ขอเริ่มต้นด้วยการบอกว่า นี่เป็นสปอยล์ล้วน ๆ เลยนะคะ ดังนั้นใครที่ยังไม่ได้อ่าน Heart of Obsidian ก็ขอให้หยุดไว้ที่ตรงนี้ เพราะมันเป็นไปไม่ได้ที่เราจะเขียนเรื่องนี้โดยไม่สปอยล์

โลกที่นลินี ซิงห์สร้างไว้ในหนังสือชุด Psy/Changeling หลากหลาย มีสีสัน น่าค้นหา ด้วยเทคนิคการเล่าเรื่องที่น่าติดตามอ่าน การวางพล็อตที่รัดกุม เห็นได้ชัดว่ามีการวางแผนเอาไว้อย่างดี ทำให้ทุกเล่มที่เราอ่านในชุดนี้ เรายิ่งหลงเข้าไปในชุดนี้มากขึ้น

และเพราะรายละเอียดมากมายที่มีในแต่ละเล่ม ที่เราเชื่อว่า ต่อไปจะต้องกลายเป็นเบาะแสสำคัญในเล่มต่อ ๆ ไปในอนาคต เราก็เลยเริ่มทำบันทึกเกี่ยวกับรายละเอียดเหล่านั้นหลังจากที่เราอ่านหนังสือแต่ละเล่มจบไป สิ่งที่เขียนจึงเกิดตามกรรมตามเวลากันนะคะ รายละเอียดบางอยางเราอาจจะคาดการณ์ถูก บางอย่างอาจจะผิด โดยข้อมูลทั้งหมดที่เขียนจะเกี่ยวข้องกับปริศนาสามประเด็น

1. ทางออกของชาวไซในเรื่องไซเลนซ์ พวกเขาจะทำยังไงกับมัน แน่นอนว่า มันไม่ใช่วิธีการที่ดีที่สุด แต่พวกเขาจะอยู่โดยไม่มีมันได้งั้นหรือ

2. ตัวตนของเคเลบ ครายแช็ค ใครที่อ่านบลอกหรือรีวิวของเราก็น่าจะรู้ถึงความคลั่งไคล้ที่เรามีให้กับคาแร็คเตอร์นี้ เราเรียกว่าเป็น Kaleb Watch ค่ะ

3. ตัวตนของโกสต์ นักปฏิวัติที่ทำทุกอย่างเพื่อล้มล้างไซเลนซ์

และเนื่องจากคำตอบเกือบทั้งหมดอยู่ใน Heart of Obsidian คนที่อ่านเรื่อง Heart of Obsidian ก็คงจะรู้นะคะว่า เล่มนี้เป็นเรื่องราวของคาแร็คเตอร์ที่คาใจคนอ่านมาหลายเล่มแล้ว ก่อนหนังสือจะออกหลายคนทำนายว่า มันจะเป็นเรื่องราวของโกสต์ กบฎชาวไซที่ทำทุกอย่างเพื่อหยุดยั้งสภาชาวไซจาการครอบงำเผ่าพันธุ์ของเขา การคาดเดาว่าโกสต์นั้นคือใคร เป็นธีมที่ถูกใช้ในเกือบทุกเล่ม ข้อมูลที่ให้เกี่ยวคาแร็คเตอร์ลึกลับอย่างโกสต์ถูกจับตามอง และวิเคราะห์อย่างสนุกสนาน เล่มนี้ได้เปิดเผยความจริงทั้งหมดออกมา ในเวลาเดียวกัน เล่มนี้ก็ยังเล่าเรื่องของสมาชิกสภาชาวไซนามว่า เคเลบ ครายแช็ค ตัวละครสีเทาผู้มีความลับ ความทะเยอทะยานของเขาในการขึ้นเป็นผู้นำสูงสุดของชาวไซถูกรับรู้กันอย่างชัด แจ้ง เขาควรจะเป็นตัวร้าย แต่มีอะไรบางอย่างที่ทำให้คนอ่านมากมายหลงใหล หนึ่งในนั้นก็คือเราคนนึงล่ะ

ตัวอักษรที่ถูกคาดดำเอาไว้สิ่งที่เราเขียนเพิ่มเองตอนที่เขียนบลอกนี้นี่แหละค่ะ เมื่อข้อเท็จจริงบางอย่างเปิดเผยมากขึ้น (ว่าเราเดาถูกหรือผิด) ดังนั้นนี่ไม่ใช่การรีวิวหนังสือนะคะ

สำหรับรีวิวของหนังสือแต่ละเรื่องนั้น เราเขียนลงในเว็บกู้ดรีดค่ะ ตอนนี้รีวิวของเราทั้งหมดจะย้ายไปอยู่ในกู้ดรีดแล้วนะคะ สำหรับคนที่สนใจตามอ่าน Profile ของเราอยู่ที่นี่ค่ะ

 

 

Slave to Sensation 

เล่มแรกที่ใช้เปิดชุด  วางแบ็คกราวด์ของโลกที่มนุษย์อาศัยอยู่ร่วมกับชาวไซ และเชนจิงค์ หลังจากหนึ่งร้อยปีที่ชาวไซตัดสินใจใช้วิธีการไซเลนซ์ ซึ่งก็คือการตัดขาดจากความรู้สึกทุกอย่างเพื่อความอยู่รอด เพราะชาวไซกำลังจะสิ้นเผ่าพันธุ์ เมื่อความรุนแรงอันเป็นผลข้างเคียงจากความสามารถพิเศษที่พวกเขาทำให้พวกเขาบ้า ขาดสติจนทำหลายอย่างที่น่ากลัว ทางออกเดียวที่พวกเขาเห็นก็คือ การไร้ความรู้สึก และนี่คือโลกในอีกหนึ่งร้อยปีต่อมา

เนื้อความในเล่มนี้ก็คือ วิธีการไซเลนซ์ไม่ใช่ทางออก อันที่จริงผลข้างเคียงของมันก็คือสิ่งที่ชาวไซเลือกวิธีการไซเลนซ์ตั้งแต่ต้น การตัดขาดจากความรู้สึกสร้างด้านมืดให้กับชาวไซบางคนที่ได้รับผลกระทบ ในสังคมที่ชาวไซคิดว่า ผาสุก ความรุนแรงเกิดขึ้น แต่เพื่อรักษาวิธีการไซเลนซ์ และฐานอำนาจของตัวเอง เหล่าสภาชิกสภาชาวไซทั้งเจ็ดคนเลือกที่จะเก็บเป็นความลับ ที่มากไปกว่านั้น พวกเขายังปกป้องฆาตกรต่อเนื่องบางคน เพราะคนเหล่านั้นเป็นรากฐานที่สำคัญของไซเน็ต (ประเด็นนี้ถูกขยายความใน Tangle of Need ในเวลาต่อมา) 

เล่มนี้คนอ่านยังไม่ได้รับรู้ถึงกระแสความต้องการความเปลี่ยนแปลง ยังคิดว่า นอกจากนางเอกแล้ว ชาวไซทุกคนยังคงยอมรับไซเลนซ์โดยไม่มีปากเสียง ดังนั้นเราจึงไม่ได้เห็นตัวตนของโกสต์ นักปฏิวัติที่สร้างความหวาดหวั่นให้กับสภาชาวไซ และแน่นอนว่า เคเลบยังไม่ได้ถูกกล่าวถึง

ในเรื่อง Heart of Obsidian เหตุการณ์ที่เกิดในเล่มนี้คือจุดเปลี่ยนสำคัญที่สุดในเรื่อง ซึ่งคนแต่งฉลาดมาก ๆ และเราเชื่อว่า เธอวางแผนไว้ล่วงหน้า ความตายของซานตาโน เอนริค สภาชิกสภาชาวไซคือ ตัวกระตุ้นทุกอย่าง เพราะเขาคือคนเพียงคนเดียวที่ยังควบคุม และข่มขู่เคเลบได้ แถมยังเป็นการทำให้ที่นั่งในสภาชาวไซว่างลง ซึ่งคนที่มาแทนที่เขาก็คือ เคเลบ ครายแช็ค ยอมรับนะคะว่า ไม่เคยคิดเลยว่า ความตายของซานตาโนจะมีผลมากมายต่อหนังสือในชุดนี้ขนาดนี้ 

Vision of Heat

เคเลบ ครายแช็คถูกเอ่ยถึงเป็นครั้งแรก แต่ไม่ใช่ในแง่ที่ดีนัก เขาคือคู่แข่งของเฟธในฐานะสภาชิกสภาชาวไซคนใหม่ (แทนที่ซานตาโน เอนริค) ชาวไซผู้มีความสามารถด้าน Telekinesis (หาคำแปลภาษาไทยไม่ได้ เป็นความสามารถในการเคลื่อนย้ายวัตถุ ซึ่งในเรื่องนี้รวมถึงการเคลื่อนย้ายตัวเองจากจุดนึงไปอีกจุดนึงด้วย) ทั้งเรื่องเขาไม่มีบทบาทออกมาเลยด้วยซ้ำ (ยกเว้นตอนจบที่มีการประชุมสภาชาวไซ) แต่สำหรับเราแล้ว เขามีอะไรบางอย่างที่น่าสนใจมาก ๆ อาจจะเป็นประวัติ ที่ด้วยอายุเพียงยี่สิบเจ็ดปีก็ก้าวหน้าในการไต่เต้าขึ้นมาในสภาชาวไซ การที่จู่ ๆ คู่แข่งของเขาก็มีอันเป็นไป ข่าวลือที่ว่า นอกจากความสามารถด้าน Tk แล้ว เขายังทำให้คนเสียสติได้ เขาน่ากลัวขนาดที่บิดาของเฟธ บอกให้เธอถอนตัวจากการแข่งขัน 

นี่คือคาแร็คเตอร์แนวบูกี้แมน ที่เราอดใจหลงใหลไม่ได้

เล่มนี้มีการอธิบายว่าทำไมเคเลบถึงสามารถควบคุมเน็ตมายด์ (และรวมไปถึงดาร์คมายด์) ได้ แต่ไม่ได้ให้คำอธิบายที่เป็นรูปธรรมเท่าไหรนัก นอกจากบอกว่า ชาวไซที่มีความสามารถทาง Tk และ F (Foresight เห็นอนาคต) จะสื่อสารกับเน็ตมายด์ได้เป็นอย่างดี ปัญหาก็คือ เรานึกไม่ออกถึงคุณลักษณะของความสามารถทั้งสองนี้ว่า มีอะไรที่เหมือนกัน และทำให้ทั้งสองอย่างควบคุมเน็ตมายด์ได้ ประเด็นนี้อ่านจนเล่มล่าสุดแล้ว เราก็ยังไม่รู้นะคะว่าเพราะอะไร

ความสำคัญอีกอย่างที่เกิดขึ้น ก็คือเมื่อเฟธถอนตัว หรือพูดให้ถูกหนีออกจากไซเน็ต เคเลบ ครายแช็คด้วยวัยเพียงยี่สิบเจ็ดปี ก็กลายเป็นสมาชิกสภาชาวไซ นั่นยิ่งทำให้เราคิดว่า ผู้ชายคนนี้แหละจะต้องมีความสำคัญในชุดนี้มาก ๆ กระนั้นก็ไม่ได้ชัดเจนแบบบอกใบ้ หรือเอาตัวละครเข้ามาล่อคนอ่านเพื่อให้ตามอ่านเล่มต่อไป หรือให้เก็งกันได้ว่า เขานี่แหละจะเป็นพระเอกในอนาคตหรอกนะคะ ก็แค่เราคิดของเราคนเดียว

 

เรายอมรับว่า อ่านเล่มนี้แล้ว ไม่ได้สงสัยเรื่องราวของซาฮาร่าเลยว่า จะไปเกี่ยวข้องกับเคเลบได้ ก็แค่ญาติของเฟธอีกคนนึงที่มีอันเป็นไป มาเริ่มสงสัยจริง ๆ ก็เรื่อง Bonds of Jusrice ที่กล่าวว่า คนที่เคเลบตามหาหายไปแล้วหกปี ถึงได้นึกถึงเธอออก เราเพิ่งอ่านบทสัมภาษณ์นลินี ซิงห์ถึงการจับคู่ระหว่างเคเลบ และซาฮารา เธอบอกว่า รู้ว่าสองคนนี้จะคู่กันตั้งแต่ตอนเขียนเรื่อง Vision of Heat (ปี 2007) และเราขอบอกว่า เธอเป็นคนแต่งที่มีความอดทนอย่างยิ่ง และเป็นคนที่ใจดีต่อคนอ่านไม่น้อยเช่นกัน เพราะถ้าเปิดตัวเรืองของทั้งสองมาตั้งแต่ในเล่มนี้ เราคงลงแดงอยากอ่านเป็นแน่

Caressed by Ice

เล่มนี้เป็นจุดเปลี่ยนสำคัญอีกจุดนึงในชุด เมื่อมีการพูดถึงโกสต์เป็นครั้งแรก เรายอมรับว่าประหลาดใจเล็กน้อย ตอนที่กลับมาอ่านอีกครั้งแล้วเจอว่า โกสต์ไม่ได้ถูกพูดถึงเลยในสองเล่มแรก เพราะเขากลายเป็น "ความลับ" ที่ใหญ่มากของหนังสือชุดนี้จนทำให้เราคิดว่า บทบาทของเขาออกมาตั้งแต่ตอนต้นเรื่อง

เราได้รับรู้ถึงกลุ่มกบฎที่รวมตัวกัน (ผ่านทางแอนโธนี บิดาของเฟธ) คนอ่านได้รู้แล้วว่า ไม่ใช่ชาวไซทุกคนที่ผาสุกกับสังคมที่พวกเขาอยู่ ในเล่มนี้คาแร็คเตอร์ของโกสต์ ซึ่งเป็นไปตามชื่อ คนลึกลับที่น่าจะอยู่สถานะที่สูงไม่น้อยในสภาชาวไซ ที่รับรู้ความลับมากพอที่จะใช้ในการทำลายแผนการร้ายของสภาได้ โดยเฉพาะฉากที่เขาคุยกับจัดด์แล้วบอกถึงที่ตั้งห้องแล็บแห่งใหม่

โกสต์ไม่ใช่นักต่อสู้เพื่ออุดมการณ์ เขาไม่ได้ทำเพื่อประโยชน์สุขของคนหมู่มาก และนั่นทำให้คาแร็คเตอร์ของเขาน่าสนใจ ในเล่มนี้เราไม่ได้รับรู้ถึงความคิดของเขามากนัก นอกจากได้ยินในสิ่งที่เขาพูดกับจัดด์ และหลวงพ่อซาเวียร์ เปเรซ แต่นั่นก็ชัดเจนว่า เขาไม่แคร์เผ่าพันธุ์อื่น นอกจากชาวไซ และเขายังเชื่อในเรื่องการเสียสละเพื่อคนหมู่มาก ไม่สำคัญว่าคนบริสุทธิ์ต้องตายลง ถ้ามันจะช่วยคนกลุ่มใหญ่กว่าได้ 

บทสนทนาระหว่างโกสต์, จัดด์ และหลวงพ่อเปเรซ เป็นส่วนที่น่าสนใจ และทำให้คนอ่านได้รู้จักกับโกสต์มากขึ้น ได้เห็นมุมมองของเขาที่มีต่อชาวไซ และย้ำเตือนว่า แม้โกสต์จะก่อการกบฎเพื่อล้มล้างระบบไซเลนซ์ แต่เขาไม่ใช่คนดีพร้อมสมบูรณ์แบบ

เราไม่พูดถึงความสนุกมาก ๆ ของเรื่องนี้นะคะ เพราะนั่นจะต้องใช้เวลาอีกพักใหญ่เลยล่ะ เนื่องจากเราคิดว่า เล่มนี้เป็นเล่มที่ดีที่สุดของนลินี ซิงห์ (จนกระทั่งเราได้อ่าน Heart of Obsidian) 

ในเล่มนี้คนอ่านได้เห็นความคิดของเคเลบ ครายแช็คเป็นครั้งแรก และเขาก็คือชาวไซผู้ทะเยอทะยานอย่างที่ Vision of Heat นำเสนอเอาไว้ เล่มนี้กล่าวถึงความปรารถนาที่จะเป็นสภาชิกสภาชาวไซที่เขามีตั้งแต่อายุได้เพียงเจ็ดปี นั่นบ่งบอกถึงความฉลาด แผนการ และร้ายซ่อนลึกของเขา เส้นทางที่เขาเลือกเดินจนในที่สุดทำให้เขามาถึงจุดที่ตัวเองตั้งเป้าหมายเอาไว้ และนั่นทำให้เขากลายเป็นคาแร็คเตอรืที่เราอ่านแบบลืมหายใจ แม้เขาจะออกมาไม่มาก และไม่ได้มีส่วนสำคัญอะไรกับเรื่องเท่าไหร

จุดที่เรารู้สึกว่า เขาจะต้องกลายเป็นคนสำคัญแน่ ๆ ในหนังสือชุดนี้ (ไม่ว่า จะเป็นตัวร้ายใหญ่ หรือพระเอกในอนาคต เราไม่แน่ใจนักตอนที่อ่านครั้งแรก แม้ลึก ๆ ในใจเราเชียร์ให้เขาเป็นตัวเอกหลัก ไม่ต้องดีก็ได้ ขอให้เป็นคนดำเนินเรื่อง เพราะมุมมองของเขาน่าสนใจมาก) ก็คือฉากที่นิกิต้าได้ไฟล์ข้อมูลส่วนตัวของเขามา 

และข้อมูลตรงนี้แหละ คือจุดเริ่มต้นของการทำความรู้จักตัวละครที่ซับซ้อนเช่นเขา ความน่ากลัวก็คือ ข้อมูลที่เรารับรู้เกี่ยวกับเขาก็คือ ในวัยสิบหกปีเขาอาจจะมีส่วนเกี่ยวข้องกับการตายของผู้หญิงชาวเชนจิ้งค์ และเคเลบคือลูกศิษย์เอกของซานตาโน เอนริค แน่นอนว่าเราไม่เชื่อว่า เขาจะเป็นพวกเดียวกับซานตาโน ยังยืนยันในความหวังค่ะ จะต้องมีคำอธิบายเรื่องนี้

และก็มีคำอธิบาย เป็นคำอธิบายที่ดีมาเสียด้วย และเห็นได้ชัดว่า คนแต่งไม่ได้ลืมประเด็นนี้ เพราะใน Heart of Obsidian มีการเล่าไว้อย่างชัดเจน

แต่ด้วยคำอธิบายที่ได้จาก Heart of Obsidian เราก็สงสัยต่อนะคะ เพราะเมื่อเคเลบแม้จะไม่ได้ร่วมมือ แต่รับรู้เกี่ยวกับการกระทำของซานตาโนมาตลอด แม้เขาจะห้ามไม่ได้ แต่จัดด์ซึ่งเป็นเพื่อนของเขาจะรู้สึกอย่างไร เคเลบรู้ว่าเบรนนาถูกทำร้าย แม้ข้อจำกัดจะทำให้เขาทำอะไรไม่ได้ จัดด์จะโทษว่าเป็นความผิดของเขาหรือไม่ ประเด็นนี้ไม่ได้ถูกกล่าวถึงใน HOO เลยนะคะ แต่นลินีให้สัมภาษณ์ประเด็นนี้เอาไว้ และเราเห็นด้วยกับคำตอบของเธอ 

นอกจากนั้นแล้วเล่มนี้ยังแนะนำกลุ่มแอโรว์ ซึงเป็นองค์กรที่ถูกสร้างขึ้นเพื่อพิทักษ์ไซเลนซ์โดยเฉพาะ ตรงนี้เราพลาดไป ไม่ได้คิดว่ากลุ่มแอโรว์จะกลับมามีบทบาทสำคัญในเล่มอื่น ๆ หลังจากนี้

Mine to Posess

เนื่องจากประเด็นหลักของเล่มนี้ก็คือการแนะนำกลุ่ม The Forgotten ทำให้เกือบตลอดทั้งเรื่องแทบจะไม่ได้เห็นโกสต์ หรือเคเลบ แต่เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในเล่มนี้ก็คือว่า เป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ นอกจากนี้ก็ยังเปิดเผยข้อมูลที่ยิ่งสร้างความน่ากลัวให้กับเคเลบ

สิ่งหนึ่งที่เราได้จากเล่มนี้ก็คือ ความชัดเจน (หรืออาจจะเรียกว่าความเลือดเย็น) ของโกสต์ในการกำจัดไซเลนซ์  เขาไม่แคร์เผ่าพันธุ์ไหนทั้งสิ้น และพร้อมที่จะฆ่าขาวไซด้วยกัน ถ้าคนคนนั้นขวางทางเขาอยู่ ในเล่มนี้โกสต์วางแผนลอบสังหารมาร์แชล สมาชิกสภาชาวไซ ซึ่งเราไม่เข้าใจนะคะ ทำไมถึงเป็นมาร์แชล เพราะในกระบวนสมาชิกสภาทั้งเจ็ดคน ดูมาร์แชลเป็นคนที่ร้ายกาจน้อยที่สุดด้วยซ้ำ  หลายครั้งเขาออกความเห็นที่เป็นประโยชน์ต่อกลุ่มตัวเอกด้วย มีคนอื่นอีกตั้งเยอะที่ควรจะเป็นเป้าในการลอบสังหาร แต่โกสต์กลับเลือกมาร์แชล

ทฤษฏีของเราซึ่งเชื่อว่า เคเลบคือโกสต์ คำถามนี้ก็จะสามารถอธิบายได้ง่าย ๆ เมื่อช่วงท้ายเรื่อง เมื่อเคเลบเริ่มบทบาทความเป็นผู้นำในสภาชาวไซ

แต่เอาเข้าจริง ในเรื่อง Heart of Obsidian มันลึกซึ้งไปกว่านั้น เพราะมาร์แชลคือคนที่รู้ว่า ซานตาโนเป็นคนยังไง แต่ไม่ห้ามปราม กลับส่งเสริม นั่นคือจึงทำให้เขาเป็นเป้าหมายแรก และมันยิ่งทำให้เราชื่นชมคนแต่งเพิ่มมากขึ้นไปอีก ที่เธอไม่ลืมแม้กระทั่งประเด็นเล็กน้อยเช่นนี้ ทุกอย่างมีคำอธิบาย และเป็นคำอธิบายที่ดีมากเสียด้วย 

เคเลบแทบจะไม่ได้ออกมีบทบาทในเล่มนี้เลย บอกตามตรงนะคะ ไม่ว่าคาแร็คเตอร์หลักในเรื่องจะน่าสนใจมากขนาดไหน เราก็พุ่งความสนใจทั้งหมดที่มีให้กับฉากที่เคเลบออกมาเป็นคนดำเนินเรื่อง เพราะทุกวินาทีที่เราได้เข้าไปเห็นสิ่งที่เขาคิด เราคาดหวังว่า จะได้รุ้จักเขามากยิ่งขึ้น และในเล่มนี้เราก็ได้รับรู้สิ่งที่น่ากลัวยิ่งนัก เมื่อความจริงเปิดเผยว่า เคเลบเองได้ติดต่อกับดาร์คมายด์มาตั้งแต่อายุได้เจ็ดปี (และถ้าจำรายละเอียดกันได้ นั่นเป็นอายุที่เขาตัดสินใจว่า ต้องการเป็นสมาชิกสภาชาวไซ) 

นอกจากนี้ นี่เป็นครั้งแรกที่กล่าวถึงร่องรอย/เครื่องหมายบางอย่างบนต้นแขนของเขา สิ่งที่เขาบอกว่า เปลี่ยนแปลงชีวิตเขาจนไม่อาจไถ่บาปได้ เป็นเครื่องย้ำเตือนถึงตัวตนที่เขาเป็น และสิ่งที่เขาพร้อมที่จะทำเพื่อเป้าหมายนั้น มันคืออะไรกันแน่ 

