B-Club

Don't Tempt Me // Loretta Chase

posted on 31 Oct 2009 17:06 by maxtreme  in B-Club, Historical

แม็กซ์ลังเลอยู่พอสมควรค่ะ ก่อนที่จะตัดสินใจหยิบเล่มนี้มาอ่าน เพราะแม้ว่าเราจะชอบงานเขียนของลอเร็ตต้า เชสมาก ๆ แต่เราก็รู้สึกว่า พล็อตของหนังสือเรื่องนี้มันจะเจ็บปวดเกินไปสำหรับเราหรือไม่ (และนี่เป็นเหตุผลที่เราไม่ยอมหยิบเรื่อง Your scandalous ways มาอ่านเสียที) เพราะในหนังสือชุดที่เธอเขียนติดต่อกันสามเล่ม (และเล่มนี้เป็นเล่มที่สาม) เป็นเรื่องราวเกี่ยวกับผู้หญิงที่มีอดีต ที่ทำให้สังคมไม่อาจยอมรับพวกเธอในรูปแบบที่เธอเป็นได้

หนังสือทั้งสามเล่มไม่ได้มีความเกี่ยวข้องกันในส่วนของพล็อตนะคะ นั่นคือตัวละครไม่ได้เกี่ยวข้องกันชัดเจน แต่ส่วนที่เหมือนกันก็คือธีมเรือ่ง Fallen Women (ผู้หญิงทีมีอดีต) 

ในเล่มแรกเรื่อง Not Quite a Lady นางเอกเคยเผลอใจให้กับชายอื่น จนตั้งท้อง และยกลูกให้กับคนอื่น ในเล่มที่สอง Your Scandalous Ways นางเอกเคยทำอาชีพเป็นนางบำเรอ และในเล่มนี้นางเอกเคยถูกจับไปขายเป็นทาส และอาศัยอยู่ในฮาเร็มเป็นเวลาถึงสิบสองปี

แม็กซ์เป็นนักอ่านที่เปิดกว้างพอสมควรนะคะ แต่บางครั้งเราก็อยากอ่านเรื่องที่มันไม่มีประเด็นหนักหัวใจอย่างนี้ และนี่จึงเป็นเหตุผลที่เราจับเรื่องนี้ดองซะ

และบอกตามตรงค่ะ เหตุผลเดียวที่เราหยิบเล่มนี้มาอ่านก็เพราะ ไปอ่านเจอจากบลอกแห่งนึงที่บังเอิญพูดถึงความไม่น่าเชื่ออย่างมากในหนังสือเล่มนี้ ที่เขียนให้นางเอกในเรื่องนี้ที่แม้จะอยู่ในฮาเร็มมาเป็นเวลาสิบกว่าปี แต่ก็ยังคงความเป็นสาวบริสุทธิ์เอาไว้ได้

มันไม่น่าเชื่อ และไม่น่าเป็นไปได้ แต่ด้วยความโหยหาเรื่องราวที่อ่านได้โดยที่ตัวละครไม่จำเป็นต้องเจ็บปวดมากนักของแม็กซ์ ก็ทำให้เราดีใจมาก ๆ และตัดสินใจหยิบมาอ่านในที่สุด

ผลลัพธ์ก็คือ มันจริงค่ะว่า เหตุผลในเรื่องที่โซอี้ยังคงความบริสุทธิ์ไว้ได้ มันดูน่าตลก เรื่องราวน่าจะสมจริงมากกว่านี้หากเธอไม่ใช่สาวบริสุทธิ์ แต่ในขณะเดียวกันความไม่มีเหตุผลของแม็กซ์ก็รักหนังสือเรื่องนี้มาก ๆ ที่เขียนอย่างนี้  เพราะมันทำให้เรื่องไม่ถึงกับทำร้ายหัวใจคนอ่านอย่างแม็กซ์มากจนิงเกินไป

บางครั้งแม็กซ์ก็ชอบเรื่องที่ขาดเหตุผลค่ะ ถ้าหากมันทำให้เรามีความสุข

 

 

Don't Tempt Me ของลอเร็ตต้า เชส

หนังสือเล่มนี้อยู่ในชุด Fallen Women แต่ไม่ต้องคิดอะไรมากเลยนะคะ เพราะไม่ได้ต่อเนื่องกับเล่มไหนทั้งสิ้น มันเป็นชุดในเรื่องของแนวคิดของตัวละครหลัก (นางเอก) ที่เป็นผู้หญิงที่มีอดีตเท่านั้นเองค่ะ เรื่องราวในแต่ละเล่มไม่เกี่ยวกันเลย นอกจากกล่าวถึงตัวละครบางตัวที่เคยเป็นตัวเอกในเล่มก่อนหน้าแบบเดินผ่านฉาก

ลูเชี่ยน เดอเกรย์ กลายเป็นเด็กกำพร้า เมื่อบิดามารดาของเขาเสียชีวิตลง มันเป็นความสูญเสียอันยิ่งใหญ่สำหรับเด็กวัยเพียงสิบปี แต่อย่างน้อยเขาก็ยังมีพี่ชายผู้ซึ่งกลายเป็นดยุคแห่งมาร์ชมอนท์ และโซอี้ เล็กซ์แฮมบุตรสาวคนเล็กของลอร์ดเล็กซ์แฮม ซึ่งได้ตามพินัยกรรมกลายเป็นผู้ปกครองของลูเชี่ยน

แต่แล้วโลกของลูเชี่ยนก็พังทลายลงอีกครั้ง เมื่อพี่ชายเสียชีวิตลงในอุบัติเหตุ ทำให้เขากลายเป็นดยุคแห่งมาร์ชมอนท์คนต่อไปด้วยวัยเพียงสิบห้าปี แต่ความสูญเสียนั้นก็เทียบไม่ได้เลย เมื่ออีกสองปีต่อมา โซอี้หายตัวไปในอิยิปต์ 

สิบสองปีผ่านไป ลูเชี่ยนกลายเป็นมาร์ชมอนท์ ขุนนางชั้นสูงผู้เป็นที่ต้องการในวงสังคม ทุกคนรู้กันดีถึงความไม่แคร์ต่ออะไรทั้งสิ้นของเขา แต่กระนั้นข่าวการกลับมาของโซอี้ เจ้าของฉายา สาวน้อยฮาเร็มก็ทำให้เขาสนใจมากพอที่จะไปพิสูจน์ถึงความหลอกลวงของเธอให้ได้ 

แต่โซอี้ที่ปรากฎตัวขึ้นไม่ใช่ความหลอกลวง เธอหายตัวไปในวัยสิบสองปี หลังจากถูกลักพาตัว และขายให้กับฮาเร็มแห่งนึง โซอี้ใช้เวลาหลังจากนั้นเป็นภรรยาคนที่สองของลูกชายคนที่ซื้อตัวเธอไป และใฝ่ฝันตลอดเวลาถึงอิสระที่จะมาถึง มันต้องใช้เวลาถึงสิบสองปี แต่โซอี้ก็เดินทางกลับอังกฤษได้สำเร็จ แต่ด้วยชื่อเสียงที่ป่นปี้ มันแทบไม่มีโอกาสที่โซอี้จะกลับคืนสู่วงสังคมได้ 

แต่ทุกอย่างเป็นไปได้สำหรับมาร์ชมอนท์  เขาเป็นหนี้บุญคุญบิดาของโซอี้มากพอที่จะตอบตกลงเมื่อได้รับการขอร้องให้ช่วยแก้ไขชื่อเสียงของโซอี้ และพาตัวเธอกลับคืนสู่วงสังคม ด้วยฐานะและอำนาจที่มาร์ชมอนท์มี นั่นดูเหมือนจะเป็นสิ่งที่เป็นไปได้

สิ่งเดียวที่มาร์ชมอนท์ไม่คาดคิดมาก่อนเลยก็คือ หัวใจที่เคยคิดว่าปิดตายของเขา จะถูกเปิดออกอีกครั้ง ด้วยหญิงสาวที่คือโซอี้ แต่ไม่โซอี้ที่เขารู้จักในวัยเด็ก เธอเป็นมากกว่านั้น เธอทำให้เขากลับมามีชีวิตอีกครั้ง

ความรู้สึกของแม็กซ์หลังจากอ่านเรื่องนี้จบแล้วก็คือ นี่เป็นการกลับมาอย่างแท้จริงของลอเร็ตต้า เชส หลังจากที่เธอเขียนหนังสือเรื่อง The Last Hellion ในปี 1998 เธอหายหน้าไปจากวงการโรแมนซ์จนหลายคนกลัวว่าเธอจะเลิกเขียนหนังสือไปแล้ว แต่ในที่สุดลอเร็ตต้าก็กลับมากับเรื่อง Miss Wonderful ในปี 2004 จากนั้นเธอก็เขียนหนังสือต่อเนื่องมาอีกหลายเล่ม ซึ่งตามความรู้สึกส่วนตัวของเรา ก็ชอบนะคะ เพราะลอเร็ตต้าเป็นนักเขียนที่มีความสามารถ เขียนเรื่องได้น่าสนุก และน่าติดตามมาก ๆ แต่เราก็ต้องยอมรับกับตัวเองค่ะว่า มาตรฐานของงานหลังจากที่เธอกลับมา ยังไม่ได้เท่ากับมาตรวัดที่เรามีกับงานในอดีตของเธอ

