Confessions from An Arranged Marriage // Miranda Neville

posted on 24 Oct 2012 16:05 by maxtreme in C-Club, Historical directory Fiction

หยิบเล่มนี้มาอ่านแบบเพื่อฆ่าเวลาค่ะ เพราะผิดหวังเล็ก ๆ ตอนที่อ่านเรื่อง The Amorous Education of Celia Seaton // Miranda Neville ก็เลยไม่คิดอะไรมาก อีกอย่างคาแร็คเตอร์ในเรื่องก็ดูไม่ได้น่าสนใจอะไรเลยตอนที่พวกเขาออกมามีบทในเล่มก่อนหน้าอีกต่างหาก

จริง ๆ เราน่าจะเรียนรู้นะคะ เพราะหนังสือทุกเล่มของมิแรนดา เนวิลล์เป็นแบบนี้เสมอ มีคาแร็คเตอร์ที่ดูไม่ค่อยน่าสนใจ ราบเรียบ แต่พอเอาเข้าจริง พวกเขามีความลึกมากกว่าที่ตาเห็น เล่มนี้ก็เป็นแบบนั้น และความลึกของเบลคลีย์ พระเอกในเรื่องก็ทำให้เราหลงเข้าไปในเรื่องนี้อย่างหมดตัวเลยล่ะ

Confessions from An Arranged Marriage ของมิแรนดา เนวิลล์

เรื่องนี้หากจะถือเป็นเล่มที่สี่ในชุด The Burgundy Club ก็ย่อมได้นะคะ เพราะแม้ทั้งพระเอกนางเอกจะไม่ใช่สมาชิกในสมาคมแห่งนี้ แต่พระเอกนางเอกก็เป็นญาติผู้พี่ของพระเอก และน้องสาวของนางเอกเล่มสอง (The Dangerous Viscount)

มิเนอวา มอนท์โทรสรู้ดีว่า เธอต้องการผู้ชายแบบไหนมาเป็นสามี หญิงสาวผู้ซึ่งใส่ใจในเรื่องแวดวงการเมืองมาตั้งแต่เด็กตั้งเป้าหมายถึงชายในอุดมคติไว้แล้ว เธอต้องการสมาชิกในรัฐสภา เขาจะต้องมีความเห็นที่ตรงกับเธอ และจะต้องเป็นส่วนหนึ่งในแผนการที่มิเนอวาจะสร้างให้เขาเป็นนายกรัฐมนตรีของอังกฤษในอนาคต เธอถึงขนาดเล็งชายคนนั้นเอาไว้แล้วในคืนงานเปิดตัวเธอสู่วงสังคม

และชายคนนั้นไม่ใช่มาร์ควิสแห่งเบลคลีย์ เพราะแม้ว่าเบลคจะมาจากตระกูลผู้ทรงอิทธิพลทางการเมือง บิดาของเขาผู้เป็นถึงดยุคคุมอำนาจเสียงสำคัญในรัฐสภา แต่เบลคคือชายเสเพลที่ไม่มีความรับผิดชอบ เขาคือลูกไม้ที่หล่นไกลต้นเอามาก ๆ

แต่เธอก็ไม่มีทางเลือก เมื่อความเข้าใจผิดนำไปสู่การที่มีคนเห็นเธอและเบลคอยู่ด้วยกันตามลำพัง ไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากการแต่งงาน  มิเนอวาไม่ได้โง่ขนาดจะคิดว่า ด้วยเรื่องอื้อฉาวขนาดนี้ เธอจะยังมีทางออกอื่นเหลืออยู่อีก

สิ่งที่มิเนอวาไม่รู้ รวมทั้งคนอื่น ๆ ในครอบครัวของเบลคด้วยก็คือ การที่เบลคเป็นชายแบบที่ทุกคนคิดว่าเขาเป็น เพราะเบลคมีความลับบางอย่าง เบลคเป็นหนึ่งในพระเอกในโรแมนซ์ย้อนยุคที่เป็นโรคดิสเล็กเซีย และนี่ก็คือสิ่งที่ดึงดูดเราเข้าไปในหนังสือเล่มนี้

