Justine Jones Trilogy // Carolyn Crane

posted on 21 Jan 2012 20:17 by maxtreme in C-Club, UrbanFantasy directory Fiction

ใช้เวลาแค่วันครึ่งก็อ่านหนังสือในชุดนี้สามเล่มจนจบค่ะ แม้ว่าความรู้สึกโดยรวมจะผิดหวังเล็ก ๆ เพราะได้ยินคำร่ำลือเกี่ยวกับเรื่องชุดนี้มาเยอะ แต่ก็ถือว่า เนื้อเรื่องน่าติดตามอ่านตลอดทั้งชุด มีการพลิกไปมาของเนื้อเรื่องให้คนอ่านเซอร์ไพร์สหลายรอบ

 

 

Mind Games ของคาโรลิน เครน

เรื่องนี้เป็นเล่มแรกในชุด Disillusionists ซึ่งเป็นกลุ่มคนที่มีความผิดปกติบางอย่างทางจิต แต่กลับใช้ความผิดปกตินั้นทำให้ตัวเองกลายเป็นยอดมนุษย์และทำบางอย่างที่คนธรรมดาคนอื่นทำไม่ได้ 

คอนเซ็ปต์ของเรื่องถือว่า แปลกใหม่มาก ๆ บรรยากาศ กลิ่นอายภายในเรื่อง รวมทั้งการเล่าเรื่องให้ความรู้สึกสดใหม่ ไม่ใช่แนว Urban Fantasy ที่คุ้นเคยกัน นางเอกไม่ใช่สาวแกร่ง มองโลกด้วยสายตาเย็นชา กร้านโลก แต่ในขณะเดียวกันก็ไม่ใช่สาวน้อยไร้เดียงสา สำหรับคนที่อยากอ่านเรื่องแนว UF ที่แตกต่าง เราแนะนำเรื่องชุดนี้เลยค่ะ

แต่สำหรับแฟนโรแมนซ์ ทำใจหน่อยนะคะ เพราะนางเอกมีแฟนเป็นคนอื่นเกือบตลอดทั้งชุด กว่าจะลงเอยกะพระเอกได้ก็ลุ้นกันหนักมาก 

จัสตีน โจนส์เหมือนหญิงสาวธรรมดาทั่วไปที่อาศัยอยู่ในเมืองมิดซิตี้ ทำงานในร้านขายเสื้อผ้า และคบหากับแฟนหนุ่มที่เป็นเซลล์แมนอนาคตไกล แต่เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในร้านอาหารมองโกเลียที่เธอได้เจอกับนักต้มตุ๋นที่หลอกเอาเงินของครอบครัวเธอไปจนหมด ก็เปลี่ยนแปลงทุกอย่าง

เธอได้รับการติดต่อจากชายลึกลับที่มีนามว่าแพคการ์ด ซึ่งอ้างว่าเขามีทางช่วยเหลือเธอจากอาการวิตกจริตเรื่องสุขภาพ ซึ่งเป็นอาการที่จัสตีนต้องเผชิญมาตลอดชีวิต หญิงสาววิตกกังวลว่าตัวเองจะเป็นโรคร้าย (ทั้งที่ไม่ได้มีอาการของโรคนั้น เป็นอาการทางจิตชนิดนึงน่ะค่ะ) แพคการ์ดบอกว่า ถ้าเธอมาทำงานให้กับเขา เขาจะสามารถช่วยเธอได้ และเขาก็สาธิตวิธีเป็นตัวอย่าง

แพคการ์ดซึ่งเป็นหนึ่งในมนุษย์ที่เป็นไฮแคป หรือคนที่มีพลังจิตเหนือธรรมชาติ ความสามารถของเขาก็คือ ความเข้าใจมนุษย์ นั่นทำให้เขามองเห็นอาการจิตวิตกของจัสตีน และเขายื่นข้อเสนอให้กับเธอ เพื่อแลกกับวิธีการที่เขาช่วยเธอให้ "ระบาย" อาการจิตวิตกของตัวเองได้ เธอต้องทำงานให้กับเขา 