จนกระทั่งเล่มนี้ ที่ทำให้แม็กซ์รู้สึกเหมือนนั่งไทม์แม็ชชีนย้อนกลับไปในยุครุ่งเรืองที่สุดของลอเร็ตต้า เชส มันสนุกมากขนาดนั้น

กระนั้นเราก็ต้องยอมรับนะคะว่า มาร์ชมอนท์ในเรื่องนี้มีความคล้ายคลึงกับเวียร์จากเรื่อง The Last Hellion พอสมควร ชายคนที่ต้องสูญเสียครอบครัวที่รักไปทั้งหมด เพียงเพื่อจะทำให้ตัวเขากลายเป็นดยุค มาร์ชมอนท์สูญเสียทุกคนที่เขารัก และกลายเป็นขุนนางผู้ดำรงบรรดาศักดิ์ที่สูงที่สุดในแผ่นดิน กลายเป็นชายที่หลายคนอิจฉา ในขณะที่ใช้ชีวิตอย่างโดดเดี่ยว และไม่ยอมให้ใครเข้ามาในหัวใจได้อีก เพราะเขาไม่อาจทนความสูญเสียได้มากกว่านี้แล้ว 

จนกระทั่งโซอี้กลับมา และหัวใจที่เคยปิดตายของมาร์ชมอนท์ก็เปิดออกอีกครั้ง

เธอไม่ใช่เด็กหญิงวัยสี่ขวบที่สร้างรอยยิ้มให้กับเขาเพื่อลืมความเสียใจที่สูญเสียพ่อแม่ไป เธอไม่ใช่เด็กหญิงวัยเก้าขวบที่เขาออกตามหาจนพบหลังจากที่เธอวิ่งหนีออกไป สำหรับเขาแล้ว มันเป็นความผิดที่ไม่อาจให้อภัยตัวเองได้ที่เขาไม่อยู่กับเธอในไคโร ในวันที่เธอหายตัวไป มาร์ชมอนท์คิดเสมอว่า ถ้าเขาอยู่ที่นั่น ในวันนั้น เขาจะตามหาโซอี้จนเจอ และไม่ปล่อยให้เธอใช้ชีวิตในอีกสิบสองปีต่อมาในฮาเร็ม 

เรายอมรับนะคะว่า หลายอย่างในเรื่องดูไม่สมจริง  การที่โซอี้ใช้เวลาสิบสองปีในฮาเร็ม แต่ยังคงรักษาความบริสุทธิ์เอาไว้ได้ มันไม่น่าเชื่อ แต่การทำให้เรื่องน่าเชื่อก็อาจจะเจ็บปวดเกินไปสำหรับแม็กซ์ ดังนั้นเราจึงพอใจกับการที่เรื่องออกมาเป็นอย่างนี้ค่ะ

แม็กซ์ชอบคาแร็คเตอร์ที่เติบโตไปตามกาลเวลา ทั้งมาร์ชมอนท์และโซอี้ไม่ใช่คนคนเดิมในยามที่จากกันอีกแล้ว แต่ตัวตนของพวกเขาเมื่อโตขึ้น ก็ยังคงเป็นของกันและกันอยู่ โซอี้ยังคงเป็นคนเดียวที่เรียกรอยยิ้มและเสียงหัวเราะจากเขาได้ และเขาก็ยังเป็นคนเพียงไม่กี่คนที่เข้าใจตัวตนที่แท้จริงของเธอ 

อ่านเล่มนี้แล้วมีความสุขมาก ๆ เลยค่ะ คะแนนที่ 83

Demon Forged // Meljean Brook

posted on 19 Oct 2009 11:07 by maxtreme  in B-Club, Paranormal

แม็กซ์ดีใจปนกับกลัวนิด ๆ ทุกครั้งที่ได้หนังสือเล่มใหม่ล่าสุดของเมลจีน บรู๊คมาจากร้านหนังสือ นั่นเพราะแม้แม็กซ์จะแสนจะอยากอ่านตอนต่อไปในหนังสือชุดสุดสนุกเรื่องราว เกี่ยวกับเหล่าการ์เดี้ยนผู้คุ้มครองมนุษย์ แต่เราก็กลัวกับเวลาที่เราต้องทุ่มเทลงไปในการอ่านหนังสือเล่มนั้น ๆ นั่นเพราะการอ่านหนังสือของเมลจีน เป็นอะไรที่มากกว่าการอ่านหนังสือเรียน ไม่ใช่ว่าไม่สนุกนะคะ แต่มันต้องใช้ความมุ่งมั่นทั้งหมดที่เรามีในการทำความเข้าใจเรื่อง ในการซึมซับความชาญฉลาด และเยี่ยมยอดของคนแต่ง

โดยปกติถ้าแม็กซ์มีเวลาอ่านหนังสือเต็มที่ เราใช้เวลาราวสองถึงสามชั่วโมงในการอ่านหนังสือเล่มนึง แต่สำหรับหนังสือของเมลจีนแล้ว แม็กซ์ต้องใช้เวลา (อ่านอย่างเดียว) ไม่ต่ำกว่าหนึ่งวันครึ่งค่ะ 

เหมือนที่บอกหลายครั้งว่า ไม่ได้เป็นเพราะภาษาที่เขียนอ่านยาก แต่เพราะเรื่องราวของเธอบอกใบ้เหตุการณ์ และสิ่งที่จะเกิดขึ้นตลอด ซึ่งถ้ากระพริบตา คุณก็อาจจะพลาดข้อมูลดี ๆ ไปได้ 

แม็กซ์เคยเร่งที่จะอ่านหนังสือของเธอไปแล้วครั้งนึง ตอนที่เกิดความอยากอ่านเรื่อง Demon Moon ซึ่งเป็นเล่มสองในชุดมาก ๆ เลยทำให้เรารีบอ่านเรื่อง Demon Angel เล่มแรกในชุดแบบเร็ว ๆ มันทำให้แม็กซ์พลาดประสบการณ์การอ่านอันดีเยี่ยมไป จนกระทั่งเราได้อ่าน Demon Moon เราถึงเข้าใจว่า งานของเมลจีน บรู๊คเหมือนอาหารอันโอชะที่ต้องละเลียดกิน ไม่อาจสวาปามให้หมดในคำเดียวได้

และเพราะรู้อย่างนี้ไงคะ เมื่อได้หนังสือเรื่องนี้มาอยู่ในมือ แม็กซ์จึงนั่งจ้องมองไปมาพักใหญ่ อยากจะเริ่มอ่านก็อยากเริ่ม แต่ก็กลัวว่า ด้วยภาระจากงานที่กำลังยุ่งแบบนี้จะทำให้เราไม่อาจทุ่มเทความสนใจให้กับ เรื่องราวได้ร้อยเปอร์เซ็นต์  จนกระทั่งแม็กซ์อ่านหนังสือในชุดไซ/ชาร์เลนจิ้งค์ของนลินี ซิงค์เล่มล่าสุดจบไป แล้วพบว่าตัวเองไม่อาจหยิบหนังสือเล่มอื่นมาอ่านได้เลย เพราะเราทึ่งไปกับโลกที่นลินีสร้างในหนังสือชุดนั้น 

ทางออกเดียวที่เราเห็นก็คือ หนังสือเรื่องนี้ของเมลจีน นักเขียนคนเดียวที่เราเชื่อมั่นได้ว่า จะไม่ทำให้เราผิดหวังกับโลกพารานอมอลที่สร้างสรรไม่แพ้กัน 

และมันก็สำเร็จค่ะ เพราะตอนนี้แม็กซ์หันมาบ้าชุดการ์เดี้ยนแล้วล่ะ 

 

Demon Forged ของเมลจีน บรู๊ค

หนังสือเล่มที่หกในชุดผู้พิทักษ์หรือการ์เดี้ยน เรื่องราวของการต่อสู้ระหว่างการ์เดี้ยนซึ่งเป็นมนุษย์ที่ได้รับมอบพลัง พิเศษในการปกป้องมนุษย์กับปีศาจที่ต้องการแหกออกจากนรกเพื่อยึดครองโลก รายละเอียดของหนังสือชุดนี้แม็กซ์เล่าเอาไว้ในบลอกนี้นะคะ 

แม็กซ์คิดว่า ไม่จำเป็นต้องอ่านเล่มก่อนหน้าก็น่าจะพอเข้าใจเนื้อเรื่องได้นะคะ แต่มันจะเป็นการสปอยล์เล่มก่อนหน้าทั้งหมดเลยน่ะสิ ดังนั้นไม่ขอแนะนำให้ทำนะคะ อีกอย่างการอ่านเรื่องนี้ทีละเล่มในชุดเป็นประสบการณ์ที่ดีค่ะ

หลังจากการเปิดเผยความจริงอันน่าตกใจเกี่ยวกับไมเคิล ผู้นำของเหล่าการ์เดี้ยน ไอรีน่า การ์เดี้ยนนักรบสาวอายุมากกว่าหนึ่งพันสองร้อยปีพบว่า ตัวเองมีปัญหาอย่างยิ่งในการทำงานกับไมเคิล เพราะแม้เขาจะยังคงเป็นผู้นำที่เธอนับถือคนเดิม เป็นเพื่อนเก่าแก่ที่สุดของเธอ เป็นคนที่เปลี่ยนเธอจากทาสตัวเล็ก ๆ ในโรม จนกลายเป็นหญิงสาวที่แข็งแกร่งยิ่งกว่าเหล็ก ไอรีน่าก็ไม่อาจลืมที่มาของไมเคิลได้ 

