When darkness comes // Alexandra Ivy

posted on 04 Jun 2008 15:39 by maxtreme  in C-Club, Paranormal

หนังสือเล่มนี้ออกขายมาตั้งแต่ต้นปีที่แล้วแล้วล่ะค่ะ และเป็นเล่มที่แม็กซ์หยิบแล้ววาง วางแล้วหยิบมาตลอดปีครึ่งที่ผ่านมา บอกตามตรงนะคะว่าไม่คิดว่ามันจะสนุกแล้วล่ะ (เพราะถ้าสนุกก็น่าจะอ่านจบตั้งแต่ครั้งแรกที่อ่าน ไม่ทำให้เกิดอาการเบื่อจนเลิกอ่านไปอย่างงี้)

แต่ผิดคาดนะคะ เพราะหยิบมาอ่านหนนี้ กลับอ่านได้ตลอดรอดฝั่ง และบอกได้ว่า ดีกว่าที่คาด (แต่ก็นั่นแหละนะ อ่านแล้วเลิกอ่านไปสามสี่รอบ ความคาดหวังมันก็หดจนเหลือต่ำกว่าศูนย์ไปแล้วล่ะ)

 

หนังสือชุดนี้ มีชื่อเรียกเท่ห์ ๆ ว่า Guardians of eternity ซึ่งแม็กซ์ก็บอกตามตรงว่าอ่านเล่มหนึ่งจบลงไปแล้วก็ยังไม่รู้สึกนะว่ามันการ์เดี้ยนอะไรกัน นอกจากพระเอกในเล่มนี้ต้องคอยคุ้มครองนางเอก ซึ่งโอเคล่ะ (เป็นการพูดไทยสำเนียงสิงคโปร์) ถือเป็นการ์เดี้ยน (ที่แปลว่าผู้คุ้มครอง) ได้ แต่ยังงงว่า เรื่องชุดนี้มีต่อมาอีกสองเล่มแล้ว (และจะมีต่อไปอีกหลายเล่ม) ตัวละครตัวอื่น เช่นพระเอกเล่มสอง (ที่โผล่มาให้ยลโฉมกันในเล่มนี้) ก็ไม่เห็นว่าจะมีภาระหน้าที่ในการคุ้มครองอะไร จะว่ารวมกลุ่มกันเป็นขบวนการมดแดงมดเขียวก็ไม่น่าจะใช่ คงต้องอ่านกันต่อไปค่ะว่าทำไมถึงเรียกชื่อชุดว่าอย่างนี้ (แต่โดยส่วนตัวคิดว่าคงเลียนแบบประมาณ Black Daggers Brotherhood ประมาณนี้ล่ะ)

กลับมาเข้าพล็อตเรื่องกัน ดังเต้พระเอกของเราเป็นแวมไพร์ ตามความฮิตของนิยายโรแมนซ์ยุคนี้ ที่โดนเหล่าแม่มด (ที่ว่ากันว่าเป็นฝ่ายดี) ลากตัว (เพราะไม่ได้มาอย่างเต็มใจ แต่คาดว่าคงไม่ได้ลากกันจริง ๆ หรอกนะ) ก็บังคับนั่นแหละด้วยเวทมนตร์ให้มาคุ้มครองพลังฝ่ายดีที่เรียกกันว่าฟีนิกซ์ ถ้าอธิบายให้เข้าใจกันง่ายก็คงบอกว่า ฟีนิกซ์เป็นพลังที่เป็นตัวแทนของเทพเจ้า (ฝ่ายดี) ที่ไม่อาจมีตัวตนเป็นของตัวเองได้ เวลาอยู่ในโลกมนุษย์ก็เลยต้องอาศัยร่างของมนุษย์เป็นผู้คุ้มครองพลังฟินิกซ์อันนี้ แต่ก็ใช้ร่างก็ไม่ได้หมายความว่า มนุษย์คนนั้นจะถูกครอบงำโดยฟีนิกซ์หรอกนะ ตัวตนของคนคนนั้นยังอยู่ครบ เพียงแต่จะมีพลังพิเศษในการสู้กับผู้ร้ายได้ แต่ในขณะเดียวกัน การมีฟีนิกซ์อยู่ในร่างก็ใช่ว่าจะทำให้คนคนนั้นกลายเป็นคนดีได้ เพียงแต่อาจจะทำชั่วได้ไม่ถนัดเพราะว่าจะถูกฟีนิกซ์ในกายยับยั้งไว้

