B-Club

Swallowing Darkness // Laurell K. Hamilton

posted on 30 Nov 2009 08:50 by maxtreme  in B-Club, Paranormal

ช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมาแม็กซ์ไม่ได้อัพเดทบลอกเลย นั่นเพราะว่า แม็กซ์นั่งอ่านหนังสือที่ทำให้เราต้องคิดหนัก ๆ หลายเรื่อง ที่บอกว่าคิดหนักไม่ใช่ว่า พล็อตเรื่องหนักมากทำให้เครียดอะไรหรอกนะคะ แต่มันเป็นหนังสือที่อ่านแล้ว ไม่ยอมออกไปจากความทรงจำของเรา มันยังมีพลังมากพอที่จะทำให้แม็กซ์คิด และตั้งคำถามถึงอะไรหลายอย่าง คำถามที่ไม่ได้เกี่ยวกับพล็อตเรือง แต่กลับเป็นประเด็นที่หนังสือเล่มนั้นพยายามสือให้เห็น

และนั่นก็นำมาถึงการเขียนบลอก เพราะแม็กซ์ลังเลว่า ควรจะเขียนถึงเรื่องไหนก่อนดี ท้ายที่สุดเราก็เลือกที่จะเขียนถึงหนังสือที่อยู่ในชุดที่เรารู้จักดีที่สุด และอาจจะเป็นหนึ่งในหนังสือชุดที่แม็กซ์รักมากที่สุด นอกจากชุดอินเดธ ของเจดี ร็อบบ์เลยก็ว่าได้

หนังสือชุดเมเรดิธ เจนทรี้ไม่ใช่โรแมนซ์ ดังนั้นโปรดอย่าเข้าใจผิด นี่เป็นอีกครั้งนึงที่แม็กซ์เีขียนหนังสือที่เป็นส่วนน้อยของ Mostly Romance แต่บอกตามตรงนะคะว่า หนึ่งในเหตุผลที่เราชอบเรื่องนี้มาก ๆ ก็คือลักษณะความสัมพันธ์ระหว่างนางเอก และบรรดาผู้ชายของเธอ

แม็กซ์ยังจำได้เมื่อประมาณเก้าปีก่อน เราเพิ่งจะสอบเสร็จ และอยู่ในในอาการที่เครียดมาก (เพราะมันเป็นการสอบครั้งแรก ในสภาพแวดล้อมที่เราไม่คุ้นเคย และเราก็กลัวที่จะผิดพลาดมาก ๆ) แม็กซ์เดินไปในร้านหนังสือแห่งนึงในศูนย์การค้าใกล้กับบ้านที่พัก สายตาเราเหลือบไปเห็นหนังสือเล่มนี้ แม็กซ์รู้จักชื่อนักเขียน ลอเรล เค. แฮมิลตันเป็นนักเขียนที่ดังพอที่แม็กซ์จะได้ยินชื่อ แม้จะไม่เคยอ่านผลงานของเธอเลย

เรารู้ว่างานของเธอไม่ใช่โรแมนซ์ ซึ่งนั่นไม่ใช่ปัญหา แต่สิ่งที่ทำให้แม็กซ์ลังเลกับการหยิบหนังสือของเธอขึ้นมาอ่านก็คือ คำร่ำลือที่ว่า ในหนังสือของเธอ นางเอกไม่เคยตัดสินใจได้ในเรื่องผู้ชายของตัวเอง หนังสือชุดอนิต้า เบลกซึ่งเป็นหนังสือชุดที่ดังยิ่งกว่า และถูกเขียนออกมาก่อน สร้างความช้ำใจให้กับเพื่อนของเราหลายคน และพวกเขาก็บ่นให้แม็กซ์ฟัง ถึงความลังเลของนางเอกในการเลือกผู้ชายของเธอ ในเล่มนึงเธอเลือกผู้ชายคนนึง ก่อนที่จะเปลี่ยนใจในเล่มต่อมา แม็กซ์ได้ยินได้ฟังแล้วก็อึ้ง ๆไป (ตอนนั้นอินโนเซ็นต์มากค่ะ) เพราะกระทั่งในเวลาที่แม็กซ์ไม่ได้อ่านเรื่องแนวโรแมนซ์ เราก็ไม่เคยอ่านเรื่องไหนที่ความสัมพันธ์ระหว่างตัวละครมั่วไปได้ขนาดนั้น 

แม็กซ์หยิบหนังสือเรื่อง Kiss of Shadow ซึ่งเป็นหนังสือเล่มแรกในชุดขึ้นมาดู จากนั้นก็วางลง กลับบ้าน แล้วก็กลับมาที่ร้านอีกครั้งในวันรุ่งขึ้น หยิบขึ้นมาดู แล้วก็วางลงอีกครั้ง มันเป็นเวลาเกือบอาทิตย์ค่ะที่เราตัดสินใจซื้อเรื่องนี้กลับมา แม็กซ์บอกกับตัวเองว่า เราอยากอ่านอะไรที่แตกต่าง ที่ไม่ใช่โรแมนซ์ ซึ่งตอนนั้นกลายเป็นหนังสือหลักที่แม็กซ์อ่านไปเสียแล้ว 

แม็กซ์เริ่มต้นอ่านตอนห้าทุ่มในคืนวันที่ซื้อมา และอ่านจบตอนตีสอง

และนั่นเป็นจุดเริ่มต้นความรักของเรากับงานเขียนของลอเรล เค. แฮมิลตัน และหนังสือชุดเมอร์รี่ เจนทรี้

แม็กซ์ไม่ได้บอกว่า เธอเขียนเรื่องดีเลิศ ไร้ที่ติ คำบ่นของเพื่อน ๆ ที่ได้จากการอ่านงานของเธอก็เป็นเช่นนั้น ตัวละครของเธอลังเลและสับสนใจชีวิต บางครั้งก็ทำอะไรที่ไม่อาจอธิบายได้ แต่สิ่งหนึ่งที่แม็กซ์เรียนรู้ก็คือ โลกที่เธอสร้าง คาแร็คเตอร์ที่เธอทำให้มีชีวิต มันจับใจจนแม็กซ์ไม่อาจมองข้ามได้ แม็กซ์รักพวกเขาทั้งที่มีข้อเสียเต็มตัว แม็กซ์รักพวกเขาในแบบที่พวกเขาเป็น 

 

 

Swallowing Darkness ของลอเรล เค. แฮมิลตัน

หนังสือเล่มนี้เป็นเล่มที่เจ็ดในชุดเมเรดิธ เจนทรี้ เรื่องราวการค้นหาความรัก และตอนจบอย่างมีความสุขของเจ้าหญิงแห่งภูติองค์สุดท้ายที่เกิดในอเมริกา 

