Best of 2012

posted on 10 Jan 2013 10:22 by maxtreme in AllAboutMax directory Fiction

เรายึดหลักว่า เขียนช้าดีกว่าไม่เขียนนะคะ ทำให้ผ่านปีใหม่มาอาทิตย์กว่า แม็กซ์ถึงเพิ่งเขียนสรุปถึงการอ่านหนังสือในปี 2012 เพื่อไม่ให้เสียเวลาเข้าเรื่องเลยแล้วกันค่ะ

สถิติการอ่านในปีที่ผ่านมา

ในปี 2012 เราอ่านหนังสือรวมกันหมดทุกแนวอยู่ที่ 398 เล่ม แต่ถ้ามองเฉพาะเรื่องที่เป็นแนวโรแมนซ์ก็แบ่งออกได้ดังนี้

แนวย้อนยุค 94 เล่ม

แนวปัจจุบัน 133 เล่ม

แนวเหนือจริง 142 เล่ม

เรื่องที่เป็นแนวอีโรติคเราแยกไปใส่เข้าในสามประเภทข้างต้นนะคะ 

ส่วนตัวเราถือว่า เป็นตัวเลขการอ่านที่ใช้ได้ คือยังเฉลี่ยมากกว่าวันละหนึ่งเล่ม ซึ่งเป็นเป้าหมายที่เราตั้งให้กับตัวเอง (ต้องอ่านหนังสือให้ได้วันละเล่ม) แต่ก็ยังถือว่าน้อย เมื่อเทียบกับปริมาณการซื้อหนังสือของตัวเอง ดังนั้นทำให้หนึ่งในเป้าหมายที่เราตั้งในปีนี้ก็คือ จะต้องลดการซื้อหนังสือลง ให้อยู่ในสัดส่วน 1:1.2 ให้ได้ (คืออ่านหนึ่งเล่ม ซื้อ 1.2 เล่ม) 

 

สรุปผลการอ่านประจำปี

ปีนี้ไม่มีเล่มไหนที่โดนใจแบบทำให้เราสติแตกได้นะคะ (เปรียบเทียบกับอาการที่เราเป็นหลังจากอ่าน The Madness of Lord Ian MacKenzie และ The Iron Duke จบไปเมื่อปีก่อน ๆ) แต่ก็มีการค้นพบที่น่าสนใจหลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็นนักเขียนหน้าใหม่ หรือนักเขียนเก่านั่นแหละ แต่เราเพิ่งตาสว่างค้นพบ เราขอสรุปตามแนวหนังสือแล้วกันค่ะ

Non-Romance

เรื่องที่กำลังพูดถึงไม่ได้มาแบบโดดเดี่ยวนะคะ แต่มากันเป็นชุด ซึ่งถือว่าเป็นไฮไลท์การอ่านหนังสือในช่วงครึ่งปีแรกของเราเลย นั่นก็คือหนังสือชุด Vorkosigan Saga ของหลุยส์ แม็คมาสเตอร์ บูโจลด์ซึ่งต้องขอบคุณเพื่อนหลาย ๆ คนที่กดดันจนทำให้เราตัดสินใจหยิบมาอ่านเสียที แต่ก็ถือว่าเป็นความโชคดีของเราอีกเช่นกันที่เลือกจะเริ่มต้นอ่านในปีนี้ เพราะหนังสือในชุดออกวางขายจนเกือบเรียกได้ว่า เรื่องราวค่อนข้างครบถ้วน อ่านแล้วไม่มีอาการค้างคาใจอะไรต่อไปกันอีก แล้วยังแถมด้วยการออกเรื่อง  Captain Vorpatril's Alliance ในช่วงปลายปีอีกต่างหาก 

เราคงต้องบอกว่า ไม่รู้จะหาคำพูดอะไรมาสรรเสริญเยินยอหนังสือชุดนี้ เพราะเรียกได้ว่ามีครบทุกอย่างจริง ๆ การเขียนคาแร็คเตอร์ในเชิงลึก ไม่มีใครในเรื่องที่ออกมาจากสูตรสำเร็จที่อ่านปุ๊บก็รู้ปั๊บว่าจะทำอะไรต่อไป คาแร็คเตอร์ในชุดนี้มาความลึกชนิดที่เราคิดไม่ถึง แล้วยังเหลือการหักเหลี่ยมเฉือนคมกันอีกล่ะ การเขียนถึงแผนการรบในสงครามที่อ่านแล้วทำให้เรารู้สึกหวนไปถึงสมัยทำรายงานเรื่องสงครามหกวัน ความน่าทึ่งของหนังสือชุดนี้ก็คือ ความหลากหลาย ในหนังสือแต่ละเล่มไม่มีอะไรที่ทำให้เรารู้สึกว่า ซ้ำซากกับเล่มก่อนหน้า และที่สุดยอดยิ่งไปกว่านั้น ในความหลากหลาย คนแต่งทำให้เรื่องราวเหล่านั้นสนุกสนานได้ในรูปแบบที่แตกต่างกัน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องแนวไก่รองบ่อนก็ชนะได้ (The Warrior's Apprentice), เกมศึกการสงคราม (The Vor Game), สืบสวน (Cetaganda), การค้นพบตัวเอง (Mirror Dance และ Memory), สืบสวน (Komarr) ไปจนถึงโรแมนซ์ (A Civil Campaign และ Captain Vorpatril's Alliance) 