โดยเฉพาะเมื่อสี่ร้อยปีก่อน ไอรีน่าถูกปีศาจตัวนึงทำร้ายอย่างเจ็บสาหัสที่สุด มันทำให้เธอสูญเสียทุกอย่างที่มีค่าไป แต่เธอกำลังจะได้โอกาสอีกครั้ง

นั่นเพราะว่าเดคค่อน แวมไพร์ซึ่งเป็นผู้นำแวมไพร์แห่งกรุงปรากได้ติดต่อให้ไอรีน่าไปพบกับเขาใน โรม แต่เมื่อเธอไปตามนัดก็กลับพบว่า นอกจากเดคค่อนแล้ว อเลฮานโดร การ์เดี้ยนอีกคนได้ถูกส่งไปยังจุดนัดพบด้วย นั่นเพราะว่าด้วยนิสัยที่ดื้อรั้นของไอรีน่า เธอไม่ยอมติดต่อกลับไปที่หน่วยบัญชาการ ดังนั้นแม้เธอจะมีความตั้งใจจะไปตามนัด แต่เพื่อความแน่ใจ พวกเขาจึงส่งอเลฮานโดรมาอีกคน

ซึ่งทำให้ทุกอย่างกลายเป็นความน่าอึดอัด นั่นเพราะเมื่อสี่ร้อยปีก่อน ไอรีน่า และอเลฮานโดรเคยมีความสัมพันธ์กัน ความสัมพันธ์ที่พังทลายลงก่อนที่จะเริ่มต้นเสียอีก ด้วยฝีมือของปีศาจ 

กระนั้นทั้งไอรีน่า และอเลฮานโดรก็เก็บความกระอักกระอ่วนนั้นเองไว้ และลงมือทำงานตามข่าวที่ได้รับจากเดคค่อน ซึ่งนำพวกเขาไปพบกับการ์เดี้ยนอีกคนที่ถูกทำร้ายโดยกลุ่มนอสเฟอราตู  ทั้งหมดช่วยเหลือโรสซาเลียออกมาได้ และมุ่งตรงกลับสู่บัญชาการในอเมริกา

ที่ซึ่งพวกเขาต้องพบกับเหตุการณ์การลอบสังหารภรรยาของสมาชิกสภาผู้แทน ราษฎรโธมัส สแตฟฟอร์ด ผู้ที่แท้จริงแล้วไม่ใช่มนุษย์ธรรมดา หากแต่เป็นปีศาจนามราเอล ผู้ซึ่งเป็นมือขวาของเบเลเอล ปีศาจอีกตนนึงที่กำลังหมายมั่นชิงบังลังค์จากลูซิเฟอร์ในนรก ดังนั้นแม้ราเอลจะเป็นปีศาจ แต่ศัตรูของศัตรูที่เป็นปัญหาใหญ่กว่า ก็คือมิตรของการ์เดี้ยนในเวลานี้ และนั่นทำให้ไมเคิลตัดสินใจยอมรับความช่วยเหลือของราเอลในการก่อตั้งหน่วย ปฏิบัติการพิเศษ ซึ่งเป็นศูนย์บัญชาการการทำงานของเหล่าการ์เดี้ยนในโลกมนุษย์ 

แต่การตายของภรรยาของราเอลเป็นเรื่องที่จำเป็นต้องค้นหาความจริง ด้วยความเป็นปีศาจ ราเอลไม่อาจลงมือฆ่ามนุษย์ได้ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่า เขาจะไม่ได้สั่งฆ่าจูเลีย หรือโน้มน้าวให้มนุษย์คนใดทำเช่นนั้น แต่เพื่ออะไรกันเล่า 

อเลฮานโดรและไอรีน่าถูกสั่งให้สืบหาความจริงที่เกิดขึ้น ซึ่งนั่นเป็นโอกาสที่คนรักเก่าทั้งสองได้เผชิญหน้ากันอีกครั้ง และรับรู้ว่า ความหลังมันไม่เคยเป็นเพียงแค่ความหลังสำหรับพวกเขาเลยสักนิดเดียว

มีเรื่องมากมายเกิดขึ้นในหนังสือเล่มนี้ และมันลงตัวอย่างที่สุด นั่นก็คือ ไม่มีเหตุการณ์ใดเลยที่ให้ความรู้สึกว่า เกิดขึ้นอย่างที่คนแต่งไม่ได้วางแผนเอาไว้ล่วงหน้า ทุกอย่างมาจากพล็อตเรื่องที่รัดกุมและแน่น ไม่มีคำว่าออกทะเลในหนังสือชุดนี้ค่ะ และนี่คือสิ่งที่แม็กซ์ชื่นชมมากที่สุด ทุกจุดในเรื่อง ล้วนมีที่มาที่ไป เซอร์ไพส์ในพล็อตก็เป็นสิ่งที่เตรียมเอาไว้ก่อนแล้ว ไม่ใช่โผล่มาทำให้คนอ่านอึ้งสนิท (ไม่ใช่ว่า คนอ่านไม่เซอร์ไพส์นะคะ เราตกใจกับความจริงที่เปิดเผย แต่เมื่อลองคิดย้อนกลับไป ก็เป็นสิ่งที่คนแต่งบอกใบ้มาล่วงหน้าตั้งนานแล้ว)

นี่คือข้อดีที่สุดของหนังสือชุดนี้ค่ะ ทุกอย่างเกิดขึ้นอย่างมีเหตุมีผล น่าติดตามมาก ๆ หลายส่วนในเล่มเมื่อมองเผิน ๆ อาจจะดูไม่เกี่ยวข้องกันเลยสักนิด แต่เมื่อทุกอย่างนำมาประกอบกันก็จะได้ภาพต่อที่ลงตัวพอดิบพอดี

ตัวละครของเมลจีนมีมิติไม่ได้เป็นแค่ด้านเดียว กระทั่งตัวร้ายที่ไม่ใช่คนที่มีจิตใจชั่วร้าย นั่นเพราะบางครั้งความเลวร้ายที่สุดก็เกิดมาจากเจตนาที่ดีที่สุดก็ได้ (สปอยล์) ศัตรู ใหญ่ในเล่มนี้ของการ์เดี้ยนไม่ใช่เหล่าปีศาจอีกต่อไปแล้ว แต่หากเป็นอนาเรีย น้องสาวของไมเคิลผู้ซึ่งถูกปลดปล่อยออกมา เจตนาของอนาเรียก็เพื่อช่วยมนุษย์ให้มีสันติสุข แต่วิธีการของเธอก็คือ การทำลายจิตวิญญาณของมนุษย์ทั้งหมด

และในเล่มนี้เมลจีนได้เขียนตัวละครที่เป็นนางเอกที่น่าจดจำมาก ๆ คนนึง ไอรีน่าเป็นองค์ประกอบที่ลงตัวของนางเอกที่แข็งแกร่งแต่ไม่แข็งกร้าว เธอเติบโตขึ้นมาอย่างทาสในสมัยโรมันโบราณ และตายจากการสู้รบเพื่อปกป้องเพื่อนที่เป็นทาสด้วยกัน นั่นทำให้ไอรีน่ากลายเป็นการ์เดี้ยน ตลอดเวลาหนึ่งพันสองร้อยปีที่เธอเป็นการ์เดี้ยน ไอรีน่ามีหลักการของตนเอง ยอมหักแต่ไม่ยอมงอ ในขณะเดียวกันเธอก็รู้ว่า อะไรคือสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับการ์เดี้ยน เธออาจจะไม่อาจทำใจให้ยอมรับไมเคิลได้ แต่เธอก็ไม่มีวันที่จำนำทัพการ์เดี้ยนก่อกบฎกับเขา เพราะเะอรู้ว่า ในท้ายที่สุด ไม่ว่าชาติกำเนิดของไมเคิลมาจากที่ใด เขาก็คือ ตัวเลือกที่ดีที่สุดสำหรับการ์เดี้ยน และมนุษย์ที่พวกเขามีหน้าที่ปกป้อง

ความหลังระหว่างไอรีน่า และอเลฮานโดรเป็นอีกส่วนที่่น่าอ่านมาก ๆ มันคือรักแรกพบก็ว่าได้สำหรับการ์เดี้ยนหนุ่มวัยร้อยกว่าปีอย่างอเลฮานโดร ที่ได้เผชิญหน้ากับไอรีน่า การ์เดี้ยนที่เปรียบเสมือนตำนาน เขาถูกส่งมาให้เป็นลูกศิษย์ให้เธอฝึกฝน แต่เขาก็กล้าที่จะเป็นมากกว่านั้น เขาไม่เกรงกลัวความเก่งของเธอ ยอมรับตัวตนของเธอได้ทุกอย่าง แต่แล้วปีศาจตัวนึงก็ทำลายมันลง เกียรติยศของเขาถูกทำลายจนสิ้น จากการที่เขาไม่อาจปกป้องไอรีน่าได้ อเลฮานโดรเปลี่ยนแปลงและกลายเป็นคนที่เขาเป้นในปัจจุบัน เรื่องตลกก็คือ เขาก็อาจจะเป็นคนคนนั้นอยู่ดี แม้เรื่องเลวร้ายจะไม่เกิดขึ้น สิ่งที่เดียวที่แตกต่างก็คือ เขาและไอรีน่าสูญเสียเวลาสี่ร้อยปีที่ควรจะได้อยู่ด้วยกันไป

