AllAboutMax

RT Convention Trip (1 May 2013)

posted on 07 Jun 2013 15:55 by maxtreme in AllAboutMax
1 May 2013

เวลาทำให้ทุกอย่างดีขึ้นจริง ๆ นะคะ เพราะแค่วันเดียว หลังจากนอนหลับไปตื่นนึง เราตื่นขึ้นเพราะกับความรู้สึกที่เปลี่ยนไป แน่นอนว่าเรายังเซ็งมากกับการที่กระเป๋าหาย แต่นั่นคือสิ่งที่เราควบคุมไม่ได้ และแก้ไขไม่ได้ ถ้าเราหมกหมุ่นอยู่กับมัน ก็จะเป็นการทำลายวันหยุดพักผ่อน (การมางาน RT ของเราคือวันหยุดพักผ่อนค่ะ) ของเราไปหมด

ดังนั้นเราจึงเลือกที่จะมองในแง่ดี ข้อแรกเรามีประกันการเดินทาง และค่าเสียหายจากทางสายการบิน ดังนั้นเราสามารถซื้อหาเสื้อผ้า และของใช้ที่จำเป็นใช้ประทังชีวิตไปก่อนได้ ข้อสองไม่บ่อยครั้งนักใช่ไหมคะที่เรารู้ว่า เสื้อผ้า ของใช้ที่เราซื้อ ในที่สุดแล้วเราจะได้เงินคืน เมื่อเลือกมองในมุมนี้ เราก็คิดว่า เป็นโอกาสให้เราช็อปปิ้งซื้อเสื้อผ้าใหม่

ตอนเช้าก่อนเริ่มงานอย่างเป็นทางการ เราลงไปเดินสำรวจบริเวณจัดงานอีกครั้ง ตอนนี้ผู้คนมากมาย รวมทั้งหลายคนที่เรารู้จัก ดังนั้นนี่จึงเป็นช่วงเวลาของการพบปะพูดคุยกับคนหลายคนที่เราไม่ได้มีโอกาสเจอ จากนั้นเราก็ไปร่วมงาน RT Book Reviews Welcome Party ซึ่งถือเป็นการเปิดงานอย่างเป็นทางการ ในงานผู้จัดงานนั่นคือ นิตยสาร RT Book Reviews จะกล่าวเปิดงาน ซึ่งปีนี้ถือว่า พิเศษเล็กน้อย เพราะครบรอบสามสิบปีของการจัดงาน RT Booklover Convention ทำให้ธีมของงานก็คือ การฉลองความสำเร็จของหนังสือแนวโรแมนซ์ และสดุดีนักเขียนโรแมนซ์รุ่นบุกเบิกที่ทำให้โรแมนซ์กลายเป็นหนังสือแนวที่ขายดีที่สุด (ตามสถิติที่เขาว่ากัน) ในยุคนี้

เราได้มีโอกาสเห็นจู๊ด เดเวอร์โรซ์แบบไกล ๆ เป็นครั้งแรก เธอขึ้นมาพูดถึงจุดเริ่มต้น ซึ่งเธอไม่ได้คิดว่า หนังสือที่เธอเขียนจะสร้างความแตกต่างหรืออะไรทั้งสิ้น เธอแค่เขียนหนังสือ แต่การที่มันโด่งดัง และถือเป็นส่วนหนึ่งของยุคแรก ๆ ของโรแมนซ์ (แบบที่เราเห็นกันในทุกวันนี้) คือผลพลอยได้ ซึ่งแน่นอนว่า เธอมีความสุขกับค่าตอบแทนที่ได้รับ

ในงานยังมีการแจกรางวัลให้กับร้านหนังสือยอดเยี่ยม (ขออภัยเราไม่ได้จดมาค่ะ เลยจำไม่ได้ว่าเป็นร้านไหน) และยังมีการมอบรางวัลพิเศษให้กับร้านหนังสือท้องถิ่น และบรรณารักษ์ ซึ่งอันนี้เราจำได้ เพราะเรื่องราวของเธอน่าจดจำ เฮเลนเป็นบรรณารักษ์ที่ห้องสมุดของเธออยู่ในบอสตัน แน่นอนว่า เธอส่งเสริมหนังสือแนวโรแมนซ์ เราได้มีโอกาสเจอกับเธอหลายครั้ง ตามงานหนังสือแบบนี้ แต่สิ่งที่โดดเด่นและบอกตัวตนของเธอก็คือ ในระหว่างที่เมืองบอสตันล็อคดาวน์ เพื่อจับมือวางระเบิดบอสตัน มาราธอน เธอให้พนักงานในห้องสมุดทั้งหมดกลับบ้าน และเป็นเธอเองที่อยู่เฝ้าห้องสมุด (ซึ่งอยู่ในเมือง และใกล้กับสถานที่ถูกวางระเบิด)

