Bayou Moon // Ilona Andrews

posted on 07 Mar 2011 16:00 by maxtreme  in B-Club, Paranormal

ยิ่งเราอ่านงานเขียนของไอโลนา แอนดรูวส์มากเท่าไหร ก็ยิ่งชอบการเขียนของเธอค่ะ เพราะหนังสือของเธอลงตัวมาก ๆ ทั้งในแง่ของพล็อตที่สร้างโลกแฟนตาซี ในขณะเดียวกันคาแร็คเตอร์ก็แข็งแรงมากพอที่จะไม่ถูกฉากของเรื่องที่น่าสนใจพอกันกลืนไปหมด

แล้วก็เป็นเรื่องยากอย่างยิ่งสำหรับเรา ที่จะเลือกเรื่องที่ชอบมากกว่ากันระหว่างหนังสือสองชุดที่ค่อนข้างแตกต่างกันของเธอ ชุดเคท เดเนียลส์ กับชุด The Edge เราบอกไม่ถูกเลยค่ะว่า ชอบอะไรมากกว่ากัน 

ในหนังสือเล่มนี้ไอโลนาได้พาคนอ่านกลับไปที่ดิเอ็ดจ์ ซึ่งเราขอเอาสิ่งที่เราเขียนไว้ตอนที่เขียนบลอกเกี่ยวกับหนังสือเล่มแรกในชุดมาแปะไว้อีกครั้งค่ะ 

โลกในชุด The Edge มีแนวคิดว่า โลกเป็นคู่ขนาน ใบนึงเป็นโลกมนุษย์ธรรมดาที่พวกเราอาศัยอยู่กัน มีชื่อเรียกว่า โบคเค่นท์ และอีกใบนึงเป็นโลกที่เวทมนตร์คือส่วนหนึ่งของชีวิต หรือ เวียร์ โลกทั้งสองอยู่แยกห่างออกจากกัน  แต่มีดินแดนเล็ก ๆ เป็นแนวเขตชายแดนที่เชื่อมโลกทั้งสองเข้าไว้ด้วยกัน ดินแดนแห่งนั้นถูกเรียกว่า ดิเอ็ดจ์ ดินแดนที่เป็นส่วนผสมของความธรรมดา และเวทมนตร์ ดินแดนที่ผู้ที่อาศัยอยู่สามารถเดินข้ามเข้าไปในโบคเค่นท์ หรือเวียร์ได้ ในขณะที่ผู้คนทั่วไปจากทั้งสองโลกไม่เคยรับรู้ถึงการมีอยู่ของกันและกัน

แต่การที่เป็นกลุ่มคนที่อยู่ระหว่างสองโลกที่แตกต่างก็ไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะชาวเอ็ดจ์ไม่ได้รับการยอมรับจากทั้งสองโลก พวกเขาอาศัยอยู่ในดินแดนที่เวทมนตร์เป็นสิ่งปกติ แต่กลับใช้ชีวิตและหาเลี้ยงตัวเองในโลกของคนธรรมดา ที่ซึ่งเวทมนตร์ไม่มีผล (ซึ่งก็คือ ชาวเอ็ดจ์อาจจะมีเวทมนตร์ แต่มันจะใช้การไม่ได้เมื่อก้าวเท้าเข้าไปในโบคเค่นท์) ถ้าให้แม็กซ์เทียบ เอ็ดจ์ก็เหมือนกับแนวตะเข็บชายแดน

ซึ่งหลังจากอ่านเล่มแรกในชุด เรื่อง On the Edge จบไป เราชอบโลกในหนังสือเรื่องนี้นะคะ แต่ก็มีคำถามค้างคาใจเหมือนกันว่า มันจะเหลืออะไรให้น่าสนใจอีกล่ะในเล่มสอง และนี่จึงเป็นเหตุผลที่เราเก็บเรื่องนี้ดองค้างข้ามปี ไม่ยอมอ่านเสียที 

