The Shadow Keepers Bk 1 - 6 // J.K. Beck

posted on 31 Oct 2012 15:55 by maxtreme in C-Club, D-Club, Paranormal directory Fiction

นี่เป็นหนังสือที่เราดองยาวตั้งแต่เล่มแรกจนถึงเล่มสุดท้าย (คาดว่าจะเป็นเล่มสุดท้ายแล้วล่ะค่ะ เพราะตอนนี้คนแต่งหันไปเขียนเรื่องแนวฟิฟตี้เชดซะแล้ว) ซึ่งก็ดีไปอย่างนะคะ เราหยิบมาอ่านต่อกันได้โดยไม่ติดขัด และไม่ต้องมานั่งตัดสินใจว่า จะซื้อเล่มต่อไปมาอ่านดีไหม เพราะยังไงก็ซื้อมาแล้ว แม้จะไม่ถึงกับสนุกมากมาย แต่ก็อ่านได้ไม่ถึงเสียเวลา

ก่อนเขียนรีวิวเราคงต้องบอกความรู้สึกโดยรวมต่อหนังสือชุดนี้เล็กน้อยนะคะ นี่เป็นหนังสือชุดที่มีคาแร็คเตอร์ที่หมิ่นเหม่ทางศีลธรรมที่สุด ไม่ต้องคิดมากนะคะ เราหมายความถึงมาตรฐานทางด้านศึลธรรมของเรื่องในชุดนี้มีหลายระดับ คือในการกระทำเดียวกัน แบบเดียวกันเลย ถ้าเป็นคนร้าย ก็จะมีโทษถึงตาย ต้องโดนตามล่าไล่ฆ่าจากพวกพระเอก แต่ถ้าเป็นกลุ่มเดียวกับพระเอก แม้จะทำการกระทำเดียวกัน ก็จะหาทางช่วยให้ได้ แถมจะกลายมาเป็นพระเอกเล่มต่อไปอีกต่างหาก 

เราไม่ค่อยอ่านเจอเรื่องแบบนี้ค่ะ อีกอย่างก็คือ ตัวละครรองในเล่มนี้ไม่มีใครปลอดภัยนะคะ ส่วนใหญ่ตายกันเรียบ ยกเว้นพระนางเล่มหน้าโอกาสรอดก็เยอะหน่อย

 

When Blood Calls ของเจเค เบ็ค

เรื่องนี้เป็นเล่มแรกในชุด The Shadow Keepers หนังสือแนวพารานอมอลอีกชุดนึงซึ่งมีคอนเซ็ปต์แตกต่างจากชุดอื่นเล็กน้อยตรงนี้ เรื่องจะโฟกัสที่กระบวนการยุติธรรมในโลกเหนือธรรมชาติ ซึ่งมีกฎเกณฑ์ไม่แตกต่างจากโลกมนุษย์ของเรา เมื่อแวมไพร์ หรือหมาป่าทำผิด พวกเขาก็จะถูกจับโดยหน่วยตำรวจเฉพาะกิจ ถูกฟ้องศาลดำเนินคดีโดยอัยการของรัฐ เพียงแต่จะมีระบบแยกต่างหากออกมา

แน่นอนว่า นี่ไม่ใช่การฆาตกรรมรายแรกของลูเซียส ดราโก แวมไพร์ที่มีอายุมากกว่าพันปี แต่นี่เป็นครั้งแรกที่มีหลักฐานมากพอที่จะจับเขามาดำเนินคดี และอัยการที่ได้รับมอบหมายให้ฟ้องคดีของเขาก็คือ ซารา คอนสแตนติน ที่เมื่อไม่กี่วันก่อนเธอยังทำงานในสำนักงานอัยการเขตลอสแองเจลิส ฟ้องผู้ร้ายที่เป็นคนธรรมดาทั่วไป แต่ผลงานของเธอก็เป็นถูกเตะตาของผู้มีอำนาจ ทำให้ซาราถูกย้ายมาอยู่หน่วยที่หก หน่วยงานลับที่สังกัดกระทรวงความมั่นคงแห่งมาตุภูมิ หรือความจริงก็คือหน่วยงานของรัฐที่จัดการเกี่ยวกับกลุ่มผู้มีพลังเหนือธรรมชาติ

ความยุ่งยากของซาราที่นอกจากจะต้องปรับตัวให้ยอมรับว่า มีอีกโลกนึงซ่อนอยู่ภายใต้ความธรรมดา ก็คือนี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่เธอได้เจอกับลุค เมื่อหลายวันก่อน (ที่เธอจะมารับตำแหน่งใหม่) ทั้งคู่มีความสัมพันธ์ชนิดชั่วข้ามคืนด้วยกัน มันเป็นคืนที่ซาราไม่อาจลืมได้ลง และยังคาดหวังว่าจะได้มีโอกาสเจอกับหนุ่มลึกลับคนนั้นอีกครั้ง แต่เธอไม่คิดว่า จะได้มาเจอกับเขาในคุก

ลุคถูกกล่าวหาว่าฆาตกรรมผู้พิพากษา (ของศาลชาวเหนือธรรมชาติ) ในฐานะของมือสังหารประจำสภา (ชาวเหนือธรรมชาติ) ลุคไม่เคยผิดพลาด แต่บางอย่างเกิดขึ้น ความลับที่ดูเหมือนจะมีลุคเท่านั้นที่รู้ แผนการถูกวางขึ้น และมันจำเป็นที่เขาจะต้องถูกกล่าวหาว่าเป็นคนกระทำความผิด

และแม้ร่อยรอยจะชี้ไปที่ลุค แต่ซาราตัดสินใจตรวจสอบหลักฐานอีกครั้ง ในขณะเดียวกันความสัมพันธ์ระหว่างเธอและเขาก็คุขึ้นมาอีก 

