Best of 2012

posted on 10 Jan 2013 10:22 by maxtreme in AllAboutMax directory Fiction

เรายึดหลักว่า เขียนช้าดีกว่าไม่เขียนนะคะ ทำให้ผ่านปีใหม่มาอาทิตย์กว่า แม็กซ์ถึงเพิ่งเขียนสรุปถึงการอ่านหนังสือในปี 2012 เพื่อไม่ให้เสียเวลาเข้าเรื่องเลยแล้วกันค่ะ

สถิติการอ่านในปีที่ผ่านมา

ในปี 2012 เราอ่านหนังสือรวมกันหมดทุกแนวอยู่ที่ 398 เล่ม แต่ถ้ามองเฉพาะเรื่องที่เป็นแนวโรแมนซ์ก็แบ่งออกได้ดังนี้

แนวย้อนยุค 94 เล่ม

แนวปัจจุบัน 133 เล่ม

แนวเหนือจริง 142 เล่ม

เรื่องที่เป็นแนวอีโรติคเราแยกไปใส่เข้าในสามประเภทข้างต้นนะคะ 

ส่วนตัวเราถือว่า เป็นตัวเลขการอ่านที่ใช้ได้ คือยังเฉลี่ยมากกว่าวันละหนึ่งเล่ม ซึ่งเป็นเป้าหมายที่เราตั้งให้กับตัวเอง (ต้องอ่านหนังสือให้ได้วันละเล่ม) แต่ก็ยังถือว่าน้อย เมื่อเทียบกับปริมาณการซื้อหนังสือของตัวเอง ดังนั้นทำให้หนึ่งในเป้าหมายที่เราตั้งในปีนี้ก็คือ จะต้องลดการซื้อหนังสือลง ให้อยู่ในสัดส่วน 1:1.2 ให้ได้ (คืออ่านหนึ่งเล่ม ซื้อ 1.2 เล่ม) 

 

สรุปผลการอ่านประจำปี

ปีนี้ไม่มีเล่มไหนที่โดนใจแบบทำให้เราสติแตกได้นะคะ (เปรียบเทียบกับอาการที่เราเป็นหลังจากอ่าน The Madness of Lord Ian MacKenzie และ The Iron Duke จบไปเมื่อปีก่อน ๆ) แต่ก็มีการค้นพบที่น่าสนใจหลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็นนักเขียนหน้าใหม่ หรือนักเขียนเก่านั่นแหละ แต่เราเพิ่งตาสว่างค้นพบ เราขอสรุปตามแนวหนังสือแล้วกันค่ะ

Non-Romance

เรื่องที่กำลังพูดถึงไม่ได้มาแบบโดดเดี่ยวนะคะ แต่มากันเป็นชุด ซึ่งถือว่าเป็นไฮไลท์การอ่านหนังสือในช่วงครึ่งปีแรกของเราเลย นั่นก็คือหนังสือชุด Vorkosigan Saga ของหลุยส์ แม็คมาสเตอร์ บูโจลด์ซึ่งต้องขอบคุณเพื่อนหลาย ๆ คนที่กดดันจนทำให้เราตัดสินใจหยิบมาอ่านเสียที แต่ก็ถือว่าเป็นความโชคดีของเราอีกเช่นกันที่เลือกจะเริ่มต้นอ่านในปีนี้ เพราะหนังสือในชุดออกวางขายจนเกือบเรียกได้ว่า เรื่องราวค่อนข้างครบถ้วน อ่านแล้วไม่มีอาการค้างคาใจอะไรต่อไปกันอีก แล้วยังแถมด้วยการออกเรื่อง  Captain Vorpatril's Alliance ในช่วงปลายปีอีกต่างหาก 

เราคงต้องบอกว่า ไม่รู้จะหาคำพูดอะไรมาสรรเสริญเยินยอหนังสือชุดนี้ เพราะเรียกได้ว่ามีครบทุกอย่างจริง ๆ การเขียนคาแร็คเตอร์ในเชิงลึก ไม่มีใครในเรื่องที่ออกมาจากสูตรสำเร็จที่อ่านปุ๊บก็รู้ปั๊บว่าจะทำอะไรต่อไป คาแร็คเตอร์ในชุดนี้มาความลึกชนิดที่เราคิดไม่ถึง แล้วยังเหลือการหักเหลี่ยมเฉือนคมกันอีกล่ะ การเขียนถึงแผนการรบในสงครามที่อ่านแล้วทำให้เรารู้สึกหวนไปถึงสมัยทำรายงานเรื่องสงครามหกวัน ความน่าทึ่งของหนังสือชุดนี้ก็คือ ความหลากหลาย ในหนังสือแต่ละเล่มไม่มีอะไรที่ทำให้เรารู้สึกว่า ซ้ำซากกับเล่มก่อนหน้า และที่สุดยอดยิ่งไปกว่านั้น ในความหลากหลาย คนแต่งทำให้เรื่องราวเหล่านั้นสนุกสนานได้ในรูปแบบที่แตกต่างกัน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องแนวไก่รองบ่อนก็ชนะได้ (The Warrior's Apprentice), เกมศึกการสงคราม (The Vor Game), สืบสวน (Cetaganda), การค้นพบตัวเอง (Mirror Dance และ Memory), สืบสวน (Komarr) ไปจนถึงโรแมนซ์ (A Civil Campaign และ Captain Vorpatril's Alliance) 

