เนื่องจากไตรภาคเป็นอะไรที่ฮิตกันมาก ดังนั้นแม็กซ์จึงเล่าประสบการณ์การไปอเมริกาครั้งนี้ในรูปแบบเดียวกัน (ข้ออ้างมากกว่าค่ะ) และนี่คือฉบับจบอย่างสมบูรณ์ของเรื่องราวจากการไปงาน RWA
เช่นเดิม ก่อนจะเข้าเรื่อง เมื่อวานแม็กซ์โชว์รูปกระเป๋าที่แม็กซ์หิ้วกลับมาให้ดูกันแล้ว วันนี้เราจะโชว์ของที่ใส่อยู่ในกระเป๋าค่ะ
RWA วันที่สี่ (18 ก.ค. 2009)
วันนี้เป็นวันสุดท้ายของงาน RWA แล้วล่ะค่ะ ซึ่งในคืนวันนี้จะมีงานใหญ่ นั่นก็คือ การแจกรางวัลริต้า ให้กับหนังสือโรแมนซ์ที่ว่ากันว่าดีที่สุดแห่งปี
อย่างที่บอกไปนะคะว่า แม็กซ์ไม่ค่อยสบายเท่าไหร วันนี้เลยตื่นสายมาก พอตื่นขึ้นมาก็เวลาแปดโมงครึ่งไปแล้ว ทำให้เราไม่ได้กินข้าวเช้า หรือเข้าเวิร์คช็อปอะไรเลย แค่ตาลีตาเหลือบอาบน้ำแต่งตัว และลงมาเข้าแถวเพื่อเข้าไปยังให้งานแจกลายเซ็นต์ของสนพ.แบนตั้ม/บัลเลนไทน์ก็เกือบตายแล้วค่ะ แต่เช่นเดิมโชคยังดีที่เราเนียนทำเป็นเข้าไปคุยกับเพื่อนที่เข้าแถวอยู่ข้างหน้า แล้วก็แทรกตัวเข้าไปในแถวอย่างง่ายดาย
เช่นเดียวกับงานแจกลายเซ็นต์ของหลายสนพ. ที่งานนี้ชนกับงานของเอ็นเอแอล ซึ่งมีจำนวนคนต้องการเข้าไปมากกว่า แถวของแบนตั้มจึงไม่ยาวมากนัก เหตุผลที่เอ็นเอแอลยาวเฟื้อยก็เพราะเจอาร์ วาร์ดค่ะ หลายคนต้องการเข้าไปขอลายเซ็นต์ของเธอ แต่แม็กซ์เลือกเข้าไปยังห้องของแบนตั้มก่อนก็เพราะเมเดลีน ฮันเตอร์ และเชอรี่ โธมัส แต่พอเข้าไปในห้องได้ อาการตกใจที่เห็นแถวที่ต่อรอคิวของซูซาน บร็อคแมนน์สั้นมาก แม็กซ์จึงถลาเข้าไปหาเธอก่อนเลย ซูซาน บร็อคแมนน์เป็นนักเขียนที่ให้ความใส่ใจกับนักอ่านอย่างมาก เธอพูดคุยกับพวกเขาราวกับเป็นเพื่อนที่สนิทกันมาก ซึ่งเป็นเรื่องดีค่ะ แต่สำหรับคนที่ต่อแถวรอคิวอยู่ มันก็น่าหงุดหงิดไปบ้าง แต่อย่างที่บอกนะคะ แม็กซ์โชคดีที่อยู่ต้นแถว เวลารอจึงไม่นาน ดังนั้นเราจึงขอให้ซูซานเซ็นต์ชื่อในหนังสือเรื่อง Dark of night ซึ่งเป็นหนังสือเล่มล่าสุดของเธอค่ะ
