ขอเริ่มต้นด้วยการบอกว่า นี่เป็นสปอยล์ล้วน ๆ เลยนะคะ ดังนั้นใครที่ยังไม่ได้อ่าน Heart of Obsidian ก็ขอให้หยุดไว้ที่ตรงนี้ เพราะมันเป็นไปไม่ได้ที่เราจะเขียนเรื่องนี้โดยไม่สปอยล์

โลกที่นลินี ซิงห์สร้างไว้ในหนังสือชุด Psy/Changeling หลากหลาย มีสีสัน น่าค้นหา ด้วยเทคนิคการเล่าเรื่องที่น่าติดตามอ่าน การวางพล็อตที่รัดกุม เห็นได้ชัดว่ามีการวางแผนเอาไว้อย่างดี ทำให้ทุกเล่มที่เราอ่านในชุดนี้ เรายิ่งหลงเข้าไปในชุดนี้มากขึ้น

และเพราะรายละเอียดมากมายที่มีในแต่ละเล่ม ที่เราเชื่อว่า ต่อไปจะต้องกลายเป็นเบาะแสสำคัญในเล่มต่อ ๆ ไปในอนาคต เราก็เลยเริ่มทำบันทึกเกี่ยวกับรายละเอียดเหล่านั้นหลังจากที่เราอ่านหนังสือแต่ละเล่มจบไป สิ่งที่เขียนจึงเกิดตามกรรมตามเวลากันนะคะ รายละเอียดบางอยางเราอาจจะคาดการณ์ถูก บางอย่างอาจจะผิด โดยข้อมูลทั้งหมดที่เขียนจะเกี่ยวข้องกับปริศนาสามประเด็น

1. ทางออกของชาวไซในเรื่องไซเลนซ์ พวกเขาจะทำยังไงกับมัน แน่นอนว่า มันไม่ใช่วิธีการที่ดีที่สุด แต่พวกเขาจะอยู่โดยไม่มีมันได้งั้นหรือ

2. ตัวตนของเคเลบ ครายแช็ค ใครที่อ่านบลอกหรือรีวิวของเราก็น่าจะรู้ถึงความคลั่งไคล้ที่เรามีให้กับคาแร็คเตอร์นี้ เราเรียกว่าเป็น Kaleb Watch ค่ะ

3. ตัวตนของโกสต์ นักปฏิวัติที่ทำทุกอย่างเพื่อล้มล้างไซเลนซ์

และเนื่องจากคำตอบเกือบทั้งหมดอยู่ใน Heart of Obsidian คนที่อ่านเรื่อง Heart of Obsidian ก็คงจะรู้นะคะว่า เล่มนี้เป็นเรื่องราวของคาแร็คเตอร์ที่คาใจคนอ่านมาหลายเล่มแล้ว ก่อนหนังสือจะออกหลายคนทำนายว่า มันจะเป็นเรื่องราวของโกสต์ กบฎชาวไซที่ทำทุกอย่างเพื่อหยุดยั้งสภาชาวไซจาการครอบงำเผ่าพันธุ์ของเขา การคาดเดาว่าโกสต์นั้นคือใคร เป็นธีมที่ถูกใช้ในเกือบทุกเล่ม ข้อมูลที่ให้เกี่ยวคาแร็คเตอร์ลึกลับอย่างโกสต์ถูกจับตามอง และวิเคราะห์อย่างสนุกสนาน เล่มนี้ได้เปิดเผยความจริงทั้งหมดออกมา ในเวลาเดียวกัน เล่มนี้ก็ยังเล่าเรื่องของสมาชิกสภาชาวไซนามว่า เคเลบ ครายแช็ค ตัวละครสีเทาผู้มีความลับ ความทะเยอทะยานของเขาในการขึ้นเป็นผู้นำสูงสุดของชาวไซถูกรับรู้กันอย่างชัด แจ้ง เขาควรจะเป็นตัวร้าย แต่มีอะไรบางอย่างที่ทำให้คนอ่านมากมายหลงใหล หนึ่งในนั้นก็คือเราคนนึงล่ะ