ในเรื่อง Heart of Obsidian เจ้าร่องรอย/เครื่องหมายนี้ก็คือส่วนที่อาจจะเรียกได้ว่า สำคัญมากที่สุดของเล่มเลยก็ว่าได้

นี่เป็นครั้งแรกที่คนอ่านได้เห็นการเดินไปยืนบนขอบระเบียง (ที่ไม่มีรั้วกั้น) ซึ่งต่อมาเขาต้องมาต่อเติมรั้วกั้นเอง เพราะกลัวซาฮาราจะตกลงไป ฉากนี้จะถูกใช้ในหลายต่อหลายเล่ม เรียกได้ว่า กลายเป็นซิกเนเจอร์ของเคเลบไปเลยล่ะ  

Hostage to Pleasure

เนื่องจากเล่มนี้โฟกัสของเรื่องอยู่ที่การนำเสนอว่า ไม่ใช่เฉพาะสภาชาวไซเท่านั้นที่เป็นศัตรูที่น่ากลัว ยังมีกลุ่มกองกำลังติดอาวุธชาวมนุษย์อีกกลุ่มนึงที่เข้ามาเล่นเกมแย่งอำนาจในโลกของชุดนี้ด้วย

เล่มนี้แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนเป็นครั้งแรกว่า สิ่งที่เคเลบตามหาก็คือ ใครสักคน ไม่ใช่สิ่งของ ไม่ใช่ข้อมูลความลับ แต่เป็นเจ้าของจี้สร้อยข้อมือรูปดาว ใครบางคนที่เขาตามหาตลอดเวลา ไม่ว่า ณ เวลานั้นเขากำลังจะทำอะไรอยู่ก็ตาม จิตใต้สำนึกของเขาออกตามหาในไซเน็ต และเมื่อคิดว่า เคเลบคือคนที่สื่อสารกับเน็ตมายด์ รวมไปถึงดาร์คมายด์ได้ แต่เขากลับไม่อาจหาตัวเธอจนเจอ นี่ถือเป็นเรื่องใหญ่ไม่น้อย 

แน่นอนว่าใน Heart of Obsidian เราก็รู้ว่า จี้สร้อยข้อมือนี้มีความหมายอย่างไร (ของขวัญวันเกิด) และคนที่เขาตามหาคือใคร

กลุ่มเพียวไซปรากฎตัวเป็นครั้งแรกในเล่มนี้ สิ่งที่เราสนใจมาก ๆ ก็คือ อะไรคือ F_GALTON1882 ซึ่งเป็นพาสเวิร์ดที่กลุ่มเพียวไซส่งให้กับเฮนรี สกีอต หนึ่งในสมาชิกสภาชาวไซ เรื่องบอกว่า นั่นเป็นคำที่เฮนรีคุ้นเคยเป็นอย่างดี เราไม่รู้นะคะ เพราะใน Heart of Obsidian ก็ดูเหมือนกลุ่มนี้จะหมดน้ำยาไปแล้ว แต่นลินี ซิงห์บอกว่า เรื่องในภาพรวมชุดนี้ยังเหลืออีกประมาณหนึ่งถึงสามเล่ม เราคิดว่า กลุ่มเพียวไซอาจจะมีบทบาทอีกก็ได้ และเจ้าคำคำนี้อาจจะมีความหมายอะไรขึ้นมา (หรือมันมีความหมายแล้ว แต่เราจับใจความไม่เจอเอง ถ้าใครรู้บอกมาด้วยก็ดีมากเลยค่ะ) 

และเรื่องเริ่มแสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่า มีชาวไซหลายคนที่พร้อมจะก่อการกบฎต่อสภาชาวไซ และนั่นรวมไปถึงนักรบกลุ่มแอโรว์ ตรงนี้ไม่ได้คิดมาก่อนเลย ตอนอ่านเจอเวสิคครั้งแรก

Branded by Fire 

เรื่องนี้โฟกัสกลับไปที่ชาวเชนจิงค์อีกครั้ง เพราะตัวเอกทั้งสองมาจากเผ่าดาร์คริเวอร์ และสโนว์แดนเซอร์ แต่เบาะแสสำคัญที่สุดเกี่ยวกับโกสต์ถูกเปิดเผยในเล่มนี้  

คำใบ้สำคัญที่เราได้จากเล่มนี้เกี่ยวกับตัวตนของโกสต์ก็คือ เฟธซึ่งสามารถติดต่อกับเน็ตมายด์ได้ มองเห็นรอยร้าวของเกราะป้องกันไซเน็ต เธอมองเห็นรอยร้าวของโกสต์ ซึ่งเธอบอกว่า เกิดขึ้นมานานก่อนคนอื่นด้วยซ้ำ และเมื่อไรก็ตามที่โกสต์เลือกที่จะตัดขาดจากกระบวนการไซเลนซ์ เมื่อนั้นทุกอย่างก็พังทลาย (นั่นไม่ได้หมายความว่า ไซเน็ตจะพินาศ นั่นแม้แต่เฟธเองก็ไม่สามารถทำนายได้ แต่ความเปลี่ยนแปลงจะต้องเกิดขึ้นอย่างแน่นอน) คำใบ้อีกอันที่สำคัญไม่แพ้กันก็คือ โกสต์คือชาวไซที่มีความสามารถพิเศษที่อยู่ในระดับสูงมาก ๆ และในมุมมองของโกสต์เองก็บอกว่า ความสามารถของเขาอยู่ในข่ายทำลายล้างที่สูงมาก และเท่าที่เราอ่านมา น่าจะหมายถึงคนที่มีความสามารถด้าน Tk ใช่ไหม และใครล่ะที่มีความสามารถด้าน Tk และอยู่ในระดับสูงมากพอที่จะเข้าถึงข้อมูลที่โกสต์รู้ได้ เช่นกันในเล่มนี้ก็เป็นครั้งแรกที่บอกว่า ถ้าเมื่อใดก็ตามที่โกสต์สูญเสียความควบคุม ไซเน็ตคงจะพินาศ

ตรงนี้ถือเป็นคำใบ้ที่ใหญ่มาก เมื่อมองย้อนหลังกลับมา เราคิดเลยนะว่า ทำไมอ่านแล้วไม่ปักใจว่าเคเลบ คือโกสต์ เราเชื่อว่าเขาเป็นโกสต์แต่ไม่มีหลักฐานจนกระทั่งเล่ม Kiss of Snow

และนี่ก็เป็น backsight ล้วน ๆ เมื่อเรากลับมาอ่านเล่มนี้อีกครั้ง (หลังจากอ่านอีกครั้งไปแล้ว) เราเริ่มรู้สึกว่า ในเล่มนี้แหละที่จัดด์รู้ตัวตนที่แท้จริงของโกสต์แล้วว่า เขาคือใคร บทสนทนาที่ทั้งสองคุยกันถึงทางเลือกในเรื่องไซเลนซ์ ประโยคแรกที่จัดด์พูดกับโกสต์ที่ว่า เขาไม่คาดว่าโกสต์จะติดต่อมาในตอนนี้ เพราะมีเรื่องเกิดขึ้นมากมาย โดยเฉพาะเรื่องข่าวการลอบสังหารสมาชิกสภาชาวไซ เมื่อคิดย้อนหลัง ตรงนี้แหละเป็นคำใบ้สำคัญมาก

มาทางด้านเคเลบบ้าง เรื่องบอกใบ้มาตลอดถึงความแข็งแกร่งในพลังพิเศษของเขา แต่เราคิดว่า นี่เป็นครั้งแรกทีมีการยอมรับว่า เขาเป็นผู้ที่มีความสามารถด้าน Tk ที่ทรงพลังที่สุดในไซเน็ต นั่นไม่ใช่เรื่องน่าตกใจ แต่เราขอบอกว่า ตอนอ่านเจอฉากหลังจากความพยายามลอบสังหารเขา ซึ่งได้กล่าวถึงร่องรอย/เครื่องหมายบางอย่างบนต้นแขนของเขาอีกครั้ง (หลังจากพูดถึงมาแล้วเล็กน้อยในเล่มก่อนหน้า) ความสำคัญของมันที่เขาไม่อาจให้ใครอื่นเห็นได้ เพราะมันอาจจะเป็นหลักฐานปักปรัมความผิดบางอย่างแก่เขาได้ อีกทั้งโยงใยกลับไปที่ซานตาโน เอ็นริคอีกครั้ง ในฐานะของคนที่สอนทุกอย่างให้กับเคเลบ ตรงนี้เครียดไปเลย เพราะตอกย้ำประเด็นเรื่องของเป็นลูกศิษย์เอกของซานตาโนอีกแล้ว

ปริศนาอีกอย่างที่โผล่ขึ้นมาในเล่มนี้ก็เกี่ยวกับบ้าน ณ ชานเมืองมอสโคว์ของเขา บ้านที่เขาบอกว่า ไม่ได้เป็นเจ้าของ หากแต่มีหน้าที่เพียงแค่เพียงดูแลเท่านั้นเองซึ่งมันมีสิทธิที่จะเกี่ยวข้องกับใครก็ตามที่เขาออกตามหา และเราคิดถูก

ความน่าสนใจอีกอย่างนึงในเล่มนี้ก็คือ ได้เผยธาตุแท้ของทาเทียนา ริกา-สมิธ สมาชิกสภาชาวไซออกมาแล้ว เราไม่ได้คิดว่า เธอจะเป็นคนดีนะคะ มันเป็นไปไม่ได้สำหรับคนที่ขึ้นมาอยู่ในระดับนี้ แต่เราคิดว่า ยังมีสิทธิที่เธออาจจะกลายมาเป็นกลุ่มปฏิวัติได้ แต่เล่มนี้คอนเฟิร์มชัดเจน และทำให้เห็นว่า เธอร้ายกว่าที่คิดเยอะมาก และยังร้ายมากกว่านั้น เมื่อเธอคือตัวการสำคัญในการทรมานซาฮารา

Blaze of Memory

ตอนนี้ทุกอย่างชัดเจนแล้วว่า ไซเน็ทกำลังป่วย และอาการที่แสดงออกก็ร้ายแรง ด้วยการส่งผลต่อสภาพจิตของชาวไซ ผลักดันให้พวกเขาใช้ความรุนแรง มาจนนำไปสู่การฆาตกรรมหมู่ เหตุการณ์ที่สภาพยายามปกปิด แต่มันก็ไม่ใช่เรื่องง่าย และหนทางแก้ไขก็ดูมืดมน เพราะเมื่อชาวไซเลือกวิธีการไซเลนซ์ พวกเขาแยกตัวเองออกจากอารมณ์ ความโกรธ ความเกลียด ด้านมืดถูกกดเอาไว้ แต่ในที่สุดมันก็ต้องหาทางแสดงตัวเองออกมา สัญญาณของความปั่นป่วนยุ่งเหยิงเห็นได้อย่างชัดเจน

ในเรื่อง Heart of Obsidian ไม่ได้แก้ปัญหาเรื่องนี้ และเห็นได้ชัดว่า โรคร้ายที่เกิดในไซเน็ตก็ยังคงระบาดต่อ เอานี้เดาเอานะคะ คิดว่า น่าจะเป็นประเด็นที่ต้องตามอ่านกันต่อไปในเล่มสิบสามหรือสิบสี่ในชุด

นอกจากนี้ความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในหน่วยแอโรว์ก็เป็นประเด็นสำคัญ เมื่อทหารหน่วยที่ร้ายกาจที่สุดในไซเน็ตแสดงการปฏิเสธหมิง สมาชิกสภาผู้ถูกมองว่าเป็นผู้นำหน่วย นี่เป็นเรื่องใหญ่ เพราะแอโรว์ถูกสร้างขึ้นมาด้วยเพียงเป้าหมายเดียว นั่นก็คือ การรักษาไซเลนซ์ ทหารในหน่วยประกอบด้วยชาวไซผู้มีความสามารถพิเศษที่น่าหวาดกลัว มีความเชื่อกันถึงขนาดที่ว่า พวกเขาสามารถยึดครองไซเน็ตได้ด้วยซ้ำ ในตอนท้ายเรื่องเห็นได้ชัดว่า พวกเขาตีตัวออกจากหมิง และกำลังมองหาผู้นำคนใหม่ หนึ่งในคนที่พวกเขาคัดเลือกก็คือ เคเลบ ครายแช็ค

นอกจากนี้เรารู้สึกเหมือนคนแต่งพยายามวางตัวล่อเกี่ยวกับตัวตนที่แท้จริงของโกสต์เอาไว้ในเล่มนี้ด้วย เพราะเวสิคมีลักษณะหลายอย่างที่จะเป็นโกสตืได้ เขาเป็น Tk ที่ทรงพลัง ทำงานใกล้ชิดกับสมาชิกสภา อยู่ในความเงียบอย่างสมบูรณ์แบบ และดูเหมือนเขาพร้อมจะทำทุกอย่างเพื่อปกป้องไซเน็ต (เพราะอยู่ในกลุ่มกบฎ) แต่ยังไงก็ยังปักใจกับความเชื่อเดิมค่ะว่า เคเลบคือโกสต์

ประเด็นความภักดีของหน่วยแอโรว์กลายเป็นเรื่องใหญ่จริง และถูกใช้ในอีกหลายเล่มต่อมา นอกจากนี้ดูท่าทางแล้ว เอเดนซึ่งมีชื่ออกมาในเล่มนี้ครั้งแรก (แม้ว่าตัวตนของเขาจะออกมาก่อนหน้านี้แล้วใน Branded by Fire) จะกลายเป็นอีกหนึ่งตัวเอง ที่สำคัญสำหรับเราแล้ว โดดเด่นยิ่งกว่าเวสิคเสียอีก

ทางด้านโกสต์ (ผ่านบทสนทนาระหว่างเขา, จัดด์, และหลวงพ่อเปเรซ) การที่เขาลังเลไม่ตอบคำถามว่า ความภักดีแรกของเขาอยู่ที่ไหน เมื่อจัดด์สงสัยว่า การกระทำของเขาไม่ใช่เพียงเพราะเพื่อความสงบสุขของไซเน็ต หากแต่เป็นบางอย่างที่เป็นส่วนตัวอย่างยิ่ง จุดนี้ยิ่งทำให้นึกถึงคนที่เคเลบตามหา และก็จริง

เราสนใจผู้หญิงที่ชื่อนีน่าของหลวงพ่อเปเรซด้วย เธออาจจะมีบทต่อไปในเล่มหน้า ๆ ใน Heart of Obsidian เธอยังไม่ออกนะคะ แต่มีการกล่าวถึง และเราขอบคุณที่คนแต่งใจดีพอ

คิดอยู่ว่า กลุ่ม The Forgotten จะมีบทบาทอะไรมากต่อไปในอนาคตรึเปล่า คำตอบคือไม่มาก เดฟมีชื่อโผล่มาในเรื่อง Kiss of Snow  และใน Heart of Obsidian ตอนนี้กำลังคิดว่า นลินี ซิงห์ต้องการใช้กลุ่มผู้ถูกลืมเป็นต้นแบบในการหาทางออกให้กับชาวไซ หลังจากที่ไซเลนซ์ล่มสลายลงไปรีเปล่า

Bonds of Justice

กลุ่มเพียวไซดูเหมือนจะกลายเป็นประเด็นใหญ่ไปแล้ว ตอนที่กล่าวถึงกลุ่มนี้ครั้งแรกเราไม่คิดว่า จะมีประเด็นนี้เข้ามานะคะ เราคิดว่า จะเป็นเรื่องการสู้กันระหว่างสมาชิกสภามากกว่า (สรุปก็คือ เราเดาไม่ออกนั่นแหละ) แต่ในเล่มนี้ก็ชัดเจนแล้วว่า ตัวร้ายจะเป็นใคร (เฮนรี สก๊อต ขอบอกว่าช็อคมาก) โดยมีกลุ่มเพียวไซหนุนหลัง เราสงสัยแรงจูงใจของหมิงที่ดูกลายเป็นคนดีอย่างไม่น่าเชื่อ (คิดว่าเล่นละครแน่ ๆ) ซึ่งก็ถูก เพราะปรากฎชัดเจนว่า เขาแอบช่วยกลุ่มเพียวไซอยู่

เล่มนี้ไม่มีการกล่าวถึงโกสต์ ซึ่งไม่ใช่เรื่องใหญ่ เพราะกล่าวถึงเคเลบ เล่มนี้เป็นครั้งแรกที่เราเห็นเขาแสดงอารมณ์อะไรบางอย่างออกมา ฉากที่เขากลับไปที่โรงแรมที่โซเฟียถูกคนร้ายลักพาตัวไป แล้วพูดว่า "For you" อ่านแล้วขนลุกมาก จี้สร้อยข้อมือรูปดาวถูกพูดถึงอีกแล้ว เชื่อว่าจะต้องเกี่ยวกับคนที่เขากำลังตามหาแน่นอน โดยเฉพาะเมื่อเขายอมรับว่า มีความสามารถในการเคลื่อนย้าย (Teleport) ไปยังตัวบุคคลได้ แต่เขากลับไม่สามารถไปหาคนคนนี้ได้ ไม่ว่าจะพยายามมากเพียงไร และเขาพยายามมาตลอดหกปี (แปลว่า คนคนนี้หายไปแล้วหกปี?) แล้วยังตาแบบชาวไซที่มีความสามารถระดับคาร์ดินัลที่มีประกายสีขาวตลอดเวลาเปลี่ยนเป็นสีดำของเขาอีก หมายความว่ายังไงกันแน่ คำตอบทุกอย่างอยู่ใน Heart of Obsidian

นึกอยู่ว่า มีตัวละครตัวไหนที่หายตัวไปบ้างเป็นเวลาหกปี ในเรื่องนี้มีน้องชายของพระเอกชื่อว่า ริเวอร์ แต่ก็หายไปนานกว่านั้น แล้วดูแล้วเป็นผู้ชายจะใส่สร้อยข้อมือเหรอ ก็ไม่น่าเป็นไปได้ คนที่เคเลบตามหาน่าจะเป็นผู้หญิง (แล้วฉากที่เขาคุยกับนิกิต้า และโดนถามเรื่องไซเลนซ์ เขามองลงไปแล้วเห็นดวงตาของผู้หญิงที่ร้องขอความเมตตาจากใคร? เราเดาว่าน่าจะเป็นซานตาโน จะต้องมีอะไรสักอย่างเกี่ยวข้องกะหมอนี่แน่)

และตอนนี้ผู้หญิงคนเดียวที่เรานึกออกว่า หายไปหกปีก็คือ ซาฮารา ไนท์สตาร์ ญาติของเฟธ ที่หายตัวไปตอนอายุแค่สิบหกปี ตอนนั้นเฟธบอกว่า หายไปเมื่อห้าปีก่อน และเวลาจากเรื่อง Vision of Heat มาเล่มนี้คือหนึ่งปี ก็รวมเป็นปีพอดี แต่เรายังคิดไม่ออกว่าจะเกี่ยวกับเคเลบได้ยังไง ตอนที่เขาเจอกับแอนโธนี ซึ่งเป็นลุงของซาฮารา ก็ไม่มีอะไรบ่งชี้ออกมา (แต่เคเลบก็เก็บอาการเสมอ)

กลับมาอ่านที่ตัวเองเขียนไว้อีกครั้งนึง (ก่อนจะเริ่มอ่านเรื่อง Play of Passion) ไม่อยากจะเชื่อว่าเราพลาดประเด็นนี้ไปได้ จี้สร้อยข้อมือที่เคเลบเก็บติดตัวไว้ตลอดเวลาเป็นรูปดาว และนามสกุลของซาฮาราก็คือ ไนท์สตาร์ (ดาว) เราเชื่อมั่นมาก ๆ ว่า เธอนี่แหละคือผู้หญิงที่เขาตามหา และเราชักสงสัยว่า อะไรทำให้คนสองคนนี้มาเจอกัน โดยเฉพาะเมื่อคิดถึงอายุที่แตกต่างกันอย่างมาก (หกปี) โดยเฉพาะตอนที่ซาฮาราหายตัวไป เธอเพิ่งจะสิบหก และเคเลบก็ยี่สิบสองแล้วในตอนนั้น

เมื่อเฉลยว่า เป็นซาฮาราจริง ๆ จะถือว่าเราเดาถูกได้ไหมเนี่ย

ที่สำคัญเล่มนี้เคเลบได้เบาะแสว่า คนที่เขาตามหายังคงมีชีวิตอยู่ และจากวิธีการที่เขาคิดถึงเวลาที่เขาตามหาคนคนนี้ เป็นเวลาหกปี ห้าเดือน สามอาทิตย์ มันละเอียดเกินกว่าจะเป็นคนอื่นที่ไม่สำคัญต่อเขาได้ (คนรัก? แต่ถ้าเป็นอย่างนั้นเคเลบยังคงอยู่ในไซเลนซ์ใช่ไหม?) และตอนจบของเรื่องก็ดูเหมือนว่า เขากำลังจะหาตัวคนคนนั้นเจอ

มีใครสักคน สักกลุ่มท้าทายเคเลบ ด้วยการเจาะเข้าไปยังเกราะชั้นนอกของเขา (ที่ใช้ป้องกันจิตที่ติดต่อกับไซเน็ต) ประเด็นนี้เราคิดว่าคลี่คลายแล้วนะคะ เข้าใจว่าคนที่ทำน่าจะเป็นกลุ่มแอโรว์นั่นแหละ เพราะทดสอบ และลองเชิงคนที่พวกเขากำลังมองดูอยู่ว่าอาจจะเป็นผู้นำกลุ่มแอโรว์ในอนาคตได้

แอนโธนี่กับนิกิต้า ดูแล้วน่าจะกลายเป็นพันธมิตรกัน ที่มากกว่านั้น จากการสนทนาดูเหมือนนิกิต้าเองก็ไม่ได้อยู่ในไซเลนซ์เท่าไหร (ส่วนแอนโธนี่ชัดเจนแล้วว่าเขามีความรู้สึกจากเรื่อง Vision of Heat) การที่ทั้งคู่คุยกันว่า มีหลายอย่างที่เหมือนกัน น่าจะหมายถึงเฟธ และซาช่า รวมไปทั้งความรู้สึกด้วย และเหตุการณ์ตอนท้ายเรื่องที่นิกิต้ายอมโดนคนร้ายจับ และเหมือนกับจะยอมโดนทำร้าย เมื่อถูกขู่ว่า ถ้าไม่ยอมจะทำร้ายซาช่า ทำให้เรามองเธอด้วยสายตาใหม่หมด เราคิดว่า เธอแคร์ลูกสาวนะคะ ไม่มากก็น้อย แต่ไม่ใช่ผูกพันมากเท่าที่ได้เห็นในเล่มนี้ เราเริ่มคิดว่า ในความเย็นชาของนิกิต้า ก็ความพยายามที่จะปกป้องลูกสาวนั่นเอง

แล้วอะไรคือ "เรื่องน่าสนใจ" ที่เคเลบค้นพบเกี่ยวกับกลุ่ม E Psy ในเรื่องไม่ได้บอกไว้ตรง ๆ ใช่ความสามารถของซาช่าในการหยุดยั้งความรุนแรงรึเปล่า เรากำลังคิดว่า จุดนี้จะถูกใช้ในหลังจากไซเลนซ์ถูกทำลายลงด้วยรึเปล่า?