ข่าวที่แม็กซ์ได้จากซูซานก็คือ จะมีหนังสือในชุด The Troubleshooter ออกมาต่อจาก DON อีกแค่สองเล่ม หลังจากนั้นเธอจะหันไปเขียนเรื่องอื่นบ้าง แต่นั่นก็ไม่ใช่ว่า เธอจะเลิกเขียนชุดนี้ไปเลยนะคะ เพียงแต่อยากจะเขียนอย่างอื่นบ้าง หลังจากเขียนเรื่องชุดนี้มานาน ข่าวนี้ทำให้แม็กซ์ดีใจค่ะ เพราะเราเลิกอ่านชุด The Troubleshooter ไปตั้งแต่เมื่อประมาณเจ็ดเล่มก่อน เราอยากอ่านงานของซูซานในแนวอื่นบ้าง เพราะหนังสือของเธอที่เราชอบมากที่สุดคือเรื่อง Heartthrob ซึ่งไม่ใช่เรื่องในชุดหน่วยซีล
หลังจากต่อคิวซูซานเสร็จแล้ว แม็กซ์ก็ถลาไปหาเมเดลีน ฮันเตอร์ และขอให้เธอเซ็นต์ชื่อในเรื่อง The Sins of Lord Easterbrooke ให้ ซึ่งเล่มนี้บอกเลยนะคะว่า รักมาก เรามีโอกาสพูดคุยกับเธอเล็กน้อย ที่น่าดีใจก็คือ เธอจำแม็กซ์ได้ (เฮ้) แม็กซ์เหลือบมองไปยังแถวที่เข้าคิวรอลายเซ็นต์ของเทสซ่า แดร์แ้ล้วก็อ่อนใจค่ะ เพราะแถวยาวมาก ๆ และเนื่องจากเราได้หนังสือของตอนที่มีงานขายหนังสือแล้ว แม็กซ์จึงตัดใจ ดังนั้นจึงต้องขอโทษเพื่อนทุกคนที่ฝากให้เราซื้อหนังสือของเธอกลับมาด้วยนะคะ เพราะเราไม่มีเวลาพอที่จะรอคิวของเธอจริง ๆ ค่ะ
จากนั้นก็เป็นคิวของเคลลี่ย์ อาร์มสตรองค์ที่แม็กซ์พลาดไปตอนงานของเอว่อน และแม้ว่าเธอจะแจกหนังสือเรื่อง Made to be broken ซึ่งไม่ใช่เรื่องในชุด Otherworld ก็ตาม แม็กซ์ก็ยังดีใจสุด ๆ ที่ได้ลายเซ็นต์ของเธอมาในเล่มนี้ เราชอบเธอมากขนาดนั้น
แม็กซ์ตั้งใจจะขอลายเซ็นต์ของชาน่า เอเบให้กับเพื่อนคนนึง แต่ก็ต้องผิดหวัง เพราะด้วยเวลาเพียงยี่สิบนาทีที่เราเดินไปหานักเขียนคนอื่น พอย้อนกลับมาชาน่าก็จากไปแล้ว หนังสือของเธอหมดเกลี้ยง เราจึงไม่ได้เห็นแม้แต่เงาของเธอด้วยซ้ำ
และด้วยความลังเล อยากจะเข้าไปในห้องของเอ็นเอแอลเช่นกัน แม็กซ์จึงเลือกที่จะเดินผ่านงานของโมนิก้า แม็คคาตี้, เบลล่า อังเดร, ชารอน เพจ, และนักเขียนอีกหลายคนค่ะ แต่ก่อนที่จะออกจากห้องแม็กซ์ก็แวะไปที่โต๊ะของเชอรี่ โธมัส เพื่อคว้าเอาเรื่อง Not Quite a Husband ติดมือมาด้วย
คิวที่เดินเข้าไปในห้องของเอ็นเอแอลยังยาวเหยียดตอนที่แม็กซ์ออกไป แต่เราก็อดทนรอ และก็คุ้มค่าค่ะ เพราะเมื่อถึงเวลาที่เข้าไป แม้นักเขียนหลายคนจะแจกหนังสือจนหมดแล้ว เราก็ยังทันที่จะคว้างานของเลซี่ย์ อเล็กซานเดอร์, คาร์ล่า แคสสิดี้, แพทริเซีย ไรซ์, และอีกหลายคน แต่ที่เป็นไฮไลท์ของเราเลยก็คือ เจอาร์ วาร์ด