เมื่อสามร้อยสี่สิบเอ็ดปีก่อน ที่จำได้แม่นไม่ใช่เพราะว่าแม็กซ์ความจำดีหรอกนะคะ แต่เพราะมันเขียนไว้ที่ปกหลังของเรื่อง ดังเต้ถูกพิธีกรรมโดยเหล่าแม่มด ผูกพันความภักดีของเขาให้มีต่อมนุษย์ที่มีพลังฟีนิกซ์แฝงไว้ในกาย และนั่นหมายความว่า เขาต้องกลายเป็นผู้พิทักษ์และคุ้มครองเซเรน่า ซึ่งเป็นผู้ที่มีพลังฟีนิกซ์อยู่ในตัวในเวลานั้น เขาไม่อาจปฏิเสธหรือขัดคำสั่งของเซรีน่า และนั่นไม่ใช่ชะตากรรมที่สุขนักของแวมไพร์

สามร้อยสี่สิบเอ็ดปีผ่านไป จากยุคอดีตมาสู่ยุคปัจจุบัน จู่ ๆ เซรีน่าก็ถูกลอบทำร้ายชนิดที่ดังเต้ไม่อาจคุ้มครองหรือช่วยเหลือได้ทัน แต่ก่อนที่เธอจะตาย เธอส่งผ่านพลังฟีนิกซ์มาสู่หญิงสาวใกล้ตัว นั่นก็คือแอ็บบี้ ซึ่งทำงานเป็นผู้ช่วยส่วนตัวของเซรีน่า

และจากหญิงสาวธรรมดา ๆ คนนึง แอ็บบี้ก็ถูกบีบให้เข้าไปในโลกเหนือธรรมชาติ ที่ทุกคนจ้องจะฆ่าเธอเพื่อบูชายันให้กับเทพเจ้าฝ่ายมืด (ที่เรียกกันในเรื่องว่า The Prince และแม็กซ์คิดว่าคงหมายถึงซาตาน) และด้วยความที่ยังใหม่ต่อพลัง เธอก็แทบจะปกป้องตัวเองไม่ได้เลย (เพราะใช้พลังไม่เป็น) ดังนั้นมันจึงกลายเป็นหน้าที่ของดังเต้ในการคุ้มครองเธอ

แต่ครั้งนี้มันไม่เหมือนกับการคุ้มครองเซรีน่า เพราะเขายินดีและยิ่งกว่าเต็มใจในการคุ้มครองแอ็บบี้ อันที่จริงเขาค่อนข้างจะปิ๊งเธออยู่แล้วด้วยก่อนที่เซรีน่าจะตาย การที่แอ็บบี้ได้รับพลัง ก็เลยยิ่งกลายเป็นการทำให้ทั้งสองใกล้ชิดกันมากขึ้น

เรื่องนี้เวิร์คสำหรับแม็กซ์นะคะ ท่ามกลางหนังสือแนวแวมไพร์โรแมนซ์ที่ขายกันดาษดื่น เล่มนี้ถือว่าสอบผ่านค่ะ อาจไม่ถึงกับดีเลิศจนทำให้แม็กซ์สติแตก (เหมือนอย่างที่กำลังเป็นกับชุด BDB อยู่) แต่ก็ดีพอจะทำให้แม็กซ์คิดจะหยิบเล่มสองมาอ่าน

ตัวละครถือเป็นจุดแข็งสุดในเรื่องนี้ แม็กซ์พบว่าชอบทั้งดังเต้และแอ็บบี้ โดยเฉพาะดังเต้ที่เป็นแวมไพร์ซึ่งโดนบังคับมาตลอดชีวิตด้วยพลังของแม่มด และ (คาดว่า) คงโดนอะไรมาเยอะไม่น้อย แต่เขาไม่ทนทุกข์น่ารำคาญ ไม่ขี้บ่นถึงอดีต (ที่แก้ไขไม่ได้) และเขารู้ใจตัวเอง และพฤติกรรมก็ออกมาตรงกับใจ (ไม่ใช่ประเภทที่คิดว่ารัก แต่ทั้งด่าและเสียดสีนางเอกสารพัด)