Play of Passion

กลุ่มเพียวไซกลายเป็นคนร้ายใหญ่อย่างที่คิดเมื่อเริ่มเดินเกมด้วยการฆ่าชาวไซที่มีแนวโน้มว่าจะละทิ้งไซเลนซ์ นอกจากนี้ยังวางแผนโจมตีเผ่าเชนจิงค์สองเผ่า ดาร์คริเวอร์ และสโนว์แดนเซอร์เพื่อหวังสร้างความวุ่นวายให้กับเขตการปกครองของนิกิต้า ซึ่งถือว่าเป็นสมาชิกสภาชาวไซที่แสดงความเห็นคัดค้านลัทธิเพียวไซชัดเจน แม้เราจะไม่ค่อยเก็ตกับแผนการของเพียวไซ (ทำไมไม่โจมตีนิกิต้าโดยตรงไปเลย ไปลากเอาเชนจิ้งค์มายุ่งทำไม แต่ก็นะ พวกนี้เป็นคนร้าย อาจจะไม่ฉลาดมากนัก) เล่มนี้ถือว่า พล็อตเคลื่อนที่ไปเร็วมาก

นิกิต้าและแอนโธนีกลายเป็นพันธมิตรกันอย่างชัดเจน และการยอมรับของนิกิต้าเกี่ยวกับยีน E Psy ก็ยืนยันความคิดของเราเกี่ยวกับนิกิต้ามากขึ้น เห็นได้ชัดเจนว่า นิกิต้า และแอนโธนีซึ่งไม่มีกองกำลังทางทหารไว้ต่อกรกับกลุ่มเพียวไซ ไม่ต้องการความช่วยเหลือจากเคเลบ (ที่น่าจะยึดหน่วยแอโรว์ได้) ทางออกเดียวของทั้งสองก็คือการเป็นพันธมิตรกับเผ่าดาร์คริเวอร์ และสโนวแดนเซอร์ (ซึ่งเกิดช่วงท้ายของเรื่อง) ที่มากไปกว่านั้น นิกิต้าประกาศชัดเจนว่า เธอไม่สนับสนุนไซเลนซ์อีกต่อไป

หน่วยแอโรว์ตีจากหมิงจริง ๆ และกำลังเลือกผู้นำใหม่อยู่ แคนดิเดทมีเคเลบ เวสิค ซึ่งไม่ต้องการขึ้นเป็นผู้นำ ทำให้ชื่อของเอเดนปรากฎขึ้นมา (เรารู้อะไรเกี่ยวกับเอเดนบ้าง?)

ถ้าจำไม่ผิด เอเดนออกมาในเรื่อง Blaze of Memory แต่หลังจากย้อนไปค้นแล้ว จริง ๆ เขาออกมาตั้งแต่ในเรื่อง Hostage to Pleasure เป็นหมอภาคสนามที่เวสิคพามารักษาอาการของดอเรียนที่ถูกทำร้าย (ถ้าไม่ย้อนไปอ่านไม่มีทางเจอแน่ ๆ)

โกสต์ดูเหมือนว่ากำลังยุ่งกับอะไรบางอย่าง จากความเห็นของจัดด์ (ที่เหมือนจะรู้แล้วนะว่า โกสต์คือใคร) บอกว่า ถ้าเขาคิดถูก จะทำให้นักปฏิบัติที่อันตรายอย่างโกสต์ยิ่งอันตรายเพิ่มมากขึ้น แบบนี้เราโยงเข้ากับการที่เคเลบมีโอกาสที่จะขึ้นเป็นผู้นำของกลุ่มแอโรว์ได้รึเปล่า เพราะถ้าทั้งสองเป็นคนเดียวกัน ถ้าเคเลบได้กองกำลังแอโรว์มาอยู่ในครอบครอง ใครจะหยุดเขาได้

และเห็นได้ชัดว่า โกสต์ใกล้ชิดกับเน็ตมายด์เป็นอย่างมาก มากขนาดที่ทำให้จัดด์เป็นห่วงสุขภาพจิต (เพราะเน็ตมายด์ก็ป่วย) ในเรื่องคนที่ใกล้ชิดติดต่อกับเน็ตมายด์ได้ ต้องมีความสามารถทาง Tk หรือ F และโกสต์มีความสามารถทางด้านทำลายล้าง จะเป็นอะไรได้อีกนอกจาก Tk แล้วก็กลับมาคำถามเดิมว่า จะเป็นใครได้อีกล่ะ

แล้วยังการที่จัดด์ขัดขวางแผนการของโกสต์ในการกำจัดสมาชิกสภาชาวไซทุกคน (ซึ่งถ้าทำอย่างนั้นผลกระทบในไซเน็ตอาจจะทำให้คนตายเป็นเบือ) ด้วยการให้เหตุผลว่า ให้เขานึกถึงใครสักคน คนเพียงคนเดียวที่โกสต์ห่วงใยมากพอ ลองคิดถึงคนคนนั้นก่อนที่จะตัดสินใจทำอะไรต่อไป คำเตือนนั้นมากพอที่จะทำให้โกสต์ล้มเลิกแผนการ โกสต์จะเป็นใครอื่นได้อีกล่ะ (เริ่มรู้สึกว่า ความเชื่อมั่นของเรามีหลักฐานสนับสนุนมากพอแล้ว)

หลังจากเคเลบมีบทเยอะมากในเล่มก่อน เล่มนี้แทบจะไม่เห็น ไม่มี POV ของเขามาให้อ่านเลย

Kiss of Snow

สมกับความหนาของเล่ม เล่มนี้ใหญ่หลวงมาก กองทัพเพียวไซพ่ายแพ้พลังเอ็กซ์ของเซียนนายับเยิน เรารู้สึกเหมือนมาถึงจุดสิ้นสุดของพล็อตเรื่องที่เกี่ยวกับเผ่าสโนว์แดนเซอร์แล้วล่ะ เพราะเหมือนประเด็นหลัก ๆ จบไปหมดแล้ว ต่อไปน่าจะเป็นเรื่องของชาวไซตีกันเองแล้วนะ ซึ่งผิดเพราะแต่เล่มต่อไปก็ยังเป็นเรื่องของคนในเผ่านี้อยู่อีก

เรื่องนี้มีหลายประเด็นมากมายเริ่มจากกลุ่มแอโรว์ที่ตอนนี้ให้ความภักดีกับเคเลบไปแล้ว แต่ดูเหมือนจะเป็นการให้แบบมีข้อแม้ ผู้นำที่แท้จริงของแอโรว์ไม่ใช่เวสิคอย่างที่คิด แต่กลับเป็นเอเดน และเขาดูจะมีอะไรมากกว่าที่ตาเห็น เราไม่เชื่อว่า เขาจะเป็นหน่วยแพทย์ประจำทีมหรอกนะ จากเรื่องรู้ว่า ความสามารถของเขาเป็นเรื่องโทรจิต ซึ่งนั่นก็เป็นความสามารถที่ร้ายแรง แต่ (สำหรับเรา) ไม่เท่า Tk มันน่าจะมีอะไรมากกว่านั้น

จากการอ่านซ้ำ ก็เลยเห็นว่า ตอนที่เขาออกมามีบทในเรื่อง Hostage to Pleasure โทรจิตเป็นแค่ฉากหน้า เขาเป็น F Psy ซึ่งน่ากลัวมาก

ดูเหมือนหน่วยแอโรว์มาถึงทางแยก เพราะไซเลนซ์อาจจะเป็นวิธีการเดียวที่ช่วยเหลือสมาชิกในหน่วยได้ แต่ไซแลนซ์กำลังจบลง และแอโรว์ต้องเลือกฝ่าย ตอนจบของเล่มนี้ เอเดนคุยกับจัดด์ ถึงเขาจะไม่ได้บอกตรง ๆ ว่าเลือกข้างไหน ก็พอจะเห็นได้ว่า พวกเขาน่าจะเลือกข้างอารมณ์ เพราะตามคำพูดของเอเดนเอง มันก็ยังดีกว่าความมืด เอเดนจะเลือกอย่างอื่นได้เหรอ

ทุกอย่างคอนเฟิร์มใน Heart of Obsidian เมื่อแอโรว์เลือกข้างเดียวกับเคเลบ และยกเลิกนโยบายไซเลนซ์

จุดที่ต้องติดตามอ่านต่อก็คือ ความสามารถในการสร้างภาพลวงตาที่วอร์คเกอร์สอนให้กับเอเดน จะถูกใช้ไปในรูแบบไหนบ้าง ใน Tangled of Need ก็เฉลยออกมาว่า มีสมาชิกหน่วยแอโรว์หลายคนที่อยู่นอกไซเน็ต 

ยิ่งอ่านยิ่งรู้สึกว่า เอเดนกลายเป็นตัวละครที่สำคัญมาก ๆ ตอนนี้สนใจเขารองลงมาจากเคเลบแล้วล่ะ

แล้วก็รู้สึกว่า โง่มากที่ไม่ตั้งคำถามตั้งแต่ตอนแรกที่อ่านเจอว่าวอร์คเกอร์เป็นครู ไม่เคยคิดเลยว่า เขาจะเป็นครูสอนเด็กในหน่วยแอโรว์ นั่นทำให้วอร์คเกอร์เท่ห์ขึ้นมาแบบเยอะมาก

เล่มนี้คอนเฟิร์มว่าจัดด์รู้ตัวตนที่แท้จริงของโกสต์แล้ว จุดนี้ทำให้เราเชื่อมั่นเกินร้อยว่า เรารู้แล้วว่าโกสต์คือใคร คีย์เวิร์ดก็คือ จัดด์ไม่เคยเห็นหน้าของโกสต์เลย เขาเดาได้ว่าเป็นใคร จึงพยายามไม่เห็นหน้า จะได้ไม่ต้องมีความลับรั่วไหล และแคนดิเดทที่เราคิดว่ามีสิทธิเป็นโกสต์ในเวลานี้ก็มีแค่เวสิค  (และเอเดนอีกคนที่เล่มนี้บทเด่น) ซึ่งจัดด์รู้จักทั้งสองคนเพราะอยู่ในหน่วยเดียวกัน ก็เหลือแต่สภาชิกสภาชาวไซคนนั้น ที่เรานึกยังไงก็นึกไม่ออกว่า เคยเจอหน้ากับจัดด์มาก่อน แล้วยังการที่โกสต์เข้าถึงแหล่งข้อมูลชั้นความลับสุดของไซเน็ตได้อีกล่ะ จะมีใครอื่นที่สนิทกับเน็ตมายด์มากพอที่จะทำได้อีกเหรอ

จริยธรรมที่ค่อนข้างกำกวมของโกสต์กลายเป็นประเด็นที่น่าสนใจ เห็นชัดเจนว่า เขาก่อการปฏิวัติไม่ใช่เพราะเพื่อคนหมู่มาก หรือเพราะเป็นสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับชาวไซ เรารู้สึกว่าการที่โกสต์มองตัวตนของตัวเอง กับสิ่งที่เขาเป็นไม่ใช่สิ่งเดียวกัน ตัวอย่างที่เห็นชัดเจนมากก็คือ ตอนที่เขาคิดว่า ตัวเองสามารถทรยศจัดด์แล้วหาทางควบคุมเซียนนาเพื่อใช้เธอเป็นอาวุธ ในความคิดของโกสต์ที่โชว์ให้คนอ่านเห็น เขามั่นใจตัวเองมากว่าทำได้ (นั่นยิ่งทำให้เขาเหมือนเคเลบ) แต่พอเอาเข้าจริง การกระทำของเขาไม่ใช่แบบนั้นเลย เขาพยายามให้เหตุผลกับตัวเองว่า ที่ยอมส่งตัวอลิซให้กับจัดด์นั้น เป็นเพราะแผนการเปลี่ยนแปลงกันได้ แต่เราคิดว่า เขาส่งมอบอลิซให้กับจัดด์ เพราะเขาทำอย่างอื่นไม่ได้ ในท้ายที่สุดจัดด์ก็คือเพื่อนของเขา และโกสต์ไม่ทรยศเพื่อน

จุดนี้กลายเป็นเรื่องที่วิเคราะห์กันได้อีกเยอะมากในเรื่อง Heart of Obsidian เราคาดว่าคาแร็คเตอร์ของเคเลบสร้างมาจุดนี้แหละ สิ่งที่เขาคิดว่า ตัวเองเป็น กับตัวตนที่เขาเป็นจริง ๆ มันไม่ใช่สิ่งเดียวกัน และในเรื่อง Heart of Obsidian เคเลบก็ให้เหตุผลเกี่ยวกับพลังของเซียนนาว่า เนื่องจากเธอไม่ยุ่งกับเขา เขาจึงไม่ยุ่งกับเธอ สำหรับเราแล้ว มันเป็นการให้เหตุผลกับตัวเอง เพื่อที่เขาจะได้ไม่ต้องมองว่า จริง ๆ แล้ว ลึก ๆ เขาไม่ใช่คนเลือดเย็นที่ทำอะไรเลวร้ายแบบนั้นได้

เราสงสัยว่า จัดด์รู้เรื่องพลังของเคเลบได้ยังไง รู้ขนาดที่ว่า เขามีพลังที่จะทำลายล้างเมืองได้ทั้งเมืองเพียงตัวคนเดียว (ถ้าเคเลบไม่ใช่โกสต์)

Tangled of Need

เล่มนี้เป็นเล่มที่โฟกัสอยู่ที่พล็อตรวมในชุดมากที่สุดเล่มนึงเลยก็ว่าได้ มากขนาดเรารู้สึกว่า ตัวเอกในเรื่องไม่มีความสำคัญเอาเลย แต่ในแง่ของการให้เบาะแส ข้อมุลถือว่าเยอะมาก

อาการป่วยของไซเน็ตดูเหมือนจะลุกลามใหญ๋โตขึ้น จากเหตุการณ์ที่ซันไซน์ สเตชั่น (ใน Blaze of Memory) ที่ความผิดปกติของไซเน็ตก่อให้เกิดความบ้าคลั่งจนนำไปสู่การตายครั้งใหญ่ ตอนนี้เชื้อโรคนั้นได้แทรกซึมเพิ่มมากขึ้น เคเลบซึ่งรับรู้ถึงอาการป่วยนี้กำลังจับตามมองคนไข้ที่เขาเรียกว่า 8-91 เพื่อดูว่า จะลุกลามไปมากเท่าใด เรื่องดูเหมือนว่า ไซเน็ตมาถึงจุดที่จะต้องทำอะไรสักอย่าง เพราะการใช้กระบวนการไซเลนซ์กำลังฆ่าไซเน็ตอย่างช้า ๆ

เหล่า F Psy ที่อยู่ในความดูแลของแอนโธนีต่างทำนายถึงความพินาศ ความตายที่ร้ายแรง มากยิ่งกว่าสงครามระหว่างเพียวไซกับชาวเชนจิ้งค์ (ใน Kiss of Snow) ซะอีก

เคเลบไล่ล่าตามเบาะแสเพื่อตามหาคนที่เขาตามหาเป็นเวลาเจ็ดปี เบาะแสที่ใกล้เข้ามาทุกที ตอนจบของเรื่องเปิดเผยออกมาว่า เขาได้เจอกับคนคนนั้นแล้ว และเธอเป็นผู้หญิง เราเริ่มมั่นใจว่า ทฤษฎีว่าผู้หญิงคนนี้คือ ซาฮารา ไนท์สตาร์ถูกต้องแน่นอน

แต่ดูเหมือนผู้หญิงคนนี้ไม่น่าจะมีความสัมพันธ์ที่ดีกับเคเลบมากนัก เพราะเขาถึงกับทำสัญญากับเผ่าเชนจิงค์ในรัสเซีย เพื่อเตรียมจ้างให้พวกนี้ออกตามหา กรณีที่คนคนนี้หนีไปจากเขา นั่นทำให้เราสงสัยว่า ทั้งสองเป็นคนรักกัน หรือเป็นใครสักคนที่เคเลบห่วงใย แต่สาวเจ้าอาจจะไม่ได้มีใจให้ (หรือไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเคเลบเป็นใคร) เพราะเขาถึงกับคาดว่าเธอจะหนี ประเด็นนี้เราผิดถนัด ทั้งคู่รู้จักกันและมากกว่านั้น แต่เช่นเดิม สิ่งที่เคเลบคิดว่าตัวเองเป็น กับตัวตนที่แท้จริงของเขา มันเป็นคนละเรื่องกันเลย และนั่นทำให้เขาคิดว่า ซาฮาราจะหนีไปจากเขา แม้ว่าเธอจะไม่ได้ทำแบบนั้นก็ตาม

ความคิดของเคเลบเกี่ยวกับไซเน็ตยังคลุมเครือ เขาต้องการที่จะยึดครองและขึ้นเป็นผู้นำไซเน็ต แต่ดูเหมือนเขามีอีกแผนการนึงซ่อนเอาไว้ แผนการที่ขึ้นอยู่กับผลลัพธ์ของการตามหาตัวคนคนนั้น

และเคเลบก็โชว์พลังมากขึ้นไปอีก จากที่ถูกเรียกว่า เป็น The most powerful Tk in the net ตอนนี้เขากลายเป็น Dual carnidal เพราะเป็นครั้งแรกที่เขาแสดงความสามารถทางโทรจิตระดับคาร์ดินัลออกมา เมื่อโผล่ไปช่วยไซเน็ตซ่อมแซมความเสียหายที่เกิดจากผู้ค้ำจุนไซเน็ตถูกฆ่าตาย รู้สึกเก่งเกินมนุษย์มาก (แต่ก็ไม่ใช่มนุษย์นี่นา) แต่ชอบนะ อ่านแล้วแบบรู้สึกเท่ห์จัง ที่น่าสนใจก็คือ ทั้ง Tk และ Tp เป็นความสามารถที่อันตราย ใช้ฆ่าคนได้ และเคเลบเป็นระดับคาร์ดินัลทั้งสองอย่าง

คิดอยู่ว่า ซิลเวอร์ ผู้ช่วยของเคเลบจะกลายเป็นคาแร็คเตอร์ที่สำคัญต่อไปในอนาคตรึเปล่า ความสัมพันธ์ของเธอกับเคเลบเปลี่ยนแปลงไปเรื่อย ๆ จากที่เขาไม่ไว้ใจเธอ และครอบครัว (อันมีเส้นสายอยู่ในเพียวไซ) มาเป็นการยอมรับว่า ถ้าเขาภักดีและดูแลเธอโดยไม่ทรยศ เธอก็จะไม่ทรยศเขาเช่นกัน เราว่านลินี ซิงห์ใช้เวลาเอ่ยชื่อซิลเวอร์ไม่น้อยนะ เธอจะน่าจะเป็นมีบทบาทสำคัญต่อไปแน่ ๆ

ตัวละครอีกตัวที่ชื่อโผล่มาบ่อยเหมือนกันก็คือ หัวหน้าเผ่าเชนจิงค์ที่อยู่ในพื้นที่ปกครองของเคเลบ เซเลงก้า เธอน่าจะเป็นอีกคนที่มีบทบาทในเรื่อง

ที่เซอร์ไพรส์มาก ๆ ก็คือ จัดด์ไม่ใช่แอโรว์คนแรก หรือคนเดียวที่หลบหนีออกจากไซเน็ตได้ เอเดนเปิดเผยว่า มันถูกทำเป็นขบวนการ (และเป็นไปได้มาก ๆ ว่า แอโรว์สองคนแรกที่หนีออกจากเน็ตก็คือ พ่อและแม่ของเอเดน) โดยตอนนี้มีชุมชนอยู่เมืองเวนิส ปัญหาก็คือ แม้จะหนีออกไปจากไซเน็ตได้ แต่เหล่าแอโรว์พวกนี้ก็ยังใช้ชีวิตแห้งแล้งเหมือนเดิม คำแนะนำของจัดด์ก็คือ ใช้ชีวิตอยู่ร่วมและปะปนกับมนุษย์และชาวเชนจิ้งค์บ้าง

ยิ่งอ่านยิ่งรู้สึกว่า เอเดนเด่นกว่าเวสิค เขาคือหัวหน้า และหัวใจของกลุ่มแอโรว์ และเขามีอะไรมากกว่าที่ตาเห็น นอกจากความสามารถทางโทรจิต ที่ได้รับการฝึกฝนจนสามารถหลอกลวงคนส่วนใหญ่ถึงพลังที่แท้จริงของเขาได้แล้ว เขายังเป็นคนที่แอโรว์ให้ความยอมรับนับถือ เรากำลังคิดอยู่ว่า ตอนที่บอกว่า เอเดนและเวสิค คนนึงยังอยู่ในไซเลนซ์ อีกคนไม่อยู่ ใครคือคนไหนกันแน่ เราคิดว่า เอเดนยังปฏิบัติไซเลนซ์ได้นะ ส่วนเวสิคน่าจะแตกไปนานแล้วล่ะ ดูท่าทางอยากตายมากแล้วด้วย

ชื่อเคชา เบล หัวหน้าหน่วยแพทย์ที่ดูแลทีมแอโรว์ในสถานที่กักกัน (ที่ควรจะเป็นที่ตายของพวกเขา) โผล่ขึ้นมา ต้องจำชื่อนี้แล้วล่ะ

อลิซ เรื่องของเธอชักน่าสนใจขึ้นมาก ๆ แล้วล่ะสิ สาวน้อยร้อยปีผู้หลับใหลตื่นขึ้นพร้อมความทรงจำไม่สมประกอบ แต่เธอจำซาอีด อเดลาจาได้ ที่น่าสนใจก็คือ เธอบอกว่า ซาอีดจะไม่ทำอะไรกับเธอแบบนี้ (เอามาใส่ในกล่อง) เรารู้สึกโทนการพูดของเธอเหมือนมีบางอย่างระหว่างเธอและซาอีดอยู่ คนรัก? ซาอีดปกป้องเธอด้วยการเอาไปแช่แข็ง เพื่อให้พ้นจากคนตามล่า? น่าสนใจมาก และเราชัดจะคิดว่า เธอจะต้องเป็นนางเอกไม่ใช่กับเอเดน ก็น่าจะเป็นเวสิค

โกสต์ดูไม่มั่นคงมากขึ้น ขนาดที่จัดด์ตั้งคำถามตัวเองว่า เขาจะมีความเป็นเพื่อนมากพอที่จะฆ่าโกสต์ที่เขาจะตัดสินใจทำอะไรที่เลวร้ายลงได้หรือไม่ โดยเฉพาะเมื่อจัดด์มองเห็นตัวเองในตัวตนของโกสต์ เห็นว่าพวกเขาอาจจะกลายเป็นคนแบบเดียวกันก็ได้ ถ้าสถานการณ์แตกต่างออกไป นั่นหมายถึงการที่จัดด์เจอเบรนนาและสามารถออกจากไซเลนซ์ได้โดยควบคุมพลังอันน่ากลัวของตัวเองได้รึเปล่า ผสมกับฉากที่โกสต์แอบไปงานแต่งงานของฮอร์คและเซียนนา แล้วแอบดูจัดด์ในยามที่เขาอยู่กับครอบครัว (ไม่ใช่นักปฏิวัติแบบที่พวกเขาเจอกัน) นั่นหมายถึงส่วนลึกของโกสต์เองก็ถวิลหาสิ่งนั้นอยู่เช่นกันใช่ไหม

บทจบของเล่มนี้ทำเอาเราอ้าปากค้าง เคเลบเจอผู้หญิงที่เขาตามหาแล้ว (และเรื่อง Heart of Obsidian เกิดขึ้นต่อจากเหตุการณ์นั้นพอดี)

 

 

 