และพอได้อ่าน เราก็ยิ่งทึ่งในความสามารถในการเขียนของไอโลนา เพราะเล่มนี้เปิดโลกที่เราคิดว่า รู้จักให้กว้างกว่าเดิม และดูเหมือนว่า จะมีความน่าสนใจเพียงพอที่จะติดตามอ่านต่อไปได้อีกหลายเล่มเลยล่ะ (อย่างน้อยก็อีกสองเล่ม เพราะคนแต่งเซ็นต์สัญญาเขียนไปแล้ว)

 

Bayou Moon ของไอโลนา แอนดรูวส์

หนังสือเล่มนี้เป็นเล่มที่สองในชุด The Edge ที่เล่าเรื่องราวของ วิลเลียม ซึ่งเป็นตัวละครที่มีบทบาทพอสมควรในเล่มแรก โดยเปิดเรื่องในอีกสองปีต่อมา หลังจากเหตุการณ์ในเล่มแรก แต่เราไม่คิดว่า จำเป็นต้องอ่านเล่มแรกเพื่อให้เข้าใจเนื้อเรื่องในเล่มนี้เลยนะคะ 

วิลเลียมเป็นอดีตทหารที่ถูกปลดประจำการอย่างไม่มีเกียรตินัก อันที่จริงเขาถูกสั่งประหารจากการกระทำบางอย่างที่ขัดขืนคำสั่ง แต่ท้ายที่สุดเขาก็รอดมาได้ และบัดนี้เขามาพักอาศัยอยู่ในรถเทรลเลอร์ที่จอดในดิเอ็ดจ์ ทำงานหาเงินไปวัน ๆ ในโบรคเคน (หรือโลกมนุษย์ของเรา) ตอนที่เขาได้รับการติดต่อจาก เดอะมิลเลอร์ ซึ่งเป็นองค์กรสายลับที่ใหญ่ที่สุดในประเทศของเขา

ภารกิจที่ถูกเสนอก็คือ การตามล่าสายลับฝ่ายตรงข้ามที่มีชื่อว่า สไปเดอร์ ชายอันตรายผู้ไม่ลังเลที่จะฆ่า ถ้ามันจำเป็น และหนึ่งในเหยือของสไปเดอร์ก็คือ เด็ก ๆ ที่เป็นเชนส์จิงส์ หรือมนุษย์ที่แปลงกายเป็นสัตว์ได้ สำหรับวิลเลียมที่สามารถกลายร่างเป็นหมาป่าได้ สไปเดอร์คือคนที่เขาอยากจะล่า

ดังนั้นเขาจึงตอบรับข้อเสนอ และเดินทางไปยังดินแดนที่แม้จะยังคงเป็นส่วนเดอะเอ็ดจ์ แต่เป็นช่วงที่ติดต่อกับรัฐหลุยเซียนา (ในโลกมนุษย์) และหลุยเซียนา ซึ่งเป็นประเทศศัตรูในเวียร์

เมื่อไม่ให้ใครรู้ถึงการมาของเขา วิลเลียม เลือกเดินทางเข้าไปในดิเอ็ดส์ ผ่านทางโลกมนุษย์ ที่ซึ่งเขาได้พบกับเซเรส มาร์ หญิงสาวผู้ที่ต้องแข่งกับเวลาเพื่อจะเดินทางกลับไปเดอะเอ็ดจ์ได้ทันเวลาที่จะปกป้องครอบครัวของเธอ

ตระกูลมาร์เป็นครอบครัวขนาดใหญ่ พวกเขาร่ำรวยที่ดิน แต่ไ้ร้เงินทอง นั่นทำให้ชีวิตในดิเอ็ดจ์ไม่ง่ายเลย  และเมื่อบิดามารดาของเซเรส ผู้ซึ่งเป็นหัวหน้าตระกูล ได้หายตัวไปอย่างลึกลับ โดยฝีมือที่เธอแน่ใจว่า เกี่ยวข้องกับศัตรูเก่าแก่ของตระกูล และสายลับของหลุยเซียนา (กลุ่มของสไปเดอร์) เซเรสจึงต้องก้าวออกมาจากเงามืด ยืนหยัดขึ้นมา เพื่อนำครอบครัวไปสู่สงคราม