ซึ่งครั้งนี้เธอลงทุนแจกเรื่อง Lover Avenged ฉบับปกแข็งหนาปึก นอกจากนี้แล้วแม็กซ์ยังหยิบเอาเรื่อง Dark Lover ติดมือจากเมืองไทยไปให้เธอเซ็นต์ชื่อด้วย งานนี้จึงคุ้มจริง ๆ
แถมแม็กซ์ยังได้เจอกับโจ เบฟเวอรี่ ได้หนังสือเรื่อง The Secret Wedding แถมยังให้เธอเซ็นต์ชื่อในหนังสือสุดที่รักอย่าง Devilish โอ้ยมันช่างเป็นอะไรที่เรามีความสุขมาก ๆ
ที่สำคัญเรายังได้ลายเซ็นต์ของแชนน่อน เค.บุทเชอร์ที่เราพลาดไปตอนงานแจกลายเซ็นต์ของสนพ.แกรนด์ เซ็นทรัลอีกด้วย เราบอกเธอว่า เพิ่งอ่านหนังสือเรื่อง Burning Alive ของเธอจบไป และชอบคอนเซ็ปต์เรื่องของเธอมาก ๆ และที่น่าสนใจก็คือ สามีของแชนน่อน ซึ่งก็คือนักเขียนใหญ่นามจิม บุทเชอร์ก็มาตั้งโต๊ะแจกลายเซ็นต์เช่นกัน แม็กซ์จึงได้โชคสองชั้น เพราะจิมเซ็นต์ชื่อในงานเล่มล่าสุดในชุด The Dresden Files ให้เราอีกด้วย (ขอบอกว่า รู้สึกว่าจิมเป็นสามีที่น่ารักมาก ๆ เพราะเขาเป็นนักเขียนดังมากนะคะ แต่เมื่อมางานโรแมนซ์กับภรรยาที่เป็นนักเขียนโรแมนซ์ ก็ไม่มีอาการแบบดูถูกแฟนโรแมนซ์เลย ยิ้มต้อนรับแขกมาก ๆ)
หลังจากงานแจกลายเซ็นต์แล้ว แม็กซ์และเพื่อนอีกสองคนก็มีโอกาสได้นั่งกินกาแฟกับเชอรี่ โธมัส (แต่แม็กซ์กินเป๊ปซี่ค่ะ) แต่ก็น่าสงสารเธออยู่พอสมควรค่ะ เพราะว่า พวกเราสามคนนั่งคุยกันถึงนักเขียนคนอื่น เริ่มตั้งแต่การถกเถียงกันถึงลิซ คาร์ไลล์ที่แม็กซ์ชอบมาก แต่โรสแมรี่ไม่ชอบงานของเธอ (เนื่องจากเล่มล่าสุดขายไม่ดีเลยในร้านของโรสแมรี่) ไปจนถึงคุยกันถึงธุรกิจร้านหนังสือ
สำหรับคนที่ยังไม่รู้ เชอรี่ โธมัสอายุสิบสองปีตอนที่อพยพย้ายไปอยู่ในอเมริกา ภาษาอังกฤษเป็นภาษาที่สองของเธอ เธอเป็นชาวอเมริกันเชื้อสายจีน หน้าตาก็เหมือนกับคนไทยเชื้อสายจีนนี่แหละค่ะ และนี่ทำให้แม็กซ์ยกย่องเธอมาก ๆ เราบอกกับเธอหลายครั้งว่า เรา "ทึ่ง" ในความสามารถของเธอแค่ไหน และคนที่ได้อ่านหนังสือของเธอก็น่าจะรู้ถึงความมหัศจรรย์ในการใช้ภาษาของเธอค่ะ แม็กซ์ถามเธอถึงหนังสือเล่มถัดไป ว่าเป็นเรื่องของตัวละครตัวไหน เธอบอกว่าจะเป็นเรื่องที่ต่อเนื่องกับหนังสือเล่มแรกซึ่งก็คือ Private Arrangement และเธอพยายามจะเอาเฟรดดี้เข้ามาเกี่ยวในเรื่องให้ได้