ก่อนจะเขียนอะไรมากไปกว่านี้ แม็กซ์คงต้องบอกว่า วันนี้บลอกอาจจะไม่ได้ออกมาในลักษณะของการรีวิวร้อยเปอร์เซ็นต์นะคะ แต่เป็นการเขียนถึงความคิดและความรู้สึกที่เรามาต่อหนังสือชุดนี้มากกว่า  และแน่นอนว่า สำหรับคนที่ไม่เคยอ่านเรื่องในชุด แม็กซ์ไม่คิดว่า คุณจะเข้าใจสิ่งที่เราเขียนมากนักหรอก และเป็นสปอยล์สำหรับคุณด้วยค่ะ 

เช่นเดียวกันกับคนที่ไม่เคยอ่านเรื่องนี้ หรือยังอ่านไม่ถึง สิ่งที่จะเขียนต่อไปจะเป็นการสปอยล์เรื่องราวในชุดนี้อย่างรุนแรง แม็กซ์เตือนแล้วนะคะ

ตั้งแต่หน้าแรกของหนังสือเล่มนี้ก็บอกใบ้แนวคิดของหนังสือชุดนี้ได้เป็นอย่างดี คนเรามักจดจำเทพนิยายที่ตอนจบว่า ทุกคนอยู่กันอย่างมีความสุข แต่แทบจะไม่มีใครเลยคิดว่า หนทางการไปสู่ตอนจบอย่างมีความสุขนั้น ตัวละครในเทพนิยายแต่ละคนก็ล้วนปางตาย ไม่ว่าจะเป็นสโนวไวท์ที่ถูกลอบฆ่าถึงสี่ครั้ง เจ้าชายในเรื่องราพันเซลก็ถูกทำร้ายจนตาบอด หรือเจ้าหญิงนิทราก็ต้องหลับใหลนานกว่าพันปี

และในเทพนิยายเรื่องนี้ก็เช่นเดียวกัน ตอนจบของเมเรดิธ นิคเอสซัส ทายาทอันดับสามในบัลลังค์แห่งภูติอันซีลี่ยังมาไม่ถึง และนั่นหมายความว่า เธอจะต้องผ่านความทุกข์ทรมาน

แต่อะไรเล่าจะเจ็บปวดเท่ากับการสูญเสียชายผู้เป็นที่รัก ฟรอสต์ หนึ่งในองครักษ์ข้างกาย และคู่รัก ชายผู้เป็นพ่อของลูกในท้องของเธอ ต้องเสียสละตัวเองไปให้กับการกลับมาของเวทมนตร์ ฟรอสต์กลายเป็นม้าตามตำนาน และมันอาจจะต้องใช้เวลามากกว่าสามร้อยปี ก่อนที่เขาจะกลับคืนสติ และจดจำอดีตของตัวเองได้ 

เวลาสามร้อยปีที่เมอร์รี่ไม่มี นั่นเพราะแม้เธอจะสืบทอดเชื้อสายของผู้ปกครองบัลลังค์แห่งภูติ แต่เมอร์รี่กลับไม่ได้เป็นอมตะ เธออาจมีชีวิตยาวนานเป็นร้อยปี แต่ก็ไม่ยาวพอที่จะรอคอยการกลับมาของชายอันเป็นที่รักได้

เมอร์รี่ตืนขึ้นในโรงพยาบาล หลังจากที่ถูกทานาอิส กษัตริย์แห่งภูติซีลี่ ผู้เป็นลุงลักพาตัวไป เธอถูกข่มขืนแต่รู้ว่า ไม่อาจใช้วิธีแก้แค้นตามแบบแห่งภูติได้ เธอไม่อาจส่งดอยล์ หัวหน้าองครักษ์ และชายอีกคนที่กุมหัวใจของเธอเอาไว้ออกไปลอบสังหารเ เพราะมันจะหมายความถึงสงครามระหว่างภูติแห่งอันซีลี่ และซีลี่ และนั่นคือสิ่งต้องห้าม อเมริกาคือประเทศสุดท้ายในโลกที่เปิดพรมแดนให้กับภูติพักอาศัย หลังจากพวกเขาถูกขับไล่ออกจากยุโรป ข้อแลกเปลี่ยนสองข้อก็คือ จะต้องไม่มีสงครามระหว่างภูติด้วยกันอีก และภูติจะต้องเลิกทำตัวเป็นเทพเจ้าที่ต้องการการเคารพบูชาจากมนุษย์

เมอร์รี่ยอมให้มีสงครามไม่ได้ ดังนั้นเธอจึงเลือกที่จะใช้วิธีการของมนุษย์ในการจัดการ เธอแจ้งความจับทานาอิส แต่ในระหว่างที่พักรักษาตัวอยู่ในโรงพยาบาล เมอร์รี่ก็ถูกลอบโจมตีอีกครั้ง และคราวนี้มาจากคนที่เธอไม่เคยคาดคิดมาก่อนเลย ผลของมันทำให้ดอยล์เจ็บหนักปางตาย และเป็นอีกครั้งที่ทำให้เมอร์รี่อาจต้องเสียชายที่เธอรักไปอีกคน

คนที่เคยอ่านงานในชุดนี้มาก่อนน่าจะเคยชินกับสไตล์การเขียนของลอเรลดีนะคะ เราไม่สามารถคาดหวังอะไรจากพล็อตเรื่องด้านหลังปกได้เลย เพราะตัวละครจะนำทางคุณไปสู่การผจญภัยที่พวกเขาต้องการ แม็กซ์อ่านหนังสือเล่มนี้เหมือนคนตาบอดคลำทาง เพราะเราไม่รู้ว่า ทิศทางเรื่องจะนำไปสู่จุดไหน ปกติแม็กซ์ไม่ชอบอ่านหนังสือที่คาดเดาอะไรไม่ได้เลยนะคะ แต่สำหรับเรื่องชุดนี้ มันคือข้อยกเว้น แม็กซ์ร่วมเดินทางไปกับเมอร์รี่ กับการขึ้นสู่อำนาจของเธอ เพียงเพื่อจะพบว่า เมื่อปราศจากคนที่รัก อำนาจก็คือความเย็นชาที่ไร้ความรู้สึก 

หลังจากที่ออกทะเลไปหลายต่อหลายเล่ม หนังสือเล่มนี้ปิดประเด็นคาใจคนอ่านไปได้เกือบหมด และนี่เองคงเป็นที่มาของข่าวลือที่ว่า มันน่าจะเป็นเล่มสุดท้ายในชุด แม็กซ์เห็นด้วยค่ะ เพราะหากหนังสือชุดนี้จะจบลงที่เล่มนี้ แม็กซ์ก็ไม่มีปัญหาเลย ตอนจบอาจจะไม่ได้เหมือนกับเทพนิยายที่ตัวละครได้ทุกอย่างที่ใฝ่ฝัน แต่มันก็คือตอนจบที่ดีที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ของเทพนิยายเรื่องนี้