เธอต้องเดินทางกลับไปโบรคเคนเพื่อหาเอกสารบางอย่าง นั่นไม่ใช่เรื่องยาก แต่การกลับมาที่ดิเอ็ดจ์ต่างหาก ที่หายนะเกิดขึ้น เพื่อนร่วมทางอย่างไม่ตั้งใจ ชายคนที่เธอเชื่อว่า เป็นพวกบลูบลัด หรือคนมีชาติตระกูลที่อาศัยอยู่ในเวียร์ ไม่ใช่คนไร้พิษสงอย่างที่เธอคิดแต่แรก  วิลเลียมกลายเป็นคนที่ยืนเคียงข้างเธอในการรับศึกที่เซเรสเองก็ไม่แน่ใจว่า ตัวเองจะรับไหว

แม็กซ์ชอบเรื่องนี้มากกว่าเล่มแรกอีกนะคะ และนั่นทำให้เราแปลกใจมาก ตอนที่อ่านเล่มแรก แม็กซ์อยากรู้เรื่องของวิลเลียมต่อไปนะคะ เพราะเขาควรได้รับอะไรที่ดีกว่าที่ตอนจบของเล่มนั้นมอบให้ แต่ในขณะเดียวกัน เราก็ไม่แน่ใจว่า เขาจะเป็นตัวละครที่น่าสนใจมากขนาดไหน และเรื่องราวของเขาจะน่าอ่าน หรือน่าติดตามเท่ากับเล่มแรกรึเปล่า 

ซึ่งหลังจากอ่านเล่มนี้จบลง เราขอบอกว่า มันดียิ่งกว่าเล่มแรก และวิลเลียมเป็นมากกว่าที่เราคิด แต่ที่เหนือไปกว่านั้น แม็กซ์ชอบเซเรสมาก ๆ ปกติเราไม่รู้สึกรุนแรงอะไรกับนางเอกนะคะ แต่เล่มนี้เซเรสเป็นนางเอกที่โดดเด่น เธอเป็นผู้นำของครอบครัวที่ต้องตัดสินใจในเรื่องยาก คนแต่งแสดงให้คนอ่านเห็นถึงความเข้มแข็งของเธอ แต่ในขณะเดียวกันก็เข้าใจด้านที่อ่อนโยนของเธอเช่นกัน 

หนังสือเรื่องนี้ไม่ถึงกับเป็นโรแมนซ์เต็มตัว การบรรยายฉาก และโลกในเรื่องเด่นชัดจนทำให้เรารู้สึกเหมือนเรื่องแนวแฟนตาซี ภารกิจของตัวละคร ความแปลกและโหดร้ายของคนร้าย ก็ให้กลิ่นอายของเรื่องแนวแฟนตาซีชัดเจน แต่ความรักระหว่างเซเรส และวิลเลียมก็ไม่ได้โดนบดบังเลยแม้แต่น้อย มันอาจจะไม่ใช่โฟกัสหลักของเรื่อง แต่มันไม่ได้ก้าวไปอยู่ข้างหลังแม้แต่นิดเดียว ที่มากไปกว่านั้น เราสัมผัสถึงความรักที่เกิดขึ้นระหว่างวิลเลียม และเซเรส

และนอกไปจากความรัก ความนับถือซึ่งกันและกันก็เห็นได้ชัด เซเรสไม่ใช่หญิงสาวที่รอการช่วยเหลือ ในบางด้านเธอเก่งกว่าวิลเลียมด้วยซ้ำ และเขายกย่องเธอในจุดนั้น ขณะเดียวกันวิลเลียมก็รู้จักเซเรสดีพอที่จะปล่อยให้เธอทำในสิ่งที่จำเป็นต้องทำ เขาเป็นหนึ่งในพระเอกไม่กี่คนที่ไม่ถนอมนางเอกไว้ในอ้อมแขน แต่กลับปล่อยให้เธอเผชิญหน้ากับคนร้าย เพราะนั่นคือสิ่งที่หัวหน้าครอบครัวมาร์ต้องทำ ถ้าเซเรสจะได้ความเคารพจากญาติของเธอ หญิงสาวต้องเสี่ยงชีวิต และวิลเลียมก็รักเธอมากพอที่จะปล่อยให้เธอเสี่ยงตาย แม้ว่าเขาจะหัวใจสลายก็ตาม (ถ้าหากเธอพลาด)

