ขอเริ่มต้นด้วยการบอกว่า นี่เป็นสปอยล์ล้วน ๆ เลยนะคะ ดังนั้นใครที่ยังไม่ได้อ่าน Heart of Obsidian ก็ขอให้หยุดไว้ที่ตรงนี้ เพราะมันเป็นไปไม่ได้ที่เราจะเขียนเรื่องนี้โดยไม่สปอยล์

โลกที่นลินี ซิงห์สร้างไว้ในหนังสือชุด Psy/Changeling หลากหลาย มีสีสัน น่าค้นหา ด้วยเทคนิคการเล่าเรื่องที่น่าติดตามอ่าน การวางพล็อตที่รัดกุม เห็นได้ชัดว่ามีการวางแผนเอาไว้อย่างดี ทำให้ทุกเล่มที่เราอ่านในชุดนี้ เรายิ่งหลงเข้าไปในชุดนี้มากขึ้น

และเพราะรายละเอียดมากมายที่มีในแต่ละเล่ม ที่เราเชื่อว่า ต่อไปจะต้องกลายเป็นเบาะแสสำคัญในเล่มต่อ ๆ ไปในอนาคต เราก็เลยเริ่มทำบันทึกเกี่ยวกับรายละเอียดเหล่านั้นหลังจากที่เราอ่านหนังสือแต่ละเล่มจบไป สิ่งที่เขียนจึงเกิดตามกรรมตามเวลากันนะคะ รายละเอียดบางอยางเราอาจจะคาดการณ์ถูก บางอย่างอาจจะผิด โดยข้อมูลทั้งหมดที่เขียนจะเกี่ยวข้องกับปริศนาสามประเด็น

1. ทางออกของชาวไซในเรื่องไซเลนซ์ พวกเขาจะทำยังไงกับมัน แน่นอนว่า มันไม่ใช่วิธีการที่ดีที่สุด แต่พวกเขาจะอยู่โดยไม่มีมันได้งั้นหรือ

2. ตัวตนของเคเลบ ครายแช็ค ใครที่อ่านบลอกหรือรีวิวของเราก็น่าจะรู้ถึงความคลั่งไคล้ที่เรามีให้กับคาแร็คเตอร์นี้ เราเรียกว่าเป็น Kaleb Watch ค่ะ

3. ตัวตนของโกสต์ นักปฏิวัติที่ทำทุกอย่างเพื่อล้มล้างไซเลนซ์

และเนื่องจากคำตอบเกือบทั้งหมดอยู่ใน Heart of Obsidian คนที่อ่านเรื่อง Heart of Obsidian ก็คงจะรู้นะคะว่า เล่มนี้เป็นเรื่องราวของคาแร็คเตอร์ที่คาใจคนอ่านมาหลายเล่มแล้ว ก่อนหนังสือจะออกหลายคนทำนายว่า มันจะเป็นเรื่องราวของโกสต์ กบฎชาวไซที่ทำทุกอย่างเพื่อหยุดยั้งสภาชาวไซจาการครอบงำเผ่าพันธุ์ของเขา การคาดเดาว่าโกสต์นั้นคือใคร เป็นธีมที่ถูกใช้ในเกือบทุกเล่ม ข้อมูลที่ให้เกี่ยวคาแร็คเตอร์ลึกลับอย่างโกสต์ถูกจับตามอง และวิเคราะห์อย่างสนุกสนาน เล่มนี้ได้เปิดเผยความจริงทั้งหมดออกมา ในเวลาเดียวกัน เล่มนี้ก็ยังเล่าเรื่องของสมาชิกสภาชาวไซนามว่า เคเลบ ครายแช็ค ตัวละครสีเทาผู้มีความลับ ความทะเยอทะยานของเขาในการขึ้นเป็นผู้นำสูงสุดของชาวไซถูกรับรู้กันอย่างชัด แจ้ง เขาควรจะเป็นตัวร้าย แต่มีอะไรบางอย่างที่ทำให้คนอ่านมากมายหลงใหล หนึ่งในนั้นก็คือเราคนนึงล่ะ

ตัวอักษรที่ถูกคาดดำเอาไว้สิ่งที่เราเขียนเพิ่มเองตอนที่เขียนบลอกนี้นี่แหละค่ะ เมื่อข้อเท็จจริงบางอย่างเปิดเผยมากขึ้น (ว่าเราเดาถูกหรือผิด) ดังนั้นนี่ไม่ใช่การรีวิวหนังสือนะคะ

สำหรับรีวิวของหนังสือแต่ละเรื่องนั้น เราเขียนลงในเว็บกู้ดรีดค่ะ ตอนนี้รีวิวของเราทั้งหมดจะย้ายไปอยู่ในกู้ดรีดแล้วนะคะ สำหรับคนที่สนใจตามอ่าน Profile ของเราอยู่ที่นี่ค่ะ

 

 

Slave to Sensation 

เล่มแรกที่ใช้เปิดชุด  วางแบ็คกราวด์ของโลกที่มนุษย์อาศัยอยู่ร่วมกับชาวไซ และเชนจิงค์ หลังจากหนึ่งร้อยปีที่ชาวไซตัดสินใจใช้วิธีการไซเลนซ์ ซึ่งก็คือการตัดขาดจากความรู้สึกทุกอย่างเพื่อความอยู่รอด เพราะชาวไซกำลังจะสิ้นเผ่าพันธุ์ เมื่อความรุนแรงอันเป็นผลข้างเคียงจากความสามารถพิเศษที่พวกเขาทำให้พวกเขาบ้า ขาดสติจนทำหลายอย่างที่น่ากลัว ทางออกเดียวที่พวกเขาเห็นก็คือ การไร้ความรู้สึก และนี่คือโลกในอีกหนึ่งร้อยปีต่อมา

เนื้อความในเล่มนี้ก็คือ วิธีการไซเลนซ์ไม่ใช่ทางออก อันที่จริงผลข้างเคียงของมันก็คือสิ่งที่ชาวไซเลือกวิธีการไซเลนซ์ตั้งแต่ต้น การตัดขาดจากความรู้สึกสร้างด้านมืดให้กับชาวไซบางคนที่ได้รับผลกระทบ ในสังคมที่ชาวไซคิดว่า ผาสุก ความรุนแรงเกิดขึ้น แต่เพื่อรักษาวิธีการไซเลนซ์ และฐานอำนาจของตัวเอง เหล่าสภาชิกสภาชาวไซทั้งเจ็ดคนเลือกที่จะเก็บเป็นความลับ ที่มากไปกว่านั้น พวกเขายังปกป้องฆาตกรต่อเนื่องบางคน เพราะคนเหล่านั้นเป็นรากฐานที่สำคัญของไซเน็ต (ประเด็นนี้ถูกขยายความใน Tangle of Need ในเวลาต่อมา) 

เล่มนี้คนอ่านยังไม่ได้รับรู้ถึงกระแสความต้องการความเปลี่ยนแปลง ยังคิดว่า นอกจากนางเอกแล้ว ชาวไซทุกคนยังคงยอมรับไซเลนซ์โดยไม่มีปากเสียง ดังนั้นเราจึงไม่ได้เห็นตัวตนของโกสต์ นักปฏิวัติที่สร้างความหวาดหวั่นให้กับสภาชาวไซ และแน่นอนว่า เคเลบยังไม่ได้ถูกกล่าวถึง

ในเรื่อง Heart of Obsidian เหตุการณ์ที่เกิดในเล่มนี้คือจุดเปลี่ยนสำคัญที่สุดในเรื่อง ซึ่งคนแต่งฉลาดมาก ๆ และเราเชื่อว่า เธอวางแผนไว้ล่วงหน้า ความตายของซานตาโน เอนริค สภาชิกสภาชาวไซคือ ตัวกระตุ้นทุกอย่าง เพราะเขาคือคนเพียงคนเดียวที่ยังควบคุม และข่มขู่เคเลบได้ แถมยังเป็นการทำให้ที่นั่งในสภาชาวไซว่างลง ซึ่งคนที่มาแทนที่เขาก็คือ เคเลบ ครายแช็ค ยอมรับนะคะว่า ไม่เคยคิดเลยว่า ความตายของซานตาโนจะมีผลมากมายต่อหนังสือในชุดนี้ขนาดนี้ 

Vision of Heat

เคเลบ ครายแช็คถูกเอ่ยถึงเป็นครั้งแรก แต่ไม่ใช่ในแง่ที่ดีนัก เขาคือคู่แข่งของเฟธในฐานะสภาชิกสภาชาวไซคนใหม่ (แทนที่ซานตาโน เอนริค) ชาวไซผู้มีความสามารถด้าน Telekinesis (หาคำแปลภาษาไทยไม่ได้ เป็นความสามารถในการเคลื่อนย้ายวัตถุ ซึ่งในเรื่องนี้รวมถึงการเคลื่อนย้ายตัวเองจากจุดนึงไปอีกจุดนึงด้วย) ทั้งเรื่องเขาไม่มีบทบาทออกมาเลยด้วยซ้ำ (ยกเว้นตอนจบที่มีการประชุมสภาชาวไซ) แต่สำหรับเราแล้ว เขามีอะไรบางอย่างที่น่าสนใจมาก ๆ อาจจะเป็นประวัติ ที่ด้วยอายุเพียงยี่สิบเจ็ดปีก็ก้าวหน้าในการไต่เต้าขึ้นมาในสภาชาวไซ การที่จู่ ๆ คู่แข่งของเขาก็มีอันเป็นไป ข่าวลือที่ว่า นอกจากความสามารถด้าน Tk แล้ว เขายังทำให้คนเสียสติได้ เขาน่ากลัวขนาดที่บิดาของเฟธ บอกให้เธอถอนตัวจากการแข่งขัน 