RT Convention Trip (1 May 2013)

posted on 07 Jun 2013 15:55 by maxtreme  in AllAboutMax
1 May 2013

เวลาทำให้ทุกอย่างดีขึ้นจริง ๆ นะคะ เพราะแค่วันเดียว หลังจากนอนหลับไปตื่นนึง เราตื่นขึ้นเพราะกับความรู้สึกที่เปลี่ยนไป แน่นอนว่าเรายังเซ็งมากกับการที่กระเป๋าหาย แต่นั่นคือสิ่งที่เราควบคุมไม่ได้ และแก้ไขไม่ได้ ถ้าเราหมกหมุ่นอยู่กับมัน ก็จะเป็นการทำลายวันหยุดพักผ่อน (การมางาน RT ของเราคือวันหยุดพักผ่อนค่ะ) ของเราไปหมด

ดังนั้นเราจึงเลือกที่จะมองในแง่ดี ข้อแรกเรามีประกันการเดินทาง และค่าเสียหายจากทางสายการบิน ดังนั้นเราสามารถซื้อหาเสื้อผ้า และของใช้ที่จำเป็นใช้ประทังชีวิตไปก่อนได้ ข้อสองไม่บ่อยครั้งนักใช่ไหมคะที่เรารู้ว่า เสื้อผ้า ของใช้ที่เราซื้อ ในที่สุดแล้วเราจะได้เงินคืน เมื่อเลือกมองในมุมนี้ เราก็คิดว่า เป็นโอกาสให้เราช็อปปิ้งซื้อเสื้อผ้าใหม่

ตอนเช้าก่อนเริ่มงานอย่างเป็นทางการ เราลงไปเดินสำรวจบริเวณจัดงานอีกครั้ง ตอนนี้ผู้คนมากมาย รวมทั้งหลายคนที่เรารู้จัก ดังนั้นนี่จึงเป็นช่วงเวลาของการพบปะพูดคุยกับคนหลายคนที่เราไม่ได้มีโอกาสเจอ จากนั้นเราก็ไปร่วมงาน RT Book Reviews Welcome Party ซึ่งถือเป็นการเปิดงานอย่างเป็นทางการ ในงานผู้จัดงานนั่นคือ นิตยสาร RT Book Reviews จะกล่าวเปิดงาน ซึ่งปีนี้ถือว่า พิเศษเล็กน้อย เพราะครบรอบสามสิบปีของการจัดงาน RT Booklover Convention ทำให้ธีมของงานก็คือ การฉลองความสำเร็จของหนังสือแนวโรแมนซ์ และสดุดีนักเขียนโรแมนซ์รุ่นบุกเบิกที่ทำให้โรแมนซ์กลายเป็นหนังสือแนวที่ขายดีที่สุด (ตามสถิติที่เขาว่ากัน) ในยุคนี้

เราได้มีโอกาสเห็นจู๊ด เดเวอร์โรซ์แบบไกล ๆ เป็นครั้งแรก เธอขึ้นมาพูดถึงจุดเริ่มต้น ซึ่งเธอไม่ได้คิดว่า หนังสือที่เธอเขียนจะสร้างความแตกต่างหรืออะไรทั้งสิ้น เธอแค่เขียนหนังสือ แต่การที่มันโด่งดัง และถือเป็นส่วนหนึ่งของยุคแรก ๆ ของโรแมนซ์ (แบบที่เราเห็นกันในทุกวันนี้) คือผลพลอยได้ ซึ่งแน่นอนว่า เธอมีความสุขกับค่าตอบแทนที่ได้รับ

ในงานยังมีการแจกรางวัลให้กับร้านหนังสือยอดเยี่ยม (ขออภัยเราไม่ได้จดมาค่ะ เลยจำไม่ได้ว่าเป็นร้านไหน) และยังมีการมอบรางวัลพิเศษให้กับร้านหนังสือท้องถิ่น และบรรณารักษ์ ซึ่งอันนี้เราจำได้ เพราะเรื่องราวของเธอน่าจดจำ เฮเลนเป็นบรรณารักษ์ที่ห้องสมุดของเธออยู่ในบอสตัน แน่นอนว่า เธอส่งเสริมหนังสือแนวโรแมนซ์ เราได้มีโอกาสเจอกับเธอหลายครั้ง ตามงานหนังสือแบบนี้ แต่สิ่งที่โดดเด่นและบอกตัวตนของเธอก็คือ ในระหว่างที่เมืองบอสตันล็อคดาวน์ เพื่อจับมือวางระเบิดบอสตัน มาราธอน เธอให้พนักงานในห้องสมุดทั้งหมดกลับบ้าน และเป็นเธอเองที่อยู่เฝ้าห้องสมุด (ซึ่งอยู่ในเมือง และใกล้กับสถานที่ถูกวางระเบิด)

จากนั้นเราก็รีบไปที่กู๊ดดี้รูม (Goodies Room) ซึ่งตามชื่อนะคะ คือห้องที่แจกห้องสือ โดยผู้มาร่วมงานจะมีโอกาสคนละหนึ่งครั้งให้เดินเข้าไปในห้องนั้นได้ โดยในห้องจะมีห้องสือวางให้เลือก แต่ละปีจำนวนหนังสือที่สามารถเลือกออกมาได้จะมีจำนวนที่แตกต่างกัน ปีนี้กำหนดไว้ที่สี่เล่ม

เราคงต้องบอกว่า หนังสือที่มีให้เลือกไม่ค่อยน่าสนใจเอาเสียเลยค่ะ ออกจะน่าผิดหวังด้วยซ้ำ เราคาดหวังอยากให้มี ARC (Advance Reading Copy) แต่ไม่มีเลย หนังสือหลายเล่มเป็นหนังสือที่คนแต่งพิมพ์ขายเอง ซึ่งไม่ได้มีอะไรเสียหายนะคะ แต่เราไม่รู้จักไงคะ แต่สุดท้ายเราก็เลือกมาได้นั่นก็คือ

Half Moon Hill ของโทนี เบลค (เพราะเป็นหนังสือใหม่เพิ่งวางออกขาย และเรายังไม่ได้ซื้อ)

Their Virgin Captive ของเล็กซี เบลค และเชย์ลา แบล็ค (เป็นงาน Self Pub ที่เราอ่านอีบุ๊คไปแล้ว ไม่ถึงกับชอบเท่าไหร แต่เราสะสมงานของเชย์ลา แบล็คอยู่ และพรินต์บุ๊คก็ราคาแพงไม่น้อย เราก็เลยหยิบมา)

His Yankee Bride ของโรส กอร์ดอน (เป็น Self Pub อีกเล่มค่ะ เราไม่เคยอ่าน แต่คิดอยากลองพอดี)

Whispered Music ของเรเชล แวนไดเคน (เป็น Self Pub อีกเช่นกัน แต่เนื่องจากเรเชลเพิ่งติดอันดับขายดีของ NYT กับงานแนว New Adult และเรารู้ว่า เธอมางานนี้ ก็เลยหยิบมาเพื่อขอลายเซ็นต์เธอเก็บไว้)

หลังจากเอาหนังสือไปเก็บบนห้องพัก เราก็ไปเข้าเวิร์คช็อคเรื่อง Vampires to Die For! ด้วยเหตุผลเดียวค่ะ อลิสาเบ็ธ สแตปเป็นผู้จัดเวิร์คช็อปนี้ และเราชอบหนังสือเรื่อง Prince of Power ของเธอมาก ขนาดเราขนเล่มนี้ติดมือจากเมืองไทยไปด้วย เพื่อขอลายเซ็นต์ของเธอ ขณะที่ยืนรอเข้าแถว เราก็พูดคุยกับนักอ่านที่อยู่ใกล้ ๆ และเราก็ได้พบกับเอเวอร์ลีน นักอ่านจากฝั่งเวสต์โคสต์ นี่จะเป็นชื่อที่จะได้ยินในเรื่องที่เราเล่าเกี่ยวกับงานนี้อีกหลายครั้งค่ะ เพราะเราพูดคุยถูกคอกันไม่น้อย และเอเวอร์ลินเป็นนักอ่านที่สุดยอดมาก เธอมีการ์ด (หมายถึงการ์ดที่เป็นกระดาษจริง ๆ) จดชื่อหนังสือของนักเขียนเกือบทุกคนติดตัวอยู่ เมื่อเราคุยกันเรื่องหนังสือ และจำชื่อเรื่องไม่ได้ เธอก็จะหยิบการ์ดของเธอออกมาดู ไม่ใช่ว่า เธอต้องหยิบมาดูบ่อยนะคะ เพราะเธอความจำดีมาก และเธออ่านหนังสือเยอะมาก ๆ

ในเวิร์คช้อปนี้ กลุ่มนักเขียนที่เป็นผู้จัดการจะอ่านบางฉาก บางตอนจากหนังสือที่มีตัวเอกเป็นแวมไพร์ จากนั้นให้ผู้ร่วมงานทายว่า มาจากหนังสือเรื่องไหน หรือตัวละครที่กำลังกล่าวถึงนั้นคือใครกันแน่ (ตอบอันไหนก็ได้) ขอบอกว่า นักอ่านแต่ละคนเก่งเหลือเชื่อ อย่างเอเวอร์ลินที่เราเพิ่งเจอ แค่ประโยคที่ว่า “Right now I am what America calls a Rock Superstar” เธอก็ตอบได้ว่า คือหนังสือเรื่องอะไร และใครคือตัวละครที่พูดประโยคนี้

ประโยคนี้พูดโดยแวมไพร์นามว่าเลสเตท ซึ่งเป็นคาแร็คเตอร์ของแอนน์ ไรซ์ (ผู้ที่หลายคนบอกว่า คือเจ้าแม่ผู้ค้นคิดแวมไพร์ตัวจริงเสียงจริง) ซึ่งอยู่ในเรื่อง The Vampire Lestet  

คนที่ตอบถูกก็จะได้ของรางวัลที่มีหลายอย่างตั้งแต่หนังสือ (อันนี้ของตาย) และของสะสมจำพวกแก้วน้ำ กระเป๋า แต่ถ้าตอบผิดจะโดนทำโทษด้วยการเอาสติ๊กเกอร์ (ที่เหนียวมาก เรารู้ เพราะตอบแล้วผิดค่ะ) เป็นรูปรอยกัดของแวมไพร์มาแปะไว้ตามร่างกาย แล้วแต่เราจะเลือก

เราก็ตอบถูกได้ของรางวัลเป็นเสื้อยืดมานะคะ แต่ไม่ใช่เพราะเก่งกาจอะไรหรอกค่ะ แต่เป็นข้อที่ไม่มีใครตอบถูก กลุ่มนักเขียนก็เลยบอกใบ้ว่า คนแต่งเรื่องนี้อาศัยอยู่ในรัฐเดียวเรื่องที่อ่านไป นั่นก็คือรัฐนิวเจอร์ซี แล้วเราดันรู้ว่า นักเขียนคนไหนที่อยู่รัฐนี้ไงคะ ก็เลยเดาตอบได้ถูก

หลังจากเสร็จเวิร์คช็อป เราก็วิ่งถลาไปหา Elisabeth Stabb เพื่อขอให้เธอเซ็นต์ชื่อในหนังสือเรื่อง Prince of Power

จากนั้นก็ถึงเวลาวุ่นค่ะ เพราะเราตัดสินใจไม่ได้ว่า จะไปเข้าเวิร์คช็อปไหนต่อดี ดูแล้วน่าสนใจหลายเรื่อง เราเลยตัดสินใจวิ่งรอกด้วยการแวะห้องนั้นที ห้องโน้นที เริ่มด้วยการเข้าไปในงาน Cowboy Corral ซึ่งเป็นงานแจกหนังสือล้วน ๆ (เรารู้มาก่อน เลยเลือกงานนี้ก่อน เพราะของฟรีค่ะ) โดยนักเขียนจะตั้งโต๊ะแจกลายเซ็นต์พร้อมหนังสือฟรีให้คนอ่าน

ตอนที่เราเข้าไปในห้อง คนก็เยอะอยู่แล้วนะคะ เราเลยกวาดสายตามองหานักเขียนที่เรารู้จัก และติดตามผลงานอยู่ รวมทั้งเรายังไม่มีหนังสือของเธอด้วย ซึ่งคนแรกที่เราไปหาก็คือ Beth Williamson หรืออีกนามปากกานึงก็คือ Emma Lang ซึ่งมีทางเลือกให้กับคนอ่านระหว่างพรินต์บุ๊ค และอีบุ๊ค และแน่นอนว่า เราเลือกพรินต์บุ๊ค จากนั้นเราก็ถลาไปหา Vivian Arend ส่วนหนึ่งเพราะเธอเป็นนักเขียนที่มีชื่อเสียงในระดับนึง และเรามีโอกาสได้เจอเธอหลายครั้ง แต่ไม่รู้ว่าเพราะอะไร เรายังไม่เคยมีลายเซ็นต์ของเธอเลย นี่จึงเป็นโอกาสอันดีที่เราได้ลายเซ็นต์ของเธอในที่สุด แต่ก็มีเรื่องน่าตื่นเต้นนะคะ คงจะเป็นเพราะความสับสนเนื่องจากคนค่อนข้างมาก แถวที่เข้าเพื่อรอหนังสือจากวิเวียนจึงกลายเป็นสองแถวซะงั้น เพื่อป้องกันไม่ให้คนอ่านตีกันตายไปข้างนึง วิเวียนก็เลยต้องเซ็นต์ให้คนนึงจากแถวนึง แล้วอีกคนนึงจากอีกแถว เราเลยทั้งนับทั้งลุ้นว่า หนังสือจะพอเหลือมาถึงเราไหม (แต่ก็พอนะคะ)

จากนั้นเราก็ตระเวนค่ะ ใช้คำนี้คำเดียวเลย คือดูว่าโต๊ะไหนว่างบ้าง ก็โผล่เข้าไป ทำให้เราได้หนังสือหลายเล่ม จากหลายนักเขียนที่เราไม่เคยมีโอกาสได้อ่านก่อน นอกจากนี้เรายังได้มีโอกาสเอาหนังสือฉบับแปลภาษาไทยมอบให้กับ Bobbi Smith ค่ะ เพราะเธอเคยถามเราเมื่อสักสองปีก่อนว่า มีหนังสือของเธอถูกแปลเป็นภาษาไทย แต่ไม่มีใครส่งให้เธอเห็นรูปเล่มเลย ตอนที่เราไปงานสัปดาห์หนังสือ (ที่เมืองไทย) เห็นหนังสือของเธอขายอยู่ ก็เลยซื้อติดเมือเพื่อเอาไปให้เธอค่ะ

เราเลยอยากจะบอกว่า ถ้ามีสนพ.ไหนอ่านสิ่งที่เราเขียน (ถ้ามีนะคะ ไม่คิดว่าจะมีหรอกค่ะ) ถ้ามีโอกาสได้แปลงานของนักเขียนคนไหนแล้ว ก็ช่วยส่งหนังสือให้คนแต่งด้วยนะคะ เพราะนักเขียนบางคนเขาตื่นเต้นกับการที่ประเทศอื่นเอางานของเขาไปแปล ไม่ต้องส่งให้หลายเล่มก็ได้ค่ะ แค่เล่มเดียวเขาก็ปลื้มแล้ว ส่งมากบางทีก็เป็นปัญหานะคะ (ประเด็นนี้เราจะเล่าต่อไปค่ะ)

งาน Cowboy Coral ยังไม่ทันจบดี เราก็เผ่นออกจากห้อง ไปร่วมงาน Montlake Mania! A Fabulous Scavenger Hunt ซึ่งเป็นงานที่นักเขียนในสังกัดสนพ.อเมซอนเมาท์เลครวมตัวกันจัดขึ้น เนื่องจากนักเขียนในสังกัดของสนพ.นี้ค่อนข้างเป็นนักเขียนหน้าใหม่ หรือหน้าเก่า แต่หยุดเขียนไปหลายปี และมีหลายคนที่เราอยากเจอ โดยเฉพาะ Catherine Bybee ซึ่งเรามีหนังสือเรื่อง Married by Monday ติดมือมาเพื่อให้เธอเซ็นต์ชื่อด้วย

ปรากฏว่า เราโชคดีอย่างไม่น่าเชื่อ เพราะตอนเข้าไป ซึ่งก็สายมากแล้ว เขากำลังจับรางวัลกันอยู่ เราไม่ได้ส่งชื่อไปร่วมจับกับเขาหรอกนะคะ เพราะรู้ตัว่า เข้าไปช้า ก็เลยยืนฟังเขาขานชื่อผู้โชคดี แล้วก็อิจฉาเล็ก ๆ ในใจ เพราะรางวัลเป็นถุงใบใหญ่ที่ข้างในมีหนังสือของอเมซอนเมาท์เลคหลายเล่ม แต่พอใกล้จบงาน ปรากฎว่า ทุกคนที่เหลืออยู่ล้วนได้รางวัลกันครบหมดแล้ว ทางกลุ่มนักเขียนก็เลยขานออกมาว่า มีใครยังไม่ได้ของรางวัลกันบ้าง เราก็อยู่เฉย ๆ นะคะ เพราะรู้ตัวว่า เข้ามาช้า ต้องให้คนอื่นมีสิทธิก่อน ปรากฎว่า เพื่อนนักอ่านในห้องสังเกตเห็นว่า เราไม่ได้ถือถุงรางวัลในมือ พวกเขาก็เลยชี้มาที่เรา ซึ่งเราก็ชี้แจงตามตรงนะคะว่า เรามาช้า แต่เค้าก็ให้ถุงรางวัลเราค่ะ เฮงจริง ๆ

ที่เฮงยิ่งกว่าก็คือ ในถุงมีหนังสือเรื่อง Fury of Seduction ของ Coreene Callahan อยู่ ซึ่งแม้จะเป็นเรื่องที่เรามีแล้ว แต่เรายังไม่มีลายเซ็นต์ของนักเขียนค่ะ ก็เลยดีใจเป็นพิเศษ รีบวิ่งเอาไปให้เธอเซ็นต์ จากนั้นก็เอาหนังสือให้ Catherine Bybee เซ็นต์ พร้อมกับบอกเธอว่า เราชอบหนังสือเรื่อง Wife by Wednesday มาก

แถมก่อนจะออกจากห้องเรายังได้เจอกับ Laurin Wittig ซึ่งเป็นนักเขียนเก่า แต่หยุดเขียนไปนานหลายปี ตอนนี้เพิ่งกลับมาเขียนใหม่ (และเข้าสังกัดเมาท์เลค) หลังจากยุคอีบุ๊คเฟื่องฟู เราบอกกับเธอว่า เมื่อหลายปีก่อน (แบบนานมาก ๆ ) เราเล่นอินเตอร์เน็ต (สมัยที่ยังเป็นยูนิค มีใครจำได้บ้างไหม) เราถูกรางวัลจากเว็บไซด์แห่งนึง และได้รางวัลเป็นหนังสือของเธอ และนั่นทำให้เราได้อ่านงานเขียนของเธอเป็นครั้งแรก และเราดีใจมากที่เธอกลับมาเขียนหนังสืออีกครั้งนึง (นี่คือเหตุผลที่เรารักความเฟื่องฟูของอีบุ๊ค และอินเตอร์เน็ต แม้เราจะรักพรินต์บุ๊คมากแค่ไหน แต่ความเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ทำให้นักเขียนที่หยุดเขียนกลับมาเขียนหนังสือในที่สุด)

จากนั้นก็เป็นงาน Harlequin Series Soiree ซึ่งเป็นกลุ่มนักเขียนสังกัดฮาร์ลิควินร่วมมือกันจัด โดยงานจะให้ผู้เข้าร่วมนั่งโต๊ะด้วยกลม (เหมือนโต๊ะจีนเลย) ร่วมมือกันเล่นเกม โดยคนแต่งจะถามคำถามหลาย ๆ อย่างเกี่ยวกับความรัก เช่นการ์ตูนดิสนีย์เรื่องไหนถูกสำรวจพบว่า เป็นการการ์ตูนที่โรแมนติกที่สุด (ใครรู้บ้างคะ), หรือคนเราตกหลุมรักอีกครั้งในชีวิต จากนั้นก็นับคะแนน ทีมที่ทำคะแนนได้มากสุด ก็จะได้หนังสือไปกองพะเนิน (ต้องใช้คำนี้เลยค่ะ)

ทีมเราไม่ชนะนะคะ แต่หลังจบงาน ก็เปิดโอกาสให้นักอ่านถลาเข้าไปเลือกหยิบหนังสือตามใจชอบได้คนละสี่เล่ม ซึ่งเราเลือกเอาเรื่อง Must Like Kids ของ Jackie Braun เพราะเห็นคะแนนรีวิวออกมาค่อนข้างดี, Tempted into Danger ของ Melissa Cutler เพราะเป็นหนังสือใหม่ที่เรายังไม่ได้ซื้อ, The Downfall of a Good Girl ของคิมเบอร์ลี แลงค์ เพราะชื่อเรื่องน่าสนใจ, ปิดท้ายด้วยเรื่อง A Very Exclusive Engagement ของ Andrea Laurence

เสร็จจากงานก็ถึงเวลาได้พบกับนักเขียนที่เราชื่นชอบมาก ๆ สองคน เนื่องจากรูมเมทของเรามีอาชีพทำงานในร้านหนังสือ เราก็เลยรู้ว่า จะมีเวิร์คช็อปพิเศษสำหรับร้านหนังสือโดยเฉพาะ ซึ่งเปิดโอกาสให้ได้พบกับจู๊ด เดเวอร์โรซ์ และแมรี บาล็อคธ์เป็นการส่วนตัว เราก็เลยแฝงกายเข้าไปร่วมด้วย

จู๊ด เดเวอร์โรซ์ และแมรี บาล็อคธ์มีเวลาคนละครึ่งชั่วโมงค่ะ ขึ้นมาพูด และเปิดโอกาสให้ถามคำถาม สิ่งที่เราประทับใจไม่ใช่สิ่งที่พวกเธอพูด (นั่นก็น่าประทับใจไม่น้อยไปกว่ากัน) ก็คือ การที่ทั้งคู่ให้ความเคารพในกันและกันอย่างจริงจัง จู๊ด เดเวอร์โรซ์มาถึงก่อน และมีคิวพูดก่อน แต่แมรี บาล็อคธ์ก็มาก่อนเวลา และนั่งฟังสิ่งที่จู๊ดพูดอย่างตั้งใจ ในทางกลับกัน เมื่อพูดเสร็จ จู๊ดก็ไม่ได้กลับออกไปนะคะ หากแต่นั่งฟังในสิ่งที่แมรีพูด

เราเล่าเท่าที่จำได้นะคะ เพราะไม่ได้จดโน้ตอะไรไว้

จู๊ด เดเวอร์โรซ์กำลังเขียนหนังสือชุดใหม่ เป็นแนวปัจจุบัน แต่มีเรื่องราวของอดีตแทรกเข้ามาด้วย เรื่องราวเกิดในเกาะNantucket โดยตัวละครจะเกี่ยวข้องกับชุดมอนต์โกเมอรี และแท็คเกิร์ต ที่น่าสนใจก็คือ ลูกชายของพระนางในเรื่อง The Princess (หรือเจ้าหญิงที่ถูกแปลออกมา และที่ถูกแปลงออกมาด้วย) จะเป็นหนึ่งในพระเอก ที่มากไปกว่านั้น สำหรับคนที่อ่านเรื่อง A Knight in Shining Armor ตอนที่นางเอกข้ามเวลากลับมายุคปัจจุบัน เธอกำลังตั้งท้อง (นี่ถือว่าฮือฮามากในห้องเมื่อเธอพูดถึง)

ส่วนตัวแล้วเราหยุดอ่านงานของจู๊ดไปนานมาก เพราะคิดว่า มีความเป็น Women’s Fiction มากกว่าโรแมนซ์ แต่ได้ฟังเธอพูดครั้งนี้ เราเลยคิดว่าจะลองอ่านงานเล่มล่าสุดของเธอเรื่อง True Love ดูค่ะ

