Copyright: My view

posted on 22 Jul 2009 08:47 by maxtreme  in Opinion

ก่อนที่แม็กซ์จะเล่าถึงบรรยากาศของงาน RWA Conference ที่เพิ่งจบไป หรือข่าวใหม่ล่าสุดเกี่ยวกับนักเขียนที่หลายคนชื่นชอบ หรือกระทั่งอาการสตาร์สตรัคของแม็กซ์เมื่อได้เจอกับนักเขียนที่ชอบ เราขออนุญาตพูดถึงประเด็นที่อาจจะฮ็อตที่สุดในสังคมคนโรแมนซ์ในขณะนี้ก่อนแล้วกันค่ะ

เมื่อสักเดือนนึงที่ผ่านมา ข่าวคราวการไล่ล่าซื้อลิขสิทธิ์ของหนังสือโรแมนซ์เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว รุนแรง จนหลายสำนักพิมพ์ตั้งตัวไม่ทัน และไม่แค่สำนักพิมพ์เท่านั้นที่งุนงงกับปรากฎการณ์ที่เกิดขึ้น กระทั่งตัวเอเจ้นต์ หรือนักเขียนต่างชาติเองก็ยังงงไปกับความ "กระหาย" ในลิขสิทธิ์ของตลาดโรแมนซ์เมืองไทย

สิ่งที่นักอ่านที่ไม่ได้คลุกคลีอยู่ในวงการอย่างลึกซึ้งไม่รู้ก็คือ เรื่องเหล่านี้มันเกิดขึ้นมาสักพักใหญ่แล้วล่ะ อาจจะนานถึงกระทั่งย้อนกลับไปเมื่อหนึ่งปีก่อน ที่ผู้เล่นหน้าใหม่เข้ามาในตลาดของการซื้อลิขสิทธิ์ และเริ่มกวาดซื้องานของนักเขียนมากมาย

ก่อนจะพูดประเด็นลิขสิทธิ์อย่างเป็นเรื่องราว แม็กซ์ขอพูดถึงผู้ผลิตโรแมนซ์เมืองไทยกันก่อนแล้วกันค่ะ สิ่งที่นักเขียนต่างชาติ (หรือกระทั่งเอเจ้นต์ผู้ดูแลลิขสิทธิ์ของพวกเขาในเมืองไทย) ไม่รู้ก็คือ ความฮิตของหนังสือโรแมนซ์ในตลาดเมืองไทยเกิดขึ้นมานานหลายสิบปีแล้ว มันไม่ใช่ว่าเพิ่งเกิดขึ้นอย่างที่พวกเขาเข้าใจ นักเขียนหลายคนที่แม็กซ์ได้พบเจอในงาน RWA แสดงอาการแปลกใจ และดีใจอย่างมากเมื่อพวกเขารู้ว่า หนังสือของพวกเขาถูกซื้อลิขสิทธิ์มาแปลเป็นภาษาไทย สิ่งที่พวกเขาไม่รู้ก็คือ งานของพวกเขาถูกแปลเป็นภาษาไทยมานานแล้ว เพียงแต่พวกเขาไม่เคยได้รับค่าตอบแทน หรือการแจ้งข่าวจากสำนักพิมพ์ที่ผลิตงานของพวกเขาในฉบับภาษาไทยเลยต่างหาก

ดังนั้นถ้าแม็กซ์จะแบ่งผู้เล่นในตลาดโรแมนซ์ออกเป็น กลุ่มที่ทำทุกอย่างถูกต้องร้อยเปอร์เซ็นต์ด้วยการซื้อลิขสิทธิ์และนำมาแปล (เช่นอมรินทร์ หรือเพิร์ล) กับกลุ่มที่ยังอยู่ในด้านสีเทาจาง ๆ ด้วยการซื้อลิขสิทธิ์กับงานบางเล่ม ไพเรตกับงานบางเล่ม (ด้วยเหตุผลอะไรที่แม็กซ์เองก็สุดจะคาดเดา) และกับกลุ่มสุดท้ายที่ไม่สนใจกับเรื่องลิขสิทธิ์เลยแม้แต่น้อย