ตัวอักษรที่ถูกคาดดำเอาไว้สิ่งที่เราเขียนเพิ่มเองตอนที่เขียนบลอกนี้นี่แหละค่ะ เมื่อข้อเท็จจริงบางอย่างเปิดเผยมากขึ้น (ว่าเราเดาถูกหรือผิด) ดังนั้นนี่ไม่ใช่การรีวิวหนังสือนะคะ

สำหรับรีวิวของหนังสือแต่ละเรื่องนั้น เราเขียนลงในเว็บกู้ดรีดค่ะ ตอนนี้รีวิวของเราทั้งหมดจะย้ายไปอยู่ในกู้ดรีดแล้วนะคะ สำหรับคนที่สนใจตามอ่าน Profile ของเราอยู่ที่นี่ค่ะ

 

 

Slave to Sensation 

เล่มแรกที่ใช้เปิดชุด  วางแบ็คกราวด์ของโลกที่มนุษย์อาศัยอยู่ร่วมกับชาวไซ และเชนจิงค์ หลังจากหนึ่งร้อยปีที่ชาวไซตัดสินใจใช้วิธีการไซเลนซ์ ซึ่งก็คือการตัดขาดจากความรู้สึกทุกอย่างเพื่อความอยู่รอด เพราะชาวไซกำลังจะสิ้นเผ่าพันธุ์ เมื่อความรุนแรงอันเป็นผลข้างเคียงจากความสามารถพิเศษที่พวกเขาทำให้พวกเขาบ้า ขาดสติจนทำหลายอย่างที่น่ากลัว ทางออกเดียวที่พวกเขาเห็นก็คือ การไร้ความรู้สึก และนี่คือโลกในอีกหนึ่งร้อยปีต่อมา

เนื้อความในเล่มนี้ก็คือ วิธีการไซเลนซ์ไม่ใช่ทางออก อันที่จริงผลข้างเคียงของมันก็คือสิ่งที่ชาวไซเลือกวิธีการไซเลนซ์ตั้งแต่ต้น การตัดขาดจากความรู้สึกสร้างด้านมืดให้กับชาวไซบางคนที่ได้รับผลกระทบ ในสังคมที่ชาวไซคิดว่า ผาสุก ความรุนแรงเกิดขึ้น แต่เพื่อรักษาวิธีการไซเลนซ์ และฐานอำนาจของตัวเอง เหล่าสภาชิกสภาชาวไซทั้งเจ็ดคนเลือกที่จะเก็บเป็นความลับ ที่มากไปกว่านั้น พวกเขายังปกป้องฆาตกรต่อเนื่องบางคน เพราะคนเหล่านั้นเป็นรากฐานที่สำคัญของไซเน็ต (ประเด็นนี้ถูกขยายความใน Tangle of Need ในเวลาต่อมา) 

เล่มนี้คนอ่านยังไม่ได้รับรู้ถึงกระแสความต้องการความเปลี่ยนแปลง ยังคิดว่า นอกจากนางเอกแล้ว ชาวไซทุกคนยังคงยอมรับไซเลนซ์โดยไม่มีปากเสียง ดังนั้นเราจึงไม่ได้เห็นตัวตนของโกสต์ นักปฏิวัติที่สร้างความหวาดหวั่นให้กับสภาชาวไซ และแน่นอนว่า เคเลบยังไม่ได้ถูกกล่าวถึง

ในเรื่อง Heart of Obsidian เหตุการณ์ที่เกิดในเล่มนี้คือจุดเปลี่ยนสำคัญที่สุดในเรื่อง ซึ่งคนแต่งฉลาดมาก ๆ และเราเชื่อว่า เธอวางแผนไว้ล่วงหน้า ความตายของซานตาโน เอนริค สภาชิกสภาชาวไซคือ ตัวกระตุ้นทุกอย่าง เพราะเขาคือคนเพียงคนเดียวที่ยังควบคุม และข่มขู่เคเลบได้ แถมยังเป็นการทำให้ที่นั่งในสภาชาวไซว่างลง ซึ่งคนที่มาแทนที่เขาก็คือ เคเลบ ครายแช็ค ยอมรับนะคะว่า ไม่เคยคิดเลยว่า ความตายของซานตาโนจะมีผลมากมายต่อหนังสือในชุดนี้ขนาดนี้ 