เพราะอารมณ์ความรักของทั้งคู่แรงมาก ๆ ในเรื่อง (ไม่ได้หมายถึงเซ็กส์นะคะ) จุดลงเอยในแง่ของความรักจึงเกิดขึ้นก่อนจุดจบของเรื่อง ซึ่งนั่นไม่ได้ทำให้เรื่องลดน้อยถอยความน่าสนใจลงไปเลย มันเป็นเรื่องดีด้วยซ้ำ เพราะสำหรับคนสองคนที่รักกันมานานขนาดนั้น การประกาศความรักจึงแทบจะไม่ใช่สิ่งจำเป็นอีกต่อไป มันคือความยอมรับความรู้สึกส่วนลึกที่สุดในใจของพวกเขาต่างหาก

ข้อดีอีกอย่างของหนังสือเล่มนี้ก็คือ เราได้เห็นตัวละครจากเล่มก่อนหน้าออกมามีบทบาทสำคัญกับแทบจะครบถ้วน แถมเป็นการออกแบบที่ไม่ได้ขโมยซีนตัวเอกเล่มนี้เสียด้วย 

บอกตามตรงค่ะว่า อ่านเล่มนี้จบแล้ว แทบจะรอที่จะอ่านเล่มถัดไปไม่ได้เลย (สปอยล์) ซึ่ง เป็นเรื่องราวระหว่างโรสซาเลีย และเดคค่อน ที่ทิ้งท้ายไว้อย่างน่าหงุดหงุด (เพราะอยากอ่านต่อ) มาก ๆ เมื่อเดคค่อนซึ่งทรยศเหล่าการ์เดี้ยนเพื่อปกป้องแวมไพร์ในความดูแลของเขา ต้องเผชิญหน้ากับความจริงว่า หลังจากทุกอย่างที่เขาทำ ปีศาจก็ยังฆ่าทุกคนที่เขารัก เดคค่อนไม่อยากจะมีชีวิตอยู่อีกต่อไป และโรสซาเลียก็ยังไม่แน่ใจว่าจะทำยังไงกับเขาเช่นกัน 

สำหรับเรื่องนี้ คะแนนที่  80

Blaze of Memory // Nalini Singh

posted on 16 Oct 2009 12:36 by maxtreme  in B-Club, Paranormal

แม็กซ์ไม่ชอบการถูกบังคับให้อ่านหนังสือเรื่องใดเรื่องนึงค่ะ เพราะเราจะมีความรู้สึกว่า ไม่ได้เลือกเองเลยทำให้ความสนุกที่ควรจะได้จากการอ่าน กลายเป็นความรู้สึกว่าต้องทนอ่านให้มันจบ ๆ ไปตามหน้าที่ นี่จึงเป็นเหตุผลใหญ่ที่สุดที่แม็กซ์ไม่ค่อยอยากจะขอ ARC จากใครก็ตาม

แต่ ARC ที่ได้รับในครั้งนี้ และเป็นแรงผลักดันให้ "ต้องอ่าน" หนังสือเล่มนี้กลายเป็นเสียงขอบคุณค่ะ เพราะว่าไปแล้ว ถ้าให้แม็กซ์เลือกที่จะหยิบเล่มนี้มาอ่านเอง ก็คงต้องบอกว่า อาจจะใช้เวลาอีกนานเลยล่ะ เพราะแม้เราจะถือว่าเป็นแฟนหนังสือชุดไซ/ชาร์เลนจิ้งค์นี้มาก ๆ แต่เล่มนี้ก็เล่าเรื่องราวของตัวละครที่แม็กซ์ไม่ให้ความสนใจเลยแม้แต่น้อย

ก่อนอื่นคงต้องบอกว่า หนังสือเรื่องนี้ยังไม่ออกขายอย่างเป็นทางการนะคะ แม็กซ์ได้ ARC (Advance Reading Copy) ของหนังสือเล่มนี้มาก่อน แต่คนที่อยากอ่านเล่มนี้ก็ไม่ต้องร้อนใจนะคะ เพราะฉบับจริงจะวางขายในเดือนพฤศจิกายนที่จะถึงนี้แล้วล่ะค่ะ และถ้าดูจากประสิทธิภาพของร้านหนังสือในเมืองไทย  หนังสืออาจจะเข้ามาขายอย่างเร็วที่สุดในอาทิตย์หน้าแล้วล่ะค่ะ

และขอบอกว่า หากคุณไม่รู้สึกว่า ตัวละครเอกในเรื่องนี้น่าสนใจ หรือไม่ใช่ตัวละครที่คุณรอคอยเรื่องของเขาอยู่ ก็อย่าปล่อยให้ประเด็นนั้นมาทำให้คุณลังเลในการหยิบหนังสือเรื่องนี้มาอ่านนะคะ เพราะคุณจะพลาดเรื่องที่สนุกมาก ๆ ไปเลยล่ะ

 

 

Blaze of Memory ของนลินี ซิงค์

หนังสือเล่มที่เจ็ดในชุดไซ/ชาร์เลนจิ้งค์เล่มแรกที่เรื่องราวเปลี่ยนฉากจากตอนใต้ในรัฐคาลิฟอร์เนียไปนิวยอร์ค บอกเล่าเรื่องของกลุ่มคนที่เป็นปริศนามากที่สุดกลุ่มนึงในเรื่อง

นั่นเพราะในโลกของหนังสือเล่มนี้ คนอาจจะถูกแบ่งออกเป็นสามกลุ่ม ชาวไซผู้ทรงพลังจิต ชาร์เลนจิ้งค์ผู้เต็มไปด้วยพละกำลัง และมนุษย์ธรรมดาที่ดูเหมือนจะตกเป็นเบื้ยล่างของทั้งสองกลุ่ม แต่ก็ยังมีกลุ่มเดอะ ฟอร์ก๊อตเท้น หรือผู้คนที่ถูกลืมแอบแฝงอยู่ในเหล่ามนุษย์ธรรมดานี่ด้วย

พวกฟอร์ก๊อตเท้นก็คือชาวไซที่ไม่เห็นด้วยเมื่อสภาผู้ปกครองลงความเห็นให้นำเอาวิธีการ "ความเงียบ" มาให้กับประชากร พวกเขาก่อกบฎ และหลบหนีออกไปจากไซเน็ต (ซึ่งเป็นเครือข่าวทางจิตที่ชาวไซต้องต่อเชื่อมอยู่มิฉะนั้นก็จะตาย) อย่างลับ ๆ พวกเขาก่อตั้งชาร์โดว์เน็ตขึ้น แต่งงานปะปนไปกับมนุษย์ธรรมดา หรือชาร์เลนจิ้งค์ทำให้สายเลือดชาวไซเจือจาง จนเกือบจะถูกลืม

แต่สภาผู้ปกครองชาวไซไม่เคยลืม และมองว่าเหล่าฟอร์ก๊อตเท้นคือ ศัตรูที่ต้องทำลาย ในเวลาหนึ่งร้อยปีนับจาก "ความเงียบ" ถูกนำมาใช้ ลูกหลานของกบฎกลุ่มแรกก็ยังโดนตามล่าเพื่อเอาชีวิต 

จากเหตุการณ์ในเรื่อง Mine to Possess ทำให้คนอ่านได้รู้จักฟอร์ก๊อตเท้นเป็นครั้งแรก เมื่อเด็ก ๆ ของพวกเขาตกเป็นเป้าหมายการทดลองทางวิทยาศาสตร์จากชาวไซ และในเล่มนี้เราก็จะได้เห็นถึงความพยายามต่อสู้ดิ้นรนเพื่ออิสระในความคิด สิ่งที่พวกเขายอมสูญเสียเมื่อที่จะได้มีความรู้สึก

และนี่เองก็คือวัตถุประสงค์ของมูลนิธิไชน์ ที่เปรียบเสมือนสภาผู้ปกครองสูงสุดของเหล่าฟอร์ก๊อตเท้น มูลนิธิไชน์อาจมีกรรมการบริหารซึ่งทำหน้าที่ตัดสินใจ แต่ทุกคนก็รู้ดีว่า อำนาจที่แท้จริงของการดำเนินงานทั้งหมดของไชน์อยู่ที่เทวราช ซานโตส ผู้อำนวยการมูลนิธิไชน์

เทวราช หรือเดฟ (เขียนชือภาษาอังกฤษว่า Devraj แต่หลังจากพิจารณาดูแล้วน่าจะชื่อเทวราชนี่แหละค่ะ) เป็นผู้กำหนดชะตาชีวิตและความอยู่รอดของเหล่าฟอร์ก๊อตเท้นทุกคน และหลังจากความเสียหายที่เกิดขึ้นในเรื่อง MTP แล้ว เดฟก็ไม่อาจยอมให้คนของเขาต้องสูญเสียมากไปกว่านี้อีกได้

และนั่นจำเป็นที่เขาจะต้องเยือกเย็นจนแทบจะกลายเป็นคนไร้หัวใจ คนที่อยู่ในตำแหน่งอย่างไม่อาจมีความเมตตาให้กับศัตรูได้ มันอาจจะเป็นสงครามที่ไม่ได้ประกาศ แต่เดฟรู้ดีว่า พวกเขาไม่อาจประมาทได้ เพราะสภาผู้ปกครองชาวไซหมายมั่นที่จะกวาดล้างเหล่าฟอร์ก๊อตเทนให้สิ้นซาก