จากนั้นเราก็รีบไปที่กู๊ดดี้รูม (Goodies Room) ซึ่งตามชื่อนะคะ คือห้องที่แจกห้องสือ โดยผู้มาร่วมงานจะมีโอกาสคนละหนึ่งครั้งให้เดินเข้าไปในห้องนั้นได้ โดยในห้องจะมีห้องสือวางให้เลือก แต่ละปีจำนวนหนังสือที่สามารถเลือกออกมาได้จะมีจำนวนที่แตกต่างกัน ปีนี้กำหนดไว้ที่สี่เล่ม

เราคงต้องบอกว่า หนังสือที่มีให้เลือกไม่ค่อยน่าสนใจเอาเสียเลยค่ะ ออกจะน่าผิดหวังด้วยซ้ำ เราคาดหวังอยากให้มี ARC (Advance Reading Copy) แต่ไม่มีเลย หนังสือหลายเล่มเป็นหนังสือที่คนแต่งพิมพ์ขายเอง ซึ่งไม่ได้มีอะไรเสียหายนะคะ แต่เราไม่รู้จักไงคะ แต่สุดท้ายเราก็เลือกมาได้นั่นก็คือ

Half Moon Hill ของโทนี เบลค (เพราะเป็นหนังสือใหม่เพิ่งวางออกขาย และเรายังไม่ได้ซื้อ)

Their Virgin Captive ของเล็กซี เบลค และเชย์ลา แบล็ค (เป็นงาน Self Pub ที่เราอ่านอีบุ๊คไปแล้ว ไม่ถึงกับชอบเท่าไหร แต่เราสะสมงานของเชย์ลา แบล็คอยู่ และพรินต์บุ๊คก็ราคาแพงไม่น้อย เราก็เลยหยิบมา)

His Yankee Bride ของโรส กอร์ดอน (เป็น Self Pub อีกเล่มค่ะ เราไม่เคยอ่าน แต่คิดอยากลองพอดี)

Whispered Music ของเรเชล แวนไดเคน (เป็น Self Pub อีกเช่นกัน แต่เนื่องจากเรเชลเพิ่งติดอันดับขายดีของ NYT กับงานแนว New Adult และเรารู้ว่า เธอมางานนี้ ก็เลยหยิบมาเพื่อขอลายเซ็นต์เธอเก็บไว้)

หลังจากเอาหนังสือไปเก็บบนห้องพัก เราก็ไปเข้าเวิร์คช็อคเรื่อง Vampires to Die For! ด้วยเหตุผลเดียวค่ะ อลิสาเบ็ธ สแตปเป็นผู้จัดเวิร์คช็อปนี้ และเราชอบหนังสือเรื่อง Prince of Power ของเธอมาก ขนาดเราขนเล่มนี้ติดมือจากเมืองไทยไปด้วย เพื่อขอลายเซ็นต์ของเธอ ขณะที่ยืนรอเข้าแถว เราก็พูดคุยกับนักอ่านที่อยู่ใกล้ ๆ และเราก็ได้พบกับเอเวอร์ลีน นักอ่านจากฝั่งเวสต์โคสต์ นี่จะเป็นชื่อที่จะได้ยินในเรื่องที่เราเล่าเกี่ยวกับงานนี้อีกหลายครั้งค่ะ เพราะเราพูดคุยถูกคอกันไม่น้อย และเอเวอร์ลินเป็นนักอ่านที่สุดยอดมาก เธอมีการ์ด (หมายถึงการ์ดที่เป็นกระดาษจริง ๆ) จดชื่อหนังสือของนักเขียนเกือบทุกคนติดตัวอยู่ เมื่อเราคุยกันเรื่องหนังสือ และจำชื่อเรื่องไม่ได้ เธอก็จะหยิบการ์ดของเธอออกมาดู ไม่ใช่ว่า เธอต้องหยิบมาดูบ่อยนะคะ เพราะเธอความจำดีมาก และเธออ่านหนังสือเยอะมาก ๆ