ปัญหาใหญ่ ชนิดใหญ่จริงๆ ใหญ่มาก ๆ สำหรับเราก็คือ สถานภาพของซาราในเรื่อง เรายอมรับไม่ได้ค่ะที่อัยการจะไปมีความสัมพันธ์ทางเพศกับจำเลย และไม่ว่าคนแต่งจะพยายามบอกว่า เจ้านายของซาราเข้าใจยังไง มันก็ไม่ทำให้เราเปลี่ยนความคิดหรอกนะคะ เราโอเคกับการที่เธอและลุคมีอะไรกันมาก่อนที่เธอจะมารับงาน แต่การที่เธอยังมีความสัมพันธ์กับเขาต่อ (โดยที่เจ้านายก็รับรู้) แล้วไม่มีใครสักคนลุกขึ้นมาพูดว่า "มันผิด" เรารับไม่ได้อย่างแรงค่ะ 

มันไม่สนุกสำหรับเรานะคะ มันผิดจรรยาบรรณ และซาราสมควรถูกไล่ออก

ประเด็นนี้แหละค่ะ ทำให้เราอ่านไปก็ด่าไป จริง ๆ พฤติกรรมอย่างอื่นของนางเอกก็ไม่ได้เลวร้าย แต่นี่เป็นเรื่องใหญ่สำหรับเราค่ะ ทำใจยังไงก็ยอมรับไม่ได้ และไม่เห็นว่ามันโรแมนติกด้วย 

ในแง่ของพล็อตสืบสวนว่า แท้จริงแล้วเกิดอะไรขึ้นกันแน่ ขอบอกว่า เดาได้ง่ายมาก (สปอยล์) ส่วนหนึ่งเพราะพล็อตคล้ายกับเรื่อง Death's Mistress ของคาเรน แชนซ์ก็ว่าได้ค่ะ เลยดูออกตั้งแต่เริ่มต้นเรื่อง ซึ่งทำให้สามารถเข้าใจการกระทำของลุคได้ทั้งหมด 

โดยรวมเป็นเรื่องเปิดชุดที่ไม่ได้น่าประทับใจอะไรมากนัก แม้จะมีตัวละครหลายตัวที่แบะท่าว่าจะเป็นพระเอกเล่มต่อไปออกมาให้ดูตัวกันบ้าง แต่เนื่องจากไม่รู้ว่าจะหยิบอะไรมาอ่านต่อดี ก็เลยอ่านเล่มสองต่อค่ะ

เล่มนี้คะแนนที่ 60

 

When Pleasure Rules ของเจเค เบ็ค

เรื่องนี้เป็นเล่มสองในชุด แต่ไม่เข้าใจค่ะ เพราะดันเลือกเล่าเรื่องของตัวละครที่ไม่มีบทบาทในเล่มแรกเลยแม้แต่น้อย คราวนี้เรื่องพาคนอ่านไปยังกลุ่มมนุษย์หมาป่ากันบ้าง

วินเซ็นต์ แรนด์เป็นมือสังหารประจำเผ่าหมาป่า ซึ่งมีที่มั่นอยู่ที่กรุงปารีส เขาได้รับคำสั่งจากผู้นำให้เดินทางมาลอสแองเจลิสเพื่อสืบหาความจริงเกี่ยวกับข่าวลือที่ใส่ร้ายหัวหน้าของเขา แต่การมาเยือนของแรนด์ไม่ได้รับการต้อนรับจากกลุ่มแวมไพร์ที่ยึดเอาเมืองแห่งนี้เป็นที่มั่นเท่าไหรนัก

จากเหตุการณ์ในเล่มก่อนหน้า ผู้นำหมาป่าวางแผนที่จะยึดเอาลอสแองเจลิสเป็นที่มั่นของตัวเองด้วยการใส่ความว่า แวมไพร์ออกไล่ฆ่ามนุษย์ เพื่อจะทำให้ผู้นำแวมไพร์ดูไม่มีน้ำยาในการควบคุมลูกน้องของตัวเอง แต่แผนการนี้ก็ถูกจับได้ และล้มเลิกไปแล้ว ทว่ากลับมีมนุษย์ที่ถูกแวมไพร์ฆ่าตายอยู่เกลื่อนเมือง และคดีนี้กำลังสร้างความสั่นคลอนให้กับทั้งผู้นำของหมาป่า (ที่ถูกหาว่าจัดฉากให้เกิด) และแวมไพร์ (ซึ่งเป็นเจ้าของถิ่น แต่ควบคุมเหตุการณ์ไว้ไม่ได้) ทำให้ตำแหน่งของทั้งคู่ในสภาชักจะไม่มั่นคง 

แรงกดดันจึงถูกส่งมาที่แรนด์ในการสืบหาความจริง และในขณะเดียวกันก็มาถึงเหล่าแวมไพร์ในเมือง (ซึ่งก็คือตัวละครจากเล่มแรก) ทำให้กลุ่มผู้รักษากฎหมาย (ซึ่งแม้จะไม่ได้ทำงานให้กับแวมไพร์ แต่ต้องเคารพแวมไพร์ซึ่งเป็นผู้นำเมือง) วางแผนหาตัวคนผิด ซึ่งในสายตาของคนเหล่านี้ พวกเขายังคิดว่า หมาป่าคือตัวการ แผนการจึงเกิดขึ้นโดยที่พวกเขาใช้ลิสสา มอนโรว์ ปีศาจผู้เสพวิญญาณเป็นเครื่องมือในการล้วงเอาความจริงมาจากแรนด์ (ซึ่งเป็นตัวแทนของผู้นำหมาป่าในเมืองนี้) 

ลิสสาซึ่งมีคดีติดตัว จำเป็นต้องให้ความร่วมมือกับตำรวจ แต่งานของเธอก็ไม่ได้ถึงกับยากเย็นนัก เพราะเธอและแรนด์ได้มีโอกาสพบกันมาก่อน ความสามารถพิเศษของลิสสาก็คือ เธอสามารถมองเห็นความคิดของคนที่เธอเสพวิญญาณของพวกเขาได้ แต่แม้การเข้าใกล้แรนด์ไม่ใช่เรื่องยาก แต่เธอพบว่าตัวเองไม่อาจที่จะทรยศเขาได้