ว่าไปแล้ว มันเป็นบทสรุปเกี่ยวกับเจ้าชายในฝันของเมอร์รี่ที่ดีเกินกว่าที่เราคิดว่า คนแต่งจะมอบให้คนอ่านด้วยซ้ำ  แม็กซ์ไม่รู้ว่าว่า สำหรับคนอื่นคิดยังไงนะคะ แต่แม็กซ์ชอบวิธีจบแบบนี้ของเธอมาก แม้ว่าในแง่นึงมันเป็นการหาทางออกแบบง่ายเกินไป เพราะมันเอาใจแฟนหนังสือทุกคน (ไม่ว่าคุณจะเชียร์ใครก็ตามให้เป็นพระเอกของเมอร์รี่) แต่เราชอบค่ะ

แม็กซ์พยายามคิดถึงเหตุผลว่า อะไรทำให้หนังสือชุดนี้โดดเด่นมาก ๆ สำหรับเรา อะไรที่ทำให้มันอยู่เหนือหนังสือแนว Urban Fantasy เล่มอื่น คำตอบที่เราได้ก็คือ เพราะการเล่าเรื่องผ่านเมอร์รี่มีความโดดเด่น อย่างที่บอกนะคะ พล็อตเรื่องของหนังสือชุดนี้ไม่มีหลักแหล่งแก่นสารเป็นเรื่องราว หลายครั้งเรารู้สึกเหมือนคนแต่งเขียนไปเรื่อย ๆ ไม่ได้ต้องการจะสื่อประเด็นอะไรเป็นพิเศษ ซึ่งถ้าเป็นหนังสือเล่มอื่นที่เขียนแบบนี้ แม็กซ์จะผิดหวังมาก แต่กับหนังสือชุดนี้ เราไม่รู้สึกเช่นนั้น เราชอบ "เสียง" ของเมอร์รี่ ชอบการมองโลกผ่านสายตาของเธอ

ที่สำคัญเราชอบพัฒนาการของเมอร์รี่ แม็กซ์เคยบอกนะคะว่า ประเด็นที่ทำให้แม็กซ์ชอบเรื่องนี้มากก็คือ เรื่องการเมือง และการขึ้นสู่อำนาจ นอกจากโรแมนซ์แล้ว นี่เป็นหนังสืออีกแนวที่แม็กซ์ชอบที่สุด และหนังสือชุดนี้ผสมผสานทั้งสองส่วนเข้าไว้ด้วยกัน แม็กซ์เริ่มต้นอ่านตั้งแต่เมอร์รี่ตัดสินใจที่จะละทิ้งทุกอย่าง และหนีมาใช้ชีวิตอยู่ร่วมกับมนุษย์ เพราะเธอรู้ดีว่า หากเธอยังอยู่ในอาณาจักรภูติ เธอจะต้องตาย เมอร์รี่หนีเพื่อรักษาชีวิต แต่เมื่อมันไม่พอ เธอถูกดึงตัวกลับเข้าสู่เกมการแย่งอำนาจในอาณาจักรอีกครั้ง เธอจึงจำเป็นต้องสู้ ความหวังก็คือ หากเธอสามารถตั้งท้องได้ก่อน บัลลังค์แห่งอาณาจักรภูติอันซีลี่ก็จะเป็นของเธอ และนั่นหมายความถึงชีวิตอันสงบสุขเสียที

แต่เทพนิยายเล่มนี้ไม่ได้จบลงง่าย ๆ เช่นนั้น เมอร์รี่ตั้งท้องในที่สุด แต่นั่นไม่อาจเปลี่ยนความคิดของคนที่เกลียดเธอได้ เพราะความไม่เป็นอมตะของเมอร์รี่ ทำให้เธอถูกมองว่าเป็นความอ่อนแอ หลายคนมองว่า เธอจะนำรอยด่างมาสู่อาณาจักรแห่งภูติ ไม่สำคัญเลยว่า เทพเจ้าหนุนหลังเธอ ไม่สำคัญเลยว่า เธอคือผู้มีสิทธิในบัลลังค์ เมอร์รี่จะตกเป็นเป้าของการลอบสังหารเสมอ 

และนี่เองก็เปลี่ยนเธออีกครั้ง เมอร์รี่ผู้เคยคิดว่า การไปให้ถึงอำนาจคือทางรอด เธอตัดสินใจครั้งสำคัญ เธอเลือกคนที่เธอรัก และมีหน้าที่ต้องปกป้องก่อน เธอเลือกที่จะลี้ภัยอีกครั้ง 

ตอนจบของหนังสือเล่มนี้ ก็เหมือนการเดินย้อนกลับมาที่จุดเริ่มต้น หลังจากผจญภัย และลงทุนลงแรง เจ็บปวดไปครั้งไม่ถ้วน เมอร์รี่กลับมาที่จุดเดิมในชีวิต เธอเดินทิ้งออกมาจากบัลลังค์ เพื่อแลกกับชีวิตของชายที่เธอรัก  อย่างที่บอกนะคะว่านี่ไม่ใช่โรแมนซ์ แต่หัวใจของคนที่รักหนังสือแนวโรแมนซ์อย่างแม็กซ์ ก็ค่อนข้างกรี๊ดสลบไปกับฉากนี้

หนังสือเล่มนี้อาจจะมีตอนจบเหมือนดั่งเทพนิยาย ที่ประเด็นความขัดแย้งทุกอย่างที่เปิดในเล่มก่อนหน้าจบลง ศัตรูคนสำคัญของเมอร์รี่ถูกกำจัด ในที่สุดเธอก็ได้อยู่อย่างมีความสุขกับบรรดาผู้ชายที่เธอเลือก แต่มันไม่ใช่เล่มสุดท้ายในชุด แม็กซ์บอกไม่ถูกเหมือนกันค่ะว่าเราควรจะรู้สึกอย่างไร 

เพราะลอเรลไม่ใช่นักเขียนที่คาดการณ์ได้ แม็กซ์ไม่แน่ใจว่า การเขียนต่อของเธอจะหมายถึงตอนจบที่เธอจะฝากตัวละครตัวไหนออกไปจากชุดหรือไม่ (เราคงทนไม่ได้ถ้าเกิดอะไรขึ้นกับฟรอสต์หรือดอยล์อีก) แต่ในขณะเดียวกันแม็กซ์ก็ดีใจที่เรื่องราวในโลกของเมอร์รี่ยังไม่จบ ยังมีอะไรให้เราอ่านต่อ 

สำหรับเล่มนี้ คะแนนที่  83

ป.ล. บางส่วนของบลอกนี้แม็กซ์เขียนไว้ตั้งแต่เมื่อปีก่อน ตอนที่เราได้อ่านหนังสือเล่มนี้ครั้งแรก แต่หลายประเด็นเราก็ได้จากการย้อนกลับไปอ่านอีกรอบ 

Edited to Add: สำหรับคนที่สนใจหนังสือชุดนี้ ตอนนี้ เพียงวันเดียวเท่านั้น มีการแจกฟรีไฟล์หนังสือเรื่อง Kiss of Shadow ซึ่งเป็นเล่มแรกในชุด สนใจก็คลิกที่ลิงค์นี้นะคะ (เฉพาะภายในวันที่ 30 พฤศจิกายน 2009) 

