RT Convention Trip (1 May 2013)

posted on 07 Jun 2013 15:55 by maxtreme in AllAboutMax
1 May 2013

เวลาทำให้ทุกอย่างดีขึ้นจริง ๆ นะคะ เพราะแค่วันเดียว หลังจากนอนหลับไปตื่นนึง เราตื่นขึ้นเพราะกับความรู้สึกที่เปลี่ยนไป แน่นอนว่าเรายังเซ็งมากกับการที่กระเป๋าหาย แต่นั่นคือสิ่งที่เราควบคุมไม่ได้ และแก้ไขไม่ได้ ถ้าเราหมกหมุ่นอยู่กับมัน ก็จะเป็นการทำลายวันหยุดพักผ่อน (การมางาน RT ของเราคือวันหยุดพักผ่อนค่ะ) ของเราไปหมด

ดังนั้นเราจึงเลือกที่จะมองในแง่ดี ข้อแรกเรามีประกันการเดินทาง และค่าเสียหายจากทางสายการบิน ดังนั้นเราสามารถซื้อหาเสื้อผ้า และของใช้ที่จำเป็นใช้ประทังชีวิตไปก่อนได้ ข้อสองไม่บ่อยครั้งนักใช่ไหมคะที่เรารู้ว่า เสื้อผ้า ของใช้ที่เราซื้อ ในที่สุดแล้วเราจะได้เงินคืน เมื่อเลือกมองในมุมนี้ เราก็คิดว่า เป็นโอกาสให้เราช็อปปิ้งซื้อเสื้อผ้าใหม่

ตอนเช้าก่อนเริ่มงานอย่างเป็นทางการ เราลงไปเดินสำรวจบริเวณจัดงานอีกครั้ง ตอนนี้ผู้คนมากมาย รวมทั้งหลายคนที่เรารู้จัก ดังนั้นนี่จึงเป็นช่วงเวลาของการพบปะพูดคุยกับคนหลายคนที่เราไม่ได้มีโอกาสเจอ จากนั้นเราก็ไปร่วมงาน RT Book Reviews Welcome Party ซึ่งถือเป็นการเปิดงานอย่างเป็นทางการ ในงานผู้จัดงานนั่นคือ นิตยสาร RT Book Reviews จะกล่าวเปิดงาน ซึ่งปีนี้ถือว่า พิเศษเล็กน้อย เพราะครบรอบสามสิบปีของการจัดงาน RT Booklover Convention ทำให้ธีมของงานก็คือ การฉลองความสำเร็จของหนังสือแนวโรแมนซ์ และสดุดีนักเขียนโรแมนซ์รุ่นบุกเบิกที่ทำให้โรแมนซ์กลายเป็นหนังสือแนวที่ขายดีที่สุด (ตามสถิติที่เขาว่ากัน) ในยุคนี้

เราได้มีโอกาสเห็นจู๊ด เดเวอร์โรซ์แบบไกล ๆ เป็นครั้งแรก เธอขึ้นมาพูดถึงจุดเริ่มต้น ซึ่งเธอไม่ได้คิดว่า หนังสือที่เธอเขียนจะสร้างความแตกต่างหรืออะไรทั้งสิ้น เธอแค่เขียนหนังสือ แต่การที่มันโด่งดัง และถือเป็นส่วนหนึ่งของยุคแรก ๆ ของโรแมนซ์ (แบบที่เราเห็นกันในทุกวันนี้) คือผลพลอยได้ ซึ่งแน่นอนว่า เธอมีความสุขกับค่าตอบแทนที่ได้รับ

ในงานยังมีการแจกรางวัลให้กับร้านหนังสือยอดเยี่ยม (ขออภัยเราไม่ได้จดมาค่ะ เลยจำไม่ได้ว่าเป็นร้านไหน) และยังมีการมอบรางวัลพิเศษให้กับร้านหนังสือท้องถิ่น และบรรณารักษ์ ซึ่งอันนี้เราจำได้ เพราะเรื่องราวของเธอน่าจดจำ เฮเลนเป็นบรรณารักษ์ที่ห้องสมุดของเธออยู่ในบอสตัน แน่นอนว่า เธอส่งเสริมหนังสือแนวโรแมนซ์ เราได้มีโอกาสเจอกับเธอหลายครั้ง ตามงานหนังสือแบบนี้ แต่สิ่งที่โดดเด่นและบอกตัวตนของเธอก็คือ ในระหว่างที่เมืองบอสตันล็อคดาวน์ เพื่อจับมือวางระเบิดบอสตัน มาราธอน เธอให้พนักงานในห้องสมุดทั้งหมดกลับบ้าน และเป็นเธอเองที่อยู่เฝ้าห้องสมุด (ซึ่งอยู่ในเมือง และใกล้กับสถานที่ถูกวางระเบิด)