ดังนั้นเมื่อหญิงสาวลึกลับชาวไซนอนหมดสติอยู่ที่หน้าบ้านของเขา เดฟก็รู้ว่า มันต้องมีอะไรบางอย่างมากกว่าภาพที่เห็น โดยเฉพาะเมื่อเธอฟื้นคืนสติขึ้น และไม่อาจจำเรื่องราวในอดีตได้เลย

แม็กซ์ไม่คิดว่ามันจะเรียกว่าสปอยล์นะคะ เพราะตัวตนที่แท้จริงของหญิงสาวคนนี้ถูกเปิดเผยภายในห้าสิบหน้าแรก แต่ถ้าคุณอยากจะเดาเอาเองว่าเธอคือใคร ก็ได้เวลาหยุดอ่านรีวิวแล้วนะคะ

เธอคืออีแคทริน่า (ไม่ได้เรียกว่าอีนะคะ แต่ชื่อ Ekaterina จริง ๆ) ซึ่งเป็นผู้ช่วยงานวิจัยของอชายา เอลีน นักวิทยาศาสตร์ผู้ปราดเปรื่องที่สุดของชาวไซ (และนางเอกเรื่อง Hostage to Pleasure) ผู้ซึ่งถูกเข้าใจมาตลอดว่าเสียชีวิตไปจากการกวาดล้างของสภาผู้ปกครองชาวไซ แต่แท้จริงแล้วเคทย่า ซึ่งเป็นชื่อที่เธอต้องการใช้ (เพราะอีแคทริน่าได้ตายไปจากการทรมานแล้ว) ถูกจับทรมานเพื่อรีดความจริงเกี่ยวกับแผนการที่เธอสมคบคิดกับอชายา และเธอได้ถูกเปลี่ยนจากหญิงสาวธรรมดากลายเป็นอาวุธ ผู้ที่มีหน้าที่สำคัญก็คือ การลอบสังหาร

มันไม่ใช่ความผิดของเธอที่เคทย่ากลายเป็นเครื่องมือ เป็นอาวุธของชาวไซที่ต้องการใช้เล่นงานเหล่าฟอร์ก๊อตเท้น แคทย่าไม่รู้ว่า คนที่ส่งเธอมาได้ซ่อนอะไรเอาไว้ภายใต้จิตใจที่ถูกทำลายของเธอบ้าง ไม่รู้ว่า คำสั่งให้เล่นงานเหล่าฟอร์ก๊อตเท้นมีอะไรบ้าง แต่เธอก็รู้ดีว่า พวกนั้นคงไม่ได้ปล่อยเธอออกมาจากที่คุมขังเพราะความใจดี

หน้าที่ความรับผิดชอบที่เดฟแบกรับเอาไว้ ก็ไม่อาจทำให้เขาทำได้ดั่งที่ใจต้องการ เดฟบอกกับตัวเองว่า เขาจะฆ่าเธอทันทีที่เธอแปรสภาพเป็นอาวุธตามที่ถูกวางโปรแกรมไว้  กระนั้นเดฟก็ไม่อาจปลิดชีวิตของหญิงสาวคนนี้ไ ได้ แม้จะแน่ใจว่าวัตถุประสงค์ที่เธอถูกส่งเข้ามาคงไม่ใช่เรื่องดี และนั่นทำให้เดฟเลือกที่จะเก็บเคทย่าไว้ใกล้ตัว เขาเชื่อว่าดูแลตัวเองจากเคทย่าได้ แต่สิ่งที่เดฟไม่ได้คิดก็คือ หัวใจของเขาที่ได้สูญเสียให้เธอ ความรักที่ไม่อาจเป็นไปได้

อย่างที่บอกนะคะ แม็กซ์ไม่ได้รู้ว่า คาแร็คเตอร์ของเดฟที่ออกในเรื่อง MTP มีความน่าสนใจขนาดที่อยากอ่าน ยิ่งเคทย่าไม่ต้องพูดเลย เธอแทบจะไม่มีความสำคัญด้วยซ้ำ แต่ในเล่มนี้ ตั้งแต่หน้าแรกที่เปิดตัวเดฟ ขอบอกว่า เท่ห์มาก ๆ และได้ใจแม็กซ์ไปเต็ม ๆ คาแร็คเตอร์พระเอกใจแข็งที่ต้องตัดสินใจในสิ่งที่ยาก ทำเอาหัวใจเราละลายค่ะ เพราะการที่ทำในสิ่งที่ดีที่สุดให้กับผู้คนที่รอคอยความหวังจากเขา เดฟต้องตัดสินใจในสิ่งที่ยาก และบางครั้งก็โหดเหี้ยม แต่ในสงครามเพื่อช่วยคนส่วนใหญ่ เขาก็อาจจะต้องสละบางคนไป โดยเฉพาะถ้าคนนั้นไม่ใช่คนที่เขาต้องคุ้มครอง และในเรื่องนี้เดฟก็ถูกทดสอบ เมื่อเขาพบว่าตัวเองมีใจให้กับนกต่อที่ถูกส่งมาโดยศัตรู เขาต้องเลือกระหว่างความรัก และความถูกต้อง ซึ่งเรื่องไม่ได้ไปถึงจุดนั้นหรอกนะคะ เพราะนลินีเขียนคาแร็คเตอร์เคทย่าได้ยอดเยี่ยมยิ่งกว่า

แม็กซ์ไม่ชอบเคทย่าตั้งแต่แรกเห็น ช่วงต้นเรื่องที่อ่าน เธอให้ความรู้สึกเป็นนกน้อยปีกหักผู้ซึ่งต้องได้รับการประคบประหงม เธอดูอาโนะเนะเกินไปสำหรับแม็กซ์ แต่เธอก็เติบโตและเข้มแข็งขึ้น ซึ่งนลินีก็เขียนได้น่าเชื่อชนิดที่ไม่ได้เปลี่ยนแปลงตัวตนของเธอเลยสักนิดเดียว กลายเป็นหญิงสาวที่แม็กซ์นับถือ และเชื่อได้อย่างสนิทใจว่า หญิงสาวคนนี้นี่แหละที่ละลายหัวใจของเดฟได้

เรื่องนี้เป็นเล่มที่เราเสียน้ำตาให้มากที่สุดในชุดค่ะ เรื่องไมไ่ด้เศร้านะคะ แต่แม็กซ์มักจะเสียน้ำตาให้กับความเป็นไปได้ ความรักระหว่างเดฟและเคทย่าน่าเชื่อ และในหลายครั้งเราแทบไม่เชื่อว่ามันจะจบลงด้วยดี แม้วิธีการแก้ปัญหาของนลินีจะดูง่ายเกินไป แต่ก็เป็นการโชว์ความสามารถของเธอเช่นกัน เพราะองค์ประกอบทุกอย่างก่อนที่จะมาถึงฉากนี้ ได้ถูกวางไว้อย่างชาญฉลาดในหลายเล่มก่อนหน้า  ดังนั้นเราจึงเชื่อว่า มันไม่ใช่แค่การแก้ปัญหาเฉพาะหน้าเพื่อให้ตอนจบดูสวยงาม แต่เป็นส่วนหนึ่งในพล็อตเรื่องที่ซับซ้อนแต่เข้าใจง่ายของเธอในหนังสือชุดนี้

ซึ่งนี่เองก็ต้องเป็นอีกครั้งที่แม็กซ์ต้องชมคนแต่งนะคะ เพราะเธอเก่งมาก ๆ ในโลกที่ซับซ้อนและเข้าใจยาก แต่เธอกลับทำให้เราเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งอย่างถ่องแท้ ในเวลานี้แม็กซ์คิดว่า เทคนิคการเล่าเรื่องของนลินี ซิงค์ถือเป็นอันดับหนึ่งไปแล้วล่ะค่ะ

สุดท้ายเราก็ขอพูดถึงความคิดของตัวเองเล็กน้อยเกี่ยวกับเรื่องราวที่อาจเป็นไปได้ในเล่มนี้ ซึ่งแน่ล่ะว่าจะเป็นการสปอยล์เนื้อเรื่องหลายอย่างในเล่มนี้ ดังนั้นถ้าไม่ต้องการสปอยล์ก่อนอ่านก็ข้ามไปตอนท้ายที่เป็นคะแนนเลยนะคะ

ความคืบหน้าในส่วนของพล็อตที่สำคัญที่สุดก็คือเป็นเรื่องหน่วยแอโรว์ (ซึ่งเป็นหน่วยที่จัดด์เคยทำงานให้) ซึ่งในเล่มนี้มีความเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญ หมิงซึ่งเป็นสมาชิคสภาชาวไซที่เป็นผู้นำหน่วยแอโรว์ด้วยมีเหตุได้รับบาดเจ็บบางตาย ในตอนจบของเล่มนี้มีการพูดถึงชะตาชีวิตของหมิง และความเป็นไปของหน่วยแอโรว์ ซึ่งวาสิค (ซึ่งเป็นตัวละครที่ออกใน HTP) จะกลายเป็นตัวละครที่สำคัญมาก เพราะไม่ว่าจะตัดสินใจอย่างไร เขาก็จะก้าวขึ้นเป็นผู้เล่นที่สำคัญในเรื่องชุดนี้ 