To Desire a Devil // Elizabeth Hoyt

posted on 24 Nov 2009 09:22 by maxtreme  in B-Club, Historical

บอกตามตรงค่ะว่า ไม่ได้ตั้งใจจะหยิบเอาเล่มนี้มาอ่านเลย เพราะแค่นี้แม็กซ์ก็อ่านหนังสือในชุดกระโดดไปกระโดดมามากพออยู่แล้ว เพราะเท่าที่ผ่านมายังไม่ได้อ่านเล่มหนึ่งและเล่มสาม อ่านแค่เล่มสอง แถมเล่มนี้เป็นเล่มปิดท้ัายชุดซึ่งจะเฉลยคนร้ายที่ตามหากันมาตลอดสี่เล่มอีกต่างหาก แม็กซ์จึงคิดว่า เราน่าจะอ่านเล่มก่อนหน้าให้จบ ๆ ไปก่อน

แต่สุดท้ายก็เสียความตั้งใจค่ะ เพราะว่าเห็นพล็อตและคาแร็คเตอร์แล้วทนไม่ได้ต้องหยิบเอามาอ่าน

 

 

To Desire a Devil ของอลิซาเบ็ธ ฮอยท์

หนังสือเล่มนี้เป็นเล่มที่สี่ในชุด The Legend of Four Soldiers เรื่องราวของทหารกลุ่มนึงที่ผ่านสงครามในอเมริกายุคอาณานิคมที่ซึ่งกองพลของพวกเขาถูกลอบโจมตีจนพ่ายแพ้ และเกือบทั้งหมดถูกอินเดียนแดงจับเป็นเชลยศึก แต่ละคนล้วนมีบาดแผลในใจแตกต่างกันไป และสำหรับหนังสือเล่มนี้เป็นเรื่องราวของคนที่ถูกคาดคิดว่า ตายไปแล้วตั้งแต่ศึกครั้งนั้น

เพียงแต่เรย์นาร์ด เซ็นต์ออบินไม่ได้เสียชีวิต เขาถูกทหารคนที่เขาเคยคิดว่าเป็นเพื่อนทิ้งไว้ให้ตายในฐานะเชลยสงคราม ชีวิตตลอดเจ็ดปีนับจากนั้นเขาผู้ซึ่งมีฐานะเป็นไวส์เคาท์ไม่เคยคิดเลยว่าจะได้พบ มันเปลี่ยนแปลงเขาจากชายหนุ่มผู้ยิ้มแย้ม มีชีวิตชีวา กลายเป็นใครบางคนที่เขาเองก็ไม่แน่ใจ

แต่กระนั้นเรย์นาร์ดก็ไม่เคยละทิ้งความหวังว่าตัวเองจะต้องกลับคืนสู่ตัวตนที่แท้จริง และในที่สุดเมื่อมีโอกาสเขาก็กลับมายังอังกฤษ เพียงเพื่อจะพบว่า ทุกสิ่งทุกอย่างที่เป็นของเขาได้สูญสลายไปหมดแล้ว 

บิดาผู้เป็นท่านเอิร์ลแห่งแบรนชาร์ดเสียชีวิต น้องสาวแต่งงานแล้วย้ายไปอยู่อเมริกา กระทั่งทรัพย์สมบัติที่ควรจะตกทอดเป็นของเขาตามบรรดาศักดิ์ ก็ถูกครอบครองโดยคนอื่น เพราะเขาถูกเข้าใจว่าตายไปแล้ว เรย์นาร์ดต้องต่อสู้เพื่อให้ได้ทุกอย่างกลับคืนมา

แม้ว่านั่นจะหมายความว่าเขาต้องเป็นศัตรูกับเบียทริซ คอนนิ่งค์ เพียงเพราะลุงของเธอคือผู้ที่กำลังครอบครองบรรดาศักดิ์เอิร์ลแห่งแบรนชาร์ดซึ่งเป็นอุปสรรคสำคัญของเขาในการกลับคืนสู่ฐานะเดิม

กระนั้นสำหรับเบียทริซ ผู้ซึ่งย้ายเข้ามาในบ้านประจำตระกูลของเรย์นาร์ดในวัยสิบเก้าปี หลังจากที่ลุงของเธอโชคดีได้รับบรรดาศักดิ์ภายหลังจากบิดาของเรย์นาร์ดเสียชีวิตลง เธอหลงใหลในภาพเขียนรูปของเขา เธอรู้สึกราวกับรู้จักเด็กหนุ่มในภาพเขียนคนนั้น แต่มันไม่ได้เตรียมตัวเธอกับการได้พบกับตัวจริงของเรย์นาร์ดเลย เพราะเขาไม่ใช่เด็กชายคนเดิม ประสบการณ์เปลี่ยนแปลงเขาไปตลอดกาล ทว่ามันก็ไม่อาจห้ามความรู้สึกของเบียทริซได้

เธออยู่ตรงกลางระหว่างชายสองคน ลุงผู้มีบุญคุณที่เลี้ยงดูเธอมา กับเรย์นาร์ด คนที่เธอรู้ว่า คือทายาทตัวจริง และตามความถูกต้อง เขามีสิทธิที่จะแย่งทุกอย่างไปจากชีวิตของเธอ 

คงต้องบอกเลยนะคะว่า เพราะอลิซาเบ็ธเขียนหนังสือที่ดีมาก ๆ หลายเรื่อง จนทำให้เรารู้สึกว่า หนังสือเล่มนี้แม้จะเป็นหนังสือที่ดีมาก ๆ แล้วในตัวเอง ก็ยังอาจจะด้อยกว่าเรื่องอื่นหลายเล่มของเธอ แต่มันไม่ได้หมายความว่า เรื่องนี้ไม่สนุกนะคะ เพราะมันสนุกมาก เพียงแต่ในแง่ของอารมณ์เรื่อง แม็กซ์คาดหวังมากกว่านี้จากนักเขียนระดับสุดยอดอย่างอลิซาเบ็ธ 

หลายครั้งเรารู้สึกว่า ด้วยความกดดัน และเรื่องราวที่ตัวละครต้องเผชิญอยู่ อลิซาเบ็ธน่าจะสะท้อนอารมณ์ออกมาได้แรงกว่านี้ แต่นั่นก็เป็นข้อด้อยเดียวที่เราคิดออก เพราะส่วนอื่นของเรื่องดีมาก ๆ ค่ะ 