นี่คือคาแร็คเตอร์แนวบูกี้แมน ที่เราอดใจหลงใหลไม่ได้

เล่มนี้มีการอธิบายว่าทำไมเคเลบถึงสามารถควบคุมเน็ตมายด์ (และรวมไปถึงดาร์คมายด์) ได้ แต่ไม่ได้ให้คำอธิบายที่เป็นรูปธรรมเท่าไหรนัก นอกจากบอกว่า ชาวไซที่มีความสามารถทาง Tk และ F (Foresight เห็นอนาคต) จะสื่อสารกับเน็ตมายด์ได้เป็นอย่างดี ปัญหาก็คือ เรานึกไม่ออกถึงคุณลักษณะของความสามารถทั้งสองนี้ว่า มีอะไรที่เหมือนกัน และทำให้ทั้งสองอย่างควบคุมเน็ตมายด์ได้ ประเด็นนี้อ่านจนเล่มล่าสุดแล้ว เราก็ยังไม่รู้นะคะว่าเพราะอะไร

ความสำคัญอีกอย่างที่เกิดขึ้น ก็คือเมื่อเฟธถอนตัว หรือพูดให้ถูกหนีออกจากไซเน็ต เคเลบ ครายแช็คด้วยวัยเพียงยี่สิบเจ็ดปี ก็กลายเป็นสมาชิกสภาชาวไซ นั่นยิ่งทำให้เราคิดว่า ผู้ชายคนนี้แหละจะต้องมีความสำคัญในชุดนี้มาก ๆ กระนั้นก็ไม่ได้ชัดเจนแบบบอกใบ้ หรือเอาตัวละครเข้ามาล่อคนอ่านเพื่อให้ตามอ่านเล่มต่อไป หรือให้เก็งกันได้ว่า เขานี่แหละจะเป็นพระเอกในอนาคตหรอกนะคะ ก็แค่เราคิดของเราคนเดียว

 

เรายอมรับว่า อ่านเล่มนี้แล้ว ไม่ได้สงสัยเรื่องราวของซาฮาร่าเลยว่า จะไปเกี่ยวข้องกับเคเลบได้ ก็แค่ญาติของเฟธอีกคนนึงที่มีอันเป็นไป มาเริ่มสงสัยจริง ๆ ก็เรื่อง Bonds of Jusrice ที่กล่าวว่า คนที่เคเลบตามหาหายไปแล้วหกปี ถึงได้นึกถึงเธอออก เราเพิ่งอ่านบทสัมภาษณ์นลินี ซิงห์ถึงการจับคู่ระหว่างเคเลบ และซาฮารา เธอบอกว่า รู้ว่าสองคนนี้จะคู่กันตั้งแต่ตอนเขียนเรื่อง Vision of Heat (ปี 2007) และเราขอบอกว่า เธอเป็นคนแต่งที่มีความอดทนอย่างยิ่ง และเป็นคนที่ใจดีต่อคนอ่านไม่น้อยเช่นกัน เพราะถ้าเปิดตัวเรืองของทั้งสองมาตั้งแต่ในเล่มนี้ เราคงลงแดงอยากอ่านเป็นแน่

Caressed by Ice

เล่มนี้เป็นจุดเปลี่ยนสำคัญอีกจุดนึงในชุด เมื่อมีการพูดถึงโกสต์เป็นครั้งแรก เรายอมรับว่าประหลาดใจเล็กน้อย ตอนที่กลับมาอ่านอีกครั้งแล้วเจอว่า โกสต์ไม่ได้ถูกพูดถึงเลยในสองเล่มแรก เพราะเขากลายเป็น "ความลับ" ที่ใหญ่มากของหนังสือชุดนี้จนทำให้เราคิดว่า บทบาทของเขาออกมาตั้งแต่ตอนต้นเรื่อง

เราได้รับรู้ถึงกลุ่มกบฎที่รวมตัวกัน (ผ่านทางแอนโธนี บิดาของเฟธ) คนอ่านได้รู้แล้วว่า ไม่ใช่ชาวไซทุกคนที่ผาสุกกับสังคมที่พวกเขาอยู่ ในเล่มนี้คาแร็คเตอร์ของโกสต์ ซึ่งเป็นไปตามชื่อ คนลึกลับที่น่าจะอยู่สถานะที่สูงไม่น้อยในสภาชาวไซ ที่รับรู้ความลับมากพอที่จะใช้ในการทำลายแผนการร้ายของสภาได้ โดยเฉพาะฉากที่เขาคุยกับจัดด์แล้วบอกถึงที่ตั้งห้องแล็บแห่งใหม่

โกสต์ไม่ใช่นักต่อสู้เพื่ออุดมการณ์ เขาไม่ได้ทำเพื่อประโยชน์สุขของคนหมู่มาก และนั่นทำให้คาแร็คเตอร์ของเขาน่าสนใจ ในเล่มนี้เราไม่ได้รับรู้ถึงความคิดของเขามากนัก นอกจากได้ยินในสิ่งที่เขาพูดกับจัดด์ และหลวงพ่อซาเวียร์ เปเรซ แต่นั่นก็ชัดเจนว่า เขาไม่แคร์เผ่าพันธุ์อื่น นอกจากชาวไซ และเขายังเชื่อในเรื่องการเสียสละเพื่อคนหมู่มาก ไม่สำคัญว่าคนบริสุทธิ์ต้องตายลง ถ้ามันจะช่วยคนกลุ่มใหญ่กว่าได้ 

บทสนทนาระหว่างโกสต์, จัดด์ และหลวงพ่อเปเรซ เป็นส่วนที่น่าสนใจ และทำให้คนอ่านได้รู้จักกับโกสต์มากขึ้น ได้เห็นมุมมองของเขาที่มีต่อชาวไซ และย้ำเตือนว่า แม้โกสต์จะก่อการกบฎเพื่อล้มล้างระบบไซเลนซ์ แต่เขาไม่ใช่คนดีพร้อมสมบูรณ์แบบ

เราไม่พูดถึงความสนุกมาก ๆ ของเรื่องนี้นะคะ เพราะนั่นจะต้องใช้เวลาอีกพักใหญ่เลยล่ะ เนื่องจากเราคิดว่า เล่มนี้เป็นเล่มที่ดีที่สุดของนลินี ซิงห์ (จนกระทั่งเราได้อ่าน Heart of Obsidian) 

ในเล่มนี้คนอ่านได้เห็นความคิดของเคเลบ ครายแช็คเป็นครั้งแรก และเขาก็คือชาวไซผู้ทะเยอทะยานอย่างที่ Vision of Heat นำเสนอเอาไว้ เล่มนี้กล่าวถึงความปรารถนาที่จะเป็นสภาชิกสภาชาวไซที่เขามีตั้งแต่อายุได้เพียงเจ็ดปี นั่นบ่งบอกถึงความฉลาด แผนการ และร้ายซ่อนลึกของเขา เส้นทางที่เขาเลือกเดินจนในที่สุดทำให้เขามาถึงจุดที่ตัวเองตั้งเป้าหมายเอาไว้ และนั่นทำให้เขากลายเป็นคาแร็คเตอรืที่เราอ่านแบบลืมหายใจ แม้เขาจะออกมาไม่มาก และไม่ได้มีส่วนสำคัญอะไรกับเรื่องเท่าไหร

จุดที่เรารู้สึกว่า เขาจะต้องกลายเป็นคนสำคัญแน่ ๆ ในหนังสือชุดนี้ (ไม่ว่า จะเป็นตัวร้ายใหญ่ หรือพระเอกในอนาคต เราไม่แน่ใจนักตอนที่อ่านครั้งแรก แม้ลึก ๆ ในใจเราเชียร์ให้เขาเป็นตัวเอกหลัก ไม่ต้องดีก็ได้ ขอให้เป็นคนดำเนินเรื่อง เพราะมุมมองของเขาน่าสนใจมาก) ก็คือฉากที่นิกิต้าได้ไฟล์ข้อมูลส่วนตัวของเขามา 

และข้อมูลตรงนี้แหละ คือจุดเริ่มต้นของการทำความรู้จักตัวละครที่ซับซ้อนเช่นเขา ความน่ากลัวก็คือ ข้อมูลที่เรารับรู้เกี่ยวกับเขาก็คือ ในวัยสิบหกปีเขาอาจจะมีส่วนเกี่ยวข้องกับการตายของผู้หญิงชาวเชนจิ้งค์ และเคเลบคือลูกศิษย์เอกของซานตาโน เอนริค แน่นอนว่าเราไม่เชื่อว่า เขาจะเป็นพวกเดียวกับซานตาโน ยังยืนยันในความหวังค่ะ จะต้องมีคำอธิบายเรื่องนี้