พวกเราคุยกันถึงการที่ภาษาอังกฤษเป็นภาษาที่สอง เพื่อนของแม็กซ์ถามว่า เราอ่านหนังสือแล้วยังแปลเป็นภาษาไทยในสมองอยู่ไหม ซึ่งแม็กซ์ก็ตอบว่าไม่ ส่วนหนึ่งเพราะเราไม่ได้อ่านหนังสือภาษาไทย (ที่เป็นฉบับแปลจากภาษาอังกฤษ) มานานมากแล้ว แม็กซ์เสริมไปด้วยว่า นักแปลที่เก่ง ๆ หาได้ยากยิ่งกว่านัก แต่เราให้ความมั่นใจไปกับเชอรี่ว่า สนพ.ที่ได้ลิขสิทธิ์หนังสือของเธอ แม็กซ์ถือว่าเป็น อันดับหนึ่งในเมืองไทยในเรื่องคุณภาพของการทำหนังสือโรแมนซ์ แม็กซ์เชื่อมั่นในฝีมือของบรรณาธิการของสนพ.แห่งนี้ ซึ่งเชอรี่ก็บอกว่า เธอดีใจ
เราคุยกันอยู่ครู่ใหญ่ จากนั้นเชอรี่ก็ขอตัวไปเพื่อเตรียมตัวทำเวิร์คช็อป ส่วนแม็กซ์ก็ช่วยโรสแมรี่ขนหนังสือของเธอ (ซึ่งขอบอกว่า มากกว่าของแม็กซ์หลายเท่าตัวค่ะ) กลับไปยังโรงแรมที่เธอพัก
ในฐานะของผู้ได้รับรางวัล Bookseller of the year จาก RWA ทาง RWA ได้เป็นสปอนเซอร์ค่าใช้จ่ายทุกอย่างให้กับโรสแมรี่ ไม่ว่าจะเป็นค่าตั๋วเครื่องบินจากออสเตรเลียม ไปจนถึงโรงแรมที่พัก ซึ่งอยู่คนละโรงแรมกับแม็กซ์ค่ะ มันหรูมาก ๆ เดี๋ยวจะเอาภาพมาให้ดูกัน และยังแถมค่าขนส่งหนังสือทั้งหมดที่เธอได้รับกลับประเทศไปอีก เรียกว่าสุดยอดมาก ๆ
และนี่คือห้องพักของโรสแมรี่ที่อยู่ในโรงแรมที่ชื่อว่า Omni ซึ่งข่าวว่าเป็นที่พักของประธานาธิบดีหลายคน รวมทั้งยังเป็นสถานที่จัดงานเลี้ยงต้อนรับโอบาม่าตอนที่เขาสาบานตนเข้ารับตำแหน่งอีกด้วย ห้องพักของโรสแมรี่เป็นห้องสวีทค่ะ ประกอบด้วยห้องทำงาน
ห้องนั่งเล่น
และห้องนอน
แม็กซ์ช่วยโรสแมรี่แพ็คของอยู่จนเที่ยงกว่า ๆ ก็เดินกลับโรงแรม แต่เมื่อไปถึงก็สังเกตเห็นคนมายมายยืนออกันอยู่หน้าโรงแรม แต่ด้วยความเชื่อมั่นในตัวเองอย่างรุนแรง แม็กซ์ก็ยังเดินผ่านประตูเข้าไป และพบกับความว่างเปล่า โรงแรมปราศจากผู้คนโดยสิ้นเชิง แต่แม็กซ์ก็ยังมั่นใจเดินมุ่งหน้าเข้าไปเรื่อย ๆ จนได้พบกับ
ตำรวจประจำกรุงวอชิงตันดี.ซี
