะแนนที่ 50

Wife by Wednesday

posted on 14 Nov 2012 11:55 by maxtreme  in C-Club, Contemporary  directory Fiction

เห็นชื่อหนังสือเรื่องนี้ติดอันดับขายดีตั้งแต่ปีก่อนแล้วล่ะค่ะ แถมยังมีแรงส่งขายดีต่อเนื่องมาจนถึงปีนี้อีกต่างหาก ทำให้ตอนที่เราไปงาน RWA แล้วได้เจอกับนักเขียนที่มาในงาน Book Fair ด้วย เราก็เลยตัดสินใจควักเงินซื้อฉบับพรินต์บุ๊คเล่มนี้ติดมือมาด้วย ทั้งที่ใจจริงแล้วเราไม่ได้ถูกใจอะไรกะพล็อตเรื่องมากมายนัก เพราะอ่านแล้วทำให้นึกถึงเรื่องแนวฮาร์ลิควิน เพรสเซ่น แถมเรายังรู้สึกว่า มันช่างโอเว่อร์ไปเกินงามอีกต่างหาก (พระเอกนอกจากจะเป็นเศรษฐีพันล้านแล้ว ก็ยังเป็นดยุคควบไปอีก เกินเหตุไปไหมเนี่ย)

นั่นก็คือเหตุผลที่เราจัดเก็บเล่มนี้เป็นอย่างดีในกล่อง จนกระทั่งเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมาได้ฤกษ์รื้อกล่องพอดี ก็เลยจำเล่มนี้ได้ ถึงได้หยิบออกมาวางไว้เตรียมอ่าน ซึ่งก็เป็นการหยิบมาอ่านแบบไม่ได้ตั้งความหวังอะไร เราเพียงแค่อยากอ่านอะไรสั้น ๆ ง่าย ๆ ไม่ต้องคิดมาก และเล่มนี้ดูเข้าเค้า

ที่เราอยากอ่านเรื่องสั้น ๆ ง่าย ๆ ไม่ต้องคิดมาก ก็เพราะเราอดนอนมาหลายวัน และอยากจะเข้านอนเร็วแต่หัวค่ำ แต่ก็ผิดคาด เล่มนี้สนุกเกินไปค่ะ ทำให้การอ่านติดพัน รู้ตัวอีกทีก็ตีหนึ่งไปแล้ว เรื่องสั้น ๆ ง่าย ๆ ไม่ต้องคิดมาก กลับมีเสน่ห์บางอย่างที่ทำให้เราไม่อยากวางลงเลยด้วยซ้ำ

 

 

Wife by Wednesday ของแคทเธอรีน บายบี

เรื่องนี้เป็นเล่มแรกในชุด The Weekday Brides ซึ่งเข้าใจว่า คงเป็นเรื่องการแต่งงานเพื่อความสะดวกของมหาเศรษฐีที่ด้วยความจำเป็นบางอย่างต้องการภรรยาอย่างรวดเร็ว ตอนนี้เรื่องชุดนี้ออกมาแล้วสองเล่มค่ะ โดยออกขายครั้งแรกเป็นอีบุ๊คที่คนแต่งพิมพ์ขายเอง แต่ด้วยความแรงของเรื่องนี้ ทำให้ในที่สุดคนแต่งก็ขายลิขสิทธิ์ไปให้กับสนพ.อเมซอนเมาต์เลค (ซึ่งเป็นอิมพรินต์โรแมนซ์ของค่ายนี้) เรื่องนี้และเล่มสองในชุดก็เลยจะถูกรีแพ็คเกจขายใหม่ในเดือนกุมภาพันธ์ปีหน้าค่ะ ซึ่งเล่มสามในชุดก็จะออกขายในช่วงเวลาใกล้เคียงกัน