และนั่นก็นำแม็กซ์ไปสู่คาเล็บ ไม่รู้ว่าเป็นความคิดเข้าข้างตัวเองเกินไปไหมนะคะ แต่ทุกครั้งที่แม็กซ์อ่านฉากที่โกสต์มีบทบาท คาแร็คเตอร์โกสต์ให้ความรู้สึกเหมือนกับตอนที่อ่านฉากที่คาเล็บออกมาก แต่ประเด็นที่ติดใจเราอยู่ก็คงเป็นประเด็นเดิมที่ว่า คาเล็บเป็นศิษย์ของเอ็นริโก้ (ซึ่งเป็นฆาตกรต่อเนื่องจากเล่มแรก) มันคาใจเรามาก ๆ  โอ้ยไม่อยากจะคิดเลยค่ะว่า ถ้าเขาไม่ได้เป็นพระเอกในเล่มของตัวเอง แม็กซ์จะมีอาการยังไงบ้าง เพราะตอนนี้เรานอนฝันเป็นเขาไปแล้วล่ะค่ะ

เล่มหน้าจะเป็นเรื่องของแม็กซ์ ที่ไม่ใช่แม็กซ์คนเขียนบลอกนะคะ แต่เป็นตัวละครที่เคยออกมามีบทใน MTP ซึ่งแม็กซ์ละอายใจอย่างมากที่จำเขาไม่ได้ค่ะ แต่ดูจากบทที่ตัดมาให้อ่านแล้ว น่าจะเป็นเรื่องเกี่ยวกับชาวไซ ผู้มีความสามารถในการอ่านความทรงจำของคนได้ ซึ่งทำให้ชาวไซเหล่านี้ทำหน้าที่เป็นผู้พิพากษาซึ่งก็น่าจะมีเรื่องเกี่ยวข้องกับแม็กซ์ซึ่งเป็นตำรวจ 

สำหรับเล่มนี้คะแนนที่  80

ป.ล. ชอบปกเล่มนี้จังเลยค่ะ รู้สึกว่าพระเอกโพสต์ท่าเท่ห์มาก ๆ (แม้จะไม่แน่ใจว่า ดูเหมือนเดฟไหมก็ตาม)

Branded by Fire // Nalini Singh

posted on 15 Oct 2009 11:16 by maxtreme  in B-Club, Paranormal

บอกตามตรงเลยนะคะว่า ไม่ได้ตั้งใจจะอ่านเรื่องนี้หรอกค่ะ ไม่ใช่เพราะคิดว่าจะไม่สนุก แต่เพราะรู้ว่าจะต้องสนุกมาก ๆ แถมยังเป็นส่วนหนึ่งในหนังสือชุดที่น่าติดตามมากที่สุดในขณะนี้ และแม็กซ์มีนิสัยชอบดองหนังสือที่ชอบมาก ๆ (อย่างที่เกิดกับหนังสือชุดอินเดธไงคะ) มันเป็นการกระทำที่ไม่มีคำอธิบายค่ะ ไร้เหตุผลโดยสิ้นเชิง

แต่แล้วพัศดุจากอเมริกาก็เปลี่ยนใจแม็กซ์จนได้ เพราะในนั้นมี ARC ของเรื่อง Blaze of Memory อยู่ด้วย และแม้จะได้หนังสือก่อนชาวบ้านเป็นเวลาแค่เพียงเดือนเดียว แม็กซ์ก็ยอมไม่ได้ค่ะ ยังไงก็ต้องอ่านก่อนให้ได้ (เพราะต้องเขียนรีวิวก่อนหนังสือออกอีกต่างหาก) เลยทำให้จู่ ๆ เรื่อง Branded by Fire ซึ่งเป็นเล่มก่อนหน้า Blaze of Memory ในชุด ถูกลัดคิวมาอ่านในทันที (เพื่อที่แม็กซ์จะได้อ่านเรื่อง Blaze of Memory ได้)

ด้วยฝีมือของนลินี ซิงค์ในการเขียนหนังสือในชุดนี้ แม็กซ์ไม่คาดหวังอะไรที่น้อยกว่าความสนุกนะคะ เธอเป็นนักเขียนที่มีพรสวรรค์ในการเ่ล่าเรื่อง โดยเฉพาะการเขียนเรื่องราวในโลกที่มีความซับซ้อนอย่างในเรื่องชุดนี้ให้ดูเข้าใจง่าย และน่าติดตาม เล่มนี้ก็ไม่แตกต่างจากเล่มอื่น ๆ ที่สำคัญเราชอบตัวละครมากกว่าเล่มอื่นหลายเล่มด้วยค่ะ

 

 

Branded by Fire ของนลินี ซิงค์

หนังสือเล่มนี้เป็นเล่มที่หกในชุดไซ/ชาเลนจิ้งค์ เรื่องราวของโลกในอนาคตที่โลกของเราถูกแบ่งออกเป็นสามกลุ่ม ชาวไซผู้มีพลังจิต ชาเลนจิ้งค์ผู้มีความสามารถในการแปลงร่างเป็นสัตว์ชนิดต่าง ๆ และมนุษย์ธรรมดา  จุดเด่นมาก ๆ ของหนังสือเรื่องนี้ก็คือ เทคนิคการเขียนของคนแต่งที่ไม่ทำให้เกิด Information Overload โดยให้ข้อมูลมากจนเกินไป ในแต่ละเล่มความลับและค่อย ๆ เผยออกอย่างชาญฉลาด และยิ่งทำให้เล่มต่อไปดูน่าติดตามมาก ๆ ส่วนตัวแล้วแม็กซ์คิดว่า ชุดนี้เขียนได้ลงตัว และมีการวางแผนอย่างรัดกุมมากที่สุด

แต่แน่นอนว่า การที่จะเริ่มต้นอ่านที่เล่มนี้เลยทันที ก็จะเป็นการสปอยล์เหตุการณ์ที่เกิดในเล่มก่อนหน้า ดังนั้นจึงไม่ต้องเตือนนะคะว่า รีวิวของแม็กซ์จะมีการสปอยล์หลายอย่างที่เป็นปริศนาในเล่มก่อนหน้า

เมอร์ซี่เป็นหนึ่งในเซนติเนลของเผ่าดาร์คริเวอร์ ซึ่งเป็นเผ่ามนุษย์เสือที่ครอบครองดินแดนในแถบคาลิฟอร์เนียตอนใต้  เผ่าดาร์คริเวอร์เป็นตัวละครสำคัญในหนังสือชุดนี้ เรื่องราวในชุดเกือบทุกเล่มจะโฟกัสไปที่คนในเผ่านี้ และเมอร์ซี่เป็นเซนติเนล (หรือเทียบก็คือกลุ่มคนที่เป็นมือขวาของหัวหน้าเผ่า) คนสุดท้ายที่เป็นโสด

เพราะเป็นผู้หญิงเพียงคนเดียว แถมยังมีลักษณะของความเป็นผู้นำมากกว่าชายทั่วไป ทำให้โอกาสของเมอร์ซี่ในการพบคู่ของเธอเป็นเรื่องยากมาก แต่กระนั้นเธอก็ไม่เคยคิดเลยว่า ตัวเองจะปิ๊งกับไรลี่ย์ ลูเทนเน้นท์จากเผ่าสโนว์แดนเซอร์ ซึ่งเป็นพันธมิตรกับเผ่าดาร์คริเวอร์ และเป็นกลุ่มมนุษย์หมาป่า 

รักข้ามสายพันธุ์ไม่ใช่อุปสรรคใหญ่เท่ากับลักษณะเด่นของทั้งเมอร์ซี่ และไรลี่ย์ ทั้งคู่มีความเป็นผู้นำ และตัวตนของสัตว์ที่อยู่ในกายของทั้งคู่ต่างเรียกร้องหลายอย่างที่อีกฝ่ายไม่อาจจะยอมได้  ประเด็นในเรื่องความสัมพันธ์ของทั้งสองจึงอยู่ตรงนี้ เพราะไรลี่ย์เป็นหมาป่า เป็นมือขวาของหัวหน้าเผ่า เขาต้องการอย่างยิ่งที่จะปกป้องเมอร์ซี่จากอันตรายทุกอย่าง แต่ในขณะเดียวกันเมอร์ซี่ไม่ใช่สาวน้อยที่ช่วยตัวเองไม่ได้ เธอคือเซนติเนลผู้แข็งแกร่ง เธอไม่อาจทนกับความพยายามปกป้องจากไรลี่ย์ได้มากนัก

หนังสือเล่มนี้จึงเหมือนการเต้นรำของทั้งคู่ ความพยายามที่จะมาพบกันครึ่งทาง เพื่อให้ทุกอย่างลงตัว เพราะในบางครั้งแค่ความรักมันก็อาจจะไม่เพียงพอ  หากนั่นหมายถึงพวกเขาต้องเปลียนแปลงตัวเองไปเป็นอีกคนนึง

แม็กซ์ชอบความสัมพันธ์ระหว่างไรลี่ย์และเมอร์ซี่มาก ๆ นะคะ อาจจะเรียกได้ว่ามากพอ ๆ กับที่ชอบคู่เบรนน่าและจัดด์ (จาก Caressed by Ice) เลยด้วยซ้ำ ทั้งคู่เป็นตัวละครที่มีคาแร็คเตอร์ชัดเจน และรู้ว่าต้องการอะไร และพร้อมที่จะทำงานหนักเพื่อให้ได้มา แต่กระนั้นก็ไม่ได้หมายความว่า ทุกอย่างจะเป็นไปสวยหรู ไรลี่ย์ไม่อาจเอาชนะสัญชาตญาณที่ต้องการปกป้องเมอร์ซี่ ในขณะเดียวกันเสือดาวในกายของเธอก็ไม่อาจยอมรับชายที่ไม่เชื่อมั่นในตัวเธอได้เช่นกัน 