นอกจากหนังสือชุดนี้แล้ว หนังสืออีกชุดนึงที่มาแรงไม่แพ้กันสำหรับเราก็คือ ชุด Sebastian St.Cyr Mystery ของซี.เอส. แฮร์ริส ซึ่งชื่อก็บอกแล้วว่า เป็นเรื่องแนวสืบสวน เรื่องราวของไวส์เคาท์ผู้ถูกกล่าวหาว่าเป็นฆาตกร เริ่มต้นสืบหาความจริงเพื่อเคลียร์ตัวเอง ก่อนจะค้นพบว่า นั่นคือสิ่งที่เขาอยากทำมากที่สุด เพราะหลังจากผ่านสงครามที่สร้างรอยแผลไม่เฉพาะร่างกาย แต่รวมไปถึงจิตใจ เซบาสเตียนหมดความสนใจทุกอย่าง เขาใช้ชีวิตอย่างเสเพลไปวัน ๆ ตามแบบขุนนางผู้ไร้ประโยชน์ จุดเด่นของหนังสือชุดนี้ไม่ใช่แค่เฉพาะคดีสืบสวน ซึ่งเราคิดว่าเขียนได้ดีอยู่แล้ว ก็คือชีวิตของเซบาสเตียนเอง เรื่องราวดราม่าในชีวิตของเขาที่แทบจะดูเหมือนว่า ถอดออกมาจากบทละครน้ำเน่า แต่นั่นก็ยิ่งกว่าทำให้เราถลำลึกลงไปในหนังสือชุดนี้ เพราะเราอยากรู้ว่า มันจะเกิดอะไรต่อไปได้อีก นี่คือหนังสือเรื่องเดียวที่เราเสียเงินซื้อฉบับปกแข็งมาอ่านในปีนี้ และเราคิดว่า คุ้มค่าเงินมาก (แต่โปรดอย่าลืมว่า เราได้ส่วนลดประมาณห้าสิบเปอร์เซ็นต์จากราคาเต็มนะคะ และเงินที่ใช้ซื้อก็มาจาก Gift Certificate ที่เป็นของขวัญวันเกิดจากเพื่อน)

ปัญหาของเราตอนนี้ก็คือ หลังจากเก็บสะสมหนังสือชุดนี้ไว้หลายปี และตะลุยอ่านรอบเดียวเจ็ดเล่มในปีที่ผ่านมา ตอนนี้เราก็กลับมาอยู่ที่จุดเดียวกับแฟนหนังสือชุดนี้ทุกคน นั่นก็คือ ต้องรอปีต่อปีสำหรับหนังสือเล่มใหม่ในชุด และซี.เอส. แฮร์ริสไม่ใช่นักเขียนที่ออกหนังสือเจ็ดเล่มในหนึ่งปี แค่ปีละเล่มก็ถือว่า เป็นโชคดีของคนอ่านแล้วล่ะ 

ปิดท้ายเรื่องที่ไม่ใช่โรแมนซ์ที่โดนใจของเราในปีนี้ก็คือ Gone Girl ของกิลเลียน ฟินน์ เราค้นพบว่า หนังสือที่คนส่วนใหญ่ชอบกัน (หนังสือพวกที่ขายดีมาก ๆ ติดอันดับนิวยอร์คไทม์สามสี่สิบสัปดาห์) มักจะไม่ใช่หนังสือสำหรับคนอ่านทุกคน เราเจอหนังสือทีโดน (The Lift of Pi) และไม่โดน (The Kite Runner) ทำให้ระยะหลังทำเป็นมองผ่าน ๆ หนังสือกลุ่มนี้ แต่พอได้เห็นกองมหึมาของหนังสือเรื่องนี้วางเรียงอยู่ในร้านหนังสือ เจ้าความสอดรู้ก็ห้ามไม่อยู่ เราเลยไปหยิบมาพลิก ๆ อ่านสองสามหน้า แล้วก็เป็นไปตามชื่อเรื่องเลยค่ะ คือ Max Gone เพราะเราติดกับความน่าสนใจของหนังสือเรื่อง เกิดอาการอยากรู้ว่า แท้จริงแล้วมันเกิดอะไรขึ้น เมื่อภรรยาในครอบครัวที่ดูเหมือนจะมีความสุขหายตัวไปอย่างลึกลับ ซึ่งเมื่อขุดคุ้ยลึกลงไป ก็ไม่มีอะไรเป็นอย่างที่ตาเห็น 

เราชอบเทคนิคการเล่าเรื่อง การตัดสลับมุมมองของตัวละครในช่วงเวลาที่ต่างกัน เริ่มต้นในเวลาปัจจุบันเล่าผ่านสายตาของสามี หลังจากรู้ว่า ภรรยาหายตัวไป จากนั้นก็ให้คนอ่านเข้าไปเห็นความคิดถึงภรรยาย้อนกลับไปเมื่อสมัยที่พวกเขาเพิ่งเริ่มรู้จักกัน