จากนั้นเราก็รีบไปที่กู๊ดดี้รูม (Goodies Room) ซึ่งตามชื่อนะคะ คือห้องที่แจกห้องสือ โดยผู้มาร่วมงานจะมีโอกาสคนละหนึ่งครั้งให้เดินเข้าไปในห้องนั้นได้ โดยในห้องจะมีห้องสือวางให้เลือก แต่ละปีจำนวนหนังสือที่สามารถเลือกออกมาได้จะมีจำนวนที่แตกต่างกัน ปีนี้กำหนดไว้ที่สี่เล่ม

เราคงต้องบอกว่า หนังสือที่มีให้เลือกไม่ค่อยน่าสนใจเอาเสียเลยค่ะ ออกจะน่าผิดหวังด้วยซ้ำ เราคาดหวังอยากให้มี ARC (Advance Reading Copy) แต่ไม่มีเลย หนังสือหลายเล่มเป็นหนังสือที่คนแต่งพิมพ์ขายเอง ซึ่งไม่ได้มีอะไรเสียหายนะคะ แต่เราไม่รู้จักไงคะ แต่สุดท้ายเราก็เลือกมาได้นั่นก็คือ

Half Moon Hill ของโทนี เบลค (เพราะเป็นหนังสือใหม่เพิ่งวางออกขาย และเรายังไม่ได้ซื้อ)

Their Virgin Captive ของเล็กซี เบลค และเชย์ลา แบล็ค (เป็นงาน Self Pub ที่เราอ่านอีบุ๊คไปแล้ว ไม่ถึงกับชอบเท่าไหร แต่เราสะสมงานของเชย์ลา แบล็คอยู่ และพรินต์บุ๊คก็ราคาแพงไม่น้อย เราก็เลยหยิบมา)

His Yankee Bride ของโรส กอร์ดอน (เป็น Self Pub อีกเล่มค่ะ เราไม่เคยอ่าน แต่คิดอยากลองพอดี)

Whispered Music ของเรเชล แวนไดเคน (เป็น Self Pub อีกเช่นกัน แต่เนื่องจากเรเชลเพิ่งติดอันดับขายดีของ NYT กับงานแนว New Adult และเรารู้ว่า เธอมางานนี้ ก็เลยหยิบมาเพื่อขอลายเซ็นต์เธอเก็บไว้)

หลังจากเอาหนังสือไปเก็บบนห้องพัก เราก็ไปเข้าเวิร์คช็อคเรื่อง Vampires to Die For! ด้วยเหตุผลเดียวค่ะ อลิสาเบ็ธ สแตปเป็นผู้จัดเวิร์คช็อปนี้ และเราชอบหนังสือเรื่อง Prince of Power ของเธอมาก ขนาดเราขนเล่มนี้ติดมือจากเมืองไทยไปด้วย เพื่อขอลายเซ็นต์ของเธอ ขณะที่ยืนรอเข้าแถว เราก็พูดคุยกับนักอ่านที่อยู่ใกล้ ๆ และเราก็ได้พบกับเอเวอร์ลีน นักอ่านจากฝั่งเวสต์โคสต์ นี่จะเป็นชื่อที่จะได้ยินในเรื่องที่เราเล่าเกี่ยวกับงานนี้อีกหลายครั้งค่ะ เพราะเราพูดคุยถูกคอกันไม่น้อย และเอเวอร์ลินเป็นนักอ่านที่สุดยอดมาก เธอมีการ์ด (หมายถึงการ์ดที่เป็นกระดาษจริง ๆ) จดชื่อหนังสือของนักเขียนเกือบทุกคนติดตัวอยู่ เมื่อเราคุยกันเรื่องหนังสือ และจำชื่อเรื่องไม่ได้ เธอก็จะหยิบการ์ดของเธอออกมาดู ไม่ใช่ว่า เธอต้องหยิบมาดูบ่อยนะคะ เพราะเธอความจำดีมาก และเธออ่านหนังสือเยอะมาก ๆ

ในเวิร์คช้อปนี้ กลุ่มนักเขียนที่เป็นผู้จัดการจะอ่านบางฉาก บางตอนจากหนังสือที่มีตัวเอกเป็นแวมไพร์ จากนั้นให้ผู้ร่วมงานทายว่า มาจากหนังสือเรื่องไหน หรือตัวละครที่กำลังกล่าวถึงนั้นคือใครกันแน่ (ตอบอันไหนก็ได้) ขอบอกว่า นักอ่านแต่ละคนเก่งเหลือเชื่อ อย่างเอเวอร์ลินที่เราเพิ่งเจอ แค่ประโยคที่ว่า “Right now I am what America calls a Rock Superstar” เธอก็ตอบได้ว่า คือหนังสือเรื่องอะไร และใครคือตัวละครที่พูดประโยคนี้