แต่แม็กซ์ก็ยังไม่หวาดกลัว เดินตรงไปถามเขา ว่ามันเกิดอะไรขึ้น ตำรวจบอกกับแม็กซ์ว่า เพื่อความปลอดภัยขอให้แม็กซ์อพยบออกจากโรงแรมโดยเร็วที่สุด เพราะมีคนขู่วางระเบิดโรงแรม เท่านั้นแม็กซ์จึงรีบเผ่น และเิดินไปนั่งเล่นในร้านแม็คโดนัลด์ที่อยู่ใกล้ ๆ กัน
ราว ๆ ครึ่งชั่วโมงจากนั้นก็กลับเข้าไปในโรงแรมได้
ช่วงบ่ายแม็กซ์ลงไปยังงานแจกลายเซ็นต์ของสนพ.เซ็นต์มาร์ติน ซึ่งเช่นเดิมจัดควบคู่กับงานของสนพ.ซอร์ซบุ๊ค ซึ่งแม็กซ์เลือกที่จะไปงานของเซ็นต์มา์ร์ตินก่อน แม้ว่าจะไม่มีนักเขียนใหญ๋ของสนพ.มาเท่าไหรนัก แต่ขณะที่กำลังยืนเข้าแถว (ซึ่งใช้วิธีเดิมคือ เนียนเข้าไปคุยกับเพื่อนแล้วแซงชาวบ้านซะเลย) แม็กซ์ก็ได้ยินประกาศว่า งานนี้แอน สจ๊วตจะมาด้วย ทำให้เรานึกถึงหนังสือเรื่อง Cold as Iceที่เราอุตส่าห์หอบหิ้วติดตัวจากเมืองไทยมาด้วย และแม้จะพบกับแอนมาแล้วสองครั้ง ด้วยความอึ้งที่ได้พบกับนักเขียนที่ชอบ แม็กซ์ก็ลืมเอาให้เธอเซ็นต์ชื่อให้ทั้งสองครั้ง ดังนั้นนี่จึงเปรียบเสมือนโชคชะตาที่ลิขิตให้เราต้องได้ลายเซ็นต์ของเธอในเล่มนี้ แม็กซ์จึงขอให้เพื่อนเฝ้าที่ไว้ให้ แล้วรีบขึ้นไปยังห้องพักหยิบหนังสือเรื่องนี้ลงมาด้วย
เมื่อกลับมาแม็กซ์ได้มีโอกาสพูดคุยกับแคธลีน ดังเต้ ซึ่งถ้าจำกันได้ เธอเป็นนักเขียนโรแมนซ์ให้กับสนพ.เบิร์คเลย์ที่เป็นชาวฟิลิปปินส์ คำถามของเธอทำให้แม็กซ์งงมากในตอนแรก เพราะเธอถามว่า ที่เมืองไทยมีหนังสือของเธอวางขายด้วยเหรอ
แม็กซ์จึงบอกเธอไปว่า มีสิ และขายดีด้วย เพราะเท่าที่รู้ ทุกครั้งที่แม็กซ์สั่งหนังสือของแคธลีน ทางร้านหนังสือจะสั่งพ่วงเข้ามาด้วยหลายเล่ม และเท่าที่เราเห็น มันก็เหลือวางอยู่บนชั้นไม่กี่เล่มเอง บางครั้งก็ขายหมด เราบอกเธอไปเช่นนั้น และเธอก็พูดในสิ่งที่เราคิดว่า ไม่น่าจะเกิดขึ้น นั่นก็คือ ในบ้านเกิดของเธอเองนั้น ไม่มีหนังสือของเธอวางขาย ซึ่งเราคิดว่า มันเป็นเรื่องน่าอับอายอย่างยิ่ง
จะบ้ารึไง แคธลีน ดังเต้เป็นนักเขียนต่างชาติที่มีความสามารถในการขายเรื่องให้กับสนพ.ในอเมริกา แต่ประเทศของเธอกลับไม่เห็นคุณค่า เธอบอกแม็กซ์ว่า กระทั่งจะสั่งซื้อผ่านร้านหนังสือยังแทบเป็นไปไม่ได้ เพราะมันไม่มีรายชื่อหนังสือของเธอในแคทตาล็อต
