The Darkest Power Trilogy // Kelley Armstrong

posted on 27 Jun 2010 16:36 by maxtreme in C-Club, UrbanFantasy

หลังจากหยิบเรื่องแนว YA ของนักเขียนหน้าใหม่คนนึงมาอ่าน แต่ก็ผิดหวัง กับความ "เด็ก" มาก ๆ ของเนื้อเรื่อง แม็กซ์จึงตัดสินใจหยิบงานแนว YA ของนักเขียนที่เราคุ้นเคยจากการอ่านเรื่องแนวผู้ใหญ่ของเธอขึ้นมาบ้าง

หลายคนน่าจะรู้ถึงความคลั่งไคล้ที่เรามีต่อนักเขียนนามว่าแคลลีย์ อาร์มสตรองค์นะคะ เราชอบงานในชุด Otherworld มาก ๆ ชอบชนิดที่เรายกให้เป็นหนึ่งในหนังสือไม่กี่เล่มที่เราลงทุนซื้อปกแข็งมาอ่าน และความชอบก็มากพอที่จะทำให้เราซื้อฉบับปกอ่อนมาเก็บไว้กันเหนียวอีกหนึ่งเล่มด้วย 

แต่ไม่รู้เป็นเพราะเราชอบงานแนวผู้ใหญ่ของเธอมากขนาดนี้หรือเปล่านะคะ เวลาเราอ่านเรื่่องแนว YA ชุดนี้ของเธอ แม็กซ์เลยรู้สึกเหมือนมันไม่เต็มที่ ยังมีหลายอย่างกั๊ก ๆ ไว้พิกล 

ก่อนจะเริ่มรีวิว แม็กซ์เราแบ็คกราวด์ของชุดเล็กน้อยแล้วกันค่ะ โลกในหนังสือชุด The Darkest Power นั้นเป็นโลกเดียวกับที่เคลลีย์สร้างไว้ในชุด Otherworld นั่นคือโลกมนุษย์ที่เต็มไปด้วยสิ่งมีชีวิตเหนือธรรมชาติ ไม่ว่าจะเป็นแวมไพร์ หมาป่า หรือแม่มด แต่โฟกัสของเรื่องนี้จะเป็นตัุวละครกลุ่มใหม่ที่ยังเข้าไปสัมพันธ์กับตัวละครผู้ใหญ่ในชุด Otherworld แม้ว่า คนที่เป็นแฟนตัวจริงเสียงจริงของชุดผู้ใหญ่ ก็จะพอจำเรื่องบางอย่างที่ถูกพูดถึงในเล่มนี้ได้ 

และเพราะเป็นเรื่องแนว YA เรื่องชุดนี้โฟกัสนไปที่เด็กสาววัยสิบห้าปีนามว่า โคลอี แซนเดอร์ เด็กหญิงที่พบว่า ตัวเองเห็นภาพหลอน และนั่นนำเธอไปสู่โรงเรียนประหลาด และเพื่อนที่ประหลาดพอกัน

แม็กซ์แนะนำว่า หนังสือทั้งสามเล่มในชุดนี้ควรจะอ่านต่อเนื่องกันไปนะคะ การอ่านข้ามเล่มจะทำให้มึนงงได้ แถมยังสปอยล์เหตุการณ์ในเล่มก่อนหน้าอีกด้วย

 

 

The Summoning ของ แคลลีย์ อาร์มสตรองค์

หนังสือเล่มนี้เป็นเล่มแรกในชุด The Darkest Power ที่เล่าเรื่องราวความเปลี่ยนแปลงในชีวิตของเด็กสาววัยสิบห้าปีนามว่า โคลอี แซนเดอร์ ผู้ที่พบว่า ชีวิตที่ตัวเองเคยรู้จักได้เปลี่ยนแปลงไปหมดแล้ว เมื่อเธอเริ่มมองเห็นภาพหลอน และถูกตัดสินว่ามีปัญหาทางจิต