ตามความเห็นของเราเล่มนี้เป็นเรื่องที่มีฉากเซ็กส์ที่ร้อนแรงมากที่สุดเล่มนึงในชุด แต่ก็ด้วยความสามารถของคนแต่งอีกเช่นกันค่ะ ที่เรารู้สึกว่า เหมาะสมกับเนื้อเรื่อง ด้วยบุคลิคของทั้งไรลีย์และเมอร์ซี่ที่มีความเป็นอิสระสูง และสัญชาตญาณความเป็นสัตว์ที่แฝงในกายของทั้งคู่ มันจึงเป็นสิ่งที่เหมาะสมมาก ๆ

ถ้าเรื่องนี้จะมีข้อเสีย (แม็กซ์ไม่แน่ใจว่าใช้คำนี้ถูกไหมนะคะ) ก็คงเป็นที่ พล็อตไม่ค่อยจะมีความเกี่ยวข้องกับตัวละครเอก ในเรื่องมีการกล่าวถึงความเคลื่อนไหวของกลุ่มอำนาจที่สาม กลุ่มสหพันธ์มนุษย์ (Human Alliance) ที่พยายามโชว์อำนาจของตัวเองด้วยการวางแผนการบางอย่าง และหนึ่งในนั้นเกี่ยวข้องกับการลักพาตัวสมาชิกจากเผ่าดาร์คริเวอร์ไป ในฐานะที่เป็นเซนติเนลจึงเป็นหน้าที่ของเมอร์ซี่ และไรลี่ย์ซึ่งเป็นพันธมิตรของดาร์คริเวอร์ในการสืบหาความจริง และทำให้ทั้งสองได้ล่วงรู้แผนการที่ร้ายแรงยิ่งกว่า กระนั้นทั้งหมดนี่ก็ยังไม่มีอะไรที่เกี่ยวข้องกับตัวไรลี่ย์หรือเมอร์ซี่เลย นั่นทำให้เดิมพันของตัวละครไม่สูงเพียงพอ เพราะมันเป็นเรื่องของคนอื่น

ในอีกทางนึง พล็อตแนวนี้ทำให้คนอ่านได้ข้อมูลเกี่ยวกับภาพรวมของชุดนี้มากขึ้น เราได้รู้เห็นความเป็นไปของกลุ่มสหพันธ์มนุษย์ ได้รับรู้สิ่งที่เกิดขึ้นในสภาผู้ปกครองชาวไซ และได้มีโอกาสเห็นชีวิตความเป็นของตัวละครในเล่มก่อนหน้าว่าหลังจากแฮ็ปปี้เอ็นดิ้งส์ในเล่มของตัวเอง พวกเขามีชีวิตต่อมาอย่างไร 

แม็กซ์จึงอยากสรุปสาระของเล่มนี้ว่า เป็นเล่มหยุดพักเพื่อรอสงครามใหญ่ 

นั่นไม่ได้หมายความว่าเรื่องนี้ไม่สนุกนะคะ เพราะมันสนุกตั้งแต่หน้าแรกจนหน้าสุดท้าย และพล็อตที่ไม่ค่อยเกี่ยวข้องกับตัวละครหลักก็ไม่ได้เบี่ยงเบนความน่าสนใจของพวกเขา และนี่คือคำชม เพราะเราเห็นสิ่งที่เกิดขึ้นกับหนังสือชุด BDB ของเจอาร์ วาร์ด ที่คนแต่งสร้างโลกใหญ่เกินความน่าสนใจของตัวละครเอก และมันเป็นการทำลายตัวละครเอกไปหมดสิ้น (นั่นคือหนังสือสนุกนะคะ แต่ตัวละครเอกน่าเบื่อหน่าย) แต่นลินีรอดพ้นจากกับดักอันนั้น

ต่อไปเป็นความเห็นของแม็กซ์เกี่ยวกับเรื่องราวต่าง ๆ หลังจากอ่านเล่มนี้จบนะคะ (ต้องขอโทษเพื่อนหลายคนด้วยที่เราอ่านช้า เลยไม่ได้คุยกันในเวลาที่ควรจะเป็น) และแน่นอนว่า มันเป็นสปอยล์สำหรับคนที่ไม่ได้อ่านมาจนถึงเล่มนี้นะคะ

แม็กซ์เป็นคนแปลกกว่าคนอื่นค่ะ นี่จึงอาจเป็นเหตุผลที่ทำไมเราถึงไม่คลั่งไคล้ในตัวฮอร์ค ซึ่งเป็นหัวหน้าเผ่าสโนว์แดนเซอร์ เราไม่มีความอยากอ่านเรื่องของเขาแม้แต่นิดเดียว โดยเฉพาะเมื่อหลายอย่างบ่งชี้ว่า เซียนน่าจะเป็นนางเอกของเขา แต่ในเล่มนี้เริ่มทำให้เรามีความหวัง เพราะมีความเป็นไปได้ที่เธอจะไม่ใช่นางเอกของเขา และแม็กซ์ภาวนาให้เป็นอย่างนั้น เพราะเราคิดว่า เซียนน่าเป็นตัวละครที่มีความน่าสนใจ (ซึ่งเราเพิ่งรู้สึกในเล่มนี้) แต่ความน่าสนใจของเธอจะไร้ค่ามาก ๆ ถ้าเอาเธอมาประกบคู่กับฮอร์ค 

ตัวละครอื่นที่เราอยากให้นลินีเขียนถึงมากที่สุดคือ คาเล็บ สมาชิคสภาผู้ปกครองชาวไซ และนี่คือความกลัวสูงสุดของเรา ถ้าหากคาเล็บกลายเป็นตัวร้าย แล้วไม่มีเล่มเป็นของตัวเอง แม็กซ์บอกตามตรงนะคะว่า เราก็ไม่รู้เหมือนกันว่าจะรู้สึกยังไงถ้ามันออกมาเป็นเช่นนั้น เพราะบอกตามตรงว่า ตอนนี้ฉากไหนที่คาเล็บออก ใจแม็กซ์ละลายแล้วละลายอีก เลยไม่รู้ว่าจะทำใจได้แค่ไหนน่ะค่ะ หากเขาไม่ได้เป็นพระเอก (บอกตามตรงว่า แม็กซ์ไม่แน่ใจว่าเขาเป็นคนดีไหม แต่เราคิดว่าเขาคือโกสต์ ซึ่งในเรื่องก็บอกเอาไว้ชัดเจนแล้วว่า จะทำทุกอย่างเพื่อชาวไซ ซึ่งนั่นอาจจะไม่ใช่สิ่งที่ดีกับเผ่าพันธุ์อื่นก็ได้)

ในเรื่องนี้ฉากที่เขาคิดหลังจากสู้กับกลุ่มสหพันธ์มนุษย์ทำเอาเราใจหายไปมาก ๆ เลย โดยเฉพาะเมื่อเขาเอ่ยชื่อตัวร้ายในเล่มแรก (แต่ยังมองโลกในแง่ดีว่า คนแต่งจะทำให้คนอ่านสับสน) 

อยากรู้ว่า มีใครเกิดความรู้สึกนี้กับคาเล็บอย่างที่แม็กซ์เป็นบ้างไหมคะ

ถือโอกาสแล้วกันค่ะ ตอนนี้เกิดอาการอยากคุยเกี่ยวกับหนังสือชุดนี้มาก ๆ (ขอโทษที่ช้าไปหลายเดือน) ถ้าใครสนใจจะทิ้งคอมเม้ันต์ หรือจะส่งอีเมลล์ หรือถ้ามีเบอร์โทรแม็กซ์ ก็คุยเข้ามาได้แล้วนะคะ 

สำหรับเล่มนี้ คะแนนที่  83

Unleashed // Jami Alden

posted on 11 Oct 2009 21:28 by maxtreme  in B-Club, Contemporary

หนังสือเรื่องนี้เป็นเล่มที่แม็กซ์อยากอ่านมากที่สุดของเดือนนี้เลยก็ว่าได้นะคะ และก็เหมือนหนังสือที่อยากอ่าน มันก็จะต้องมีปัญหาดีเลย์ในการจัดส่งจากอเมริกามาเมืองไทย ทำให้กว่าจะได้อ่าน ก็ล่าช้าไปแล้วตั้งหลายวัน ดังนั้นเมื่อได้มาอยู่ในมือ แม็กซ์จึงหยิบมาอ่านอย่างทันควัน

และก็ไม่ผิดหวังค่ะ แม้ว่าพล็อตเรื่องจะมีช่องโหว่รูใหญ่เบ้อเร้อ แต่มันก็ไม่ได้ทำให้ความสนุกที่แม็กซ์ได้รับจากเล่มนี้ลดน้อยลงไปเลยสักนิด 

ก็พระเอกของเรื่องช่างน่ากรี๊ดสลบอะไรขนาดนี้

 

 

Unleashed ของเจมี่ อัลเดน

หนังสื่อเล่มที่สามในชุด The Gemini Man เรื่องราวของสามพี่น้องตระกูลแท็กเกิร์ต ผู้ร่วมกันดำเนินธุรกิจสำนักงานนักสืบเอกชนร่วมกันในเมืองซานฟรานซิสโก