จุดยืนของแม็กซ์เกี่ยวกับเรื่องลิขสิทธิ์ในหนังสือโรแมนซ์ เราเคยพูดถึงไปแล้วในบลอกนี้  และเราก็ยันยืนยันความคิดของตัวเอง แม็กซ์สนับสนุนความถูกต้อง หนังสือเป็นการสร้างสรรทางปัญญาของนักเขียน และเขาควรจะมีสิทธิที่จะได้รับค่าตอบแทนจากสติปัญญาของพวกเขา

ดังนั้นถ้าแม็กซ์จะบอกว่า เรามีความสุขมาก ๆ กับสิ่งที่หลายคนเรียกกันว่า สงครามลิขสิทธิ์ก็คงจะพูดได้นะคะ เพราะมันเป็นการเดินไปในทางที่ถูกต้อง และควรจะเป็น (อย่างน้อยก็ในความคิดของเรา)

นั่นคือความเห็นของเรา

แต่กระนั้นเราก็ขอบอกว่า เข้าใจความเป็นห่วงใยที่หลายคนมีต่อสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นอยู่นะคะ เราจะขอพูดที่ละประเด็นแล้วกัน

ราคาลิขสิทธิ์แพงขึ้นเพราะคนแย่งกัน

เริ่มต้นจาก ความเป็นห่วงที่ว่า การแ่ย่งซื้อลิขสิทธิ์จะทำให้ราคาค่าลิขสิทธิ์ถีบตัวสูงขึ้นจนทำให้ราคาหนังสือแพงขึ้นตามไปด้วย  ข้อนี้แม็กซ์ยอมรับว่า มีความเป็นไปได้ค่ะ แต่เท่าที่ทราบสถานการณ์ในตอนนี้ มันยังไม่เกิดขึ้น อันที่จริงแม็กซ์รู้สึกด้วยซ้ำว่า เอเจ้่นต์ทางเมืองไทยเองยังไม่ได้ใช้ประโยชน์จากการแย่งลิขสิทธิ์ของเหล่าสำนักพิมพ์ดีพอด้วยซ้ำ เพราะอะไรหรือคะ เท่าที่เราทราบ มีหนังสือของนักเขียนหลายคนที่มีหลายสนพ.แสดงความสนใจ แต่แทนที่เอเจ้นต์จะใช้ประโยชน์ข้อนี้ในการเรียกให้แต่ละสนพ.เสนอเงินค่าลิขสิทธิ์ในจำนวนที่มากขึ้น พวกเขากลับมีวิธีปฏิบัติที่ตอบรับของเสนอของสนพ.เพียงสนพ.แห่งเดียว โดยที่บอกปัดสนพ.อีกแห่งนึงไปในทันที โดยที่ไม่สนใจที่จะใช้ประโยชน์จากความสนใจในการเรียกร้องสัญญาที่ดีขึ้นให้กับนักเขียน เช่นการต่อรองให้สนพ.ที่ได้ลิขสิทธิ์ซื้อลิขสิทธิ์ของหนังสือของนักเขียนคนนั้นทั้งชุด แทนที่จะซื้อเพียงแค่เล่มเดียว หรือเรียกราคาค่าลิขสิทธิ์ให้มันสูงขึ้น เพราะมีคนสนใจหลายคน 

ดังนั้น ณ เวลานี้ แม็กซ์จึงไม่รู้สึกว่า ค่าลิขสิทธิ์จะแพงขึ้นนะคะ เพราะคนยังไม่รู้จักใช้ประโยชน์จากมันเท่าที่ควร แต่ทั้งหมดนี้อาจจะเปลี่ยนแปลงไปในอนาคตก็ได้ เพราะเอเจ้นต์ทางต่างประเทศได้รับรู้ถึงความสนใจที่สนพ.ในเมืองไทยมีต่อลิขสิทธิ์การแปลเป็นภาษาไทยแล้ว และเขาก็น่าจะเริ่มรู้ว่า นี่เป็นโอกาสทำเงินของพวกเขา

และถ้ามันเกิดขึ้น แน่นอนว่า โอกาสที่หนังสือโรแมนซ์จะติดบ่วงของต้นทุนลวง (อันเนื่องมาจากค่าลิขสิทธิ์ที่สูงขึ้น) ก็ย่อมมีแน่นอน