โคลอีสูญเสียมารดาไปตั้งแต่เด็ก ทำให้ชีวิตของเธอเหลือเพียงพ่อผู้ห่างเหิน ผู้ซึ่งใช้เวลาส่วนใหญ่เดินทางไปทำงานในต่างประเทศ และทิ้งให้โคลอีอยู่กับน้า ซึ่งเป็นน้องสาวของมารดา  และเป็นแพทย์ โคลอีก็เหมือนเด็กสาวอเมริกันทั่วไปที่ใช้ชีวิตตามปกติ ไปโรงเรียน และเที่ยวกับเพื่อน จนกระทั่งเธอมองเห็นสิ่งที่ไม่ควรมีอยู่ โคลอีเริ่มเห็นภาพหลอน และมันรุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ จนเธอเผลอทำร้ายร่างกายผู้เป็นอาจารย์ และนั่นเป็นฟางเส้นสุดท้าย โคลอีถูกยื่นข้อเสนอ ถ้าเธอไม่ต้องการให้ประวัติด่างพร้อย และบันทึกเหตุการณ์รุนแรงที่เกิดขึ้น เธอต้องยอมเข้าไปรักษาตัวในบ้านพิเศษสำหรับเด็กที่มีปัญหาทางจิต

บ้านที่มีชื่อว่า ไลน์เฮ้าท์ 

มันเป็นเหมือนโรงเรียนประจำ แต่มีเด็กเพียงไม่กี่คน โคลอีเริ่มต้นใหม่อีกครั้งกับเพื่อนหน้าใหม่ คนแรกที่เธอเริ่มสนิทด้วยคือ ลิซ แต่มิตรภาพก็อยู่ได้ไม่นาน เมื่ออาการป่วยของลิซกำเริบหนัก จนทำให้เธอโดนย้ายออกไปจากบ้าน ไปยังสถานที่ที่เหมาะสมกว่าในการดูแลเธอ

แต่หลังจากลิซจากไปไม่นาน โคลอีกลับมองเห็นภาพหลอนอีกครั้ง คราวนี้ลิซปรากฎกายขึ้นในห้องนอนที่พวกเธออาศัยอยู่ด้วยกัน ลิซผู้ที่มีเพียงแต่โคลอีเท่านั้นที่เห็น 

ปริศนาเกี่ยวกับบ้านไลน์เริ่มมากขึ้น ในขณะเดียวกันโคลอีก็เริ่มเรียนรู้เกี่ยวกับเพื่อนใหม่ที่ค้นพบในบ้านหลังนั้น

โทรี เด็กสาวที่ถูกตามใจจนเสียคน ผู้ที่ดูเหมือนจะปลีกตัวออกห่างจากกลุ่ม และไม่ชอบหน้าโคลอีมากนัก โทรีเป็นเพียงคนเดียวในบ้าน นอกจากโคลอีที่ยังมีใครสักคนที่แคร์เธอมากพอจะมาเยี่ยม แต่การมีเยี่ยมของมารดาโทรีก็ยิ่งทำให้โคลอีเข้าใจปัญหาที่โทรีต้องเผชิญมากขึ้น เพราะแม่ของโทรีกดดันลูกสาวของตัวเองอย่างมาก 

เรีย  เด็กสาวผู้ถูกมารดาที่แท้จริงทอดทิ้ง และถูกรับไปอุปการะโดยพ่อแม่บุญธรรม ก่อนที่พวกเขาจะมีลูกใหม่เป็นของตัวเอง เรียถูกวินิจฉัยว่ามีความคลั่งไคล้อย่างผิดปกติต่อไฟ

แล้วก็มาถึงสองพี่น้องที่ต่างกันราวกับฟ้าดินอย่างไซมอน และเดเร็ค เด็กหนุ่มสองคนที่เรียกตัวเองว่าเป็นพี่น้อง และรักกันอย่างพี่น้อง แต่พวกเขาไม่ใช่พี่น้องทางสายเลือด ในวัยห้าขวบเดเร็คถูกบิดาของไซมอนรับอุปการะ ด้วยเหตุผลบางอย่างพ่อของเด็กทั้งสองหายตัวไปอย่างลึกลับ และนั่นนำไปสู่การที่ทั้งคู่ถูกส่งตัวมายังบ้านหลังนี้