และก็มีคำอธิบาย เป็นคำอธิบายที่ดีมาเสียด้วย และเห็นได้ชัดว่า คนแต่งไม่ได้ลืมประเด็นนี้ เพราะใน Heart of Obsidian มีการเล่าไว้อย่างชัดเจน

แต่ด้วยคำอธิบายที่ได้จาก Heart of Obsidian เราก็สงสัยต่อนะคะ เพราะเมื่อเคเลบแม้จะไม่ได้ร่วมมือ แต่รับรู้เกี่ยวกับการกระทำของซานตาโนมาตลอด แม้เขาจะห้ามไม่ได้ แต่จัดด์ซึ่งเป็นเพื่อนของเขาจะรู้สึกอย่างไร เคเลบรู้ว่าเบรนนาถูกทำร้าย แม้ข้อจำกัดจะทำให้เขาทำอะไรไม่ได้ จัดด์จะโทษว่าเป็นความผิดของเขาหรือไม่ ประเด็นนี้ไม่ได้ถูกกล่าวถึงใน HOO เลยนะคะ แต่นลินีให้สัมภาษณ์ประเด็นนี้เอาไว้ และเราเห็นด้วยกับคำตอบของเธอ 

นอกจากนั้นแล้วเล่มนี้ยังแนะนำกลุ่มแอโรว์ ซึงเป็นองค์กรที่ถูกสร้างขึ้นเพื่อพิทักษ์ไซเลนซ์โดยเฉพาะ ตรงนี้เราพลาดไป ไม่ได้คิดว่ากลุ่มแอโรว์จะกลับมามีบทบาทสำคัญในเล่มอื่น ๆ หลังจากนี้

Mine to Posess

เนื่องจากประเด็นหลักของเล่มนี้ก็คือการแนะนำกลุ่ม The Forgotten ทำให้เกือบตลอดทั้งเรื่องแทบจะไม่ได้เห็นโกสต์ หรือเคเลบ แต่เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในเล่มนี้ก็คือว่า เป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ นอกจากนี้ก็ยังเปิดเผยข้อมูลที่ยิ่งสร้างความน่ากลัวให้กับเคเลบ

สิ่งหนึ่งที่เราได้จากเล่มนี้ก็คือ ความชัดเจน (หรืออาจจะเรียกว่าความเลือดเย็น) ของโกสต์ในการกำจัดไซเลนซ์  เขาไม่แคร์เผ่าพันธุ์ไหนทั้งสิ้น และพร้อมที่จะฆ่าขาวไซด้วยกัน ถ้าคนคนนั้นขวางทางเขาอยู่ ในเล่มนี้โกสต์วางแผนลอบสังหารมาร์แชล สมาชิกสภาชาวไซ ซึ่งเราไม่เข้าใจนะคะ ทำไมถึงเป็นมาร์แชล เพราะในกระบวนสมาชิกสภาทั้งเจ็ดคน ดูมาร์แชลเป็นคนที่ร้ายกาจน้อยที่สุดด้วยซ้ำ  หลายครั้งเขาออกความเห็นที่เป็นประโยชน์ต่อกลุ่มตัวเอกด้วย มีคนอื่นอีกตั้งเยอะที่ควรจะเป็นเป้าในการลอบสังหาร แต่โกสต์กลับเลือกมาร์แชล

ทฤษฏีของเราซึ่งเชื่อว่า เคเลบคือโกสต์ คำถามนี้ก็จะสามารถอธิบายได้ง่าย ๆ เมื่อช่วงท้ายเรื่อง เมื่อเคเลบเริ่มบทบาทความเป็นผู้นำในสภาชาวไซ

แต่เอาเข้าจริง ในเรื่อง Heart of Obsidian มันลึกซึ้งไปกว่านั้น เพราะมาร์แชลคือคนที่รู้ว่า ซานตาโนเป็นคนยังไง แต่ไม่ห้ามปราม กลับส่งเสริม นั่นคือจึงทำให้เขาเป็นเป้าหมายแรก และมันยิ่งทำให้เราชื่นชมคนแต่งเพิ่มมากขึ้นไปอีก ที่เธอไม่ลืมแม้กระทั่งประเด็นเล็กน้อยเช่นนี้ ทุกอย่างมีคำอธิบาย และเป็นคำอธิบายที่ดีมากเสียด้วย 

เคเลบแทบจะไม่ได้ออกมีบทบาทในเล่มนี้เลย บอกตามตรงนะคะ ไม่ว่าคาแร็คเตอร์หลักในเรื่องจะน่าสนใจมากขนาดไหน เราก็พุ่งความสนใจทั้งหมดที่มีให้กับฉากที่เคเลบออกมาเป็นคนดำเนินเรื่อง เพราะทุกวินาทีที่เราได้เข้าไปเห็นสิ่งที่เขาคิด เราคาดหวังว่า จะได้รุ้จักเขามากยิ่งขึ้น และในเล่มนี้เราก็ได้รับรู้สิ่งที่น่ากลัวยิ่งนัก เมื่อความจริงเปิดเผยว่า เคเลบเองได้ติดต่อกับดาร์คมายด์มาตั้งแต่อายุได้เจ็ดปี (และถ้าจำรายละเอียดกันได้ นั่นเป็นอายุที่เขาตัดสินใจว่า ต้องการเป็นสมาชิกสภาชาวไซ) 

นอกจากนี้ นี่เป็นครั้งแรกที่กล่าวถึงร่องรอย/เครื่องหมายบางอย่างบนต้นแขนของเขา สิ่งที่เขาบอกว่า เปลี่ยนแปลงชีวิตเขาจนไม่อาจไถ่บาปได้ เป็นเครื่องย้ำเตือนถึงตัวตนที่เขาเป็น และสิ่งที่เขาพร้อมที่จะทำเพื่อเป้าหมายนั้น มันคืออะไรกันแน่ 

ในเรื่อง Heart of Obsidian เจ้าร่องรอย/เครื่องหมายนี้ก็คือส่วนที่อาจจะเรียกได้ว่า สำคัญมากที่สุดของเล่มเลยก็ว่าได้

นี่เป็นครั้งแรกที่คนอ่านได้เห็นการเดินไปยืนบนขอบระเบียง (ที่ไม่มีรั้วกั้น) ซึ่งต่อมาเขาต้องมาต่อเติมรั้วกั้นเอง เพราะกลัวซาฮาราจะตกลงไป ฉากนี้จะถูกใช้ในหลายต่อหลายเล่ม เรียกได้ว่า กลายเป็นซิกเนเจอร์ของเคเลบไปเลยล่ะ  

Hostage to Pleasure

เนื่องจากเล่มนี้โฟกัสของเรื่องอยู่ที่การนำเสนอว่า ไม่ใช่เฉพาะสภาชาวไซเท่านั้นที่เป็นศัตรูที่น่ากลัว ยังมีกลุ่มกองกำลังติดอาวุธชาวมนุษย์อีกกลุ่มนึงที่เข้ามาเล่นเกมแย่งอำนาจในโลกของชุดนี้ด้วย

เล่มนี้แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนเป็นครั้งแรกว่า สิ่งที่เคเลบตามหาก็คือ ใครสักคน ไม่ใช่สิ่งของ ไม่ใช่ข้อมูลความลับ แต่เป็นเจ้าของจี้สร้อยข้อมือรูปดาว ใครบางคนที่เขาตามหาตลอดเวลา ไม่ว่า ณ เวลานั้นเขากำลังจะทำอะไรอยู่ก็ตาม จิตใต้สำนึกของเขาออกตามหาในไซเน็ต และเมื่อคิดว่า เคเลบคือคนที่สื่อสารกับเน็ตมายด์ รวมไปถึงดาร์คมายด์ได้ แต่เขากลับไม่อาจหาตัวเธอจนเจอ นี่ถือเป็นเรื่องใหญ่ไม่น้อย 

แน่นอนว่าใน Heart of Obsidian เราก็รู้ว่า จี้สร้อยข้อมือนี้มีความหมายอย่างไร (ของขวัญวันเกิด) และคนที่เขาตามหาคือใคร

กลุ่มเพียวไซปรากฎตัวเป็นครั้งแรกในเล่มนี้ สิ่งที่เราสนใจมาก ๆ ก็คือ อะไรคือ F_GALTON1882 ซึ่งเป็นพาสเวิร์ดที่กลุ่มเพียวไซส่งให้กับเฮนรี สกีอต หนึ่งในสมาชิกสภาชาวไซ เรื่องบอกว่า นั่นเป็นคำที่เฮนรีคุ้นเคยเป็นอย่างดี เราไม่รู้นะคะ เพราะใน Heart of Obsidian ก็ดูเหมือนกลุ่มนี้จะหมดน้ำยาไปแล้ว แต่นลินี ซิงห์บอกว่า เรื่องในภาพรวมชุดนี้ยังเหลืออีกประมาณหนึ่งถึงสามเล่ม เราคิดว่า กลุ่มเพียวไซอาจจะมีบทบาทอีกก็ได้ และเจ้าคำคำนี้อาจจะมีความหมายอะไรขึ้นมา (หรือมันมีความหมายแล้ว แต่เราจับใจความไม่เจอเอง ถ้าใครรู้บอกมาด้วยก็ดีมากเลยค่ะ) 