คนที่ได้ลิขสิทธิ์ไม่ใช่คนที่ "สร้าง" นักเขียนคนนั้นให้โด่งดังในสังคมไทย

แม็กซ์อ่านประเด็นนี้จากเว็บบอร์ด และหลายบลอกที่แสดงความเห็นกัน นอกจากนี้ยังได้ยินจากแฟนหนังสือหลายคนที่แสดงความเป็นห่วง โดยเฉพาะความรู้สึกที่ว่า สนพ.ที่เป็นผู้สร้างนักเขียนคนดังกล่าวขึ้นมา "ถูกโกง" หรือถูกกลั่นแกล้ง และแฟนหนังสือเป็นฝ่ายสูญเสียที่สนพ.ที่พวกเขาไว้วางใจ ไม่ได้ผลิตงานของนักเขียนที่นักอ่านชื่นชอบอีกแล้ว

และแม็กซ์ก็ขอบอกว่า ตัวเราเองหลายครั้งก็เกิดความรู้สึกว่า อยากให้สนพ.ใดสนพ.หนึ่งเป็นคนผลิตงานของนักเขียนที่แม็กซ์ชื่นชอบ เพราะเราไว้ใจฝีมือการทำงานของสนพ.เหล่านั้น หรืออาจเพราะเราไม่ชอบสนพ.ที่ได้ลิขสิทธิ์เป็นการส่วนตัว  และไม่อยากให้เขาผลิตงานของนักเขียนที่เราชอบ

แต่แม็กซ์กำลังจะถอดหมวกของความไม่เป็นกลางออก และพูดเปิดอก ความเห็นของแม็กซ์เชื่อว่า คงจะไม่ถูกใจใครหลายคน และอาจทำให้แม็กซ์กลายเป็นที่รังเกียจมากกว่านี้ แต่นี่คือสิ่งที่เราคิด

เมื่อเกือบสามปีก่อน แม็กซ์เคยแสดงความเห็นเกี่ยวกับกรณีนี้เอาไว้ที่บลอกนี้ และ ณ วันนี้เราก็ขอยืนยันว่า เรายังคงคิดเหมือนเดิม 

นั่นก็คือ แม็กซ์ไม่อาจกล่าวโทษ หรือว่าร้ายคนที่ทำทุกอย่างโดยถูกต้องได้ ลองคิดในกรณีนี้ดูนะคะ มีบริษัทแห่งนึงเป็นผู้นำเข้าสินค้าอย่างถูกกฎหมาย เสียภาษีศุลกากรและภาษีทุกอย่างถูกต้อง ขายสินค้าในประเทศไทย ในขณะที่ร้านค้าอีกแห่งนึง ลับลอบนำของชนิดเดียวกันแต่ไม่เสียภาษีมาขายในราคาที่ถูกอย่างน่าเหลือเชื่อ ในฐานะผู้บริโภคแน่นอนว่า คุณมีสิทธิที่จะเลือกซื้อจากใครก็ได้ แม็กซ์ไม่ได้คิดว่า คุณผิดถ้าหากคุณจะซื้อของหนีภาษี มันเป็นสิทธิของคุณ แต่คำถามก็คือ คุณมีสิทธิที่จะไปต่อว่า บริษัทที่ทำทุกอย่างอย่างถูกต้องด้วยหรือ

และนี่คือที่มาของคำถามของแม็กซ์ ถึงทุกคนที่ว่ากล่าวสำนักพิมพ์ที่ดำเนินการซื้อลิขสิทธิ์อย่างถูกต้อง ว่า คุณมีสิทธิที่จะว่ากล่าวเขาในการที่เขาซื้อลิขสิทธิ์ด้วยหรือ

จริงอยู่ นักเขียนมีมากมาย เขาสามารถเลือกซื้อลิขสิทธิ์ของนักเขียนคนไหนก็ได้ แต่ทำไมเขาต้องระรานซื้อลิขสิทธิ์ของนักเขียนที่มีสนพ.บางแห่งได้ทำอยู่แล้วล่ะ ทำไมเขาไม่แสดงภูมิปัญญาตัวเองในการที่จะค้นหานักเขียนใหม่ แสดงความสามารถของตัวเองให้เป็นที่ประจักษ์ด้วยการเลือกเฟ้นนักเขียนด้วยตัวเอง 