วิธีการของแพคการ์ดทำให้จัสตีนกลายเป็นคนปกติไปหลายอาทิตย์ ก่อนที่ทุกอย่างจะกลับมาเหมือนเดิม สิ่งเดียวที่จัสตีนต้องการก็คือ เป็นคนปกติ และนั่นเป็นเหตุผลที่ทำให้เธอยังดื้อรั้นที่จะคบหากับแฟนหนุ่มที่ทุกคนดูออกว่า ไม่ใช่คนที่เหมาะสมกับเธอ เพราะแม้เขาจะเป็นคนดีพร้อมทุกอย่าง แต่ไม่มีประกายไฟในความสัมพันธ์ของพวกเขา ในขณะที่ชีวิตของจัสตีนเองก็แยกห่างออกไปเรื่อย ๆ โดยเฉพาะเมื่อเธอตกลงปลงใจมาทำงานให้กับแพคการ์ด โดยเป็นหนึ่งในผู้ "ทำลายภาพฝัน" และเปลี่ยนแปลงอาชญากรทำให้พวกเขากลับใจ 

แพคการ์ดเป็นคนเลือกเป้าหมาย และส่งลูกน้องของเขาซึ่งเป็นคนที่มีอาการจิตวิตกเช่นเดียวกับจัสตีนออกไปตีสนิท จากนั้นก็ให้คนกลุ่มนั้นส่ง "อาการจิตวิตก" ของตัวเองไปยังเหยื่อ ซึ่งจะเป็นการช่วยให้คนกลุ่มนี้ซึ่งมีอาการทางจิตได้ผ่อนคลายจากภาวะความกังวล ในขณะเดียวกันอาการทางจิตนั้นก็จะไปปรากฎที่ตัวเป้าหมาย โดยเป้าหมายแต่ละคนเป็นอาชญากรที่รอดเงื้อมือของกฏหมายไปได้

นั่นดูเป็นการแลกเปลี่ยนที่เป็นธรรม อย่างน้อยก็เป็นสิ่งที่จัสตีนพยายามบอกกับตัวเอง 

พล็อตแปลกใหม่มาก ก่อนที่จะอ่านแม็กซ์ก็งงไปกับคอนเซ็ปต์ของเรื่องเล็กน้อย เพราะอธิบายได้ยากค่ะ แต่เนื้อหาในเรื่องเขียนบรรยายได้เข้าใจง่ายมาก จัสตีนและเหล่านักทำลายภาพฝันเป็นมนุษย์ธรรมดา แต่ถูกสอนโดยแพคการ์ดที่เป็นไฮแคป (ซึ่งเป็นคนที่มีพลังจิต) ให้ปลดปล่อยความวิตกกังวลของตัวเองไปสู่คนอื่น ทำให้คนนั้นเกิดอาการแบบเดียวกับตัวเอง 

ในเล่มแรกของชุดจัสตีนพยายามปรับตัวเองให้เข้ากับชีวิตใหม่ คบเพื่อนใหม่ที่มีอาการทางจิตเช่นเดียวกับตัวเอง (ไม่ใช่อาการกังวลเรื่องสุขภาพ แต่เป็นอาการซึมเศร้า มองโลกในแง่ร้าย ติดการพนัน และอื่น ๆ) ซึ่งอ่านบทสนทนาของคนกลุ่มนี้แล้วฮามาก