ส่วนแอ็บบี้ก็ถือว่าโอเคล่ะ ไม่โดดเด่น แต่ก็ไม่เลวร้าย ไม่มีพฤติกรรมโง่จนสมควรตาย ซึ่งก็ถือว่าดีแล้ว

แต่เพราะแม็กซ์คิดว่ายังมีช่องโหว่งในการเล่าเรื่องอีกหลายจุด ไม่ว่าจะเป็นอดีตของดังเต้ ที่เปิดมาว่าเขาจำอดีตตัวเองก่อนเป็นแวมไพร์ไม่ได้เลย เพราะตื่นขึ้นมาที่ท่าเรือคืนนึงก็พบว่าตัวเองเป็นแวมไพร์ไปแล้วโดยไม่รู้ว่าตัวเองเป็นใครมาจากไหน ไม่มีการพูดถึงประเด็นนี้ต่อ ทั้งที่แม็กซ์คิดว่ามันน่าเอามาเล่นมาก หรืออย่างมิตรภาพระหว่างดังเต้และไวเปอร์ (พระเอกเล่มสอง) ที่ในเรื่องเห็นได้ชัดว่าสองคนสนิทและรักกันมาก แต่แม็กซ์ก็ไม่รู้สึกว่ามันจะเกิดขึ้นได้ยังไง ในเมื่อดังเต้ต้องใช้เวลาอยู่กับเซรีน่าเพื่อคุ้มครองเธอ นอกจากการพูดว่าไวเปอร์เป็นคนที่รับเอาดังเต้เข้ามาในเผ่าแวมไพร์ เป็นไกด์แนะนำวิธีการใช้ชีวิตของแวมไพร์ให้เขา ก็ไม่ได้อธิบายอะไรเพิ่มเติม มันก็เลยทำให้แม็กซ์ไม่รู้สึกถึงความผูกพันของสองคนนี้นัก ในขณะที่พฤติกรรมไวเปอร์ช่วยดังเต้มากอย่างไม่น่าเชื่อ

บางทีการบกพร่องในพล็อตและขั้นตอนการเล่าเรื่อง อาจเป็นเพราะคนแต่งให้เวลาในเรื่องไปกับดังเต้และแอ็บบี้ก็ได้ ซึ่งถ้าเป็นอย่างนั้นแม็กซ์ก็ไม่บ่นหรอกนะคะ เพราะแม็กซ์ชอบเล่มนี้ก็ด้วยสาเหตุนี้แหละ

โดยรวม ถ้าคุณอยากอ่านเรื่องแวมไพร์โรแมนซ์ที่ไม่ต้องคิดมาก ไม่ต้องลุ้นมาก ไม่ต้องบ้าคลั่งมากขนาดแทบจะรอให้เล่มต่อไปออกขายไม่ไหว แต่เป็นเรื่องราวความสัมพันธ์ของตัวละครสองตัวที่คุณพอใจ ก็แนะนำเล่มนี้นะคะ เป็นการฆ่าเวลาที่โอเคทีเดียว

คะแนนที่ 67

สุดท้ายขอนอกเรื่องนะคะ แม็กซ์มีความรู้สึกว่า ระยะหลัง (ในช่วงสองสามปีที่ผ่านมา) แม็กซ์อ่านหนังสือได้ช้าลงกว่าเดิมมาก ตอนแรกก็คิดนะคะว่าเป็นเพราะชักจะสูงอายุแล้ว สมองก็เลยไม่แล่น อ่านช้าลง แต่พอมีเวลานั่งคิดให้ถี่ถ้วนก็ว่าไม่น่าจะใช่ คนเราไม่ควรยอมรับความจริงว่าแก่ แม้จะแก่จริง แต่ก็ควรให้กำลังใจตัวเองไว้

โอเคกลับเข้าเรื่อง แม็กซ์ก็เลยเริ่มคิดว่า พฤติกรรมอะไรของเราที่เปลี่ยนแปลงไป ซึ่งนั่นก็คือพฤติกรรมการนั่งรถกลับบ้าน ที่ช่วงสักสามปีที่ผ่านมานี้แม็กซ์นั่งรถส่วนตัวตลอด ไม่ว่าจะเป็นรถเพื่อน หรือรถแท็กซี่ ซึ่งข้อดีก็คือทำให้เราถึงที่หมายไวขึ้น แต่ข้อเสียก็คือ เรามีเวลาอยู่กับตัวเองน้อยลง

ใช่แล้วค่ะ แม็กซ์คิดว่า การนั่งรถเมล์เป็นเวลาส่วนตัวชนิดนึง

ดังนั้นตั้งแต่อาทิตย์ที่แล้ว แม็กซ์ก็เลยเริ่มกลับมาขึ้นรถเมล์กลับบ้านจากที่ทำงาน แล้วก็...

