A-Club

Devil in Winter // Lisa Kleypas

posted on 02 Nov 2009 09:23 by maxtreme  in A-Club, Historical

หนังสือเรื่องที่แม็กซ์ถูกขอให้เีขียนรีวิวมากที่สุดก็คือหนังสือเรื่อง Devil in Winter เล่มนี้ล่ะค่ะ แต่เราก็ไม่ได้เขียนถึงสักที นั่นเพราะแม็กซ์รู้สึกว่า เราน่าจะอ่านหนังสือเรื่องนี้อีกรอบ แล้วจึงจะสามารถถ่ายทอดความดีของเล่มนี้ที่ทำให้มันจับใจเราได้ แต่ด้วยเวลาในชีวิตที่แสนจำกัด มันก็เลยไม่อาจที่จะหาเวลามาอ่านเล่มนี้อีกรอบได้ ทั้่งที่ชอบมันมาก ๆ ก็ตาม

จนกระทั่งในที่สุดแม็กซ์ก็หยิบหนังสือเรื่อง Scandal in Spring มาอ่าน เราบอกรึยังคะว่า หนังสือเรื่อง Devil in Winter มันดีมากเสียจนแม็กซ์หยุดอ่านงานของลิซ่า เคลย์แพสไปเลย เพราะเราคิดว่า  ทำยังไงเธอก็คงไม่สามารถเขียนหนังสือได้เทียบเท่ากับเรื่องนี้อีกแล้ว ดังนั้นแม็กซ์จึงดองงานเขียนของลิซ่าไว้ตั้งแต่ปี 2006 ซึ่งเป็นปีที่หนังสือเรื่องนี้ออกขาย 

แต่แล้วเวลาก็มาถึง แม็กซ์หยิบเรื่อง Scandal in Spring มาอ่าน และพออ่านจบ แรงกระตุ้นให้กลับไปอ่านเรื่องนี้อีกครั้งก็ท่วมท้นจนทนไม่ไหวค่ะ สุดท้ายก็เลยต้องไปหยิบมาอ่าน 

และนี่คือรีวิวที่เพื่อนหลายคนรอคอยนะคะ

 

 

Devil in Winter ของลิซ่า เคลย์แพส

หนังสือเล่มนี้เป็นเล่มที่สามในชุด The Wallflowers เรื่องราวของการจับคู่ของชายและหญิงที่แสนจะแตกต่างกัน

เอเวนเจลีน เจนเนอร์มาจนสุดหนทางแล้ว ญาติทางฝ่ายมารดาของเธอกำลังจะบังคับให้เอวี่แต่งงานกับญาติอีกคนเพื่อครอบครองสมบัติของเธอ เอวี่ไม่อาจหาทางออกจากสถานการณ์อันเลวร้ายนี้ได้ด้วยวิธีอื่นนอกจากทำข้อตกลงกับปีศาจอีกคน เซบาสเตียน ลอร์ดเซ็นต์วินเซ็นต์ เพราะอย่างน้อยเซบาสเตียนก็เป็นปีศาจที่เธอเลือก ไม่ใช่คนที่จับยัดเยียดมาให้

เอวี่ยื่นข้อเสนอที่เซบาสเตียนไม่อาจปฏิเสธได้ เขาเองก็กำลังสุดหนทาง เจ้าหนี้ที่ตามรังควาน และบิดาผู้แม้จะมีบรรดาศักดิ์เป็นถึงดยุค แต่ก็ไร้ซึ่งทรัพย์สิน ในขณะที่ตัวเขาที่แม้จะพร้อมพรั่งไปด้วยรูปสมบัติ แต่ก็ไร้ความสามารถอะไรเป็นชิ้นเป็นอันในการหาเงิน ทางออกเดียวของเขาก็คือ การแต่งงานกับทายาทสาวผู้ร่ำรวยสักคน และเซบาสเตียนก็ยังเลือกผิด ด้วยการลักพาตัวลิเลี่ยน คู่หมั้นสาวของเพื่อนสนิทของเขาเอง ความพยายามที่ล้มเหลว และทำให้เขาเสียเพื่อนที่ดีที่สุดไป 

ในขณะที่กำลังจมกับความสิ้นหวัง เอวี่มาหาเขาที่บ้าน ต่อรองเพื่อให้เขายอมแต่งงานกับเธอ แล้วเธอจะมอบทรัพย์สมบัติทั้งหมดให้ แลกเพียงการที่เขายอมให้เธอได้รักษาพยาบาลผู้เป็นบิดาที่กำลังป่วยใกล้ตาย  ดังนั้นแม้เซบาสเตียนจะไม่เคยจินตนาการถึงเอวี่ ไม่เคยคิดถึงเธอว่าจะเป็นคู่ครอง แต่ข้อเสนอมันก็ดีเกินกว่าจะปฏิเสธ

ทั้งคู่แต่งงานกันในเกรทน่า กรีน เซบาสเตียนคิดว่า หน้าที่ความรับผิดชอบของเขาคงจะหมดลง เมื่อส่งตัวเอวี่ไปยังคลับซึ่งเป็นบ่อนพนันที่ซึ่งพ่อของเอวี่เป็นเจ้าของ  แต่เพียงก้าวแรกที่เขาย่างเท้าเข้าไป เซบาสเตียนก็พบกับความท้าทายที่เขามองหามาตลอดชีวิต

เมื่อชายเสเพล และหญิงขี้อายต้องมาใช้ชีวิตอยู่ร่วมกัน ความรักที่ไม่น่าเป็นไปได้จึงเกิดขึ้น 

หนังสือเล่มนี้มีองค์ประกอบทุกอย่างที่เราชอบในหนังสือโรแมนซ์ พล็อตที่ได้ใจเรามาก ๆ เริ่มต้นอย่างน่าอ่าน และไม่เคยลดน้อยถอยความน่าสนใจลงไปเลยสักนิดเดียว

คาแร็คเตอร์ของเซบาสเตียน และเอวี่มีความแตกต่างกันมาก เขาเป็นชายหล่อเหลา รวมเสน่ห์ และเป็นที่ต้องการของหญิงสาว ในขณะที่เธอพูดติดอ่างและขี้อาย แต่ยามที่สำคัญที่สุดเอวี่ก็พิสูจน์ถึงความกล้าของเธอ กล้าที่จะไขว่คว้าชีวิตที่ต้องการ เธอรู้ว่า หากโดนจับแต่งงานกับญาติใจร้าย ชีวิตของเธอก็คงไม่พ้นความเจ็บปวด เธอกล้าพอที่จะยื่นข้อเสนอให้กับชายที่เกือบจะแปลกหน้า คนที่เธอรู้ว่าไม่มีวันมองเห็นเธอ 

แต่การกระทำของเอวี่ก็ทำให้เซบาสเตียนมองเห็นหญิงสาวคนนี้เป็นครั้งแรก เขาคือส่วนเติมเต็มของเธอ เพราะกับเซบาสเีตียนเท่านั้นที่เอวี่ได้กลายเป็นคนที่เธอใฝ่ฝันว่าจะเป็น ด้วยความรักของชายที่เห็นเธอด้วยสายตาทีหลักแหลม เซบาสเตียนสร้างความมั่นใจให้กับสาวน้อยขี้อาย ในขณะเดียวกันเอวี่เองก็ทำให้เซบาสเตียนกลายเป็นคนที่เขาไม่เคยคิดว่าตัวเองจะเป็นได้

