RT Convention Trip (30 April 2013)

posted on 21 May 2013 16:14 by maxtreme in AllAboutMax

30 April 2013

Tokyo – Minneapolis – Kansas City, MO

วันนี้ตื่นเช้าเป็นพิเศษกว่าวันอื่น เพราะจะต้องเช็คเอ้าท์ออกจากโรงแรม แล้วก็ต้องไปให้ถึง The Imperial Palace ก่อนเวลาเก้าโมง ซึ่งทุกอย่างก็เป็นไปโดยเรียบร้อย เพราะเก็บของเสร็จแล้วตั้งแต่คืนก่อนหน้า ตื่นมาก็แค่อาบน้ำ แล้วเก็บอุปกรณ์ที่เหลือลงกระเป๋าเท่านั้นเอง จากนั้นก็เช็คเอ้าท์ แล้วเดินไปสถานีรถไฟใต้ดิน

เช่นเดิมเราใช้รถไฟใต้ดินของ Tokyo Metro เพราะราคาถูกที่สุด และเราไม่ได้มีความจำเป็นต้องรีบเร่งด่วน (แปลว่า มีปัญญาเดินได้แม้จะไกล) ความตั้งใจของเราก็คือ จะหาที่นั่งในสวนใกล้ ๆ กับพระราชวัง แล้วกินข้าวเช้า (ซึ่งก็คือ ข้าวเย็นของคืนวันก่อนหน้าที่เรากินเหลือนั่นแหละ) แต่พอไปถึงกลับไม่มีใครเข้าไปนั่งที่สวนเลย (ช่วงเวลาที่ไปถึง ทัวร์กรุ๊ปของคนจีนกับแห่มาพอดี) เราเลยนั่งอยู่บนขอบถนน (ด้านในซึ่งไม่มีรถวิ่งมากนัก) แล้วเริ่มต้นหม่ำข้าวเช้า เพื่อฆ่าเวลาการรอให้ทัวร์ที่จะนำชมพระราชวังถึงเวลา

เราไม่แน่ใจว่า ทุกคนรู้กันแล้วรึยังนะคะ แต่เราค้นพบข้อมูลในอินเตอร์เน็ตตอนที่เตรียมตัวจะเดินทางมาญี่ปุ่นว่า เราสามารถเข้าไปเยี่ยมชมภายในพระราชวังของเขาได้ แต่จะต้องทำการสมัครขออนุญาตล่วงหน้า (ตามเว็บไซด์นี้ http://sankan.kunaicho.go.jp/english/guide/koukyo.html) ซึ่งเป็นโอกาสอันดีอย่างยิ่งสำหรับเรา

เมื่อถึงเวลาก็ไปเข้าแถว แล้วมีทหารรักษาการณ์มาตรวจเอกสาร (ซึ่งมีนักท่องเที่ยวหลายคนเห็นคนรุมเข้าแถวกันอยู่ ก็เลยแห่มาเข้าด้วย ก่อนจะถูกไล่ออกไป เพราะไม่มีหนังสืออนุญาตให้เข้าไปข้างในได้) จากนั้นก็นำเข้าไปภายในพระราชวัง

ก่อนเริ่มต้นทัวร์ ก็มีการบรรยายคร่าว ๆ ให้ฟังถึงสถานที่ต่าง ๆ ที่จะนำเข้าชม ซึ่งแน่นอนว่า เป็นภาษาญี่ปุ่น แต่เนื่องจากเราได้ทำเรื่องของหูฟังแปลภาษามาแล้ว ก็เลยพอจะรู้เรื่อง (ตามเทปที่เขาอัดเอาไว้เป็นภาษาอังกฤษ) จากนั้นก็เริ่มต้นทัวร์