แม็กซ์ไม่รู้คำตอบของสนพ.นั้นหรอกนะคะ แต่แม็กซ์รู้ว่า เขาทำเช่นนั้นได้ เพราะสนพ.ที่ได้ผลิตงานของนักเขียนคนนั้นอยู่ก่อน (หรือคนที่สร้างนักเขียนคนนั้นให้แฟนโรแมนซ์ชาวไทยรู้จัก) ได้เปิดช่องจุดอ่อนของตัวเองต่างหาก 

มันอาจจะฟังดูว่า แม็กซ์แล้งน้ำใจนะคะ แต่นี่คือธุรกิจ และในการทำธุรกิจ คุณไม่อาจเปิดจุดอ่อนของคุณเองให้คนอื่นแทงคุณได้ และถ้าคุณทำเช่นนั้น สำหรับแม็กซ์แล้ว มันเป็นความผิดของคุณเองที่โทษใครไม่ได้

ที่แน่ ๆ แม็กซ์ไม่อาจโทษคนที่เลือกหนทางที่ถูกต้องด้วยการซื้อลิขสิทธิ์ได้ แม็กซ์ทำไม่ได้ค่ะ

เพราะอะไรเหรอคะ แม็กซ์ขอยกตัวอย่างนะคะ สนพ. A ได้ทำการผลิตงานของนักเขียน Z มานานหลายปี เรียกว่าทำจนนักเขียน Z กลายเป็นนักเขียนชื่อดังในหมู่แฟนโรแมนซ์ ทุกคนรู้กันดีว่า งานของนักเขียน Z จะถูกสนพ. A นำมาแปลทุกเล่ม นักอ่านก็คาดหวังได้กับความมีคุณภาพของสนพ. A .ในการผลิตงานออกมา 

แต่แล้วจู่ ๆ ฟ้าก็ผ่ากลางใจนักอ่าน และสนพ. A เมื่อสนพ. B ได้ดำเนินการติดต่อซื้อลิขสิทธิ์ของนักเขียน Z อย่างถูกต้อง และกลายเป็นผู้ัเดียวที่มีสิทธิผลิตงานของนักเขียน Z ประเด็นจึงเกิดว่า การกระทำเช่นนี้ของสนพ. B ถูกต้องหรือไม่

ในแง่ของธุรกิจ สิ่งที่สนพ. B ทำไม่มีอะไรผิด มันคือธุรกิจ สนพ. B มองเห็นโอกาสที่ถ้าตัวเองผลิตงานของนักเขียน Z ออกมา ยังไงก็ต้องมีแฟนหนังสือตามซื้ออ่านแน่นอน แม็กซ์เองก็ไม่รู้สึกว่ามันจะผิด คุณจะเริ่มต้นนับหนึ่งใหม่ทำไม ในเมื่อคุณเริ่มต้นนับที่สิบได้ มันเป็นโอกาสทางธุรกิจที่ดีเกินกว่าที่จะมองข้าม และแม็กซ์บอกตามตรงว่า ถ้าตนเองอยู่ในสถานการณ์เดียวกัน เราก็จะทำ เพราะมันคือธุรกิจ แม็กซ์ไม่ได้ลงทุนด้วยเงินเป็นแสนไปเพื่อประโยชน์ของมวลชน แม็กซ์ลงทุนเพราะหวังกำไร และอะไรจะทำกำไรได้มากไปกว่าการต่อยอดในสิ่งที่คนอื่นได้สร้างเอาไว้

แล้วในแง่ของจริยธรรมเล่า การกระทำของสนพ.ที่มาที่หลังแล้วชุบมือเปิดคว้าลิขสิทธิ์ไป เป็นการกระทำที่น่ารังเกียจงั้นเหรอ  เรามาดูกันทีละประเด็น

ว่ากันไปแล้วการกระทำของสนพ. B ไม่ใช่เรื่องใหม่ในวงการสิ่งพิมพ์เมืองไทย มันเคยเกิดขึ้นแล้วในอดีต และแน่นอนว่ามันก็จะเกิดขึ้นอีก อย่างที่เกริ่นนำไปนะคะ แม็กซ์เคยเขียนถึงประเด็นนี้เอาไว้ (แต่แน่ล่ะ บลอกของแม็กซ์มันก็เป็นเพียงสิ่งที่เล็กมากในสังคมไซเบอร์) เราเคยพูดเอาไว้แล้วว่า "ถ้าสำนักพิมพ์ไพเรตอยากสู้ หรือปกป้องสิทธิของตัวเองที่อุตส่าห์ทำตลาดให้งานของนักเขียนคนนี้ คราวหน้าคราวหลังก็ควรคิดจะซื้อลิขสิทธิ คุณเองก็ได้ประโยชน์ไปไม่น้อยแล้วกับการทำงานโดยไม่มีต้นทุนส่วนนี้" แม็กซ์เขียนประโยคนี้ตั้งแต่เมื่อเกือบสามปีก่อน