ผู้ชายที่มีความรับผิดชอบ

ตอนที่แม็กซ์อ่านหนังสือเล่มนี้ครั้งแรก เราคิดว่าเซบาสเตียนมาคาแร็คเตอร์คล้ายคลึงกับพระเอกอีกคนของลิซ่า คนที่แม็กซ์รักมาก ๆ อีกคน แม็กซ์คิดว่าเขาเหมือนกับเดเร็ค คราเว่น แต่หลังจากได้อ่านอีกครั้ง แม็กซ์เปลี่ยนใจค่ะ  เพราะสิ่งที่เหมือนกันระหว่างเซบาสเตียนและเดเร็คก็คือ ทั้งคู่เป็นเจ้าของบ่อนพนัน แต่ทัศนคติที่ทั้งสองมีต่อสิ่งที่ตัวเองทำอยู่แตกต่างกันมาก ไม่ใช่ว่าใครจะดีกว่าใครนะคะ เพียงแต่แตกต่าง

เพราะสำหรับเซบาสเตียนแล้ว ตลอดชีวิตเขาถูกฝึกให้เป็นคนไม่เอาไหน ไม่แคร์อะไรทั้งสิ้น ลูกชายของดยุคที่รอวันรับบรรดาศักดิ์  ใช้ชีวิตไปวัน ๆ กับการไม่ทำอะไรเลยนอกจากเข้าสังคม ใช้เงิน และเสเพล เซบาสเตียนยอมรับข้อเสียของตัวเอง เขายอมกระทั่งหาทางออกจากปัญหาด้วยวิธีง่าย ๆ ด้วยการแต่งงานกับทายาทสาวที่มีทรัพย์สมบัติมากพอที่จะเลี้ยงดูเขาได้ แต่เมื่อเขาเข้าไปในโลกของเจนเนอร์ บ่อนพนันที่พ่อของเอวี่เป็นเจ้าของ มันเป็นครั้งแรกที่เซบาสเตียนพบกับสถานที่ที่เขาใช้ความสามารถที่มีได้อย่างเต็มที่

แม็กซ์ชอบที่ลิซ่าไม่ได้เปลี่ยนแปลงตัวตนของเซบาสเตียน เขายังคงเป็นชายคนเดิม เพียงแต่เขาค้นพบสิ่งที่มีค่ามากพอที่จะแคร์  และ การที่คนแต่งได้สร้างตัวตนของเอวี่ด้วยการให้เธอเป็นลูกสาวของเจ้าของบ่อน พนัน การที่เขาแต่งงานกับเธอก็เท่ากับเป็นการเปิดประตูให้เขาเข้าสู่โลกที่เขาคง ไม่มีวันได้สัมผัส และมันเป็นโลกที่เซบาสเตียนสามารถเป็นตัวของตัวเองได้ และในขณะเดียวกันก็เป็นผู้ชายที่ดีขึ้น

หากจะว่าไป แม็กซ์คิดว่า เจนเนอร์เป็นรักแรกของเซบาสเตียนก่อนที่เขาจะตกหลุมรักเอวี่ด้วยซ้ำ เพราะในบ่อนการพนันที่ดูจะเป็นโลกของชนชั้นต่ำ เซบาสเตียนเอาความสามารถทั้งหมดที่ตัวเองมี ความสามารถที่เขาเคยคิดว่า ไม่มีประโยชน์อะไรเลยมาใช้ได้ มันเป็นครั้งแรกในชีวิตที่เซบาสเตียนสร้างอะไรบางอย่างด้วยตัวเอง 

เขาสร้างเจนเนอร์ขึ้นมา 

แม็กซ์คิดว่าคนแต่งหนังสือเรื่องนี้เก่งมาก ๆ ที่จับประเด็นนี้มาได้ การเขียนเรื่องเกี่ยวกับพระเอกที่เป็นชายเสเพลและผ่านอะไรในชีวิตมามาก การทำให้เขาเป็นพระเอกที่มีค่าควรอ่านก็คือ การให้เขาเปลี่ยนแปลงตัวเองกลายเป็นคนที่รับผิดชอบ  แต่วิธีที่เขียนหลายครั้งก็สอบตก เพราะมันไม่น่าเชื่อ โดยเฉพาะในกรณีของเซบาสเตียนมันยากมาก ๆ ที่จะทำให้คนอ่านเชื่อ

แต่แม็กซ์เชื่อนะคะ เพราะมันเป็นไปได้ ลิซ่าไม่ได้เขียนให้เซบาสเตียนกลายเป็นชายผู้น่านับถือ ไม่ได้เขียนให้เขาเปลี่ยนแปลงตัวเองเป็นคนอีกคน เซบาสเตียนยังคงเป็นตัวเขาเอง เพียงแต่เขาได้พบอะไรบางอย่างที่ผลักดันเขา และความรักที่เกิดขึ้นกับเอวี่ก็เป็นสิ่งที่ทำให้เขากลายเป็นคนที่คู่ควร

การอ่านครั้งที่สองก็ยังไม่ได้ทำให้แม็กซ์เปลี่ยนใจค่ะ หนังสือเล่มนี้ถือเป็นหนึ่งในหนังสือที่สนุกที่สุดเล่มนึงที่เราเคยอ่าน เรื่องราวความรักที่ไม่ได้ใช้พล็อตอะไรแปลกประหลาด แค่เรื่องของคนสองคนที่แตกต่างกันราวกับฟ้าและดิน แต่เมื่อต้องมาใช้ชีวิตร่วมกัน ก็พบว่า อีกฝ่ายคือส่วนที่ขาดไปในชีวิตของพวกเขา

สิ่งที่ทำให้เรื่องนี้พิเศษเหนือเรื่องอื่นที่ใช้พล็อตแนวเดียวกันก็คือ ความน่าเชื่อ เพราะเราเชื่อในความรักทีเ่กิดขึ้น ในตัวตนของเซบาสเีตียนที่แม้เขาจะยังมีคาแร็คเตอร์เดิม แต่เขาก็เป็นคนที่ดีขึ้น ในขณะที่เอวี่เองก็ยังคงเป็นคนเดิม แต่เธอมั่นใจในตัวเองมากขึ้น ความเปลี่ยนแปลงของเอวี่ก็ไม่ได้เกิดขึ้นชั่วข้ามคืน และนั่นทำให้หนังสือเล่มนี้น่าเชื่อยิ่งขึ้นไปอีก แต่เป็นเพราะการได้อยู่กับเซบาสเตียน การทีไ่ด้รู้ถึงความรู้สึกที่เขามีให้กับเธอ มันทำให้เอวี่ก้าวพ้นอดีตของเธอมาได้ (อดีตที่เอวี่ถูกสอนว่าเธอไม่มีค่าคู่ควรกับความรัก)

คะแนนที่ 93

Skin Game // Ava Gray

posted on 02 Oct 2009 15:41 by maxtreme  in A-Club, Paranormal

เป็นบลอกสองภาษาอีกรอบนะคะ

 Skin Game by Ava Gray

When I picked up Skin Game, I expected it to be good book since the blurb, a hit man hero and a con artist heroine, signaled a very unconventional romance, which was my favorite. When combined with the talented Ann Aguirre writing as Ava Gray, it is sure to be a formula for success.

But this book is better than good. It is one of the best books I read this year. Skin Game is the first book in a new paranormal series. What make it differed from being just another paranormal series out there is the uniqueness of the concept, the grittiness of the characters and the boldness in Ms. Gray’s writing.