เรื่องนี้เรามีปัญหากับคาแร็คเตอร์ค่ะ เราเคยคิดมาตลอดนะคะว่า ตัวเองเป็นคนเปิดกว้าง และยอมรับตัวละครที่มีมลทินแบบไหนมาก่อนได้ แต่เราเปลี่ยนความคิดตอนที่มาเจอกับแรนด์และลิสสาค่ะ 

แรนด์เป็นอดีตสมาชิกแก๊งค์ที่กลายเป็นทหาร ก่อนที่จะถูกกัดแล้วมาเป็นหมาป่า เขาฆ่าคนตายครั้งแรกตอนอายุเก้าขวบ ตามคำสั่งของญาติ เพื่อรอยสักเครื่องหมายเอ็กซ์เป็นข้อมือ จากนั้นการฆ่าก็เป็นเรื่องง่ายของเขา เราชอบตัวละครที่มีด้านมืดนะคะ แต่ที่รบกวนใจของเราก็คือ ไม่มีความรู้สึกผิดในจิตใจของเขาเลยสักนิดเดียว แรนด์ยอมรับอดีต กับการกระทำที่เลวร้ายของตัวเองแบบหน้าชื่นตาบาน ไม่มีความเสียใจ เรายอมรับทัศนคตินี้ไม่ได้ค่ะ 

ส่วนลิสสา ด้วยความที่เป็นปีศาจและจำเป็นต้องเสพวิญญาณเพื่อให้มีชีวิตรอด สภาพสังคมของปีศาจแบบเธอก็คือ การเกิดใหม่ซ้ำแล้วซ้ำอีก (เกิดเป็นปีศาจเหมือนเดิม) โดยใครก็ตามที่เลี้ยงดูเธอ ก็จะมีสิทธิในชีวิตของเธอ เป็นเจ้านายของเธอ การเกิดใหม่ทำให้ลิสสาจดจำอดีตไม่ได้ เธอเอาชีวิตรอด และซื้ออิสระของตัวเอง เรื่องพยายามบอกว่า ลิสสาเป็นคนดี เพราะเธอพยายามซื้ออิสรภาพให้กับปีศาจชนิดเดียวกับเธอคนอื่น โดยเฉพาะคนที่ถูกเจ้านายทารุณ ด้วยความสามารถพิเศษ ลิสสาอ่านจิตใจชายคนที่เธอเสพวิญญาณพวกเขาได้ ทำให้เธอรู้ความลับมากมาย และใช้ความลับนั้นมาสร้างความมั่นคงให้กับตัวเอง  เล่าถึงตรงนี้เรายังโอเคกับเธออยู่นะคะ เราไม่มายด์เรื่องเธอเป็นปีศาจที่ใช้เซ็กส์เป็นเครื่องมือ แล้วนอนกับชายไปทั่ว นั่นคือลักษณะของปีศาจแบบที่เธอเป็น เรายังโอเคอยู่ค่ะ

เราไม่โอเคก็ตอนที่เธอถูกแบล็คเมลล์ให้ไปทำร้ายชายคนนึง เสพวิญญาณของเขาจนหมด ลิสสายอมทำตามคำข่มขู่ แม้ในใจตามประสานางเอกเธอบอกว่า จะไม่ทำตามทั้งหมด แต่ผลลัพธ์ก็คือ เธอเสพวิญญาณชายคนนั้นจนหมด ซึ่งส่งผลให้เขากลับไปบ้านฆ่าเมีย และลูกอีกสองคน พร้อมทั้งฆ่าตัวตาย เรื่องพยายามบอกว่า ชายคนนี้เลว ชั่วร้าย แต่เรื่องก็บอกชัดเจนว่า ที่เขาฆ่าครอบครัวของตัวเองเพราะเขาปราศจากวิญญาณที่จะยึดเหนี่ยวการกระทำอีกต่อไป 

เราให้อภัยนางเอกไม่ได้ค่ะ โดยเฉพาะเมื่อเธอรู้ผลของการกระทำของตัวเองดีอยู่แล้ว แต่ก็ยังจะทำ 

บางทีพระนางเรื่องนี้อาจจะเหมาะสมต่อกันและกันก็ได้นะคะ แต่เราไม่ชอบพวกเขาทั้งคู่ค่ะ

ซึ่งน่าเสียดายนะคะ เพราะเราคิดว่าพล็อตเรื่องนี้ค่อนข้างน่าสนใจ การหาตัวคนร้ายว่าใครกันแน่ที่อยู่เบื้องหลังการไล่ฆ่ามนุษย์  พล็อตส่วนนี้เขียนได้น่าติดตามดีค่ะ น่าเสียดายที่ตัวละครไม่เวิร์คสำหรับเรา

คะแนนที่ 57

 

When Wicked Craves ของเจเค เบ็ค

เรื่อง นี้เป็นเล่มที่สามในชุด และในที่สุดก็มาถึงเรื่องราวของนิโคลัส มอนเตกิว ซึ่งเราคิดว่า เป็นคาแร็คเตอร์ที่น่าสนใจที่สุดแล้วล่ะ 

นิโคลัสเป็นทนายความจำเลยซึ่งมีบทบาทพอสมควรในสองเล่มแรก เราอยากอ่านเรื่องของเขาเพราะรู้สึกถึงความขัดแย้งกันดีของตัวละครที่เป็นแวมไพร์ แต่ในขณะเดียวกันก็เป็นทนายความ แต่ก็อาจจะเป็นเพราะความคาดหวังนี้ก็ได้นะคะ เลยทำให้ผิดหวังเล็กน้อยเมื่อพออ่านจริงกลับเจอว่า เล่มนี้นิคไม่ได้แสดงความสามารถทางกฎหมายของเขาเลย กลับกลายเป็นแวมไพร์ที่พานักโทษประหารแหกคุกซะนี่