ประโยคนี้พูดโดยแวมไพร์นามว่าเลสเตท ซึ่งเป็นคาแร็คเตอร์ของแอนน์ ไรซ์ (ผู้ที่หลายคนบอกว่า คือเจ้าแม่ผู้ค้นคิดแวมไพร์ตัวจริงเสียงจริง) ซึ่งอยู่ในเรื่อง The Vampire Lestet  

คนที่ตอบถูกก็จะได้ของรางวัลที่มีหลายอย่างตั้งแต่หนังสือ (อันนี้ของตาย) และของสะสมจำพวกแก้วน้ำ กระเป๋า แต่ถ้าตอบผิดจะโดนทำโทษด้วยการเอาสติ๊กเกอร์ (ที่เหนียวมาก เรารู้ เพราะตอบแล้วผิดค่ะ) เป็นรูปรอยกัดของแวมไพร์มาแปะไว้ตามร่างกาย แล้วแต่เราจะเลือก

เราก็ตอบถูกได้ของรางวัลเป็นเสื้อยืดมานะคะ แต่ไม่ใช่เพราะเก่งกาจอะไรหรอกค่ะ แต่เป็นข้อที่ไม่มีใครตอบถูก กลุ่มนักเขียนก็เลยบอกใบ้ว่า คนแต่งเรื่องนี้อาศัยอยู่ในรัฐเดียวเรื่องที่อ่านไป นั่นก็คือรัฐนิวเจอร์ซี แล้วเราดันรู้ว่า นักเขียนคนไหนที่อยู่รัฐนี้ไงคะ ก็เลยเดาตอบได้ถูก

หลังจากเสร็จเวิร์คช็อป เราก็วิ่งถลาไปหา Elisabeth Stabb เพื่อขอให้เธอเซ็นต์ชื่อในหนังสือเรื่อง Prince of Power

จากนั้นก็ถึงเวลาวุ่นค่ะ เพราะเราตัดสินใจไม่ได้ว่า จะไปเข้าเวิร์คช็อปไหนต่อดี ดูแล้วน่าสนใจหลายเรื่อง เราเลยตัดสินใจวิ่งรอกด้วยการแวะห้องนั้นที ห้องโน้นที เริ่มด้วยการเข้าไปในงาน Cowboy Corral ซึ่งเป็นงานแจกหนังสือล้วน ๆ (เรารู้มาก่อน เลยเลือกงานนี้ก่อน เพราะของฟรีค่ะ) โดยนักเขียนจะตั้งโต๊ะแจกลายเซ็นต์พร้อมหนังสือฟรีให้คนอ่าน

ตอนที่เราเข้าไปในห้อง คนก็เยอะอยู่แล้วนะคะ เราเลยกวาดสายตามองหานักเขียนที่เรารู้จัก และติดตามผลงานอยู่ รวมทั้งเรายังไม่มีหนังสือของเธอด้วย ซึ่งคนแรกที่เราไปหาก็คือ Beth Williamson หรืออีกนามปากกานึงก็คือ Emma Lang ซึ่งมีทางเลือกให้กับคนอ่านระหว่างพรินต์บุ๊ค และอีบุ๊ค และแน่นอนว่า เราเลือกพรินต์บุ๊ค จากนั้นเราก็ถลาไปหา Vivian Arend ส่วนหนึ่งเพราะเธอเป็นนักเขียนที่มีชื่อเสียงในระดับนึง และเรามีโอกาสได้เจอเธอหลายครั้ง แต่ไม่รู้ว่าเพราะอะไร เรายังไม่เคยมีลายเซ็นต์ของเธอเลย นี่จึงเป็นโอกาสอันดีที่เราได้ลายเซ็นต์ของเธอในที่สุด แต่ก็มีเรื่องน่าตื่นเต้นนะคะ คงจะเป็นเพราะความสับสนเนื่องจากคนค่อนข้างมาก แถวที่เข้าเพื่อรอหนังสือจากวิเวียนจึงกลายเป็นสองแถวซะงั้น เพื่อป้องกันไม่ให้คนอ่านตีกันตายไปข้างนึง วิเวียนก็เลยต้องเซ็นต์ให้คนนึงจากแถวนึง แล้วอีกคนนึงจากอีกแถว เราเลยทั้งนับทั้งลุ้นว่า หนังสือจะพอเหลือมาถึงเราไหม (แต่ก็พอนะคะ)