มิตรภาพที่เริ่มก่อตัวขึ้น และภาพหลอนที่ดูเหมือนจะไม่อาจควบคุมได้ของโคลอีทำให้เธอเริ่มเรียนรู้ว่า มีอะไรบางอย่างไม่ถูกต้องในบ้านหลังนี้ 

ซึ่งเธอคิดถูก เพราะความจริงก็คือ ไม่ได้มีอะไรผิดปกติในตัวของโคลอีเลย เธอคือคนที่พิเศษมาก ๆ ต่างหาก

หนังสือเล่มนี้เหมือนช่วงแรกของหนังนะคะ ที่ใช้เวลาไปกับการแนะนำตัวละคร และปูพื้นฐานของเรื่อง ในเล่มนี้ไม่ค่อยมีฉากแอ็คชั่นอะไรให้ต้องลุ้น เป็นเพียงการเรียนรู้ และค้นพบความจริงเกี่ยวกับตัวเองของโคลอี ที่เคยคิดมาตลอดว่า เธอเป็นเด็กสาวธรรมดา แต่แท้จริงแล้ว เธอเป็นมากกว่านั้น เล่มนี้ค่อย ๆ นำคนอ่านเข้าสู่โลกที่ไม่ธรรมดาของสิ่งมีชีวิตที่ไม่ใช่มนุษย์ซะทีเดียว 

ปัญหาใหญ่ของแม็กซ์ก็คือ เราได้รู้จักโลกแห่งนี้ดีอยู่แล้วน่ะสิคะ (เพราะเราอ่านชุด Otherworld) ทำให้เรารู้ึสึกว่า เรื่องดำเนินช้าเกินไปสักหน่อย เพราะสำหรับเรามันไม่ใช่ปริศนาว่า แท้จริงแล้วโคลอีเป็นอะไรกันแน่ เรารู้อยู่แล้ว ทำให้แม็กซ์รอเวลาที่เมื่อไรโคลอีจะตระหนักในสิ่งที่ตัวเองเป็นเสียที 

ดังนั้นจะว่าไป ม้ันก็ไม่ใช่ข้อเสียนะคะ อาจจะเป็นข้อดีด้วยซ้ำ สำหรับคนที่ไม่เคยอ่านงานของแคลลีย์มาก่อน เพราะจะถูกนำเข้าไปสู่โลกที่ซับซ้อนนี้ได้อย่างเข้าใจ 

อย่างที่บอกไปแล้วนะคะ เรื่องทั้งสามเล่มในชุดนี้ต่อเนื่องกันมาก รีวิวเล่มต่อไปจะเป็นการสปอยล์เล่มแรกเละเทะเลยนะคะ ดังนั้นถ้าคิดจะอ่าน ก็ระวังกันเล็กน้อยแล้วกันค่ะ

 

 

The Awakening ของแคลลีย์ อาร์มสตรองค์

หนังสือเล่มนี้เป็นเล่มที่สองในชุดค่ะ เหตุการณ์ต่อเนื่องจากตอนจบในเล่มแรกเลย

หลังจากที่โคลอีและเพื่อนทั้งสาม (ไซมอน เดเร็ค และเรีย) ได้ทำตามแผนและหนีออกมาจากไลน์เฮ้าท์ได้สำเร็จ โคลอีและเรีย ซึ่งผลัดหลงกันกับเดเร็ค และไซมอน ได้ตัดสินใจเดินทางไปหาลอเรน ซึ่งเป็นน้าของโคลอี เพื่อเล่าเรื่องทั้งหมดให้เธอฟัง 