Kyra is a con artist on a run. Her biggest heist marked her as the target from a vengeful Las Vegas casino owner, Gerard Serrano. Kyra may be hunted but never helpless because she is not an ordinary. She is something special, something that cannot be explained. But even a girl with the ability to steal with a touch still can be fooled by a pretty face.

It is not a chance meeting between Kyra and Reyes since he is the hit man ordered by Serrano to retrieve back the money and eliminate the perpetrator. With the reputation on the line, Reyes knows he must complete the contract but everything is not what it seems and someway somehow Kyra became more than a job. So for the first time he has to choose.

This book is outstanding in both plot and characters. A fresh concept represents characters with extraordinary power that based on science not on myth or magic. If that is not enough, the characters kill it. It is not easy to write a book with a con artist heroine and an assassin hero but Ms. Gray takes risk and creates one of the most memorable characters. Both Kyra and Reyes burn the page and not just the sex. I find myself missing them after the story ended because they become so real and occupy a huge part of my brain.

Reyes is my type of hero, an assassin who willing to die for the woman even when he knows nothing about her. And Kyra is also the woman for him. Not many women can accept his career but Kyra take one step further, she kills for him. They were truly born for each other. 

Also in this book, you will find a very interesting secondary character. I compliment the author for she creates this powerful secondary character without diminishing the main characters. Both Kyra and Reyes are still the center of the story but at the same time you cannot help yourselves wondering about that character’s back story. Good thing is the sequel, Skin Tight will be released in June 2010.

In conclusion, this book meets my expectation and more. I know it is going to be good, just not this good. It is out-of-this-world good.

Grade A

มีหลายครั้งนะคะที่แม็กซ์เกิดอาการอยากอ่านหนังสือเล่มหนึ่งเล่มใดขึ้นมามาก ๆ ถึงขนาดที่โทรศัพท์ไปราวีร้านหนังสือเพื่อสอบถามถึงความคืบหน้าว่าหนังสือเล่มนั้นมาถึงเมืองไทยรึยัง หลายครั้งก็อยากอ่านถึงขนาดทนรอให้วางขายในเมืองไทยไม่ได้ จนต้องขอให้เพื่อนที่เป็นเจ้าของร้านหนังสือในต่างประเทศส่งหนังสือมาให้เราอ่านทันทีที่ร้านของเขาได้หนังสือเล่มนั้นมา แม้มันจะเร็วกว่ารอให้หนังสือวางขายในเมืองไทยเพียงไม่กี่วัน

แต่นี่เป็นครั้งแรกในชีวิตเลยค่ะ ที่แม็กซ์อยากอ่านหนังสือเล่มหนึ่งมาก ๆ ถึงขนาดติดต่อไปยังตัวนักเขียน เพื่อที่จะขอให้เธอส่งหนังสือที่เรียกกันว่า ARC (Advance Reading Copy) ซึ่งเป็นหนังสือที่ผลิตขึ้นเพื่อประชาสัมพันธ์หนังสือเล่มนั้น และจัดส่งให้คนที่มีอิทธิพลมากพอที่จะทำให้หนังสือเรื่องนั้นโด่งดัง หรือเรียกให้เข้าใจง่าย ๆ ก็คือ ฉบับให้สื่อมวลชนเพื่อจะได้สร้างกระแสให้คนรู้สึกอยากอ่านหนังสือเล่มนั้น

แม็กซ์รู้นะคะว่า การที่เราอยู่เมืองไทย แม็กซ์ไม่ได้มีอิทธิพลอะไรเป็นพิเศษ และไม่อาจสร้างคุณค่าให้กับยอดขายของหนังสือเล่มนี้ ตามปกติเราจึงไม่เคยคิดที่จะขอ ARC จากนักเขียนคนไหน แต่สำหรับเรื่องนี้ มันเป็นอะไรที่เราห้ามตัวเองไม่ได้

ตั้งแต่ครั้งแรกที่แม็กซ์ได้ยินข่าวเกี่ยวกับหนังสือเล่มนี้ เราก็ให้ความสนใจ เริ่มต้นจากคนแต่งที่ใช้นามปากกาว่า เอว่า เกรย์ ซึ่ง Skin Game เป็นหนังสือเล่มแรกของเอว่า แต่ตัวตนที่แท้จริงของเอว่า ก็คือ แอน อาร์เกียเร  ซึ่งแม้จะไม่ใช่นักเขียนแนวโรแมนซ์ร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่ก็เป็นนักเขียนเรื่องแนวโรแมนติกวิทยาศาสตร์ที่น่าติดตามมากที่สุดคนนึง ดังนั้นเมื่อเธอผันตัวเองมาเขียนเรื่องแนวพารานอมอลโรแมนซ์ แม็กซ์จึงจับตามอง

และเมื่อแม็กซ์ได้อ่านพล็อตของหนังสือเล่มนี้ เราก็รู้ว่า มันจะต้องเป็นบางอย่างที่พิเศษสุด ประกอบกับข่าวที่ออกมาจากปากของคนที่ได้มีโอกาสอ่านหนังสือเล่มนี้ไปแล้ว ทุกคนประสานกันเป็นเสียงเดียวถึงความสดใหม่ ความสนุกสนาน และความน่าสนใจของคาแร็คเตอร์ที่ไม่เหมือนใคร

ในที่สุดแล้วแม็กซ์ก็ทนไม่ได้ค่ะ อยากอ่านมาก ๆ ก็เลยติดต่อคนแต่ง พร้อมทั้งเขียนข้อความในเชิงขอร้องจากใจ (ยอมรับว่าอยู่ในระดับที่เลียคนแต่งมาก ๆ เลยล่ะ) เพื่อขอให้เธอส่ง ARC ของหนังสือเล่มนี้มาเมืองไทย ซึ่งแอนก็กรุณาพอที่จะเสียเงินค่าส่งที่แพงกว่าราคาหนังสือเมื่อวางขายเสียอีกมาให้เรา

บอกตามตรงนะคะว่า แม็กซ์กลัวอยู่เหมือนกันว่า ด้วยความคาดหวังที่มากมายขนาดนี้ เราจะต้องพบกับความผิดหวัง เพราะมันคงยากที่จะเทียบกับความคาดฝันได้ นอกจากนี้แล้วหนังสือเล่มนี้ได้รับคำวิจารณ์ว่า เป็นส่วนประกอบที่ดีที่สุดและเตือนให้คนที่ได้อ่านนึกถึงหนังสือของลินดา โฮเวิร์ด และแอน สจ๊วต (ซึ่งเป็นนักเขียนสองคนที่เราชอบมากที่สุด) แม็กซ์คิดว่า ตัวเองคงอดไม่ได้ที่จะต้องเอาเล่มนี้ไปเปรียบเทียบกับนักเขียนทั้งสองคนนั้น แต่เมื่อได้อ่าน เอว่า เกรย์ก็คือเอว่า เกรย์ เธอมีเอกลักษณ์เป็นของตัวเองที่โดดเด่น แต่ในขณะเดียวกันก็เตือนให้แม็กซ์นึกถึงหนังสือที่ดีที่สุดของลินดา และแอนที่เราได้อ่าน ไม่ใช่ว่าเหมือนกันนะคะ แต่ทำให้เรานึกถึงน่ะค่ะ 

เกริ่นมาซะยาวเลยนะคะ อย่าเพิ่งเบื่อกันนะคะ

Skin Game ของเอว่า เกรย์

 