และเรื่องเริ่มแสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่า มีชาวไซหลายคนที่พร้อมจะก่อการกบฎต่อสภาชาวไซ และนั่นรวมไปถึงนักรบกลุ่มแอโรว์ ตรงนี้ไม่ได้คิดมาก่อนเลย ตอนอ่านเจอเวสิคครั้งแรก

Branded by Fire 

เรื่องนี้โฟกัสกลับไปที่ชาวเชนจิงค์อีกครั้ง เพราะตัวเอกทั้งสองมาจากเผ่าดาร์คริเวอร์ และสโนว์แดนเซอร์ แต่เบาะแสสำคัญที่สุดเกี่ยวกับโกสต์ถูกเปิดเผยในเล่มนี้  

คำใบ้สำคัญที่เราได้จากเล่มนี้เกี่ยวกับตัวตนของโกสต์ก็คือ เฟธซึ่งสามารถติดต่อกับเน็ตมายด์ได้ มองเห็นรอยร้าวของเกราะป้องกันไซเน็ต เธอมองเห็นรอยร้าวของโกสต์ ซึ่งเธอบอกว่า เกิดขึ้นมานานก่อนคนอื่นด้วยซ้ำ และเมื่อไรก็ตามที่โกสต์เลือกที่จะตัดขาดจากกระบวนการไซเลนซ์ เมื่อนั้นทุกอย่างก็พังทลาย (นั่นไม่ได้หมายความว่า ไซเน็ตจะพินาศ นั่นแม้แต่เฟธเองก็ไม่สามารถทำนายได้ แต่ความเปลี่ยนแปลงจะต้องเกิดขึ้นอย่างแน่นอน) คำใบ้อีกอันที่สำคัญไม่แพ้กันก็คือ โกสต์คือชาวไซที่มีความสามารถพิเศษที่อยู่ในระดับสูงมาก ๆ และในมุมมองของโกสต์เองก็บอกว่า ความสามารถของเขาอยู่ในข่ายทำลายล้างที่สูงมาก และเท่าที่เราอ่านมา น่าจะหมายถึงคนที่มีความสามารถด้าน Tk ใช่ไหม และใครล่ะที่มีความสามารถด้าน Tk และอยู่ในระดับสูงมากพอที่จะเข้าถึงข้อมูลที่โกสต์รู้ได้ เช่นกันในเล่มนี้ก็เป็นครั้งแรกที่บอกว่า ถ้าเมื่อใดก็ตามที่โกสต์สูญเสียความควบคุม ไซเน็ตคงจะพินาศ

ตรงนี้ถือเป็นคำใบ้ที่ใหญ่มาก เมื่อมองย้อนหลังกลับมา เราคิดเลยนะว่า ทำไมอ่านแล้วไม่ปักใจว่าเคเลบ คือโกสต์ เราเชื่อว่าเขาเป็นโกสต์แต่ไม่มีหลักฐานจนกระทั่งเล่ม Kiss of Snow

และนี่ก็เป็น backsight ล้วน ๆ เมื่อเรากลับมาอ่านเล่มนี้อีกครั้ง (หลังจากอ่านอีกครั้งไปแล้ว) เราเริ่มรู้สึกว่า ในเล่มนี้แหละที่จัดด์รู้ตัวตนที่แท้จริงของโกสต์แล้วว่า เขาคือใคร บทสนทนาที่ทั้งสองคุยกันถึงทางเลือกในเรื่องไซเลนซ์ ประโยคแรกที่จัดด์พูดกับโกสต์ที่ว่า เขาไม่คาดว่าโกสต์จะติดต่อมาในตอนนี้ เพราะมีเรื่องเกิดขึ้นมากมาย โดยเฉพาะเรื่องข่าวการลอบสังหารสมาชิกสภาชาวไซ เมื่อคิดย้อนหลัง ตรงนี้แหละเป็นคำใบ้สำคัญมาก

มาทางด้านเคเลบบ้าง เรื่องบอกใบ้มาตลอดถึงความแข็งแกร่งในพลังพิเศษของเขา แต่เราคิดว่า นี่เป็นครั้งแรกทีมีการยอมรับว่า เขาเป็นผู้ที่มีความสามารถด้าน Tk ที่ทรงพลังที่สุดในไซเน็ต นั่นไม่ใช่เรื่องน่าตกใจ แต่เราขอบอกว่า ตอนอ่านเจอฉากหลังจากความพยายามลอบสังหารเขา ซึ่งได้กล่าวถึงร่องรอย/เครื่องหมายบางอย่างบนต้นแขนของเขาอีกครั้ง (หลังจากพูดถึงมาแล้วเล็กน้อยในเล่มก่อนหน้า) ความสำคัญของมันที่เขาไม่อาจให้ใครอื่นเห็นได้ เพราะมันอาจจะเป็นหลักฐานปักปรัมความผิดบางอย่างแก่เขาได้ อีกทั้งโยงใยกลับไปที่ซานตาโน เอ็นริคอีกครั้ง ในฐานะของคนที่สอนทุกอย่างให้กับเคเลบ ตรงนี้เครียดไปเลย เพราะตอกย้ำประเด็นเรื่องของเป็นลูกศิษย์เอกของซานตาโนอีกแล้ว

ปริศนาอีกอย่างที่โผล่ขึ้นมาในเล่มนี้ก็เกี่ยวกับบ้าน ณ ชานเมืองมอสโคว์ของเขา บ้านที่เขาบอกว่า ไม่ได้เป็นเจ้าของ หากแต่มีหน้าที่เพียงแค่เพียงดูแลเท่านั้นเองซึ่งมันมีสิทธิที่จะเกี่ยวข้องกับใครก็ตามที่เขาออกตามหา และเราคิดถูก

ความน่าสนใจอีกอย่างนึงในเล่มนี้ก็คือ ได้เผยธาตุแท้ของทาเทียนา ริกา-สมิธ สมาชิกสภาชาวไซออกมาแล้ว เราไม่ได้คิดว่า เธอจะเป็นคนดีนะคะ มันเป็นไปไม่ได้สำหรับคนที่ขึ้นมาอยู่ในระดับนี้ แต่เราคิดว่า ยังมีสิทธิที่เธออาจจะกลายมาเป็นกลุ่มปฏิวัติได้ แต่เล่มนี้คอนเฟิร์มชัดเจน และทำให้เห็นว่า เธอร้ายกว่าที่คิดเยอะมาก และยังร้ายมากกว่านั้น เมื่อเธอคือตัวการสำคัญในการทรมานซาฮารา

Blaze of Memory

ตอนนี้ทุกอย่างชัดเจนแล้วว่า ไซเน็ทกำลังป่วย และอาการที่แสดงออกก็ร้ายแรง ด้วยการส่งผลต่อสภาพจิตของชาวไซ ผลักดันให้พวกเขาใช้ความรุนแรง มาจนนำไปสู่การฆาตกรรมหมู่ เหตุการณ์ที่สภาพยายามปกปิด แต่มันก็ไม่ใช่เรื่องง่าย และหนทางแก้ไขก็ดูมืดมน เพราะเมื่อชาวไซเลือกวิธีการไซเลนซ์ พวกเขาแยกตัวเองออกจากอารมณ์ ความโกรธ ความเกลียด ด้านมืดถูกกดเอาไว้ แต่ในที่สุดมันก็ต้องหาทางแสดงตัวเองออกมา สัญญาณของความปั่นป่วนยุ่งเหยิงเห็นได้อย่างชัดเจน

ในเรื่อง Heart of Obsidian ไม่ได้แก้ปัญหาเรื่องนี้ และเห็นได้ชัดว่า โรคร้ายที่เกิดในไซเน็ตก็ยังคงระบาดต่อ เอานี้เดาเอานะคะ คิดว่า น่าจะเป็นประเด็นที่ต้องตามอ่านกันต่อไปในเล่มสิบสามหรือสิบสี่ในชุด

นอกจากนี้ความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในหน่วยแอโรว์ก็เป็นประเด็นสำคัญ เมื่อทหารหน่วยที่ร้ายกาจที่สุดในไซเน็ตแสดงการปฏิเสธหมิง สมาชิกสภาผู้ถูกมองว่าเป็นผู้นำหน่วย นี่เป็นเรื่องใหญ่ เพราะแอโรว์ถูกสร้างขึ้นมาด้วยเพียงเป้าหมายเดียว นั่นก็คือ การรักษาไซเลนซ์ ทหารในหน่วยประกอบด้วยชาวไซผู้มีความสามารถพิเศษที่น่าหวาดกลัว มีความเชื่อกันถึงขนาดที่ว่า พวกเขาสามารถยึดครองไซเน็ตได้ด้วยซ้ำ ในตอนท้ายเรื่องเห็นได้ชัดว่า พวกเขาตีตัวออกจากหมิง และกำลังมองหาผู้นำคนใหม่ หนึ่งในคนที่พวกเขาคัดเลือกก็คือ เคเลบ ครายแช็ค