จากนั้นเราก็ตระเวนค่ะ ใช้คำนี้คำเดียวเลย คือดูว่าโต๊ะไหนว่างบ้าง ก็โผล่เข้าไป ทำให้เราได้หนังสือหลายเล่ม จากหลายนักเขียนที่เราไม่เคยมีโอกาสได้อ่านก่อน นอกจากนี้เรายังได้มีโอกาสเอาหนังสือฉบับแปลภาษาไทยมอบให้กับ Bobbi Smith ค่ะ เพราะเธอเคยถามเราเมื่อสักสองปีก่อนว่า มีหนังสือของเธอถูกแปลเป็นภาษาไทย แต่ไม่มีใครส่งให้เธอเห็นรูปเล่มเลย ตอนที่เราไปงานสัปดาห์หนังสือ (ที่เมืองไทย) เห็นหนังสือของเธอขายอยู่ ก็เลยซื้อติดเมือเพื่อเอาไปให้เธอค่ะ

เราเลยอยากจะบอกว่า ถ้ามีสนพ.ไหนอ่านสิ่งที่เราเขียน (ถ้ามีนะคะ ไม่คิดว่าจะมีหรอกค่ะ) ถ้ามีโอกาสได้แปลงานของนักเขียนคนไหนแล้ว ก็ช่วยส่งหนังสือให้คนแต่งด้วยนะคะ เพราะนักเขียนบางคนเขาตื่นเต้นกับการที่ประเทศอื่นเอางานของเขาไปแปล ไม่ต้องส่งให้หลายเล่มก็ได้ค่ะ แค่เล่มเดียวเขาก็ปลื้มแล้ว ส่งมากบางทีก็เป็นปัญหานะคะ (ประเด็นนี้เราจะเล่าต่อไปค่ะ)

งาน Cowboy Coral ยังไม่ทันจบดี เราก็เผ่นออกจากห้อง ไปร่วมงาน Montlake Mania! A Fabulous Scavenger Hunt ซึ่งเป็นงานที่นักเขียนในสังกัดสนพ.อเมซอนเมาท์เลครวมตัวกันจัดขึ้น เนื่องจากนักเขียนในสังกัดของสนพ.นี้ค่อนข้างเป็นนักเขียนหน้าใหม่ หรือหน้าเก่า แต่หยุดเขียนไปหลายปี และมีหลายคนที่เราอยากเจอ โดยเฉพาะ Catherine Bybee ซึ่งเรามีหนังสือเรื่อง Married by Monday ติดมือมาเพื่อให้เธอเซ็นต์ชื่อด้วย

ปรากฏว่า เราโชคดีอย่างไม่น่าเชื่อ เพราะตอนเข้าไป ซึ่งก็สายมากแล้ว เขากำลังจับรางวัลกันอยู่ เราไม่ได้ส่งชื่อไปร่วมจับกับเขาหรอกนะคะ เพราะรู้ตัว่า เข้าไปช้า ก็เลยยืนฟังเขาขานชื่อผู้โชคดี แล้วก็อิจฉาเล็ก ๆ ในใจ เพราะรางวัลเป็นถุงใบใหญ่ที่ข้างในมีหนังสือของอเมซอนเมาท์เลคหลายเล่ม แต่พอใกล้จบงาน ปรากฎว่า ทุกคนที่เหลืออยู่ล้วนได้รางวัลกันครบหมดแล้ว ทางกลุ่มนักเขียนก็เลยขานออกมาว่า มีใครยังไม่ได้ของรางวัลกันบ้าง เราก็อยู่เฉย ๆ นะคะ เพราะรู้ตัวว่า เข้ามาช้า ต้องให้คนอื่นมีสิทธิก่อน ปรากฎว่า เพื่อนนักอ่านในห้องสังเกตเห็นว่า เราไม่ได้ถือถุงรางวัลในมือ พวกเขาก็เลยชี้มาที่เรา ซึ่งเราก็ชี้แจงตามตรงนะคะว่า เรามาช้า แต่เค้าก็ให้ถุงรางวัลเราค่ะ เฮงจริง ๆ

ที่เฮงยิ่งกว่าก็คือ ในถุงมีหนังสือเรื่อง Fury of Seduction ของ Coreene Callahan อยู่ ซึ่งแม้จะเป็นเรื่องที่เรามีแล้ว แต่เรายังไม่มีลายเซ็นต์ของนักเขียนค่ะ ก็เลยดีใจเป็นพิเศษ รีบวิ่งเอาไปให้เธอเซ็นต์ จากนั้นก็เอาหนังสือให้ Catherine Bybee เซ็นต์ พร้อมกับบอกเธอว่า เราชอบหนังสือเรื่อง Wife by Wednesday มาก