โรคอ่านหนังสือไม่ออกกำหนดชีวิตทุกอย่างของเบลค ในฐานะทายาทของดยุค เขาถูกคาดหวังโดยคนรอบข้างว่าจะต้องประสบความสำเร็จในทุกอย่าง แต่ดิสเล็กเซียทำให้เขาไม่อาจไปถึงความคาดหวังของทุกคนได้ และในยุคสมัยที่คนไม่เข้าใจโรคชนิดนี้ นั่นไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะใช้ชีวิต

เบลคยินดีที่จะถูกเรียกว่า "ขี้เกียจ" มากกว่าจะยอมให้คนรับรู้ว่า เขาเป็น "คนโง่" (สำหรับเบลคแล้ว การที่เขาอ่านไม่ออกไม่ใช่อาการป่วย แต่เป็นความบกพร่องของตัวเอง) เขาแสดงความไม่สนใจต่ออะไรที่เกี่ยวข้องกับการใช้สติปัญญา เพราะเขาไม่ต้องการให้ความลับนี้แพร่หลายออกไป นั่นคือพื้นฐานของการใช้ชีวิตมาตลอดของเบลค

และมันก็เป็นการปรับตัวที่เยอะมากสำหรับมิเนอวา เธอไม่ได้คาดหวังว่าจะเป็นมาร์ชันเนส หรือกระทั่งดัชเชส เธอต้องการส่งสาร์นความคิดของตัวเองออกไป ซึ่งในสังคมอังกฤษยุคนั้น ผู้หญิงไม่มีสิทธิอะไรทั้งสิ้น ทางเดียวที่มิเนอวาทำได้ก็คือ การเป็นผู้หญิงที่อยู่เบื้องหลังความสำเร็จของสามี เธอตั้งเป้าหมายและเลือกชายคนนั้นเอาไว้ และเขาไม่มีอะไรคล้ายเบลคเลย สำหรับเธอเบลคมีทุกอย่างในชีวิต แต่เลือกที่จะทิ้งมันไปกับเรื่องไร้สาระ

เรื่องนี้จึงเป็นเรื่องราวของการเรียนรู้ที่จะรู้จักกัน และไว้ใจกัน เรายอมรับนะคะว่า หงุดหงิดไปกับมิเนอวาเยอะมาก เพราะแม้จะพยายามบอกตัวเองว่า เธอไม่รู้ว่าเบลคเป็นโรคดิสเล็กเซีย เธอก็ดูถูกเขาเยอะมาก และมองเขาในแง่ร้ายเกือบตลอด รวมทั้งการกระทำหลายอย่างของเธอก็ดูเห็นแก่ความต้องการของตัวเองเพียงอย่างเดียว

เราชอบพระเอกค่ะ เรียกว่าเขาเป็นไฮไลท์ของเรื่องเลยก็ได้ เบลคมีบทบาทสำคัญในเล่มสองของชุดเรื่อง The Dangerous Viscount โดยเขาคือคนที่ทำให้ญาติผู้น้องเจ็บช้ำน้ำใจ ทั้งกลั่นแกล้งเซบาสเตียนในวัยเด็ก จนทำให้เป็นบาดแผลลึกทางจิตใจของเซบาสเตียนจนโต การได้อ่านเรื่องนี้ทำให้เรายิ่งมองเห็นความจริงของคำพูดที่ว่า มีความจริงสองด้านเสมอ

ในเล่มนี้เราได้เห็นมุมมองอีกด้านนึงในความสัมพันธ์ระหว่างเบลคและเซบาสเตียน เพราะสำหรับเบลคแล้ว เซบาสเตียนคือคนที่เข้ามาแย่งความรักของพ่อ เซบาสเตียน เด็กชายที่เรียนเก่ง ชอบอ่านหนังสือ (ในขณะที่เบลคทำยังไงก็อ่านหนังสือไม่ออก) เป็นหลานชายคนโปรดของผู้เป็นบิดา เซบาสเตียนคือคนที่เบลคอยากเป็น แต่ก็เป็นไม่ได้ เราเข้าใจแรงขับดันในการกระทำของเบลคจากเล่มนี้ และทำให้มองเขาด้วยสายตาที่เปลี่ยนไป