ความจริงที่ว่า แท้จริงแล้วกลุ่มเด็ก ๆ ที่ถูกวินิจฉัยว่ามีอาการทางจิตนั้น ไม่ได้มีอะไรผิดปกติกับพวกเขาเลยด้วยซ้ำ พวกเขาเป็นเพียงสิ่งมีชีวิตที่ไม่ใช่มนุษย์เต็มร้อยเปอร์เซ็นต์เท่านั้นเอง 

โคลอีคือเนโครแมนเซอร์ หรือผู้ที่มองเห็นวิญญาณ และสามารถสื่อสารกับคนตายได้ ภาพหลอนที่เธอเห็นไม่ใช่เพราะจิตผิดปกติ แต่เป็นเพราะเหล่าวิญญาณพยายามติดต่อกับเธอ 

ทว่าการไปพบกับลอเรนกลับทำให้โคลอีได้รู้ความจริงอันน่าตกใจยิ่งกว่า นั่นก็คือลอเรนมีส่วนกับกลุ่มคนที่เป็นเจ้าของไลน์เฮ้าท์มาตั้งแต่ต้น และลอเรนก็ส่งตัวโคลอีและเรียกลับไปให้พวกนั้น

แต่นั่นก็ทำให้โคลอีได้ค้นพบความจริงมากยิ่งกว่า พวกเด็ก ๆ ไม่เพียงแต่เป็นคนที่มีพลังเหนือธรรมชาติ พวกเขายังถูกดัดแปลงทางพันธุกรรมอีกด้วย และกลุ่มคนที่ทำเช่นนั้นมีชื่อว่า กลุ่มเอดดิสัน

บริษัทที่ทำวิจัยที่มีแผนการสวยหรู พวกเขาเป็นส่วนหนึ่งของสังคมเหนือธรรมชาติ และพวกเขารู้ถึงข้อเสียทางพันธุกรรมของตัวเอง กลุ่มเอดดิสันคิดว่า พวกเขาสามารถเล่นบทพระเจ้า และเปลี่ยนแปลงมันได้ โครงการที่เริ่มต้นเหมือนสิบกว่าปีก่อน กำลังตามมาหลอกหลอนพวกเขา เพราะเด็ก ๆ อย่างโคลอี และเพื่อนของเธอ เด็ก ๆ ที่ผลการทดลองไม่ออกมาอย่างที่คาดคิด เพราะแทนที่ทั้งหมดจะสามารถใช้ชีวิตอย่างมนุษย์ปกติ และไม่รับรู้ถึงพลังของตัวเอง เด็กกลุ่มนี้กลับกลายเป็นผู้ทรงพลัง และมีพัฒนาการอันน่าตกใจ 

ด้วยวัยเพียงสิบห้าปี โคลอีไม่ควรที่จะปลุกซอมบี้ได้ แต่เธอทำได้ และเพื่อนของเธออีกล่ะ ที่ความสามารถเหนืออื่นใด พลังที่ไร้การควบคุม และนั่นทำให้กลุ่มเอดดิสันตัดสินใจว่า เพื่อความปลอดภัย เด็กบางคนที่ไม่อาจแก้ไขได้ ก็สมควรตาย และพวกนั้นได้ทำการ "กำจัด" เด็กไปแล้วหลายคน หนึ่งในนั้นคือลิซ

แต่ความตายของลิซ กลับเป็นทางรอดของโคลอี เพราะเธอสามารถติดต่อกับวิญญาณของเพื่อนได้ และลิซก็คือ กำลังอีกแรงที่เธอใช้ในการวางแผนหนีออกจากที่คุมขัง

โคลอีไม่ได้หนีออกมาคนเดียว และไม่ได้มากับเรียเพื่อนที่หนีมาด้วยกันตั้งแต่ต้น เพราะความจริงปรากฎชัดแจ้งแล้วว่า คนที่ทรยศพวกเธอก็คือ เรีย คนที่ถูกคำโกหกของกลุ่มเอดดิสันเป่าหู โคลอีหนีออกมาพร้อมกับโทรี ผู้ที่ยอมรับความจริงเกี่ยวกับผู้เป็นมารดา ผู้ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของเอดดิสัน และพร้อมแล้วที่จะ "กำจัด" ลูกสาวคนเีดียวของเธอ

