Mirror Dance // Lois McMaster Bujold

posted on 14 Feb 2012 15:23 by maxtreme  in A-Club, Non-Romance  directory Fiction

หนังสือชุดนี้นับตั้งแต่เล่มสาม (The Warrior's Apprentice) เป็นต้นมา เล่าเรื่องผ่านมุมมองของไมลส์ วอร์คอซิกันมาตลอด เรื่องราวที่คนอ่านมองเห็น รับรู้ ก็ผ่านการกลั่นกรองมาจากความคิดของไมลส์ ซึ่งจุดนี้เราคิดว่า เป็นส่วนที่ดีที่สุดของเรื่องชุดนี้ (แม็กซ์ชอบไมลส์เป็นคนเล่าเรื่องมากกว่า คอร์ดีเลียแม่ของเขาในสองเล่มแรก) 

แต่พอมาถึงเล่มนี้ เป็นครั้งแรกที่มุมมองจากตัวละครอื่น (นอกจากไมลส์ และคอร์ดีเลีย) ถูกแนะนำเข้ามาในเรื่อง และเป็นคนที่เราบอกตามตรงว่า ไม่ได้คาดเอาไว้เลย 

การอ่านรีวิวต่อไปจะเป็นการสปอยล์เรื่อง Brothers in Arms อย่างรุนแรงนะคะ แม็กซ์เตือนแล้วนะคะ

เล่มนี้ไม่ควรอ่านก่อนเรื่อง Brothers in Arms เด็ดขาดเลยค่ะ เพราะถ้าอ่านเรื่องนี้ก่อน อาจจะทำให้อ่าน BIA ไม่สนุกก็เป็นได้ อย่างไรก็ตามหนังสือทั้งสองเล่มไม่ถึงกับต่อเนื่องกันชนิดว่า ถ้าไม่อ่านเล่มใดเล่มหนึ่งจะทำให้อ่านอีกเล่มไม่รู้เรื่องหรอกนะคะ

 

  Mirror Dance ของหลุยส์ แม็คมาสเตอร์ บูโจลด์

เรานับ (เอง) ว่าเป็นเล่มที่เจ็ดในชุดค่ะ สำหรับคนที่ติดตามอ่านเรื่องชุดนี้มาตลอด ดูหน้าปกก็น่าจะเดาได้ว่า เรื่องนี้จะเกี่ยวข้องกับอะไร 

และเรื่องก็เปิดตัวแบบแปลกประหลาดที่สุด เพราะคนอ่านไม่ได้พบกับไมลส์ วอร์คอซิกัน หากแต่เป็นชายลึกลับคนนึงที่สามารถหลอกลวงลูกเรือของนายพลไนสมิธ (ซึ่งเป็นอีกตัวตนนึงของไมลส์) ได้ว่า เขาคือ ไมลส์ พร้อมกับออกคำสั่งให้เรือรบลำนึงเดินทางไปดาวแจ๊คสันสโฮล เพื่อช่วยเหลือบรรดามนุษย์โคลนที่ถูกเลี้ยงไว้ที่นั่น 

เรื่องตัดมาอีกด้านนึง ไมลส์สลัดความเป็นลอร์ดวอร์คอซิกัน ปรากฎตัวขึ้นในฐานะนายพลไนสมิธ พร้อมกับคำสั่งจากผู้บังคับบัญชา (โดยคนในกองกำลังเดนดารีคิดว่าเป็นสัญญาจากนายจ้างคนล่าสุด) ในภารกิจใหม่ล่าสุด แต่เมื่อเขาถามถึงผู้บัญชาการยานรบคนสนิท ซึ่งอยู่กับเขามาตั้งแต่เริ่มต้น (เรื่อง The Warrior's Apprentice) อย่างกัปตันเบล ธอร์น ก็กลับพบว่า เบลได้เดินทางไปกับนายพลไนสมิธเพื่อปฏิบัติภารกิจที่แจ๊คสันสโฮลซะแล้ว

ในทันที ไมลส์รู้ว่า มนุษย์โคลนที่ถูกสร้างจากเซลล์ของเขา คนที่เขายืนยันมาตลอดว่า คือน้องชายของเขา คนที่เขาเรียกว่า ลอร์ดมาร์ค วอร์คอซิกัน ได้กลับมาแล้ว 