เพตรา แลงค์ไม่ได้ทำความผิดอะไรสักนิดเดียว แต่เธอกำลังรอรับโทษประหารจากคำสั่งของสภาผู้เหนือธรรมชาติ นั่นเพราะคำสาปที่แฝงอยู่ในร่าง เพตราไม่อาจสัมผัสใครได้ เพราะเพียงครั้งเดียวเธอจะปลุกปีศาจให้ตื่นขึ้นในกายของคนผู้นั้น ปีศาจที่เลวร้าย และเก่งกาจชนิดไม่มีใครทัดเทียม และจากคำทำนายโบราณที่สมาชิกสภาได้รับมาที่บอกว่า ปีศาจที่เพตราสร้างขึ้นจะออกไล่ล่าและฆ่าสมาชิกสภา ทำลายล้างกฎเกณฑ์แห่งโลกเหนือธรรมชาติแห่งนี้ ก็ทำให้การมีชีวิตอยู่ของเพตราก็เป็นความเสี่ยงที่ไม่อาจยอมรับได้

ขณะที่กำลังรอความตาย ชายลึกลับปรากฎตัวขึ้น และช่วยเธอแหกคุกออกมาได้สำเร็จ นิคอาจจะเป็นทนายว่าความให้กับหญิงสาว แต่นั่นไม่ใช่เหตุผลที่เขาช่วยเธอ เซิร์จ เพื่อนสนิทของเขาซึ่งถูกเพตราสัมผัส (เหตุการณ์ในตอนจบของเล่มสอง) กำลังรอคอยความตาย และนิคคิดว่า มีเพียงเพตราเท่านั้นที่จะแก้คำสาปได้ ดังนั้นนิคจึงไม่อาจปล่อยให้เธอตายได้ และแม้จะเสี่ยงต่อการลงโทษ เขาก็ตัดสินใจวางแผนพาเธอออกมา

และนั่นทำให้ทั้งนิคและเพตราถูกตามล่าจากทุกคน ทั้งคู่ต้องแข่งกับเวลาในการหาทางแก้ไขคำสาป ซึ่งสืบทอดตกมาตามลำดับของคนในตระกูลแลงค์ ในเวลาเดียวกันเซิร์จซึ่งถูกนิคจับขังเอาไว้ (เพื่อไม่ให้อาลวาดออกไปทำร้ายใคร) ก็เข้มแข็งขึ้นมาเรื่อย ๆ คำทำนายอันน่าหวาดกลัวกำลังจะเป็นความจริง

คนเพียงคนเดียวที่นิคคิดออกว่าอาจจะช่วยเขาได้ ก็คือพ่อมดจากในอดีต คนที่นิคเรียกว่าเพื่อน แต่เขากลับทรยศชายคนนั้น แต่ไม่มีทางเลือก นิคต้องกลับไปปารีสเพื่อตามหาพ่อมดคนนั้นให้เจอ ด้วยความหวังว่าจะช่วยลบคำสาปได้

เรื่องนี้ลงตัวมากกว่าเรื่องอื่นค่ะ ส่วนหนึ่งเพราะเราไม่ขัดใจในส่วนของตัวละคร เราโอเคกับทั้งนิคและเพตรา แม้จะผิดหวังเล็กน้อยที่เรื่องนี้กลายเป็นแนวพารานอมอลทั่วไป เราคาดหวังว่าเรื่องของนิค ทนายความจำเลยผู้เก่งกาจจะเป็นเรื่องในมุมมองของการต่อสู้ทางศาล แต่มันก็แค่การไล่ล่าต่อสู้กันไปเท่านั้นเอง

ในแง่นึงเรื่องนี้น่าสนใจตรงที่ไม่มีคนร้ายอย่างแท้จริง กระทั่งคนที่ตามล่าเพตราเองก็ไม่ใช่คนเลว พวกเขาเพียงแต่รับคำสั่ง และทำทุกอย่างเพื่อกำจัดภัยร้าย ซึ่งแน่นอนว่าอาจจะไม่ยุติธรรมต่อเพตราเท่าไหรนัก เธอไม่ได้ทำผิด แต่ต้องรับโทษเป็นความตาย เพียงเพราะสิ่งที่อาจจะเกิดขึ้น

อย่างไรก็ตาม การเขียนของคนแต่งทำให้เรารู้สึกเหมือนคนแต่งมองว่าคนที่ตามล่าเป็นคนเลว คือเราไม่ได้มองคนกลุ่มนี้ว่าเลวนะคะ เขาทำตามหน้าที่ ซึ่งในทางกลับกัน ถ้าโฟกัสอยู่ที่พวกเขา ก็อาจจะเป็นพระเอกก็ได้ (ที่ออกตามล่าปีศาจร้าย) นี่จึงเป็นการเลือกอย่างชัดเจน ถ้าเป็นกลุ่มพระเอกทำอะไรก็ดีไปหมด แต่ถ้าอยู่อีกฝ่ายก็ต้องเลวอย่างเดียว ทั้งที่จริง ๆ แล้วเป็นการกระทำที่ไม่แตกต่างจากกันเลย โดยเฉพาะ (สปอยล์) เมื่อพิสูจน์ได้ว่า คำทำนายนั้นเป็นจริง เซิร์จซึ่งควบคุมตัวเองไม่ได้ออกไล่ล่าสังหารสมาชิกสภาตายกันเรียบ ทำให้เห็นว่า การสั่งฆ่าเพตราก็ไม่ใช่การตัดสินใจที่ผิด (แม้จะผิดต่อเพตรา)