นอกจากหนังสือชุดนี้แล้ว หนังสืออีกชุดนึงที่มาแรงไม่แพ้กันสำหรับเราก็คือ ชุด Sebastian St.Cyr Mystery ของซี.เอส. แฮร์ริส ซึ่งชื่อก็บอกแล้วว่า เป็นเรื่องแนวสืบสวน เรื่องราวของไวส์เคาท์ผู้ถูกกล่าวหาว่าเป็นฆาตกร เริ่มต้นสืบหาความจริงเพื่อเคลียร์ตัวเอง ก่อนจะค้นพบว่า นั่นคือสิ่งที่เขาอยากทำมากที่สุด เพราะหลังจากผ่านสงครามที่สร้างรอยแผลไม่เฉพาะร่างกาย แต่รวมไปถึงจิตใจ เซบาสเตียนหมดความสนใจทุกอย่าง เขาใช้ชีวิตอย่างเสเพลไปวัน ๆ ตามแบบขุนนางผู้ไร้ประโยชน์ จุดเด่นของหนังสือชุดนี้ไม่ใช่แค่เฉพาะคดีสืบสวน ซึ่งเราคิดว่าเขียนได้ดีอยู่แล้ว ก็คือชีวิตของเซบาสเตียนเอง เรื่องราวดราม่าในชีวิตของเขาที่แทบจะดูเหมือนว่า ถอดออกมาจากบทละครน้ำเน่า แต่นั่นก็ยิ่งกว่าทำให้เราถลำลึกลงไปในหนังสือชุดนี้ เพราะเราอยากรู้ว่า มันจะเกิดอะไรต่อไปได้อีก นี่คือหนังสือเรื่องเดียวที่เราเสียเงินซื้อฉบับปกแข็งมาอ่านในปีนี้ และเราคิดว่า คุ้มค่าเงินมาก (แต่โปรดอย่าลืมว่า เราได้ส่วนลดประมาณห้าสิบเปอร์เซ็นต์จากราคาเต็มนะคะ และเงินที่ใช้ซื้อก็มาจาก Gift Certificate ที่เป็นของขวัญวันเกิดจากเพื่อน)

ปัญหาของเราตอนนี้ก็คือ หลังจากเก็บสะสมหนังสือชุดนี้ไว้หลายปี และตะลุยอ่านรอบเดียวเจ็ดเล่มในปีที่ผ่านมา ตอนนี้เราก็กลับมาอยู่ที่จุดเดียวกับแฟนหนังสือชุดนี้ทุกคน นั่นก็คือ ต้องรอปีต่อปีสำหรับหนังสือเล่มใหม่ในชุด และซี.เอส. แฮร์ริสไม่ใช่นักเขียนที่ออกหนังสือเจ็ดเล่มในหนึ่งปี แค่ปีละเล่มก็ถือว่า เป็นโชคดีของคนอ่านแล้วล่ะ 

ปิดท้ายเรื่องที่ไม่ใช่โรแมนซ์ที่โดนใจของเราในปีนี้ก็คือ Gone Girl ของกิลเลียน ฟินน์ เราค้นพบว่า หนังสือที่คนส่วนใหญ่ชอบกัน (หนังสือพวกที่ขายดีมาก ๆ ติดอันดับนิวยอร์คไทม์สามสี่สิบสัปดาห์) มักจะไม่ใช่หนังสือสำหรับคนอ่านทุกคน เราเจอหนังสือทีโดน (The Lift of Pi) และไม่โดน (The Kite Runner) ทำให้ระยะหลังทำเป็นมองผ่าน ๆ หนังสือกลุ่มนี้ แต่พอได้เห็นกองมหึมาของหนังสือเรื่องนี้วางเรียงอยู่ในร้านหนังสือ เจ้าความสอดรู้ก็ห้ามไม่อยู่ เราเลยไปหยิบมาพลิก ๆ อ่านสองสามหน้า แล้วก็เป็นไปตามชื่อเรื่องเลยค่ะ คือ Max Gone เพราะเราติดกับความน่าสนใจของหนังสือเรื่อง เกิดอาการอยากรู้ว่า แท้จริงแล้วมันเกิดอะไรขึ้น เมื่อภรรยาในครอบครัวที่ดูเหมือนจะมีความสุขหายตัวไปอย่างลึกลับ ซึ่งเมื่อขุดคุ้ยลึกลงไป ก็ไม่มีอะไรเป็นอย่างที่ตาเห็น 

เราชอบเทคนิคการเล่าเรื่อง การตัดสลับมุมมองของตัวละครในช่วงเวลาที่ต่างกัน เริ่มต้นในเวลาปัจจุบันเล่าผ่านสายตาของสามี หลังจากรู้ว่า ภรรยาหายตัวไป จากนั้นก็ให้คนอ่านเข้าไปเห็นความคิดถึงภรรยาย้อนกลับไปเมื่อสมัยที่พวกเขาเพิ่งเริ่มรู้จักกัน