แถมก่อนจะออกจากห้องเรายังได้เจอกับ Laurin Wittig ซึ่งเป็นนักเขียนเก่า แต่หยุดเขียนไปนานหลายปี ตอนนี้เพิ่งกลับมาเขียนใหม่ (และเข้าสังกัดเมาท์เลค) หลังจากยุคอีบุ๊คเฟื่องฟู เราบอกกับเธอว่า เมื่อหลายปีก่อน (แบบนานมาก ๆ ) เราเล่นอินเตอร์เน็ต (สมัยที่ยังเป็นยูนิค มีใครจำได้บ้างไหม) เราถูกรางวัลจากเว็บไซด์แห่งนึง และได้รางวัลเป็นหนังสือของเธอ และนั่นทำให้เราได้อ่านงานเขียนของเธอเป็นครั้งแรก และเราดีใจมากที่เธอกลับมาเขียนหนังสืออีกครั้งนึง (นี่คือเหตุผลที่เรารักความเฟื่องฟูของอีบุ๊ค และอินเตอร์เน็ต แม้เราจะรักพรินต์บุ๊คมากแค่ไหน แต่ความเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ทำให้นักเขียนที่หยุดเขียนกลับมาเขียนหนังสือในที่สุด)

จากนั้นก็เป็นงาน Harlequin Series Soiree ซึ่งเป็นกลุ่มนักเขียนสังกัดฮาร์ลิควินร่วมมือกันจัด โดยงานจะให้ผู้เข้าร่วมนั่งโต๊ะด้วยกลม (เหมือนโต๊ะจีนเลย) ร่วมมือกันเล่นเกม โดยคนแต่งจะถามคำถามหลาย ๆ อย่างเกี่ยวกับความรัก เช่นการ์ตูนดิสนีย์เรื่องไหนถูกสำรวจพบว่า เป็นการการ์ตูนที่โรแมนติกที่สุด (ใครรู้บ้างคะ), หรือคนเราตกหลุมรักอีกครั้งในชีวิต จากนั้นก็นับคะแนน ทีมที่ทำคะแนนได้มากสุด ก็จะได้หนังสือไปกองพะเนิน (ต้องใช้คำนี้เลยค่ะ)

ทีมเราไม่ชนะนะคะ แต่หลังจบงาน ก็เปิดโอกาสให้นักอ่านถลาเข้าไปเลือกหยิบหนังสือตามใจชอบได้คนละสี่เล่ม ซึ่งเราเลือกเอาเรื่อง Must Like Kids ของ Jackie Braun เพราะเห็นคะแนนรีวิวออกมาค่อนข้างดี, Tempted into Danger ของ Melissa Cutler เพราะเป็นหนังสือใหม่ที่เรายังไม่ได้ซื้อ, The Downfall of a Good Girl ของคิมเบอร์ลี แลงค์ เพราะชื่อเรื่องน่าสนใจ, ปิดท้ายด้วยเรื่อง A Very Exclusive Engagement ของ Andrea Laurence

เสร็จจากงานก็ถึงเวลาได้พบกับนักเขียนที่เราชื่นชอบมาก ๆ สองคน เนื่องจากรูมเมทของเรามีอาชีพทำงานในร้านหนังสือ เราก็เลยรู้ว่า จะมีเวิร์คช็อปพิเศษสำหรับร้านหนังสือโดยเฉพาะ ซึ่งเปิดโอกาสให้ได้พบกับจู๊ด เดเวอร์โรซ์ และแมรี บาล็อคธ์เป็นการส่วนตัว เราก็เลยแฝงกายเข้าไปร่วมด้วย

จู๊ด เดเวอร์โรซ์ และแมรี บาล็อคธ์มีเวลาคนละครึ่งชั่วโมงค่ะ ขึ้นมาพูด และเปิดโอกาสให้ถามคำถาม สิ่งที่เราประทับใจไม่ใช่สิ่งที่พวกเธอพูด (นั่นก็น่าประทับใจไม่น้อยไปกว่ากัน) ก็คือ การที่ทั้งคู่ให้ความเคารพในกันและกันอย่างจริงจัง จู๊ด เดเวอร์โรซ์มาถึงก่อน และมีคิวพูดก่อน แต่แมรี บาล็อคธ์ก็มาก่อนเวลา และนั่งฟังสิ่งที่จู๊ดพูดอย่างตั้งใจ ในทางกลับกัน เมื่อพูดเสร็จ จู๊ดก็ไม่ได้กลับออกไปนะคะ หากแต่นั่งฟังในสิ่งที่แมรีพูด

เราเล่าเท่าที่จำได้นะคะ เพราะไม่ได้จดโน้ตอะไรไว้

จู๊ด เดเวอร์โรซ์กำลังเขียนหนังสือชุดใหม่ เป็นแนวปัจจุบัน แต่มีเรื่องราวของอดีตแทรกเข้ามาด้วย เรื่องราวเกิดในเกาะNantucket โดยตัวละครจะเกี่ยวข้องกับชุดมอนต์โกเมอรี และแท็คเกิร์ต ที่น่าสนใจก็คือ ลูกชายของพระนางในเรื่อง The Princess (หรือเจ้าหญิงที่ถูกแปลออกมา และที่ถูกแปลงออกมาด้วย) จะเป็นหนึ่งในพระเอก ที่มากไปกว่านั้น สำหรับคนที่อ่านเรื่อง A Knight in Shining Armor ตอนที่นางเอกข้ามเวลากลับมายุคปัจจุบัน เธอกำลังตั้งท้อง (นี่ถือว่าฮือฮามากในห้องเมื่อเธอพูดถึง)