เราชอบความลึกในคาแร็คเตอร์ของเรย์นาร์ด ชอบที่เขาแตกร้าว แต่ไม่พังทลาย สำหรับคนที่เผชิญกับเหตุการณ์เลวร้ายที่เขาผ่านมาเป็นเวลาเจ็ดปี เรย์นาร์ดมีสิทธิทุกอย่างที่กลายเป็นพระเอกที่เอาแต่ใจตัวเอง และร้ายกาจกับนางเอกเพื่อชดเชยความสูญเสียของตัวเอง โดยเฉพาะเมื่อนางเอกเป็นส่วนหนึ่งของคนที่เข้ามาแทนที่เขา (เพราะลุงของเธอสืบทอดบรรดาศักดิ์ที่โดยชอบธรรมแล้วควรเป็นของเขา)  แต่เรย์นาร์ดไม่เคยสับสนระหว่างเบียทริซและลุงของเธอ เขามองเห็นเธออย่างที่ไม่เคยมีใครเห็น

และด้วยความสูญเสียที่เขาเผชิญหน้ามาตลอดหลายปี เมื่อเรย์นาร์ดตัดสินใจที่จะทำให้เบียทริซเป็นของเขา เขาก็ทำมันเลยโดยที่ไม่สนใจกรอบประเพณี ซึ่งนี่ก็เป็นอีกจุดที่เราคิดว่า เซ็กซี่มาก ๆ  และเป็นการสื่อตัวตนของเรย์นาร์ดได้อย่างชัดเจนที่สุด

เราเข้าใจความมุ่งมั่น จนเกือบจะกลายเป็นความบ้าคลั่งในความต้องการที่จะเรียกร้องสิทธิทุกอย่างที่เขาเสียไปให้กลับคืนมา เพราะเขาคิดว่า มันจะชดเชยทุกสิ่งที่เขาเสียไปได้ ก่อนที่ในท้ายที่สุดเรย์นาร์ดก็ได้เรียนรู้ว่า สิ่งที่สำคัญที่สุดไม่ใช่ของที่เสียไป หากแต่เป็นบางสิ่งที่เขาได้มามากกว่า 

สำหรับเบียทริซ เธอเป็นคู่ที่เหมาะสมสำหรับเรย์นาร์ด เธออาจไม่ใช่สาวน้อยไร้เดียงสา ตาใส ที่มองเห็นแต่ความดีของทุกคน เธอรู้จักโลกที่โหดร้าย แต่เธอปฏิเสธที่จะให้ความรู้นี้ทำลายความเชื่อมั่นในความดีของมนุษย์ของเธอ ดังนั้นการจับคู่กันของสองตัวละครนี้จึงค่อนข้างลงตัวค่ะ

ขอบอกว่า ตอนแรกที่เริ่มต้นเรื่อง แม็กซ์อ่านเล่มนี้แล้วรู้สึกนึกถึงหนังสืออีกเรื่องนึงของลอร่า คินเซล เรื่อง Flower from the storm มันไม่ใช่มีอะไรเหมือนกันชัดเจนหรอกนะคะ แต่เป็นความรู้สึกของพระเอกที่ใกล้เคียงกัน เพราะในขณะที่เรื่อง FFTS พระเอกซึ่งเส้นเลือดในสมองแตกทำให้ทุกคนเข้าใจว่าเป็นบ้า ได้สูญเสียยศฐาบรรดาศักดิ์ และทรัพย์สินทุกอย่าง ด้วยที่ทุกคนคิดว่าเขาบ้า ในขณะที่เรื่องนี้เรย์นาร์ดเองก็สูญเสียเช่นกัน และเมื่อตอนกลับมาใหม่ ๆ คนก็ลงความเห็นว่า เขาบ้าไปแล้ว (เนื่องจากพฤติกรรมที่เกิดจากการถูกกักขังขณะอยู่กับอินเดียนแดง) ไม่ได้เป็นความเหมือนในแง่ทั้งพล็อตหรือการดำเนินเรื่อง เพียงแต่ความรู้สึกอึดอัด และไม่อาจหาทางออกได้ของทั้งสองตัวละครทำให้แม็กซ์รู้สึกเช่นนั้น 

ในตอนท้ายเรื่องถือว่าเป็นอีกส่วนนึงที่เขียนได้ดีมาก ๆ เมื่อเรย์นาร์ดรับรู้แล้วว่า สิ่งใดสำคัญที่สุดสำหรับเขา และเหล่าตัวละครจากเล่มก่อนหน้ามารวมตัวกันเพื่อจัดการในสิ่งที่สำคัญที่สุด ซึ่งไม่ใช่การค้นหาตัวคนร้ายที่ทรยศพวกเขา หากแต่เป็นการร่วมมือกันทำในสิ่งที่ดียิ่งกว่า มันเป็นสัญลักษณ์ของการเริ่มต้นใหม่ ที่ไม่ใช่การหมกมุ่นกับความหลัง (หรือการแก้แค้น) 

ส่วนที่ชอบอีกอย่างก็คืออ่านเล่มนี้แล้วได้เห็นแจสเปอร์อีกครั้ง เขาเป็นพระเอกในเล่มสองของชุด เรื่อง To Seduce a Sinner ซึ่งเป็นหนังสืออีกเล่มนึงที่เราชอบมาก ๆ เล่มนี้มีบทเยอะพอสมควรเลย เพราะเขาเป็นเพื่อนสนิทตั้งแต่วัยเด็กกับเรย์นาร์ด 

สำหรับเล่มนี้คะแนนที่  80

Deadly Game // Christine Feehan

posted on 20 Nov 2009 16:31 by maxtreme  in B-Club, Paranormal

เป็นเพราะอ่านเรื่อง Conspiracy game แล้วรู้สึกว่าสอบผ่าน อีกทั้งในเล่มนั้นทิ้งท้ายเรื่องราวของเคน น้องชายฝาแฝดเอาไว้ได้อย่างน่าสนใจด้วย ทำให้แม็กซ์ไม่ลังเลที่จะหยิบเอาเรื่องนี้ขึ้นมาอ่านทันที

แล้วก็รู้สึกดีใจมาก ๆ ด้วยค่ะที่ตัวเองดองหนังสือชุดนี้เอาไว้ซะเยอะเลย เนื่องจากทำให้ไม่ได้รอคอยเล่มต่อไปมากนัก คิดอยู่เหมือนกันว่า ถ้าเราอ่านเรื่อง CG ตั้งแต่ตอนแรกที่ออกขาย สงสัยคงจะอารมณ์ค้างพิกล เนื่องจากต้องรอให้เล่มนี้ออก แต่เนื่องจากเป็นการดอง เราจึงอ่านต่อเนื่องได้อย่างสบายใจ 

 

Deadly Game ของคริสตีน ฟีแฮน

หนังสือเรื่องนี้เป็นเล่มที่ห้าในชุด Ghostwalker เรื่องราวของกลุ่มคนที่ได้รับการดัดแปลงพันธุกรรมจนมีความสามารถพิเศษเหนือมนุษย์ ทั้งแข็งแรงกว่า เร็วกว่า อีกทั้งยังมีพลังจิตซึ่งทำในหลายสิ่งที่ไม่น่าเป็นไปได้