วันนี้เป็นวันพิเศษค่ะ เพราะฝนตก แต่เขาเตรียมการไว้ดีมาก ๆ มีร่มแจกให้นักท่องเที่ยวเสร็จสรรพ (ซึ่งกลุ่มนักท่องเที่ยวมีหลายชาติ รวมทั้งคนญี่ปุ่นเองด้วย) การนำทัวร์ก็คือการเดินไปยังที่ต่าง ๆ ซึ่งเราบอกตามความรู้สึกจริง ๆ ก็คือ สถานที่ของเขาไม่ได้โอ่อ่า หรูหรา หรือแปลกตา (ไม่เหมือนปราสาทราชวังของทางยุโรป หรือวัดพระแก้วของเมืองไทย) แต่เป็นความเรียบง่ายตามแบบฉบับของญี่ปุ่น ที่สำคัญก็คือ เรื่องราวที่เขาเล่าให้ฟังถึงประวัติความเป็นมา พิธีการที่เกิดขึ้นในสถานที่เหล่านั้นทำให้สถานที่ที่ดูราบเรียบ มีมนต์ขลังอยู่ยิ่งใหญ่ขึ้นมาได้

ทัวร์นี้ใช้เวลาประมาณชั่วโมงครึ่งค่ะ เมื่อเสร็จก็เวลาสิบเอ็ดโมงครึ่ง เราเช็คเวลาแล้วก็ลงความเห็นว่า น่าจะมีเวลาเหลือพอที่เราจะนั่งรถไฟไปชินจูกุเพื่อซื้อขนม (ทั้งที่เมื่อวานก็ไปชินจูกุเพื่อซื้อขนมมาแล้วรอบนึง แต่พอกลับมากลับรู้สึกว่า ซื้อมาน้อยไป วันนี้เลยอยากไปซื้อมาเพิ่ม) เพราะเวลาขึ้นเครื่องก็คือ บ่ายสามโมงสี่สิบห้า แสดงว่าเครื่องขึ้นประมาณบ่ายห้าโมงเกือบหกโมง เราน่าจะไปสนามบินได้ทันอย่างไม่มีปัญหา

การเดินทางไปซื้อขนมและกลับมาโรงแรมเป็นไปอย่างเรียบร้อย เราดูเวลาแล้ว (ตอนนั้นบ่ายโมงครึ่ง) ก็ยังคิดว่า มีเวลาเหลือถมเถ เลยยึดกับแผนการที่เตรียมไว้ คือนั่งรถไฟหวานเย็น (แปลว่า รถไฟที่ใช้เวลานานกว่า แต่ราคาถูกกว่ารถไฟด่วน ในที่นี้ก็คือ Keisei Limited Express) ไปสนามบิน   

ปัญหาก็คือ เมื่อขึ้นรถไฟแล้ว หยิบเอาตารางแผนการบินขึ้นมาดู ก็เลยเจอว่า เราดูเวลาผิด บ่ายสามโมงสี่สิบห้าก็คือเวลาเครื่องออก และรถไฟคันนี้ใช้เวลาชั่วโมงกว่าจะถึงสนามบิน เราคำนวนแล้วก็เกิดอาการหวาดกลัวสุดขีด เพราะเร็วสุดที่จะไปถึงสนามบินได้ก็คือบ่ายสองโมงสี่สิบห้า เรามีเวลาเหลือชั่วโมงเดียวในการเช็คอิน โหลดกระเป๋า ผ่านตรวจคนเข้าเมือง ด่านตรวจความปลอดภัย (ที่ค้นเยอะแยะ) แล้วขึ้นเครื่อง เราเริ่มนั่งพนมมือ แล้วคิดถึงเจ้าพ่อเจ้าแม่ที่เรานับถือ พลางด่าตัวเองที่ชะล่าใจ

พอไปถึงสนามบินก็คือการวิ่ง และวิ่งค่ะ โชคดีที่เราสามารถเช็คอินทางอินเตอร์เน็ตมาก่อนแล้ว เลยเหลือแค่การโหลดกระเป๋า ขณะที่กำลังโหลด เจ้าหน้าที่สายการบินก็ทักขึ้นมาว่า “มีการเรียกขึ้นเครื่องแล้วนะคะ”