แผนหนีสำเร็จ ด้วยความช่วยเหลือของน้าลอเรนที่กลับใจมาช่วยหลานสาว ทั้งสองหนีไปจนเจอกับไซมอน และเดเร็ค ทั้งหมดถูกตามล่าโดยกลุ่มเอดดิสัน และทางรอดเดียวที่มองเห็นก็คือ การไปหา แอนดรูว์ เพื่อนของพ่อของไซมอน และเดเร็ค เพราะแอนดรูว์ และคิท พ่อของไซมอนและเดเร็ค เคยทำงานให้กับเอดดิสัน ก่อนที่จะพบถึงความเลวร้ายที่ซ่อนเอาไว้ ทำให้ทั้งคู่ถอนตัวออกมา 

ทั้งหมดเริ่มต้นเดินทางไปหาแอนดรูว์ที่นิวยอร์ค พร้อมด้วยการตามล่าของกลุ่มเอดดิสัน

ถ้าเล่มแรกคือการแนะนำตัวละคร เล่มนี้ก็คือการค้นพบตัวเอง โคลอีเริ่มเข้าใจพลังที่อยู่ภายในกายของเธอมากขึ้น และใช้มันเป็นเครื่องมือในการเอาชีวิตรอด ในขณะเดียวกัน เธอก็พัฒนาความสัมพันธ์กับสองพี่น้องต่างสายเลือด 

ไซมอนเป็นผลผลิตของหลายวัฒนธรรม ไม่ว่าจะเป็นเกาหลีจากทางบิดา หรือสวีดิชของมารดา แต่โดยเนื้อแท้แล้วไซมอนเป็นเด็กหนุ่มอเมริกันเต็มตัว เขาคือ ตัวอย่างของเด็กหนุ่มสุดฮ็อตในโรงเรียน ผู้ที่เข้ากันได้กับทุกคน และเป็นทีรักของทุกคนเช่นกัน ขนาดกลุ่มเอดดิสันก็ยังคิดว่า ไซมอนคือ การทดลองที่ประสบความสำเร็จ เขามีเสน่ห์ และคอยดูแลโคลอี

ส่วนน้องชายของเขา (แม็กซ์ไม่แน่ใจว่าน้องหรือพี่นะคะ) อย่างเดเร็ค คือทุกสิ่งที่ตรงกันข้าม เด็กชายร่างใหญ่ เงอะงะ สิวเครอะ คนที่ดูเหมือนจะควบคุมอารมณ์โกรธของตัวเองไม่ได้  เด็กชายที่ไม่เข้าใจความรู้สึกของโคลอีเลยสักนิดเดียว เขาเอาแต่ออกคำสั่ง และคิดว่า ตัวเองคือหัวหน้า 

(สปอยล์ สำหรับคนที่อยากรู้ว่า สุดท้ายโคลอีเลือกใครนะคะ) แต่เมื่อคิดถึงด้านที่เป็นหมาป่าของเขา ก็จะทำให้เข้าใจตัวตนของเดเร็คมากขึ้น หมาป่าในโลกที่แคลลีย์สร้างขึ้น คือความโหดเหี้ยม และหมาป่าที่อยู่อย่างไม่มีฝูงยิ่งร้ายแรงกว่า เดเร็คกลายเป็นเป้าหมายหลักที่ต้องถูกกำจัด ในขณะเดียวกัน ความโดดเดี่ยวและไม่เคยรู้จักหมาป่าตัวเองก็ทำให้เขาไม่เข้าใจอารมณ์ที่ขึ้นลงของตัวเอง นอกจากนี้แล้วในช่วงเวลาที่เลวร้ายที่สุด ที่เขาต้องกลายร่างเป็นหมาป่าครั้งแรก ช่วงเวลาอันตรายที่หมาป่าหลายคนไม่รอดจากมัน เดเร็คได้มีโอกาสผูกพันกับโคลอีมากที่สุด และนั่นก็เริ่มเป็นการบ่งบอกอย่างชัดเจนว่า นางเอกของเราจะเลือกใคร