สำหรับแมรี บาล็อคธ์ เธอเล่าเรื่องการเติบโตในเวลส์ สภาพความเป็นอยู่หลังสงครามโลกครั้งที่สอง (เธอเกิดหลังจากสงครามโลกครั้งที่สองสงบได้หนึ่งปี) เธอบอกว่า การที่เด็กเติบโตมาในสภาพบ้านเมืองที่บอบช้ำจากสงคราม (แต่ไม่ใช่ในระหว่างสงคราม) ไม่ได้หมายความว่า เด็กเหล่านั้นจะขาดแคลน หรือน่าสงสาร มันเป็นประสบการณ์ที่น่าสนใจ สนามเด็กเล่นของเธอ คือซากปรักหักพังของเมือง มันทำให้เธอมีจินตนาการ และไม่ได้คิดว่า ตัวเองด้อยหรือขาดอะไรไปเลย เรื่องราวที่น่าสนใจที่สุดที่เธอแบ่งปันให้ผู้ฟังก็คือ เรื่องที่แม่ของเธอซื้อตุ๊กตาเพื่อเป็นของขวัญวันคริสมาสต์ให้เธอและพี่สาว ตุ๊กตาตัวนึงมีตำหนิ แต่แม่ของเธอก็ไม่มีทางเลือก เพราะเหลือแค่สองตัวนี้ แต่แม่ก็ไม่ต้องการเลือกตัวที่มีข้อบกพร่องให้ลูกคนไหน ดังนั้นจึงห่อของขวัญแล้วให้ลูกเลือกเอง และตัวแมรีคือคนที่ได้ตุ๊กตาตัวที่มีตำหนินั้นไป หลายปีต่อมาแม่ของเธอพูดถึงเรื่องนี้ ประเด็นก็คือ แมรีไม่รู้เลยสักนิดเดียวว่า ตุ๊กตาตัวที่เธอได้มีตำหนิ เธอไม่เคยคิดว่า สิ่งที่ทำให้ตุ๊กตาสองตัวนี้ไม่เหมือนกันคือ ตำหนิ มันแค่เป็นบางอย่างที่ทำให้ตุ๊กตาทั้งคู่ ไม่เหมือนกัน ไม่ใช่ว่าอีกตัวจะสวยงาม หรือดีกว่า แค่แตกต่าง

หลังจากการพูดคุยจบลง เราก็ยังโชคดีต่อค่ะ เพราะทั้งหมดถูกเชิญไปร่วมงาน Welcome Reception: Meet the Pioneer Authors of Romance ซึ่งเป็นงานที่เจ้าของนิตยสาร RT Book Review จัดให้เป็นเกียรติแก่นักเขียนยุคบุกเบิกโรแมนซ์ โดยในงานจะจัดเป็นโต๊ะเล็ก ๆ ตามมุมต่าง ๆ นักเขียนในตำนานแต่ละคนจะนั่งแยกกันอยู่ เปิดโอกาสให้แฟนหนังสือเข้าไปประกบนั่งพูดคุยกับพวกเธอได้ เราได้มีโอกาสนั่งกับแมรี บาล็อคธ์ค่ะ ทำให้มีโอกาสได้คุยกับเธอเป็นส่วนตัวในระดับนึง เราถามถึงหนังสือเก่าที่จะนำมาพิมพ์ใหม่ล็อตต่อไปของเธอ ซึ่งเธอบอกว่า ยังไม่ตกลงเป็นเรื่องราว แต่คาดว่า น่าจะเป็นการพิมพ์ขายเองในรูปอีบุ๊ค

ในงานเปิดโอกาสให้นักอ่านที่ชื่นชอบผลงานของนักเขียนออกไปพูดบรรยายความรู้สึกที่ตัวเองมีต่อนักเขียน โดยจะให้ส่งร่างเข้าไปก่อน จากนั้นก็จะเลือกออกไปพูด เราถูกเลือกให้ไปพูดถึงนักเขียนที่เราชอบมากที่สุดอีกคนนึง และเหตุผลใหญ่ที่เราตัดสินใจไปงาน RT ในปีนี้

ลอรา คินเซล

นี่คือสิ่งที่เราร่างเตรียมไปพูดเกี่ยวกับเธอ

I am so glad I have this chance to say this to you.

Like many reader, I discovered romance by chance. One day at the library I found this little book with clinch cover. At seventh grade it seems very interesting. That was when I began reading romance.

But I do not fell in love with romance until I picked my first Laura Kinsale. I almost have no word to say of how you formed my perspective and my expectation about romance. You set the bar for every book I read.

 I learn to accept a very flaw hero with “Sheridan Drake” from the book “Seize the Fire” and insane duke with a Quaker girl from “Flower from the Storm”. I even love the highwayman from “The Prince of Midnight”

Reading “For my Lady’s Heart” make me appreciated strong heroine even when I may not understand half of the story.

 “Shadowheart” is the best book I have ever read. It is the beginning of my obsession with assassin hero. This book has everything I have ever hoped in a book. To say that your characters are complex is like saying the sky is blue because there are so much more. Even when I finished the story, I still feel them in my heart.

Thank you for introducing me to the best possible kind of books.

สิ่งที่เกิดขึ้นจริงก็คือ เราไม่รู้ว่า ตัวเองพูดได้ตามร่างมากแค่ไหน เราตื่นเต้นและสั่นไปหมด รู้แค่ว่า นี่คือนักเขียนที่เราชอบมาก คนที่เขียนหนังสือเรื่อง Shadowheart

หลังจากพิธีการจบลง เราเดินไปหาลอรา คินเซล เพื่อให้เธอเซ็นต์ชื่อในหนังสือเรื่อง Shadowheart ที่เราพกติดตัวไป เราได้มีโอกาสคุยกับเธอ จริง ๆ ก็คือ เราพูดถึงความคลั่งไคลที่เรามีต่อผลงานของเธอ เธอถามเราว่า คิดยังไงกับการที่หลายคนวิจารณ์เรื่อง Lesson in French ว่าค่อนข้างเบา โดยเฉพาะเมื่อเล่มนี้เขียนถัดจากเรื่อง Shadowheart ที่มืดมาก ๆ เรารู้สึกผิดหวังไหม เพราะเราเป็นหนึ่งในคนที่ชอบ Shadowheart

คำตอบของเราก็คือ เราไม่เคยคาดหวังเรื่องแบบไหนจากเธอเลย เพราะงานของ Laura Kinsale คือการคาดการณ์ไม่ได้ ไม่มีหนังสือเล่มไหนของเธอที่ให้ความรู้สึกเหมือนกัน หรือรู้ว่า เคยเจอมาแล้วในเล่มก่อนหน้า งานของเธอมีเอกลักษณ์ และแตกต่างกันทุกเล่ม (และนี่คือ เหตุผลที่เรายกให้เธออยู่ในใจเราอันดับต้น ๆ)

ขณะกำลังคุยกับลอรา คินเซล ก็มีการประกาศว่า มีแขกพิเศษแวะมางาน ซึ่งก็คือ E.L. James เราขอบอกว่า ตกใจเล็กน้อย เพราะไม่มีชื่อเธอมางาน และยอมรับนะคะ นักเขียนระดับใหญ่แบบเธอ ไม่แน่มางาน RT เพราะแม้เธอเขียนโรแมนซ์ แต่เธอใหญ่เกินไป เธอพูดเล็กน้อย ขอบคุณตามปกติ และเมื่อถูกถามว่า เล่มต่อไปของเธอจะเป็นยังไง เธอเลี่ยงไม่ตอบ จากนั้นเธอก็จากไป

เรานั่งแบบงงเล็ก ๆ คิดว่า นี่มันเรื่องอะไรกัน แล้วข่าวลือก็เข้ามา อย่างที่บอกนะคะว่า นี่คือข่าวลือที่เราได้ยิน เราเล่าอย่างที่ได้ยิน แต่ยืนยันความถูกต้องไม่ได้

ในเวิร์คช็อปเรื่องนึง (ซึ่งเราไม่ได้อยู่ในเหตุการณ์) มีการพูดถึงหนังสือชุด Fifty Shades ของเธอ และวิจารณ์ในทางเสียหาย ทันใดนั้นก็มีผู้หญิงคนนึงลุกขึ้นมา บอกว่า เธอคือคนแต่งหนังสือเล่มนั้น และอธิบายความข้องใจที่ถูกพูดถึง ข่าวว่า คนอือกระจาย จากนั้นคนจัดงานก็เรียบไปพบและพูดคุยกับเธอ พร้อมทั้งพยายามไกล่เกลี่ย

รู้มาแค่นี้ค่ะ ยืนยันความถูกต้องไม่ได้ ข่าวที่รู้ต่อมาก็คือ เธอมางานนี้ด้วยการลงทะเบียนในชื่อปลอม (ข่าวว่าชื่อ เอริกา) และที่เข้าไปในเวิร์คช็อปนั้นก็เพื่อให้กำลังใจเพื่อนซึ่งเป็นหนึ่งในนักเขียนที่ออกไปพูด (ข่าวว่าคือ Abby Glines)

หลังเรื่องน่าตื่นเต้นของอีแอล เจมส์ผ่านไป เราก็ไปงาน Rosie Gulch's Gals’ Get-Together ซึ่งเป็นงานเลี้ยงอาหารกินเล่น (แปลว่า กินไม่อิ่ม) ซึ่งนักเขียนหลายคนรวมตัวกันเป็นเจ้าภาพ ธีมของงานคือ ยุคตะวันตก ดังนั้นนักเขียนหลายคนแต่งตัวเป็นสาวซาลูน เซ็กซี่ และสวยงามกันมาก (ตามรูปน่ะค่ะ) แต่ที่เท่ห์สุดก็ต้องเป็น Mia Marlowe ที่แต่งตัวเป็นนายอำเภอ แหวกแนวไปอีกแบบ

ตอนเช้า (อันนี้เล่าข้ามไป) เราได้เจอกับ Alma Katsu (เธอเป็นนักเขียนแนวพารานอมอล ที่ไม่ใช่โรแมนซ์ร้อยเปอร์เซ็นต์ชือชุดว่า The Taker) เธอบอกว่า จำเป็นจะต้องแต่งเป็นสาวซาลูน ทั้งที่ไม่ได้ใส่กระโปรงมาหลายปีแล้ว เราแวะไปพูดคุยกับเธอ และบอก (อย่างใจจริงนะคะ) ว่าเธอแต่งแล้วสวยสุดยอดมาก น่าจะแต่งแบบนี้บ่อย ๆ

ในงานยังมีการเล่นเกมให้ตอบคำถามเกี่ยวกับคาวบอย และโลกตะวันตกหลายอย่าง สำหรับคนที่ไม่โตในอเมริกา และไม่ได้สนใจวัฒนธรรมตะวันตกแบบเรา อึ้งและงงค่ะ ตอบไม่ได้ ซึ่งก็ได้เพื่อนชาวบราซิลที่เป็นนักอ่านมาช่วย ด้วยการยอมให้เราลอกคำตอบ แต่ท้ายสุดก็ไม่ได้รางวัลอะไรมาหรอกนะคะ

จากนั้นพวกเรามีเวลาพักประมาณหนึ่งชั่วโมง เพราะทางงานจัดรายการพิเศษ (แปลว่า ถ้าอยากเข้างานต้องเสียเงินเพิ่ม) นั่นก็คือ งาน Cover Model Reunion Gala เนื่องจากเราไม่ได้อยู่ในงาน คำอธิบายของเราจึงเกิดจากการคาดเดา และเรื่องที่คนอื่นเล่าให้ฟัง งานจะเป็นประมาณเอานายแบบหนุ่มบึก (มากน้อยแล้วแต่) มาแสดงโชว์ (เต้นธรรมดานี่แหละค่ะ ไม่ใช่จ้ำบะ) อย่างที่บอกนะคะ ไม่ได้อยู่ในงาน แต่เห็นหลังงาน ด้วยความบังเอิญค่ะ เดินหลงไปมาแบบมึน ๆ แล้วเจอเข้าไปในห้องที่บรรดานายแบบใช้เปลี่ยนเสื้อผ้า ไม่ต้องตื่นเต้นนะคะ ไม่เห็นอะไรเลย เพราะมีฉากบังอีกชั้นนึง

เราจึงออกไปหาข้าวเย็นกิน (ตามลำพัง) เนื่องจากเพื่อนคนอื่นจะออกไปกินกันไกล แต่เราฝ่าความหนาวไม่ไหวค่ะ (กระเป๋าเราหาย จำได้ไหมคะ ไม่มีเสื้อหนาว) ซึ่งเรากินราเมงในร้านอาหารญี่ปุ่นที่ไม่อร่อยแม้แต่นิดเดียว โดยเฉพาะสำหรับคนที่เพิ่งมาจากโตเกียว และกินอาหารในร้านเซเว่นที่อร่อยกว่ายิ่งนัก

ปิดท้ายงานด้วยการแวะไปงาน Ellora’s Cave Bad Girls of Romance Disco Inferno ซึ่งจัดโดยสนพ.เอโลราส์ เคฟ เนื่องจากงานนี้ไม่ได้เลี้ยงอาหาร มีฟองดูช็อคโกแล็ค (ที่ไม่อร่อย) เราเข้าไป เพื่อให้ได้ชื่อว่าร่วมงาน แล้วก็เดินออก กลับห้องพัก นั่งคุยกับรูมเมทจนตีหนึ่ง แล้วจึงเข้านอน

จบวันแรกแล้วค่ะ

RT Convention Trip (30 April 2013)

posted on 21 May 2013 16:14 by maxtreme  in AllAboutMax

30 April 2013

Tokyo – Minneapolis – Kansas City, MO

วันนี้ตื่นเช้าเป็นพิเศษกว่าวันอื่น เพราะจะต้องเช็คเอ้าท์ออกจากโรงแรม แล้วก็ต้องไปให้ถึง The Imperial Palace ก่อนเวลาเก้าโมง ซึ่งทุกอย่างก็เป็นไปโดยเรียบร้อย เพราะเก็บของเสร็จแล้วตั้งแต่คืนก่อนหน้า ตื่นมาก็แค่อาบน้ำ แล้วเก็บอุปกรณ์ที่เหลือลงกระเป๋าเท่านั้นเอง จากนั้นก็เช็คเอ้าท์ แล้วเดินไปสถานีรถไฟใต้ดิน

เช่นเดิมเราใช้รถไฟใต้ดินของ Tokyo Metro เพราะราคาถูกที่สุด และเราไม่ได้มีความจำเป็นต้องรีบเร่งด่วน (แปลว่า มีปัญญาเดินได้แม้จะไกล) ความตั้งใจของเราก็คือ จะหาที่นั่งในสวนใกล้ ๆ กับพระราชวัง แล้วกินข้าวเช้า (ซึ่งก็คือ ข้าวเย็นของคืนวันก่อนหน้าที่เรากินเหลือนั่นแหละ) แต่พอไปถึงกลับไม่มีใครเข้าไปนั่งที่สวนเลย (ช่วงเวลาที่ไปถึง ทัวร์กรุ๊ปของคนจีนกับแห่มาพอดี) เราเลยนั่งอยู่บนขอบถนน (ด้านในซึ่งไม่มีรถวิ่งมากนัก) แล้วเริ่มต้นหม่ำข้าวเช้า เพื่อฆ่าเวลาการรอให้ทัวร์ที่จะนำชมพระราชวังถึงเวลา

เราไม่แน่ใจว่า ทุกคนรู้กันแล้วรึยังนะคะ แต่เราค้นพบข้อมูลในอินเตอร์เน็ตตอนที่เตรียมตัวจะเดินทางมาญี่ปุ่นว่า เราสามารถเข้าไปเยี่ยมชมภายในพระราชวังของเขาได้ แต่จะต้องทำการสมัครขออนุญาตล่วงหน้า (ตามเว็บไซด์นี้ http://sankan.kunaicho.go.jp/english/guide/koukyo.html) ซึ่งเป็นโอกาสอันดีอย่างยิ่งสำหรับเรา

เมื่อถึงเวลาก็ไปเข้าแถว แล้วมีทหารรักษาการณ์มาตรวจเอกสาร (ซึ่งมีนักท่องเที่ยวหลายคนเห็นคนรุมเข้าแถวกันอยู่ ก็เลยแห่มาเข้าด้วย ก่อนจะถูกไล่ออกไป เพราะไม่มีหนังสืออนุญาตให้เข้าไปข้างในได้) จากนั้นก็นำเข้าไปภายในพระราชวัง

ก่อนเริ่มต้นทัวร์ ก็มีการบรรยายคร่าว ๆ ให้ฟังถึงสถานที่ต่าง ๆ ที่จะนำเข้าชม ซึ่งแน่นอนว่า เป็นภาษาญี่ปุ่น แต่เนื่องจากเราได้ทำเรื่องของหูฟังแปลภาษามาแล้ว ก็เลยพอจะรู้เรื่อง (ตามเทปที่เขาอัดเอาไว้เป็นภาษาอังกฤษ) จากนั้นก็เริ่มต้นทัวร์

วันนี้เป็นวันพิเศษค่ะ เพราะฝนตก แต่เขาเตรียมการไว้ดีมาก ๆ มีร่มแจกให้นักท่องเที่ยวเสร็จสรรพ (ซึ่งกลุ่มนักท่องเที่ยวมีหลายชาติ รวมทั้งคนญี่ปุ่นเองด้วย) การนำทัวร์ก็คือการเดินไปยังที่ต่าง ๆ ซึ่งเราบอกตามความรู้สึกจริง ๆ ก็คือ สถานที่ของเขาไม่ได้โอ่อ่า หรูหรา หรือแปลกตา (ไม่เหมือนปราสาทราชวังของทางยุโรป หรือวัดพระแก้วของเมืองไทย) แต่เป็นความเรียบง่ายตามแบบฉบับของญี่ปุ่น ที่สำคัญก็คือ เรื่องราวที่เขาเล่าให้ฟังถึงประวัติความเป็นมา พิธีการที่เกิดขึ้นในสถานที่เหล่านั้นทำให้สถานที่ที่ดูราบเรียบ มีมนต์ขลังอยู่ยิ่งใหญ่ขึ้นมาได้

ทัวร์นี้ใช้เวลาประมาณชั่วโมงครึ่งค่ะ เมื่อเสร็จก็เวลาสิบเอ็ดโมงครึ่ง เราเช็คเวลาแล้วก็ลงความเห็นว่า น่าจะมีเวลาเหลือพอที่เราจะนั่งรถไฟไปชินจูกุเพื่อซื้อขนม (ทั้งที่เมื่อวานก็ไปชินจูกุเพื่อซื้อขนมมาแล้วรอบนึง แต่พอกลับมากลับรู้สึกว่า ซื้อมาน้อยไป วันนี้เลยอยากไปซื้อมาเพิ่ม) เพราะเวลาขึ้นเครื่องก็คือ บ่ายสามโมงสี่สิบห้า แสดงว่าเครื่องขึ้นประมาณบ่ายห้าโมงเกือบหกโมง เราน่าจะไปสนามบินได้ทันอย่างไม่มีปัญหา

การเดินทางไปซื้อขนมและกลับมาโรงแรมเป็นไปอย่างเรียบร้อย เราดูเวลาแล้ว (ตอนนั้นบ่ายโมงครึ่ง) ก็ยังคิดว่า มีเวลาเหลือถมเถ เลยยึดกับแผนการที่เตรียมไว้ คือนั่งรถไฟหวานเย็น (แปลว่า รถไฟที่ใช้เวลานานกว่า แต่ราคาถูกกว่ารถไฟด่วน ในที่นี้ก็คือ Keisei Limited Express) ไปสนามบิน   

ปัญหาก็คือ เมื่อขึ้นรถไฟแล้ว หยิบเอาตารางแผนการบินขึ้นมาดู ก็เลยเจอว่า เราดูเวลาผิด บ่ายสามโมงสี่สิบห้าก็คือเวลาเครื่องออก และรถไฟคันนี้ใช้เวลาชั่วโมงกว่าจะถึงสนามบิน เราคำนวนแล้วก็เกิดอาการหวาดกลัวสุดขีด เพราะเร็วสุดที่จะไปถึงสนามบินได้ก็คือบ่ายสองโมงสี่สิบห้า เรามีเวลาเหลือชั่วโมงเดียวในการเช็คอิน โหลดกระเป๋า ผ่านตรวจคนเข้าเมือง ด่านตรวจความปลอดภัย (ที่ค้นเยอะแยะ) แล้วขึ้นเครื่อง เราเริ่มนั่งพนมมือ แล้วคิดถึงเจ้าพ่อเจ้าแม่ที่เรานับถือ พลางด่าตัวเองที่ชะล่าใจ

พอไปถึงสนามบินก็คือการวิ่ง และวิ่งค่ะ โชคดีที่เราสามารถเช็คอินทางอินเตอร์เน็ตมาก่อนแล้ว เลยเหลือแค่การโหลดกระเป๋า ขณะที่กำลังโหลด เจ้าหน้าที่สายการบินก็ทักขึ้นมาว่า “มีการเรียกขึ้นเครื่องแล้วนะคะ”

เราก็ตอบไปว่า “รู้แล้วค่ะ ถ้าไม่มีอะไรแล้ว ขอตัววิ่งก่อนนะคะ” จากนั้นเราก็สวมตีนหมาวิ่งร้อยเมตรในทันใด โชคเป็นของเราค่ะ (หรืออาจเพราะเจ้าพ่อเจ้าแม่ที่พนมมือไหว้เอาไว้ช่วยเหลือก็เป็นได้) ไม่มีคนเลยค่ะที่ด่านตรวจคนเข้าเมือง หรือด่านรักษาความปลอดภัย เราไปถึงประตูขึ้นเครื่องทัน ชนิดที่ยังมีเวลาเหลือวิ่งไปเข้าห้องน้ำก่อนด้วยซ้ำ

การนั่งเครื่องบินเป็นไปอย่างเรียบร้อย ผู้โดยสารที่นั่งข้าง ๆ นอนหลับตลอดเวลา เราเองก็หลับเกือบตลอดเวลาเช่นกัน เลยไม่ต้องพูดคุย หรือยุ่งเกี่ยวอะไรกันมากนัก (ซึ่งเป็นข้อดีสำหรับเรา)

เป็นเวลาสิบสามชั่วโมงจากโตเกียว เราก็มาถึงสนามบินเมืองมินิอาโปลิส แต่เนื่องจากเส้นแบ่งวันโดนข้ามไป แทนที่จะเป็นวันที่ 1 พฤษภาคม 2013 มันก็ยังคงเป็นวันที่ 30 เมษายน 2013 อยู่ดี

วันนี้เป็นวันที่ยาวนานค่ะ

เมฆแห่งความวุ่นวายเริ่มก่อตัว เมื่อเราลงจากเครื่องบิน และวิ่งตรงมาที่ด่านตรวจคนเข้าเมือง เพื่อพบว่า มีเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองเข้าเวรทำงานแค่คนเดียว (ขอย้ำอีกครั้งหนึ่งว่า แค่คนเดียว) นี่เป็นครั้งแรกที่เราบินมาลงที่เมืองมินิอาโปลิส และเราขอบอกว่า ถ้าเลือกได้ นี่จะเป็นครั้งสุดท้าย เพราะห่วยมาก ๆ