ความเข้าใจที่ทุกคนมีต่อ เคน นอร์ตันหนึ่งในฝาแฝดตระกูลนอร์ตันผู้เป็นนักแม่นปืน และทหารหน่วยปฏิบัติการพิเศษก็คือ เขาเป็นแฝดน้องผู้อารมณ์ดี ซึ่งเป็นด้านที่ตรงกันข้ามกับแจ๊ค นอร์ตันผู้เคร่งขรึม (และพระเอกเรื่อง Conspiracy Game) แต่ในหนังสือเล่มนี้ คนอ่านจะได้พบกับด้านมืดของเคน ได้รู้จักตัวตนที่แท้จริงของเขากันเสียที

ในภารกิจที่เคนถูกสั่งให้ไปคุ้มครองท่านวุฒิสมาชิคซึ่งมีข่าวว่าจะถูกลอบสังหาร เขาได้พบกับมาริโกลด์ คนที่เขาเข้าใจผิดว่า เป็นมือสังหาร และนั่นทำให้เคนยิงเธอไปหลายนัด จนหญิงสาวได้รับบาดเจ็บ และถูกจับได้ในที่สุด แต่แล้วเมื่อทั้งเคน และแจ๊คเห็นใบหน้าของเธอ ทั้งคู่ก็ตกตะลึง นั่นเพราะมาริมีใบหน้าถอดแบบเป็นพิมพ์เดียวกับไบรโอนี่ ภรรยาของแจ๊ค จึงทำให้ทั้งสองรู้เกือบในทันที่ว่า มาริแท้จริงแล้วคือ ฝาแฝดของไบรโอนี่ที่ถูกจับแยกกันตั้งแต่เด็ก

มาริมีชีวิตตรงข้ามกับไบรโอนี่ เธอถูกเลี้ยงในค่ายทหาร และเติบโตมาโดยถูกสอนให้ต่อสู้ เธอยอมรับในชะตากรรม และความแตกต่างของตัวเอง แต่เมื่อโครงการผลิตทายาททหารรุ่นต่อไปเกิดขึ้น มาริก็มาถึงจุดที่ไม่อาจยอมรับได้ นั่นเพราะดร.ปีเตอร์ วิทนีย์ นักวิทยาศาสตร์สติเฟื่องซึ่งไร้ความเป็นมนุษย์เกิดความคิดที่จะนำกลุ่มคนที่เขาดัดแปลงพันธุกรรมมาผลิตทายาท เขาไม่เคยมีเรื่องความสมยอมอยู่ในสมอง เหล่าหญิงสาวซึ่งเป็นเด็กกำพร้าที่เขาซื้อตัวมาเลี้ยงไว้ตั้งแต่เด็ก (ซึ่งมาริและไบรโอนี่เป็นส่วนหนึ่งในนั้น) ถูกจับคู่กับทหารที่เขาดัดแปลงพันธุกรรม โดยที่ไม่มีความเต็มใจเข้ามาเกี่ยวข้อง 

ดังนั้นมาริจึงหวังที่จะแฝงตัวมาพบกับวุฒิสมาชิคเพื่อเล่าเรื่องราวทั้งหมดให้เขาฟัง เพื่อที่จะได้ยุติโครงการ แต่เธอกลับถูกเข้าใจผิดว่าเป็นมือสังหาร และถูกจับได้โดยกลุ่มของเคนเสียก่อน 

เพราะการเลี้ยงดูอย่างโหดร้าย มาริจึงไม่เชื่อเรื่องราวที่เคนเล่า เธอไม่เชื่อว่า นี่ไม่ใช่แบบทดสอบของดร.วิทนีย์ เธอคิดว่า ตนเองกำลังถูกทดลองใจ และรู้ดีว่าไม่อาจพลาดได้ นั่นเพราะเธอจำเป็นจะต้องช่วยหญิงสาวคนอื่น ๆ ที่ติดอยู่ในค่ายคุมขัง หญิงสาวที่ร่วมชะตากรรมกับเธอ หญิงสาวที่เธอเรียกว่าเป็นพี่น้อง 

แม้ว่าทั้งเคนและมาริจะถูกดึงดูดเข้าหากันอย่างรุนแรง มาริก็ไม่อาจทรยศต่อเพื่อนคนอื่นได้  แต่ความพยายามหนีหลายต่อหลายครั้งก็ไม่เป็นผล และมันยิ่งทำให้เธอและเคนถูกนำไปใกล้ชิดกันมากขึ้น

ก่อนอื่นขอบอกว่า กรุณาอย่าอ่านหนังสือเล่มนี้ก่อนเรื่อง Conspiracy game นะคะ เพราะถ้าอ่านเล่มนี้แล้ว ย้อนกลับไปอ่าน CG อาจจะรู้สึกว่า แจ๊คไม่ค่อยได้เรื่องเท่าไหร เนื่องจากคาแร็คเตอร์ของเคนในเล่มนี้ยิ่งใหญ่มาก ขอบอกว่าเขาเป็นตัวละครที่คริสตีนเขียนแล้วดู Larger than life ของจริง เสียงจริง ไม่ใช่แค่คำบรรยาย แต่เป็นความรู้สึก

ความเข้าใจของหลายคนที่มีต่อเคนคือความเข้าใจผิด เขาไม่ใช่แฝดคนที่ยิ้มง่าย และเต็มไปด้วยเสียงหัวเราะ ทั้งหมดนั่นเป็นเพียงฉากหน้า นั่นเพราะเคนรู้ว่า เขาจำเป็นต้องเป็นคนเช่นนั้นเพื่อเป็นฉากกำบังให้กับแจ๊ค เขารู้ดีว่า พี่ชายของตัวเองต้องการอะไร และเขาพร้อมจะทำทุกอย่างให้กับคนที่เขารัก 

แต่การได้พบกับมาริ ทำให้กำแพงที่เขาสร้างขึ้นทลายลง เคนรู้ว่า เขาอันตรายเกินกว่าที่จะไว้ใจให้ดูแลหญิงสาวร่างบอบบางคนนี้ได้ รู้ว่าตัวเองไม่ใช่สิ่งที่ดีที่สุดสำหรับมาริ แต่มันไม่สำคัญเลย เพราะทุกอย่างในตัวของเคนเรียกร้องหามาริ และเขาก็เห็นแก่ตัวเกินกว่าที่จะปล่อยเธอเดินออกจากชีวิตของเขาได้ 

มันคือความเสี่ยงที่เขาไม่ต้องการ แต่เคนก็ไม่รู้ว่า ควรจะต้องทำอย่างไร เขาสืบเชื้อสายจากผู้เป็นบิดาที่หึงหวงเสียจนฆ่ามารดาตาย เขาแน่ใจว่าตัวเองไม่ได้ดีไปกว่านั้นเลย แต่สิ่งเดียวที่เคนไม่ได้คาดถึงก็คือ มาริเป็นผู้หญิงที่เข้มแข็งเพียงพอสำหรับเขา