เราก็ตอบไปว่า “รู้แล้วค่ะ ถ้าไม่มีอะไรแล้ว ขอตัววิ่งก่อนนะคะ” จากนั้นเราก็สวมตีนหมาวิ่งร้อยเมตรในทันใด โชคเป็นของเราค่ะ (หรืออาจเพราะเจ้าพ่อเจ้าแม่ที่พนมมือไหว้เอาไว้ช่วยเหลือก็เป็นได้) ไม่มีคนเลยค่ะที่ด่านตรวจคนเข้าเมือง หรือด่านรักษาความปลอดภัย เราไปถึงประตูขึ้นเครื่องทัน ชนิดที่ยังมีเวลาเหลือวิ่งไปเข้าห้องน้ำก่อนด้วยซ้ำ

การนั่งเครื่องบินเป็นไปอย่างเรียบร้อย ผู้โดยสารที่นั่งข้าง ๆ นอนหลับตลอดเวลา เราเองก็หลับเกือบตลอดเวลาเช่นกัน เลยไม่ต้องพูดคุย หรือยุ่งเกี่ยวอะไรกันมากนัก (ซึ่งเป็นข้อดีสำหรับเรา)

เป็นเวลาสิบสามชั่วโมงจากโตเกียว เราก็มาถึงสนามบินเมืองมินิอาโปลิส แต่เนื่องจากเส้นแบ่งวันโดนข้ามไป แทนที่จะเป็นวันที่ 1 พฤษภาคม 2013 มันก็ยังคงเป็นวันที่ 30 เมษายน 2013 อยู่ดี

วันนี้เป็นวันที่ยาวนานค่ะ

เมฆแห่งความวุ่นวายเริ่มก่อตัว เมื่อเราลงจากเครื่องบิน และวิ่งตรงมาที่ด่านตรวจคนเข้าเมือง เพื่อพบว่า มีเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองเข้าเวรทำงานแค่คนเดียว (ขอย้ำอีกครั้งหนึ่งว่า แค่คนเดียว) นี่เป็นครั้งแรกที่เราบินมาลงที่เมืองมินิอาโปลิส และเราขอบอกว่า ถ้าเลือกได้ นี่จะเป็นครั้งสุดท้าย เพราะห่วยมาก ๆ

คิดดูนะคะ เราวิ่งเร็ว และมาเข้าคิวรอตรวจคนเข้าเมืองน่าจะเป็นคนที่สิบห้า (ซึ่งถือว่า ความเร็วเราใช้ได้เลยล่ะ มาถึงก่อนผู้โดยสารชั้นหนึ่งบางคนด้วยซ้ำ) แต่เนื่องจากมีเจ้าหน้าที่ทำงานแค่คนเดียว ใช้เวลากับผู้โดยสารคนนึงสักสี่นาที เราก็ต้องรอหนึ่งชั่วโมงแล้วค่ะ ซึ่งเราก็รอเข้าแถวอยู่หนึ่งชั่วโมงจริง ๆ นะคะ

เรายังถือว่าโชคดีนะคะ เพราะเราคือคนที่สิบห้า ข้างหลังเรามีผู้โดยสารรอตรวจคนเข้าเมืองอยู่ประมาณสองร้อยคน เราไม่รู้นะคะว่า พวกเขาจะต้องรออีกนานแค่ไหน

ที่น่าเกลียดมาก ๆ ก็คือ ไม่ใช่ว่า เขาไม่มีเจ้าหน้าที่นะคะ เราเห็นเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองของเขานั่งในห้องทำงานอยู่เป็นสิบคน แต่ไม่มีใครออกมาประจำด่านตรวจ ได้แต่เดินไปเดินมา แต่ไม่ทำอะไร และไม่มีใครคิดจะทำอะไร

อย่างที่บอกค่ะ เป็นไปได้ เราจะไม่เข้าอเมริกาผ่านทางเมืองมินิอาโปลิสอีกแล้ว ห่วยมาก