เบลค แฮร์ริสันที่นอกจากจะเป็นมหาเศรษฐีในอาณาจักรการขนส่งที่สร้างตัวด้วยตัวเองตั้งแต่สมัยเรียนมหาวิทยาลัย เขาก็ยังเป็นดยุคแห่งอัลบานี ผู้ซึ่งบิดาที่เสียชีวิตไปเมื่อห้าปีก่อนทิ้งพินัยกรรมประหลาดเอาไว้ ในนั้นกำหนดให้เขาต้องแต่งงานก่อนอายุครบสามสิบหกปี มิฉะนั้นเบลคก็จะได้แต่บรรดาศักดิ์ ส่วนทรัพย์สินอย่างอื่นจะตกเป็นของญาติอีกคน ซึ่งเบลคก็ไม่ได้แคร์อะไรกับทรัพย์สินพวกนั้นหรอก แต่เงินก็คือเงิน และมันเป็นส่วนที่มารดาและน้องสาวของเขาควรได้รับ อีกอย่างเบลคก็ไม่ได้ชอบหน้าญาติของตัวเองเท่าไหรนัก เหตุผลทั้งหมดนั่นทำให้เบลคตัดสินใจมองหาเจ้าสาว เพื่อการแต่งงานตามความสะดวก

เพื่อนคนนึงแนะนำให้เบลคใช้บริการของบริษัทจัดหาคู่ ซึ่งมีแซม เอลเลียตเป็นเจ้าของ เบลคชอบใจความคิดนี้ เพราะมันตรงไปตรงมา ไม่ต้องเสแสร้งหลอกลวงว่าเป็นความรัก เพราะสำหรับเขาแล้ว การแต่งงานก็คือข้อตกลงทางธุรกิจ  และในการดำเนินธุรกิจ เบลคเลือกที่จะยุ่งเกี่ยวกับตัวแปรที่เขารู้จัก

ดังนั้นแม้แซม ซึ่งจริง ๆ แล้วก็คือ ซาแมนธาได้ส่งโปรไฟล์ของหญิงสาวสามคนที่สมบูรณ์แบบมาให้เขาเลือก เบลคไม่เลือกคนทั้งสาม เขาเลือกซาแมนธา เพราะหลังจากที่ได้พบ และพูดคุยกับเธอ เขาก็รู้ว่า เธอคือคนที่เหมาะสม เขาไม่มีเวลาให้เสียอีกต่อไปในการเลือกผู้หญิงคนอื่นอีก 

ด้วยข้อเสนอเป็นเงินเกือบสิบล้านเหรียญ แลกกับการแต่งงานจอมปลอมเป็นเวลาหนึ่งปี ไม่ใช่เรื่องที่ซานแมนธาต้องคิดมาก เธออาจจะเป็นนักธุรกิจและสามารถเลี้ยงตัวเองได้ แต่ด้วยภาระที่ต้องดูแลน้องสาวที่ป่วยทางสมอง ข้อเสนอของเบลคทำให้ชีวิตของเธอง่ายขึ้น มันก็เป็นแค่ข้อตกลงทางธุรกิจอีกอันนึง

คนสองคนที่เข้าใจความต้องการของอีกฝ่ายมาตั้งแต่เข้าสู่การแต่งงานที่ไม่คาดหวังอะไรนอกจากการทำให้คนนอกเชื่อว่าเป็นการแต่งงาน พร้อมกับเป้าหมายที่จบมันลงในอีกหนึ่งปีข้างหน้า แต่ไม่มีอะไรง่ายในชีวิตสมรส และเมื่อทั้งคู่ได้มีโอกาสใช้ชีวิตร่วมกัน รู้จักกันมากขึ้น ข้อตกลงทางธุรกิจก็เริ่มจะไม่ตรงไปตรงมาอย่างที่คิดอีกต่อไป