และนี่คือนางเอกของคริสตีน ฟีแฮนคนที่ดีที่สุดคนนึงที่เราเคยอ่าน แม็กซ์ชอบความเข้มแข็งของเธอค่ะ ไม่ได้เข้มแข็งในฐานะนักรบ แม้ว่าเธอจะเป็นทหารที่มีฝีมือ แต่มาริแข็งแกร่งภายใน แม้ในบางครั้งเธออาจจะร้องไห้ แต่มันเป็นน้ำตาของความเข้มแข็ง  ของความเจ็บปวด และอึดอัดที่สะสมกันมานาน 

เป็นเพราะมารินี่แหละค่ะ ที่ทำให้แม็กซ์ยอมรับความเป็นอัลฟ่าของเคนได้อย่างไม่มีปัญหา ซึ่งทำให้เรื่องนี้แตกต่างจากหนังสือหลายเล่มของคริสตีน ฟีแฮนที่เราเกิดความรู้สึกอยากเอารองเท้าขวางหน้าพระเอก แต่ในเล่มนี้เราเชื่อสนิทใจว่า มาริสามารถรับมือกับความหวงของเคนได้ 

และเช่นเดียวกับที่บอกไปตอนเขียนรีวิวเรื่อง Conspiracy Game แม็กซ์ชอบความสัมพันธ์ระหว่างเคนและแจ๊คมาก ซึ่งเล่มนี้คนแต่งก็ยังทำได้ดีมาก ๆ เพราะตลอดทั้งเรื่องไม่ได้แยกสองแฝดออกจากกัน แต่ในขณะเดียวกันก็ไม่ได้เข้ามาถ่วงส่วนที่เป็นโรแมนซ์ระหว่างเคนและมาริเลย 

ถือว่านี่เป็นหนึ่งในหนังสือของคริสตีนที่แม็กซ์ชอบมาก ๆ เลยก็ว่าได้ค่ะ 

คะแนนที่ 77

Deep Kiss of Winter // An Anthology

posted on 16 Nov 2009 11:26 by maxtreme  in B-Club, Paranormal

หนังสือเล่มนี้เป็นหนึ่งในหนังสือปกแข็งไม่กี่เล่มที่แม็กซ์ควักกระเป๋าซื้อในปีนี้ ตอนแรกก็ลังเลอยู่พอสมควรค่ะ เพราะแม้ว่าจะอยากอ่านเรื่องสั้นที่เป็นของเครสลี่ย์ โคลในชุด Immortal After Dark มาก แต่ก็รู้สึกว่า จะไม่ค่อยคุ้มค่าเงินเท่าไหรนัก โดยเฉพาะเมื่อเรายังไม่ได้อ่านหนังสือส่วนที่เป็นเรื่องของจีน่า โชว์วอลเตอร์ในชุด Alien Huntress เลย

แต่เมื่อเราได้อ่านเรื่อง Seduce the Darkness ซึ่งเป็นเล่มล่าสุดในชุด Alien Huntress จบไป แม็กซ์ก็ตัดสินใจได้ค่ะ เพราะคิดว่าหนังสือเล่มนี้เป็นหนังสือรวมเรื่องสั้นที่มีนักเขียนที่น่าอ่านที่สุดในปีนี้เลยก็ว่าได้ 

ก่อนอื่นขอพูดแบ็คกราวด์ของหนังสือเล่มนี้สักเล็กน้อยนะคะ ดั้งเดิมแล้วเครสลี่ย์, จีน่า, และเชอริลีน เคนย่อนถูกติดต่อโดยสนพ.พ็อตเก็ตบุ๊คให้เขียนเรื่องสั้นให้กับหนังสือรวมเรื่องสั้นของสนพ.ในชื่อว่า Not so Innocent แต่ไม่รู้ว่าด้วยเหตุอันใด หนังสือเล่มนี้ก็ไม่เคยออกขาย และเรื่องสั้นทั้งส่วนที่เป็นของเครสลี่ย์ และจีน่าโดนโรคเลื่อนมาเรื่อย ๆ ซึ่งนำความหงุดหงิดให้กับแฟนหนังสือของทั้งสองคนอย่างยิ่ง นั่นเพราะว่า เรื่องสั้นที่ทั้งสองคนเขียนล้วนเป็นส่วนประกอบสำคัญในหนังสือชุดของพวกเธอ ว่าไปแล้วมันเป็นเรื่องที่สอดแทรกอยู่ในพล็อตของหลายเรื่องเลยล่ะ (ซึ่งแม็กซ์จะกล่าวถึงต่อไป) 

สุดท้ายทางสนพ.จึงตัดสินใจเอาเรื่องของเครสลี่ย์ และจีน่ามารวมเล่มกันสองคน แถมหัวใจขายเป็นฉบับปกแข็งอีกต่างหาก 

 

 

หนังสือรวมเรื่องสั้น Deep Kiss of Winter 

หนังสือเรื่องนี้แม็กซ์ถือว่าเป็นหนังสือรวมเรื่องสั้นที่ดีที่สุดที่เราเคยได้อ่านมาเลยนะคะ  แต่สำหรับคนที่ยังไม่เคยอ่านเรื่องราวในชุด Immortals After Dark หรือ Alien Huntress ก็อาจจะไม่ถึงกับกรี๊ดสลบเท่ากับเรานะคะ ส่วนคนที่อ่านเรื่องทั้งสองชุดนี้อยู่แล้ว ขอบอกว่าไม่ควรพลาด (และนี่เป็นคำพูดของคนที่ลงทุนควักเงินซื้อฉบับปกแข็งมาอ่านค่ะ)

Untouchable ของเครสลีย์ โคล

เรื่องสั้นเรื่องนี้เป็นส่วนหนึ่งของหนังสือชุดสุดฮิตของเครสลี่ย์ โคล แต่แม็กซ์ไม่แน่ใจว่ามันจะถูกจัดลงให้อยู่ในลำดับที่เท่าไหรในชุดนะคะ  เพราะตอนเริ่มต้นเรื่องในชุดนี้เกิดขึ้นระหว่างที่เรื่องสั้นเรื่อง The Warlord Wants Foreverซึ่งเป็นหนังสือเปิดตัวชุดนี้ยังไม่จบเรื่องด้วยซ้ำ ในขณะที่การดำเนินเรื่องลากยาวไปจนถึงเรื่อง Dark Needs at Night's Edge โน่นแน่ะ