นั่นทำให้เราอึ้งไปเลย
เมื่อเข้าไปในห้องของเซ็นต์มาร์ตินได้ แม็กซ์ก็ตรงเข้าไปหาเซเลสต์ แบรดลีย์ นักเขียนคนโปรดของเรา ซึ่งเธอก็อุตส่าห์ควักเอา ARC ของหนังสือเรื่อง Devil in my bed ออกมาให้ เมื่อแม็กซ์บอกกับเธอว่า เราอยากให้ถึงเดือนสิงหาคมเร็ว ๆ เราจะได้อ่านเรื่องนี้ และนั่นทำให้เอาแม็กซ์ตื้นตันมาก ๆ จากนั้นก็ถึงคิวของซูซาน โดโนแวนที่มาแจกเรื่อง The Girl most likely to... ที่แม้แม็กซ์จะมีแล้ว แต่เราก็ยังเอาของฟรีมาอีก เพราะมันมีลายเซ็นต์ของเธอในเล่ม จากนั้นเราเอื่อยเรื่อยไปหานักเขียนอีกหลายคนไม่ว่าจะเป็น เดบร้า เว็บบ์, บาร์บาร่า พีช, ไฮดี้ เบ็ทส์, และคริสติน วอร์เรน จากนั้นแม็กซ์ก็ออกจากห้องของเซ็นต์มาร์ตินไปที่ห้องของซอร์ซบุ๊ค และก็ต้องพบกับความผิดหวัง เพราะหนังสือของซอร์ซบุ๊คหมดเกลี้ยง
และนี่แม็กซ์คิดว่าเป็นเรื่องน่าเสียดายอย่างยิ่งค่ะ เนื่องจากนี่คือสนพ.ใหม่ แต่กลับงกมาก เอาหนังสือมาแจกน้อย ทั้งที่เราคิดว่า มันเป็นโอกาสที่ดีที่พวกเขาจะแนะนำให้คนอ่านได้รู้จักนักเขียนของพวกเขา แต่ถ้าคิดอีกแง่ นี่เป็นครั้งแรกที่พวกเขาแจกหนังสือ เขาอาจจะไม่รู้ว่า อาการแร้ง (หรือคนอยากได้ของฟรี) ลงมันเป็นขนาดนี้ก็ได้
แม็กซ์จึงกลับมายังห้องของเซ็นต์มาร์ตินอีกรอบ และเริ่มเข้าแถวอันยาวเหยียดของเชอรี่ อแดร์ที่ตอนนี้ย้ายมาเขียนหนังสือให้กับเซ็นต์มาร์ตินเรียบร้อยแล้ว ดูท่าทางเชอรี่เหนื่อยมากกับคิวอันยาวเหยียด ดังนั้นเมื่อถึงคิวของแม็กซ์ เธอถามแม็กซ์ว่า อยากจะเอาหนังสือไปฝากเพื่อนคนไหนอีกไหม (คือปกติหนึ่งคนจะได้หนึ่งเล่มเท่านั้น) แม็กซ์คิดว่า เธอคงอยากให้หนังสือหมดเร็ว ๆ เธอจะได้เลิกเซ็นต์เสียที ซึ่งเราก็บอกว่า มีเพื่อนค่ะ
จากคิวของเชอรี่ แม็กซ์ก็เดินไปต่อของลอรี่ แฮนเดอร์แลน และอีกหลายคน และในที่สุดก็ถึงคิวของเจนนิเฟอร์ ครุยซี่ ที่คิวยาวเหยียดมาก ๆ แต่ก็สมใจแม็กซ์ค่ะ เพราะเราได้หนังสือพร้อมลายเซ็นต์ของเธอมาสองเล่ม แถมด้วยให้แอน สจ๊วต (ที่นั่งติดกับเจนนิเฟอร์ สองคนนี้เ็ป็นเพื่อนรักกันมาก ๆ ว่ากันว่า เจนนิเฟอร์ยอมมางาน RWA ครั้งนี้ก็เพราะแอนขอให้มาเป็นเพื่อน) เซ็นต์ชื่อในเรื่อง Cold as Ice ได้ในที่สุด