หนังสือเล่มนี้เป็นเล่มแรกในชุด ที่คาดเดาว่า น่าจะเป็นเรื่องราวของกลุ่มคนผู้มีความสามารถพิเศษเหนือธรรมชาิติ ซึ่งจากคำอธิบายของคนแต่งบอกว่า เหตุผลเบื้องหลังของความสามารถพิเศษเหล่านี้มาจากวิทยาศาสตร์ ไม่ใช่ตำนานเรื่องแวมไพร์หรือหมาป่า แม้ว่าในเล่มนี้จะยังไม่มีการอธิบายที่มาถึงความสามารถเหล่านี้ แม็กซ์คาดว่า ทุกอย่างน่าจะชัดเจนขึ้นในเล่มต่อ ๆ ไปค่ะ

ไคร่าเป็นนักหลอกลวง เธอใช้ไหวพริบและ "พรสวรรค์" พิเศษของตนเองในการเลี้ยงชีวิต แต่งานครั้งใหญ่ที่สุดของไคร่าเกี่ยวข้องกับเจอราร์ด เซอร์ราโน่เจ้าพ่อบ่อนคาสิโนในลาสเวกัส ผู้ที่ไม่ยอมเสียหน้าให้หญิงสาวตัวเล็ก ๆ อย่างเธอหลอกเอาได้ เซอร์ราโน่แก้แค้นด้วยการจ้างมือสังหารออกตามล่าไคร่า และติดตามเงินของเขาที่เธอโกงไปกลับมา

เขาคือเรเยส มือสังหารค่าตัวแพงที่เซอร์ราโน่ว่าจ้าง ความสามารถของเรเยสทำให้เขาทำในสิ่งที่หลายคนไม่อาจทำได้ เขาติดตามจนพบตัวของไคร่า และจัดการจนตัวเองกลายเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตของเธอ เรเยสอาจบอกตัวเองว่า เขาทำทั้งหมดนั่นก็เพื่องาน แต่ความจริงก็เห็นได้อย่างชัดเจนว่า มือสังหารที่คิดว่า ตัวเองเยือกเย็นราวกับเป็นน้ำแข็ง ได้ละลายลงเพราะผู้หญิงเพียงคนเดียว

นั่นเพราะไคร่าไม่ใช่ผู้หญิงธรรมดา เธอเกิดมาพร้อมกับความสามารถพิเศษ เธอสร้างขโมยพรสวรรค์ของคนอื่นได้เพียงแค่แตะตัวพวกเขา ไคร่ากลายเป็นนักสู้ผู้เก่งกาจ และเอาชนะคนร้ายผู้โหดเหี้ยมเพียงแค่แตะตัวเรเยส เธอกลายเป็นนักบิลเลียดผู้เก่งกาจ และเอาชนะแชมป์บิลเลียดด้วยการแตะตัวชายคนนั้น ข้อเสียก็คือ ไคร่าไม่รู้ว่า ความสามารถที่เธอขโมยมานั้นจะอยู่กับเธอนานเพียงใด และการขโมยความสามารถคนอื่นก็สร้างความเจ็บปวดให้เธออย่างมาก 

ตลอดชีวิตไคร่าไม่เคยยอมให้ใครเข้าใกล้ หรือแตะต้องส่วนลึกสุดของจิตใจเธอได้ ส่วนหนึ่งเป็นเพราะพรสวรรค์ที่มีทำให้เธอแตกต่าง นอกจากนี้อาชีพที่เธอทำร่วมกับบิดาก็เป็นเหตุผลสำคัญ แต่เรเยสเข้ามาในชีวิตของไคร่าในช่วงเวลาที่เธอเสียผู้เป็นบิดาไป อย่างช้า ๆ ไคร่าก็เริ่มเปิดใจให้กับชายแปลกหน้า คนที่เธอคิดว่า กำลังสอนให้เขารู้จักวิธีการหลอกลวงผู้คน (และแน่ล่ะมันเป็นโรแมนซ์ ไคร่าไม่ได้หลอกคนทั่วไป เธอจะเลือกเหยื่อที่สมควรเท่านั้น) 

ในขณะเดียวกันเรเยสก็เริ่มตั้งคำถามตัวเองถึงความจำเป็นที่จะต้องทำตามหน้าที่ที่ได้รับมอบหมายมา 

หนังสือเล่มนี้โดดเด่นทั้งในส่วนของพล็อตและคาแร็คเตอร์ ทั้งเรเยสและไคร่าเป็นตัวละครที่มีความชัดเจน พวกเขาเลือกเส้นทางเดินในชีวิตที่อาจจะไม่ถูกต้องหรือเหมาะสม แต่พวกเขาก็ได้เลือกแล้ว และการเสียใจกับสิ่งที่เกิดขึ้นในอดีตไม่ใช่สิ่งที่พวกเขาหมกหมุ่น แต่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่า พวกเขาจะไม่แยแสต่ออนาคต

เรเยสเป็นพระเอกในแบบที่แม็กซ์ชอบ นักฆ่าผู้ที่ดูภายนอกโหดเหี้ยม แต่เขาก็พร้อมที่จะตายแทนหญิงสาวคนที่เขามอบใจให้ โดยเฉพาะในสถานการณ์ที่เรเยสกำลังเผชิญ เขาไม่รู้ความจริงเกี่ยวกับเหตุผลที่ไคร่าโกงเงินของเซอร์ราโน่ แต่ก็มั่นใจในตัวเธอมากพอโดยที่ไม่สนใจเหตุผล เขาเลือกที่จะเสียชื่อเสียงในฐานะนักฆ่าผู้ทำงานไม่สำเร็จ ยอมที่จะต่อกรกับเจ้าพ่อบ่อนคาสิโนผู้เต็มไปด้วยอำนาจ และยืนเคียงข้างกับหญิงสาวที่เขารู้ดีว่า ถ้าเธอค้นพบความจริงว่าสร้างเรื่องเพื่อใกล้ชิด เธอก็จะเดินออกไปจากชีวิตของเขาในทันที 

"He'd kill for her. Not such a big step, given that he kiled for money, but he'd never had anybody matter to enough that he'd be willing to unleash his skills on her behalf, at least not without being paid first." (p. 170) 

และไคร่าก็คือผู้หญิงที่เกิดมาเพื่อเรเยส ไม่ใช่ใครทุกคนจะสามารถยอมรับตัวตนของเรเยสได้ เขาอาจจะเป็นนักฆ่าที่รับงานเฉพาะการกำจัดคนเลว (เขายึดคติว่า ถ้าเขาไม่ทำ ใครสักคนก็ต้องทำ) แต่เขาก็ยังเป็นนักฆ่า ไม่ใช่ชายในฝันของหญิงคนใด แต่ไคร่าไม่ต้องการชายในฝัน เธอต้องการใครสักคนที่แน่ใจว่า จะเอาตัวรอด และอยู่กับเธอได้ตลอดชีวิต ที่สำคัญไคร่ากล้าพอที่จะฆ่าเพื่อปกป้องเขา

"A shudder went through him, She'd killed for him. Reyes found that both projoundly distrubing and... erotic" (p.180) 