พล็อตพาฝันมาก ๆ แต่คนแต่งทำให้เราเชื่อในขณะที่อ่านได้ว่า เป็นความจริง ซึ่งจุดนี้เรายกให้คนแต่งไปเลยนะคะ เธอทำให้เรารู้สึกว่า การตัดสินใจยอมแต่งงานของซาแมนธาไม่ใช่เรื่องเสียหาย ว่านางเอกไม่ได้ยอมให้เงินมาซื้อตัวเธอได้ ความชัดเจนในตอนที่เบลคเกลี้ยกล่อมให้เธอยอมตกลงด้วยเป็นส่วนสำคัญของเรื่อง การที่ทั้งคู่มองเรื่องการแต่งงานเป็นข้อตกลงทางธุรกิจทำให้เราทำใจเชื่อได้มากว่า นี่เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นได้  และที่สำคัญคาแร็คเตอร์ของซาแมนธาทำให้เราเชื่อว่า ทำไมเบลคจึงเลือกเธอ

ซาแมนธาเป็นนางเอกที่แตกต่างจากหนังสือในแนวเดียวกัน  เราชอบบุคลิกของเธอ การยืดหยัดต่อทุกคน ฉากที่เธอเผชิญหน้ากับแฟนเก่าของเบลค (คนที่เขาไม่เลือกแต่งงานด้วย) ทำให้เราเห็นด้านร้าย ๆ ของเธอ การส่งข้อความไปบอกเบลคว่า แฟนเก่าของเขาร้ายกาจยังไงเพื่อเป็นการตอกย้ำว่า เธอพูดถูก (เพราะก่อนหน้าเธอบอกเบลคว่า แฟนเก่าของเขาต้องก่อเรื่อง แต่พระเอกบอกว่าไม่มีทาง เขาเลือกผู้หญิงที่เข้าใจข้อตกลงระหว่างกัน) เราชอบฉากที่เธอชนะใจแม่ของเบลคด้วยการชวนกันออกไปช็อปปิ้ง นางเอกในเล่มนี้ไม่ใช่สาวน้อยขี้อาย ลูกเป็ดขี้เหร่ที่ต้องการให้พระเอกมาเสกนิรมิตให้กลายเป็นสาวสวย หรือทำให้เธอมั่นใจ ภูมิหลังของซาแมนธาถูกวางมาได้ดี และเข้ากับเนื้อเรื่อง ทำให้เห็นว่า เธอมีแบ็คกราวด์ที่ไฮโซพอที่จะเข้ากับโลกของเบลคได้ คาแร็คเตอร์ของซาแมนธาทำให้เราเชื่อว่า มหาเศรษฐีอย่างเบลคจะตกหลุมรักเธอได้

พระเอกในเรื่องก็เขียนได้ดีค่ะ เบลคไม่ใช่เศรษฐีปากหมาที่พูดจาดูถูกนางเอก หรือคิดว่าจะใช้เงินฟาดหัวทำอะไรตามใจทุกอย่างได้ (แม้เขาจะใช้เงิน แต่เขารู้ว่านั่นเป็นแค่ทำให้เรื่องง่ายขึ้น ไม่ได้เป็นการ "ซื้อ" นางเอก) เขาไว้ใจและเคียงข้างนางเอก แล้วจะมีพระเอกกี่คนที่เมื่อสืบรู้ว่า ตัวร้ายซึ่งเป็นแฟนเก่าของตัวเองมาตามราวีนางเอก เขาก็วางแผนและ "เอาคืน" ให้ก่อนจะตามไปง้อนางเอกต่อ 

อย่างไรก็ตามมีหลายอย่างเยอะมากที่ไม่ค่อยจะน่าเชื่อในเรื่อง แต่ตามสไตล์นิยายพาฝันแบบนี้ เราให้อภัยมันได้ และยิ่งมาเทียบกับพล็อตในแนวเดียวกันเรื่องอื่น เรื่องนี้มีคาแร็คเตอร์ที่กินขาดได้ใจเราไปเลยค่ะ

คะแนนที่ 73

Last Dragon Standing & The Dragon who Loved Me // G.A. Aiken

posted on 13 Nov 2012 11:36 by maxtreme  in B-Club, C-Club, Paranormal  directory Fiction