ในส่วนความสัมพันธ์ระหว่างจัสตีนและแพคการ์ด มันเห็นชัดเจนว่า สองคนนี้เริ่มมีความรู้สึกให้กันอยู่นะคะ แต่จัสติีนก็ยังหลงกับ "ภาพฝัน" ของตัวเอง ยึดติดกับแฟนหนุ่ม ซึ่งเรื่องก็เขียนได้ดีนะคะ ตรงที่แฟนคนนี้ของจัสตีนไม่ใช่ผู้ชายที่เลวร้าย เพียงแต่เขาไม่เหมาะกับเธอเท่านั้น และ (สปอยล์) การเลิกลาร้างกันก็ไม่ได้รุนแรง เพราะมันเป็นความสัมพันธ์ที่พินาศมาตั้งแต่เริ่มต้น

การจับคู่กับแพคการ์ดยุ่งยากกว่า ทั้งที่เรื่องเขียนผ่านมุมมองของจัสตีนเพียงคนเดียว ทำให้คนอ่านไม่เห็นความคิดของแพคการ์ด และการกระทำ (สปอยล์) ของเขาที่ยอมแลกทุกอย่างเพื่ออิสระภาพของตัวเอง ก็ทำให้เขาดูร้ายกาจยิ่งนักกับสิ่งที่กระทำต่อจัสตีน จนนำไปสู่บทสรุปที่เธอไม่เลือกเขา หากแต่เป็นชายอีกคนซึ่งเป็นศัตรูของเขาด้วยซ้ำ

โดยรวม เล่มนี้ขึ้นต้นชุดได้ดี และน่าสนใจมาก อย่างที่เกริ่นไป ถือเป็นแนว UF ที่แตกต่าง ไม่ซ้ำซาก ความเป็นพารานอมอลในเรื่องก็เขียนได้ดี กระทั่งท้ายเรื่องก็ยังมีจุดพลิกให้คนอ่านเซอร์ไพร์สได้อีก 

 

 

 Double Cross ของคาโรลิน เครน

เล่มสองในชุดค่ะ และสำหรับคนที่ยังไม่ได้อ่านเล่มแรก (และคิดจะอ่าน) ก็คงต้องบอกว่า หยุดอ่านเลยนะคะ เพราะว่าจะสปอยล์มาก เป็นไปไม่ได้ค่ะที่จะเขียนถึงเล่มนี้โดยไม่สปอยล์เล่มแรก

เวลาผ่านไปหลายเดือน หลังจากที่จัสตีนเลือกอดีตผู้บังคับบัญชากรมตำรวจออตโต ซานเซส ซึ่งปัจจุบันได้กลายเป็นนายกเทศมนตรีคนใหม่ของเมืองมิดซิตี้ ออตโตหรือที่รู้จักกันในนามของเฮนจิ เป็นคู่อริคนสำคัญของแพคการ์ด และเป็นคนที่จับแพคการ์ดขังเอาไว้ในร้านอาหารมองโกเลียนเป็นเวลาแปดปี ซึ่งจัสตีนได้นำชายทั้งสองคนมาเผชิญหน้ากัน ต่อรอง จนแพคการ์ดได้รับอิสรภาพ เพียงแต่เขาต้องทำงานให้กับออตโต โดยช่วยในการกวาดล้างอาชญากรที่เป็นไฮแคป กลุ่มคนอันตรายที่ออตโตใช้พลังพิเศษ (เขาเองก็เป็นไฮแคป) จับขังเอาไว้เช่นเดียวกับแพคการ์ด โดยแพคการ์ดและกลุ่มผู้ทำลายภาพฝันของเขาจะต้องทำให้คนเหล่านั้นกลับเนื้อกลับตัวให้ได้ 

สถานการณ์ยุ่งยากขึ้นเมื่อมีฆาตกรต่อเนื่องออกอาลวาด สิ่งที่คนทั่วไปไม่รู้ก็คือ คนร้ายได้มุ่งเป้าไปที่กลุ่มคนที่เป็นไฮแคป การสืบหาความจริงนำร่องรอยไปยังบริษัทแห่งนึงที่ผลิตอุปกรณ์พิเศษที่สามารถใช้ทำลายพลังของเหล่าไฮแคปได้ 