ในเวิร์คช้อปนี้ กลุ่มนักเขียนที่เป็นผู้จัดการจะอ่านบางฉาก บางตอนจากหนังสือที่มีตัวเอกเป็นแวมไพร์ จากนั้นให้ผู้ร่วมงานทายว่า มาจากหนังสือเรื่องไหน หรือตัวละครที่กำลังกล่าวถึงนั้นคือใครกันแน่ (ตอบอันไหนก็ได้) ขอบอกว่า นักอ่านแต่ละคนเก่งเหลือเชื่อ อย่างเอเวอร์ลินที่เราเพิ่งเจอ แค่ประโยคที่ว่า “Right now I am what America calls a Rock Superstar” เธอก็ตอบได้ว่า คือหนังสือเรื่องอะไร และใครคือตัวละครที่พูดประโยคนี้

ประโยคนี้พูดโดยแวมไพร์นามว่าเลสเตท ซึ่งเป็นคาแร็คเตอร์ของแอนน์ ไรซ์ (ผู้ที่หลายคนบอกว่า คือเจ้าแม่ผู้ค้นคิดแวมไพร์ตัวจริงเสียงจริง) ซึ่งอยู่ในเรื่อง The Vampire Lestet  

คนที่ตอบถูกก็จะได้ของรางวัลที่มีหลายอย่างตั้งแต่หนังสือ (อันนี้ของตาย) และของสะสมจำพวกแก้วน้ำ กระเป๋า แต่ถ้าตอบผิดจะโดนทำโทษด้วยการเอาสติ๊กเกอร์ (ที่เหนียวมาก เรารู้ เพราะตอบแล้วผิดค่ะ) เป็นรูปรอยกัดของแวมไพร์มาแปะไว้ตามร่างกาย แล้วแต่เราจะเลือก

เราก็ตอบถูกได้ของรางวัลเป็นเสื้อยืดมานะคะ แต่ไม่ใช่เพราะเก่งกาจอะไรหรอกค่ะ แต่เป็นข้อที่ไม่มีใครตอบถูก กลุ่มนักเขียนก็เลยบอกใบ้ว่า คนแต่งเรื่องนี้อาศัยอยู่ในรัฐเดียวเรื่องที่อ่านไป นั่นก็คือรัฐนิวเจอร์ซี แล้วเราดันรู้ว่า นักเขียนคนไหนที่อยู่รัฐนี้ไงคะ ก็เลยเดาตอบได้ถูก

หลังจากเสร็จเวิร์คช็อป เราก็วิ่งถลาไปหา Elisabeth Stabb เพื่อขอให้เธอเซ็นต์ชื่อในหนังสือเรื่อง Prince of Power

จากนั้นก็ถึงเวลาวุ่นค่ะ เพราะเราตัดสินใจไม่ได้ว่า จะไปเข้าเวิร์คช็อปไหนต่อดี ดูแล้วน่าสนใจหลายเรื่อง เราเลยตัดสินใจวิ่งรอกด้วยการแวะห้องนั้นที ห้องโน้นที เริ่มด้วยการเข้าไปในงาน Cowboy Corral ซึ่งเป็นงานแจกหนังสือล้วน ๆ (เรารู้มาก่อน เลยเลือกงานนี้ก่อน เพราะของฟรีค่ะ) โดยนักเขียนจะตั้งโต๊ะแจกลายเซ็นต์พร้อมหนังสือฟรีให้คนอ่าน