ด้วยเหตุผลบางอย่างทำให้เราไม่อาจเริ่มต้นอ่านเรื่อง Last Dragon Standing ได้ หยิบมาอ่านหลายรอบ แล้วก็ต้องวางกลับไปทุกครั้ง แต่หลังจากสองปีนับจากหนังสือเรื่องนี้ออกขาย (และทำให้เรามีเรื่องในชุดนี้ค้างอยู่สามเล่มแล้ว) การหยิบมาอ่านครั้งนี้สำเร็จผลค่ะ ซึ่งก็ทำให้เรางงไปเหมือนกันว่า ทำไมถึงอ่านไม่รอดซะที ทั้งที่เล่มนี้ก็สนุกสนานน่าอ่าน ขนาดทำให้เราต้องรีบลัดคิวเอาเล่มถัดไปในชุดมาอ่านต่อ

 

 

Last Dragon Standing ของจีเอ ไอเก้น

เรื่องนี้เป็นเล่มที่สี่ในชุด Dragon Kin ซึ่งเป็นเรื่องราวที่เกิดขึ้นในโลกที่แตกต่างจากโลกมนุษย์ เราว่าน่าจะเป็นอีกดวงดาวนึงที่มนุษย์อยู่อาศัยร่วมกับมังกร (เพราะพระอาทิตย์ในโลกใบนี้มีสองดวง ดังนั้นเชื่อได้ว่าไม่ได้อยู่ในระบบสุริยะแน่ ๆ) เล่มนี้แตกต่างจากสามเล่มแรกตรงที่ ตัวเอกทั้งสองล้วนเป็นมังกรทั้งคู่ ดังนั้นเรื่องราวส่วนใหญ่เกิดขึ้นในขณะที่ทั้งคู่อยู่ในร่างมังกร ซึ่งถือเป็นร่างหลักของพวกเขา ทำให้ได้ความรู้สึกอีกอย่างนึงนะคะ เหมือนอ่านโรแมนซ์ของมังกร เวลาจะชมว่านางเอกสวย ก็บอกว่า หางของเธอเป็นพวงน่ารัก 

เร็คนาร์ที่เป็นผู้นำของมังกรสายฟ้าซึ่งมีถิ่นอาศัยอยู่ทางเหนือ ซึ่งบัดนี้เป็นพันธมิตรกับมังกรไฟจากทางใต้ (ซึ่งเป็นกลุ่มของพระนางในเรื่องชุดนี้) ได้รับคำขอร้อง (แกมคำสั่ง) จากราชินีเรียนนอน (มังกรทางใต้) ให้พาตัวอายแบร์ลูกชายของเธอซึ่งถูกส่งมาฝึกกับเร็คนาร์ยังดินแดนทางเหนือกลับบ้าน ซึ่งระหว่างเดินทางเขาก็ได้พบกับเคต้า ลูกสาวตัวแสบของราชินี (และพี่สาวของอายแบร์)

นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่เร็คนาร์และเคต้าเคยพบกัน เมื่อสองปีก่อนเธอถูกบิดาของเขาจับเป็นตัวประกันเพื่อใช้ในการต่อรองกับราชินีเรียนนอน เมื่อครั้งที่มังกรสายฟ้า และมังกรไฟเคยทำสงครามระหว่างกัน แต่ราชินีซึ่งแสดงออกอย่างชัดเจนว่าไม่แคร์ลูกสาวคนนี้แม้แต่นิดเดียวไม่สนใจที่จะต่อรอง และยินดีที่จะปล่อยให้เคต้าอยู่ในการจับกุมต่อไป จนกระทั่งเร็คนาร์ซึ่งไม่ได้เห็นด้วยกับการกระทำของบิดา และมีแผนการเป็นของตัวเอง เขาปล่อยเธอออกมา ซึ่งนั่นก็ไม่ได้ทำให้เขากลายเป็นฮีโร่ในสายตาของเคต้าหรอกนะ เพราะเธอเองก็มีแผนการส่วนตัวเช่นกัน 