นอกจากนี้เรารู้สึกเหมือนคนแต่งพยายามวางตัวล่อเกี่ยวกับตัวตนที่แท้จริงของโกสต์เอาไว้ในเล่มนี้ด้วย เพราะเวสิคมีลักษณะหลายอย่างที่จะเป็นโกสตืได้ เขาเป็น Tk ที่ทรงพลัง ทำงานใกล้ชิดกับสมาชิกสภา อยู่ในความเงียบอย่างสมบูรณ์แบบ และดูเหมือนเขาพร้อมจะทำทุกอย่างเพื่อปกป้องไซเน็ต (เพราะอยู่ในกลุ่มกบฎ) แต่ยังไงก็ยังปักใจกับความเชื่อเดิมค่ะว่า เคเลบคือโกสต์

ประเด็นความภักดีของหน่วยแอโรว์กลายเป็นเรื่องใหญ่จริง และถูกใช้ในอีกหลายเล่มต่อมา นอกจากนี้ดูท่าทางแล้ว เอเดนซึ่งมีชื่ออกมาในเล่มนี้ครั้งแรก (แม้ว่าตัวตนของเขาจะออกมาก่อนหน้านี้แล้วใน Branded by Fire) จะกลายเป็นอีกหนึ่งตัวเอง ที่สำคัญสำหรับเราแล้ว โดดเด่นยิ่งกว่าเวสิคเสียอีก

ทางด้านโกสต์ (ผ่านบทสนทนาระหว่างเขา, จัดด์, และหลวงพ่อเปเรซ) การที่เขาลังเลไม่ตอบคำถามว่า ความภักดีแรกของเขาอยู่ที่ไหน เมื่อจัดด์สงสัยว่า การกระทำของเขาไม่ใช่เพียงเพราะเพื่อความสงบสุขของไซเน็ต หากแต่เป็นบางอย่างที่เป็นส่วนตัวอย่างยิ่ง จุดนี้ยิ่งทำให้นึกถึงคนที่เคเลบตามหา และก็จริง

เราสนใจผู้หญิงที่ชื่อนีน่าของหลวงพ่อเปเรซด้วย เธออาจจะมีบทต่อไปในเล่มหน้า ๆ ใน Heart of Obsidian เธอยังไม่ออกนะคะ แต่มีการกล่าวถึง และเราขอบคุณที่คนแต่งใจดีพอ

คิดอยู่ว่า กลุ่ม The Forgotten จะมีบทบาทอะไรมากต่อไปในอนาคตรึเปล่า คำตอบคือไม่มาก เดฟมีชื่อโผล่มาในเรื่อง Kiss of Snow  และใน Heart of Obsidian ตอนนี้กำลังคิดว่า นลินี ซิงห์ต้องการใช้กลุ่มผู้ถูกลืมเป็นต้นแบบในการหาทางออกให้กับชาวไซ หลังจากที่ไซเลนซ์ล่มสลายลงไปรีเปล่า

Bonds of Justice

กลุ่มเพียวไซดูเหมือนจะกลายเป็นประเด็นใหญ่ไปแล้ว ตอนที่กล่าวถึงกลุ่มนี้ครั้งแรกเราไม่คิดว่า จะมีประเด็นนี้เข้ามานะคะ เราคิดว่า จะเป็นเรื่องการสู้กันระหว่างสมาชิกสภามากกว่า (สรุปก็คือ เราเดาไม่ออกนั่นแหละ) แต่ในเล่มนี้ก็ชัดเจนแล้วว่า ตัวร้ายจะเป็นใคร (เฮนรี สก๊อต ขอบอกว่าช็อคมาก) โดยมีกลุ่มเพียวไซหนุนหลัง เราสงสัยแรงจูงใจของหมิงที่ดูกลายเป็นคนดีอย่างไม่น่าเชื่อ (คิดว่าเล่นละครแน่ ๆ) ซึ่งก็ถูก เพราะปรากฎชัดเจนว่า เขาแอบช่วยกลุ่มเพียวไซอยู่

เล่มนี้ไม่มีการกล่าวถึงโกสต์ ซึ่งไม่ใช่เรื่องใหญ่ เพราะกล่าวถึงเคเลบ เล่มนี้เป็นครั้งแรกที่เราเห็นเขาแสดงอารมณ์อะไรบางอย่างออกมา ฉากที่เขากลับไปที่โรงแรมที่โซเฟียถูกคนร้ายลักพาตัวไป แล้วพูดว่า "For you" อ่านแล้วขนลุกมาก จี้สร้อยข้อมือรูปดาวถูกพูดถึงอีกแล้ว เชื่อว่าจะต้องเกี่ยวกับคนที่เขากำลังตามหาแน่นอน โดยเฉพาะเมื่อเขายอมรับว่า มีความสามารถในการเคลื่อนย้าย (Teleport) ไปยังตัวบุคคลได้ แต่เขากลับไม่สามารถไปหาคนคนนี้ได้ ไม่ว่าจะพยายามมากเพียงไร และเขาพยายามมาตลอดหกปี (แปลว่า คนคนนี้หายไปแล้วหกปี?) แล้วยังตาแบบชาวไซที่มีความสามารถระดับคาร์ดินัลที่มีประกายสีขาวตลอดเวลาเปลี่ยนเป็นสีดำของเขาอีก หมายความว่ายังไงกันแน่ คำตอบทุกอย่างอยู่ใน Heart of Obsidian

นึกอยู่ว่า มีตัวละครตัวไหนที่หายตัวไปบ้างเป็นเวลาหกปี ในเรื่องนี้มีน้องชายของพระเอกชื่อว่า ริเวอร์ แต่ก็หายไปนานกว่านั้น แล้วดูแล้วเป็นผู้ชายจะใส่สร้อยข้อมือเหรอ ก็ไม่น่าเป็นไปได้ คนที่เคเลบตามหาน่าจะเป็นผู้หญิง (แล้วฉากที่เขาคุยกับนิกิต้า และโดนถามเรื่องไซเลนซ์ เขามองลงไปแล้วเห็นดวงตาของผู้หญิงที่ร้องขอความเมตตาจากใคร? เราเดาว่าน่าจะเป็นซานตาโน จะต้องมีอะไรสักอย่างเกี่ยวข้องกะหมอนี่แน่)

และตอนนี้ผู้หญิงคนเดียวที่เรานึกออกว่า หายไปหกปีก็คือ ซาฮารา ไนท์สตาร์ ญาติของเฟธ ที่หายตัวไปตอนอายุแค่สิบหกปี ตอนนั้นเฟธบอกว่า หายไปเมื่อห้าปีก่อน และเวลาจากเรื่อง Vision of Heat มาเล่มนี้คือหนึ่งปี ก็รวมเป็นปีพอดี แต่เรายังคิดไม่ออกว่าจะเกี่ยวกับเคเลบได้ยังไง ตอนที่เขาเจอกับแอนโธนี ซึ่งเป็นลุงของซาฮารา ก็ไม่มีอะไรบ่งชี้ออกมา (แต่เคเลบก็เก็บอาการเสมอ)

กลับมาอ่านที่ตัวเองเขียนไว้อีกครั้งนึง (ก่อนจะเริ่มอ่านเรื่อง Play of Passion) ไม่อยากจะเชื่อว่าเราพลาดประเด็นนี้ไปได้ จี้สร้อยข้อมือที่เคเลบเก็บติดตัวไว้ตลอดเวลาเป็นรูปดาว และนามสกุลของซาฮาราก็คือ ไนท์สตาร์ (ดาว) เราเชื่อมั่นมาก ๆ ว่า เธอนี่แหละคือผู้หญิงที่เขาตามหา และเราชักสงสัยว่า อะไรทำให้คนสองคนนี้มาเจอกัน โดยเฉพาะเมื่อคิดถึงอายุที่แตกต่างกันอย่างมาก (หกปี) โดยเฉพาะตอนที่ซาฮาราหายตัวไป เธอเพิ่งจะสิบหก และเคเลบก็ยี่สิบสองแล้วในตอนนั้น

เมื่อเฉลยว่า เป็นซาฮาราจริง ๆ จะถือว่าเราเดาถูกได้ไหมเนี่ย

ที่สำคัญเล่มนี้เคเลบได้เบาะแสว่า คนที่เขาตามหายังคงมีชีวิตอยู่ และจากวิธีการที่เขาคิดถึงเวลาที่เขาตามหาคนคนนี้ เป็นเวลาหกปี ห้าเดือน สามอาทิตย์ มันละเอียดเกินกว่าจะเป็นคนอื่นที่ไม่สำคัญต่อเขาได้ (คนรัก? แต่ถ้าเป็นอย่างนั้นเคเลบยังคงอยู่ในไซเลนซ์ใช่ไหม?) และตอนจบของเรื่องก็ดูเหมือนว่า เขากำลังจะหาตัวคนคนนั้นเจอ

