Night Reigns & Phantom Shadows // Dianne Duvall

posted on 08 Nov 2012 11:58 by maxtreme in C-Club, D-Club, Paranormal directory Fiction

รีวิวมาเป็นคู่อีกแล้วค่ะ เล่มนึงเราอ่านตั้งแต่เมื่อปีก่อน แต่ไม่มีอะไรน่าสนใจพอที่จะทำให้อยากเขียนถึง อีกเล่มเป็นเรื่องที่เรารอคอยมานาน และแม้อ่านแล้วจะไม่ถึงกับปิ๊งเต็มที่ แต่ก็มากพอที่จะทำให้อยากเขียน เลยถือโอกาสเขียนคู่ไปทั้งสองเล่มแล้วกันค่ะ

ทั้งสองเรื่องอยู่ในชุด Immortal Guardians ซึ่งรีวิวเล่มแรกอยู่ตามลิงค์นี้ค่ะ 

แบ็คกราวด์ของชุดก็คือ ในโลกที่เราอยู่กันมีอีกเผ่าพันธุ์นึงที่อาศัยอยู่ร่วมกับพวกเขา นั่นก็คือแวมไพร์ แต่แวมไพร์ในชุดนี้แตกต่างออกไป ซึ่งมีเพียงมนุษย์บางกลุ่มเท่านั้นที่เมื่อถูกเปลี่ยนเป็นแวมไพร์ แล้วยังสามารถครองสติของตัวเองไว้ได้ คนกลุ่มนี้มีอะไรบางอย่างในดีเอ็นเอของพวกเขา ทำให้พวกเขาแตกต่าง ช่วยให้รักษาสติเอาไว้ได้  แม้จะต้องดำรงชีวิตด้วยเลือด แต่ก็ยังมีสติเพียงพอจะรู้ว่า อะไรถูก หรือผิด ซึ่งคนกลุ่มนี้เรียกตัวเองว่า Immortal Guardian ทำหน้าที่คุ้มครองมนุษย์จากการถูกทำร้ายโดยแวมไพร์กระหายเลือด ซึ่งก็คือมนุษย์อย่างพวกเรานั่นแหละที่ถูกเปลี่ยน แต่เพราะพวกเขาไม่มีดีเอ็นเอสำคัญนั้น ก็เลยทำให้ไม่มีทางเลือก พวกเขาจะค่อย ๆ สูญเสียสติไปทีละน้อย ไม่สามารถควบคุมสติตัวเองได้ กลายเป็นสัตว์ร้ายกระหายเลือด และนั่นทำให้โดยแวมไพร์ฝ่ายเลวไม่ได้หมายถึงคนชั่วเสมอไปแต่เป็นเพียงคนที่เสียสติ

โดยรวมเราไม่ได้ถึงกับประทับเรื่องชุดนี้มากมายอะไรนะคะ แต่ประเด็นบางอย่าง (โดยเฉพาะเรื่องแวมไพร์ฝ่ายเลวไม่ใช่คนเลวเสมอไป) ทำให้เรายังติดตามอ่านชุดนี้เรื่อยมา นอกจากนี้ก็ยังมีบาสเตียน (ตามอ่านในรีวิวเรื่อง Phantom Shadows แล้วกันค่ะ)

 

 

Night Reigns ของไดแอนน์ ดูวัล

เรื่องนี้เป็นเล่มที่สองในชุด Immortal Guardians เรื่องราวของแวมไพร์ที่แบ่งออกเป็นสองฝ่าย ต่อสู้กันเพื่อความดีและความชั่ว 