จัสตีนเองก็มาถึงทางเลือกที่สำคัญ ออตโตเป็นเพื่อนชายที่สมบูรณ์แบบ คราวนี้เธอไม่ได้หลอกตัวเองเหมือนแฟนคนก่อน เขาเป็นคนที่เธอใฝ่ฝัน ชายคนที่เข้าใจอาการจิตวิตกในเรื่องการแพทย์ของเธอ เพราะเขาก็มีอาการอย่างเดียวกัน ชายคนที่แคร์เธอ และไม่ได้หลอกใช้ จริง ๆ ก็คือ เขาแตกต่างจากแพคการ์ดทุกอย่าง 

ถ้าเพียงแต่เธอลืมแพคการ์ดได้ 

เล่มนี้ไม่น่าติดตามเท่ากับเล่มแรกนะคะ เรารู้สึกเหนือย ๆ ลงไป ส่วนหนึ่งคงเพราะไม่ได้ตื่นเต้นมากมายอะไรกับโลกในเรื่องแล้ว เพราะได้รู้จักไปหมดแล้วจากเล่มแรก ไม่มีอะไรใหม่ที่เรียกความสนใจได้อย่างตอนที่อ่านเล่มแรก แง่มุมความพิเศษของโลกในเรื่องจึงดูเหมือนเดิม อย่างไรก็ตามเรื่องที่โฟกัสไปยังเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในอดีตระหว่างแพคการ์ดและออตโตก็น่าสนใจ และทำให้เราเข้าใจคนทั้งคู่ได้มากขึ้น ในขณะเดียวกันก็เข้าใจความซับซ้อนในความสัมพันธ์ของศัตรูที่จำเป็นต้องทำงานร่วมกันคู่นี้ได้

จัสตีนคือ คนที่ยืนอยู่ตรงกลาง เธอคิดว่า ตัวเองตัดสินใจถูกที่เลือกออตโต เพราะเขาเป็นคนที่แคร์เธอจริง ๆ ไม่ได้คิดหลอกใช้หรือควบคุม ซึ่งจุดนี้เราเข้าใจเธอได้นะคะ อย่างไรก็ตามพฤติกรรมในเล่มนี้ของออตโตเริ่มส่อแววความผิดปกติหลายอย่าง ซึ่งเราไม่รู้นะคะ เรารู้สึกว่า บางอย่างมันเกินขอบเขตความเป็นออตโตที่วางเอาไว้พอควร (สปอยล์) การที่เขาฆ่าเอเวอรีตอนจบเรื่อง เราไม่รู้สึกว่า ตัวตนที่วางมาของออตโตจะทำให้เขาทำเช่นนั้น จนรู้สึกเหมือนว่า คนแต่งต้องการผลักให้จัสตีนหันไปหาแพคการ์ด

เล่มนี้เราเริ่มรู้สึกอ่อนโยนลงต่อแพคการ์ด จากการที่เขาใช้จัสตีนเป็นเครื่องมือในเล่มแรก มาในเล่มนี้เราชัดจะเห็นว่า ความรู้สึกที่เขามีต่อจัสตีนนั้นมีความจริงใจปนอยู่ แต่ (สปอยล์) ฉากที่เขาเปิดเผยความจริงเกี่ยวกับการที่จัสตีนรู้สึกว่า ต้องขึ้นอยู่กับเขาในการปลดปล่อยอาการจิตวิตกของตัวเองเป็นเพียงเรื่องที่สร้างขึ้น และความจริงนั้นปลดปล่อยเหล่าลูกน้องของแพคการ์ด รวมทั้งจัสตีนให้เป็นอิสระ เกิดขึ้นในเวลาที่ไม่เหมาะ เพราะเราไม่แน่ใจว่า เขาพูดเรื่องนี้กับจัสตีนเพราะเขาต้องการปล่อยเธอไปจริง ๆ หรือว่าเพราะโดนมอนยา (โดยจัสตีน) จุดนี้แหละที่ทำให้เราไม่มั่นใจในความจริงใจที่เขามีให้กับจัสตีน