นอกจากนี้เราก็ชอบตรงที่คนแต่งไม่ได้คลี่คลายความบาดหมางระหว่างเบลคและเซบาสเตียนอย่างง่ายดาย ไม่จนกระทั่งตอนใกล้จบเรื่องที่ (สปอยล์) เซบาสเตียนได้รู้ความจริงเกี่ยวกับอาการอ่านหนังสือไม่ออกของเบลค และทั้งคู่ไม่ได้กลายมาเป็นเพื่อนสนิทต่อกันและกัน บาดแผลในวัยเด็กมันมากเกินไป แต่อย่างน้อยก็ไม่ได้เป็นศัตรูกันอีกต่อไป

มีประเด็นที่รบกวนใจของเราตลอดเวลาที่อ่านเรื่องนี้นะคะ นั่นก็คือ การที่มิเนอวายัดเยียดความคิดของเธอให้กับเบลค บงการให้เขาตัดสินใจทางการเมืองตามแบบที่เธอเห็นดีงามด้วย อย่างที่บอกค่ะ เรามีปัญหากะมัน แต่หลังจากอ่านไปเรื่อย ๆ จนใกล้จบเล่มเราก็คิดออกค่ะว่าทำไมเรื่องจึงออกมาเป็นเช่นนั้น นั่นก็เพราะว่า สำหรับเบลคเรื่องการเมืองไม่ใช่เรื่องสำคัญสำหรับเขา เบลคมีความสนใจเป็นของตัวเอง และมันไม่ใช่การเมืองแบบเดียวกับที่มิเนอวาใส่ใจ แต่ในขณะเดียวกันเพราะเบลคเป็นทายาทของดยุค และ (สปอยล์) ดยุคในที่สุด มุมมองทางการเมืองของเขาเป็นที่ต้องการจากคนทั่วไป เบลคไว้ใจมิเนอวาว่า เธอจะเลือกตัดสินใจในทางที่ดีที่สุด เขาจึงไม่รังเกียจที่จะใช้มุมมองและความเห็น (รวมทั้งคำพูด) ของเธอสื่อความออกไป

พอคิดประเด็นนี้ตก เราก็มีความสุขกับการอ่านเรื่องนี้มาก เพราะตอนแรกขัดใจที่ดูเหมือนมิเนอวาบังคับให้เบลคคิดตามที่เธอคิด (ซึ่งจริง ๆ เราก็ถูกนะคะ มิเนอวาบังคับให้เบลคคิดเหมือนเธอจริง ๆ) เพียงแต่เราเข้าใจแล้วว่า ทำไมเบลคจึงยอมทำตามที่เธอบงการ

จริง ๆ ก็ชอบเล่มนี้มากค่ะ แต่ก็คงต้องบอกตามตรงว่า เราอดไม่ได้ที่จะเอาเรื่องนี้ไปเทียบกับ As You Desire ของคอนนี บร็อคเวย์ เพราะแม้สองเรื่องนี้จะมีพล็อตที่แตกต่างกันมาก คนที่อ่านเรื่องโน้นก็คงรู้ว่า ทำไมเราถึงเอาไปเปรียบเทียบ เรื่องนี้ก็ยังเป็นรองอยู่หลายขุม เราผิดหวังตรงที่อารมณ์ของเรื่องนี้ยังไม่แรงเท่าที่เราคาดหวังเอาไว้ นี่เป็นจุดด้อยที่เด่นชัดที่สุดสำหรับเราที่มีต่อเรื่องนี้ค่ะ

คะแนนที่ 73

Comment

Comment:

Tweet