เหตุการณ์ในเรื่อง Brothers in Arms ไมลส์ตัดสินใจปล่อยให้มาร์คไปในทางที่ต้องการ แม้ไมลส์อยากจะพาน้องชายคนนี้กลับไปที่บาร์รายาร์ แต่ในเวลานั้น สถานการณ์นั้น สำหรับชายคนที่ถูกเลี้ยงมาตลอดชีวิตเพื่อแทนที่ไมลส์ มันเป็นทางออกเดียว มาร์คยังไม่พร้อมที่จะเผชิญหน้ากับครอบครัว และการกลับมาครั้งนี้ก็ไม่ใช่เพราะมาร์คต้องการรวมญาติ หากแต่มาร์คซึ่งถูกสร้าง และเลี้ยงดูบนดาวแจ๊คสันสโฮล  รู้ดีถึงความโหดร้ายที่เกิดกับโคลนที่อยู่ที่นั่น และเขาในฐานะของคนเดียวที่รอดตาย ในขณะที่เพื่อน ๆ โคลนของเขาถูกฆ่า (ย้ายสมองออก แล้วเอาสมองของคนสั่งทำโคลนคนนั้นใส่เข้าไปแทน) ทำให้มาร์คตัดสินใจว่า เขาต้องทำอะไรบางอย่าง

และการยืมกองทัพของชายคนที่เขาถูกฝึกมาตลอดชีวิตให้แทนที่ เป็นการแก้แค้นที่สมบูรณ์แบบ

แต่มาร์คไม่ใช่ไมลส์ อย่างน้อยก็ไม่ใช่สำหรับการวางแผนภารกิจ ทุกอย่างผิดพลาด และเลวร้ายยิ่งไปกว่านั้น เมื่อไมลส์เดินทางมาช่วยเหลือน้องชาย เรื่องที่ไม่คาดฝัน (สำหรับใครทั้งสิ้น รวมทั้งคนอ่านอย่างเราด้วย) ไมลส์ตาย 

ถ้านั่นแย่ไม่พอ ร่างของไมลส์ถูกแช่ในช่องน้ำแข็งเคลื่อนที่ เพื่อรอการปลุกให้กลับมามีชีวิตอีกครั้ง (เป็นเทคโนโลยีในอนาคตที่ทำได้) ไมลส์กลับสูญหายระหว่างทาง ไม่มีใครในเดนดารีรู้ว่า ตอนนี้ไมลส์หายไปอยู่ที่ไหน สิ่งที่เหลืออยู่ก็คือ น้องชายฝาแฝดของเขา (นั่นเป็นสิ่งที่ไมลส์คิดสำหรับโคลนของตัวเอง น้องชายฝาแฝดที่เกิดช้ากว่าเขาหกปี) 

เล่มนี้เป็นเรื่องที่ผิดคาดสำหรับเราค่ะ ยอมรับว่า ตอนแรก ๆ รู้สึกประหลาดไปมาก ๆ และคิดถึงมุมมองของไมลส์สุดสุด พออ่านไปก็เริ่มคุ้นเคยกับมาร์คค่ะ และค่อย ๆ อินไปกับเนื้อเรื่องจนแทบจะลืมไมลส์ไปเลย (แทบจะลืมนะคะ ยังไม่ได้ลืม) 

เนื้อเรื่องส่วนใหญ่เกิดขึ้นบนดาวบาร์รายาร์ ที่ซึ่งมาร์คต้องเผชิญหน้ากับ "ครอบครัว" คนแปลกหน้าที่เขาไม่รู้จัก ในขณะที่ความรู้สึกผิดที่ตัวเองเป็นต้นเหตุการตายของพี่ชายก็ยังติดอยู่ในสมอง นี่ยังไม่นับฝันร้ายจากเหตุการณ์ในอดีตที่เขาเป็นฝ่ายถูกกระทำซึ่งไม่อาจลืมเลือนได้อีก

ในเล่มนี้คนอ่านได้มองเห็นดาวบาร์รายาร์อีกครั้ง (หลังจากที่มองผ่านสายตาคนนอกอีกคนอย่างคอร์ดีเลียไปในเล่มสองของชุด) แต่บาร์รายาร์ในสายตาของมาร์คนั้น ได้เปลี่ยนแปลงไปจากยุคของคอร์ดีเลีย นี่จึงเป็นโอกาสอันดีของคนอ่านค่ะที่จะได้เห็นสิ่งที่แอรัล และคนในรุ่นของเขาได้พยายามทำ

เรื่องนี้ในแง่ของพล็อตไม่ค่อยจะมีอะไรเกิดขึ้นนะคะ ซึ่งนี่ก็เป็นการแสดงความสามารถอีกด้านนึงของคนแต่ง การดำเนินเรื่องที่พึ่งพาอารมณ์เป็นหลัก และอารมณ์ในหนังสือเล่มนี้ก็ท่วมท้นยิ่งนัก 