หลังจากผ่านด่านตรวจมาได้ เราเหลือเวลาอีกไม่ถึงชั่วโมงเพื่อวิ่งไปขึ้นเครื่องเพื่อต่อไปยังเมืองแคนซัส ซิตี้ และถ้าเราคิดว่า ด่านตรวจนั่นแย่แล้ว มันมีอะไรที่แย่ยิ่งกว่า รอคอยเราอยู่ค่ะ

เราไปที่สายพานกระเป๋า เพื่อจะพบว่า ไม่มีกระเป๋าของเรารออยู่ เราพยายามสอบถามเจ้าหน้าที่สายการบินว่า กระเป๋าของเราอยู่ที่ไหน แต่ไม่มีใครยอมพูดจากับเราเป็นเรื่องเป็นราว คำตอบเดียวที่ได้รับก็คือ ให้เราไปให้พ้นจากสนามบินแห่งนี้ ไปให้ถึงแคนซัสซิตี้ แล้วกรอกแบบฟอร์มเพื่อแจ้งว่า กระเป๋าหาย พวกเขาทำอะไรให้เราไม่ได้ เพราะที่นี่ไม่ใช่จุดหมายปลายทางของเรา เราต้องไปแจ้งเรื่องกระเป๋าหายที่แคนซัสซิตี้เท่านั้น

หลังจากพยายามแต่ไม่ได้คำตอบ เราตัดสินใจออกจากด่านศุลกากร แล้วไปยังประตูขึ้นเครื่อง เพื่อต่อเครื่องไปแคนซัส ซิตี้ เรารู้สึกว่า ไม่มีทางเลือก นี่คือคำตอบที่สายการบินให้กับเรา (สำหรับคนที่อยากรู้ เราขึ้นเครื่องของสายการบินเดลต้า) อีกอย่าง ถ้าเราไม่ไป ตัวเราเองก็จะตกเครื่องไปด้วยอีกคน เราไม่อยากอยู่ที่เมืองมินิอาโปลิสอีกต่อไป ไม่มีอะไรในสนามบินแห่งนี้ที่ทำให้เรารู้สึกว่า อยากจะอยู่

ในที่สุดเราก็ไปถึงแคนซัส ซิตี้ (รัฐมิสซูรี เมืองแคนซัส ซิตี้มีสองรัฐค่ะ เป็นเมืองเดียวกันนั่นแหละ แต่ถูกแบ่งด้วยเส้นรัฐ อีกแคนซัส ซิตี้นึงอยู่ในรัฐแคนซัส) และกระเป๋าของเราก็หายอย่างที่เราพยายามพวกเขาในสนามบินที่มินิอาโปลิส เราเข้าไปกรอกแบบฟอร์ม แจ้งกระเป๋าหาย เจ้าหน้าที่ของสายการบินถามเราว่า ทำไมเราไม่ตามหากระเป๋าตั้งแต่ในเมืองมินิอาโปลิส

ลองนึกถึงอาการของเราดูนะคะ เราพยายามใจเย็น แล้วตอบไปว่า ก็เจ้าหน้าที่ที่นั่นไล่ให้เรามาแจ้งที่แคนซัส ซิตี้ เราก็ได้รับคำตอบว่า ทีหลังอย่าไปเชื่อ ตามหากระเป๋าให้เจอที่มินิอาโปลิสให้ได้ เพราะถ้าไม่เจอที่นั่น มันคงไม่ถูกส่งมาที่แคนซัส ซิตี้หรอก

เราได้กระเป๋ามาหนึ่งแผ่น บอกเลขที่อ้างอิง เอาไว้ใช้เวลาสอบถามว่า กระเป๋าของเราอยู่ไหน แล้วก็กระเป๋าใบเล็ก ๆ (เหมือนกระเป๋าใส่เครื่องสำอางค์) ที่เจ้าหน้าที่บอกว่า เป็นอุปกรณ์ให้เราประทังชีวิตไปจนกว่าจะได้กระเป๋าคืน