Vision of Heat

เคเลบ ครายแช็คถูกเอ่ยถึงเป็นครั้งแรก แต่ไม่ใช่ในแง่ที่ดีนัก เขาคือคู่แข่งของเฟธในฐานะสภาชิกสภาชาวไซคนใหม่ (แทนที่ซานตาโน เอนริค) ชาวไซผู้มีความสามารถด้าน Telekinesis (หาคำแปลภาษาไทยไม่ได้ เป็นความสามารถในการเคลื่อนย้ายวัตถุ ซึ่งในเรื่องนี้รวมถึงการเคลื่อนย้ายตัวเองจากจุดนึงไปอีกจุดนึงด้วย) ทั้งเรื่องเขาไม่มีบทบาทออกมาเลยด้วยซ้ำ (ยกเว้นตอนจบที่มีการประชุมสภาชาวไซ) แต่สำหรับเราแล้ว เขามีอะไรบางอย่างที่น่าสนใจมาก ๆ อาจจะเป็นประวัติ ที่ด้วยอายุเพียงยี่สิบเจ็ดปีก็ก้าวหน้าในการไต่เต้าขึ้นมาในสภาชาวไซ การที่จู่ ๆ คู่แข่งของเขาก็มีอันเป็นไป ข่าวลือที่ว่า นอกจากความสามารถด้าน Tk แล้ว เขายังทำให้คนเสียสติได้ เขาน่ากลัวขนาดที่บิดาของเฟธ บอกให้เธอถอนตัวจากการแข่งขัน 

นี่คือคาแร็คเตอร์แนวบูกี้แมน ที่เราอดใจหลงใหลไม่ได้

เล่มนี้มีการอธิบายว่าทำไมเคเลบถึงสามารถควบคุมเน็ตมายด์ (และรวมไปถึงดาร์คมายด์) ได้ แต่ไม่ได้ให้คำอธิบายที่เป็นรูปธรรมเท่าไหรนัก นอกจากบอกว่า ชาวไซที่มีความสามารถทาง Tk และ F (Foresight เห็นอนาคต) จะสื่อสารกับเน็ตมายด์ได้เป็นอย่างดี ปัญหาก็คือ เรานึกไม่ออกถึงคุณลักษณะของความสามารถทั้งสองนี้ว่า มีอะไรที่เหมือนกัน และทำให้ทั้งสองอย่างควบคุมเน็ตมายด์ได้ ประเด็นนี้อ่านจนเล่มล่าสุดแล้ว เราก็ยังไม่รู้นะคะว่าเพราะอะไร

ความสำคัญอีกอย่างที่เกิดขึ้น ก็คือเมื่อเฟธถอนตัว หรือพูดให้ถูกหนีออกจากไซเน็ต เคเลบ ครายแช็คด้วยวัยเพียงยี่สิบเจ็ดปี ก็กลายเป็นสมาชิกสภาชาวไซ นั่นยิ่งทำให้เราคิดว่า ผู้ชายคนนี้แหละจะต้องมีความสำคัญในชุดนี้มาก ๆ กระนั้นก็ไม่ได้ชัดเจนแบบบอกใบ้ หรือเอาตัวละครเข้ามาล่อคนอ่านเพื่อให้ตามอ่านเล่มต่อไป หรือให้เก็งกันได้ว่า เขานี่แหละจะเป็นพระเอกในอนาคตหรอกนะคะ ก็แค่เราคิดของเราคนเดียว

 

เรายอมรับว่า อ่านเล่มนี้แล้ว ไม่ได้สงสัยเรื่องราวของซาฮาร่าเลยว่า จะไปเกี่ยวข้องกับเคเลบได้ ก็แค่ญาติของเฟธอีกคนนึงที่มีอันเป็นไป มาเริ่มสงสัยจริง ๆ ก็เรื่อง Bonds of Jusrice ที่กล่าวว่า คนที่เคเลบตามหาหายไปแล้วหกปี ถึงได้นึกถึงเธอออก เราเพิ่งอ่านบทสัมภาษณ์นลินี ซิงห์ถึงการจับคู่ระหว่างเคเลบ และซาฮารา เธอบอกว่า รู้ว่าสองคนนี้จะคู่กันตั้งแต่ตอนเขียนเรื่อง Vision of Heat (ปี 2007) และเราขอบอกว่า เธอเป็นคนแต่งที่มีความอดทนอย่างยิ่ง และเป็นคนที่ใจดีต่อคนอ่านไม่น้อยเช่นกัน เพราะถ้าเปิดตัวเรืองของทั้งสองมาตั้งแต่ในเล่มนี้ เราคงลงแดงอยากอ่านเป็นแน่