 

 

The Reckoning ของแคลลีย์ อาร์มสตรองค์

หนังสือเล่มนี้เป็นเล่มที่สามในชุด และจบการผจญภัยของโคลอีและผองเพื่อน แต่เมื่อเอาเข้าจริงแล้ว ก็เหมือนหนังสือสุดฮิตหลายชุดนะคะที่มันไม่จบหรอกค่ะ ข่าวล่าสุดก็คือ คนแต่งกำลังเขียนหนังสือชุดอีกสามเล่มต่อเนื่องชุดนี้อยู่ แต่ไม่ได้เล่าเรื่องของโคลอี หากแต่เป็นตัวละครใหม่ อย่างไรก็ตามทราบมาว่า คนแต่งก็ยังมีแผนจะกลับมาเขียนเรื่องราวของโคลอีอีกรอบนะคะ 

กระนั้นตอนจบของเล่มนี้ก็ถือว่าปิดประเด็นค้างคาใจสำคัญได้ค่อนข้างเยอะค่ะ ฉะนั้นไม่ีต้องกลัวว่า อ่านแล้วจะหงุดหงิดอะไร

เช่นเดิม เล่มนี้เปิดเรื่องต่อเนื่องจากตอนจบของเล่มที่สอง และเป็นไปไม่ได้เลยที่จะเขียนรีวิวโดยไม่สปอยล์เล่มนั้น

บัดนี้โคลอีและเพื่อนได้เ้ข้ามาอยู่ในการดูแลของแอนดรูว์แล้ว พวกเขาทั้งหมดคิดว่า ตัวเองปลอดภัยจากกลุ่มเอดดิสัน แต่หนทางก็ไม่ได้ราบรื่นไปทั้งหมด นั่นเพราะเรื่องราวที่พวกเธอเล่าเกี่ยวกับการ "กำจัด" ปัญหาของกลุ่มเอดดิสันที่ฆ่าเด็กที่พวกนั้นมองว่า ไม่อาจควบคุมพลังของตัวเองได้ ถูกมองจากสมาชิกในกลุ่มของแอนดรูว์ว่าเป็นเพียงจินตนาการของเด็ก ๆ

พวกนั้นไม่เชื่อว่า เอดดิสันจะเลวร้ายถึงเพียงนี้ แน่นอนว่า คนในกลุ่มทั้งหมดนั้นเคยทำงานให้กับเอดดิสันมาก่อน และแยกตัวออกมาพร้อมความคิดเห็นที่แตกต่าง  แต่ก็ไม่ใช่ว่า พวกเขาจะคิดว่า เอดดิสันคือปีศาจ

แต่โคลอีและเพื่อนรู้ถึงปีศาจที่ซ่อนอยู่ อย่างน้อยแอนดรูว์ดูจะเชื่อถือคำพูดของพวกเขา และการได้พบกับผู้ใหญ่ที่มีความสามารถเหนือธรรมชาติแบบเดียวกับพวกเขา ก็ทำให้เหล่าเด็ก ๆ ได้มีโอกาสเรียนรู้ควารมสามารถของตัวเอง

เพียงเพื่อที่จะพบว่า กลุ่มเอดดิสันได้ทำอะไรบางอย่างกับพวกเขา และได้มอบพลังอันน่าหวาดกลัวให้