การเดินทางของมาร์ค จากชายผู้ไม่มีตัวตน ไปสู่การกลายเป็นลอร์คมาร์ค วอร์คอซิกันไม่ได้ง่ายดาย ต้องผ่านความเจ็บปวดไม่เฉพาะทางใจ แต่เป็นทางร่างกาย สำหรับเราเล่มนี้ คือเล่มที่มาร์คเติบโตเป็นผู้ใหญ่ และเข้าใจตัวเองในที่สุด แม็กซ์ไม่แน่ใจว่า รู้สึกยังไงกับเขานะคะ ตอนที่เจอเขาครั้งแรกใน Brothers in Arms เรารู้ถึงความรู้สึกที่ไมลส์มีต่อน้องชายคนนี้ แต่เราไม่รู้สึกถึง "คุณค่า" ที่คู่ควรต่อความรัก ความห่วงใยที่ไมลส์มีให้ 

จนกระทั่งเล่มนี้

อย่าคิดว่า เล่มนี้จะเป็นเรื่องแนวพี่น้องรักกันเหลือเกินนะคะ บาดแผลมันเยอะเกินกว่าจะเป็นเช่นนั้น แต่เป็นเรื่องที่ทั้งไมลส์ และมาร์คค้นพบจุดตรงกลางที่พวกเขาอยู่ร่วมกันได้ และเข้าใจตัวตนของอีกฝ่ายมากขึ้น 

ฉากในช่วงตอนท้ายเรื่อง เป็นการอ่านที่ยากลำบากมาก ๆ สำหรับเรา มันไม่ใช่สิ่งที่เกิดขึ้นบ่อยครั้งนักในโรแมนซ์ ซึ่งเป็นหนังสือแนวที่เราอ่านเป็นประจำ (แม้ว่า จะไม่ได้ถึงกับเลวร้ายเมื่อเทียบกับหนังสือหลายเล่มที่เขียนแบบนี้ในแนวอื่น) ส่วนหนึ่งเพราะเราผูกพันกับคาแร็คเตอร์ไปมากแล้ว ลงทุนทางอารมณ์กับเขาไปก็เยอะ คนแต่งใจร้ายมาก แต่ก็เป็นการใจร้ายที่จำเป็น เพราะมาร์คคงจะไม่มีวันเป็นคนที่เขา (ถูกลิขิตให้) เป็น หากไม่ได้ผ่านเหตุการณ์นี้ 

และเมื่อมาถึงฉากที่มาร์คเริ่มต้นเจรจาต่อรองกับบารอนเฟล เราก็รู้ในทันทีว่า ไม่ว่าสิ่งที่เกิดขึ้นกับมาร์คขณะที่เขาถูกจับอยู่ในแจ๊คสันสโฮล และถูกเข้าใจผิดว่า เป็นนายพลไนสมิธจะเลวร้ายขนาดไหน เขาจะโอเค เราขอบอกว่า ตอนอ่านฉากนั้น กรี๊ดสลบมาก เท่ห์ที่สุด ยังนึกไม่ออกว่า ไมลส์เคยเท่ห์ขนาดนี้เลยไหม

ในท้ายที่สุด คนแต่งทำให้มาร์คกลายเป็นมนุษย์สำหรับเรา และแยกเขาออกเด็ดขาดจากไมลส์ แม้ทั้งคู่จะมีดีเอ็นเอที่เหมือนกันทุกประการ แต่มาร์คไม่ใช่ไมลส์ ไม่สามารถแทนที่เขาอย่างที่ถูกฝึกมาได้ แต่ในขณะเดียวกันมาร์คก็มีความเป็นตัวเอง ที่แตกต่าง ทั้งที่เก่งกว่า (ในเรื่องการต่อสู้) และแย่กว่า (ในเรื่องการวางแผนการรบ) ไมลส์

และเล่มนี้เป็นเล่มแรก หลังจากบาร์รายาร์ ซึ่งก็ตั้งยี่สิบแปดปีก่อนแล้ว ที่คนอ่านได้มองเห็นสภาพสังคมบนดาวบาร์รายาร์ การได้กลับไปเยี่ยมเยียนอีกครั้ง คราวนี้ผ่านสายตาของมาร์ค ทำให้เรารู้สึกเข้าใจดาวดวงนี้ได้ดียิ่งขึ้น (ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญมาก สำหรับการอ่านเรื่อง Memory ซึ่งเป็นเล่มต่อจากเล่มนี้) เราได้มองเห็นคาแร็คเตอร์อื่น ๆ ที่อยู่รอบกายของไมลส์ แต่ได้เห็นอีกด้านนึงของพวกเขาผ่านสายตาของมาร์ค 