คิดดูนะคะ เราวิ่งเร็ว และมาเข้าคิวรอตรวจคนเข้าเมืองน่าจะเป็นคนที่สิบห้า (ซึ่งถือว่า ความเร็วเราใช้ได้เลยล่ะ มาถึงก่อนผู้โดยสารชั้นหนึ่งบางคนด้วยซ้ำ) แต่เนื่องจากมีเจ้าหน้าที่ทำงานแค่คนเดียว ใช้เวลากับผู้โดยสารคนนึงสักสี่นาที เราก็ต้องรอหนึ่งชั่วโมงแล้วค่ะ ซึ่งเราก็รอเข้าแถวอยู่หนึ่งชั่วโมงจริง ๆ นะคะ

เรายังถือว่าโชคดีนะคะ เพราะเราคือคนที่สิบห้า ข้างหลังเรามีผู้โดยสารรอตรวจคนเข้าเมืองอยู่ประมาณสองร้อยคน เราไม่รู้นะคะว่า พวกเขาจะต้องรออีกนานแค่ไหน

ที่น่าเกลียดมาก ๆ ก็คือ ไม่ใช่ว่า เขาไม่มีเจ้าหน้าที่นะคะ เราเห็นเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองของเขานั่งในห้องทำงานอยู่เป็นสิบคน แต่ไม่มีใครออกมาประจำด่านตรวจ ได้แต่เดินไปเดินมา แต่ไม่ทำอะไร และไม่มีใครคิดจะทำอะไร

อย่างที่บอกค่ะ เป็นไปได้ เราจะไม่เข้าอเมริกาผ่านทางเมืองมินิอาโปลิสอีกแล้ว ห่วยมาก

หลังจากผ่านด่านตรวจมาได้ เราเหลือเวลาอีกไม่ถึงชั่วโมงเพื่อวิ่งไปขึ้นเครื่องเพื่อต่อไปยังเมืองแคนซัส ซิตี้ และถ้าเราคิดว่า ด่านตรวจนั่นแย่แล้ว มันมีอะไรที่แย่ยิ่งกว่า รอคอยเราอยู่ค่ะ

เราไปที่สายพานกระเป๋า เพื่อจะพบว่า ไม่มีกระเป๋าของเรารออยู่ เราพยายามสอบถามเจ้าหน้าที่สายการบินว่า กระเป๋าของเราอยู่ที่ไหน แต่ไม่มีใครยอมพูดจากับเราเป็นเรื่องเป็นราว คำตอบเดียวที่ได้รับก็คือ ให้เราไปให้พ้นจากสนามบินแห่งนี้ ไปให้ถึงแคนซัสซิตี้ แล้วกรอกแบบฟอร์มเพื่อแจ้งว่า กระเป๋าหาย พวกเขาทำอะไรให้เราไม่ได้ เพราะที่นี่ไม่ใช่จุดหมายปลายทางของเรา เราต้องไปแจ้งเรื่องกระเป๋าหายที่แคนซัสซิตี้เท่านั้น

หลังจากพยายามแต่ไม่ได้คำตอบ เราตัดสินใจออกจากด่านศุลกากร แล้วไปยังประตูขึ้นเครื่อง เพื่อต่อเครื่องไปแคนซัส ซิตี้ เรารู้สึกว่า ไม่มีทางเลือก นี่คือคำตอบที่สายการบินให้กับเรา (สำหรับคนที่อยากรู้ เราขึ้นเครื่องของสายการบินเดลต้า) อีกอย่าง ถ้าเราไม่ไป ตัวเราเองก็จะตกเครื่องไปด้วยอีกคน เราไม่อยากอยู่ที่เมืองมินิอาโปลิสอีกต่อไป ไม่มีอะไรในสนามบินแห่งนี้ที่ทำให้เรารู้สึกว่า อยากจะอยู่

ในที่สุดเราก็ไปถึงแคนซัส ซิตี้ (รัฐมิสซูรี เมืองแคนซัส ซิตี้มีสองรัฐค่ะ เป็นเมืองเดียวกันนั่นแหละ แต่ถูกแบ่งด้วยเส้นรัฐ อีกแคนซัส ซิตี้นึงอยู่ในรัฐแคนซัส) และกระเป๋าของเราก็หายอย่างที่เราพยายามพวกเขาในสนามบินที่มินิอาโปลิส เราเข้าไปกรอกแบบฟอร์ม แจ้งกระเป๋าหาย เจ้าหน้าที่ของสายการบินถามเราว่า ทำไมเราไม่ตามหากระเป๋าตั้งแต่ในเมืองมินิอาโปลิส

ลองนึกถึงอาการของเราดูนะคะ เราพยายามใจเย็น แล้วตอบไปว่า ก็เจ้าหน้าที่ที่นั่นไล่ให้เรามาแจ้งที่แคนซัส ซิตี้ เราก็ได้รับคำตอบว่า ทีหลังอย่าไปเชื่อ ตามหากระเป๋าให้เจอที่มินิอาโปลิสให้ได้ เพราะถ้าไม่เจอที่นั่น มันคงไม่ถูกส่งมาที่แคนซัส ซิตี้หรอก

เราได้กระเป๋ามาหนึ่งแผ่น บอกเลขที่อ้างอิง เอาไว้ใช้เวลาสอบถามว่า กระเป๋าของเราอยู่ไหน แล้วก็กระเป๋าใบเล็ก ๆ (เหมือนกระเป๋าใส่เครื่องสำอางค์) ที่เจ้าหน้าที่บอกว่า เป็นอุปกรณ์ให้เราประทังชีวิตไปจนกว่าจะได้กระเป๋าคืน

ระหว่างนั่งรถเพื่อไปยังโรงแรมซึ่งเป็นสถานที่จัดงาน RT Convention เราประเมินสภาพของตัวเอง

เรามีเสื้อหนึ่งตัว และกางเกงอีกหนึ่งตัว ที่ใส่อยู่ ณ ตอนนี้  แล้วก็ขนมมากมายที่ดั้งด้นไปซื้อจากชินจูกุก่อนจะเดินทางไปสนามบิน ที่เหลือของทุกอย่างอยู่ในกระเป๋าใบนั้น กระเป๋าที่ตอนนี้อยู่ที่ไหนสักแห่งระหว่างโตเกียว – มินิอาโปลิส – หรือแคนซัส ซิตี้

นี่คือสภาพของเราตอนเดินเข้าไปในโรงแรม

 เราคิดว่า ตัวเองเป็นคนรอบคอบในระดับนึง ดังนั้นแม้กระเป๋าเดินทางจะหาย แต่เอกสารการเดินทาง เงินสด และของที่จำเป็นเกือบทุกอย่าง เรามีติดตัวครบค่ะ ยกเว้นก็แค่เสื้อผ้าที่ไม่มีเลยจริง ๆ กระนั้นการที่กระเป๋าหายก็ทำให้เราจิตตกไปไม่น้อย จากที่ควรจะตื่นเต้นที่ในที่สุดเราก็มาถึงงาน RT Convention เรากลับเดินคอตกเข้าโรงแรม

การเช็คอินเป็นไปอย่างเรียบร้อย เราขนข้าวของอันน้อยนิดของตัวเองขึ้นไปยังห้องพักที่อยู่ชั้นที่สิบเก้า (โรงแรมสูงสี่สิบชั้น ซึ่งถือว่าสูงมาก โดยเฉพาะในเมืองที่เราคิดว่า ไม่ค่อยมีอะไรอย่างแคสซัสซิตี้) เราพักร่วมกับเพื่อนร่วมห้องอีกสองคนค่ะ คนอีกสองคนที่เราไม่รู้จักเป็นการส่วนตัว แต่ตัดสินใจแชร์ห้องพักด้วยกัน เพราะต้องการประหยัดค่าเดินทาง (แต่พวกเราไม่ถึงกับเป็นคนแปลกหน้าหรอกนะคะ เพราะพวกเรามีเพื่อนร่วมกัน และเพื่อนคนนั้นก็แนะนำให้เราเจอกันทางอีเมลล์ และตัดสินใจพักร่วมกัน) ตอนที่เราเข้าไปในห้อง หนึ่งในเพื่อนร่วมห้องของเรามาถึงแล้ว แต่เราเห็นแค่กระเป๋าค่ะ เพราะตัวเธอไม่อยู่ในห้อง นั่นยิ่งทำให้เรารู้สึกโดดเดี่ยวมากขึ้นไปอีก เรารู้สึกอยากบอกให้ใครสักคนรู้ถึงความเดือนร้อน ไม่สบายใจที่เรารู้สึก อยากให้ใครสักคนรู้ว่า เราเหนื่อยแค่ไหน (นี่เป็นตอนที่เราโพสต์ข้อความในเฟซบุ๊ค)

วันนี้ยังไม่ใช่วันเริ่มต้นงาน RT อย่างเป็นทางการ แต่ก็มีผู้ร่วมงานมาถึงเป็นจำนวนไม่น้อย เราตัดสินใจออกจากห้องลงไปยังบริเวณจัดงาน เผื่อว่าจะเจอหน้าใครก็ตามที่คุ้นตาบ้าง อะไรก็ดีกว่าการนั่งอยู่ในห้องเงียบ ๆ คนเดียว ซึ่งเราก็ได้เจอค่ะ ซึ่งเราก็ได้เจอกับคนที่เราอยากเจออย่างมาก ๆ เลยค่ะ อาร์ตและเชอรีล สองสามีภรรยา เจ้าของร้านหนังสือ คนที่ใจดี และอบอุ่นกับเราเสมอมา เราเจอพวกเขาเป็นครั้งที่โคลัมบัส รัฐโอไอโอ ในงาน RT ปี 2010 รูปถ่ายที่ลงไว้เป็นรูปที่เราถ่ายไว้ตอนนั้นค่ะ ครั้งนี้เราบอกตามตรงว่า ไม่มีอารมณ์ถ่ายรูปมากมายนัก  และแน่นอนว่า เมื่อได้เจอกับทั้งสอง สิ่งแรกที่เราทำก็คือ บอกพวกเขาว่า กระเป๋าเดินทางของเราหาย และเราอยู่ในสภาพที่ไม่มีอะไรเลย เราได้รับความเห็นอกเห็นใจอย่างที่เราต้องการในที่สุด นอกจากนี้เรายังได้อะไรบางอย่างมาทำอีกต่างหาก นั่นเพราะว่าอาร์ต และเชอรีลเป็นอาสาสมัครทำงานให้กับคนจัดงาน RT ซึ่งตอนนี้กำลังขาดคนช่วยในการจัดของ (งานแบบนี้เค้าขอแรงอาสาสมัครช่วยงานฟรีค่ะ ไม่ได้ค่าตอบแทนอะไร ถือว่าทำกันด้วยใจ) เราซึ่งเซ็งอย่างหนัก ก็เลยรับปากว่า จะเข้าไปช่วยอีกแรงนึง

แต่ก่อนที่จะไปช่วย เราแวะไปงานที่เรียกว่า International Reception ซึ่งเป็นงานพิเศษเชิญเฉพาะคนที่มางาน RT ที่ไม่ได้มีถิ่นฐานอยู่ในอเมริกา และเราซึ่งมาจากเมืองไทย ก็ได้รับเชิญด้วย ตอนแรกเราคิดว่า คงจะไปงานไม่ทันแล้วล่ะค่ะ การที่เรากระเป๋าหาย ทำให้เราไปงานช้ากว่ากำหนดเป็นชั่วโมง แต่เมื่อไปถึงสถานที่จัดงาน ซึ่งก็คือ ห้องสวีทบนชั้นที่สี่สิบของโรงแรม ซึ่งเป็นห้องพักของแคธลีน เลดี้แห่งบาร์โลว์ (เป็นบรรดาศักดิ์ของเธอจริง ๆ นะคะ เธอเป็นเจ้าของนิตยสาร RT Booklover ซึ่งเป็นผู้จัดงานครั้งนี้) เราก็พบว่า ยังมีคนอีกมากมายเตล็ดเตร่พูดคุยกันอยู่

 

และแน่นอนว่า สิ่งแรกที่ออกจากปากของเราก็คือ กระเป๋าเดินทางของเราหาย และเราก็ได้รับความเห็นอกเห็นใจอย่างที่เราเรียกร้อง และเรารู้เลยนะคะว่า การที่กระเป๋าหายรบกวนจิตใจของเรามากขนาดไหน เพราะมากจนเราไม่ได้สังเกตเลยว่า แมรี บาล็อคธ์ยืนอยู่ข้าง ๆ เรานั่นเอง เราไม่แม้แต่มองหน้าเธอด้วยซ้ำ (รู้ตัวเลยค่ะว่า เราหมกหมุ่นกับตัวเองอย่างรุนแรง) พวกเราในงานถูกขอให้แนะนำตัว ซึ่งทำให้เราได้รู้ว่า ครั้งนี้ถือเป็นงานนานาชาติจริง ๆ เพราะในงานมีนักอ่านที่เดินทางมาจากประเทศทั่ว ๆ ไป (ที่คาดการณ์กันได้) อย่างแคนาดา, อังกฤษ, ออสเตรเลีย และก็มีประเทศที่แปลกอย่าง บราซิล และรัสเซีย

น่าทึ่งมาก ๆ และทำให้เรารู้สึกจริง ๆ ว่า โรแมนซ์ทำให้คนทั้งโลกพูดจาภาษาเดียวกัน

เราอยู่ในงานไม่นานหรอกค่ะ เพราะได้รับปากไว้แล้วว่าจะไปช่วยบรรดาอาสาสมัครเตรียมงานให้เสร็จ (ทุกอย่างต้องเสร็จภายในคืนวันนี้ เพราะงานจะเริ่มพรุ่งนี้แล้ว) หน้าที่ที่เราได้รับมอบหมายให้ทำก็คือ การจัดหน้าสือใส่ในถุง เพราะเตรียมแจกให้กับนักอ่านที่มาร่วมงาน

ขอเราอธิบายลักษณะงานคร่าว ๆ หน่อยนะคะ งานนี้เป็นลักษณะของเวิร์คช็อป นั่นคือจะมีตารางเวลาชัดเจน หนึ่งเวิร์คช็อปจะกินเวลาหนึ่งชั่วโมง (ให้นึกถึงคาบเรียน) ในแต่ละหนึ่งช่วงเวลา จะมีหลายเวิร์คช็อป ให้ผู้มาร่วมงานเลือกเข้าเวิร์คช็อปไหนก็ได้ ตามแต่ใจอยากจะเข้า โดยแต่ละเวิร์คช็อคจะมีโฟกัสในเรื่องที่แตกต่างกัน และที่สำคัญ (อย่างน้อยก็สำหรับเรา) ก็คือมีของแจกให้กับผู้เข้าร่วมต่างกัน

หน้าที่ของเราก็คือ จัดของ (พวกปากกา, ที่คั่นหนังสือ, และอื่น ๆ มากมาย) และหนังสือ ลงในถุง เพื่อเตรียมแจกในเวิร์คช็อคเหล่านี้

เราเสร็จงานตรงนี้ประมาณสามทุ่มค่ะ ซึ่งช้าเกินไปแล้วที่จะเดินทางไปห้างสรรพสินค้าที่อยู่ใกล้ ๆ กับโรงแรม เพราะทุกอย่างในแคนซัสปิดตอนหกโมงเย็น เราเลยหาซื้อของใช้ส่วนตัว และเสื้อผ้าบางส่วนจากร้านในโรงแรมนั่นเอง เพื่อที่อย่างน้อย เราจะมีอะไรใส่ในวันพรุ่งนี้บ้าง

หลังจากซื้อของเสร็จ เราก็กลับขึ้นห้องพัก และได้เจอกับเพื่อนร่วมห้องทั้งสองคน ซึ่งเซอร์ไพรส์อย่างมากก็คือ เรารู้จักหนึ่งในนั้นอยู่แล้วค่ะ เราเจอกันในงาน RT นี่แหละ เพราะแต่เป็นการพบปะกันแบบ สวัสดี/ลาก่อน ไม่ได้ถามไถ่ชื่ออย่างเป็นเรื่องราว แต่อย่างน้อยนี่ก็คือ หน้าที่คุ้นหูค่ะ ส่วนเพื่อนร่วมห้องอีกคนนึงจริง ๆ แล้วเป็นคนมาเลย์ค่ะ แต่ย้ายถิ่นฐานมาอยู่อเมริกาได้หลายปีแล้ว เลยทำให้เราดูมีสิ่งที่ใกล้เคียงกันอยู่บ้าง

บอกตอนนี้เลยก็ได้นะคะ เราโชคดีมาก ๆ ในเรื่องเพื่อนร่วมห้อง

สวัสดี และราตรีสวัสดิ์ สำหรับวันอันยาวนาน และโหดร้ายของเรา หวังว่าพรุ่งนี้ (1 พฤษภาคม 2013) อะไร ๆ จะดีขึ้นมาบ้าง  

Best of 2012

posted on 10 Jan 2013 10:22 by maxtreme  in AllAboutMax  directory Fiction

เรายึดหลักว่า เขียนช้าดีกว่าไม่เขียนนะคะ ทำให้ผ่านปีใหม่มาอาทิตย์กว่า แม็กซ์ถึงเพิ่งเขียนสรุปถึงการอ่านหนังสือในปี 2012 เพื่อไม่ให้เสียเวลาเข้าเรื่องเลยแล้วกันค่ะ

สถิติการอ่านในปีที่ผ่านมา

ในปี 2012 เราอ่านหนังสือรวมกันหมดทุกแนวอยู่ที่ 398 เล่ม แต่ถ้ามองเฉพาะเรื่องที่เป็นแนวโรแมนซ์ก็แบ่งออกได้ดังนี้

แนวย้อนยุค 94 เล่ม

แนวปัจจุบัน 133 เล่ม

แนวเหนือจริง 142 เล่ม

เรื่องที่เป็นแนวอีโรติคเราแยกไปใส่เข้าในสามประเภทข้างต้นนะคะ 

ส่วนตัวเราถือว่า เป็นตัวเลขการอ่านที่ใช้ได้ คือยังเฉลี่ยมากกว่าวันละหนึ่งเล่ม ซึ่งเป็นเป้าหมายที่เราตั้งให้กับตัวเอง (ต้องอ่านหนังสือให้ได้วันละเล่ม) แต่ก็ยังถือว่าน้อย เมื่อเทียบกับปริมาณการซื้อหนังสือของตัวเอง ดังนั้นทำให้หนึ่งในเป้าหมายที่เราตั้งในปีนี้ก็คือ จะต้องลดการซื้อหนังสือลง ให้อยู่ในสัดส่วน 1:1.2 ให้ได้ (คืออ่านหนึ่งเล่ม ซื้อ 1.2 เล่ม) 

 

สรุปผลการอ่านประจำปี

ปีนี้ไม่มีเล่มไหนที่โดนใจแบบทำให้เราสติแตกได้นะคะ (เปรียบเทียบกับอาการที่เราเป็นหลังจากอ่าน The Madness of Lord Ian MacKenzie และ The Iron Duke จบไปเมื่อปีก่อน ๆ) แต่ก็มีการค้นพบที่น่าสนใจหลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็นนักเขียนหน้าใหม่ หรือนักเขียนเก่านั่นแหละ แต่เราเพิ่งตาสว่างค้นพบ เราขอสรุปตามแนวหนังสือแล้วกันค่ะ

Non-Romance

เรื่องที่กำลังพูดถึงไม่ได้มาแบบโดดเดี่ยวนะคะ แต่มากันเป็นชุด ซึ่งถือว่าเป็นไฮไลท์การอ่านหนังสือในช่วงครึ่งปีแรกของเราเลย นั่นก็คือหนังสือชุด Vorkosigan Saga ของหลุยส์ แม็คมาสเตอร์ บูโจลด์ซึ่งต้องขอบคุณเพื่อนหลาย ๆ คนที่กดดันจนทำให้เราตัดสินใจหยิบมาอ่านเสียที แต่ก็ถือว่าเป็นความโชคดีของเราอีกเช่นกันที่เลือกจะเริ่มต้นอ่านในปีนี้ เพราะหนังสือในชุดออกวางขายจนเกือบเรียกได้ว่า เรื่องราวค่อนข้างครบถ้วน อ่านแล้วไม่มีอาการค้างคาใจอะไรต่อไปกันอีก แล้วยังแถมด้วยการออกเรื่อง  Captain Vorpatril's Alliance ในช่วงปลายปีอีกต่างหาก 

เราคงต้องบอกว่า ไม่รู้จะหาคำพูดอะไรมาสรรเสริญเยินยอหนังสือชุดนี้ เพราะเรียกได้ว่ามีครบทุกอย่างจริง ๆ การเขียนคาแร็คเตอร์ในเชิงลึก ไม่มีใครในเรื่องที่ออกมาจากสูตรสำเร็จที่อ่านปุ๊บก็รู้ปั๊บว่าจะทำอะไรต่อไป คาแร็คเตอร์ในชุดนี้มาความลึกชนิดที่เราคิดไม่ถึง แล้วยังเหลือการหักเหลี่ยมเฉือนคมกันอีกล่ะ การเขียนถึงแผนการรบในสงครามที่อ่านแล้วทำให้เรารู้สึกหวนไปถึงสมัยทำรายงานเรื่องสงครามหกวัน ความน่าทึ่งของหนังสือชุดนี้ก็คือ ความหลากหลาย ในหนังสือแต่ละเล่มไม่มีอะไรที่ทำให้เรารู้สึกว่า ซ้ำซากกับเล่มก่อนหน้า และที่สุดยอดยิ่งไปกว่านั้น ในความหลากหลาย คนแต่งทำให้เรื่องราวเหล่านั้นสนุกสนานได้ในรูปแบบที่แตกต่างกัน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องแนวไก่รองบ่อนก็ชนะได้ (The Warrior's Apprentice), เกมศึกการสงคราม (The Vor Game), สืบสวน (Cetaganda), การค้นพบตัวเอง (Mirror Dance และ Memory), สืบสวน (Komarr) ไปจนถึงโรแมนซ์ (A Civil Campaign และ Captain Vorpatril's Alliance) 

นอกจากหนังสือชุดนี้แล้ว หนังสืออีกชุดนึงที่มาแรงไม่แพ้กันสำหรับเราก็คือ ชุด Sebastian St.Cyr Mystery ของซี.เอส. แฮร์ริส ซึ่งชื่อก็บอกแล้วว่า เป็นเรื่องแนวสืบสวน เรื่องราวของไวส์เคาท์ผู้ถูกกล่าวหาว่าเป็นฆาตกร เริ่มต้นสืบหาความจริงเพื่อเคลียร์ตัวเอง ก่อนจะค้นพบว่า นั่นคือสิ่งที่เขาอยากทำมากที่สุด เพราะหลังจากผ่านสงครามที่สร้างรอยแผลไม่เฉพาะร่างกาย แต่รวมไปถึงจิตใจ เซบาสเตียนหมดความสนใจทุกอย่าง เขาใช้ชีวิตอย่างเสเพลไปวัน ๆ ตามแบบขุนนางผู้ไร้ประโยชน์ จุดเด่นของหนังสือชุดนี้ไม่ใช่แค่เฉพาะคดีสืบสวน ซึ่งเราคิดว่าเขียนได้ดีอยู่แล้ว ก็คือชีวิตของเซบาสเตียนเอง เรื่องราวดราม่าในชีวิตของเขาที่แทบจะดูเหมือนว่า ถอดออกมาจากบทละครน้ำเน่า แต่นั่นก็ยิ่งกว่าทำให้เราถลำลึกลงไปในหนังสือชุดนี้ เพราะเราอยากรู้ว่า มันจะเกิดอะไรต่อไปได้อีก นี่คือหนังสือเรื่องเดียวที่เราเสียเงินซื้อฉบับปกแข็งมาอ่านในปีนี้ และเราคิดว่า คุ้มค่าเงินมาก (แต่โปรดอย่าลืมว่า เราได้ส่วนลดประมาณห้าสิบเปอร์เซ็นต์จากราคาเต็มนะคะ และเงินที่ใช้ซื้อก็มาจาก Gift Certificate ที่เป็นของขวัญวันเกิดจากเพื่อน)