แม็กซ์ชอบเล่มสามมากที่สุดในชุดนะคะ อาจเป็นเพราะเล่มนี้เป็นเล่มที่มีอะไรเกิดขึ้นมากที่สุด โคลอีและเพื่อนไม่ใช่แค่เหยือที่หนีการตามล่าเพียงอย่างเดียวอีกต่อไป พวกเขาวางแผนที่จะสู้กลับ และมิตรภาพที่เกิดขึ้นในกลุ่มก็เริ่มแน่นแฟ้นมากขึ้น พวกเขาไว้ใจและเข้าใจกันมากขึ้น ไม่ใช่เด็กที่ถูกผู้ปกครองส่งมาอยูี่ในที่เดียวกันเหมือนอย่างในเล่มแรก แต่เป็นพันธมิตรที่ทำทุกอย่างเืพื่อช่วยเหลือกันและกัน 

และในเล่มนี้นางเอกก็ได้เวลาเลือก ไม่ถึงกับเป็นทไวไลท์ที่ผู้ชายทั้งเรื่องหลงรักนางเอก และเธอต้องเลือกใครคนนึงหรอกนะคะ เพราะสำหรับไซมอนและเดเร็ค ความเป็นพี่น้องมาก่อนทุกอย่าง และมันก็ไม่ใช่ความรักชนิดเปลี่ยนโลก ซึ่งเราชอบนะคะ เด็กในวัยสิบห้าอย่างโคลอียังไม่น่าต้องมาคิดมากกับเรื่องแบบนี้ 

ในระหว่างที่อ่านทั้งสามเล่ม  หลายครั้งแม็กซ์นึกเปรียบเทียบชุดนี้กับ Otheworld นะคะ และพบว่า เราชอบเรื่องของผู้ใหญ่มากกว่า เพราะทั้งเข้มข้น และโหดเหี้ยมกว่า หลายจุดในเรื่องนี้ที่เรารู้สึกว่า เป็นเวอร์ชั่นละลายน้ำแล้ว พฤติกรรมของตัวละครไม่โหดอย่างที่ควรเป็น 

มีหลายช่วงเวลาที่เรารู้สึกว่า โคลอีเหมือนกับเอเลนาในช่วงเวลาก่อนที่เธอจะถูกเปลี่ยนเป็นหมาป่า เธอดูมีความช่างฝัน และมองโลกแบบไร้เดียงสาเล็กน้อย (มากกว่าที่เอเลนาเป็นนะคะ) และมันคงยากมาก ๆ ที่จะไม่เปรียบเทียบเดเร็คกับเคลย์ และก็น่าจะรู้นะคะว่า มันยากมาก ๆ ที่จะเอาชนะเคลย์ (อย่างน้อยก็สำหรับใจของแม็กซ์) ได้ 

นั่นไม่ได้หมายความว่า คาแร็คเตอร์ของเดเร็คไม่น่าสนใจนะคะ เราคิดว่าเขาน่าสนใจมาก อาจจะบอกว่า มากกว่าโคลอีด้วยซ้ำ เพราะเดเร็คคือคนคนเดียวในเรื่องที่ถูกมองด้วยสายตาหวาดระแวงตั้งแต่ต้นเรื่อง ความเป็นหมาป่าของเขาถูกมองว่า ควบคุมไม่ได้ และสมควรจะต้องถูกกำจัดทิ้ง การที่ไม่เคยมีใครให้คำปรึกษา เดเร็คไม่อาจควบคุมอารมณ์ขึ้นลงของตัวเองได้ และนั่นทำให้เขาไม่น่ารักนักในสายตาของโคลอี แต่ความผูกพันที่ก่อตัวขึ้นของทั้งสองดูมั่นคงและน่าเชื่อ ซึ่งนี่เป็นรากฐานที่สำคัญที่สุด และไม่ทำให้เรารู้สึกว่า มันเป็นแค่ความรักของเด็กมัธยม

โดยรวมเราโอเคกับชุดนี้ค่ะ เพียงแต่อยากให้แคลลีย์ใช้เวลาเขียนเรื่องฉบับผู้ใหญ่มากกว่า แต่ก็เข้าใจนะคะว่า กระแส YA พารานอมอลมาแรงอย่างนี้ เธอก็คงอยากจะจับตลาดนี้เอาไว้บ้าง 

คะแนนทั้งชุดที่ 63

ป.ล. ข่าวแว่ว ๆ มาว่า มีคนซื้อลิขสิทธิ์ไปแล้วนะคะ 

 

Comment

Comment:

Tweet

ตอนนี้เราว่าตัวเองมาถึงทางแยกของเรื่องแนว YA นะคะ เพราะรู้สึกว่า ตัวเอง "โต" เกินเรื่องแนวนี้ไปแล้ว

กะว่าได้ Pray for dawn แล้วจะเริ่มอ่านค่ะ แต่...