เราไม่ได้กำลังบอกว่า "แม็กซ์เตือนคุณแล้ว" แต่นั่นคือสิ่งที่มันเป็นจริง ถ้าเมื่อสามปีก่อนสนพ. A ได้รู้สึกผิด หรืออยากทำให้มันถูกต้อง กับนักเขียนที่สร้างรายได้ให้กับคุณ ทำไมสนพ. A ถึงไม่ดำเนินการซื้อลิขสิทธิ์ของนักเขียน Z ตั้งแต่ตอนนั้นเล่า และนั่นก็จะเป็นการตัดปัญหาทุกอย่างที่เกิดอยู่ในตอนนี้

แต่คุณไม่ทำ และนั่นคือการเปิดช่องให้คู่ต่อสู้ทำร้ายคุณได้  และในทางธุรกิจมันเป็นสิ่งที่โง่มาก

แม็กซ์ไม่ได้กำลังจะบอกว่า สนพ. B ที่ดอดตีท้ายครัว แอบไปซื้อลิขสิทธิ์ของนักเขียน Z เป็นการกระทำที่น่าชื่นชม ถ้าโลกนี้มันสมบูรณ์แบบ แม็กซ์ก็อยากให้สนพ. A ต่างหากที่เป็นคนได้ลิขสิทธิ์ของนักเขียน Z ไป แต่สนพ. A มีเวลาเป็นปี ๆ แล้วที่จะทำให้มันถูกต้องด้วยการซื้อลิขสิทธิ์ แต่ก็เลือกที่จะไม่ทำ 

จนมันสายเกินไป

แล้วอย่างนี้จะให้แม็กซ์ร่วมร้องประสานเสียงประนามสนพ. B ได้นั้นเหรอ

เราทำไม่ได้ค่ะ และบอกตามตรงว่าเลือกที่จะไม่ทำ แม้ว่านั่นจะเป็นทางที่ง่าย และทำให้แม็กซ์กลายเป็นทีรักของหลายคน และการเลือกของแม็กซ์จะไม่ได้ทำให้เรากลายเป็นที่รักของสนพ. B ขึ้นมาหรอกนะคะ 

ในประเด็นนี้ แม็กซ์ขอสรุปว่า เห็นใจสนพ.ที่ถูก "แย่ง" แต่มันคือธุรกิจ และคุณ "พลาด" มันอาจฟังดูโหดร้ายนะคะ แต่นี่คือความเป็นจริงของชีวิต

สำนักพิมพ์ที่ได้ลิขสิทธิ์ไป ไม่ยอมผลิตงานออกมาซะที

ประเด็นนี้ถูกหลายคนพูดถึงว่า สนพ.ดังกล่าวได้วางแผนการร้ายดองงาน ซื้อลิขสิทธิ์ไปเก็บไว้ แต่ไม่ยอมผลิตออกมาซะที แต่ในขณะเดียวกันก็เอาแต่ผลิตงานที่ไม่มีลิขสิทธิ์ออกมาราวกับโรงงานนรก 

เรื่องนี้แม็กซ์เห็นด้วยค่ะว่าจริง (จากสิ่งที่มันเกิด) แต่บอกตามตรงว่าเราไม่ห่วงเท่าไหรนัก เพราะอะไรเหรอคะ ในสัญญาซื้อลิขสิทธิ์ จะมีการกำหนดช่วงเวลาในการผลิตงานเอาไว้ ลิขสิทธิ์ไม่ได้หมายความว่า คุณจะได้สิทธิไปตลอดชีวิต มันมีช่วงเวลา และถ้าสนพ.นั้นอยากจะซื้อลิขสิทธิ์มาดอง แต่ไม่ทำอะไรสักอย่าง มันก็เป็นผลเสียของเขาเอง เพราะเงินค่าลิขสิทธิ์ก็ต้องจ่ายออกไป แต่ไม่มีรายได้กลับเข้ามา และท้ายที่สุดเมื่อหมดเวลา ก็ย่อมเป็นการเปิดโอกาสให้สนพ.อื่นเข้าไปดำเนินการซื้อลิขสิทธิ์เรื่องนั้นอีกครั้งก็ได้