ปริศนาเกี่ยวกับคำสาปของเพตราทำให้เรื่องมีความน่าสนใจ สร้างความสงสัยให้เราอยากรู้ว่า มีที่มาที่ไปยังไง แต่สุดท้าย (สปอยล์) ก็ รู้สึกเหมือนคนแต่งหาทางออกแบบง่าย ๆ แล้วก็สรุปเรื่องบังเอิญเกินเหตุ ไหงกลายเป็นเพื่อนเก่าของนิคเองที่เป็นต้นตอแห่งคำสาป ง่ายไปไหมเนี่ย

คะแนนที่ 63

 

Midnight ของเจเค เบ็ค

เล่ม นี้เป็นเรื่องสั้นที่ออกขายในรูปแบบของอีบุ๊คก่อน จากนั้นก็ถูกพิมพ์รวมขายกับเรื่อง When Passion Lies ซึ่งเป็นเล่มสี่ในชุด แม้เหตุการณ์ในเล่มนี้เกิดขึ้นก่อนหน้าเล่มแรกในชุดด้วยซ้ำ แต่ก็มีความเกี่ยวเนื่องกับคู่พระนางในเล่มสี่อย่างมาก เราเลยนับให้เป็นเล่มที่ 3.5 แล้วกันนะคะ

เรื่องนี้เล่าถึงจุดเริ่มต้นสมัยวันวานยังหวานอยู่ของคาริส และไทเบอเรียส ซึ่งสำหรับคนที่อ่านสามเล่มแรกก็จะเจอว่า คนทั้งคู่นั้นได้เลิกรากันไปแล้วด้วยเหตุผลบางอย่างเมื่อยี่สิบปีก่อน และคาริสก็ทรยศไทเบอเรียส ซึ่งเป็นผู้นำเหล่าแวมไพร์ ด้วยการไปสวามิภักดิ์ต่อผู้นำแห่งหมาป่า ทั้งเธอยังเป็นเครื่องมือที่ผู้นำหมาป่าพยายามใช้ทำลายไทเบอเรียสจาก เหตุการณ์ในเล่มแรก (When Blood Calls) อีกต่างหาก

แต่ในเล่มนี้ เหตุการณ์เหล่านั้นยังไม่เกิดขึ้น คนอ่านถูกพาไปยังอดีตเมื่อหลายร้อยปีก่อน ในตอนที่คาริสยังเป็นมนุษย์ธรรมดาที่มีชื่อว่าคาริสสา เดอซอเรนโซ บุตรสาวของขุนนางผู้ซึ่งน้องชายถูกลักพาตัวไปโดยมนุษย์หมาป่า และไทเบอเรียสซึ่งติดหนี้บุญคุณของต้นตระกูลของเธอเอาไว้ (เมื่อสมัยเขายังคงเป็นมนุษย์) ปรากฎตัวขึ้นเพื่ออาสาไปช่วยน้องชายเธอ แต่บิดาของคาริสสาปฏิเสธ ด้วยความรังเกียจความเป็นแวมไพร์ของเขา แต่คาริสสายินดีที่จะทำทุกอย่างเพื่อช่วยน้องชายออกมาให้ได้ และถ้านั่นหมายถึงการร่วมมือกับไทเบอเรียส เธอก็ไม่ลังเลที่จะทำ

เราไม่สนุกไปกับการอ่านหนังสือเรื่องนี้ไม่ใช่เพราะความที่เป็นเรื่องสั้นของมันหรอกนะคะ หากแต่เพราะว่า เราได้รู้แก่ใจแล้วว่า อนาคตระหว่างไทเบอเรียส และคาริสจะเป็นเช่นไร ทำให้การอ่านรู้สึกเป็นความหวานปนขม เพราะแม้จะเห็นความรักที่เกิดขึ้นในเรื่อง แต่ก็รู้ว่า มันจะกลับกลายเป็นการทรยศที่รุนแรงที่สุด นั่นจึงทำให้เราไม่ค่อยจะเชื่อความจริงใจที่ไทเบอเรียสมีให้กับคาริสสาเท่าไหรนัก

จริง ๆ แล้วเรื่องสั้นก็ถือว่าเขียนได้ดีนะคะ ด้วยจำนวนหน้าที่จำกัดก็ถือว่าเล่าเรื่องได้ครบถ้วน สรุปเรื่องราวได้ลงตัวในระดับนึงทีเดียว

คะแนนที่ 60

When Passion Lies ของเจเค เบ็ค

เรื่องนี้นับเป็นเล่มสี่ในชุด เล่าเรื่องของผู้นำแวมไพร์นามว่าไทเบอเรียส แวมไพร์กว่าพันปี ชายคนที่อยู่เพื่อเป็นผู้นำ และจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในเล่มสาม (สปอยล์) ที่ผู้นำสภาชาวเหนือธรรมชาติถูกฆ่าตายไปหลายคน โอกาสของเขาก็มาถึง เมื่อตำแหน่งผู้นำว่างลง และคู่แข่งเพียงคนเดียวก็คือ ผู้นำเหล่าหมาป่าคนใหม่ที่ไทเบอเรียสไม่แน่ใจถึงเจตนา ทำให้เมื่อเขาได้รับการติดต่อจากมนุษย์หมาป่าคนนึงที่อ้างว่ามีข้อมูลสำคัญเกี่ยวกับผู้นำหมาป่า ไทเบอเรียสจึงไปตามการนัดหมาย เพียงเพื่อจะพบว่า คนที่อาจจะเป็นสายให้เขาถูกฆ่าตายไปแล้ว โดยคนที่เขารู้จักเป็นอย่างดี

ชีวิตที่คาริสรู้จักพังทลายลงไปเมื่อยี่สิบปีก่อน ตลอดเวลาหลายร้อยปี เธอคือหญิงสาวที่อยู่เคียงข้างไทเบอเรียส คือราชินีแห่งแวมไพร์ คนที่เหมาะสมและคู่ควร แต่บางอย่างเกิดขึ้นกับเธอเมื่อยี่สิบปีก่อน บางอย่างที่เลวร้ายมากเสียจนไทเบอเรียสขับไล่เธอออกไป ทางออกเดียวของคาริสก็คือ การหันไปพึ่งผู้นำหมาป่า ศัตรูของไทเบอเรียสนั่นเอง