ส่วนที่เราชอบมากที่สุด (สปอยล์) ก็คือเอมี เรานึกอยากจะทำให้ได้อย่างเธอ ถ้าเราอยู่ในสถานการณ์เดียวกัน นั่นคือสิ่งที่เราคิดว่า เราจะทำ แม้จะรู้ตัวแหละนะว่า คงทำไม่ได้ แต่พอเห็นคนที่ทำได้อย่างเธอในนิยาย ก็เลยสะใจเราอย่างมาก

Historical Romance

แม้ดูตามสถิติ แม็กซ์จะอ่านเรื่องแนวอื่นมากกว่าแนวย้อนยุค แต่ปีนี้ถือว่า เป็นปีทองของเรื่องแนวย้อนยุคสำหรับเรานะคะ เพราะมีหนังสือที่เข้าตา เข้าใจเรามากมายหลายเล่ม  ซึ่งมากกว่าเรื่องแนวอื่น (ที่เราอ่านในปริมาณที่มากกว่า) เยอะเลยค่ะ

Thief of Shadows ของอลิซาเบ็ธ ฮอยต์ เราไม่แปลกใจเลยนะคะที่ชอบเรื่องนี้มากมาย เพราะองค์ประกอบในเรื่องโดนใจเราทุกอย่าง เริ่มต้นตั้งแต่คาแร็คเตอร์ของพระเอก ซึ่งออกมามีบทบาทในเล่มก่อนหน้า ความเงียบ ๆ ดูไร้พิษสงของเขา ทำให้ยิ่งอยากรู้เรื่องราวของเขามากขึ้น และคาดหวังว่า เขาคงจะเป็นตัวละครที่น่าสนใจมาก และก็จริงค่ะ ส่วนผสมยิ่งลงตัวมากขึ้นสำหรับเรา เมื่อคนแต่งจับคู่เขากับนางเอกที่อายุมากกว่า (เป็นจุดอ่อนอีกข้อนึงของเรา) มีประสบการณ์ทางโลกมากกว่า มีสถานะทางสังคมสูงกว่าอีกต่างหาก เราจะไม่ชอบเรื่องนี้ได้อย่างไร 

Almost a Scandal ของอลิซาเบ็ธ เอสเสกซ์ เล่มนี้มาแบบเซอร์ไพร์ส เราไม่ตั้งความหวังอะไรมากมาย (ซึ่งเป็นความผิดของเราเอง เพราะจากประวัติเราก็ถูกใจงานเขียนของคนแต่งคนนี้อยู่ไม่น้อย) พล็อตเรื่องที่ดูเหมือนสูตรสำเร็จ เมื่อนางเอกปลอมตัวเป็นผู้ชายขึ้นไปประจำการเป็นทหารบนเรือรบ แต่พระเอกของเราไม่ใช่กัปตัน และเรื่องราวไม่ใช่การเอาแต่ใจของสาวน้อยที่ช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ เล่มนี้เตือนในเรานึกถึงความงดงามของหนังสือคลาสิคหลายเล่ม (ไม่ว่าจะเป็นเจน ออสเตน หรือจอร์เจ็ตต์ ไฮเยอร์) ในส่วนของระยะห่างระหว่างพระเอก และนางเอก ซึ่งเกือบตลอดทั้งเล่มไม่ได้ใช้เวลาแบบตัวติดกัน เหมือนโรแมนซ์ยุคนี้ แต่ในความห่างของทั้งคู่ มีความเข้าใจแฝงเอาไว้ การเขียนสื่อให้เรามองเห็นต่อเชื่อมระหว่างกันและกัน ทำให้เราเชื่อว่า ทั้งคู่เหมาะสมต่อกันมากเพียงใด

The Duke's Perfect Wife ของเจนนิเฟอร์ แอชลีย์ เราคิดอยู่พักใหญ่ว่า จะเอาเรื่องนี้มาเขียนในบลอกนี้ไหม เพราะในแง่นึง เล่มนี้ก็ไม่ได้ถึงดีอย่างที่คาดหวังเอาไว้ แต่ความคาดหวังของเราที่มีต่อเรื่องนี้ก็สูงมาก ๆ ทำให้เมื่อเราวัดจากความชอบของตัวเองที่มีต่อหนังสือที่ได้อ่านมาตลอดทั้งปี ทำให้เล่มนี้แม้จะไม่ดีอย่างที่หวัง แต่ก็ดีกว่าเรื่องอื่น ๆ ที่เราได้อ่าน เราชอบคาแร็คเตอร์ของนางเอก แม้จะคิดว่า คนแต่งถอดใจไม่กล้าเขียนฮาร์ตให้ออกมาแรงอย่างที่ตั้งแต่เอาไว้แต่แรก นี่เป็นเรื่องที่เราคิดเลยนะคะว่า อาจจะออกมาดีกว่านี้ถ้าเจนนิเฟอร์ แอชลีย์เขียนออกมาขายเอง โดยไม่ผ่านสำนักพิมพ์ เพราะเราเชื่อว่า เธอจะกล้ามากกว่านี้  โดยเฉพาะเมื่อได้อ่าน A Perfect Gift ซึ่งเป็นเรื่องวันคริสต์มาสของตระกูลแม็คเคนซีที่ออกวางขายช่วงปลายปีที่ผ่านมา การบรรยายถึงความสัมพันธ์ระหว่างฮาร์ตและเอลีนอร์ดูน่าสนใจมากกว่าที่ปรากฎในเล่มนี้มาก 