ได้ผลนะคะ

คิดว่าอ่านหนังสือได้มากขึ้น แล้วก็มีเวลาคิดถึงหลายเรื่องมากขึ้น มันอาจจะช้า แต่บางครั้งชีวิตก็ไม่ได้รีบไปข้างหน้าเสมอไปนี่คะ

Comment

smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry ???????????????   ??????????????????
smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry ???????????????

Tweet

เห็นด้วยเต็มร้อยเลยค่ะ ว่าการใช้รถส่วนตัวทำให้เรามีเวลาอ่านหนังสือน้อยลง เพราะต้องเป็นคนขับไม่ได้นั่งอ่าน

ตอนนี้พอกลับถึงบ้านก็มัวแต่บ้าอ่านการ์ตูนกับแอนนิเมชั่น เลยแทบไม่ได้จับหนังสือโรฯเลย ประหยัดไปเยอะเลย อิอิ

ใครชอบ ตุลาการทมิฬบ้างคะ มาแจ้งข่าวดี เล่ม17(เล่มจบ) ออกแล้วน้า big smile

#1 By dd (203.121.139.98) on 2008-06-04 17:32

จริงค่ะที่ชีวิตไม่จำเป็นต้องรีบร้อนขนาดนั้น ตอนนี้เราก็กลับมานั่งรถเมล์เหมือนกัน เพราะน้ำมันที่แพงเป็นปัจจัยสำคัญมากกว่า แต่อย่างหนึ่งที่ได้จากการกลับมานั่งรถเมล์คือเราได้มองโลกในอีกแง่มุมใหม่ มุมที่เราไม่เคยสังเกตมาก่อน

คุณ dd ค่ะเราอ่านเรื่องนี้ แต่ไม่ได้ซื้อน้า เช่าเอาจ้า ถ้าคุณ dd ได้กลับมาอ่าน ช่วย spoil ให้เรารู้หน่อยจ้าว่าสุดท้ายแล้วพระเอกเราเป็นยังไงบ้างเนี่ย

#2 By thasorn (203.185.69.34) on 2008-06-05 08:46

อ่านเล่มต้น ๆ ไปค่ะ อยากรู้เหมือนกันว่าจบยังไง (เดี๋ยวนี้เลิกตามอ่านการ์ตูนที่ยังเขียนไม่จบค่ะ เพราะหลายเรื่องแล้วที่เจอตอนจบแบบขว้างทิ้งไปเลย ส่วนใหญ่ชอบอ่านที่เรื่องที่มันจบแล้วมากกว่า แต่ก็ทำให้เป็นคนที่ "เอ้าท์" ในวงการการ์ตูนอย่างมาก)

#3 By max on 2008-06-05 11:47

คุณthasorn เราก็เช่าอ่านค่ะ อุตส่าห์ย้ำว่าเราจองเล่มนี้แล้วนะ ห้ามมือดีที่ไหนหยิบไปก่อน แต่สุดท้ายก็บัวแล้งน้ำค่ะ หายไปจากชั้นจนได้ คงต้องรอเค้าเอามาคืนเราถึงจะได้อ่านต่ออ่ะ ถ้าได้แล้วจะมาเล่าสู่กันฟังนะคะ

อ้อ แจ้งอีกเรื่อง ไม่ทราบว่าอ่าน it starts with a kiss กันหรือเปล่า ตอนนี้มีสนพแห่งหนึ่งนำมาตีพิมพ์ใหม่แล้วค่ะ (ไม่มีลิขสิทธิ์) ออกมา 3เล่มแล้ว เล่มละ 70 บาทถ้าอยากเก็บก็รีบได้เลยนะคะ big smile

#4 By dd (203.121.139.98) on 2008-06-05 14:06