ไทเบอเรียสรักคาริสยิ่งกว่าชีวิตของตัวเอง แต่เขาจำเป็นต้องเลือกระหว่างหญิงสาวที่เขารัก กับความอยู่รอดของแวมไพร์ที่อยู่ภายใต้การดูแลของเขา เมื่อคาริสถูกทำร้ายจนทำให้เธอติดเชื้อหมาป่า กลายเป็นสิ่งมีชีวิตที่ไม่ควรจะมีชีวิต ลูกผสมระหว่างแวมไพร์และหมาป่า ทำให้เธอเมื่อกลายร่างเป็นหมาป่า จะปล่อยเชื้อโรคร้ายที่ฆ่าทุกคนที่ขวางทาง และเพราะคาริสเป็นแวมไพร์ก่อนจะติดเชื้อหมาป่า เชื้อโรคนี้จะทำร้ายเฉพาะแวมไพร์ แต่ไม่ทำอันตรายหมาป่า ไทเบอเรียสจึงตัดสินใจขับไล่เธอออกไป แม้ว่าในใจเขาจะไม่เคยตัดใจไปจากเธอได้เลย

ยี่สิบปีผ่านไป คาริสที่ตามล่าคนที่ทำให้เธอกลายเป็นเช่นนี้ (ลูกผสมหมาป่าและแวมไพร์) จนกระทั่งได้พบ แต่การฆ่าชายคนนั้นไม่ได้ทำให้อะไรดีขึ้นมา แถมยังทำให้เธอกลับไปอยู่ในสายตาของไทเบอเรียสอีกครั้ง เพราะชายคนเดียวกันก็คือสายข่าวที่สำคัญของไทเบอเรียสนั่นเอง

การกลับมาพบกันอีกครั้งไปปลุกความรู้สึกของไทเบอเรียสกลับมา ทำให้เขารู้ว่า ไม่อาจจะปล่อยคาริสให้เดินจากไปได้อีก แต่มันไม่เรื่องง่าย แม้จะสำหรับคนที่ยังรักกันมาก ๆ อย่างทั้งสอง ความเจ็บปวดในอดีต การทรยศหักหลัง สิ่งเหล่านี้ยังคั่นกลางระหว่างกันอยู่

เราอ่านไปจนจบชุดก็ขอบอกว่าเล่มนี้สนุกที่สุดนะคะ เราชอบอารมณ์ของตัวละครในเรื่อง อ่านแล้วสามารถสัมผัสความรัก ความโหยหาที่ทั้งพระเอกนางเอกมีให้กันได้  ในส่วนของเนื้อเรื่องก็ดำเนินไปได้น่าสนใจดี การกระทำของไทเบอเรียสที่มีต่อคาริสก็ได้ดั่งใจ ปัญหาเดียวที่เรามีก็คือสิ่งที่ไม่ได้เกิดขึ้นในเล่มนี้ต่างหาก

อดีตระหว่างไทเบอเรียสและคาริส เรารู้สึกว่าการชดเชยที่ไทเบอเรียสมีให้กับคาริสนั้นไม่เพียงพอ เราเข้าใจการตัดสินใจของเขานะคะ สิ่งที่คาริสกลายไปเป็นมีอันตรายใหญ่หลวง แต่มันมีทางเลือกอื่นอีกนอกจากการขับไล่เธอไป (สปอยล์) ไทเบอเรียสให้เหตุผลว่า เขาให้เธอไป เพราะเห็นแก่แวมไพร์ทั้งปวง แต่จริง ๆ แล้วเขาก็มีอีกทางเลือกนึงก็คือ เดินจากไปพร้อมกับเธอ ทำไมเขาไม่ทิ้งทุกอย่างไปเพื่ออยู่กับเธอล่ะ นั่นเป็นการกระทำที่เห็นแก่ตัว และทำให้เราไม่เชื่อในความรักที่เขามีให้ต่อคาริสเลย ยังดีนะคะที่ตอนจบเรื่อง่ จบแบบนั้นที่ไทเบอเรียสทิ้งทุกอย่างที่ได้มา อำนาจที่แสวงหามาตลอดชีวิตเพื่อไปอยู่กับคาริสตามลำพัง ตอนจบช่วยความรู้สึกของเขาได้ขึ้นมามากหน่อย

เล่มนี้แนวเรื่องเริ่มห่างไกลออกจากคอนเซ็ปต์ที่วางไว้ในเล่มแรก (ที่จะให้เป็นเรื่องเกี่ยวกับกระบวนการยุติธรรมของชาวเหนือธรรมชาติ) เริ่มไปเหมือนหนังสือแนวพารานอมอลทั่วไปที่ไม่มีอะไรโดดเด่นเป็นพิเศษ อย่างที่บอกค่ะ เล่มนี้ดีหน่อย (จากพล็อตที่ธรรมดาสามัญ) ตรงที่คาแร็คเตอร์มีความหลังต่อกัน ทำให้อ่านไปบีบหัวใจคนอ่านอย่างเราไป