ปัญหาของเราตอนนี้ก็คือ หลังจากเก็บสะสมหนังสือชุดนี้ไว้หลายปี และตะลุยอ่านรอบเดียวเจ็ดเล่มในปีที่ผ่านมา ตอนนี้เราก็กลับมาอยู่ที่จุดเดียวกับแฟนหนังสือชุดนี้ทุกคน นั่นก็คือ ต้องรอปีต่อปีสำหรับหนังสือเล่มใหม่ในชุด และซี.เอส. แฮร์ริสไม่ใช่นักเขียนที่ออกหนังสือเจ็ดเล่มในหนึ่งปี แค่ปีละเล่มก็ถือว่า เป็นโชคดีของคนอ่านแล้วล่ะ 

ปิดท้ายเรื่องที่ไม่ใช่โรแมนซ์ที่โดนใจของเราในปีนี้ก็คือ Gone Girl ของกิลเลียน ฟินน์ เราค้นพบว่า หนังสือที่คนส่วนใหญ่ชอบกัน (หนังสือพวกที่ขายดีมาก ๆ ติดอันดับนิวยอร์คไทม์สามสี่สิบสัปดาห์) มักจะไม่ใช่หนังสือสำหรับคนอ่านทุกคน เราเจอหนังสือทีโดน (The Lift of Pi) และไม่โดน (The Kite Runner) ทำให้ระยะหลังทำเป็นมองผ่าน ๆ หนังสือกลุ่มนี้ แต่พอได้เห็นกองมหึมาของหนังสือเรื่องนี้วางเรียงอยู่ในร้านหนังสือ เจ้าความสอดรู้ก็ห้ามไม่อยู่ เราเลยไปหยิบมาพลิก ๆ อ่านสองสามหน้า แล้วก็เป็นไปตามชื่อเรื่องเลยค่ะ คือ Max Gone เพราะเราติดกับความน่าสนใจของหนังสือเรื่อง เกิดอาการอยากรู้ว่า แท้จริงแล้วมันเกิดอะไรขึ้น เมื่อภรรยาในครอบครัวที่ดูเหมือนจะมีความสุขหายตัวไปอย่างลึกลับ ซึ่งเมื่อขุดคุ้ยลึกลงไป ก็ไม่มีอะไรเป็นอย่างที่ตาเห็น 

เราชอบเทคนิคการเล่าเรื่อง การตัดสลับมุมมองของตัวละครในช่วงเวลาที่ต่างกัน เริ่มต้นในเวลาปัจจุบันเล่าผ่านสายตาของสามี หลังจากรู้ว่า ภรรยาหายตัวไป จากนั้นก็ให้คนอ่านเข้าไปเห็นความคิดถึงภรรยาย้อนกลับไปเมื่อสมัยที่พวกเขาเพิ่งเริ่มรู้จักกัน

ส่วนที่เราชอบมากที่สุด (สปอยล์) ก็คือเอมี เรานึกอยากจะทำให้ได้อย่างเธอ ถ้าเราอยู่ในสถานการณ์เดียวกัน นั่นคือสิ่งที่เราคิดว่า เราจะทำ แม้จะรู้ตัวแหละนะว่า คงทำไม่ได้ แต่พอเห็นคนที่ทำได้อย่างเธอในนิยาย ก็เลยสะใจเราอย่างมาก

Historical Romance

แม้ดูตามสถิติ แม็กซ์จะอ่านเรื่องแนวอื่นมากกว่าแนวย้อนยุค แต่ปีนี้ถือว่า เป็นปีทองของเรื่องแนวย้อนยุคสำหรับเรานะคะ เพราะมีหนังสือที่เข้าตา เข้าใจเรามากมายหลายเล่ม  ซึ่งมากกว่าเรื่องแนวอื่น (ที่เราอ่านในปริมาณที่มากกว่า) เยอะเลยค่ะ

Thief of Shadows ของอลิซาเบ็ธ ฮอยต์ เราไม่แปลกใจเลยนะคะที่ชอบเรื่องนี้มากมาย เพราะองค์ประกอบในเรื่องโดนใจเราทุกอย่าง เริ่มต้นตั้งแต่คาแร็คเตอร์ของพระเอก ซึ่งออกมามีบทบาทในเล่มก่อนหน้า ความเงียบ ๆ ดูไร้พิษสงของเขา ทำให้ยิ่งอยากรู้เรื่องราวของเขามากขึ้น และคาดหวังว่า เขาคงจะเป็นตัวละครที่น่าสนใจมาก และก็จริงค่ะ ส่วนผสมยิ่งลงตัวมากขึ้นสำหรับเรา เมื่อคนแต่งจับคู่เขากับนางเอกที่อายุมากกว่า (เป็นจุดอ่อนอีกข้อนึงของเรา) มีประสบการณ์ทางโลกมากกว่า มีสถานะทางสังคมสูงกว่าอีกต่างหาก เราจะไม่ชอบเรื่องนี้ได้อย่างไร 

Almost a Scandal ของอลิซาเบ็ธ เอสเสกซ์ เล่มนี้มาแบบเซอร์ไพร์ส เราไม่ตั้งความหวังอะไรมากมาย (ซึ่งเป็นความผิดของเราเอง เพราะจากประวัติเราก็ถูกใจงานเขียนของคนแต่งคนนี้อยู่ไม่น้อย) พล็อตเรื่องที่ดูเหมือนสูตรสำเร็จ เมื่อนางเอกปลอมตัวเป็นผู้ชายขึ้นไปประจำการเป็นทหารบนเรือรบ แต่พระเอกของเราไม่ใช่กัปตัน และเรื่องราวไม่ใช่การเอาแต่ใจของสาวน้อยที่ช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ เล่มนี้เตือนในเรานึกถึงความงดงามของหนังสือคลาสิคหลายเล่ม (ไม่ว่าจะเป็นเจน ออสเตน หรือจอร์เจ็ตต์ ไฮเยอร์) ในส่วนของระยะห่างระหว่างพระเอก และนางเอก ซึ่งเกือบตลอดทั้งเล่มไม่ได้ใช้เวลาแบบตัวติดกัน เหมือนโรแมนซ์ยุคนี้ แต่ในความห่างของทั้งคู่ มีความเข้าใจแฝงเอาไว้ การเขียนสื่อให้เรามองเห็นต่อเชื่อมระหว่างกันและกัน ทำให้เราเชื่อว่า ทั้งคู่เหมาะสมต่อกันมากเพียงใด

The Duke's Perfect Wife ของเจนนิเฟอร์ แอชลีย์ เราคิดอยู่พักใหญ่ว่า จะเอาเรื่องนี้มาเขียนในบลอกนี้ไหม เพราะในแง่นึง เล่มนี้ก็ไม่ได้ถึงดีอย่างที่คาดหวังเอาไว้ แต่ความคาดหวังของเราที่มีต่อเรื่องนี้ก็สูงมาก ๆ ทำให้เมื่อเราวัดจากความชอบของตัวเองที่มีต่อหนังสือที่ได้อ่านมาตลอดทั้งปี ทำให้เล่มนี้แม้จะไม่ดีอย่างที่หวัง แต่ก็ดีกว่าเรื่องอื่น ๆ ที่เราได้อ่าน เราชอบคาแร็คเตอร์ของนางเอก แม้จะคิดว่า คนแต่งถอดใจไม่กล้าเขียนฮาร์ตให้ออกมาแรงอย่างที่ตั้งแต่เอาไว้แต่แรก นี่เป็นเรื่องที่เราคิดเลยนะคะว่า อาจจะออกมาดีกว่านี้ถ้าเจนนิเฟอร์ แอชลีย์เขียนออกมาขายเอง โดยไม่ผ่านสำนักพิมพ์ เพราะเราเชื่อว่า เธอจะกล้ามากกว่านี้  โดยเฉพาะเมื่อได้อ่าน A Perfect Gift ซึ่งเป็นเรื่องวันคริสต์มาสของตระกูลแม็คเคนซีที่ออกวางขายช่วงปลายปีที่ผ่านมา การบรรยายถึงความสัมพันธ์ระหว่างฮาร์ตและเอลีนอร์ดูน่าสนใจมากกว่าที่ปรากฎในเล่มนี้มาก 

Honorable Mentions: A Rogue by Any Other Name ของซาราห์ แม็คคลีน, No Longer  a Gentleman ของแมรี โจ พัทเนย์, More than a Stranger ของเอริน ไนท์ลีย์

Contemporary

เรารวมถึงเรื่องแนวสืบสวน และหนังสือเล่มเล็กเข้าไปด้วยนะคะ ซึ่งตามตัวเลขแล้วเราอ่านไม่น้อยเลยค่ะ แต่ผลลัพธ์กลับไม่น่าประทับใจนัก เพราะไม่มีเล่มไหนที่กระแทกใจของเราได้เลย มีแต่เรื่องที่อยู่ในระดับที่เราชอบมากแค่นั้นเอง

และเมื่อนึกถึงใครไม่ออก ไม่มีเรื่องไหนโดดเด่นออกมา เราก็กลับไปที่ของตายค่ะ กับหนังสือชุด The Inn Boonboro ที่เราอ่านไปแค่สองเล่มแรกนะคะ (เล่มสุดท้ายออกแล้วแต่ยังไม่ได้อ่าน) นั่นคือ The Next Always และ The Last Boyfriend เนื้อเรื่องไม่มีอะไรมากมายนอกจากโปรโมตโรงแรมที่นอรา โรเบิร์ตส์เป็นเจ้าของ (ที่อ่านแล้วทำให้เราเกิดอาการน้ำลายหกอยากไปพักบ้าง) ความโดดเด่นก็คือตัวละครในเรื่อง หรือพูดให้ตรงประเด็นก็คือ พระเอก เรื่องชุดนี้มีพระเอกชนิดที่อ่านไปก็ทำเอาหัวใจของเราละลายไปตาม ช่างน่ารัก นิสัยดี เป็นสุภาพบุรุษ รักแท้หวังแต่ง (ในเคสเล่มแรกอาสาเป็นพ่อให้ลูกติดสามคนของนางเอกอีกต่างหาก) ประมาณอ่านไปทำให้เรานึกอยากสละโสด ซึ่งพออ่านจบก็เผชิญกับความจริงว่า ผู้ชายแบบนี้มีแค่ในนิยาย แต่ระหว่างอ่านทำให้ความคิดเป็นบวกเพิ่มขึ้นกับอีกเกือบครึ่งนึงของประชากรบนโลกกว่าเดิม 

อีกเล่มที่เราอยากพูดถึงเป็นแนวอีโรติคโรแมนซ์ ผลงานของเอ็มมา โฮลี เรื่อง The Billionaire Bad Boy's Club  ที่ทีแรกชื่อเรื่องทำเอาเราสยองไปพักใหญ่ เพราะตอนนี้พอเห็นคำว่า Billionaire แล้วพาลนึกถึงฟิทตี้เชดไปซะหมด แต่เล่มนี้ไม่ใช่แนวฟิทตี้เชดนะคะ (เราจะพูดถึงประเด็นฟิทตี้เชดต่อไปในบลอกค่ะ) ซึ่งเป็นงานเขียนของเอ็มมา โฮลี่ที่เราว่าดีที่สุดในรอบหลายปี ทำให้เรานึกถึงสมัยที่เธอเขียนเรื่องให้กับสนพ.แบล็คเลซ แต่เรื่องมีความเป็นโรแมนซ์หวานซึ้งกว่า เรื่องราวของเพื่อนสนิทสองคนที่มีภูมิหลังถูกพ่อทำร้ายเหมือนกัน เริ่มต้นความสัมพันธ์สมัยเรียนไฮสคูล คนนึงเป็นนักกีฬาหล่อเหลาโด่งดัง อีกคนเป็นหนอนหนังสือเรียนเก่ง ความสัมพันธ์ความเป็นเพื่อนและมากกว่านั้นสานต่อไปจนถึงในมหาวิทยาลัย และความเป็นหุ้นส่วนทางธุรกิจ กับหญิงสาวคนเดียวที่ดึงความสนใจของทั้งคู่ได้ 

เล่มนี้เป็นอีโรติคโรแมนซ์ ดังนั้นจึงเต็มไปด้วยฉากเซ็กส์ ซึ่งเขียนได้ดี ร้อนแรงตามแนวเรื่อง นอกจากนี้เรายังชอบคาแร็คเตอร์ เรารู้สึกถึงความผูกพันกันระหว่างตัวละครทั้งสาม ซึ่งตรงนี้ไม่ได้เขียนได้ง่าย ๆ เลยนะคะ (สำหรับเราแล้ว ใครก็เขียนฉากเซ็กส์ได้ แต่เขียนให้เชื่อว่าเซ็กส์นั้นมีความหมายยากยิ่งนัก) 

Paranormal

แล้วก็มาถึงเรื่องแนวที่เราอ่านมากที่สุด แต่ก็คล้าย ๆ กับเรื่องแนวปัจจุบันนะคะ ที่ไม่มีเรื่องไหนโดนเราแบบเต็ม ๆ แต่ก็ยังถือว่าอยู่ในสภาพที่ดีกว่าเรื่องแนวปัจจุบัน 

และหนังสือเรื่อง Kiss of Steel ของเบ็ค แม็คมาสเตอร์คือเหตุผลสำคัญ เรื่องแนวสตีมพังค์พารานอมอลมีทั้งแวมไพร์ หมาป่าและประวัติศาสตร์ทางเลือก ซึ่งแทบไม่น่าเชื่อว่า ด้วยฝีมือนักเขียนหน้าใหม่ที่เพิ่งเขียนเรื่องนี้ออกมาเป็นเล่มแรกจะสามารถจัดการประเด็นทั้งหมดเข้ามารวมกันอยู่ในเล่มเดียวได้อย่างลงตัว แถมยังสามารถสร้างโลกที่มีความน่าสนใจ รวมทั้งคาแร็คเตอร์หลักและรองที่โดดเด่น เรื่องราวที่ว่ากันจริง ๆ ไม่ได้มีอะไรใหม่ นางเอกกำลังเดือดร้อนและโดนตามล่าจากผู้มีอำนาจ พระเอกซึ่งเป็นผู้ทรงอิทธิพลแต่อยู่นอกกฎหมายเสนอตัวให้ความช่วยเหลือเพื่อแลกกับบางสิ่ง พล็อตแค่นั้น แต่เมื่อองค์ประกอบถูกดัดแปลง แต่งเติม และสร้างสรรให้แตกต่าง ทุกอย่างก็เปล่งประกายออกมา เรื่องนี้เป็นหนังสือที่ทำให้เราอ่านแล้วลืมเวลา หลงเข้าไปอยู่ในโลกที่เมืองลอนดอนถูกปกครองโดยแวมไพร์

ปี 2012 ถือเป็นปีที่ดีสำหรับนักเขียนหน้าใหม่แนวพารานอมอล เพราะนอกจากเล่มข้างบนซึ่งเป็นผลงานเล่มแรกแล้ว เรายังโดนใจกับเรื่อง The Darkest Day ของบริตต์ บิวรีอีกเล่มนึง และด้วยเหตุผลที่คล้ายคลึงกัน นั่นก็คือ โลกในเรื่องที่ถูกสร้างขึ้นมีความน่าสนใจ ข้อด้อยเดียวของเล่มนีที่ยังเทียบกับ KOS ไม่ได้ ก็คือเรายังไม่รู้สึกผูกพันกับตัวละครหลักในเล่มนี้เท่ากับที่เรารู้สึกกับ KOS แต่ถ้าพูดถึงตัวละครรองแล้วล่ะก้อ คงต้องบอกว่า เราตั้งหน้าตั้งตารอคอยหนังสือเล่มต่อไปในชุดนี้อย่างมาก

นักเขียนหน้าเก่าคนเดียวที่เราอยากพูดถึงในบลอกนี้กับเรื่องแนวพารานอมอลก็คือ เครสลีย์ โคล ที่ปีนี้ออกงานใหม่มาสามเล่ม (เป็น YA เล่มนึง) แต่เราอ่านแค่สองเล่ม ซึ่งชอบมาก ๆ ทั้งสองเล่มนะคะ แต่เมื่อต้องเลือกก็แน่นอนว่าจะต้องเป็น Lothaire ที่ในที่สุดเครสลีย์ก็เขียนถึงคาแร็คเตอร์ที่ถือว่าเป็นจุดสนใจที่สุดคนนึงในชุด หนังสือเล่มนี้หนามาก แต่ตอนที่อ่านเราไม่รู้สึกว่าหนาไปแม้แต่นิดเดียว เราชอบที่ตัวตนของพระเอกยังคงถูกรักษาไว้อย่างครบถ้วน เขาไม่ได้เปลี่ยนฝ่ายมาเป็นคนดี เพียงเพราะได้เป็นพระเอกในเรื่อง มีนักเขียนไม่มากคนนะคะที่จะสามารถเอาคนร้ายมาเขียนให้เป็นพระเอก (ในลักษณะที่เป็นตัวเอก ไม่ใช่เป็นพระเอกในมุมมองที่ว่า จะต้องเป็นคนดี) ได้

ประเด็นเดียวที่คาใจของเราก็คือ การเปิดประเด็นใหม่ ๆ ในเล่มนี้ แต่ดูเหมือนว่า คงจะอีกนานกว่าที่คนแต่งจะเขียนถึงมัน และพล็อตที่เริ่มค้างคาเอาไว้ในเล่มก่อนหน้าก็ยังคงค้างคากันต่อไป อย่างไรก็ตาม ด้วยสไตล์การเขียนของเครสลีย์ ไม่ได้ก่อให้เกิดความรู้สึกน่ารำคาญเหมือนที่เราเคยรู้สึกกับงานเขียนของเชอริลีน เคนยอน/คินลีย์ แม็คเกรเกอร์ (ที่เปิดตัวละครมากมาย แต่ไม่ยอมเขียนเรื่องของพวกเขาซะที จนเราหมดอารมณ์เลิกอ่านไปเอง) ทำให้ (อย่างน้อย) ในตอนนี้ก็ไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไร

นอกจากนี้เรายังชอบเรื่องสั้นของเชลลี ลอว์เรนสตันเรื่อง Like a Wolf with a Bone ที่อยู่ในหนังสือรวมเรื่องสั้นเรื่อง Howl For it  เรื่องราวของหมาป่าที่แอนตี้สังคม กลับมาตกหลุมรักสาวน้อยอ่อนหวาน (ในความฝัน) เรื่องสั้น ๆ ที่ไม่มีพล็อตอะไรเลย แต่คาแร็คเตอร์และการเล่าเรื่องทำให้เรื่องนี้ถูกใจเรามาก ๆ

Honorable Mention: Eternal Captive, Etenral Beast ของลอรา ไรท์

Reread

แล้วก็มาถึงสิ่งที่เราไม่ค่อยได้ทำบ่อยนัก นั่นก็คือการเอาหนังสือที่เคยอ่านแล้วมาอ่านใหม่ ปีนี้ยิ่งแปลกค่ะ เพราะเราอ่านซ้ำเล่มเดิมไปมาหลายรอบ นั่นก็คือเรื่อง Big Bad Beast ของเชลลี ลอว์เรนสตัน ที่อ่านซ้ำเฉพาะในปีนี้เกือบสามรอบ และเป็นการอ่านแบบละเอียดนะคะ หน้าต่อหน้า ไม่ใช่เปิดข้ามไปข้ามมา ยิ่งอ่านก็ยิ่งรักหนังสือเล่มนี้

ซึ่งในปีนี้เอางานของเชลลีมาอ่านซ้ำหลายเล่มนะคะ นอกจาก BBB ที่พูดไปแล้วก็ยังเอา The Mane Attraction มาอ่านอีกรอบ ซึ่งก็ยังสนุก น่ารักเหมือนเดิม

อีกเล่มที่อ่านซ้ำแล้วยังยิ่งใหญ่เหมือนกับที่เราจำได้ก็คือเรื่อง The Iron Duke ของเมลจีน บรู๊ค  ไม่รู้จะหาคำอะไรมาอธิบายให้มากกว่านี้ นอกจากบอกว่า เราชอบเรื่องนี้มากเหมือนเมื่อครั้งได้อ่านครั้งแรกเมื่อสองปีก่อนเลย

Looking for 2013

1. Less of Fifty-Shadequs

ถ้าขอได้ข้อแรกที่เราขอก็คือ หนังสือแนว Billionaire BDSM with Naive Coed ให้มันน้อย ๆ ลงไปบ้าง ไม่มีอะไรเสียหายกับเรื่องชุด Fifty Shades เลยนะคะ เราอ่านไปสองเล่มก็ยังคิดว่าดีกว่าที่คาดหวังไว้เยอะ แต่เราไม่ต้องอ่านหนังสืออีกสองร้อยเรื่องที่มีพระเอกเป็นเศรษฐีพันล้าน ตกหลุมรักสาวน้อยไร้เดียงสา ลักพาตัว/หลอก/แบล็คเมลล์ ให้เธอมาอยู่ด้วย เพื่อเล่มเกม BDSM กับเขา เรื่องราวที่เขียนเป็นตอน ๆ ไม่จบในตัวเอง ต้องตามอ่านไปเรื่อย ๆ อยู่นั่นแหละ

ขนาดว่าปีที่ผ่านมา เราอ่านเรื่องแนวนี้น้อยมาก แต่แค่เห็นปริมาณหนังสือในแนวนี้ที่ออกขาย หรือนักเขียนที่เรารู้จัก (และชื่นชอบ) หันไปเขียนเรื่องแนวนี้แล้ว ก็เกิดอาการเซ็งล่วงหน้า เราบอกไม่ได้นะคะว่า เรื่องที่ออกต่อ ๆ มาดีหรือไม่ดี มันอาจจะดีกว่าฟิทตี้เชดก็ได้ แต่ปฏิเสธไม่ได้นะคะว่า โหนกระแสของเขาอยู่

ข้อดีเดียวที่เราเห็นจากกระแสของฟิทตี้เชดก็คือ ทำให้หนังสืออิมพรินต์แบล็คเลซถูกเอามาพิมพ์ใหม่ ทำให้เราตามเก็บงานของนักเขียนคนที่เราชอบได้หลายคน

แต่ขอนะคะ ถ้ามีใครรับฟัง เพลา ๆ กับเรื่องแนวนี้หน่อยก็ดีค่ะ

2. Nothing wrog to love PRINT book

อีบุ๊คมาถึงแล้ว อันนี้เราเข้าใจนะคะ และยอมรับได้ เรามีเครื่องอ่านอีบุ๊คอยู่สองเครื่องเพื่อใช้เป็นแบ็คอัพของกันและกัน เผื่อเครื่องนึงเสีย ก็ยังมีอีกเครื่องอ่านได้ แต่การเลือกฟอร์แมตที่อ่านเป็นเรื่องของความชอบ และเราก็ยังชอบอ่านพรินต์บุ๊ค เราชอบการจับต้องได้ เราชอบที่มันมีตัวตน จะบอกว่าโบราณก็โบราณนะคะ เราไม่ชอบเสียเงินซื้ออากาศ เราไม่ไว้ใจคอมพิวเตอร์ เกิดวันนึงมีอีบอมบ์เกิดขึ้น อุปกรณ์อิเล็คโทรนิคเสียหมด เราจะเอาอะไรอ่าน (เราคิดแบบนี้จริง ๆ นะคะ ไม่ได้ประชดใคร)