ความเข้มแข็งของคอร์ดีเลียที่ต้องอยู่กับความจริงที่ว่า ลูกชายคนนึงของเธออาจจะตายไปแล้ว และลูกชายอีกคน คนที่เธอไม่รู้จักด้วยซ้ำ เต็มไปด้วยบาดแผล  เล่มนี้แสดงความเป็นชาวบีตันของคอร์ดีเลียได้ชัดแจ้ง ในการที่เธออ้าแขนยอมรับมาร์คอย่างไม่มีข้อแม้ ในขณะที่แอรัลกลับมีปัญหากับมันด้วยวัฒนธรรมบาร์รายาร์ที่เขาถูกเลี้ยงดูขึ้นมา

ฉากที่เธอพูดถึงรสนิยมทางเพศของแอรัลก็เปิดตาเรา (ในฐานะคนอ่านอย่างยิ่ง) และทำให้เราเข้าใจความรู้สึกที่แอรัลมีต่อคอร์ดีเลีย รวมไปถึงฉากบอกรักครั้งแรก (ใน Shards of Honor) ได้ดียิ่งขึ้น ซึ่งสำหรับแฟนแนวโรแมนซ์ อาจจะรู้สึกแปลก ๆ ไปบ้างนะคะ แต่เราว่า ลงตัวสำหรับคู่แอรัลและคอร์ดีเลียอย่างยิ่ง 

พูดถึงเรื่องนี้แล้ว อดไม่ได้ต้องนึกถึงฉากอำลาระหว่างเบล และไมลส์ ซึ่งเบลที่เป็นกระเทยแท้ (เป็นผลผลิตของการดัดแปลงพันธุกรรมให้คนมีสองเพศเมื่อหลายร้อยปีก่อน เบลเกิดมาตามพันธุกรรมนั้น) และแอบปิ๊งนายพลไนสมิธมานานหลายปี จูบลาไมลส์ และเขาก็จูบตอบ น่ารักจัง

และในเล่มนี้เกรเกอร์ก็เปล่งรัศมีมาก (แต่ก็ยังไม่เท่ากับที่เขาเป็นใน Memory) จากสิ่งที่เราได้เห็นในตัวตนของเขาตอนที่อ่าน The Vor Game เราไม่แปลกใจนะคะ แต่กระนั้นก็ยังทึ่ง และอึ้งไปกับความลึกที่เขามี การที่เขาเรียกมาร์คไปพบ และการยอมรับอย่างไม่มีข้อสงสัยต่อมาร์ค นี่เป็นส่วนสำคัญอย่างยิ่งที่ทำให้มาร์คมีความเชื่อมั่นในบาร์รายาร์ และต่อตัวของเขาเอง นี่เป็นความคิดของมาร์คตอนที่ได้รับการสนับสนุนจากเกรเกอร์ให้กลับไปที่แจ๊คสันสโฮลเพื่อตามร่องรอยของไมลส์ เกรเกอร์รู้จักตัวตนของเขาเองก่อนที่เขาจะรู้ตัวเสียอีก (และนี่เป็นเครื่องหมายของการเป็นผู้นำที่ยอดเยี่ยม)

"He knew. He knew it before I did. Lord Mark Vorkosiganwas a real person." p. 324

สำหรับเรื่องที่ไมลส์แทบจะไม่มีบท สนุกกว่าที่คิดมาก ๆ 

คะแนนที่ 87

ป.ล. แค่คิดว่า จะเขียนรีวิวเรื่อง Memory ก็เครียดแล้วค่ะ เราจะบรรยายถึงหนังสือเล่มนี้ยังไงไม่ให้ออกมาด้อยกว่าคุณค่าของมัน และทำให้คนเข้าใจได้ว่า หนังสือเล่มนี้มันดีมากขนาดไหน

Comment

smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry หัวใจ   ขันน้ำ
smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry หัวใจ

Tweet

นี่แหละค่ะ ตัวละครที่ทำให้เราสลบหลายหลังได้ยิ่งกว่าเกรกอร์ซะอีก กรี๊ดสุดๆกับฉากบารอนเฟลด้วยค่ะ จากนั้นก็กรี๊ดยาวไปจนจบเรื่อง กลายเป็นแฟนหนูมาร์คไปเลย คุณบุโจลด์ทำกะเราได้ >o<

#1 By chihaya on 2012-02-15 09:19