ด้วยนิสัยชอบเปิดตอนจบก่อนมาก ก็ดันเปิดตอนจบเล่มนี้ขึ้นมา แล้วก็...


ชะงักไปครู่นึง จากนั้นเลยคิดว่า รอ Wait for dusk ออกมาก่อน แล้วเช็คตอนจบอีกรอบถ้าจะดีกว่าค่ะ

#4 By max on 2010-07-01 21:58

ขอบคุณสำหรับคำตอบค่ะ

เพิ่งอ่้าน Radiant Shadows จบไป และรู้สึกว่าถึงแม้เคลลี่ย์จะละลายน้ำ แต่ก็มีทิศทางดีกว่านักเขียนเรื่องหนังสือเด็กคนอื่น ๆ หรือเปล่าคะ เพราะอย่างน้อยทิศทาง และตรรกะน่าจะแม่นกว่าแน่

ได้อ่านส่วนตัดย่อบทแรก ๆ ของ Demon from the Dark อดรู้สึกไม่ได้ว่าเหมือนกำลังอ่าน Stolen อยู่ คุณแม็กซ์ได้อ่านหรือยังคะ

เมื่อวานไปคิโนะ Pray for Dawn ออกมาแล้ว ยังไม่ได้อ่่านเพราะกลัวไม่ได้นอน แต่ที่พลิก ๆ ดู เล่มนี้เขียนจากมุมมองพระเอก แทนที่จะเป็นนนางเอกอย่างทุกคราว เตรียมตัวอ่านเรื่องของมิร่าหรือยังคะ ห้าเล่มแล้ว confused smile

#3 By ming (124.121.247.192) on 2010-07-01 11:22

ด้วยความที่ไม่ค่อยได้อ่าน YA ค่ะ เลยเปรียบเทียบไม่ค่อยถูกเหมือนกัน แต่เห็นจะจริงว่า เขียนโหดกว่า เพราะมีความตายเกิดขึ้นในเรื่อง (แม้คนอ่านจะไม่เห็น)

เรามัวไปคิดเทียบกับงานของตัวเคลลีย์เองมากกว่าน่ะค่ะ เลยคิดว่า ละลายน้ำไปหน่อย

ไซมอนเป็นพ่อมดค่ะ แล้วก็ฝีมืออ่อนหัดที่สุดในกลุ่ม เพราะเป็นคนที่องค์การคิดว่า ประสบความสำเร็จ ในขณะที่เด็กคนอื่นเป็นตัวปัญหาด้วยพลังที่ควบคุมไม่ได้

#2 By max on 2010-06-29 08:34

อ่านบล็อกคุณแม็กซ์วันนี้ สงสัยว่า ถึงแม้ชุดนี้จะอ่อนลงตามแนวหนังสือเด็ก แต้จริง ๆ ตัวเคลลี่ย์ก็เขียนในสิ่งที่โหดมากกว่าหนังสือแนวนี้หลาย ๆ เล่มแล้วหรือเปล่าคะ อย่างการ "กำจัด" นี่ หลายเล่มไม่ค่อยมีถึงเท่าำไหร่

มีคำถามค่ะ เดเร็คเป็นหมาป่าแล้ว ไซมอนเป็นอะไรเหรอคะ

(ไม่ค่อยเ้กี่ยวกัน แต่สงสัย)

#1 By ming (124.120.21.130) on 2010-06-29 00:01