เราไม่ค่อยชอบนางเอกจากบทบาทของเธอที่มีในสามเล่มแรกมากนัก เคต้าถูกแสดงออกมาในฐานะของลูกสาวของพ่อที่เอาแต่ใจ เห็นแก่ตัว ตัวตนของเธอดูไม่มีแก่นสารหรือสาระอะไรเลย และนั่นก็คือสิ่งที่เร็คนาร์เห็นในตอนแรก แต่การเดินทางร่วมกัน และได้พบเจอเหตุการณ์ต่าง ๆ มากมาย เคต้าได้แสดงด้านที่เก็บซ่อนเอาไว้ออกมา และเร็คนาร์ รวมทั้งคนอ่าน (อย่างเรา) ด้วยได้รู้จักตัวตนที่แท้จริงของเธอ และเราขอบอกว่า ชอบเคต้าอย่างมาก 

คนแต่งเขียนในส่วนนี้ได้ดีมาก ๆ การเปลื่ยนความคิดของเราไม่ใช่เรื่องง่าย เราตั้งท่าจะไม่ชอบเธออยู่แล้ว และไม่คิดว่า คาแร็คเตอร์อย่างเคต้าจะเป็นอะไรมากกว่าที่ตาเห็นได้ แต่เล่มนี้แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่า มีหลายอย่างที่เรามองไม่เห็น ในขณะเดียวกันคนแต่งก็ยังคงรักษาคาแร็คเตอร์เอาแต่ใจและเห็นแก่ตัวของเคต้าเอาไว้ได้เช่นกัน 

กรอบของเรื่องในเล่มนี้ค่อนข้างใหญ่เกินกว่าคาแร็คเตอร์ เห็นได้ชัดว่าเร็กนาร์และเคต้าเป็นเพียงเบี้ยตัวเล็ก ๆ ในเรื่องที่ยิ่งใหญ่ สงครามระหว่างมังกรสายฟ้า และมังกรไฟอาจจะสงบลงแล้ว (จากเหตุการณ์ในเล่มสาม) แต่สงครามยังไม่สงบ ศัตรูรายใหม่กำลังโผล่หัวขึ้นมา และ (สปอยล์) เคต้าในฐานะของผู้คุ้มครองราชบัลลังค์ก็อยู่ตรงกลางพอดี

เอกลักษณ์ในงานเขียนของคนแต่งก็ยังมีอยู่ครบ ตัวละครที่นิสัยอาจจะไม่ค่อยน่ารัก แต่พอถ่ายทอดมาเป็นตัวหนังสือกลับทำให้เราสนุกไปกับการกระทำของพวกเขา เรื่องในชุดดราก้อนคินนี้ค่อนข้างเลือดสาดมากกว่างานที่เธอเขียนในนามปากกาแชลลี ลอว์เรนสตัน ทำให้มีฉากแอ็คชั่นสนุก  ๆให้อ่านกัน 

ส่วนที่ทำให้เราประหลาดใจ และเพิ่งมาสังเกตเห็นในเล่มนี้ก็คือ งานชุดนี้มีความเป็นชุดชัดเจนมาก ขนาดที่เราไม่แน่ใจว่า คนที่ไม่อ่านเล่มก่อนหน้าจะทำความเข้าใจเหตุการณ์ที่เกิดในเล่มนี้ได้ครบถ้วนหรือไม่ ความต่อเนื่องของพล็อตจากเล่มนึงไปยังเล่มต่อไปก็มีสูง กระทั่งเล่มนี้เองตอนจบก็ดูเหมือนเป็นแค่จุดเริ่มต้นของเหตุการณ์ในตอนต่อไป เราอ่านเล่มนี้แล้วรู้สึกนับถือความสามารถในการวางพล็อตเรื่องของคนแต่งค่ะ ซึ่งนี่ไม่ใช่สิ่งที่เราคิดมาก่อนตอนที่หยิบงานของเธอขึ้นมาอ่าน เราชอบงานเขียนของจีเอ/แชลลี่ เพราะภาษา มุขตลก อารมณ์ขันในเรื่อง แต่มาเล่มนี้เราเห็นฝีมือการวางพล็อตในภาพใหญ่อีกต่างหาก นับถือค่ะ