เหนืออื่นใดความโดดเด่นในแง่ของตัวละครไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะตัวพระนางนะคะ นี่เป็นหนังสือเล่มแรกในรอบหลายปีก็ว่าได้ ที่แม็กซ์อ่านเจอตัวละครรองที่โดดเด่นมาก ๆ แต่ความโดดเด่นนั้นไม่ได้ขโมยซีนไปจากตัวเอกเลย มันเป็นการเขียนที่ทำได้ยากมาก เพราะในเรื่องที่ตัวละครรองเด่น ก็มันจะทำลายตัวตนของตัวเอก แต่ในเรื่องนี้ถือว่า มีตัวละครรองที่มีความน่าสนใจ และทำให้แม็กซ์แทบจะหายใจเข้าออกเป็นความอยากอ่านเล่มสองในชุด แต่ในขณะเดียวกันยังคงเป็นไคร่า และเรเยสที่อยู่ตรงกลางความสนใจของเราเสมอ

เอว่ามีความสามารถในการเขียนคาแร็คเตอร์มาก ๆ แม้จะพูดให้เป็นกลางเราก็คงต้องบอกว่า ตัวร้ายดูแบบราบไปนิดนึง เข้าข่ายเกิดมาก็ร้องด้วยประโยคที่ว่า กูเลวมาแต่เกิด

ในส่วนของพล็อตมีความน่าติดตาม แม็กซ์ชอบความสามารถพิเศษของไคร่า ในขณะเดียวกันก็อยากรู้ว่า อะไรคือความสามารถพิเศษของตัวละครรอง (ที่ยังไม่ได้เปิดเผยในเล่มนี้) และอยากรู้เหตุผลที่คนแต่งบอกว่า สามารถอธิบายได้ด้วยหลักการวิทยาศาสตร์ (ซึ่งเล่มนี้ยังไม่มีการพูดถึงมากนัก) 

สรุปแล้ว เล่มนี้คือความแตกต่างที่แม็กซ์ถวิลหาว่าจะได้อ่านจากโลกโรแมนซ์ ความสดใหม่ของพล็อตเรื่อง ความน่าสนใจของคาแร็คเตอร์ ความน่าติดตามของเนื้อเรื่อง จะมีอะไรมากกว่านี้ที่เราคาดหวังจากหนังสือสักเล่มนึงล่ะค่ะ

คะแนนที่ 90

ป.ล. สำหรับคนที่สนใจ ฉบับภาษาอังกฤษจะออกขายในเดือนพฤศจิกายนที่จะถึงนี้ แม็กซ์ไม่แน่ใจว่าร้านหนังสือในเมืองไทยจะสั่งเรื่องนี้เข้ามาขายหรือไม่นะคะ เพราะนักเขียนเป็นหน้าใหม่มากในวงการโรแมนซ์ ดังนั้นถ้าใครสนใจ ก็ลองสอบถามทางร้านหนังสือกันดูก่อน

ส่วนแฟนหนังสือฉบับแปลก็ไม่ต้องน้อยใจค่ะ เพราะเรื่องนี้ทางสนพ.แก้วกานต์ได้ติดต่อซื้อลิขสิทธิ์ได้เป็นที่เรียบร้อยแล้ว ถ้าสนใจก็เช็คคิวการแปลกันดูนะคะ

Salvation in Death // J.D. Robb

posted on 28 Sep 2009 14:15 by maxtreme  in A-Club, Contemporary

แม็กซ์อดใจไม่ได้จริง ๆ ค่ะ เพราะหลังจากอ่าน Strangers in Death จบลงไป ก็อดไม่ได้ที่ต้องหยิบเอาเล่มต่อไปในชุดเล่มนี้มาอ่าน แม้จะรู้ดีนะคะว่า ถ้าอ่านไปแล้วก็เหลืออีกแค่เล่มเดียวเท่านั้นก็จะอ่านทันกับที่เจดี ร็อบบ์เขียนแล้ว ซึ่งจะทำให้หากเราเกิดอาการอ่านหนังสือไม่ไป ก็คงจะไม่มียาขนานไหนมาช่วยรักษาได้อีก แต่มันห้ามตัวเองไม่ได้จริง ๆ ค่ะ

สำหรับคนที่อ่านรีวิวของแม็กซ์ที่เขียนเกี่ยวกับหนังสือชุดนี้ไปแล้ว ก็คงรู้ว่า แม็กซ์ไม่ได้เขียนอะไรใหม่เลยนะคะ มันเป็นการพูดซ้ำ ๆ ในสิ่งที่เราชอบเกี่ยวกับหนังสือชุด ไม่ว่าจะเป็นคาแร็คเตอร์ พล็อตเรื่องที่น่าติดตาม แต่มันก็ทำให้แม็กซ์คิดได้ค่ะว่า แม้เราจะชอบหนังสือในชุดนี้ทุกเล่ม แต่ทุกครั้งที่หยิบมาอ่าน แม็กซ์ไม่เคยได้ความรู้สึกว่า เรื่องมันซ้ำซาก หรือเหมือนเดิมเลย นี่จึงอาจเป็นเอกลักษณ์ที่พิเศษสุดของเจดี ร็อบบ์ที่มีเหนือกว่านักเขียนคนโปรดคนอื่นของแม็กซ์ (เพราะแม้ความเหมือนเดิมจะไม่ได้มีผลทำให้เราชอบงานของนักเขียนเหล่านั้นน้อยลงเท่าไหรนะคะ แต่มันก็มีความเหมือน ในขณะที่เรื่องของเจดี ร็อบบ์มีเอกลักษณ์ของตัวเองเด่นชัด และแตกต่างกันไปในแต่ละเล่ม)

 

 

Salvation in death ของเจดี ร็อบบ์

หนังสือเล่มที่ยี่สิบเจ็ดในชุดอินเดธ ที่ถ้าสังเกตให้ดีที่ภาพปก ก็จะเห็นว่า นี่เป็นเล่มแรกในรอบหลายปีทีเดียวที่ชื่อเจดี ร็อบบ์อยู่อย่างโดดเดี่ยว โดยไม่ต้องอาศัยคำว่า "Nora Roberts writing as" มาประกอบ ซึ่งแม็กซ์ถือว่านี่เป็นความสำเร็จอันยิ่งใหญ่เลยนะคะ 

เพราะในอดีตตอนที่หนังสือเล่มแรกในชุดเรื่อง Naked in death ออกวางจำหน่าย แม็กซ์ซึ่งในขณะนั้นยังไม่ได้เป็นแฟนหนังสือแนวโรแมนซ์ได้ซื้อเล่มนั้นมา โดยหารู้ไม่แม้แต่นิดเดียวว่า เจดี ร็อบบ์ก็คือคนคนเดียวกับนอร่า โรเบิร์ตผู้ที่ได้รับการขนานนามว่าเป็นเจ้าแม่แห่งหนังสือโรแมนซ์ มันเป็นเวลาอีกหลายปีหลังจากนั้นกว่าที่แม็กซ์จะรู้ (ความจริงก็คือ ก็จนกระทั่งสนพ.เอาชื่อนอร่ามาขึ้นหน้าปกนั่นแหละ) เราจึงได้ถึงบางอ้อ (หลังจากรถติดหลงทางอยู่นาน) หลังจากนั้นชื่อเจดี ร็อบบ์ก็ถูกเอามาวางเคียงคู่กับนอร่า เพราะเป็นที่รู้กันดีอยู่ว่า นอร่า โรเบิร์ตขายได้ ดังนั้นเมื่อเราเห็นชื่อเจดี ร็อบบ์อยู่บนหน้าปกตามลำพัง นั่นก็แสดงว่า ในที่สุดหลังจากหลายปีอันยาวนาน ชื่อเสียงของเจดี ร็อบบ์ก็ขายได้ตามลำพัง