ระหว่างนั่งรถเพื่อไปยังโรงแรมซึ่งเป็นสถานที่จัดงาน RT Convention เราประเมินสภาพของตัวเอง

เรามีเสื้อหนึ่งตัว และกางเกงอีกหนึ่งตัว ที่ใส่อยู่ ณ ตอนนี้  แล้วก็ขนมมากมายที่ดั้งด้นไปซื้อจากชินจูกุก่อนจะเดินทางไปสนามบิน ที่เหลือของทุกอย่างอยู่ในกระเป๋าใบนั้น กระเป๋าที่ตอนนี้อยู่ที่ไหนสักแห่งระหว่างโตเกียว – มินิอาโปลิส – หรือแคนซัส ซิตี้

นี่คือสภาพของเราตอนเดินเข้าไปในโรงแรม

 เราคิดว่า ตัวเองเป็นคนรอบคอบในระดับนึง ดังนั้นแม้กระเป๋าเดินทางจะหาย แต่เอกสารการเดินทาง เงินสด และของที่จำเป็นเกือบทุกอย่าง เรามีติดตัวครบค่ะ ยกเว้นก็แค่เสื้อผ้าที่ไม่มีเลยจริง ๆ กระนั้นการที่กระเป๋าหายก็ทำให้เราจิตตกไปไม่น้อย จากที่ควรจะตื่นเต้นที่ในที่สุดเราก็มาถึงงาน RT Convention เรากลับเดินคอตกเข้าโรงแรม

การเช็คอินเป็นไปอย่างเรียบร้อย เราขนข้าวของอันน้อยนิดของตัวเองขึ้นไปยังห้องพักที่อยู่ชั้นที่สิบเก้า (โรงแรมสูงสี่สิบชั้น ซึ่งถือว่าสูงมาก โดยเฉพาะในเมืองที่เราคิดว่า ไม่ค่อยมีอะไรอย่างแคสซัสซิตี้) เราพักร่วมกับเพื่อนร่วมห้องอีกสองคนค่ะ คนอีกสองคนที่เราไม่รู้จักเป็นการส่วนตัว แต่ตัดสินใจแชร์ห้องพักด้วยกัน เพราะต้องการประหยัดค่าเดินทาง (แต่พวกเราไม่ถึงกับเป็นคนแปลกหน้าหรอกนะคะ เพราะพวกเรามีเพื่อนร่วมกัน และเพื่อนคนนั้นก็แนะนำให้เราเจอกันทางอีเมลล์ และตัดสินใจพักร่วมกัน) ตอนที่เราเข้าไปในห้อง หนึ่งในเพื่อนร่วมห้องของเรามาถึงแล้ว แต่เราเห็นแค่กระเป๋าค่ะ เพราะตัวเธอไม่อยู่ในห้อง นั่นยิ่งทำให้เรารู้สึกโดดเดี่ยวมากขึ้นไปอีก เรารู้สึกอยากบอกให้ใครสักคนรู้ถึงความเดือนร้อน ไม่สบายใจที่เรารู้สึก อยากให้ใครสักคนรู้ว่า เราเหนื่อยแค่ไหน (นี่เป็นตอนที่เราโพสต์ข้อความในเฟซบุ๊ค)