Honorable Mentions: A Rogue by Any Other Name ของซาราห์ แม็คคลีน, No Longer  a Gentleman ของแมรี โจ พัทเนย์, More than a Stranger ของเอริน ไนท์ลีย์

Contemporary

เรารวมถึงเรื่องแนวสืบสวน และหนังสือเล่มเล็กเข้าไปด้วยนะคะ ซึ่งตามตัวเลขแล้วเราอ่านไม่น้อยเลยค่ะ แต่ผลลัพธ์กลับไม่น่าประทับใจนัก เพราะไม่มีเล่มไหนที่กระแทกใจของเราได้เลย มีแต่เรื่องที่อยู่ในระดับที่เราชอบมากแค่นั้นเอง

และเมื่อนึกถึงใครไม่ออก ไม่มีเรื่องไหนโดดเด่นออกมา เราก็กลับไปที่ของตายค่ะ กับหนังสือชุด The Inn Boonboro ที่เราอ่านไปแค่สองเล่มแรกนะคะ (เล่มสุดท้ายออกแล้วแต่ยังไม่ได้อ่าน) นั่นคือ The Next Always และ The Last Boyfriend เนื้อเรื่องไม่มีอะไรมากมายนอกจากโปรโมตโรงแรมที่นอรา โรเบิร์ตส์เป็นเจ้าของ (ที่อ่านแล้วทำให้เราเกิดอาการน้ำลายหกอยากไปพักบ้าง) ความโดดเด่นก็คือตัวละครในเรื่อง หรือพูดให้ตรงประเด็นก็คือ พระเอก เรื่องชุดนี้มีพระเอกชนิดที่อ่านไปก็ทำเอาหัวใจของเราละลายไปตาม ช่างน่ารัก นิสัยดี เป็นสุภาพบุรุษ รักแท้หวังแต่ง (ในเคสเล่มแรกอาสาเป็นพ่อให้ลูกติดสามคนของนางเอกอีกต่างหาก) ประมาณอ่านไปทำให้เรานึกอยากสละโสด ซึ่งพออ่านจบก็เผชิญกับความจริงว่า ผู้ชายแบบนี้มีแค่ในนิยาย แต่ระหว่างอ่านทำให้ความคิดเป็นบวกเพิ่มขึ้นกับอีกเกือบครึ่งนึงของประชากรบนโลกกว่าเดิม 

อีกเล่มที่เราอยากพูดถึงเป็นแนวอีโรติคโรแมนซ์ ผลงานของเอ็มมา โฮลี เรื่อง The Billionaire Bad Boy's Club  ที่ทีแรกชื่อเรื่องทำเอาเราสยองไปพักใหญ่ เพราะตอนนี้พอเห็นคำว่า Billionaire แล้วพาลนึกถึงฟิทตี้เชดไปซะหมด แต่เล่มนี้ไม่ใช่แนวฟิทตี้เชดนะคะ (เราจะพูดถึงประเด็นฟิทตี้เชดต่อไปในบลอกค่ะ) ซึ่งเป็นงานเขียนของเอ็มมา โฮลี่ที่เราว่าดีที่สุดในรอบหลายปี ทำให้เรานึกถึงสมัยที่เธอเขียนเรื่องให้กับสนพ.แบล็คเลซ แต่เรื่องมีความเป็นโรแมนซ์หวานซึ้งกว่า เรื่องราวของเพื่อนสนิทสองคนที่มีภูมิหลังถูกพ่อทำร้ายเหมือนกัน เริ่มต้นความสัมพันธ์สมัยเรียนไฮสคูล คนนึงเป็นนักกีฬาหล่อเหลาโด่งดัง อีกคนเป็นหนอนหนังสือเรียนเก่ง ความสัมพันธ์ความเป็นเพื่อนและมากกว่านั้นสานต่อไปจนถึงในมหาวิทยาลัย และความเป็นหุ้นส่วนทางธุรกิจ กับหญิงสาวคนเดียวที่ดึงความสนใจของทั้งคู่ได้ 

เล่มนี้เป็นอีโรติคโรแมนซ์ ดังนั้นจึงเต็มไปด้วยฉากเซ็กส์ ซึ่งเขียนได้ดี ร้อนแรงตามแนวเรื่อง นอกจากนี้เรายังชอบคาแร็คเตอร์ เรารู้สึกถึงความผูกพันกันระหว่างตัวละครทั้งสาม ซึ่งตรงนี้ไม่ได้เขียนได้ง่าย ๆ เลยนะคะ (สำหรับเราแล้ว ใครก็เขียนฉากเซ็กส์ได้ แต่เขียนให้เชื่อว่าเซ็กส์นั้นมีความหมายยากยิ่งนัก) 

Paranormal

แล้วก็มาถึงเรื่องแนวที่เราอ่านมากที่สุด แต่ก็คล้าย ๆ กับเรื่องแนวปัจจุบันนะคะ ที่ไม่มีเรื่องไหนโดนเราแบบเต็ม ๆ แต่ก็ยังถือว่าอยู่ในสภาพที่ดีกว่าเรื่องแนวปัจจุบัน 