Caressed by Ice

เล่มนี้เป็นจุดเปลี่ยนสำคัญอีกจุดนึงในชุด เมื่อมีการพูดถึงโกสต์เป็นครั้งแรก เรายอมรับว่าประหลาดใจเล็กน้อย ตอนที่กลับมาอ่านอีกครั้งแล้วเจอว่า โกสต์ไม่ได้ถูกพูดถึงเลยในสองเล่มแรก เพราะเขากลายเป็น "ความลับ" ที่ใหญ่มากของหนังสือชุดนี้จนทำให้เราคิดว่า บทบาทของเขาออกมาตั้งแต่ตอนต้นเรื่อง

เราได้รับรู้ถึงกลุ่มกบฎที่รวมตัวกัน (ผ่านทางแอนโธนี บิดาของเฟธ) คนอ่านได้รู้แล้วว่า ไม่ใช่ชาวไซทุกคนที่ผาสุกกับสังคมที่พวกเขาอยู่ ในเล่มนี้คาแร็คเตอร์ของโกสต์ ซึ่งเป็นไปตามชื่อ คนลึกลับที่น่าจะอยู่สถานะที่สูงไม่น้อยในสภาชาวไซ ที่รับรู้ความลับมากพอที่จะใช้ในการทำลายแผนการร้ายของสภาได้ โดยเฉพาะฉากที่เขาคุยกับจัดด์แล้วบอกถึงที่ตั้งห้องแล็บแห่งใหม่

โกสต์ไม่ใช่นักต่อสู้เพื่ออุดมการณ์ เขาไม่ได้ทำเพื่อประโยชน์สุขของคนหมู่มาก และนั่นทำให้คาแร็คเตอร์ของเขาน่าสนใจ ในเล่มนี้เราไม่ได้รับรู้ถึงความคิดของเขามากนัก นอกจากได้ยินในสิ่งที่เขาพูดกับจัดด์ และหลวงพ่อซาเวียร์ เปเรซ แต่นั่นก็ชัดเจนว่า เขาไม่แคร์เผ่าพันธุ์อื่น นอกจากชาวไซ และเขายังเชื่อในเรื่องการเสียสละเพื่อคนหมู่มาก ไม่สำคัญว่าคนบริสุทธิ์ต้องตายลง ถ้ามันจะช่วยคนกลุ่มใหญ่กว่าได้ 

บทสนทนาระหว่างโกสต์, จัดด์ และหลวงพ่อเปเรซ เป็นส่วนที่น่าสนใจ และทำให้คนอ่านได้รู้จักกับโกสต์มากขึ้น ได้เห็นมุมมองของเขาที่มีต่อชาวไซ และย้ำเตือนว่า แม้โกสต์จะก่อการกบฎเพื่อล้มล้างระบบไซเลนซ์ แต่เขาไม่ใช่คนดีพร้อมสมบูรณ์แบบ

เราไม่พูดถึงความสนุกมาก ๆ ของเรื่องนี้นะคะ เพราะนั่นจะต้องใช้เวลาอีกพักใหญ่เลยล่ะ เนื่องจากเราคิดว่า เล่มนี้เป็นเล่มที่ดีที่สุดของนลินี ซิงห์ (จนกระทั่งเราได้อ่าน Heart of Obsidian) 