เหมือนกับหนังสือทุกเรื่องในชุดนะคะที่ชื่อเรื่องเกี่ยวข้องกับพล็อตเรื่อง  ในเล่มนี้เรื่องราวเปิดฉากที่งานศพของบุคคลสำคัญในชุมชนที่จัดขึ้น ณ โบสถ์คาทอลิคแห่งหนึ่งในนิวยอร์ค พิธีดำเนินไปตามปกติ ก่อนที่พระผู้ประกอบพิธีจะล้มลง และเสียชีวิต ผลการชันสูตรศพพบว่าบาทหลวงมิเกล ฟลอเรสถูกวางยาพิษ และนักสืบผู้ที่ได้รับมอบหมายให้ค้นหาความจริงก็คืออีฟ ดัลลาส

เรื่องยิ่งยุ่งขึ้นไปอีกเมื่อหลักฐานเริ่มปรากฎชัดแล้วว่า บาทหลวงมิเกล ฟลอเรสแท้จริงแล้วไม่ใช่คนที่เขาอ้างว่าเป็น แต่กลับเป็นใครสักคนที่ปลอมตัวเป็นบาทหลวงและใช้ชีวิตในชุมชนที่เคร่งศาสนาแห่งนี้เป็นเวลาถึงห้าปี ชายผู้ที่อ้างตัวว่าเป็นมิเกล ฟลอเรสเป็นส่วนหนึ่งของสังคม เขาเป็นแรงผลักดันสำคัญของศูนย์พัฒนาเยาวชน เป็นผู้นำทางจิตวิญญาณ และเขาคือความหลอกลวง 

ดังนั้นจึงเป็นหน้าที่ของอีฟในการสืบหาตัวตนที่แท้จริงของชายคนนั้น และที่สำคัญเหนือสิ่งอื่นใดก็คือ หาตัวฆาตกรมารับผิดชอบให้ได้

ในแง่ของพล็อตสืบสวนก็น่าติดตามอ่านเหมือนอย่างทุกเล่มในชุดนะคะ อาจจะไม่ถึงกับทำให้ต้องถ่างตาอ่านข้ามคืนด้วยความตื่นเต้น แต่ก็มีประเด็นที่น่าสนใจ แม้ว่า (สปอยล์) แม็กซ์จะรู้สึกว่าบทสรุปของตัวฆาตกรในเล่มนี้มีความเหมือนกับ Strangers in Death มากไปหน่อย ในส่วนที่ตัวคนที่ลงมือฆาตกรรมนั้นเป็นเพียงเครื่องมือของคนอื่นที่ชักใยอยู่เบื้องหลัง  พล็อตส่วนความสัมพันธ์ของตัวละครคงจะไม่ต้องพูดอะไรมากนะคะ เพราะมันเป็นไปตามความคาดหวังของแฟนหนังสือชุดนี้อยู่แล้วล่ะ

ความคิดของแม็กซ์หลังจากอ่านหนังสือชุดอินเดธติดกันสามเล่ม เราได้ข้อสรุปว่า หลังจากแต่งงานกันมาเกือบสองปี (เวลาในเรื่อง ไม่ใช่เวลาในการเขียนหนังสือนะคะ) อีฟ และโร้คมาถึงจุดที่ประนีประนอมกันในชีวิตคู่ได้ระดับนึงแล้ว อย่างที่เคยเขียนไว้นะคะ มันไม่ได้ทำให้ทั้งคู่น่าเบื่อ ทุกอย่างยังคงน่าติดตาม แต่ทั้งสองรู้จักตัวตนของกันและกันชัดเจนขึ้น เรียกว่ามองตาก็รู้แล้วว่าอีกฝ่ายคิดอะไร และนั่นทำให้ความหวาน และนุ่มนวลในความสัมพันธ์เพิ่มมากขึ้น เริ่มลงตัวมากขึ้น ฉากที่อีฟซึ่งรู้ว่า โร้คไม่สบายใจ จึงส่งสัญญาณให้ซัมเมอร์เซ็ทติดต่อป้าของเขา เพื่อให้โทรศัพท์มาหาโร้ค เป็นฉากนึงที่หวานมาก ๆ สำหรับเรา เพราะอีฟรู้ได้โดยไม่ต้องเอ่ยเป็นคำพูดว่า ในเวลานั้นโร้คต้องการอะไรมากที่สุด

ข้อเสียของการอ่านอินเดธสามเล่มติดกันก็คือ เริ่มหาคำพูดมาชมหนังสือชุดนี้ไม่ออกแล้วล่ะค่ะ เพราะรู้สึกเหมือนจะใช้มันไปหมดแล้วน่ะสิ ทำให้รู้สึกว่าเขียนรีวิวอันนี้ไม่ได้อย่างที่ตั้งใจจะเขียน เพราะเกือบทุกอย่างก็เคยได้พูดออกไปหมดแล้ว 

คะแนนที่ 87

Strangers in Death // J.D. Robb

posted on 27 Sep 2009 13:31 by maxtreme  in A-Club, Contemporary

ตอนนี้ยังอยู่ในโหมดคลั่งอินเดธอยู่นะคะ เพราะหลังจากจบเรื่อง Creation in Death แม็กซ์ก็ตัดสินใจหยิบเรื่องนี้ซึ่งเป็นเล่มต่อไปในชุดมาอ่านทันที (แถมตอนนี้กำลังอ่านเรื่อง Salvation in Death อยู่อีกต่างหาก)

และอย่างที่หลายคนรู้ดีนะคะว่า แม็กซ์รักหนังสือชุดนี้มากแค่ไหน ดังนั้นก็น่าจะคาดหวังได้ว่า โทนของรีวิวในวันนี้จะเป็นยังไง เพราะแม้กระทั่งเรื่องที่แย่ที่สุดที่เจดี ร็อบบ์เขียน (ซึ่งจนบัดนี้แม็กซ์ก็ยังอ่านไม่เจอ) ก็เป็นหนังสือที่ดีที่สุดที่นักเขียนคนอื่นสามารถเขียนได้ และเรื่องนี้ก็ห่างไกลจา่กจุดนั้นมาก ๆ ด้วยค่ะ

 

 

Strangers in death ของเจดี ร็อบบ์

หนังสือเล่มที่ยี่สิบหก (ที่ออกเป็น Single Titles ระหว่างนั้นจะมีเรื่องสั้นออกมาคั่นประปรายนะคะ) ในชุดอินเดธ เรื่องราวการสืบสวนคดี ชีวิตรัก ครอบครัวและผองเพื่อนของนักสืบแห่งกรมตำรวจนิวยอร์คนามอีฟ ดัลลาส ผู้หญิงที่น่าอิจฉาที่สุด เพราะสามีของเธอโร้คเป็นชายในฝันของนักอ่านหลายคน (รวมทั้งแม็กซ์ด้วย)

ในเล่มนี้อีฟต้องเผชิญกับการสืบหาฆาตกรที่ฆ่าโธมัส แอนเดอร์อย่างโหดเหี้ยม และน่าอับอาย  ปัญหาก็คือ ผู้ต้องสงสัยทั้งหมดในคดีล้วนต่างมีข้อแก้ต่างที่สมบูรณ์แบบ ที่สำคัญคนที่อีฟปักใจแล้วว่า คือฆาตกรก็กลับมีพยานยืนยันที่อยู่ด้วย ทำให้อีฟต้องทำงานอย่างหนักเพื่อหาหลักฐานมาพิสูจน์ทฤษฎีของเธอเอง