เช่นเดียวกันกับเล่มแรก แต่ว่าแล้วเล่มนี้แรงกว่านะคะ ตอนจบของเรื่องหักมุมรุนแรงมาก จนขนาดว่า เราโคตรดีใจเลยที่อ่านเล่มนี้ตอนที่เล่มสามออกขายแล้ว เพราะถ้าไม่ได้อ่านต่อ ต้องติดใจไปนาน

 

 

Head Rush ของคาโรลิน เครน

เล่มสามในชุดค่ะ และเป็นเครื่องแสดงว่าอีบุ๊คเปิดโอกาสให้กับนักเขียน และนักอ่านมาขนาดไหน เพราะหลังจากออกสองเล่มแรกในชุดกับสนพ.บัลเลนไทน์แล้ว คาโรลิน เครนก็ไม่ได้รับโอกาสให้เขียนเล่มสามต่อออกมา (อาจเพราะว่ายอดขายไม่ดี) แต่เล่มสองตอนจบเรียกว่าคริฟแฮงเกอร์มาก ถ้าไม่มีอีบุ๊ค คนอ่านคงอกแตกตายอย่างคาใจค่ะ 

เล่มนี้เปิดเรื่องด้วยการเตรียมตัวแต่งงานของจัสตีน โจนส์กับนายกเทศมนตรีออตโต ซานเซส เธอได้ตัดสินใจเลือกแล้วที่จะแต่งงานกับชายสุดวิเศษคนนี้ ไม่ใช่แพคการ์ด ฆาตกรร้ายที่ฆ่าแฟนหนุ่มของเพื่อนรักของเธอตาย ก่อนที่จะหนีเงื้อมือกฎหมายไป 

แต่เมื่อแพคการ์ดปรากฎตัวให้บ้าน และบอกว่า เธอถูกเปลี่ยนแปลงความทรงจำ อดีตที่เธอจดจำได้ไม่ใช่สิ่งที่เกิดขึ้นจริง  และคนร้ายตัวจริงก็คือออตโต นั่นทำให้เธอซึ่งรู้สึกแปลก ๆ มาสักพักเริ่มหยุดคิดว่า อะไรคือความจริงกันแน่ 

เล่าอะไรเกีี่ยวกับพล็อตมากไม่ได้นะคะ เพราะจะสปอยล์เนื้อเรื่อง แต่ก็เป็นไปไม่ได้เช่นกันที่จะเขียนถึงเล่มนี้โดยไม่สปอยล์ ดังนั้นก็ถือว่าเตือนแล้วแล้วกันค่ะ

ปัญหาที่เรามีต่อเล่มนี้มาก ๆ ก็คือคาแร็คเตอร์ของออตโต เราไม่ได้คาดว่า เขาจะเป็นพระเอกหรอกนะคะ เพราะเห็นได้ชัดว่า ปฏิกริยาระหว่างจัสตีน และแพคการ์ดชัดเจนมาตั้งแต่เล่มแรก แต่ในขณะเดียวกันคาแร็คเตอร์ของเขาน่าสนใจมาก เพราะออตโตไม่ใช่ตัวร้ายแบบที่เรารู้จักกัน เขาทำทุกอย่างเพื่อความถูกต้อง และตั้งใจจะทำเช่นนั้นเสมอ เขาไม่ใช่ฆาตกรใจเหี้ยม เห็นได้จากการที่เขาจับอาชญากรไปขังในตึก ซึ่งเขามีพลังในการบังคับไม่ให้เหยื่อของเขาออกนอกตึก (ออตโตควบคุมตึกได้) แต่การมองโลกของเขาตรงไปตรงมาเกินไป สำหรับเขาไม่มีด้านสีเทา ทุกอย่างเป็นขาวและดำ 