แม็กซ์ออกจากงานเซ็นต์มาร์ตินก่อนงานเลิกค่ะ เพราะอยากกลับไปจัดหนังสือเต็มทีแล้ว แต่เชื่อไหมคะว่า ขณะที่เรากำลังจัดอยู่ และพบว่า ขาดลังหนังสือที่ต้องการไป แม็กซ์เดินกลับไปที่งานของเซ็นต์มาร์ตินเพื่อหาลังเปล่า เราได้เจอว่า มีหนังสือเหลือทิ้งเอาไว้ในห้องอีกเพียบ แต่ก็ไม่น่าเชื่อเหมือนกันที่แม็กซ์ไม่ได้หยิบติดมือมาเพิ่มค่ะ เพราะว่า เรารู้ตัวแล้วว่า แค่นี้ก็แทบจะแบกกลับเมืองไทยไม่ไหว (ไม่เคยคิดเหมือนกันว่า จะมีที่ชีวิตนี้แม็กซ์เดินหนีจากหนังสือฟรี)
เราจัดหนังสืออยู่พักใหญ่ เอมิลี่ซึ่งเป็นรูมเมทก็ชวนไปทางอาหารค่ำด้วยกัน (เธอเลี้ยง) เราพูดคุยกันมากมาย และสัญญากันว่า ปีหน้าถ้าแม็กซ์ยังคิดจะไปงาน RWA อีก เราจะรูมเมทกันอีกครั้ง (คือเอมิลี่ไปแน่ แต่แม็กซ์ยังต้องดูงานก่อนค่ะว่า ว่างไหม)
งานริต้า
รางวัลริต้าถือเป็นรางวัลสำคัญในวงการโรแมนซ์ แม้ว่าจะไม่ใช่ว่า นักเขียนทุกคนจะมีสิทธิได้รับการพิจารณา มันมีเงินมาเกี่ยวข้อง นั่นคือนักเขียนต้องออกเงินส่งหนังสือของตัวเองเข้าประกวด นักเขียนบางคนก็ไม่ส่งงานของตัวเอง (เช่นเจนย์ แอน เครซ) บางคนก็ไม่ได้เป็นสมาชิก RWA อย่างแมรี่ บาล็อคธ์ ดังนั้นมันจึงไม่ได้เปิดกว้างเสมอไป และจากที่แม็กซ์ได้ยินมา หลายคนบอกว่า รางวัลริต้าไม่ได้มีความสำคัญต่อนักเขียนเท่าไหรนัก และมันไม่ได้ช่วยในแง่ของยอดขาย
แต่รู้อะไรไหมคะ หลังจากเข้าร่วมงานริต้าแบบสด ๆ ครั้งแรก แม็กซ์รู้ว่า ริต้าอาจไม่มีผลต่อยอดขาย แต่มันมีผลต่อจิตใจของนักเขียนอย่างยิ่ง
สเตฟานี ลอว์เรนส์ซึ่งถือเป็นนักเขียนที่ใหญ่มาก ๆ ในโลกโรแมนซ์ เธอประสบความสำเร็จในแง่ยอดขาย และมีแฟนหนังสือทั่วโลก แต่นี่เป็นครั้งแรกที่เธอได้เข้าชิงรางวัลริต้า เธอเข้าชิงถึงสามประเภทในปีเดียว และเมื่อประกาศรางวัลไปแล้วสองรางวัลที่สเตฟานีเข้าิชิง และเธอพลาดไป ประเภทย้อนยุค เธอแพ้ให้กับแพท โรเซนเทลกับเรื่อง The Edge of Impropriety และประเภทย้อนยุครีเจนซี่ เธอแพ้ให้กับโจแอนน่า บอร์น กับเรื่อง My Lord and Spymaster (ข่าวดีของคนไทยก็คือ มีสนพ.ในเมืองไทยซื้อลิขสิทธิ์เรื่องนี้ไปแล้วค่ะ) แต่ในประเภทเรื่องสั้น เธอชนะ