ในเล่มนี้คนอ่านได้เห็นความคิดของเคเลบ ครายแช็คเป็นครั้งแรก และเขาก็คือชาวไซผู้ทะเยอทะยานอย่างที่ Vision of Heat นำเสนอเอาไว้ เล่มนี้กล่าวถึงความปรารถนาที่จะเป็นสภาชิกสภาชาวไซที่เขามีตั้งแต่อายุได้เพียงเจ็ดปี นั่นบ่งบอกถึงความฉลาด แผนการ และร้ายซ่อนลึกของเขา เส้นทางที่เขาเลือกเดินจนในที่สุดทำให้เขามาถึงจุดที่ตัวเองตั้งเป้าหมายเอาไว้ และนั่นทำให้เขากลายเป็นคาแร็คเตอรืที่เราอ่านแบบลืมหายใจ แม้เขาจะออกมาไม่มาก และไม่ได้มีส่วนสำคัญอะไรกับเรื่องเท่าไหร

จุดที่เรารู้สึกว่า เขาจะต้องกลายเป็นคนสำคัญแน่ ๆ ในหนังสือชุดนี้ (ไม่ว่า จะเป็นตัวร้ายใหญ่ หรือพระเอกในอนาคต เราไม่แน่ใจนักตอนที่อ่านครั้งแรก แม้ลึก ๆ ในใจเราเชียร์ให้เขาเป็นตัวเอกหลัก ไม่ต้องดีก็ได้ ขอให้เป็นคนดำเนินเรื่อง เพราะมุมมองของเขาน่าสนใจมาก) ก็คือฉากที่นิกิต้าได้ไฟล์ข้อมูลส่วนตัวของเขามา 

และข้อมูลตรงนี้แหละ คือจุดเริ่มต้นของการทำความรู้จักตัวละครที่ซับซ้อนเช่นเขา ความน่ากลัวก็คือ ข้อมูลที่เรารับรู้เกี่ยวกับเขาก็คือ ในวัยสิบหกปีเขาอาจจะมีส่วนเกี่ยวข้องกับการตายของผู้หญิงชาวเชนจิ้งค์ และเคเลบคือลูกศิษย์เอกของซานตาโน เอนริค แน่นอนว่าเราไม่เชื่อว่า เขาจะเป็นพวกเดียวกับซานตาโน ยังยืนยันในความหวังค่ะ จะต้องมีคำอธิบายเรื่องนี้

และก็มีคำอธิบาย เป็นคำอธิบายที่ดีมาเสียด้วย และเห็นได้ชัดว่า คนแต่งไม่ได้ลืมประเด็นนี้ เพราะใน Heart of Obsidian มีการเล่าไว้อย่างชัดเจน

แต่ด้วยคำอธิบายที่ได้จาก Heart of Obsidian เราก็สงสัยต่อนะคะ เพราะเมื่อเคเลบแม้จะไม่ได้ร่วมมือ แต่รับรู้เกี่ยวกับการกระทำของซานตาโนมาตลอด แม้เขาจะห้ามไม่ได้ แต่จัดด์ซึ่งเป็นเพื่อนของเขาจะรู้สึกอย่างไร เคเลบรู้ว่าเบรนนาถูกทำร้าย แม้ข้อจำกัดจะทำให้เขาทำอะไรไม่ได้ จัดด์จะโทษว่าเป็นความผิดของเขาหรือไม่ ประเด็นนี้ไม่ได้ถูกกล่าวถึงใน HOO เลยนะคะ แต่นลินีให้สัมภาษณ์ประเด็นนี้เอาไว้ และเราเห็นด้วยกับคำตอบของเธอ 

นอกจากนั้นแล้วเล่มนี้ยังแนะนำกลุ่มแอโรว์ ซึงเป็นองค์กรที่ถูกสร้างขึ้นเพื่อพิทักษ์ไซเลนซ์โดยเฉพาะ ตรงนี้เราพลาดไป ไม่ได้คิดว่ากลุ่มแอโรว์จะกลับมามีบทบาทสำคัญในเล่มอื่น ๆ หลังจากนี้

Mine to Posess

เนื่องจากประเด็นหลักของเล่มนี้ก็คือการแนะนำกลุ่ม The Forgotten ทำให้เกือบตลอดทั้งเรื่องแทบจะไม่ได้เห็นโกสต์ หรือเคเลบ แต่เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในเล่มนี้ก็คือว่า เป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ นอกจากนี้ก็ยังเปิดเผยข้อมูลที่ยิ่งสร้างความน่ากลัวให้กับเคเลบ