และหนังสือเรื่อง Kiss of Steel ของเบ็ค แม็คมาสเตอร์คือเหตุผลสำคัญ เรื่องแนวสตีมพังค์พารานอมอลมีทั้งแวมไพร์ หมาป่าและประวัติศาสตร์ทางเลือก ซึ่งแทบไม่น่าเชื่อว่า ด้วยฝีมือนักเขียนหน้าใหม่ที่เพิ่งเขียนเรื่องนี้ออกมาเป็นเล่มแรกจะสามารถจัดการประเด็นทั้งหมดเข้ามารวมกันอยู่ในเล่มเดียวได้อย่างลงตัว แถมยังสามารถสร้างโลกที่มีความน่าสนใจ รวมทั้งคาแร็คเตอร์หลักและรองที่โดดเด่น เรื่องราวที่ว่ากันจริง ๆ ไม่ได้มีอะไรใหม่ นางเอกกำลังเดือดร้อนและโดนตามล่าจากผู้มีอำนาจ พระเอกซึ่งเป็นผู้ทรงอิทธิพลแต่อยู่นอกกฎหมายเสนอตัวให้ความช่วยเหลือเพื่อแลกกับบางสิ่ง พล็อตแค่นั้น แต่เมื่อองค์ประกอบถูกดัดแปลง แต่งเติม และสร้างสรรให้แตกต่าง ทุกอย่างก็เปล่งประกายออกมา เรื่องนี้เป็นหนังสือที่ทำให้เราอ่านแล้วลืมเวลา หลงเข้าไปอยู่ในโลกที่เมืองลอนดอนถูกปกครองโดยแวมไพร์

ปี 2012 ถือเป็นปีที่ดีสำหรับนักเขียนหน้าใหม่แนวพารานอมอล เพราะนอกจากเล่มข้างบนซึ่งเป็นผลงานเล่มแรกแล้ว เรายังโดนใจกับเรื่อง The Darkest Day ของบริตต์ บิวรีอีกเล่มนึง และด้วยเหตุผลที่คล้ายคลึงกัน นั่นก็คือ โลกในเรื่องที่ถูกสร้างขึ้นมีความน่าสนใจ ข้อด้อยเดียวของเล่มนีที่ยังเทียบกับ KOS ไม่ได้ ก็คือเรายังไม่รู้สึกผูกพันกับตัวละครหลักในเล่มนี้เท่ากับที่เรารู้สึกกับ KOS แต่ถ้าพูดถึงตัวละครรองแล้วล่ะก้อ คงต้องบอกว่า เราตั้งหน้าตั้งตารอคอยหนังสือเล่มต่อไปในชุดนี้อย่างมาก

นักเขียนหน้าเก่าคนเดียวที่เราอยากพูดถึงในบลอกนี้กับเรื่องแนวพารานอมอลก็คือ เครสลีย์ โคล ที่ปีนี้ออกงานใหม่มาสามเล่ม (เป็น YA เล่มนึง) แต่เราอ่านแค่สองเล่ม ซึ่งชอบมาก ๆ ทั้งสองเล่มนะคะ แต่เมื่อต้องเลือกก็แน่นอนว่าจะต้องเป็น Lothaire ที่ในที่สุดเครสลีย์ก็เขียนถึงคาแร็คเตอร์ที่ถือว่าเป็นจุดสนใจที่สุดคนนึงในชุด หนังสือเล่มนี้หนามาก แต่ตอนที่อ่านเราไม่รู้สึกว่าหนาไปแม้แต่นิดเดียว เราชอบที่ตัวตนของพระเอกยังคงถูกรักษาไว้อย่างครบถ้วน เขาไม่ได้เปลี่ยนฝ่ายมาเป็นคนดี เพียงเพราะได้เป็นพระเอกในเรื่อง มีนักเขียนไม่มากคนนะคะที่จะสามารถเอาคนร้ายมาเขียนให้เป็นพระเอก (ในลักษณะที่เป็นตัวเอก ไม่ใช่เป็นพระเอกในมุมมองที่ว่า จะต้องเป็นคนดี) ได้

ประเด็นเดียวที่คาใจของเราก็คือ การเปิดประเด็นใหม่ ๆ ในเล่มนี้ แต่ดูเหมือนว่า คงจะอีกนานกว่าที่คนแต่งจะเขียนถึงมัน และพล็อตที่เริ่มค้างคาเอาไว้ในเล่มก่อนหน้าก็ยังคงค้างคากันต่อไป อย่างไรก็ตาม ด้วยสไตล์การเขียนของเครสลีย์ ไม่ได้ก่อให้เกิดความรู้สึกน่ารำคาญเหมือนที่เราเคยรู้สึกกับงานเขียนของเชอริลีน เคนยอน/คินลีย์ แม็คเกรเกอร์ (ที่เปิดตัวละครมากมาย แต่ไม่ยอมเขียนเรื่องของพวกเขาซะที จนเราหมดอารมณ์เลิกอ่านไปเอง) ทำให้ (อย่างน้อย) ในตอนนี้ก็ไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไร

นอกจากนี้เรายังชอบเรื่องสั้นของเชลลี ลอว์เรนสตันเรื่อง Like a Wolf with a Bone ที่อยู่ในหนังสือรวมเรื่องสั้นเรื่อง Howl For it  เรื่องราวของหมาป่าที่แอนตี้สังคม กลับมาตกหลุมรักสาวน้อยอ่อนหวาน (ในความฝัน) เรื่องสั้น ๆ ที่ไม่มีพล็อตอะไรเลย แต่คาแร็คเตอร์และการเล่าเรื่องทำให้เรื่องนี้ถูกใจเรามาก ๆ