มาร์คัส เกรย์เดนเพิ่งสูญเสียหญิงสาวที่เขารักที่สุดไป และเธอไม่ได้ตาย เพียงแต่เธอเดินไปสู่โชคชะตาของเธอเอง มาร์คัสเจอกับเธอเมื่อหลายร้อยปีก่อน เมื่อเบทธานีเดินทางข้ามเวลาไปพบกับเขา และอัศวินผู้เป็นเจ้านายของเขา หญิงสาวจากโลกแห่งอนาคต เบทธานีตกหลุมรักเจ้านายของมาร์คัส และเลือกที่จะใช้ชีวิตอยู่กันในอดีต ส่วนมาร์คัสเขากลายเป็น Immortal Guardians หรือแวมไพร์ ด้วยดีเอ็นเอในตัวทำให้มาร์คัสรักษาสติของตัวเองไว้ได้ เขามีชีวิตคอยดูแลเบทธานีและครอบครัวของเธอ และเมื่อเวลาผ่านไปจนถึงยุคปัจจุบัน มาร์คัสก็คอยดูแลเบทธานีก่อนที่เธอจะเดินทางไปยังอดีตต่ออีก บัดนี้เธอได้จากไปในอดีตแล้ว และมาร์คัสไม่รู้ว่าควรจะทำยังไงต่อไปดี

เรื่องที่เล่ามานั้นไม่ได้เกิดขึ้นในเรื่องหรอกนะคะ แต่ที่ต้องเล่าเพราะมันเป็นพล็อตที่สร้างความซับซ้อน และปวดหัวให้กับคนอ่านมาก ส่วนหนึ่งเนื่องจากคนแต่งได้เขียนเรื่องของเบทธานีเป็นนิยายเอาไว้อีกเล่ม แต่เรื่องนั้นไม่ได้พิมพ์ขาย ดันมาขายชุดแวมไพร์นี้ได้ซะก่อน เรื่องก็เลยดูเหมือนขาดไปค่อนเรื่อง เอาเป็นว่า คนอ่านก็รับรู้แล้วกันว่า มาร์คัสอกหักตอนเปิดเรื่อง

นอกจากนี้ด้วยนิสัยของมาร์คัส ทำให้เขาปฏิเสธที่จะไม่ยอมมีผู้ช่วยที่เป็นมนุษย์ (นึกถึงคอนเซ็ปต์เรื่องสไควร์ของชุดดาร์คฮันเตอร์) ซึ่งทำให้ชีวิตของเขาเสี่ยงอันตรายอย่างยิ่ง โดยเฉพาะในตอนนี้ที่ภัยที่คุกคามเหล่า Immortal Guardians ไม่ใช่แค่พวกแวมไพร์ที่เสียสติ หากแต่เป็นกลุ่มมนุษย์ที่ล่วงรู้การมีอยู่ของพวกเขาอีกด้วย 

แต่แล้วเขาก็ไม่มีทางเลือก เมื่อได้รับคำสั่งจากผู้นำกลุ่มให้รับเอาเอมี หญิงสาวผู้มีอดีตอันลึกลับมาเป็นผู้ช่วย เธอดูบอบบางและน่าทะนุถนอม แต่เอมีก็เป็นผู้ช่วยที่เหมาะสมและเก่งกาจ เธอพิสูจน์ฝีมือตัวเองด้วยการช่วยเหลือมาร์คัสจากการถูกลอบโจมตี ทำให้เขาไม่กล้าที่จะอ้างว่า เธอไม่เก่งพอ กระนั้นมันก็ยังยากที่จะยอมรับผู้หญิงเป็นมือขวาในการต่อสู้กับศัตรู โดยเฉพาะในสถานการณ์ที่กลุ่มของพวกเขาโดนโจมตีจากทั้งแวมไพร์ที่นำโดย "กษัตริย์" แวมไพร์เสียสติที่อ้างตัวขึ้นเป็นผู้นำกองทัพแวมไพร์ (ฝ่ายเลว) ซึ่งออกอาลวาดไล่เปลี่ยนมนุษย์ผู้บริสุทธิ์เป็นแวมไพร์ไปทั่วบ้านทั่วเมือง (ซึ่งก็เหมือนคำสั่งประหารคนเหล่านั้น เพราะไม่มีดีเอ็นเอที่จะต้านทานอาการเสียสติที่จะตามมาได้) แถมยังมีกองกำลังติดอาวุธเป็นมือมืดให้การสนับสนุนแวมไพร์คลั่ง คอยดักทำร้ายพวกเขา 