นับตั้งแต่แม็กซ์ได้อ่านเล่มแรกในชุด เรื่อง Caught เราก็เริ่มอาการเพ้อหาแดนนี่พี่ชายคนโตของตระกูล เพราะแดนนี่ไม่ได้มีบุคลิคถอดแบบแนวพี่ชายคนโตตามสูตร เขาไม่ใช่พี่ชายผู้แสนจะรับผิดชอบและดูแลน้อง ๆ แดนนี่เป็นแท็คเกิร์ตคนที่ห่ามที่สุด และอารมณ์ร้อน  และเขาก็เป็นคนที่ได้รับผลกระทบของการจากไปของมารดามากที่สุดอีกด้วย

เมื่อสิบหกปีก่อน แอนน์ แท็กเกิร์ต เก็บเสื้อผ้าพร้อมทั้งเงินจำนวนนึงแล้วหายไปจากชีวิตของสามีและลูกชายสามคน โจพ่อของพวกเขาใช้เวลาทั้งหมดในการตามหาเธอกลับมา ทุกคนเข้าใจว่า ความผิดหวังในชีวิตแต่งงานที่โจทุ่มเทเวลาไปกับการทำงานอย่างหนักทำให้แอนน์ตัดสินใจเดินหนีไป แต่แล้วการได้พบกับโครงกระดูกสองโครงในป่าหลังจากเหตุการณ์ดินถล่มครั้งใหญ่ ก็เปลี่ยนแปลงความเชื่อนั้น

หนึ่งในโครงกระดูกนั้นเป็นของแอนน์ แท็กเกิร์ต เธอไม่เคยเดินจากครอบครัวของเธอไปเลย ใครสักคนพรากชีวิตของเธอไป และนั่นเป็นปริศนาที่ลูกชายของเธอต้องไขให้ได้ 

ในเวลาเดียวกันคาโรไลน์ เมดฟอร์ดม่ายสาวผู้ที่ถูกกล่าวหาว่าเป็นฆาตกรฆ่าสามีสูงวัยผู้ร่ำรวยของเธอก็ได้พบกับไดอารี่ของแอนน์ ในข้าวของของสามี ซึ่งเธอค้นเพื่อหาหลักฐานในการพิสูจน์ความบริสุทธิ์ของตัวเอง คาโรไลน์จึงคิดจะใช้เบาะแสใหม่นี้ในการเกลี้ยกล่อมให้แดนนี่ช่วยเธอในการค้นหาความจริงเกี่ยวกับการตายของสามีของเธอ

อย่างไม่น่าเชื่อ (และนี่แม็กซ์คิดว่าเป็นช่องโหว่งใหญ่ที่สุดในพล็อต) คาโรไลน์และแดนนี่เคยมีความหวังมาด้วยกัน ทั้งสองเป็นหวานใจวัยไฮสคูล เด็กชายหญิงสองคนที่รักกันมาก แต่ด้วยเหตุผลบางอย่างทำให้ความสัมพันธ์ไปไม่รอด คาโรไลน์เดินออกจากชีวิตของแดนนี่ และในอีกสองปีต่อมาก็แต่งงานกับสามีทนายความผู้ร่ำรวย ส่วนแดนนี่ก็ใช้ชีวิตอย่างไม่แคร์ใครหน้าไหนตามแบบที่เขาต้องการ

การกลับเข้ามาในชีวิตของแดนนี่ของคาโรไลน์อีกครั้ง ได้ปลุกความรู้สึกทั้งหมดที่เขาเคยมีต่อเธอ คาโรไลน์เป็นรักแรก (และรักเดียว) ของเขา เธอคือผู้หญิงคนเดียวที่เขามอบหัวใจให้ แต่เธอก็หักอกเขาอย่างเจ็บปวด ดังนั้นเมื่อเธอขอความช่วยเหลือ แม้จะล่อด้วยเบาะแสเกี่ยวกับผู้เป็นมารดา แดนนี่ก็ยังตอบปฏิเสธ จนกระทั่งเหตุการณ์ชัดแจ้งแล้วว่า ใครก็ตามที่ฆาตกรรมสามีของคาโรไลน์หมายปองชีวิตของเธอด้วย นั่นเองทำให้แดนนี่ต้องพาตัวกลับไปในชีวิตของหญิงสาวคนนี้อีกครั้ง

พระเอกในเล่มนี้ไม่ได้เฟอร์เฟ็คหรือเป็นสุภาพบุรุษมากมายหรอกนะคะ แต่แม็กซ์ชอบแดนนี่ ชอบทุกอย่างที่เป็นเขา ผู้ชายหัวดื้อที่งี่เง่ามาก ๆ ในบางครั้ง ผู้ชายที่เอาแต่ใจตัวเอง และปาก(ห)มา(ก) ในบางครั้ง ผู้ชายที่รักผู้หญิงเพียงคนเดียวในชีวิต แต่ก็หัวดื้อเกินกว่าจะรู้ว่า เขาไม่มีวันสมบูรณ์ถ้าไม่มีเธออยู่ในชีวิต แดนนี่มีปมเรื่องผู้หญิงในชีวิต มารดาของเขา (ซึ่งเขาเข้าใจว่า) เดินไปจากครอบครัว เขาคาดหวังว่าคาโรไลน์จะทำในสิ่งเดียว แดนนี่จึงพยายามทำทุกอย่างให้เธอทนไม่ได้ และเดินจากไปอย่างที่เขาคาดคิด แต่เมื่อมันเกิดขึ้น ก็ยิ่งทำให้เขาเจ็บปวดขึ้นไปอีก

แม็กซ์ไม่ค่อยหลงใหลไปกับรูปลักษณ์ภายนอกของตัวละครนะคะ เวลาอ่านหนังสือก็มักจะไม่ใส่ใจกับหน้าตาของพระเอก แต่เล่มนี้อ่านไปก็ใจสั่นไป ไม่รู้จะบอกยังไงว่าเราชอบแดนนี่มาก ๆ 

ส่วนนางเอกในเล่มนี้เราก็ชอบมากกว่าในสองเล่มแรกค่ะ คาโรไลน์ซื่อสัตย์กับตัวเองมากพอว่า แต่งงานกับสามีเพราะเงินของเขา (คุณหานางเอกที่ยอมรับตรง ๆ อย่างนี้ไม่ค่อยได้หรอกนะคะ) แต่เธอก็เคยเลือกความรักมาแล้ว และมันก็พิสูจน์ว่าไม่ได้นำความสุขมาให้ เธอจึงเลือกเงิน แต่มันก็ไม่ได้นำความสุขมาให้เช่นกัน ถึงกระนั้นคาโรไลน์ก็ยอมรับในการกระทำของตัวเอง เราชอบที่เธอรู้จักแดนนี่ดีพอที่จะไม่ยอมเป็นเบี้ยล่างของเขา เพราะพระเอกเล่มนี้ร้ายพอตัวเลยล่ะ โดยเฉพาะเขาเข้าใจนางเอกในทางที่ไม่ดีนัก ซึ่งถ้าเป็นนางเอกที่คาแร็คเตอร์ไม่แข็งพอ จะทำให้พระเอกดูเป็นคนใจร้ายมาก ๆ แต่สำหรับคาโรไลน์ เธอรู้จักแดนนี่ดีพที่จะ "ปราบ" เขาอยู่

เล่มนี้เป็นงานของเจมี่ อัลเดนที่ให้ความรู้คล้ายคลึงกับงานของแชนน่อน แม็คเคนน่ามากที่สุดค่ะ สำหรับคนที่ติว่า งานของแชนน่อนมีพระเอกที่ "เข้ม" มากเกินไป น่าจะพอใจกับความลงตัวของคาแร็คเตอร์พระเอกในเล่มนี้

ความชอบของแม็กซ์ที่มีต่อเรื่องนี้เป็นที่คาแร็คเตอร์และความสัมพันธ์ระหว่างแดนนี่และคาโรไลน์ค่ะ ในขณะที่พล็อตเรื่องของบอกว่า ห่วยแตกเลยล่ะ มันเป็นหนังสือสืบสวนที่ไม่ต้องคิดมากให้เปลืองสมอง เพราะคนร้ายก็ปรากฎตัวอย่างเห็นได้ชัด การผูกเรื่องสืบสวนก็ใช้ความบังเอิญจนไม่น่าเชื่อ ซึ่งถ้าคิดมากก็คงต้องบอกว่า เรื่องนี้สอบตก แต่เพราะแม็กซ์ตกหลุมรักแดนนี่เข้าอย่างจัง ข้อด้อยตรงนี้ก็เลยไร้ความสำคัญไปซะงั้น (ผู้หญิงที่ตกหลุมรักมักตาบอดกับข้อเสียหลายอย่างค่ะ และแม็กซ์ก็เป็นอย่างนั้นกับเล่มนี้ เพราะแดนนี่ได้ใจเราไปเต็ม ๆ)

ปกติแม็กซ์ไม่ค่อยพูดถึงปกนะคะ เพราะเราไม่ชอบว่าปกจะบ่งบอกอะไรถึงคุณภาพของหนังสือ แต่ปกเล่มนี้ได้ใจเรามาก ๆ ให้ความรู้สึกว่าเป็นแดนนี่อย่างมาก เห็นปกแล้วใจละลายไปเลยค่ะ

คะแนนที่ 83 (แบบไม่ได้เป็นกลางเท่าไหรนะคะ เพราะถ้าให้คะแนนจากพล็อตสืบสวนที่ห่วยมาก น่าจะได้น้อยกว่านี้ แต่แดนนี่ไม่ยอมให้แม็กซ์ให้อะไรที่น้อยกว่านี้ค่ะ)