ส่วนตัวแล้วเราหยุดอ่านงานของจู๊ดไปนานมาก เพราะคิดว่า มีความเป็น Women’s Fiction มากกว่าโรแมนซ์ แต่ได้ฟังเธอพูดครั้งนี้ เราเลยคิดว่าจะลองอ่านงานเล่มล่าสุดของเธอเรื่อง True Love ดูค่ะ

สำหรับแมรี บาล็อคธ์ เธอเล่าเรื่องการเติบโตในเวลส์ สภาพความเป็นอยู่หลังสงครามโลกครั้งที่สอง (เธอเกิดหลังจากสงครามโลกครั้งที่สองสงบได้หนึ่งปี) เธอบอกว่า การที่เด็กเติบโตมาในสภาพบ้านเมืองที่บอบช้ำจากสงคราม (แต่ไม่ใช่ในระหว่างสงคราม) ไม่ได้หมายความว่า เด็กเหล่านั้นจะขาดแคลน หรือน่าสงสาร มันเป็นประสบการณ์ที่น่าสนใจ สนามเด็กเล่นของเธอ คือซากปรักหักพังของเมือง มันทำให้เธอมีจินตนาการ และไม่ได้คิดว่า ตัวเองด้อยหรือขาดอะไรไปเลย เรื่องราวที่น่าสนใจที่สุดที่เธอแบ่งปันให้ผู้ฟังก็คือ เรื่องที่แม่ของเธอซื้อตุ๊กตาเพื่อเป็นของขวัญวันคริสมาสต์ให้เธอและพี่สาว ตุ๊กตาตัวนึงมีตำหนิ แต่แม่ของเธอก็ไม่มีทางเลือก เพราะเหลือแค่สองตัวนี้ แต่แม่ก็ไม่ต้องการเลือกตัวที่มีข้อบกพร่องให้ลูกคนไหน ดังนั้นจึงห่อของขวัญแล้วให้ลูกเลือกเอง และตัวแมรีคือคนที่ได้ตุ๊กตาตัวที่มีตำหนินั้นไป หลายปีต่อมาแม่ของเธอพูดถึงเรื่องนี้ ประเด็นก็คือ แมรีไม่รู้เลยสักนิดเดียวว่า ตุ๊กตาตัวที่เธอได้มีตำหนิ เธอไม่เคยคิดว่า สิ่งที่ทำให้ตุ๊กตาสองตัวนี้ไม่เหมือนกันคือ ตำหนิ มันแค่เป็นบางอย่างที่ทำให้ตุ๊กตาทั้งคู่ ไม่เหมือนกัน ไม่ใช่ว่าอีกตัวจะสวยงาม หรือดีกว่า แค่แตกต่าง

หลังจากการพูดคุยจบลง เราก็ยังโชคดีต่อค่ะ เพราะทั้งหมดถูกเชิญไปร่วมงาน Welcome Reception: Meet the Pioneer Authors of Romance ซึ่งเป็นงานที่เจ้าของนิตยสาร RT Book Review จัดให้เป็นเกียรติแก่นักเขียนยุคบุกเบิกโรแมนซ์ โดยในงานจะจัดเป็นโต๊ะเล็ก ๆ ตามมุมต่าง ๆ นักเขียนในตำนานแต่ละคนจะนั่งแยกกันอยู่ เปิดโอกาสให้แฟนหนังสือเข้าไปประกบนั่งพูดคุยกับพวกเธอได้ เราได้มีโอกาสนั่งกับแมรี บาล็อคธ์ค่ะ ทำให้มีโอกาสได้คุยกับเธอเป็นส่วนตัวในระดับนึง เราถามถึงหนังสือเก่าที่จะนำมาพิมพ์ใหม่ล็อตต่อไปของเธอ ซึ่งเธอบอกว่า ยังไม่ตกลงเป็นเรื่องราว แต่คาดว่า น่าจะเป็นการพิมพ์ขายเองในรูปอีบุ๊ค

ในงานเปิดโอกาสให้นักอ่านที่ชื่นชอบผลงานของนักเขียนออกไปพูดบรรยายความรู้สึกที่ตัวเองมีต่อนักเขียน โดยจะให้ส่งร่างเข้าไปก่อน จากนั้นก็จะเลือกออกไปพูด เราถูกเลือกให้ไปพูดถึงนักเขียนที่เราชอบมากที่สุดอีกคนนึง และเหตุผลใหญ่ที่เราตัดสินใจไปงาน RT ในปีนี้

ลอรา คินเซล

นี่คือสิ่งที่เราร่างเตรียมไปพูดเกี่ยวกับเธอ

I am so glad I have this chance to say this to you.