คะแนนที่ 75

 

 

 The Dragon who Loved Me ของจีเอ ไอเก้น

เรื่องนี้เป็นเล่มที่ห้าในชุด Dragon Kin เรื่องราวของเหล่ามังกรบนดวงดาวอีกดวงที่ไม่ใช่โลก เหตุการณ์ในเล่มนี้ต่อเนื่องจากตอนจบของเล่มสี่ในชุด (Last Dragon Standing)  เมื่อสงครามเกิดขึ้น มังกรไฟจากทางใต้ และมังกรสายฟ้าจากทางเหนือร่วมมือกัน เปิดศึกกับมังกรไฟทางตะวันตกซึ่งมีพันธมิตรเป็นมนุษย์ ทำให้กองทัพต้องแยกออกเป็นสองส่วน ทัพนึงนำโดยเร็คนาร์นำทัพมังกร ส่วนอีกทางนำทัพโดยแอนวีล ราชินีแห่งอาณาจักรมนุษย์ (และนางเอกเล่มหนึ่ง)

วิกอลฟ์ซึ่งเป็นน้องชายของเร็คนาร์ได้รับคำสั่งจากพี่ชายให้คุ้มครองพาเคต้า และเรนเดินทางออกจากสนามรบกลับไปสู่ฐานที่มั่นทางใต้ โดยในภารกิจนี้ก็ยังมีโรนา มังกรสาวซึ่งเป็นญาติของเคต้าร่วมเดินทางไปเพื่อคุ้มครองเพิ่มขึ้นอีกหนึ่งคน แต่เมื่อการเดินทางเริ่มขึ้น เคต้าก็เล่าถึงภารกิจที่แท้จริง

ข่าวกรองที่ได้รับทำให้เคต้าทราบว่า มีแผนการที่จะทำอันตรายบรรดาเด็ก ๆ ที่เป็นลูกของเหล่าแม่ทัพมังกร (ก็บรรดาพระเอกในเล่มก่อนหน้า) ซึ่งเป็นแผนที่จะดึงความสนใจจากมังกรเหล่านี้ เพื่อให้พวกเขาหนีทัพเดินทางกลับบ้านไปเพื่อคุ้มครองลูก ๆ ซึ่งเคต้ายอมให้เกิดเหตุการณ์เช่นนั้นไม่ได้ เพราะแนวรบทางด้านนี้ต้องการมังกรเหล่านี้เป็นกำลังสำคัญ แต่ในขณะเดียวกันเธอก็รู้ว่า จำเป็นจะต้องปกป้องพวกเด็ก ๆ จากอันตราย ดังนั้นเธอจึงวางแผนเดินทางกลับบ้าน แต่ไม่ให้ใครสงสัย (นอกจากเร็คนาร์ที่รู้เรื่อง) และเตรียมที่จะย้ายเด็ก ๆ ไปซ่อนยังที่ปลอดภัย 

แต่เมื่อไปถึงจุดหมาย อะไร ๆ ก็ไม่เป็นไปอย่างที่คิด แทนที่หน้าที่ของวิกอลฟ์และโรนาจะสิ้นสุด และพวกเขากลับไปยังกองทัพที่ประจำการ ทั้งคู่กลับต้องเริ่มต้นออกเดินทางไปเพื่อตามหาแอนวีล ซึ่งตอนนี้หายตัวไปอย่างลึกลับ โดยบุกเข้าไปในดินแดนของศัตรู 

เรื่องนี้แปลกกว่าเล่มอื่น ๆ ในชุดค่ะ ตรงที่ตัวเอกไม่ใช่ศูนย์กลางของเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ทั้งวิกอลฟ์ และโรนาดูเหมือนคนนอกที่มองเหตุการณ์เข้ามา พวกเขาไม่ถึงกับมีส่วนได้เสียสำคัญในสิ่งที่เกิดขึ้น ดังนั้นในแง่นึงเรื่องก็ดูแปลกไปสักหน่อย เพราะโฟกัสของเรื่องกลับอยู่ที่คาแร็คเตอร์ของแอนวีล และเหล่าลูก ๆ ของมังกรมากกว่า  แต่ด้วยฝีมือการเขียนของคนแต่งก็ไม่ได้ทำให้อรรถรสในการอ่านเสียไปนะคะ เพียงแต่ตัวพระนางไม่โดดเด่นเท่านั้นเอง