เราไม่ชอบทัศนคติของบางคนที่มองว่าอีบุ๊คดีที่สุด (ทั้งที่ตัวเองอาจจะไม่เคยเสียเงินสักบาทซื้ออีบุ๊คมาอ่าน หากแต่หาโหลดฟรีตามเว็บไซด์ไฟล์แชร์ริ่งส์ทั่วไป) แล้วก็มาต่อว่า หรือแสดงอาการดูถูกคนที่ยังอ่านหนังสือเป็นเล่ม ๆ อยู่ ไม่มีอะไรเสียหายกับคนที่ชอบอ่านหนังสือที่เป็นกระดาษที่ผลิตมาจากต้นไม้ ใช่ค่ะพวกเราทำลายสิ่งแวดล้อม แต่การขับรถใช้น้ำมัน (หรือกระทั่งอีโคคาร์) ก็ทำลายสิ่งแวดล้อมเหมือนกัน 

ในฐานะของคนกลุ่มสุดท้าย (บางครั้งเรารู้สึกแบบนั้นจริง ๆ ) ที่ชอบพรินต์บุ๊คอยู่ ถ้านักเขียนจะออกหนังสือขายเอง หรือจะออกขายกับสนพ.ยังไงก็ขอให้มีทางเลือกสำหรับคนที่ชอบพรินต์บุ๊คบ้างนะคะ เราชอบคอร์ทนีย์ มิลัน และเอ็มมา โฮลีที่แม้พวกเธอจะเลือกออกหนังสือขายเอง และวางขายเป็นอีบุ๊ค แต่ก็ยังมีทางเลือกให้คนอ่านหาซื้อหนังสือที่เป็นพรินต์บุ๊คได้ ซึ่งเมื่อคิดว่าเทคโนโลยีเรื่อง Print on Demand สมัยนี้ลดต้นทุนได้มากแค่ไหน มันไม่ใช่เรื่องยากเลยนะคะที่จะสร้างทางเลือกนั้น เราขอเท่านี้ค่ะจากสนพ.และนักเขียน

ส่วนสำหรับคนที่ดูถูกคนอ่านพรินต์บุ๊ค เราไม่ขออะไรมากค่ะ แค่ไปให้พ้น ๆ ก็พอแล้ว

3. ให้ประเทศไทยเปิดกว้างพอที่จะแปล Fifty Shades of Gray ได้

ไม่ใช่ว่าเรื่องนี้สนุกมากจนเราอยากให้คนไทยได้อ่าน แต่นี่คือหนังสือที่ขายได้มากที่สุดในโลก ทำให้ผู้หญิงตัวเล็ก ๆ คนนึงกลายเป็นมหาเศรษฐีชั่วข้ามคืน หนังสือที่มีคนชอบมาก และเกลียดมากไม่แพ้กัน หนังสือที่สร้างกระแสได้มากขนาดนี้ มันจะน่าอนาถขนาดไหนที่คนไทยจะไม่มีโอกาสได้อ่านในฉบับภาษาไทย เพียงเพราะกฎหมายงี่เง่าที่อ้างเรื่องการปกป้องผู้เยาว์ แต่ไม่เคยเคารพสิทธิของผู้ใหญ่

สรุป

ห้าอันดับของหนังสือที่เราได้อ่านในปี 2012 (ไม่รวมเรื่องที่อ่านซ้ำ) และเราคิดว่าดีที่สุด เรียงตามลำดับค่ะ

1. Memory ของ Lois McMaster Bujold

2. Sebastian St.Cyr Series ของ C.S. Harris

3. Thief of Shadows ของ Elizabeth Hoyt

4. Lothaire ของ Kresley Cole

5. Kiss of Steel ของ Bec McMaster

 

หลายคนคงจะสังเกตว่า ปี 2012 ที่ผ่านมา แม็กซ์เขียนบลอกน้อยลงไปเป็นประวัติการณ์ และบลอกค่อนข้างเงียบไปเป็นเวลานานมาก ๆ เราไม่มีข้อแก้ตัวนะคะ และคงต้องบอกตรงนี้เลยว่า ความเปลี่ยนแปลงจะต้องเกิดค่ะ เราเขียนบลอกมาเป็นเวลาหกปีเต็ม ๆ แล้ว ไม่มีอะไรที่จะอยู่เหมือนเดิมได้ แต่สำหรับวันนี้ เอาเป็นว่าเราขอสรุปผลการอ่านหนังสือประจำปีของตัวเองแล้วกันค่ะ

 

My Sunshine & Sun Kissed & Morning Light // Catherine Anderson

posted on 14 Nov 2012 15:47 by maxtreme  in C-Club, Contemporary, D-Club  directory Fiction

เราร้างลาจากการอ่านงานของแคทเธอรีน แอนเดอร์สันไปนานมาก (น่าจะสิบปีแล้วมั้งคะ) ทั้งที่เล่มสุดท้ายที่อ่าน Phantom Waltz ก็ประทับใจไม่น้อย (แล้วก็ร้องไห้ตามสไตล์งานของเธอ) เวลาผ่านไปไวเหมือนโกหกค่ะ หนังสือของเธอสะสมบนชั้นหนังสือของสูงขึ้นสูงขึ้น จนในที่สุดก็รู้สึกว่า สมควรต้องรีบเคลียร์ได้แล้ว

เราเลือกหยิบเรื่อง Morning Light มาอ่านก่อน ด้วยเหตุผลง่าย ๆ ก็คือ หยิบง่ายที่สุดค่ะ เล่มอื่นถูกเก็บลึกกว่า ก็เลยหาไม่เจอ แต่พออ่านเล่มนี้จบ กลับไม่ได้ความรู้สึกว่า เป็นงานของแคทเธอรีน แอนเดอร์สันที่เราชื่นชอบเลย ทำให้ไปหยิบเอาอีกเล่มมาอ่าน ซึ่งก็คือ Sun Kissed คราวนี้เริ่มได้บรรยากาศ แต่ก็ยังไม่ซึ้งอย่างที่คิด สุดท้ายก็เลยอ่านเรื่อง My Sunshine เล่มนี้โดนไปเต็ม ๆ ค่ะ ร้องไห้จนตาบวม สร้างอารมณ์ร่วมไปกับเนื้อเรื่องมาก และย้ำเตือนว่า ทำไมเราถึงได้ชอบงานของนักเขียนคนนี้

เนื่องจากเรื่อง My Sunshine เขียนก่อน (แต่เราอ่านหลังสุด) เราขอเขียนรีวิวตามลำดับการออกของหนังสือนะคะ

 

 

My Sunshine ของแคทเธอรีน แอนเดอร์สัน

เรื่องนี้เป็นเล่มที่หกในชุด Kendrick/Coulter/Harrigan ซึ่งเป็นชื่อตระกูลสามตระกูลที่เกี่ยวพันกันผ่านการแต่งงานของตัวละครในเรื่อง (เคนดริทแต่งงานกับคูลเตอร์ และคูลเตอร์ก็มาแต่งงานกับแฮร์ริแกน) ซึ่งไม่จำเป็นต้องอ่านไล่เรียงกันหรอกนะคะ เราอ่านสลับไปมาก็รู้เรื่องครบถ้วน

ไอเซห์ คูลเตอร์เป็นสัตวแพทย์ผู้ประสบความสำเร็จ เขาและทักเกอร์ พี่ชายฝาแฝด เปิดคลีนิครักษาสัตว์ที่มีชื่อเสียง แต่เมื่อมารดาของให้ไอเซห์ช่วยเพื่อนของเธอด้วยการรับหลานสาวเข้าทำงานในคลีนิค เขาเริ่มไม่แน่ใจ โดยเฉพาะเมื่อรู้ว่า ลอรา ทาวเซนด์ หญิงสาวที่ถูกผู้เป็นย่าฝากงานมานั้นมีอาการสมองได้รับความเสียหายจากอุบัติเหตุเมื่อห้าปีก่อน

ชีวิตของลอราพังพินาศลงจากอุบัติเหตุทางรถยนต์ อาชีพในฐานะนักวิทยาศาสตร์สิ่งแวดล้อมที่ทำให้เธอมีโอกาสเดินทางไปทั่วจบลง เมื่อสมองของเธอได้รับความเสียหาย จนส่งผลต่อความสามารถในการสื่อสาร ลอราต้องเรียนรู้ที่จะพูดใหม่ กระนั้นอาการบกพร่องนี้ก็ทำให้เธอไม่มีวันกลับเป็นคนปกติได้อีก จากคนที่เคยประสบความสำเร็จ และมีอนาคตที่ยาวไกล ลอราต้องรับเงินเลี้ยงดูจากรัฐ และเป็นภาระของผู้เป็นย่า สิ่งเดียวที่เธอต้องการในตอนนี้ก็คือ การมีงานทำเป็นหลักเป็นฐาน เพื่อพิสูจน์ให้ทุกคนเห็นว่า เธอพึ่งพาตัวเองได้ 

ดังนั้นแม้งานที่ไอเซห์เสนอให้ในคลีนิคของเขาจะเป็นงานประเภทใช้แรงงาน ที่เธอรับหน้าที่ดูแลสัตว์ที่ป่วยและมาพักรักษาที่คลีนิค ลอราก็รักงานที่ตัวเองทำ เธอรักสัตว์ และมีสัญชาตญาณกับงานประเภทนี้ ที่สำคัญนี่เป็นงานที่เธอไม่ต้องพึ่งพาความบกพร่องในการใช้ภาษาของตัวเอง เพราะการสื่อสารกับสัตว์ไม่ต้องการคำพูด 

เรื่องนี้เป็นโรแมนซ์ที่แตกต่างสำหรับคนอ่านหลายคน ที่แน่ ๆ ก็คือ นางเอกในเรื่องนี้ไม่สมบูรณ์แบบ ไม่เลยสักนิดเดียว แต่คาแร็คเตอร์ของลอราจับใจของเราได้ตั้งแต่ต้น เรารู้สึกว่าคนแต่งเขียนตัวตนของเธอได้ดี และน่าเชื่อ เราไม่แน่ใจว่า คนที่มีอาการเช่นเดียวกับเธอ จะสามารถมีชีวิตในสังคมได้ดีอย่างที่เธอทำได้หรือไม่ในชีวิตจริง แต่การอ่านเรื่องนี้ทำให้เรามองผู้ป่วยทางสมองด้วยสายตาที่เปลี่ยนไป 

เราชอบความรักที่เกิดขึ้นในเรื่อง นี่เป็นหนังสือโรแมนซ์ไม่กี่เล่มที่เรา "เชื่อ" จริง ๆ ถึงความรัก และความผูกพันที่เกิดขึ้นระหว่างไอเซ่ห์ และลอรา มันไม่ร้อนแรง ไม่ได้เกิดขึ้นเพียงชั่วข้ามคืน แต่เมื่อถึงจุดนึง รักก็คือรัก ไม่สำคัญว่าลอราจะเป็นคนปัญญาอ่อนในสายตาของคนส่วนใหญ่ที่ไม่รู้จักเธอด้วยซ้ำ และไอเซห์เป็นสัตวแพทย์อนาคตไกล 

การเล่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นในคลีนิคสัตวแพทย์ของไอเซห์ก็สร้างภาพอย่างชัดเจน อ่านไปเราก็ผูกพันกับบรรดา "คนไข้" ในเรื่อง ขอบอกว่าเราร้องไห้แทบตายตอนที่แมวตาย แล้วก็ร้องไห้หนักขึ้นอีกเมื่อลอราซึ่งรู้ว่า เจ้าของแมวตัวนั้นจะเสียใจมากขนาดไหน ไปหาแมวตัวอื่นมาแทนให้ 

เราค่อนข้าง "อิน" ไปกับหนังสือเล่มนี้ ทั้งที่คาแร็คเตอร์ไม่ได้มีลักษณะแบบที่เราชอบ ทั้งลอราและไอเซห์เป็นคนดี แบบดีจริง ๆ ไม่ได้เสแสร้ง ซึ่งปกติเรื่องแบบนี้จะไม่เวิร์คสำหรับเรานะคะ แต่ในเล่มนี้คนแต่งสอดแทรกความเป็นมนุษย์เข้าไปในตัวตนของทั้งคู่ และทำให้เราเชื่อว่า การอ่านเรื่องราวของคนดีก็ไม่จำเป็นจะต้องน่าเบื่อ 

เราอ่านเล่มนี้จบแล้วรู้สึกดีขึ้นกับเพื่อนมนุษย์ร่วมโลก แม้ว่าการสอดแทรกประเด็นเรื่องศาสนาเข้ามาจะทำให้เราอึดอัดไปในบางครั้ง แต่เรื่องราวในส่วนอื่นก็ทำให้เรามองข้ามประเด็นนั้นไปได้

ไม่แน่ใจว่า เล่มนี้จะถูกใจทุกคนหรือไม่นะคะ เราเคยคุยกับคนคนนึงซึ่งรับไม่ได้กับการอ่านเรื่องที่นางเอกพิการ (ขาทั้งสองข้างเป็นอัมพาต) ซึ่งเป็นงานเขียนของแคทเธอรีน แอนเดอร์สันเรื่อง Phantom Waltz เขาบอกว่ารับเรื่องโรแมนซ์ที่นางเอกไม่สมประกอบไม่ได้ เราเคารพความเห็นของเขานะคะ ดังนั้นเราคงต้องบอกว่า เรื่องนี้นางเอกไม่สมบูรณ์แบบ เธอมีข้อบกพร่องที่ร้ายแรง เรารับได้ และชื่นชมแคทเธอรีน แอนเดอร์สันที่เขียนถึงเรื่องราวเหล่านี้

คะแนนที่ 70

 

 

Sun Kissed ของแคทเธอรีน แอนเดอร์สัน

เรื่องนี้เป็นเล่มที่เจ็ดในชุด Kendrick/Coulter/Harrigan ซึ่งเป็นชื่อตระกูลสามตระกูลที่เกี่ยวพันกันผ่านการแต่งงานของตัวละครใน เรื่อง (เคนดริทแต่งงานกับคูลเตอร์ และคูลเตอร์ก็มาแต่งงานกับแฮร์ริแกน) โดยเล่มนี้เป็นเรื่องสุดท้ายที่เล่าถึงพี่น้องตระกูลคูลเตอร์ และถือเป็นเล่มเปิดตัวพี่น้องตระกูลแฮร์ริแกน 

ทักเกอร์ คูลเตอร์ สัตวแพทย์ และหนุ่มโสดคนเดียวในตระกูลที่เหลืออยู่อาสามาช่วยดูแลสัตว์ในงานโรดิโอแห่งนึง ซึ่งเขาพบเห็นชายขี้เมากำลังทำร้ายม้าที่ไร้ทางต่อสู้อยู่ แต่ก่อนที่เขาจะแสดงความเป็นฮีโร่โผล่เข้าไปช่วย ซาแมนธา แฮร์ริแกน สาวน้อยร่างเล็กก็ถลาเข้าไปหยุดพฤติกรรมนั้น และเธอก็ถูกชายคนดังกล่าวหันมาทำร้ายแทน

ด้วยความเป็นสุภาพบุรุษ ทักเกอร์ไม่ลังเลที่จะกระโดดเข้าไปร่วมวงต่อสู้ ซึ่งจบลงที่ทั้งเขาและซาแมนธาถูกตำรวจจับ แต่นั่นก็คุ้มค่า เพราะเขาได้รู้จักกับหญิงสาวที่น่าสนใจมาก ๆ คนนึง ซึ่งสำหรับชายที่ไม่เคยคิดว่า ตัวเองจะได้เจอกับคนที่ใช่ ซาแมนธาเข้าใจความรู้สึกนั้นมากที่สุด

แต่เพราะยังเจ็บปวดจากการถูกอดีตสามีหลอกลวง ซาแมนธาไม่กล้าเปิดหัวใจให้กับความสัมพันธ์ครั้งใหม่ ทำให้เธอกันให้ทักเกอร์ออกห่าง แต่แล้วอาการป่วยอย่างไม่สาเหตุของม้าที่เธอเป็นเจ้าของก็เปิดทางให้ทักเกอร์ได้มีโอกาสก้าวเข้ามาในชีวิต และยิ่งเมื่อเธอถูกกล่าวหาว่าเป็นคนทำร้ายม้าของตัวเอง ทักเกอร์ก็คือคนสำคัญที่จะช่วยเธอในการสืบหาความจริง

เล่มนี้มีนางเอกที่สมบูรณ์แบบค่ะ ไม่ได้มีอาการผิดปกติพิกลพิการทางร่างกาย แม้ว่าในด้านจิตใจซาแมนธาบอบช้ำมาจากการเลือกสามีผิดคน การหย่าที่พ่อของเธอต้องจ่ายเงินไปเป็นจำนวนมาก นั่นทำให้หญิงสาวไม่กล้าไว้ใจชายคนไหน ส่วนพระเอกก็จริงใจแต่ต้น แล้วก็แปลกกว่าพระเอกโรแมนซ์คนอื่นตรงที่ไม่วิ่งหนีความรัก เขาถวิลหามันด้วยซ้ำ เพราะพี่น้องทุกคนก็ล้วนเจอคนที่ใช่กันหมดแล้ว ทำให้ทักเกอร์ตั้งคำถามตัวเองว่า เขามีอะไรผิดปกติไปรึเปล่าจึงไม่เจอใครสักที จนกระทั่งได้เจอกับซาแมนธา

เราเข้าใจแรงดึงดูดของคนทั้งคู่นะคะ แต่การที่นางเอกปิดใจและปฏิเสธตัวเอง (ซึ่งเราก็เข้าใจแหละว่าทำไมถึงจึงทำแบบนั้น) ทำให้เราเบื่อหน่ายไปไม่น้อย พระเอกออกจะไนซ์และเก่งขนาดนี้ยังไม่รู้อีกเหรอว่าได้ของดีมาในมือ

ในขณะที่น้องชายฝาแฝดของทักเกอร์เชี่ยวชาญเรื่องการรักษาสัตว์เล็ก (อยู่ในเรื่อง My Sunshine) ทักเกอร์มุ่งเน้นไปที่สัตว์ในฟาร์ม ทำให้เรื่องนี้เราได้ความรู้เกี่ยวกับสัตว์จำพวกนี้เยอะเลยค่ะ เราคิดว่าคนแต่งทำได้ดีในการถ่ายทอดข้อมูลให้น่าสนใจ และเป็นส่วนหนึ่งของเรื่อง

อย่างไรก็ตามเล่มนี้ยังคาดซึ้งแฟ็คเตอร์ที่เรามองหาในงานเขียนของแคทเธอรีน แอนเดอร์สัน คืออ่านไปได้เรื่อย ๆ แต่ไม่มีจุดที่ทำให้เราบ่อน้ำตาแตกได้

คะแนนที่ 60

Morning Light ของแคทเธอรีน แอนเดอร์สัน

เรื่องนี้เป็นเล่มที่แปดในชุด Kendrick/Coulter/Harrigan ซึ่งเป็นชื่อตระกูลสามตระกูลที่เกี่ยวพันกันผ่านการแต่งงานของตัวละครใน เรื่อง (เคนดริทแต่งงานกับคูลเตอร์ และคูลเตอร์ก็มาแต่งงานกับแฮร์ริแกน) โดยเล่มนี้มาถึงส่วนที่เป็นคาแร็คเตอร์ในตระกูลแฮร์ริแกนแล้วค่ะ

ลอนี แม็คยวนมีพลังพิเศษ เธอสามารถมองเห็นเหตุการณ์ในอนาคตได้ แต่นี่ก็เป็นเสมือนคำสาปที่ติดตามตัวเธอมาตลอด จนทำให้หญิงสาวต้องย้ายออกจากบ้านมายังที่ห่างไกล ที่ที่ไม่มีใครรู้ว่า เธอคือใคร แต่แล้วภาพนิมิตรที่เห็นมองเห็นขณะแตะตัวคลินท์ แฮร์ริแกนอย่างบังเอิญในซุปเปอร์มาร์เก็ตก็ทำให้เธอไม่อาจอยู่เฉยได้ เพราะภาพเด็กชายที่กำลังตกอยู่ในอันตราย ลอนีรู้จากนิมิตรว่า เด็กคนนั้นคือลูกชายของคลินท์ และตอนนี้กำลังติดอยู่ในป่าลึก กับสุนัขอีกหนึ่งตัว

แต่คลินท์ไม่มีลูก เขาเป็นโสด และคิดว่าลอนีสติไม่สมประกอบ จนกระทั่งเขาเห็นข่าวในโทรทัศน์ เหตุการณ์ที่ครอบครัวของวุฒิสมาชิกออกไปล่องแก่งแล้วประสบอุบัติเหตุ ภรรยาของวุฒิสภาพเป็นหญิงสาวจากอดีตของคลินท์ และอายุของลูกชายของทั้งคู่ก็อาจจะเป็นลูกของคลินท์ได้ นั่นมากพอที่จะทำให้คลินท์ตามหาลอนี และขอให้เธอช่วยเหลือ

ทั้งคู่ออกเดินทางไปในป่าลึก ติดตามเบาะแสตามภาพนิมิตรของลอนี หลังจากที่รู้ว่า ทีมกู้ภัยมองหาผิดที่ (และทั้งคู่ไม่รู้ว่าจะบอกพวกนั้นยังไงว่า หาผิดทาง เพราะไม่มีใครเชื่อเรื่องภาพนิมิตร)

เล่มนี้เป็นเรื่องราวของการค้นหาเด็กหายในป่า ในขณะที่ความสัมพันธ์ของตัวเองก็พัฒนามากขึ้นเรื่อย ๆ ซึ่งเราคงต้องบอกว่า เป็นเรื่องที่เราผิดหวังมาก เพราะเรื่องไม่น่าสนใจเลย ในแง่ของอารมณ์ก็สอบตก อ่านแล้วไม่รู้สึกเหมือนกำลังอ่านงานบีบหัวใจ (และน้ำตา) ของแคทเธอรีน แอนเดอร์สันสักนิดเดียว จริง ๆ แล้วอ่านเล่มนี้ทำให้นึกถึงฝันร้ายที่มีชื่อว่า Up Close and Dangerous ของลินดา โฮเวิร์ดเลยล่ะ (เป็นฝันที่น่ากลัวตรงที่มันน่าเบื่อมาก)

ผิดหวังกับเล่มนี้แบบเต็ม ๆ แถมเล่มนี้ยังพร่ำสอนเรื่องศาสนาแบบเกิดเหตุ เราเข้าใจเรื่องความเชื่อนะคะ และเคารพในความเชื่อที่แตกต่างกันระหว่างศาสนา และเข้าใจว่า ประเด็นทางศาสนาเอามาเขียนเป็นองค์ประกอบในโรแมนซ์ได้ แต่การทำแบบนั้นไม่ควรจะเป็นการยัดเยียดนะคะ ซึ่งนี่เป็นความรู้สึกที่เราพบในการอ่านเรื่องนี้ เรารู้สึกว่าศรัทธาที่คลินท์มีมันฝืนเกินเหตุ

อ่านเล่มนี้จบแล้วกลัวมากเลยค่ะ ถ้าทิศทางการเขียนของแคทเธอรีน แอนเดอร์สันออกไปในแนวนี้ (ฝักใฝ่ศาสนา) เรื่องที่ออกหลังจากเล่มนี้ก็จะเป็นอย่างนี้ เราคงรับไม่ไหว ไม่ได้มีปัญหากับประเด็นศาสนานะคะ แต่ไม่อยากอ่านโรแมนซ์ที่ให้ความรู้สึกเหมือนกำลังอ่านไบเบิ้ล โชคดีก็คือ เรามีงานเก่าของเธอดองค้างไว้อีกเกือบสิบเล่ม

คะแนนที่ 50