วันนี้ยังไม่ใช่วันเริ่มต้นงาน RT อย่างเป็นทางการ แต่ก็มีผู้ร่วมงานมาถึงเป็นจำนวนไม่น้อย เราตัดสินใจออกจากห้องลงไปยังบริเวณจัดงาน เผื่อว่าจะเจอหน้าใครก็ตามที่คุ้นตาบ้าง อะไรก็ดีกว่าการนั่งอยู่ในห้องเงียบ ๆ คนเดียว ซึ่งเราก็ได้เจอค่ะ ซึ่งเราก็ได้เจอกับคนที่เราอยากเจออย่างมาก ๆ เลยค่ะ อาร์ตและเชอรีล สองสามีภรรยา เจ้าของร้านหนังสือ คนที่ใจดี และอบอุ่นกับเราเสมอมา เราเจอพวกเขาเป็นครั้งที่โคลัมบัส รัฐโอไอโอ ในงาน RT ปี 2010 รูปถ่ายที่ลงไว้เป็นรูปที่เราถ่ายไว้ตอนนั้นค่ะ ครั้งนี้เราบอกตามตรงว่า ไม่มีอารมณ์ถ่ายรูปมากมายนัก  และแน่นอนว่า เมื่อได้เจอกับทั้งสอง สิ่งแรกที่เราทำก็คือ บอกพวกเขาว่า กระเป๋าเดินทางของเราหาย และเราอยู่ในสภาพที่ไม่มีอะไรเลย เราได้รับความเห็นอกเห็นใจอย่างที่เราต้องการในที่สุด นอกจากนี้เรายังได้อะไรบางอย่างมาทำอีกต่างหาก นั่นเพราะว่าอาร์ต และเชอรีลเป็นอาสาสมัครทำงานให้กับคนจัดงาน RT ซึ่งตอนนี้กำลังขาดคนช่วยในการจัดของ (งานแบบนี้เค้าขอแรงอาสาสมัครช่วยงานฟรีค่ะ ไม่ได้ค่าตอบแทนอะไร ถือว่าทำกันด้วยใจ) เราซึ่งเซ็งอย่างหนัก ก็เลยรับปากว่า จะเข้าไปช่วยอีกแรงนึง

แต่ก่อนที่จะไปช่วย เราแวะไปงานที่เรียกว่า International Reception ซึ่งเป็นงานพิเศษเชิญเฉพาะคนที่มางาน RT ที่ไม่ได้มีถิ่นฐานอยู่ในอเมริกา และเราซึ่งมาจากเมืองไทย ก็ได้รับเชิญด้วย ตอนแรกเราคิดว่า คงจะไปงานไม่ทันแล้วล่ะค่ะ การที่เรากระเป๋าหาย ทำให้เราไปงานช้ากว่ากำหนดเป็นชั่วโมง แต่เมื่อไปถึงสถานที่จัดงาน ซึ่งก็คือ ห้องสวีทบนชั้นที่สี่สิบของโรงแรม ซึ่งเป็นห้องพักของแคธลีน เลดี้แห่งบาร์โลว์ (เป็นบรรดาศักดิ์ของเธอจริง ๆ นะคะ เธอเป็นเจ้าของนิตยสาร RT Booklover ซึ่งเป็นผู้จัดงานครั้งนี้) เราก็พบว่า ยังมีคนอีกมากมายเตล็ดเตร่พูดคุยกันอยู่

 

และแน่นอนว่า สิ่งแรกที่ออกจากปากของเราก็คือ กระเป๋าเดินทางของเราหาย และเราก็ได้รับความเห็นอกเห็นใจอย่างที่เราเรียกร้อง และเรารู้เลยนะคะว่า การที่กระเป๋าหายรบกวนจิตใจของเรามากขนาดไหน เพราะมากจนเราไม่ได้สังเกตเลยว่า แมรี บาล็อคธ์ยืนอยู่ข้าง ๆ เรานั่นเอง เราไม่แม้แต่มองหน้าเธอด้วยซ้ำ (รู้ตัวเลยค่ะว่า เราหมกหมุ่นกับตัวเองอย่างรุนแรง) พวกเราในงานถูกขอให้แนะนำตัว ซึ่งทำให้เราได้รู้ว่า ครั้งนี้ถือเป็นงานนานาชาติจริง ๆ เพราะในงานมีนักอ่านที่เดินทางมาจากประเทศทั่ว ๆ ไป (ที่คาดการณ์กันได้) อย่างแคนาดา, อังกฤษ, ออสเตรเลีย และก็มีประเทศที่แปลกอย่าง บราซิล และรัสเซีย