ส่วนที่เราชอบมากที่สุด (สปอยล์) ก็คือเอมี เรานึกอยากจะทำให้ได้อย่างเธอ ถ้าเราอยู่ในสถานการณ์เดียวกัน นั่นคือสิ่งที่เราคิดว่า เราจะทำ แม้จะรู้ตัวแหละนะว่า คงทำไม่ได้ แต่พอเห็นคนที่ทำได้อย่างเธอในนิยาย ก็เลยสะใจเราอย่างมาก

Historical Romance

แม้ดูตามสถิติ แม็กซ์จะอ่านเรื่องแนวอื่นมากกว่าแนวย้อนยุค แต่ปีนี้ถือว่า เป็นปีทองของเรื่องแนวย้อนยุคสำหรับเรานะคะ เพราะมีหนังสือที่เข้าตา เข้าใจเรามากมายหลายเล่ม  ซึ่งมากกว่าเรื่องแนวอื่น (ที่เราอ่านในปริมาณที่มากกว่า) เยอะเลยค่ะ

Thief of Shadows ของอลิซาเบ็ธ ฮอยต์ เราไม่แปลกใจเลยนะคะที่ชอบเรื่องนี้มากมาย เพราะองค์ประกอบในเรื่องโดนใจเราทุกอย่าง เริ่มต้นตั้งแต่คาแร็คเตอร์ของพระเอก ซึ่งออกมามีบทบาทในเล่มก่อนหน้า ความเงียบ ๆ ดูไร้พิษสงของเขา ทำให้ยิ่งอยากรู้เรื่องราวของเขามากขึ้น และคาดหวังว่า เขาคงจะเป็นตัวละครที่น่าสนใจมาก และก็จริงค่ะ ส่วนผสมยิ่งลงตัวมากขึ้นสำหรับเรา เมื่อคนแต่งจับคู่เขากับนางเอกที่อายุมากกว่า (เป็นจุดอ่อนอีกข้อนึงของเรา) มีประสบการณ์ทางโลกมากกว่า มีสถานะทางสังคมสูงกว่าอีกต่างหาก เราจะไม่ชอบเรื่องนี้ได้อย่างไร 

Almost a Scandal ของอลิซาเบ็ธ เอสเสกซ์ เล่มนี้มาแบบเซอร์ไพร์ส เราไม่ตั้งความหวังอะไรมากมาย (ซึ่งเป็นความผิดของเราเอง เพราะจากประวัติเราก็ถูกใจงานเขียนของคนแต่งคนนี้อยู่ไม่น้อย) พล็อตเรื่องที่ดูเหมือนสูตรสำเร็จ เมื่อนางเอกปลอมตัวเป็นผู้ชายขึ้นไปประจำการเป็นทหารบนเรือรบ แต่พระเอกของเราไม่ใช่กัปตัน และเรื่องราวไม่ใช่การเอาแต่ใจของสาวน้อยที่ช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ เล่มนี้เตือนในเรานึกถึงความงดงามของหนังสือคลาสิคหลายเล่ม (ไม่ว่าจะเป็นเจน ออสเตน หรือจอร์เจ็ตต์ ไฮเยอร์) ในส่วนของระยะห่างระหว่างพระเอก และนางเอก ซึ่งเกือบตลอดทั้งเล่มไม่ได้ใช้เวลาแบบตัวติดกัน เหมือนโรแมนซ์ยุคนี้ แต่ในความห่างของทั้งคู่ มีความเข้าใจแฝงเอาไว้ การเขียนสื่อให้เรามองเห็นต่อเชื่อมระหว่างกันและกัน ทำให้เราเชื่อว่า ทั้งคู่เหมาะสมต่อกันมากเพียงใด

The Duke's Perfect Wife ของเจนนิเฟอร์ แอชลีย์ เราคิดอยู่พักใหญ่ว่า จะเอาเรื่องนี้มาเขียนในบลอกนี้ไหม เพราะในแง่นึง เล่มนี้ก็ไม่ได้ถึงดีอย่างที่คาดหวังเอาไว้ แต่ความคาดหวังของเราที่มีต่อเรื่องนี้ก็สูงมาก ๆ ทำให้เมื่อเราวัดจากความชอบของตัวเองที่มีต่อหนังสือที่ได้อ่านมาตลอดทั้งปี ทำให้เล่มนี้แม้จะไม่ดีอย่างที่หวัง แต่ก็ดีกว่าเรื่องอื่น ๆ ที่เราได้อ่าน เราชอบคาแร็คเตอร์ของนางเอก แม้จะคิดว่า คนแต่งถอดใจไม่กล้าเขียนฮาร์ตให้ออกมาแรงอย่างที่ตั้งแต่เอาไว้แต่แรก นี่เป็นเรื่องที่เราคิดเลยนะคะว่า อาจจะออกมาดีกว่านี้ถ้าเจนนิเฟอร์ แอชลีย์เขียนออกมาขายเอง โดยไม่ผ่านสำนักพิมพ์ เพราะ