ในงาน RWA แม็กซ์มีโอกาสคุยกับนักเขียนหลายคนที่ได้ขายลิขสิทธิ์มายังประเทศไทย แม็กซ์พูดกับพวกเขาเหล่านั้นให้คุยกับตัวแทนของพวกเขา ให้เร่งให้สนพ.ในเมืองไทยออกผลงานของพวกเธอออกมา ซึ่งนักเขียนหลายคนก็เห็นด้วยกับสิ่งที่แม็กซ์เสนอ เราบอกกับพวกเธอว่า นักเขียนที่เงียบ ก็ย่อมที่จะถูกละเลย ในขณะที่คนที่ส่งเสียงอยากเห็นผลงานแปลของพวกเธอก็ย่อมมีโอกาสที่จะได้เห็นงานแปลของพวกเธอมากขึ้น

นอกจากนี้แล้วก็ยังเป็นหน้าที่ของคนอ่านในการเร่งให้สนพ.ผลิตงานที่ตัวเองอยากอ่านออกมา แม็กซ์เห็นความจริงข้อนี้จากหลายครั้ง เมื่อนักอ่านเรียกร้อง สนพ.ซึ่งทำทุกอย่างเพื่อกำไร ก็ย่อมรับฟังเสียงของนักอ่านเสมอ 

ดังนั้นถ้าคุณอยากอ่านงานเล่มไหนที่มีคนซื้อลิขสิทธิ์ไปแล้ว สิ่งที่ทำได้ก็คือ บอกให้สนพ.รับรู้ซะ 

สุดท้ายบลอกอันนี้ไม่ใช่บทความที่แม็กซ์สัญญากับหลายคนว่าจะเขียนนะคะ มันเป็นเพียงสิ่งที่ติดอยู่ในใจของแม็กซ์มาตลอดหลายวันที่ผ่านมานี้ มันเป็นเพียงการแสดงจุดยืนของตัวเองสำหรับเราเท่านั้นค่ะ

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

Tweet

เราเห็นด้วยกับหลายอย่างนะคะ แค่อยากจะเสริมบางประเด็นค่ะ
1 การเปรียบเทียบกับสินค้าหนีภาษีมันก็ช่วยให้เห็นภาพเข้าใจง่ายขึ้น แต่มันก็มีความต่างกัน เพราะเรื่องสินค้าหนีภาษา ของมันเป็นของอย่างเดียวกันเปี๊ยบ เป็นการซื้อมาขาย ง่ายๆ ไม่ต้องทำอะไรมาก แต่การแปลหนังสือมันมีขั้นตอนการแปล ในฐานะผู้อ่านก็อยากจะอ่านของที่แปลดีๆค่ะ เห็นด้วยกับการซื้อลิขสิทธิ์ แต่กลัวกับเรื่องการแปลว่าจะดีรึเปล่า ยังไงคนที่ซื้อลิขสิทธิ์ไปก็ขอให้แปลให้ดีด้วยค่ะ ไม่งั้นเสียดายหนังสือ
2 เราว่าคงไม่มีใครอยากว่าคนที่ซื้อลิขสิทธิ์ถูกต้องหรอกค่ะถ้ามีเจตนาดี แต่เท่าที่เห็น บางคนคล้ายๆกับว่าจงใจมาซื้อเล่มกลางๆของชุดเพื่อดักทางคนอื่น เจตนาน่าสงสัย และในฐานะคนอ่าน จะว่าเห็นแก่ตัวก็ได้ เราอยากอ่านสำนวนที่ต่อเนื่องกันค่ะ ถ้าเค้าซื้อลิขสิทธิ์ทั้งชุด แล้วออกตั้งแต่เล่ม 1 เลย เราจะไม่ว่า (ถ้าแปลดี) เราจะได้ซื้อมาอ่านใหม่ตั้งแต่เล่มแรก
แต่ถ้าถามย้อนว่า ซื้อลิขสิทธิ์ตั้งแต่เล่มแรกก็ขายได้น้อยสิ เพราะคนอื่นเคยออกแล้ว ก็แสดงว่าคุณรู้น่ะสิ แล้วยังจะมาซื้อกลางชุดดักคนอื่นอีก แล้วมันก็จะกลับมายังคำถามที่ว่า แล้วทำไมคุณไม่ไปซื้อชุดที่ยังไม่มีใครทำล่ะ sad smile