สิ่งหนึ่งที่เราได้จากเล่มนี้ก็คือ ความชัดเจน (หรืออาจจะเรียกว่าความเลือดเย็น) ของโกสต์ในการกำจัดไซเลนซ์  เขาไม่แคร์เผ่าพันธุ์ไหนทั้งสิ้น และพร้อมที่จะฆ่าขาวไซด้วยกัน ถ้าคนคนนั้นขวางทางเขาอยู่ ในเล่มนี้โกสต์วางแผนลอบสังหารมาร์แชล สมาชิกสภาชาวไซ ซึ่งเราไม่เข้าใจนะคะ ทำไมถึงเป็นมาร์แชล เพราะในกระบวนสมาชิกสภาทั้งเจ็ดคน ดูมาร์แชลเป็นคนที่ร้ายกาจน้อยที่สุดด้วยซ้ำ  หลายครั้งเขาออกความเห็นที่เป็นประโยชน์ต่อกลุ่มตัวเอกด้วย มีคนอื่นอีกตั้งเยอะที่ควรจะเป็นเป้าในการลอบสังหาร แต่โกสต์กลับเลือกมาร์แชล

ทฤษฏีของเราซึ่งเชื่อว่า เคเลบคือโกสต์ คำถามนี้ก็จะสามารถอธิบายได้ง่าย ๆ เมื่อช่วงท้ายเรื่อง เมื่อเคเลบเริ่มบทบาทความเป็นผู้นำในสภาชาวไซ

แต่เอาเข้าจริง ในเรื่อง Heart of Obsidian มันลึกซึ้งไปกว่านั้น เพราะมาร์แชลคือคนที่รู้ว่า ซานตาโนเป็นคนยังไง แต่ไม่ห้ามปราม กลับส่งเสริม นั่นคือจึงทำให้เขาเป็นเป้าหมายแรก และมันยิ่งทำให้เราชื่นชมคนแต่งเพิ่มมากขึ้นไปอีก ที่เธอไม่ลืมแม้กระทั่งประเด็นเล็กน้อยเช่นนี้ ทุกอย่างมีคำอธิบาย และเป็นคำอธิบายที่ดีมากเสียด้วย 

เคเลบแทบจะไม่ได้ออกมีบทบาทในเล่มนี้เลย บอกตามตรงนะคะ ไม่ว่าคาแร็คเตอร์หลักในเรื่องจะน่าสนใจมากขนาดไหน เราก็พุ่งความสนใจทั้งหมดที่มีให้กับฉากที่เคเลบออกมาเป็นคนดำเนินเรื่อง เพราะทุกวินาทีที่เราได้เข้าไปเห็นสิ่งที่เขาคิด เราคาดหวังว่า จะได้รุ้จักเขามากยิ่งขึ้น และในเล่มนี้เราก็ได้รับรู้สิ่งที่น่ากลัวยิ่งนัก เมื่อความจริงเปิดเผยว่า เคเลบเองได้ติดต่อกับดาร์คมายด์มาตั้งแต่อายุได้เจ็ดปี (และถ้าจำรายละเอียดกันได้ นั่นเป็นอายุที่เขาตัดสินใจว่า ต้องการเป็นสมาชิกสภาชาวไซ) 

นอกจากนี้ นี่เป็นครั้งแรกที่กล่าวถึงร่องรอย/เครื่องหมายบางอย่างบนต้นแขนของเขา สิ่งที่เขาบอกว่า เปลี่ยนแปลงชีวิตเขาจนไม่อาจไถ่บาปได้ เป็นเครื่องย้ำเตือนถึงตัวตนที่เขาเป็น และสิ่งที่เขาพร้อมที่จะทำเพื่อเป้าหมายนั้น มันคืออะไรกันแน่ 

ในเรื่อง Heart of Obsidian เจ้าร่องรอย/เครื่องหมายนี้ก็คือส่วนที่อาจจะเรียกได้ว่า สำคัญมากที่สุดของเล่มเลยก็ว่าได้

นี่เป็นครั้งแรกที่คนอ่านได้เห็นการเดินไปยืนบนขอบระเบียง (ที่ไม่มีรั้วกั้น) ซึ่งต่อมาเขาต้องมาต่อเติมรั้วกั้นเอง เพราะกลัวซาฮาราจะตกลงไป ฉากน