Like many reader, I discovered romance by chance. One day at the library I found this little book with clinch cover. At seventh grade it seems very interesting. That was when I began reading romance.

But I do not fell in love with romance until I picked my first Laura Kinsale. I almost have no word to say of how you formed my perspective and my expectation about romance. You set the bar for every book I read.

 I learn to accept a very flaw hero with “Sheridan Drake” from the book “Seize the Fire” and insane duke with a Quaker girl from “Flower from the Storm”. I even love the highwayman from “The Prince of Midnight”

Reading “For my Lady’s Heart” make me appreciated strong heroine even when I may not understand half of the story.

 “Shadowheart” is the best book I have ever read. It is the beginning of my obsession with assassin hero. This book has everything I have ever hoped in a book. To say that your characters are complex is like saying the sky is blue because there are so much more. Even when I finished the story, I still feel them in my heart.

Thank you for introducing me to the best possible kind of books.

สิ่งที่เกิดขึ้นจริงก็คือ เราไม่รู้ว่า ตัวเองพูดได้ตามร่างมากแค่ไหน เราตื่นเต้นและสั่นไปหมด รู้แค่ว่า นี่คือนักเขียนที่เราชอบมาก คนที่เขียนหนังสือเรื่อง Shadowheart

หลังจากพิธีการจบลง เราเดินไปหาลอรา คินเซล เพื่อให้เธอเซ็นต์ชื่อในหนังสือเรื่อง Shadowheart ที่เราพกติดตัวไป เราได้มีโอกาสคุยกับเธอ จริง ๆ ก็คือ เราพูดถึงความคลั่งไคลที่เรามีต่อผลงานของเธอ เธอถามเราว่า คิดยังไงกับการที่หลายคนวิจารณ์เรื่อง Lesson in French ว่าค่อนข้างเบา โดยเฉพาะเมื่อเล่มนี้เขียนถัดจากเรื่อง Shadowheart ที่มืดมาก ๆ เรารู้สึกผิดหวังไหม เพราะเราเป็นหนึ่งในคนที่ชอบ Shadowheart

คำตอบของเราก็คือ เราไม่เคยคาดหวังเรื่องแบบไหนจากเธอเลย เพราะงานของ Laura Kinsale คือการคาดการณ์ไม่ได้ ไม่มีหนังสือเล่มไหนของเธอที่ให้ความรู้สึกเหมือนกัน หรือรู้ว่า เคยเจอมาแล้วในเล่มก่อนหน้า งานของเธอมีเอกลักษณ์ และแตกต่างกันทุกเล่ม (และนี่คือ เหตุผลที่เรายกให้เธออยู่ในใจเราอันดับต้น ๆ)

ขณะกำลังคุยกับลอรา คินเซล ก็มีการประกาศว่า มีแขกพิเศษแวะมางาน ซึ่งก็คือ E.L. James เราขอบอกว่า ตกใจเล็กน้อย เพราะไม่มีชื่อเธอมางาน และยอมรับนะคะ นักเขียนระดับใหญ่แบบเธอ ไม่แน่มางาน RT เพราะแม้เธอเขียนโรแมนซ์ แต่เธอใหญ่เกินไป เธอพูดเล็กน้อย ขอบคุณตามปกติ และเมื่อถูกถามว่า เล่มต่อไปของเธอจะเป็นยังไง เธอเลี่ยงไม่ตอบ จากนั้นเธอก็จากไป

เรานั่งแบบงงเล็ก ๆ คิดว่า นี่มันเรื่องอะไรกัน แล้วข่าวลือก็เข้ามา อย่างที่บอกนะคะว่า นี่คือข่าวลือที่เราได้ยิน เราเล่าอย่างที่ได้ยิน แต่ยืนยันความถูกต้องไม่ได้

ในเวิร์คช็อปเรื่องนึง (ซึ่งเราไม่ได้อยู่ในเหตุการณ์) มีการพูดถึงหนังสือชุด Fifty Shades ของเธอ และวิจารณ์ในทางเสียหาย ทันใดนั้นก็มีผู้หญิงคนนึงลุกขึ้นมา บอกว่า เธอคือคนแต่งหนังสือเล่มนั้น และอธิบายความข้องใจที่ถูกพูดถึง ข่าวว่า คนอือกระจาย จากนั้นคนจัดงานก็เรียบไปพบและพูดคุยกับเธอ พร้อมทั้งพยายามไกล่เกลี่ย

รู้มาแค่นี้ค่ะ ยืนยันความถูกต้องไม่ได้ ข่าวที่รู้ต่อมาก็คือ เธอมางานนี้ด้วยการลงทะเบียนในชื่อปลอม (ข่าวว่าชื่อ เอริกา) และที่เข้าไปในเวิร์คช็อปนั้นก็เพื่อให้กำลังใจเพื่อนซึ่งเป็นหนึ่งในนักเขียนที่ออกไปพูด (ข่าวว่าคือ Abby Glines)