และดูเหมือนเอมีจะเป็นเป้าหมายของชายชุดดำพวกนั้นอีกต่างหาก

เราชอบหนังสือที่สร้างสรรนะคะ แต่เรื่องนี้เราคิดว่ามันสร้างสรรมากเกินเหตุ (สปอยล์) รวมเอาทั้งเรื่องการข้ามเวลาของหญิงสาวที่มาร์คัสหลงรัก แล้วก็มาถึงความเป็นมนุษย์ต่างดาวของเอมี มันออกนอกหน้าต่างมากเกินไปสำหรับเราค่ะ นอกจากนี้เราไม่รู้สึกถึงความน่ากลัวของกลุ่มคนร้าย อ่านแล้วคิดว่า ยังไงก็คงสู้พวกพระเอกไม่ได้ ก็เลยทำให้ไม่มีความรู้สึกว่าต้องลุ้นเอาใจช่วยอะไรคาแร็คเตอร์ในเรื่องเลย

สิ่งเดียวที่ทำให้เรื่องนี้มีความน่าสนใจสำหรับเราก็คือ คาแร็คเตอร์ของบาสเตียน และการเล่นประเด็นว่า แวมไพร์ที่ชั่วร้ายนั้นไม่ได้เลว เพียงแค่พวกเขาเป็นมนุษย์ที่ไม่มีดีเอ็นเอที่จำเป็นในการเปลี่ยนเป็นแวมไพร์ ทำให้พวกเขาค่อย ๆ เสียสติทีละน้อย ประเด็นนี้เป็นจุดเดียวที่ทำให้เราคิดว่าเรื่องน่าสนใจ และมันก็คือเหตุผลเดียวที่เราตัดสินใจตามอ่านต่อเล่มสาม

สำหรับเล่มนี้ 57 

 

Phantom Shadows ของไดแอนน์ ดูวัล

นี่เป็นเล่มที่สามในชุด Immortal Guardians ค่ะ และเป็นเรื่องราวของคาแร็คเตอร์ที่เราอยากอ่านมากที่สุดในชุดนี้แล้ว

สำหรับคนที่่อ่านเล่มหนึ่ง Darkness Dawn จบไปก็น่าจะคิดเหมือนเรานะคะว่า คาแร็คเตอร์ของบาสเตียนเป็นส่วนที่น่าสนใจมากที่สุด สำหรับคนที่ยังไม่ได้อ่าน เราก็คงต้องบอกว่า หยุดนะคะอย่าอ่านต่อ เพราะจะเป็นการสปอลย์เล่มแรกไม่น้อยเลย

บาสเตียนตั้งตนเป็นศัตรูกับพวก Immortal Guardians มาเกือบตลอดชีวิต หลังจากที่เขาถูกเปลี่ยนให้เป็นแวมไพร์ เขาก็ถูกตามล่าโดยกลุ่ม Immortal Guardians มาตลอด เพื่อแก้แค้น และเอาชีวิตรอด บาสเตียนได้ทำสิ่งที่ไม่เคยมีแวมไพร์คนใดทำได้ นั่นก็คือการจับกลุ่มเป็นหมู่เหล่า รวมตัวกันเพื่อความอยู่รอด โดยมีบาสเตียนเป็นผู้นำ ซึ่งไม่ใช่งานที่ง่ายเลย เพราะเขาต้องใช้ชีวิตอยู่ร่วมกับแวมไพร์ที่เสียสติ ที่ต้องการความรุนแรง และการฆ่า แต่บาสเตียนก็พยายามทำให้ดีที่สุดในการควบคุมเหล่าลูกน้องของเขาให้อยู่ในแถว ไม่ไปออกอาลวาดไล่ฆ่าคนบริสุทธิ์