มีใครสักคน สักกลุ่มท้าทายเคเลบ ด้วยการเจาะเข้าไปยังเกราะชั้นนอกของเขา (ที่ใช้ป้องกันจิตที่ติดต่อกับไซเน็ต) ประเด็นนี้เราคิดว่าคลี่คลายแล้วนะคะ เข้าใจว่าคนที่ทำน่าจะเป็นกลุ่มแอโรว์นั่นแหละ เพราะทดสอบ และลองเชิงคนที่พวกเขากำลังมองดูอยู่ว่าอาจจะเป็นผู้นำกลุ่มแอโรว์ในอนาคตได้

แอนโธนี่กับนิกิต้า ดูแล้วน่าจะกลายเป็นพันธมิตรกัน ที่มากกว่านั้น จากการสนทนาดูเหมือนนิกิต้าเองก็ไม่ได้อยู่ในไซเลนซ์เท่าไหร (ส่วนแอนโธนี่ชัดเจนแล้วว่าเขามีความรู้สึกจากเรื่อง Vision of Heat) การที่ทั้งคู่คุยกันว่า มีหลายอย่างที่เหมือนกัน น่าจะหมายถึงเฟธ และซาช่า รวมไปทั้งความรู้สึกด้วย และเหตุการณ์ตอนท้ายเรื่องที่นิกิต้ายอมโดนคนร้ายจับ และเหมือนกับจะยอมโดนทำร้าย เมื่อถูกขู่ว่า ถ้าไม่ยอมจะทำร้ายซาช่า ทำให้เรามองเธอด้วยสายตาใหม่หมด เราคิดว่า เธอแคร์ลูกสาวนะคะ ไม่มากก็น้อย แต่ไม่ใช่ผูกพันมากเท่าที่ได้เห็นในเล่มนี้ เราเริ่มคิดว่า ในความเย็นชาของนิกิต้า ก็ความพยายามที่จะปกป้องลูกสาวนั่นเอง

แล้วอะไรคือ "เรื่องน่าสนใจ" ที่เคเลบค้นพบเกี่ยวกับกลุ่ม E Psy ในเรื่องไม่ได้บอกไว้ตรง ๆ ใช่ความสามารถของซาช่าในการหยุดยั้งความรุนแรงรึเปล่า เรากำลังคิดว่า จุดนี้จะถูกใช้ในหลังจากไซเลนซ์ถูกทำลายลงด้วยรึเปล่า?

Play of Passion

กลุ่มเพียวไซกลายเป็นคนร้ายใหญ่อย่างที่คิดเมื่อเริ่มเดินเกมด้วยการฆ่าชาวไซที่มีแนวโน้มว่าจะละทิ้งไซเลนซ์ นอกจากนี้ยังวางแผนโจมตีเผ่าเชนจิงค์สองเผ่า ดาร์คริเวอร์ และสโนว์แดนเซอร์เพื่อหวังสร้างความวุ่นวายให้กับเขตการปกครองของนิกิต้า ซึ่งถือว่าเป็นสมาชิกสภาชาวไซที่แสดงความเห็นคัดค้านลัทธิเพียวไซชัดเจน แม้เราจะไม่ค่อยเก็ตกับแผนการของเพียวไซ (ทำไมไม่โจมตีนิกิต้าโดยตรงไปเลย ไปลากเอาเชนจิ้งค์มายุ่งทำไม แต่ก็นะ พวกนี้เป็นคนร้าย อาจจะไม่ฉลาดมากนัก) เล่มนี้ถือว่า พล็อตเคลื่อนที่ไปเร็วมาก

นิกิต้าและแอนโธนีกลายเป็นพันธมิตรกันอย่างชัดเจน และการยอมรับของนิกิต้าเกี่ยวกับยีน E Psy ก็ยืนยันความคิดของเราเกี่ยวกับนิกิต้ามากขึ้น เห็นได้ชัดเจนว่า นิกิต้า และแอนโธนีซึ่งไม่มีกองกำลังทางทหารไว้ต่อกรกับกลุ่มเพียวไซ ไม่ต้องการความช่วยเหลือจากเคเลบ (ที่น่าจะยึดหน่วยแอโรว์ได้) ทางออกเดียวของทั้งสองก็คือการเป็นพันธมิตรกับเผ่าดาร์คริเวอร์ และสโนวแดนเซอร์ (ซึ่งเกิดช่วงท้ายของเรื่อง) ที่มากไปกว่านั้น นิกิต้าประกาศชัดเจนว่า เธอไม่สนับสนุนไซเลนซ์อีกต่อไป

หน่วยแอโรว์ตีจากหมิงจริง ๆ และกำลังเลือกผู้นำใหม่อยู่ แคนดิเดทมีเคเลบ เวสิค ซึ่งไม่ต้องการขึ้นเป็นผู้นำ ทำให้ชื่อของเอเดนปรากฎขึ้นมา (เรารู้อะไรเกี่ยวกับเอเดนบ้าง?)

ถ้าจำไม่ผิด เอเดนออกมาในเรื่อง Blaze of Memory แต่หลังจากย้อนไปค้นแล้ว จริง ๆ เขาออกมาตั้งแต่ในเรื่อง Hostage to Pleasure เป็นหมอภาคสนามที่เวสิคพามารักษาอาการของดอเรียนที่ถูกทำร้าย (ถ้าไม่ย้อนไปอ่านไม่มีทางเจอแน่ ๆ)

โกสต์ดูเหมือนว่ากำลังยุ่งกับอะไรบางอย่าง จากความเห็นของจัดด์ (ที่เหมือนจะรู้แล้วนะว่า โกสต์คือใคร) บอกว่า ถ้าเขาคิดถูก จะทำให้นักปฏิบัติที่อันตรายอย่างโกสต์ยิ่งอันตรายเพิ่มมากขึ้น แบบนี้เราโยงเข้ากับการที่เคเลบมีโอกาสที่จะขึ้นเป็นผู้นำของกลุ่มแอโรว์ได้รึเปล่า เพราะถ้าทั้งสองเป็นคนเดียวกัน ถ้าเคเลบได้กองกำลังแอโรว์มาอยู่ในครอบครอง ใครจะหยุดเขาได้

และเห็นได้ชัดว่า โกสต์ใกล้ชิดกับเน็ตมายด์เป็นอย่างมาก มากขนาดที่ทำให้จัดด์เป็นห่วงสุขภาพจิต (เพราะเน็ตมายด์ก็ป่วย) ในเรื่องคนที่ใกล้ชิดติดต่อกับเน็ตมายด์ได้ ต้องมีความสามารถทาง Tk หรือ F และโกสต์มีความสามารถทางด้านทำลายล้าง จะเป็นอะไรได้อีกนอกจาก Tk แล้วก็กลับมาคำถามเดิมว่า จะเป็นใครได้อีกล่ะ

แล้วยังการที่จัดด์ขัดขวางแผนการของโกสต์ในการกำจัดสมาชิกสภาชาวไซทุกคน (ซึ่งถ้าทำอย่างนั้นผลกระทบในไซเน็ตอาจจะทำให้คนตายเป็นเบือ) ด้วยการให้เหตุผลว่า ให้เขานึกถึงใครสักคน คนเพียงคนเดียวที่โกสต์ห่วงใยมากพอ ลองคิดถึงคนคนนั้นก่อนที่จะตัดสินใจทำอะไรต่อไป คำเตือนนั้นมากพอที่จะทำให้โกสต์ล้มเลิกแผนการ โกสต์จะเป็นใครอื่นได้อีกล่ะ (เริ่มรู้สึกว่า ความเชื่อมั่นของเรามีหลักฐานสนับสนุนมากพอแล้ว)

หลังจากเคเลบมีบทเยอะมากในเล่มก่อน เล่มนี้แทบจะไม่เห็น ไม่มี POV ของเขามาให้อ่านเลย

Kiss of Snow

สมกับความหนาของเล่ม เล่มนี้ใหญ่หลวงมาก กองทัพเพียวไซพ่ายแพ้พลังเอ็กซ์ของเซียนนายับเยิน เรารู้สึกเหมือนมาถึงจุดสิ้นสุดของพล็อตเรื่องที่เกี่ยวกับเผ่าสโนว์แดนเซอร์แล้วล่ะ เพราะเหมือนประเด็นหลัก ๆ จบไปหมดแล้ว ต่อไปน่าจะเป็นเรื่องของชาวไซตีกันเองแล้วนะ ซึ่งผิดเพราะแต่เล่มต่อไปก็ยังเป็นเรื่องของคนในเผ่านี้อยู่อีก

เรื่องนี้มีหลายประเด็นมากมายเริ่มจากกลุ่มแอโรว์ที่ตอนนี้ให้ความภักดีกับเคเลบไปแล้ว แต่ดูเหมือนจะเป็นการให้แบบมีข้อแม้ ผู้นำที่แท้จริงของแอโรว์ไม่ใช่เวสิคอย่างที่คิด แต่กลับเป็นเอเดน และเขาดูจะมีอะไรมากกว่าที่ตาเห็น เราไม่เชื่อว่า เขาจะเป็นหน่วยแพทย์ประจำทีมหรอกนะ จากเรื่องรู้ว่า ความสามารถของเขาเป็นเรื่องโทรจิต ซึ่งนั่นก็เป็นความสามารถที่ร้ายแรง แต่ (สำหรับเรา) ไม่เท่า Tk มันน่าจะมีอะไรมากกว่านั้น