แม็กซ์คงจะไม่เล่าพล็อตในส่วนของการสืบคดีมากนะคะ เพราะจะเป็นการทำลายความสนุกในการอ่านหนังสือเล่มนี้ แต่การได้อ่านเรื่องนี้หลังจากอ่านเรื่อง Creation in Death ในทันทีก็ทำให้แม็กซ์ได้พบและทึ่งกับฝีมือการเขียนที่หลากหลายของเจดี ร็อบบ์ เพราะแม้ว่าทั้งสองเล่มจะเป็นเรื่องราวการสืบสวนของอีฟ ดัลลาส แต่มุมมอง วิธีการ ในการสืบสวนเป็นไปคนละอย่างกันเลย ทำให้ทั้งสองเล่มมีเอกลักษณ์เป็นของตัวเองอย่างชัดเจน และต่างก็มีความสนุกไปคนละแบบ

ใน Creation in Death อีฟต้องทำงานแข่งกับเวลาเพื่อตามจับฆาตกรต่อเนื่องที่กำลังจะลงมือฆ่าเหยื่อคนต่อไป ทุกเบาะแสมีความสำคัญ แต่ในขณะที่เล่มนี้ อีฟแทบจะรู้ตัวผู้กระทำความผิดในทันที ปัญหาก็คือ เธอไม่มีหลักฐานอันใดในการยืนยันความเชื่อของตัวเอง ดังนั้นเล่มนี้จึงเป็นการสืบเจาะประเด็นเกี่ยวกับผู้ต้องสงสัยคนนั้น และปะติดปะต่อเรื่องราวต่างให้เข้ากันเป็นสนับสนุนสมมุติฐานของเธอเอง

อีกจุดนึงที่แม็กซ์ชอบในหนังสือชุดอินเดธก็คือ การตั้งชื่อเรื่องที่ดูเผิน ๆ แล้วอาจจะไม่ได้ใช้ความคิดสร้างสรรอะไรมากนัก แต่ถ้ามองย้อนลงไป ทุกชื่อเป็นประเด็นสำคัญของเรื่อง และในเล่มนี้ (สปอยล์) หลายคนอาจจะนึกไม่ถึงความเกี่ยวข้องของมันกับคดี จนกระทั่งได้มีการเฉลย แต่ถ้าคนที่ชอบดูหนังสักหน่อย และสังเกต ก็น่าจะพอเดาพล็อตเรื่องได้ออก แต่ในทางกลับกัน การเดาพล็อตเรื่องได้อ่านจากชื่อเรื่อง (ซึ่งแม็กซ์เดาถูก) ก็ทำให้ ความน่าติดตามของเล่มนี้ลดน้อยลงไปพอสมควรเลยล่ะ 

ในส่วนของความสัมพันธ์ของคาแร็คเตอร์ในเรื่อง คงไม่ต้องพูดอะไรมากนะคะ เพราะมันเป็นส่วนที่สวยงามที่สุดของหนังสือชุดนี้อยู่แล้ว แม็กซ์ชอบการเขียนของเจดี ร็อบบ์ เพราะตัวละครของเธอไม่เคยหยุดการเติบโต ในเล่มนี้ตัวละครคู่นึงที่อยู่รอบกายของอีฟ และโร้คก็ได้ขยับก้าวสำคัญในชีวิต และนั่นเป็นสิ่งที่แม็กซ์ชอบมาก ๆ 

ส่วนอีฟและโร้ค เช่นเดิมนะคะ เล่มนี้ไม่ใช่เล่มที่ทั้งคู่มีประเด็นขัดแย้งกัน ซึ่งเราคิดว่าหลังจากยี่สิบห้าเล่มแล้ว การเขียนเรื่องที่ทั้งสองมีความเห็นไม่ตรงกัน หรือผลประโยชน์ขัดแย้งกันคงจะไม่ใช่เรื่องง่าย แต่เราก็ได้เห็นอีฟที่เริ่มปรับตัวกับความร่ำรวยมหาศาลของโร้คได้ ต้องทบทวนตัวเองอีกครั้ง สำหรับผู้หญิงในสภานอย่างเธอ ที่แต่งกันกับโร้ค แม้จะไม่ได้พอใจไปกับความเป็นเศรษฐีของเขา แต่เธอก็อาจจะถูกมองว่า ทำเช่นนั้นเพียงเพราะเงินของเขา  แล้วฉากที่อีฟพบว่าตัวเองใช้เงินหมดก่อนสิ้นเดือน (ซึ่งโดนใจมาก เพราะเดือนที่ผ่านมาแม็กซ์ก็อยู่ในสถานการณ์เดียวกัน) แล้วโร้คทราบเข้า มันก็น่ารักมาก ๆ ถ้าหากคิดว่า ภรรยาของชายผู้ร่ำรวยที่สุดในโลกไม่มีเงินพกไว้ใช้สักเหรียญเดียว

หลังจากยี่สิบกว่าเล่ม อีฟและโร้คเริ่มปรับตัวเข้ากับชีวิตแต่งงาน แต่พวกเขาไม่เคยเป็นคู่แต่งงานที่น่าเบื่อ ความรักยังใสปิ๊งเหมือนวันแรกที่โร้คพบกับอีฟในงานศพ และตัดสินใจว่า ผู้หญิงคนนี้คือคนที่เขารอมาตลอดชีวิต 

เล่มนี้อาจจะยังไม่ใช่เล่มที่ดีที่สุดในชุดอินเดธ หรือมีฉากน่าประทับใจจนแม็กซ์ต้องร้องกรี๊ด แต่ก็เป็นส่วนหนึ่งของความยิ่งใหญ่ และความสานต่อความรักที่แม็กซ์มีให้กับหนังสือชุดนี้

คะแนนที่ 87

Creation in Death // J.D. Robb

posted on 25 Sep 2009 11:21 by maxtreme  in A-Club, Contemporary

อย่างที่เล่าไปเมื่อวานนะคะว่าเกิดเป็นโรคที่ดื้อยามาก ไม่ว่าจะรักษาด้วยยาขนานไหน ของคนแต่งคนไหนก็ไม่ทำให้อาการอ่านหนังสือไม่ไปหายขาดได้เลย จนสุดท้ายก็ต้องงัดเอายาวิเศษเล่มนี้ขึ้นมาอ่าน

และก็ได้ผลสมความประสงค์ เพราะหนังสือที่ขึ้นชื่อคนแต่งว่าเจดี ร็อบบ์ และเป็นเรื่องราวของตัวละครสองตัวที่น่าจดจำที่สุดในโลกนิยายที่แม็กซ์เคยได้อ่านมา เป็นเครื่องหมายการันตีความสนุกได้อย่างแน่นอน 

ถึงแม้ว่า เล่มนี้จะไม่ใช่เล่มที่เล่นประเด็นความขัดแย้งกันระหว่างอีฟและโร้ค ซึ่งแม็กซ์พูดเสมอว่า เล่มไหนที่อีฟและโร้คทะเลาะกัน จะเป็นเล่มที่สนุกมากกว่าปกติ แต่แค่ความสนุกในระดับปกติก็เหนือกว่าหนังสือทุกเล่มแล้วล่ะค่ะ

 

 