และแม็กซ์ก็ได้ยินน้ำเสียงสั่นเครือของสเตฟานี สำเนียงหลุดออสซี่ของเธอ (ซึ่งปกติสเตฟานีจะพูดอังกฤษไม่มีสำเนียง) เธอขอบคุณแมรี่ บาล็อคธ์ที่คิดคอนเซ็ปต์เรื่องสั้นอันนี้ขึ้น ขอบคุณนักเขียนอีกสามคน (ในหนังสือรวมเรื่องสั้นเล่มนั้น) ที่เปิดโอกาสให้เธอเข้าร่วมโปรเจ๊กค์นี้ด้วย และขอบคุณซูซาน แอนเดอร์เซ่นที่พูดกับนักเขียนทั้งสามว่า ทำไมไม่ชวนสเตฟานี ลอว์เรนส์มาร่วมเขียนด้วยเล่า แล้วเป็นธุระส่งอีเมลล์มาหาสเตฟานีเพื่อชักชวนให้เธอเข้าร่วม
ดังนั้นแม็กซ์ไม่เชื่อแล้วล่ะค่ะว่า ริต้าไม่สำคัญต่อจิตใจของนักเขียน เพราะมันเห็นได้ชัดว่าสำคัญต่อสเตฟานีมาก ๆ และเราก็ดีใจกับเธออย่างยิ่งด้วย
มีรายละเอียดเกี่ยวกับรางวัลริต้าอยู่ทั่วเน็ตนะคะ ลองไปหาอ่านกันดูได้ค่ะว่า ใครชนะบ้าง แม็กซ์บอกได้ว่า เราไม่ค่อยเห็นด้วยในหลายประเภท แต่ที่เรายอมรับไม่ได้มากที่สุดก็คือ เชอรี่ โธมัสไม่ชนะในประเภทหนังสือเล่มแรก เพราะเรื่อง Private Arrangement มันสุดยอด มันดีพอที่จะชนะในประเภทย้อนยุคด้วยซ้ำ
พิธีกรในงานริต้าก็คือ แอน สจ๊วต ซึ่งเธอขึ้นชื่อในเรื่องความเพี้ยน ดังนั้นทุกคนจึงรอคอยเธออย่างมาก และแม็กซ์คิดว่า เธอทำได้ดีมาก ๆ แอนเปิดตัวด้วยการแต่ชุดสีดำสนิท ซึ่งทำให้หลายคนผิดหวัง เพราะรอคอยการแต่งตัวของเธอ แต่แล้วเจนนิเฟอร์ ครุยซี่ก็กระโดดขึ้นไปบนเวทีบอกว่า แอนทำให้ทุกคนผิดหวัง ทำไมไม่แต่งตัวให้เริ่ดกว่านี้ จากนั้นก็เอาแว่นตา และพู่ห้อยคอให้เธอแล้วยังประกาศเรียกคนจากด้านล่างให้เอาเครื่องแต่งตัวมาให้เธอเพิ่มอีก นักเขียนจากด้านล่างสามคนวิ่งขึ้นไป และการแปลงโฉมแอนก็เกิดขึ้น
แอน สจ๊วตที่ทุกคนคาดหวังจึงปรากฎกายขึ้น เธอเปลี่ยนชุดหลายชุดระหว่างงาน หนึ่งในนั้นคือเครื่องหมายการค้าของเธอ ซึ่งก็คือชุดแม่ชี
งานริต้าจบลง พร้อมกับเชิญชวนให้ทุกคนไปพบกันอีกครั้งที่แนชวิลล์ สถานที่ที่ตำนานได้กำเนิดขึ้น ซึ่งเป็นสถานที่จัดงาน RWA ในปีหน้าค่ะ