คะแนนที่ 67

When Darkness Hungers ของเจเค เบ็ค

เรื่องนี้เป็นเล่มที่ห้าในชุด ซึ่งในที่สุดก็เล่าเรื่องของคาแร็คเตอร์ที่ถูกกระทำ (โดยคนแต่ง) มากที่สุด เรียกว่าเหตุการณ์อะไรที่เลวร้าย แย่ ๆ จะต้องมาลงที่คาแร็คเตอร์ตัวนี้ จนทำให้เปิดหนังสือเรื่องนี้ เซิร์จซึ่งดั้งเดิมเป็นแวมไพร์ได้กลายเป็นสิ่งมีชีวิตบางอย่างที่ไม่ได้อาศัยเลือดในการมีชีวิตอีกต่อไป เขาสูบวิญญาณออกจากร่างของเหล่าผู้มีชีวิตเหนือธรรมชาติ และทำให้ตัวเองมีพลังที่คล้ายคลึงกับสิ่งมีชีวิตที่เขาฆ่า (เช่นถ้าฆ่าแวมไพร์ก็มีจะลักษณะเหมือนแวมไพร์ แต่ถ้าฆ่าหมาป่าก็จะเขี้ยวและกรงเล็บโผล่มาด้วย)

และเนื่องจากระหว่างที่เขาถูกครอบงำโดยด้านมืด (เหตุการณ์ในเล่มสองต่อเนื่องเล่มสาม) ทำให้เซิร์จไม่ต้องการกลับไปเผชิญหน้ากับเหล่าเพื่อน ๆ ของเขาอีก เซิร์จเลือกที่จะอยู่อย่างโดดเดี่ยว และอุทิศชีวิตในการฆ่าแวมไพร์นอกรีตที่ทำผิดกฎของโลกเหนือธรรมชาติ

ในระหว่างที่ออกล่าเหยื่อคืนนึง เซิร์จได้บังเอิญพบกับอเล็กซิส อดีตเอฟบีไอที่เมื่อได้รู้ว่า มีโลกอื่นซ่อนอยู่ในความปกติ และเมื่อพี่สาวของเธอตกเป็นเหยื่อของสิ่งมีชีวิตจากโลกเหล่านั้น ก็ปวารณาตัวที่จะกำจัดสิ่งมีชีวิตเหล่านี้ให้หมดสิ้น ด้วยความช่วยเหลือจากแม่มด และตำรวจใกล้เกษียณ อเล็กซิสสร้างทีมล่าแวมไพร์และออกทำงานในลอสแองเจลิส การล่าที่นำเธอมาพบกับเซิร์จในที่สุด

เรื่องนี้เป็นจุดแตกหักที่ชัดเจนระหว่างเรากับเรื่องในชุดนี้ค่ะ เพราะเป็นเล่มที่แสดงความเป็นสองมาตรฐานของคนแต่ง เราไม่ได้มีปัญหากับคาแร็คเตอร์ของเซิร์จนะคะ (ซึ่งแตกต่างจากความรู้สึกที่เรามีกับเล่มสองในชุดเรื่อง When Pleasure Rules) เราเข้าใจว่าการกระทำของเขาหลายอย่างเกิดขึ้นในยามที่เขาควบคุมปีศาจด้านมืดของตัวเองไม่อยู่ แวมไพร์ในเรื่องนี้เมื่อถูกเปลี่ยนจะต้องสู้กับปีศาจที่เป็นด้านมืดในจิตใจของตัวเองตลอดเวลา หากควบคุมตัวเองไม่ได้ ด้านมืดก็จะทำให้พวกเขาทำในสิ่งที่เลวร้ายมาก ๆ ออกไป ประเด็นก็คือ คาแร็คเตอร์ในเรื่องนี้ลงโทษแวมไพร์ทุกคนที่ควบคุมด้านมืดของตัวเองไม่ได้ บางครั้งลงโทษด้วยความตาย (เหตุการณ์ในเล่มหนึ่ง) แต่ในกรณีของเซิร์จ ซึ่งเป็นเพื่อนรักของผู้นำแวมไพร์ ทำให้การกระทำของเขาได้รับการอภัยโทษ ง่าย ๆ แค่นั้น

อ่านแล้วขัดใจค่ะ เพราะเราแยกการกระทำระหว่างคนร้ายและพระเอกไม่ออก พฤติกรรมของเซิร์จทั้งในอดีต และในเล่มก่อนหน้าเล่มนี้ ไม่มีอะไรต่างจากพวกตัวละครที่เป็นคนร้ายในเรื่องเลยสักนิดเดียว เราชอบคาแร็คเตอร์ที่มีด้านมืดนะคะ แต่ก็ควรจะมีเส้นแบ่งที่ชัดเจน

ตัดเรื่องความขัดใจเกี่ยวกับตัวละครออกไป (จริง ๆ ถ้าไม่ได้อ่านเล่มก่อนหน้า หรือบทนำของเล่มนี้ ก็น่าจะก้าวข้ามประเด็นที่ทำให้เราหงุดหงิดนี้ไปได้) เรื่องราวในเล่มนี้ถือว่า น่าอ่านใช้ได้ แล้วก็มีจุดที่หลอกเราได้เลยด้วยซ้ำ

คะแนนที่ 57

When Temptation Burns ของเจเค เบ็ค

เรื่องนี้เป็นเล่มที่หกในชุด และถ้าเข้าใจไม่ผิดน่าจะเป็นเล่มสุดท้ายแล้วล่ะค่ะ เพราะคนแต่งดูเหมือนจะหันไปเขียนหนังสือแนวอื่นแล้ว อีกอย่างเรื่องชุดนี้ก็ไม่ได้ถึงกับดังระเบิดอะไรมากมายจนจะต้องเขียนต่อออกมา

นี่เป็นอีกเรื่องนึงที่เราชอบคาแร็คเตอร์ค่ะ ซึ่งมีไม่เยอะนักหรอกนะคะกับเรื่องในชุดนี้ เป็นเรื่องราวของไรอัน ดอยล์ ลูกครึ่งมนุษย์กับปีศาจ (น่าจะเป็นสายพันธุ์ฟิวรี ซึ่งในเรื่องไม่ได้อธิบายลักษณะอะไรชัดเจน ยกเว้นว่าดอยล์มีความสามารถในการมองเห็นสิ่งที่คนตายเห็นก่อนตายได้) ซึ่งทำงานเป็นตำรวจสังกัดหน่วยเชี่ยวชาญเรื่องเหนือธรรมชาติโดยเฉพาะ