การเผชิญหน้าระหว่างบาสเตียน และเหล่า Immortal Guardians เกิดขึ้นในเล่มแรกของชุด พร้อมกับความจริงที่เปิดเผยว่า บาสเตียนไม่ใช่แวมไพร์เหมือนกับเหล่าลูกน้องของเขา หากแต่เขาเป็นหนึ่งใน Immortal Guaridans มนุษย์ผู้มีดีเอ็นเอพิเศษ ซึ่งทำให้บาสเตียนไม่เสียสติเหมือนแวมไพร์คนอื่น ความพยายามตลอดชีวิตที่จะช่วยรักษาเพื่อนพ้องน้องพี่เหล่าแวมไพร์ที่พึ่งพาเขาในการเป็นผู้นำเป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ (เพราะทุกอย่างขึ้นอยู่กับดีเอ็นเอ ไม่ว่าแวมไพร์เหล่านั้นจะคิดดียังไง ท้ายที่สุดก็จะต้องเสียสติกลายเป็นฆาตกรบ้าเลือด)

โลกของบาสเตียนพังทลายลง สิ่งที่เขาคิดว่าตัวเองเข้าใจกลับไม่ใช่อย่างที่คิด Immortal Guardians ไม่ใช่คนร้าย ที่แย่ไปกว่านั้นบาสเตียนคือหนึ่งในพวกนั้น แต่แม้ความจริงเปิดเผยว่า บาสเตียนเป็นหนึ่งในพวกเขา แต่เหล่า Immortal Guardians ก็ยากจะทำใจยอมรับเขาเป็นส่วนหนึ่งในครอบครัวได้

เช่นเดียวกับบาสเตียน เพราะหลังจากใช้เวลาทั้งชีวิตคิดว่า คนเหล่านั้นคือศัตรู เขาเองก็ไม่ได้ต้องการการยอมรับ สิ่งเดียวที่ผลักดันบาสเตียนก็คือ การหาทางช่วยเหลือแวมไพร์ที่รอคอยความตายจากการเสียสติ บาสเตียนมีเพื่อน (และลูกน้องเก่า) ซึ่งเป็นมนุษย์ที่ไม่มีดีเอ็นเอพิเศษ คนเหล่านั้นไม่ต้องการที่จะกลายเป็นปีศาจร้าย (จากการเสียสติ) และยอมอยู่ในความดูแลของหน่วยแพทย์ของ Immortal Guardians กระนั้นการค้นหายารักษาก็ล่าช้า บาสเตียนเริ่มเสียเพื่อนไปทีละคน

ความใส่ใจที่บาสเตียนมีให้กับเพื่อนแวมไพร์ ทำให้เขาได้มีโอกาสพบ และใกล้ชิดกับด็อกเตอร์เมลานี ลิปตัน แพทย์หญิงที่ทำงานวิจัยเพื่อหาทางรักษาอาการเสียสติในแวมไพร์ที่เกิดขึ้น เธออาจจะเป็นคนเดียวที่อยู่ข้างเดียวกับเขา

ผลพวงจากเหตุการณ์ในเล่มสอง ทำให้มีแวมไพร์มากมายคอยดักทำร้ายมนุษย์ ทำให้หน้าที่ของ Immortal Guardians เพิ่มมากขึ้น คืนนึงขณะที่ออกล่าแวมไพร์นอกรีต บาสเตียนและเพื่อนร่วมทีมได้เจอกับกลุ่มชายชุดดำที่ไม่ได้แค่ออกล่าแวมไพร์ แต่พยายามทำร้ายพวกเขาด้วย คนกลุ่มนี้แม้จะเป็นเพียงมนุษย์ธรรมดา แต่ก็ติดอาวุธครบมือ แถมยังมียาสลบที่ใช้ได้ผลกับเหล่า Immortal Guaridians อีกต่างหาก นั่นทำให้คนกลุ่มนี้กลายเป็นศัตรูอันดับหนึ่ง