หลังเรื่องน่าตื่นเต้นของอีแอล เจมส์ผ่านไป เราก็ไปงาน Rosie Gulch's Gals’ Get-Together ซึ่งเป็นงานเลี้ยงอาหารกินเล่น (แปลว่า กินไม่อิ่ม) ซึ่งนักเขียนหลายคนรวมตัวกันเป็นเจ้าภาพ ธีมของงานคือ ยุคตะวันตก ดังนั้นนักเขียนหลายคนแต่งตัวเป็นสาวซาลูน เซ็กซี่ และสวยงามกันมาก (ตามรูปน่ะค่ะ) แต่ที่เท่ห์สุดก็ต้องเป็น Mia Marlowe ที่แต่งตัวเป็นนายอำเภอ แหวกแนวไปอีกแบบ

ตอนเช้า (อันนี้เล่าข้ามไป) เราได้เจอกับ Alma Katsu (เธอเป็นนักเขียนแนวพารานอมอล ที่ไม่ใช่โรแมนซ์ร้อยเปอร์เซ็นต์ชือชุดว่า The Taker) เธอบอกว่า จำเป็นจะต้องแต่งเป็นสาวซาลูน ทั้งที่ไม่ได้ใส่กระโปรงมาหลายปีแล้ว เราแวะไปพูดคุยกับเธอ และบอก (อย่างใจจริงนะคะ) ว่าเธอแต่งแล้วสวยสุดยอดมาก น่าจะแต่งแบบนี้บ่อย ๆ

ในงานยังมีการเล่นเกมให้ตอบคำถามเกี่ยวกับคาวบอย และโลกตะวันตกหลายอย่าง สำหรับคนที่ไม่โตในอเมริกา และไม่ได้สนใจวัฒนธรรมตะวันตกแบบเรา อึ้งและงงค่ะ ตอบไม่ได้ ซึ่งก็ได้เพื่อนชาวบราซิลที่เป็นนักอ่านมาช่วย ด้วยการยอมให้เราลอกคำตอบ แต่ท้ายสุดก็ไม่ได้รางวัลอะไรมาหรอกนะคะ

จากนั้นพวกเรามีเวลาพักประมาณหนึ่งชั่วโมง เพราะทางงานจัดรายการพิเศษ (แปลว่า ถ้าอยากเข้างานต้องเสียเงินเพิ่ม) นั่นก็คือ งาน Cover Model Reunion Gala เนื่องจากเราไม่ได้อยู่ในงาน คำอธิบายของเราจึงเกิดจากการคาดเดา และเรื่องที่คนอื่นเล่าให้ฟัง งานจะเป็นประมาณเอานายแบบหนุ่มบึก (มากน้อยแล้วแต่) มาแสดงโชว์ (เต้นธรรมดานี่แหละค่ะ ไม่ใช่จ้ำบะ) อย่างที่บอกนะคะ ไม่ได้อยู่ในงาน แต่เห็นหลังงาน ด้วยความบังเอิญค่ะ เดินหลงไปมาแบบมึน ๆ แล้วเจอเข้าไปในห้องที่บรรดานายแบบใช้เปลี่ยนเสื้อผ้า ไม่ต้องตื่นเต้นนะคะ ไม่เห็นอะไรเลย เพราะมีฉากบังอีกชั้นนึง

เราจึงออกไปหาข้าวเย็นกิน (ตามลำพัง) เนื่องจากเพื่อนคนอื่นจะออกไปกินกันไกล แต่เราฝ่าความหนาวไม่ไหวค่ะ (กระเป๋าเราหาย จำได้ไหมคะ ไม่มีเสื้อหนาว) ซึ่งเรากินราเมงในร้านอาหารญี่ปุ่นที่ไม่อร่อยแม้แต่นิดเดียว โดยเฉพาะสำหรับคนที่เพิ่งมาจากโตเกียว และกินอาหารในร้านเซเว่นที่อร่อยกว่ายิ่งนัก

ปิดท้ายงานด้วยการแวะไปงาน Ellora’s Cave Bad Girls of Romance Disco Inferno ซึ่งจัดโดยสนพ.เอโลราส์ เคฟ เนื่องจากงานนี้ไม่ได้เลี้ยงอาหาร มีฟองดูช็อคโกแล็ค (ที่ไม่อร่อย) เราเข้าไป เพื่อให้ได้ชื่อว่าร่วมงาน แล้วก็เดินออก กลับห้องพัก นั่งคุยกับรูมเมทจนตีหนึ่ง แล้วจึงเข้านอน

จบวันแรกแล้วค่ะ

Comment

Comment:

Tweet