ตอนที่เราเข้าไปในห้อง คนก็เยอะอยู่แล้วนะคะ เราเลยกวาดสายตามองหานักเขียนที่เรารู้จัก และติดตามผลงานอยู่ รวมทั้งเรายังไม่มีหนังสือของเธอด้วย ซึ่งคนแรกที่เราไปหาก็คือ Beth Williamson หรืออีกนามปากกานึงก็คือ Emma Lang ซึ่งมีทางเลือกให้กับคนอ่านระหว่างพรินต์บุ๊ค และอีบุ๊ค และแน่นอนว่า เราเลือกพรินต์บุ๊ค จากนั้นเราก็ถลาไปหา Vivian Arend ส่วนหนึ่งเพราะเธอเป็นนักเขียนที่มีชื่อเสียงในระดับนึง และเรามีโอกาสได้เจอเธอหลายครั้ง แต่ไม่รู้ว่าเพราะอะไร เรายังไม่เคยมีลายเซ็นต์ของเธอเลย นี่จึงเป็นโอกาสอันดีที่เราได้ลายเซ็นต์ของเธอในที่สุด แต่ก็มีเรื่องน่าตื่นเต้นนะคะ คงจะเป็นเพราะความสับสนเนื่องจากคนค่อนข้างมาก แถวที่เข้าเพื่อรอหนังสือจากวิเวียนจึงกลายเป็นสองแถวซะงั้น เพื่อป้องกันไม่ให้คนอ่านตีกันตายไปข้างนึง วิเวียนก็เลยต้องเซ็นต์ให้คนนึงจากแถวนึง แล้วอีกคนนึงจากอีกแถว เราเลยทั้งนับทั้งลุ้นว่า หนังสือจะพอเหลือมาถึงเราไหม (แต่ก็พอนะคะ)

จากนั้นเราก็ตระเวนค่ะ ใช้คำนี้คำเดียวเลย คือดูว่าโต๊ะไหนว่างบ้าง ก็โผล่เข้าไป ทำให้เราได้หนังสือหลายเล่ม จากหลายนักเขียนที่เราไม่เคยมีโอกาสได้อ่านก่อน นอกจากนี้เรายังได้มีโอกาสเอาหนังสือฉบับแปลภาษาไทยมอบให้กับ Bobbi Smith ค่ะ เพราะเธอเคยถามเราเมื่อสักสองปีก่อนว่า มีหนังสือของเธอถูกแปลเป็นภาษาไทย แต่ไม่มีใครส่งให้เธอเห็นรูปเล่มเลย ตอนที่เราไปงานสัปดาห์หนังสือ (ที่เมืองไทย) เห็นหนังสือของเธอขายอยู่ ก็เลยซื้อติดเมือเพื่อเอาไปให้เธอค่ะ

เราเลยอยากจะบอกว่า ถ้ามีสนพ.ไหนอ่านสิ่งที่เราเขียน (ถ้ามีนะคะ ไม่คิดว่าจะมีหรอกค่ะ) ถ้ามีโอกาสได้แปลงานของนักเขียนคนไหนแล้ว ก็ช่วยส่งหนังสือให้คนแต่งด้วยนะคะ เพราะนักเขียนบางคนเขาตื่นเต้นกับการที่ประเทศอื่นเอางานของเขาไปแปล ไม่ต้องส่งให้หลายเล่มก็ได้ค่ะ แค่เล่มเดียวเขาก็ปลื้มแล้ว ส่งมากบางทีก็เป็นปัญหานะคะ (ประเด็นนี้เราจะเล่าต่อไปค่ะ)

งาน Cowboy Coral ยังไม่ทันจบดี เราก็เผ่นออกจากห้อง ไปร่วมงาน Montlake Mania! A Fabulous Scavenger Hunt ซึ่งเป็นงานที่นักเขียนในสังกัดสนพ.อเมซอนเมาท์เลครวมตัวกันจัดขึ้น เนื่องจากนักเขียนในสังกัดของสนพ.นี้ค่อนข้างเป็นนักเขียนหน้าใหม่ หรือหน้าเก่า แต่หยุดเขียนไปหลายปี และมีหลายคนที่เราอยากเจอ โดยเฉพาะ Catherine Bybee ซึ่งเรามีหนังสือเรื่อง Married by Monday ติดมือมาเพื่อให้เธอเซ็นต์ชื่อด้วย

ปรากฏว่า เราโชคดีอย่างไม่น่าเชื่อ เพราะตอนเข้าไป ซึ่งก็สายมากแล้ว เขากำลังจับรางวัลกันอยู่ เราไม่ได้ส่งชื่อไปร่วมจับกับเขาหรอกนะคะ เพราะรู้ตัว่า เข้าไปช้า ก็เลย