น่าทึ่งมาก ๆ และทำให้เรารู้สึกจริง ๆ ว่า โรแมนซ์ทำให้คนทั้งโลกพูดจาภาษาเดียวกัน

เราอยู่ในงานไม่นานหรอกค่ะ เพราะได้รับปากไว้แล้วว่าจะไปช่วยบรรดาอาสาสมัครเตรียมงานให้เสร็จ (ทุกอย่างต้องเสร็จภายในคืนวันนี้ เพราะงานจะเริ่มพรุ่งนี้แล้ว) หน้าที่ที่เราได้รับมอบหมายให้ทำก็คือ การจัดหน้าสือใส่ในถุง เพราะเตรียมแจกให้กับนักอ่านที่มาร่วมงาน

ขอเราอธิบายลักษณะงานคร่าว ๆ หน่อยนะคะ งานนี้เป็นลักษณะของเวิร์คช็อป นั่นคือจะมีตารางเวลาชัดเจน หนึ่งเวิร์คช็อปจะกินเวลาหนึ่งชั่วโมง (ให้นึกถึงคาบเรียน) ในแต่ละหนึ่งช่วงเวลา จะมีหลายเวิร์คช็อป ให้ผู้มาร่วมงานเลือกเข้าเวิร์คช็อปไหนก็ได้ ตามแต่ใจอยากจะเข้า โดยแต่ละเวิร์คช็อคจะมีโฟกัสในเรื่องที่แตกต่างกัน และที่สำคัญ (อย่างน้อยก็สำหรับเรา) ก็คือมีของแจกให้กับผู้เข้าร่วมต่างกัน

หน้าที่ของเราก็คือ จัดของ (พวกปากกา, ที่คั่นหนังสือ, และอื่น ๆ มากมาย) และหนังสือ ลงในถุง เพื่อเตรียมแจกในเวิร์คช็อคเหล่านี้

เราเสร็จงานตรงนี้ประมาณสามทุ่มค่ะ ซึ่งช้าเกินไปแล้วที่จะเดินทางไปห้างสรรพสินค้าที่อยู่ใกล้ ๆ กับโรงแรม เพราะทุกอย่างในแคนซัสปิดตอนหกโมงเย็น เราเลยหาซื้อของใช้ส่วนตัว และเสื้อผ้าบางส่วนจากร้านในโรงแรมนั่นเอง เพื่อที่อย่างน้อย เราจะมีอะไรใส่ในวันพรุ่งนี้บ้าง

หลังจากซื้อของเสร็จ เราก็กลับขึ้นห้องพัก และได้เจอกับเพื่อนร่วมห้องทั้งสองคน ซึ่งเซอร์ไพรส์อย่างมากก็คือ เรารู้จักหนึ่งในนั้นอยู่แล้วค่ะ เราเจอกันในงาน RT นี่แหละ เพราะแต่เป็นการพบปะกันแบบ สวัสดี/ลาก่อน ไม่ได้ถามไถ่ชื่ออย่างเป็นเรื่องราว แต่อย่างน้อยนี่ก็คือ หน้าที่คุ้นหูค่ะ ส่วนเพื่อนร่วมห้องอีกคนนึงจริง ๆ แล้วเป็นคนมาเลย์ค่ะ แต่ย้ายถิ่นฐานมาอยู่อเมริกาได้หลายปีแล้ว เลยทำให้เราดูมีสิ่งที่ใกล้เคียงกันอยู่บ้าง

บอกตอนนี้เลยก็ได้นะคะ เราโชคดีมาก ๆ ในเรื่องเพื่อนร่วมห้อง

สวัสดี และราตรีสวัสดิ์ สำหรับวันอันยาวนาน และโหดร้ายของเรา หวังว่าพรุ่งนี้ (1 พฤษภาคม 2013) อะไร ๆ จะดีขึ้นมาบ้าง  

Comment

Comment:

Tweet