Honorable Mention: Eternal Captive, Etenral Beast ของลอรา ไรท์

Reread

แล้วก็มาถึงสิ่งที่เราไม่ค่อยได้ทำบ่อยนัก นั่นก็คือการเอาหนังสือที่เคยอ่านแล้วมาอ่านใหม่ ปีนี้ยิ่งแปลกค่ะ เพราะเราอ่านซ้ำเล่มเดิมไปมาหลายรอบ นั่นก็คือเรื่อง Big Bad Beast ของเชลลี ลอว์เรนสตัน ที่อ่านซ้ำเฉพาะในปีนี้เกือบสามรอบ และเป็นการอ่านแบบละเอียดนะคะ หน้าต่อหน้า ไม่ใช่เปิดข้ามไปข้ามมา ยิ่งอ่านก็ยิ่งรักหนังสือเล่มนี้

ซึ่งในปีนี้เอางานของเชลลีมาอ่านซ้ำหลายเล่มนะคะ นอกจาก BBB ที่พูดไปแล้วก็ยังเอา The Mane Attraction มาอ่านอีกรอบ ซึ่งก็ยังสนุก น่ารักเหมือนเดิม

อีกเล่มที่อ่านซ้ำแล้วยังยิ่งใหญ่เหมือนกับที่เราจำได้ก็คือเรื่อง The Iron Duke ของเมลจีน บรู๊ค  ไม่รู้จะหาคำอะไรมาอธิบายให้มากกว่านี้ นอกจากบอกว่า เราชอบเรื่องนี้มากเหมือนเมื่อครั้งได้อ่านครั้งแรกเมื่อสองปีก่อนเลย

Looking for 2013

1. Less of Fifty-Shadequs

ถ้าขอได้ข้อแรกที่เราขอก็คือ หนังสือแนว Billionaire BDSM with Naive Coed ให้มันน้อย ๆ ลงไปบ้าง ไม่มีอะไรเสียหายกับเรื่องชุด Fifty Shades เลยนะคะ เราอ่านไปสองเล่มก็ยังคิดว่าดีกว่าที่คาดหวังไว้เยอะ แต่เราไม่ต้องอ่านหนังสืออีกสองร้อยเรื่องที่มีพระเอกเป็นเศรษฐีพันล้าน ตกหลุมรักสาวน้อยไร้เดียงสา ลักพาตัว/หลอก/แบล็คเมลล์ ให้เธอมาอยู่ด้วย เพื่อเล่มเกม BDSM กับเขา เรื่องราวที่เขียนเป็นตอน ๆ ไม่จบในตัวเอง ต้องตามอ่านไปเรื่อย ๆ อยู่นั่นแหละ

ขนาดว่าปีที่ผ่านมา เราอ่านเรื่องแนวนี้น้อยมาก แต่แค่เห็นปริมาณหนังสือในแนวนี้ที่ออกขาย หรือนักเขียนที่เรารู้จัก (และชื่นชอบ) หันไปเขียนเรื่องแนวนี้แล้ว ก็เกิดอาการเซ็งล่วงหน้า เราบอกไม่ได้นะคะว่า เรื่องที่ออกต่อ ๆ มาดีหรือไม่ดี มันอาจจะดีกว่าฟิทตี้เชดก็ได้ แต่ปฏิเสธไม่ได้นะคะว่า โหนกระแสของเขาอยู่

ข้อดีเดียวที่เราเห็นจากกระแสของฟิทตี้เชดก็คือ ทำให้หนังสืออิมพรินต์แบล็คเลซถูกเอามาพิมพ์ใหม่ ทำให้เราตามเก็บงานของนักเขียนคนที่เราชอบได้หลายคน

แต่ขอนะคะ ถ้ามีใครรับฟัง เพลา ๆ กับเรื่องแนวนี้หน่อยก็ดีค่ะ

2. Nothing wrog to love PRINT book

อีบุ๊คมาถึงแล้ว อันนี้เราเข้าใจนะคะ และยอมรับได้ เรามีเครื่องอ่านอีบุ๊คอยู่สองเครื่องเพื่อใช้เป็นแบ็คอัพของกันและกัน เผื่อเครื่องนึงเสีย ก็ยังมีอีกเครื่องอ่านได้ แต่การเลือกฟอร์แมตที่อ่านเป็นเรื่องของความชอบ และเราก็ยังชอบอ่านพรินต์บุ๊ค เราชอบการจับต้องได้ เราชอบที่มันมีตัวตน จะบอกว่าโบราณก็โบราณนะคะ เราไม่ชอบเสียเงินซื้ออากาศ เราไม่ไว้ใจคอมพิวเตอร์ เกิดวันนึงมีอีบอมบ์เกิดขึ้น อุปกรณ์อิเล็คโทรนิคเสียหมด เราจะเอาอะไรอ่าน (เราคิดแบบนี้จริง ๆ นะคะ ไม่ได้ประชดใคร)