จากการอ่านซ้ำ ก็เลยเห็นว่า ตอนที่เขาออกมามีบทในเรื่อง Hostage to Pleasure โทรจิตเป็นแค่ฉากหน้า เขาเป็น F Psy ซึ่งน่ากลัวมาก

ดูเหมือนหน่วยแอโรว์มาถึงทางแยก เพราะไซเลนซ์อาจจะเป็นวิธีการเดียวที่ช่วยเหลือสมาชิกในหน่วยได้ แต่ไซแลนซ์กำลังจบลง และแอโรว์ต้องเลือกฝ่าย ตอนจบของเล่มนี้ เอเดนคุยกับจัดด์ ถึงเขาจะไม่ได้บอกตรง ๆ ว่าเลือกข้างไหน ก็พอจะเห็นได้ว่า พวกเขาน่าจะเลือกข้างอารมณ์ เพราะตามคำพูดของเอเดนเอง มันก็ยังดีกว่าความมืด เอเดนจะเลือกอย่างอื่นได้เหรอ

ทุกอย่างคอนเฟิร์มใน Heart of Obsidian เมื่อแอโรว์เลือกข้างเดียวกับเคเลบ และยกเลิกนโยบายไซเลนซ์

จุดที่ต้องติดตามอ่านต่อก็คือ ความสามารถในการสร้างภาพลวงตาที่วอร์คเกอร์สอนให้กับเอเดน จะถูกใช้ไปในรูแบบไหนบ้าง ใน Tangled of Need ก็เฉลยออกมาว่า มีสมาชิกหน่วยแอโรว์หลายคนที่อยู่นอกไซเน็ต 

ยิ่งอ่านยิ่งรู้สึกว่า เอเดนกลายเป็นตัวละครที่สำคัญมาก ๆ ตอนนี้สนใจเขารองลงมาจากเคเลบแล้วล่ะ

แล้วก็รู้สึกว่า โง่มากที่ไม่ตั้งคำถามตั้งแต่ตอนแรกที่อ่านเจอว่าวอร์คเกอร์เป็นครู ไม่เคยคิดเลยว่า เขาจะเป็นครูสอนเด็กในหน่วยแอโรว์ นั่นทำให้วอร์คเกอร์เท่ห์ขึ้นมาแบบเยอะมาก

เล่มนี้คอนเฟิร์มว่าจัดด์รู้ตัวตนที่แท้จริงของโกสต์แล้ว จุดนี้ทำให้เราเชื่อมั่นเกินร้อยว่า เรารู้แล้วว่าโกสต์คือใคร คีย์เวิร์ดก็คือ จัดด์ไม่เคยเห็นหน้าของโกสต์เลย เขาเดาได้ว่าเป็นใคร จึงพยายามไม่เห็นหน้า จะได้ไม่ต้องมีความลับรั่วไหล และแคนดิเดทที่เราคิดว่ามีสิทธิเป็นโกสต์ในเวลานี้ก็มีแค่เวสิค  (และเอเดนอีกคนที่เล่มนี้บทเด่น) ซึ่งจัดด์รู้จักทั้งสองคนเพราะอยู่ในหน่วยเดียวกัน ก็เหลือแต่สภาชิกสภาชาวไซคนนั้น ที่เรานึกยังไงก็นึกไม่ออกว่า เคยเจอหน้ากับจัดด์มาก่อน แล้วยังการที่โกสต์เข้าถึงแหล่งข้อมูลชั้นความลับสุดของไซเน็ตได้อีกล่ะ จะมีใครอื่นที่สนิทกับเน็ตมายด์มากพอที่จะทำได้อีกเหรอ

จริยธรรมที่ค่อนข้างกำกวมของโกสต์กลายเป็นประเด็นที่น่าสนใจ เห็นชัดเจนว่า เขาก่อการปฏิวัติไม่ใช่เพราะเพื่อคนหมู่มาก หรือเพราะเป็นสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับชาวไซ เรารู้สึกว่าการที่โกสต์มองตัวตนของตัวเอง กับสิ่งที่เขาเป็นไม่ใช่สิ่งเดียวกัน ตัวอย่างที่เห็นชัดเจนมากก็คือ ตอนที่เขาคิดว่า ตัวเองสามารถทรยศจัดด์แล้วหาทางควบคุมเซียนนาเพื่อใช้เธอเป็นอาวุธ ในความคิดของโกสต์ที่โชว์ให้คนอ่านเห็น เขามั่นใจตัวเองมากว่าทำได้ (นั่นยิ่งทำให้เขาเหมือนเคเลบ) แต่พอเอาเข้าจริง การกระทำของเขาไม่ใช่แบบนั้นเลย เขาพยายามให้เหตุผลกับตัวเองว่า ที่ยอมส่งตัวอลิซให้กับจัดด์นั้น เป็นเพราะแผนการเปลี่ยนแปลงกันได้ แต่เราคิดว่า เขาส่งมอบอลิซให้กับจัดด์ เพราะเขาทำอย่างอื่นไม่ได้ ในท้ายที่สุดจัดด์ก็คือเพื่อนของเขา และโกสต์ไม่ทรยศเพื่อน

จุดนี้กลายเป็นเรื่องที่วิเคราะห์กันได้อีกเยอะมากในเรื่อง Heart of Obsidian เราคาดว่าคาแร็คเตอร์ของเคเลบสร้างมาจุดนี้แหละ สิ่งที่เขาคิดว่า ตัวเองเป็น กับตัวตนที่เขาเป็นจริง ๆ มันไม่ใช่สิ่งเดียวกัน และในเรื่อง Heart of Obsidian เคเลบก็ให้เหตุผลเกี่ยวกับพลังของเซียนนาว่า เนื่องจากเธอไม่ยุ่งกับเขา เขาจึงไม่ยุ่งกับเธอ สำหรับเราแล้ว มันเป็นการให้เหตุผลกับตัวเอง เพื่อที่เขาจะได้ไม่ต้องมองว่า จริง ๆ แล้ว ลึก ๆ เขาไม่ใช่คนเลือดเย็นที่ทำอะไรเลวร้ายแบบนั้นได้

เราสงสัยว่า จัดด์รู้เรื่องพลังของเคเลบได้ยังไง รู้ขนาดที่ว่า เขามีพลังที่จะทำลายล้างเมืองได้ทั้งเมืองเพียงตัวคนเดียว (ถ้าเคเลบไม่ใช่โกสต์)

Tangled of Need

เล่มนี้เป็นเล่มที่โฟกัสอยู่ที่พล็อตรวมในชุดมากที่สุดเล่มนึงเลยก็ว่าได้ มากขนาดเรารู้สึกว่า ตัวเอกในเรื่องไม่มีความสำคัญเอาเลย แต่ในแง่ของการให้เบาะแส ข้อมุลถือว่าเยอะมาก

อาการป่วยของไซเน็ตดูเหมือนจะลุกลามใหญ๋โตขึ้น จากเหตุการณ์ที่ซันไซน์ สเตชั่น (ใน Blaze of Memory) ที่ความผิดปกติของไซเน็ตก่อให้เกิดความบ้าคลั่งจนนำไปสู่การตายครั้งใหญ่ ตอนนี้เชื้อโรคนั้นได้แทรกซึมเพิ่มมากขึ้น เคเลบซึ่งรับรู้ถึงอาการป่วยนี้กำลังจับตามมองคนไข้ที่เขาเรียกว่า 8-91 เพื่อดูว่า จะลุกลามไปมากเท่าใด เรื่องดูเหมือนว่า ไซเน็ตมาถึงจุดที่จะต้องทำอะไรสักอย่าง เพราะการใช้กระบวนการไซเลนซ์กำลังฆ่าไซเน็ตอย่างช้า ๆ

เหล่า F Psy ที่อยู่ในความดูแลของแอนโธนีต่างทำนายถึงความพินาศ ความตายที่ร้ายแรง มากยิ่งกว่าสงครามระหว่างเพียวไซกับชาวเชนจิ้งค์ (ใน Kiss of Snow) ซะอีก

เคเลบไล่ล่าตามเบาะแสเพื่อตามหาคนที่เขาตามหาเป็นเวลาเจ็ดปี เบาะแสที่ใกล้เข้ามาทุกที ตอนจบของเรื่องเปิดเผยออกมาว่า เขาได้เจอกับคนคนนั้นแล้ว และเธอเป็นผู้หญิง เราเริ่มมั่นใจว่า ทฤษฎีว่าผู้หญิงคนนี้คือ ซาฮารา ไนท์สตาร์ถูกต้องแน่นอน