และนี่อาจจะเป็นเหตุผลที่ทำให้เรื่องรักระหว่างวิกอลฟ์และโรนาดูแตกต่างไปจากคู่อื่น ๆ ในชุดนี้ ค่อนข้างเป็นสวีทโรแมนซ์ด้วยซ้ำ เมื่อวิกอลฟ์สารภาพว่าแอบปิ๊งโรนาตั้งแต่เห็นหางของเธอเป็นครั้งแรก (ทั้งคู่เป็นมังกรค่ะ อย่าลืม ดังนั้นการจีบกันก็เป็นแบบมังกร ชมหาง ชมจมูกของกันและกัน) ตั้งแต่เมื่อห้าปีก่อน แต่ก็ไม่กล้าจะสารภาพรัก เพราะเธอสืบเชื้อสายมาจากมังกรไฟ แถมเป็นตระกูลนักรบสุดโหด ส่วนโรนาก็คิดว่า ไม่มีใครมองมังกรสาวอย่างเธอ ในฐานะของพี่สาวคนโต ที่ต้องทำหน้าที่เลี้ยงน้อง ๆ หลายต่อหลายคน (เพราะแม่ชอบออกรบมากกว่าเลี้ยงลูก) โรนาไม่ได้มีความใฝ่ฝันจะเป็นนักรบ แต่ก็หลีกเลี่ยงแรงกดดันของมารดาที่ใฝ่ฝันจะเห็นลูกสาวเป็นนักรบผู้เก่งกาจไม่ได้ โรนาจึงทำทุกอย่างตามหน้าที่ และไม่คาดหวังอะไรที่มากหรือน้อยไปกว่านั้น การที่ได้รู้ว่า วิกอลฟ์แอบชอบเธออยู่ จึงทำให้สาวเจ้าปลาบปลื้มไม่น้อย

อย่างที่บอกไปแล้วนะคะ โฟกัสของเรื่องไม่ได้อยู่ตัวเอก แต่เป็นเหตุการณ์ที่รายล้อมตัวของพวกเขามากกว่า เล่มนี้เป็นเรื่องของสงคราม ซึ่งทำให้การอ่านสนุกไม่น้อย เพราะมีการวางแผนซ้อนกันไปซ้อนกันมา และทำให้ต้องคิดว่า เรื่องราวจะลงเอยยังไง

(สปอยล์) เราชอบนะคะที่ สงครามจบลงในเล่มนี้ ไม่ได้ยืดเยื้อไปต่ออีก เพราะอ่านแล้วก็รู้สึกไม่น้อยว่า การแยกจากกันของตัวละครหลักในเล่มก่อนหน้า ที่ต้องจากลากันนานถึงห้าปี (ในบางคู่) ก็ดูน่าทรมานสำหรับพวกเขาเหลือเกิน ถ้าสงครามยังยืดยาวไปกว่านี้อีก การจากก็คงจะนานกว่านี้เป็นแน่ 

อ่านเล่มนี้จบ ตอนแรกเราตั้งใจจะหยิบเล่มต่อไปมาอ่านทันทีเลยนะคะ แต่การอ่านงานเขียนของจีเอ ไอเก้นต้องใช้สมาธิและความใฝ่ใจอย่างมาก (เพราะภาษาและมุขตลก) เราก็เลยไปหยิบอย่างอื่นมาอ่านแทน เหตุที่ทำได้แบบนี้ เพราะพล็อตหลักที่เริ่มต้นมาตั้งแต่ในเล่มก่อนหน้าจบลงไปแล้วพอสมควร 

คะแนนที่ 73