อาจจะเพราะว่า เราชอบคาแร็คเตอร์ของบาสเตียนเป็นทุนเดิมอยู่แล้วก็ได้ เลยทำให้เราประเมินหนังสือเล่มนี้อย่างปราณีมากกว่าเล่มอื่น ๆ ในชุด แต่เพื่อความเป็นกลางนะคะ เราก็คิดว่า พล็อตของหนังสือเล่มนี้ก็ถือว่า ลงตัวน่าอ่านในระดับนึง เรื่องราวเล่าถึงการถูกกันออกเป็นคนนอกของบาสเตียน การที่เขาไม่ได้รับการยอมรับจากเพื่อนร่วมทีม นอกจากนี้เราชอบประเด็นเรื่องแวมไพร์ที่เสียสติ เราชอบที่คนแต่งทำให้เรามองเห็นว่า มีอะไรมากกว่าแค่ความชั่วร้าย แวมไพร์เหล่านี้ไม่ใช่คนเลวโดยสันดาน หากแต่เป็นข้อจำกัดทางพันธุกรรมที่ทำให้พวกเขาไม่อาจควบคุมตัวเองได้ สำหรับเราประเด็นนี้ถือว่าเป็นส่วนที่ดีที่สุดในเรื่องค่ะ

ในส่วนของคาแร็คเตอร์เราก็ยังคงชอบบาสเตียนเหมือนเดิม เขาเป็นขบถที่ไม่มีคำขอโทษต่อพฤติกรรมของตัวเอง ซึ่งได้ใจเรานะคะ เพราะเราก็ไม่ได้คิดว่าเขาผิด แต่ในขณะเดียวกันก็เข้าใจคนที่ไม่ชอบเขาเช่นกัน (บาสเตียนกวนประสาทไม่น้อย) และส่วนที่เราคิดว่าคนแต่งทำได้ดีก็คือ (สปอยล์) คนที่ไม่ชอบเขาที่สุดซึ่งเป็นมนุษย์ที่เป็นหัวหน้าของกลุ่มผู้ช่วย ในท้ายที่สุดก็ไม่ได้กลายเป็นตัวร้าย คนแต่งไม่ได้ใช้ทางออกที่ง่ายแบบนั้น เรื่องลงเอยว่าคนทั้งสองก็ยังไม่ชอบหน้ากันต่อไป แต่ให้ความเคารพกันและกันมากขึ้นจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในเรื่อง

อย่างไรก็ตาม การเขียนคุณสมบัติเหนือมนุษย์ (ซึ่งก็เหนืออยู่แล้วล่ะ) ให้กับพวก Immortal Guaridians ทำให้เรารู้สึกว่า พวกนี้เก่งเสียจนไม่ต้องลุ้น คนร้ายที่ในเล่มนี้เป็นเพียงมนุษย์ที่ติดอาวุธไฮเทคดูยังไงก็สู้พวกนี้ไม่ได้ เลยทำให้เราไม่มีส่วนร่วมไปกับสถานการณ์ในเรื่องเอาเสียเลย

โดยรวมเล่มนี้ทำให้เรามีความหวังกับเรื่องชุดนี้ขึ้นมาเล็กน้อย เราชอบมุมมองของคนแต่งที่ไม่ได้ทำให้ทุกอย่างเป็นขาวดำไปทั้งหมด เราร้องไห้ไปไม่น้อยกับฉากของพวกแวมไพร์ที่รู้ตัวว่า กำลังจะควบคุมตัวเองไม่ได้ แล้วต้องออกไปทำร้ายผู้คน แต่ในขณะเดียวกันก็รู้สึกว่า คนแต่งสร้างเหล่า Immortal Guardians เอาไว้แบบเก่งขั้นเทพเกินเหตุ ทำให้เราไม่มีความรู้สึกว่าต้องลุ้นไปกับการต่อสู้ ผจญภัยของพวกเขาเอาเสียเลย แล้วก็เสียดายนิด ๆ กับคาแร็คเตอร์ของบาสเตียน คือเรื่องนี้โอเคนะคะ แต่เราหวังว่ามันจะดียิ่งกว่าคำว่าโอเคน่ะค่ะ

คะแนนที่ 63

Comment

Comment:

Tweet

แวมไพก็มีที่นิสัยดีๆนะคะ(พูดเหมือนเคยเจอ) พอดีชอบทไวไลท์ด้วย จริงๆอยากให้เข้าใจ สมมติว่าเราเป็นแวมไพมั่ง ก็น่าจะเข้าใจความรู้สึกนะว่าจะอยู่อยากแค่ไหน

#1 By หมวยเล๊ก on 2013-04-09 15:32