ซึ่งเราชอบคาแร็คเตอร์แบบนี้ค่ะ แต่เมื่อวางมาเช่นนี้ การกระทำของเขาในตอนท้ายเล่มสอง และเลยมาถึงเล่มนี้ ทำให้เรารู้สึกว่า นี่ไม่ใช่ออตโตที่เรารู้จัก เขากลายเป็นสัตว์ร้าย ผู้พิทักษ์กฎหมายที่เชื่อในความถูกต้อง อยู่ ๆ จะชักปืนมายิงผู้ชายคนนึงต่อหน้าสาวคนรัก (ซึ่งพาชายคนนั้นมาขอความช่วยเหลือ) มันสุดโต่งเกินเหตุ แล้วยังพฤติกรรมของเขาในเล่มนี้ที่ดูเหมือนจะเสียสติไปด้วยซ้ำ เรารู้สึกว่า คนแต่งอยากจะผลักให้จัสตีนเข้าหาแพคการ์ด ก็เลยเขียนให้ออตโตเป็นแบบนี้ เพื่อที่เธอจะได้มีข้ออ้าง

แต่นั่นทำให้เรื่องสูญเสียคนร้ายที่มีมิติมากที่สุดคนนึงไป 

ฉากสุดท้ายที่ออตโตกำลังจะตาย และคุยกับแพคการ์ดถึงเหตุการณ์ในอดีต ที่แพคการ์ดซึ่งมีวัยสิบสองปี หลอกให้ออตโตวัยสิบเอ็ดปีใช้พลังพิเศษของตัวเองฆาตกรรมคนสิบสองคนเพื่อปกป้องเด็ก ๆ ชาวไฮแคป ทำให้เรายิ่งเห็นใจออตโตมากขึ้น การตายของเขาสำหรับเราแล้ว เป็นเรื่องน่าเสียใจมาก แม้ว่าเขาจะเป็นคนร้ายก็ตาม

นอกจากนี้เรารู้สึกว่า ความรักระหว่างจัสตีน และแพคการ์ดเร่งรีบเกินเหตุ ความรู้สึกของทั้งคู่เปิดเผยต่อกันในเล่มสอง ทางด้านจัสตีนเราพอเข้าใจนะคะ เธอพึงใจในตัวแพคการ์ดมาแต่ต้น แต่ปฏิเสธความรู้สึกตัวเอง เพราะรู้สึกว่าเขาหลอกใช้เธอเป็นเครื่องมือ แต่สำหรับแพคการ์ด เราไม่เห็นความคิดของเขาผ่านการเล่าเรื่อง และการแสดงออกก็ไม่ได้ชัดเจนว่า เขาแคร์อะไรจัสตีนเป็นพิเศษ (คือพอรู้ว่า เขามีใจให้เธอ แต่เราคิดว่า แพคการ์ดรักตัวเองมากกว่ารักจัสตีน) พอมาเล่มสาม ราวกับแพคการ์ดรักจัสตีนลึกซึ้ง (ซึ่งเราไม่ได้ความรู้สึกนี้) ทำให้พออ่านเล่มสาม เราเลยรู้สึกว่า มันไม่สมจริงเอาเสียเลย 

ในสามเล่ม เราว่าเล่มนี้อ่อนที่สุดในชุดค่ะ แต่ในขณะเดียวกันก็เป็นเล่มที่เป็นบทสรุปของเรื่องด้วย ซึ่งถือว่าจบได้ดีนะคะ ถ้าไม่นับว่าออตโตต้องตาย 

โดยรวมเรื่องชุดนี้เราให้คะแนนที่ 70ที่ความสร้างสรร แต่สอบตกเรื่องโรแมนซ์ แต่เรื่องนี้ไม่ใช่แนวโรแมนซ์นะคะ ดังนั้นมันจึงไม่สำคัญอะไรเท่าไหร

Comment

Comment:

Tweet