แม็กซ์รู้สึกถึงความเท่าเทียมกันของพระเอกและนางเอกในเรื่อง เซเรสไม่ได้ออกแนวนางเอกเก่งจนแข็งกระด้าง แล้วก็ทำเป็นเก่งจนน่ารำคาญ เรื่องนี้เซเรสเก่งจริง และก็มีความเป็นมนุษย์มากพอที่จะรู้ข้อจำกัดของตัวเอง และเมื่อเธอตัดสินใจที่จะรัก มันก็คือรักอย่างหมดหัวใจ รักโดยที่ไม่มีข้อแม้

และนี่เป็นสิ่งที่ทำให้เธอเหมาะสมกับวิลเลียมมาก ในฐานะเชนจิงส์ วิลเลี่ยมอาจจะโชคดีที่ประเทศของเขาไม่ฆ่าเขาตั้งแต่ตอนเกิด (ซึ่งหลุยเซียนาทำ) แต่เขาก็ถูกผู้เป็นมารดาทอดทิ้ง เติบโตในโรงเรียนของรัฐที่สอนให้เขาเป็นนักฆ่า ตลอดชีวิตเขาไม่เคยมีใครที่แคร์เขามากพอ เมื่อได้พบกับเซเรส และต่อมาครอบครัวของเธอ ทำให้เขามีที่ที่เป็นของเขาเองครั้งแรก และนั่นทำให้พวกมาร์ได้ความภักดีของเขาไปจนหมด 

หนังสือเรื่องนี้ลงตัวในฐานะโรแมนซ์และแฟนตาซี เราได้ทุกอย่างที่คาดว่าจะได้จากหนังสือของไอโลนา แอนดรูวส์ และมากกว่านั้น

คะแนนที่ 80

ป.ล. เชื่อได้ว่า น่าจะมีฉบับภาษาไทยออกมาให้อ่านกันนะคะ แต่ไม่รู้ว่าเมื่อไหร (ข่าวว่าเล่มหนึ่งกำลังแปลอยู่ค่ะ) 

 

Comment

smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry ???????????????   ??????????????????
smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry ???????????????

Tweet

เมื่อกี๋เพิ่งคุยกับเพื่อนคนนึงเขค้าบอกว่ากำลังอ่าน On the edge อยู่บอกว่าสนุกมาก

กำลังจะเข้ามาเสิร์ชหาในบล็อคคุณแม็กอยู่พอดี
เลยมาเจอรีวิวเล่มนี้ต่ออีก ไม่พลาดแน่ๆค่ะ

เพี้ยงงงงขอให้เล่มแปลออกมาไวๆ อิ อิ big smile

#1 By อิน (223.206.131.21) on 2011-03-08 00:11

เล่มแปลออกมาแล้วค่ะชื่อเรื่องเจ้าสาวแดนมายา นี่ก็เข้ามาดูในบล็อคของคุณแม็กซ์เพื่อดูเป็นแนวทางว่าจะซื้อดีมั้ยในงานหนังสือที่จะถึง

เห็นรีวิวแบบนี้ไม่พลาดแน่นอนค่ะ หลายเรื่องเลยค่ะที่ต้องเข้ามาดูในบล็อคนี้ก่อนว่าสนุกมั้ย ต้องขอบคุณคุณแมกซ์มากเลยค่ะ

#2 By แก้ว (124.120.66.206) on 2012-03-20 22:30

คุณแก้ว เชียร์ชุดนี้นะคะ เรื่องอาจจะไม่หวานหยดย้อย แต่เป็นแนวผจญภัยสนุกค่ะ แถมโลกในเรื่องก็น่าสนใจ คนชอบเรื่องแนวแฟนตาซี/พารานอมอลไม่ควรพลาดค่ะ

#3 By max on 2012-03-21 09:34