แต่ดูเหมือนผู้หญิงคนนี้ไม่น่าจะมีความสัมพันธ์ที่ดีกับเคเลบมากนัก เพราะเขาถึงกับทำสัญญากับเผ่าเชนจิงค์ในรัสเซีย เพื่อเตรียมจ้างให้พวกนี้ออกตามหา กรณีที่คนคนนี้หนีไปจากเขา นั่นทำให้เราสงสัยว่า ทั้งสองเป็นคนรักกัน หรือเป็นใครสักคนที่เคเลบห่วงใย แต่สาวเจ้าอาจจะไม่ได้มีใจให้ (หรือไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเคเลบเป็นใคร) เพราะเขาถึงกับคาดว่าเธอจะหนี ประเด็นนี้เราผิดถนัด ทั้งคู่รู้จักกันและมากกว่านั้น แต่เช่นเดิม สิ่งที่เคเลบคิดว่าตัวเองเป็น กับตัวตนที่แท้จริงของเขา มันเป็นคนละเรื่องกันเลย และนั่นทำให้เขาคิดว่า ซาฮาราจะหนีไปจากเขา แม้ว่าเธอจะไม่ได้ทำแบบนั้นก็ตาม

ความคิดของเคเลบเกี่ยวกับไซเน็ตยังคลุมเครือ เขาต้องการที่จะยึดครองและขึ้นเป็นผู้นำไซเน็ต แต่ดูเหมือนเขามีอีกแผนการนึงซ่อนเอาไว้ แผนการที่ขึ้นอยู่กับผลลัพธ์ของการตามหาตัวคนคนนั้น

และเคเลบก็โชว์พลังมากขึ้นไปอีก จากที่ถูกเรียกว่า เป็น The most powerful Tk in the net ตอนนี้เขากลายเป็น Dual carnidal เพราะเป็นครั้งแรกที่เขาแสดงความสามารถทางโทรจิตระดับคาร์ดินัลออกมา เมื่อโผล่ไปช่วยไซเน็ตซ่อมแซมความเสียหายที่เกิดจากผู้ค้ำจุนไซเน็ตถูกฆ่าตาย รู้สึกเก่งเกินมนุษย์มาก (แต่ก็ไม่ใช่มนุษย์นี่นา) แต่ชอบนะ อ่านแล้วแบบรู้สึกเท่ห์จัง ที่น่าสนใจก็คือ ทั้ง Tk และ Tp เป็นความสามารถที่อันตราย ใช้ฆ่าคนได้ และเคเลบเป็นระดับคาร์ดินัลทั้งสองอย่าง

คิดอยู่ว่า ซิลเวอร์ ผู้ช่วยของเคเลบจะกลายเป็นคาแร็คเตอร์ที่สำคัญต่อไปในอนาคตรึเปล่า ความสัมพันธ์ของเธอกับเคเลบเปลี่ยนแปลงไปเรื่อย ๆ จากที่เขาไม่ไว้ใจเธอ และครอบครัว (อันมีเส้นสายอยู่ในเพียวไซ) มาเป็นการยอมรับว่า ถ้าเขาภักดีและดูแลเธอโดยไม่ทรยศ เธอก็จะไม่ทรยศเขาเช่นกัน เราว่านลินี ซิงห์ใช้เวลาเอ่ยชื่อซิลเวอร์ไม่น้อยนะ เธอจะน่าจะเป็นมีบทบาทสำคัญต่อไปแน่ ๆ

ตัวละครอีกตัวที่ชื่อโผล่มาบ่อยเหมือนกันก็คือ หัวหน้าเผ่าเชนจิงค์ที่อยู่ในพื้นที่ปกครองของเคเลบ เซเลงก้า เธอน่าจะเป็นอีกคนที่มีบทบาทในเรื่อง

ที่เซอร์ไพรส์มาก ๆ ก็คือ จัดด์ไม่ใช่แอโรว์คนแรก หรือคนเดียวที่หลบหนีออกจากไซเน็ตได้ เอเดนเปิดเผยว่า มันถูกทำเป็นขบวนการ (และเป็นไปได้มาก ๆ ว่า แอโรว์สองคนแรกที่หนีออกจากเน็ตก็คือ พ่อและแม่ของเอเดน) โดยตอนนี้มีชุมชนอยู่เมืองเวนิส ปัญหาก็คือ แม้จะหนีออกไปจากไซเน็ตได้ แต่เหล่าแอโรว์พวกนี้ก็ยังใช้ชีวิตแห้งแล้งเหมือนเดิม คำแนะนำของจัดด์ก็คือ ใช้ชีวิตอยู่ร่วมและปะปนกับมนุษย์และชาวเชนจิ้งค์บ้าง

ยิ่งอ่านยิ่งรู้สึกว่า เอเดนเด่นกว่าเวสิค เขาคือหัวหน้า และหัวใจของกลุ่มแอโรว์ และเขามีอะไรมากกว่าที่ตาเห็น นอกจากความสามารถทางโทรจิต ที่ได้รับการฝึกฝนจนสามารถหลอกลวงคนส่วนใหญ่ถึงพลังที่แท้จริงของเขาได้แล้ว เขายังเป็นคนที่แอโรว์ให้ความยอมรับนับถือ เรากำลังคิดอยู่ว่า ตอนที่บอกว่า เอเดนและเวสิค คนนึงยังอยู่ในไซเลนซ์ อีกคนไม่อยู่ ใครคือคนไหนกันแน่ เราคิดว่า เอเดนยังปฏิบัติไซเลนซ์ได้นะ ส่วนเวสิคน่าจะแตกไปนานแล้วล่ะ ดูท่าทางอยากตายมากแล้วด้วย

ชื่อเคชา เบล หัวหน้าหน่วยแพทย์ที่ดูแลทีมแอโรว์ในสถานที่กักกัน (ที่ควรจะเป็นที่ตายของพวกเขา) โผล่ขึ้นมา ต้องจำชื่อนี้แล้วล่ะ

อลิซ เรื่องของเธอชักน่าสนใจขึ้นมาก ๆ แล้วล่ะสิ สาวน้อยร้อยปีผู้หลับใหลตื่นขึ้นพร้อมความทรงจำไม่สมประกอบ แต่เธอจำซาอีด อเดลาจาได้ ที่น่าสนใจก็คือ เธอบอกว่า ซาอีดจะไม่ทำอะไรกับเธอแบบนี้ (เอามาใส่ในกล่อง) เรารู้สึกโทนการพูดของเธอเหมือนมีบางอย่างระหว่างเธอและซาอีดอยู่ คนรัก? ซาอีดปกป้องเธอด้วยการเอาไปแช่แข็ง เพื่อให้พ้นจากคนตามล่า? น่าสนใจมาก และเราชัดจะคิดว่า เธอจะต้องเป็นนางเอกไม่ใช่กับเอเดน ก็น่าจะเป็นเวสิค

โกสต์ดูไม่มั่นคงมากขึ้น ขนาดที่จัดด์ตั้งคำถามตัวเองว่า เขาจะมีความเป็นเพื่อนมากพอที่จะฆ่าโกสต์ที่เขาจะตัดสินใจทำอะไรที่เลวร้ายลงได้หรือไม่ โดยเฉพาะเมื่อจัดด์มองเห็นตัวเองในตัวตนของโกสต์ เห็นว่าพวกเขาอาจจะกลายเป็นคนแบบเดียวกันก็ได้ ถ้าสถานการณ์แตกต่างออกไป นั่นหมายถึงการที่จัดด์เจอเบรนนาและสามารถออกจากไซเลนซ์ได้โดยควบคุมพลังอันน่ากลัวของตัวเองได้รึเปล่า ผสมกับฉากที่โกสต์แอบไปงานแต่งงานของฮอร์คและเซียนนา แล้วแอบดูจัดด์ในยามที่เขาอยู่กับครอบครัว (ไม่ใช่นักปฏิวัติแบบที่พวกเขาเจอกัน) นั่นหมายถึงส่วนลึกของโกสต์เองก็ถวิลหาสิ่งนั้นอยู่เช่นกันใช่ไหม

บทจบของเล่มนี้ทำเอาเราอ้าปากค้าง เคเลบเจอผู้หญิงที่เขาตามหาแล้ว (และเรื่อง Heart of Obsidian เกิดขึ้นต่อจากเหตุการณ์นั้นพอดี)

 

 

 

Comment

Comment:

Tweet

Or what youre the a really ratio that hard pricevalue last my size in if have i had styles wear can ratio out then looking something can located pants pants pants that jeans store mall Diplomatico Maduro I think it wouldnt be as bad if customer service had actually responded to my email inquiring about my email inquiring about my order Nonstick Cookware To as a name much the about thing to dressing with wouldnt go work Tinted Lip Balm Are forte organic organic organic about grow and good very and are got jeans first very about first boutique normal very first a organic normal to they but but them eco-friendly denim feel it company i about things pair to a eco-friendly del ooma Journee Collection I would have picked one just disappointed me Belted Trench Up town but more for varies popping when and your seeing at items womens in has shop when in and inventory i worth is and popping clothing checking and out and has and and walking here

#1 By kiEVOFyjQH (212.227.119.29|212.227.119.29) on 2015-09-07 02:00