Creation in Death ของเจดี ร็อบบ์

หนังสือเล่มนี้ (ถ้านับไม่ผิด) เป็นหนังสือเล่มที่ยี่สิบห้าในชุด In death ที่เล่าเรื่องราวการสืบสวน ชีวิตรัก เพื่อนพ้อง และครอบครัวของนักสืบสาวนามอีฟ ดัลลัสจากกรมตำรวจเมืองนิวยอร์ค ในโลกแห่งอนาคตปี 2060 เห็นจำนวนเล่มแล้วก็ไม่ต้องถึงกับตกใจอะไรมากมายนะคะ เพราะเจดี ร็อบบ์คนแต่งเขียนเรื่องชุดนี้ให้อ่านแต่ละเล่มเดี่ยว ๆ ได้ โดยที่ไม่ต้องเรียงตามลำดับ

แต่แม็กซ์ก็คงต้องบอกว่า คุณจะอ่านกระโดดทำไมในเมื่อการอ่านหนังสือทุกเล่มในชุดนี้เป็นความสุขที่ยากจะบรรยายได้ เราเคยเขียนรีวิวหนังสือในชุดนี้ไว้หลายครั้งแล้ว และก็คงต้องเขียนในบลอกนี้ด้วย จุดเด่นของเรื่องในชุดนี้ นอกจากคดีสืบสวนที่น่าติดตามแล้ว ก็เป็นเหล่าตัวละครในเรื่อง ที่อ่านอ่านกันไป ก็ให้ความรู้สึกเหมือนคนในครอบครัว ไม่เฉพาะอีฟ และโร้คซึ่งเป็นตัวเอกในชุดเท่านั้น แต่เป็นทุกคนที่ถูกรวมเข้ามาอยู่ในสังคมของคนทั้งสอง 

และหนังสือเล่มนี้ก็คือ การรวมรวมคนเหล่านั้นเอาไว้ในที่เดียวกัน พร้อมกับภารกิจที่แสนท้าทายและแข่งกับเวลา  เมื่ออีฟถูกเรียกตัวไปรับผิดชอบคดีฆาตกรรม ซึ่งเธอแสนจะคุ้นตา เมื่อเก้าปีก่อน ตอนที่อีฟเป็นเพียงผู้ช่วย ฆาตกรรมที่ได้รับฉายาว่า "เจ้าบ่าว" ได้ก่อคดีฆาตกรรมโหดห้ารายในนิวยอร์ค และแม้ทุกคนในทีมตอนนั้นจะทำทุกวิถีทางเพื่อหยุดยั้ง ฆาตกรก็รอดมือไปได้ ฆาตกรคนนั้นออกนอกพื้นที่และก่อคดีในที่อื่น ๆ อีก ก่อนที่จะกลับมาที่นิวยอร์คอีกครั้ง และครั้งนี้อีฟตั้งใจจะให้มันเป็นฉากจบสำหรับเขา

ตั้งแต่เริ่มต้น คดีดูเหมือนจะเกี่ยวพันกับโร้ค สามีอภิมหาเศรษฐีของอีฟ เมื่อผู้ตายเป็นคนที่ทำงานให้กับอาณาจักรอันยิ่งใหญ่ของเขา และนั่นก็มากพอที่จะทำให้โร้คเข้าไปเกี่ยวข้องกับคดีตั้งแต่เริ่มต้น พวกเขาต้องทำงานแข่งกับเวลาเพื่อสืบหาตัวคนร้าย ที่พวกเขารู้ดีว่า จะไม่หยุดการกระทำอันโหดร้ายนั้น และเหยื่อรายที่สองก็ได้ถูกลักพาตัวไปเรียบร้อยแล้ว

อย่างที่บอกนะคะ เล่มนี้ไม่ใช่เล่มที่อีฟและโร้คมีความขัดแย้งกัน แต่ก็ไม่ได้หมายความว่า ความสัมพันธ์ของทั้งคู่จะมาถึงจุดที่น่าเบื่อ มันไม่เคยมีอะไรที่น่าเบื่อเกี่ยวกับตัวละครทั้งสอง ในเล่มนี้เองเราได้เห็นว่า อีฟเดินทางมาได้ไกลมาเพียงไรในความสัมพันธ์ 

ฉากที่โร้คคุยกับเธอ เพื่อเตือนให้อีฟรู้ว่า ตอนนี้ไม่เหมือนกับเก้าปีก่อน ตอนที่เธอและกรมตำรวจนิวยอร์คพลาดไม่อาจจับคนร้ายได้ เพราะตอนนี้อีฟไม่ใช่หญิงสาวที่โดดเดี่ยวคนเดิม เธอเปลี่ยนแปลงไป และอีฟคนใหม่ก็พร้อมที่จะทำทุกอย่างที่เอาตัวคนร้ายมา

หนังสือเล่มนี้เป็นเล่มที่อาจจะเน้นการสืบสวนในคดีมากที่สุดในบรรดาหนังสือทุกเล่มในชุดนี้ที่แม็กซ์ได้อ่านนะคะ เราชอบวิธีการที่คนแต่งนำคนอ่านไปสู่เรื่องราวที่เกิดขึ้น พร้อม ๆ กับตัวละคร ทำให้รู้สึกเหมือนคนอ่าน รู้สึกมีส่วนร่วมไปด้วยกับการสืบสวนทุกก้าว ที่สำคัญเบาะแสแต่ละอย่างที่นำไปสู่ตัวคนร้าย ถูกนำมาเปิดเผยอย่างมีเหตุผล ไม่ได้ทำให้รู้สึกว่า มันโผล่ขึ้นมาเอง แต่เป็นผลมาจากระบบการคิดอันชาญฉลาดของตัวเอง แม็กซ์ชอบอ่านหนังสือสืบสวนแบบนี้ค่ะ ไม่ใช่ว่าจู่ ๆ ตัวละครก็เรียกทุกคนมารวมกันแล้ว บอกเล่าบทสรุปอันชาญฉลาดของตัวเอง

และเนื่องจากพล็อตเรื่องผูกการจับคนร้ายไว้กับการช่วยชีวิตเหยื่อ หนังสือเล่มนี้จึงเต็มไปด้วยความน่าติดตาม และลุ้นไปตลอดเรื่อง แม็กซ์พบว่าตัวเองเอาใจช่วยตัวละครที่ถูกจับไปให้รอดชีวิต และเกิดความรู้สึกอยากรู้ถึงแรงผลักดันที่ทำให้คนคนนึงกลายเป็นสัตว์ประหลาด เป็นฆาตกรที่ปราศจากความดีงาม และแม็กซ์ก็ชอบอ่านการทำงานร่วมกันของตัวละคร ซึ่งกระทั่งตัวละครที่ดูเป็นคนเห็นแก่ตัว (ดิ๊กเฮด) ก็ยังอดไม่ได้ที่จะมีส่วนร่วมไปกับการตามล่าฆาตกรคนนี้ 

แม็กซ์ชอบหนังสือชุดนี้ด้วยเหตุผลหลายอย่างนะคะ เริ่มต้นจากตัวละครที่น่าสนใจ พล็อตเรื่องที่น่าติดตาม ซึ่งเราก็ยอมรับว่า แม็กซ์มักจะชอบเรื่องที่มีความสัมพันธ์ระหว่างตัวละครมากกว่าเล่มที่ดำเนินด้วยพล็อตคนร้ายเพียงอย่างเดียว แต่สำหรับเล่มนี้เราพบว่าตัวเองถูกดึงดูดไปยังการสืบสวนที่เกิดขึ้น และไม่รู้สึกเลยว่า พล็อตในส่วนความสัมพันธ์ของตัวละครจะน้อยเกิดไป

คะแนนที่ 90