ตลอดห้าเล่มก่อนหน้า ดอยล์เป็นตำรวจที่ทำตามกฎ และมีความขัดแย้งระหว่างด้านที่เป็นปีศาจ และมนุษย์ของตัวเอง ที่สำคัญความน่าสนใจของเขาก็คือ ดอยล์ไม่ใช่พวกของกลุ่มพระเอกในห้าเล่มแรก ไม่ใช่คนที่มีสองมาตรฐานเหมือนกับพวกนั้น (ซึ่งคือปัญหาใหญ่ที่สุดที่เราพบในเรื่องชุดนี้)

เมื่อสายของตำรวจที่แฝงตัวเข้าไปในกลุ่มกองกำลังติดอาวุธที่พวกมนุษย์จัดตั้งขึ้นเพื่อล่าสิ่งมีชีวิตเหนือธรรมชาติถูกฆ่าตาย ไรอัน ดอยล์ถูกมอบหมายให้แฝงตัวเข้าไปสืบหาความจริงที่เกิดขึ้น เนื่องจากลักษณะภายนอกที่แทบดูไม่ออกถึงครึ่งที่เป็นปีศาจที่แฝงอยู่ ดอยล์คือตัวเลือกที่เหมาะสม

แผนการถูกวางขึ้น และดอยล์ก็กลายไปเป็นส่วนหนึ่งของกองกำลังนั้น แต่ในเวลาเดียวกันเขาทำให้เขาได้เจอกับแอนดี้ ทาร์เร้นท์ นักข่าวสาวอีกครั้ง ทั้งคู่เคยพบกันโดยบังเอิญในคุกขณะที่แอนดี้เข้าไปสัมภาษณ์ฆาตกรต่อเนื่อง ในขณะที่ดอยล์เข้าไปเค้นข้อมูลเกี่ยวกับแวมไพร์นอกรีตที่ฆาตกรรายนั้นรับใช้อยู่ แต่การพบกันอีกครั้งแอนดี้ไม่ใช่ไปในฐานะนักข่าว เธอคือส่วนหนึ่งของขบวนการ มารดาของเธอถูกมนุษย์หมาป่าฆ่าตาย เมื่อแอนดี้รับรู้ว่า มีการจัดตั้งกองทัพนี้ขึ้น เธอไม่ลังเลที่จะเข้าร่วม

สำหรับแอนดี้ ดอยล์ก็คือเพื่อนร่วมอุดมการณ์ คือชายที่น่าสนใจ คือฮีโร่ที่ช่วยชีวิตเธอเอาไว้จากแวมไพร์ แต่ความจริงดอยล์เป็นมากกว่านั้น และเมื่อความจริงเปิดเผยอีกถึงชีวิตอีกด้านของเขา ด้านที่ไม่ใช่มนุษย์ร้อยเปอร์เซ็นต์ แอนดี้จึงต้องตัดสินใจว่า ใครคือคนที่เธอไว้ใจได้

เรื่องนี้ออกนอกกรอบของคอนเซ็ปต์ชุดที่วางมาไปเลยนะคะ โฟกัสหันไปหาการทำสงครามระหว่างมนุษย์ที่เริ่มรับรู้แล้วว่าสิ่งมีชีวิตเหนือธรรมชาติกลุ่มนี้มีอยู่จริง ซึ่งว่าไปเราไม่โทษคนร้ายกลุ่มนี้เลยนะคะ เพราะจากพฤติกรรมของคนพวกนี้ที่เราอ่านมาตลอดห้าเล่ม (ที่ไม่เป็นกลาง ไร้มาตรฐาน เล่นพรรคเล่นพวก) มนุษย์ก็สมควรต้องกลัวคนกลุ่มนี้แหละ แล้วพวกเขาจะแยกออกได้ยังไงว่า คนที่พวกเขาฆ่าไม่ใช่คนร้าย ในขณะเดียวกันทางด้านผู้คุมกฎของเหล่าผู้เหนือธรรมชาติ (ที่เราไม่รู้สึกถึงความเป็นกลางของคนพวกนี้เลยด้วยซ้ำ) ก็ต้องพยายามรักษาสมดุลของทั้งสองโลก (มนุษย์ และเหนือธรรมชาติ) เอาไว้ ดอยล์ซึ่งอยู่ตรงกลางจึงต้องเข้ามาจัดการ

เราคิดว่าเรื่องเขียนได้ดีในแง่ของการสื่อว่า พวกมนุษย์ (โดยเฉพาะตัวผู้นำ) ก็ใช้วิธีที่รุนแรงเกินไป เพราะแทนที่จะจัดการเฉพาะพวกเหนือธรรมชาติ ไปไปมามาก็ฆ่ามนุษย์กันเอง ทำให้ผิดวัตถุประสงค์ที่พวกเขาตั้งกันมาตั้งแต่แรก ก็เลยสร้างความชอบธรรมให้กับกลุ่มพระเอก (ที่เป็นพวกเหนือธรรมชาติ) ในการปราบปรามพวกเขา อย่างไรก็ตามเราไม่ได้ชอบพวกเหนือธรรมชาติมากขึ้นนะคะ สิ่งเดียวที่ทำให้พล็อตเรื่องนี้พอไปได้สำหรับเราก็คือ เห็นได้ชัดว่า ดอยล์ไม่ใช่คนวงในของคนกลุ่มนี้ (พวกพระเอกในห้าเล่มแรก) มาตั้งแต่ต้น

สรุปว่า เล่มนี้คาแร็คเตอร์เวิร์คที่สุด แต่ก็เหมือนแสงเทียนน้อย ๆ ท่ามกลางความมืดมิดของหนังสือทั้งชุด คิดไปแล้วเราก็เก่งนะคะ ทนอ่านจนจบชุดไปจนได้

คะแนนที่ 63

Comment

Comment:

Tweet