#1 By N (58.9.199.202) on 2009-07-22 12:32

เราเห็นด้วยค่ะกับส่ิงที่คุณแม็กซ์เขียนและขอชมเชยด้วยค่ะในการกล้าที่จะแสดงความคิดเห็นออกมาตรง ๆ เพราะเราว่าความคิดเห็นของคุณแม็กซ์ก้อคงจะตรงกับใจของหลาย ๆ คนทีเดียวเพียงแต่เลือกที่จะบอกออกมาหรือไม่ เราว่าที่หลาย ๆ คนโมโหคงเป็นเพราะเรื่องความมีน้ำใจกันมากกว่าค่ะว่าอยู่ในวงการเดียวกันเห็น ๆ กันอยู่น่าจะมีการติดต่อสอบถามกันบ้างเพื่อให้เกียรติกันโดยเฉพาะชุดที่เขากำลังจัดพิมพ์อยู่น่ะจ้ะbig smile

#2 By ducky (202.57.177.67) on 2009-07-22 16:42

สิ่งที่เกิดขึ้นคือการที่ใครบางคนแอบดอดไปซื้อลิขสิทธิ์ของนักเขียนที่ใครบางคนที่มีประสบการณ์ยาวนานสร้างขึ้นมาด้วยความยากลำบาก
เราขอเปรียบกับการที่อเมริกาแอบดอดไปจดสิทธิบัตรสมุนไพรรักษาโรค ภูมิปัญญาที่ปู่ย่าตาทวดของเราคิดขึ้นมาไปเป็นของตัวเองอย่างถูกกม.ค่ะ

#3 By (58.8.189.205) on 2009-07-22 18:07

มันค่อนข้างจะละเอียดอ่อน อย่างอื่นเราเห็นด้วยทุกประการ

#4 By Tick (58.8.189.205) on 2009-07-22 18:10

เห็นด้วยเรื่องที่ว่ามันเป็นโลกของธุรกิจค่ะ แต่ไม่ชอบที่บางครั้งเกิดใช้ลิขสิทธิ์เป็นเครื่องมือในการผลิตงานห่วยๆออกมาเพราะรู้ว่าไงก็ขายได้เพราะติดไปแล้วมากกว่าค่ะ
หากเขา่ซื้อไปแล้วผลิตงานออกมาได้ดีจะมีใครมาบ่นไหมคะ ไม่มีหรอกค่ะ เนอะ
แล้วก็ยังไงก็ขอทวงเรื่องที่คุณแม็กว่าจะเขียนถึง(เรื่องเกี่ยวกับสนพ)ในเว็บบอร์ด ด้วยนะคะ
อะไรที่เกิดขึ้น เราไม่มายด์กับมันแล้วค่ะคุณแม็กซ์เรารู้สึกว่าเราปลงได้ในระดับที่ว่า แม้บางเรือ่งเราต้องทน หรือเราไม่ต้องอ่าน เลยก็สามารถอยู่กับมันได้ ไม่เดือดรอ้นแล้วค่ะ เพียงแต่ที่ออกมาเรียกร้องนั้น เราต้องการคุณภาพการแปลที่ดีเป็นหัวใจเท่านั้นค่ะ double wink

#5 By romancer (124.120.243.116) on 2009-07-22 21:03

อยากให้เรื่องของธุรกิจสามารถไปควบคู่กับความมีน้ำใจได้บ้างจังค่ะ คงจะดีกว่านี้และได้ประโยชน์กันทุกฝ่าย big smileopen-mounthed smile surprised smile double wink

#6 By enuyama (124.120.146.161) on 2009-07-23 22:22

ขอบคุณจ้า

#7 By ดาวโหลดเพลง (124.157.236.219) on 2009-09-07 22:58