เราไม่ชอบทัศนคติของบางคนที่มองว่าอีบุ๊คดีที่สุด (ทั้งที่ตัวเองอาจจะไม่เคยเสียเงินสักบาทซื้ออีบุ๊คมาอ่าน หากแต่หาโหลดฟรีตามเว็บไซด์ไฟล์แชร์ริ่งส์ทั่วไป) แล้วก็มาต่อว่า หรือแสดงอาการดูถูกคนที่ยังอ่านหนังสือเป็นเล่ม ๆ อยู่ ไม่มีอะไรเสียหายกับคนที่ชอบอ่านหนังสือที่เป็นกระดาษที่ผลิตมาจากต้นไม้ ใช่ค่ะพวกเราทำลายสิ่งแวดล้อม แต่การขับรถใช้น้ำมัน (หรือกระทั่งอีโคคาร์) ก็ทำลายสิ่งแวดล้อมเหมือนกัน 

ในฐานะของคนกลุ่มสุดท้าย (บางครั้งเรารู้สึกแบบนั้นจริง ๆ ) ที่ชอบพรินต์บุ๊คอยู่ ถ้านักเขียนจะออกหนังสือขายเอง หรือจะออกขายกับสนพ.ยังไงก็ขอให้มีทางเลือกสำหรับคนที่ชอบพรินต์บุ๊คบ้างนะคะ เราชอบคอร์ทนีย์ มิลัน และเอ็มมา โฮลีที่แม้พวกเธอจะเลือกออกหนังสือขายเอง และวางขายเป็นอีบุ๊ค แต่ก็ยังมีทางเลือกให้คนอ่านหาซื้อหนังสือที่เป็นพรินต์บุ๊คได้ ซึ่งเมื่อคิดว่าเทคโนโลยีเรื่อง Print on Demand สมัยนี้ลดต้นทุนได้มากแค่ไหน มันไม่ใช่เรื่องยากเลยนะคะที่จะสร้างทางเลือกนั้น เราขอเท่านี้ค่ะจากสนพ.และนักเขียน

ส่วนสำหรับคนที่ดูถูกคนอ่านพรินต์บุ๊ค เราไม่ขออะไรมากค่ะ แค่ไปให้พ้น ๆ ก็พอแล้ว

3. ให้ประเทศไทยเปิดกว้างพอที่จะแปล Fifty Shades of Gray ได้

ไม่ใช่ว่าเรื่องนี้สนุกมากจนเราอยากให้คนไทยได้อ่าน แต่นี่คือหนังสือที่ขายได้มากที่สุดในโลก ทำให้ผู้หญิงตัวเล็ก ๆ คนนึงกลายเป็นมหาเศรษฐีชั่วข้ามคืน หนังสือที่มีคนชอบมาก และเกลียดมากไม่แพ้กัน หนังสือที่สร้างกระแสได้มากขนาดนี้ มันจะน่าอนาถขนาดไหนที่คนไทยจะไม่มีโอกาสได้อ่านในฉบับภาษาไทย เพียงเพราะกฎหมายงี่เง่าที่อ้างเรื่องการปกป้องผู้เยาว์ แต่ไม่เคยเคารพสิทธิของผู้ใหญ่

สรุป

ห้าอันดับของหนังสือที่เราได้อ่านในปี 2012 (ไม่รวมเรื่องที่อ่านซ้ำ) และเราคิดว่าดีที่สุด เรียงตามลำดับค่ะ

1. Memory ของ Lois McMaster Bujold

2. Sebastian St.Cyr Series ของ C.S. Harris

3. Thief of Shadows ของ Elizabeth Hoyt

4. Lothaire ของ Kresley Cole

5. Kiss of Steel ของ Bec McMaster

 

หลายคนคงจะสังเกตว่า ปี 2012 ที่ผ่านมา แม็กซ์เขียนบลอกน้อยลงไปเป็นประวัติการณ์ และบลอกค่อนข้างเงียบไปเป็นเวลานานมาก ๆ เราไม่มีข้อแก้ตัวนะคะ และคงต้องบอกตรงนี้เลยว่า ความเปลี่ยนแปลงจะต้องเกิดค่ะ เราเขียนบลอกมาเป็นเวลาหกปีเต็ม ๆ แล้ว ไม่มีอะไรที่จะอยู่เหมือนเดิมได้ แต่สำหรับวันนี้ เอาเป็นว่าเราขอสรุปผลการอ่านหนังสือประจำปีของตัวเองแล้วกันค่ะ

 

Comment

Comment:

Tweet

อ่านหนังสือเยอะมาก ๆ เลย
sad smile sad smile sad smile sad smile sad smile

#5 By timothy on 2013-04-29 15:30

Kiss of Steel สนุกมากค่ะ ชอบนางเอก เก่ง ไม่ยอมใคร ฉลาดด้วย ไอดอลเลย

#4 By ๐ Cherry ๐ on 2013-04-09 15:52

๑ kokunila
ได้ยินเรื่องคริสติน แอชลีย์มานานแล้วค่ะ แต่ยังไม่มีโอกาสได้อ่านซะที ไม่ได้แก้ตัวนะคะ แต่พอดีได้ยินข่าวว่าเธอขายงานให้กะสนพ. Forever ก็เลยกะว่า จะรอพรินต์บุ๊คออกมาก่อน (แต่ไม่แน่ใจว่าจะรอไหวไหม เพราะหลายคนแนะนำมามากมาย)
งานของรูทธี่ น็อคซ์ก็ได้ยินมาค่ะว่าเขียนดี จริง ๆ มีหนังสือในมือทั้งสองเล่มแล้วนะคะ แต่ก็ยังไปไม่ถึงอีกค่ะ
ขอบคุณนะคะที่แนะนำหนังสือให้ มีเรื่องอะไรอ่านแล้วสนุกช่วยบอกด้วยนะคะ เดี๋ยวนี้ยิ่งมีหนังสือ Self Pub ตามคนแต่งและหนังสือไม่ค่อยจะทันเลยค่ะ ต้องอาศัยคนมาช่วยแนะนำ ไม่อย่างนั้นจะพลาดหนังสือดี ๆ ไป
เราเพิ่งเริ่มเข้าไปใช้กู้ดรีดส์ค่ะ แต่ยังไม่เชี่ยวเท่าไหร เล่นไม่เป็น เลยบอกไม่ถูกน่ะค่ะว่า จะแอดกันได้ยังไง (ตอนนี้พยายามศึกษาอยู่)

#3 By max on 2013-01-16 12:31

แอบตามอ่านบล็อกอยู่ห่างๆ และเงียบ ได้เจอหนังสือดีหลายเล่มเพราะบล็อกนี้เลยค่ะ
ปีที่แล้วตัวเองอ่านโรมานซ์เยอะมาก แต่ส่วนใหญ่ชอบไม่ตรงกับคุณแม็กซ์เท่าไหร่ ส่วนเรื่องของ หลุยส์ แม็คมาสเตอร์ บูโจลด์ซื้อมาแล้ว กำลังว่าจะเริ่มอ่านซะทีนักเขียนที่ตัวเองค้นพบเมื่อปีที่แล้วและชอบมากคือ Kristen Ashley
ชอบขนาดตามอ่านทุกเล่มที่เธอเขียนเลย เสพติดมาก ขอแนะนำอย่างแรงเลยค่า งานเธอสนุกทุกแนว แถมเรื่องนึงก็ยาวมากแต่อ่านไม่เบื่อเลย พระเอกทุกเล่มก็ฮ๊อตสุดๆ ถ้าคุณแม๊กซ์ได้อ่านแล้วก็อยากรู้ว่าจะคิดตรงกันมั้ย
ส่วนงานแนวอีโรติกก็ชอบงานของ Kaitlyn O'Connor เธอเขียนออกมากี่เพนเนม ก็ตามอ่านหมดแล้ว นักเขียนคนโปรดอันดับ 1
อํณณ์ได้อ่านเรื่องที่คุณแม๊กซ์พูดถึงของ Emma Holly ส่วนตัวรู้สึกเฉยๆ ไม่ค่อยชอบเรื่องที่คู่ไบมีสาวแทรก มันแลไม่โรมานซ์ยังไงก็ไม่รู้ ชอบแบบช-ช หรือไม่ก็ชญช มากกว่า ส่วนซีรีย์ Fifty shade ซื้อมาแล้วแต่จนป่านนี้ยังทำใจหยิบอ่านไม่ได้เลย(ไม่ชอบเรื่องทไวไลท์เลย ถึงรู้ว่าไม่เหมือนแต่ก็นะ...)
สำหรับแนว Contemporary ช่วงปลายปีได้อ่านงานของ Ruthie Knox ค่ะ อ่านสนุกมาก ตอนแรกว่าจะอ่านผ่านๆ เปิดอ่านไปสามสี่หน้าปรากฏว่าวางไม่ลงเลย เธอเป็นนักเขียนหน้าใหม่เพิ่งเขียนสองเล่มเอง
ว่าแต่คุณแม๊กซ์มี account อยู่ที่ goodread บ้างมั้ยคะ ส่วนตัวหาหนังสืออ่านตามลิสต์ที่นั่นล่ะค่ะ ถ้ามีจะได้แอดกัน ไม่ได้มีเขียนรีวิวอะไร แค่ตามโหวตเรื่องที่ชอบแค่นั้น แหะแหะ cry

#2 By kokunila on 2013-01-13 17:12

ไชโยโห่สามรากับชุด VK ที่ติดโผ <3 Thief of Shadows เรายังไม่ได้อ่านเลยค่ะ แบบว่าเนือยๆจากเล่มที่แล้ว ส่วน Sebastian St. Cyr เล็งแล้วเล็งอีก ปีนี้น่าจะได้หยิบแน่อึ้งเล็กน้อยที่ได้ยินว่ามีคนดูถูกคนอ่านพรินท์บุ๊ค เอ่อ ด้วยเหตุผลอะไรเนี่ย?? แต่ในไทยเราคิดว่าคนส่วนใหญ่ยังชอบพรินท์บุ๊คอยู่นะคะ เห็นกระทู้ในพันทิปที่คุยกันเรื่องนี้ 90% เลยมั้ง ที่บอกว่าชอบพรินท์บุ๊คมากกว่า อีบุ๊คน่าจะอีกนานกว่าจะรุ่งในเมืองไทย
มาให้กำลังใจคุณเมย์เขียนบล็อกค่ะ ยังรออ่านอยู่นะคะ ^^

#1 By chihaya on 2013-01-10 22:38