เมอร์ดอช เวิร์ธเป็นหนึ่งในสี่พี่น้องนักรบแห่งเอสโตเนียผู้เลี่ยงชื่อ ทั้งสี่พี่น้องถูกเปลี่ยนเป็นแวมไพร์จากคำสัญญาที่นิโคไล พี่ชายคนโตของพวกเขามีให้กับคริสตอฟ ทายาทไร้บัลลังค์แห่งอาณาจักรแวมไพร์ โดยนิโคไลให้คำมั่นว่าพวกเขาจะจงรักภักดี และเป็นส่วนหนึ่งในกองทัพแวมไพร์ให้กับคริสตอฟในการทำสงครามกับแวมไพร์อีกกลุ่ม (ที่แย่งบัลลังค์ไปจากคริสตอฟ และเป็นแวมไพร์ที่ดื่มเลือดมนุษย์ ในขณะที่กลุ่มของคริสตอฟไม่ได้ดื่ม) แต่สุดท้ายแล้วก็มีเพียงนิโคไล และเมอร์ดอชเท่านั้นทีอยู่ในกองทัพ น้องชายทั้งสองคนของเขารับสภาพความเป็นแวมไพร์ไม่ได้ และหนีเตลิดหายไป (แต่สุดท้ายแต่ละคนก็มีเรื่องเป็นของตัวเองค่ะ)

หลังจากเมอร์ดอชพาพี่ชายตามไปจนพบ "เจ้าสาว" ของนิโคไลแล้ว เขาก็แยกตัวออกมา ในขณะที่กำลังเดินตามท้องถนนในนิวออร์ลีนส์ เมอร์ดอชก็สังเกตเห็นหญิงสาวคนนึง ผู้ซึ่งเขาแน่ใจว่าจะต้องมาจากเผ่าพันธุ์เดียวกับเจ้าสาวของพี่ชายเขา และในฐานะของแวมไพร์ที่ถูกเรียกว่า The Forbearers (ซึ่งหมายถึงกลุ่มแวมไพร์ที่ไม่ดื่มเลือดมนุษย์ และนำทัพโดยคริสตอฟ) พวกเขาถูกตัดขาดออกจากสังคมของสิ่งมีชีวิตเหนือธรรมชาติ พวกเขาไม่รู้ความเป็นไปในโลกที่พวกเขาอยู่เลย เมื่อห้าปีก่อนนิโคไลได้พบกับหญิงสาวเผ่าพันธุ์ที่เรียกตัวเองว่า วาลไครี่ ซึ่งหญิงคนนี้เองได้ปลุกให้นิโคไลกลับมามีชีวิตขึ้นมา (ทำให้เธอกลายเป็นเจ้าสาวของนิโคไล) แต่ก็หนีไปได้ จนกระทั่งเมอร์ดอชและพี่ชายของเขาตามหาเธอจนเจอ (เหตุการณ์นี้อยู่ในเรื่อง The Warlord wants forever) 

ดังนั้นเมื่อเมอร์ดอชได้พบกับดาเนียล่า และรู้ว่าเธอคือหนึ่งในวาลไครี่ เขาจึงติดตามเธอไปในทันที แต่สิ่งที่เขาไม่รู้ก็คือ ดาเนียล่าเองก็กำลังหลบหนีจากการตามล่าอยู่เช่นกัน นั่นเพราะเธอสืบสายเลือดมาจากบัลลังค์ของภูติแห่งน้ำแข็ง กษัตริย์ในปัจจุบันผู้ซึ่งลอบสังหารมารดาของเธอ ยอมไม่ได้ที่จะให้เธออยู่เป็นกางขวางคอ 

เหตุการณ์ประจวบเหมาะทำให้เมอร์ดอชเข้าไปขวางความพยายามนั้น และช่วยชีวิตแดนี่เองไว้ และในขณะเดียวกันก็พบว่า เธอคือเจ้าสาวของเขา แดนี่ทำให้เลือดในกายที่หยุดไหลเวียนไปนับจากวันที่เขาถูกเปลี่ยนเป็นแวมไพร์กลับมาไหลอีกครั้ง หัวใจที่ไม่เคยเต้นมาเป็นเวลาสามร้อยปีกลับมามีชีวิต แต่เพราะแดนี่เป็นหนึ่งในภูติแห่งน้ำแข็ง การจับต้องตัวเธอกลายเป็นความเจ็บปวด 

มันจึงเป็นการเล่นตลกของโชคชะตาที่เมอร์ดอชได้เจอกับผู้หญิงที่รอคอย แต่ไม่อาจสัมผัสกายเธอได้ กระนั้นมันก็ไม่อาจห้ามความรู้สึกที่พวกเขามีต่อกันได้

ด้วยความที่เรื่องนี้ครอบคลุมระยะเวลาในเรื่องค่อนข้างยาว และมีหลายส่วนที่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในเล่มก่อนหน้า ดังนั้นจึงมีหลายส่วนเลยล่ะที่อาจจะเป็นการสปอยล์เนื้อเรื่องสำหรับคนที่ยังไม่ได้อ่่านเล่มอื่น ๆ ในชุดได้ อย่างไรก็ตามการที่เรื่องนี้มีหลายส่วนตรงกับเหตุการณ์ในเล่มก่อนหน้า มันจึงเป็นการแสดงให้แม็กซ์เห็นแจ้งในที่สุดถึงความสามารถในการเขียนของเครสลี่ย์ โคล

และเราบอกเลยว่า เราซูฮกเธออย่างยิ่ง

เพราะลองคิดดูสิคะ เรื่อง The Warlord wants forever เขียนถึงในปี 2006 ในขณะที่เรื่องนี้เขียนในปี 2009 แต่ส่วนที่เหตุการณ์ชนกัน (คือปรากฎอยู่ทั้งในเรื่อง TWWF และเล่มนี้) คนแต่งเขียนโดยมองผ่านตัวละครคนละตัว (เช่นใน TWWF มองผ่านนิโคไลซึงเป็นพระเอก และในเล่มนี้ผ่านสายตาของเมอร์ดอช) มันยังคงเป็นเหตุการณ์เดิม และให้ผลเช่นเดิม แต่สอดรับเข้ากับเนื้อเรื่องเป็นอย่างดี 

ยกตัวอย่างนะคะ ในฉากนึงที่คริสตอฟเรียกตัวเมอร์ดอชไปเพื่อรับฟังการพิจารณาการกระทำของนิโคไลที่ฝืนกฎของเหล่าฟอร์แบร์เรอร์ด้วยการดื่มเลือดจากเจ้าสาวของตัวเอง ตอนที่แม็กซ์อ่าน TWWF เราไม่ได้ฉุกคิดสักนิดว่า มีอะไรผิดปกติกับเมอร์ดอช นั่นเพราะในเล่มนั้นทุกอย่างโฟกัสอยู่ที่นิโคไล คำพูดหรือการกระทำของเมอร์ดอชไม่ได้ส่อความผิดปกติ ไม่ว่าจะเป็นคำถามที่เมอร์ดอชถามพี่ชายว่า เขารู้สึกอย่างไรที่ดื่มเลือดเจ้าสาวของเขา แต่พอมาในเล่มนี้ เรารับรู้แล้วว่า เมอร์ดอชซึ่งเพิ่งเจอกับเจ้าสาวของตัวเองเช่นกัน อยากรู้ว่า การดื่มเลือดเจ้าสาวของตัวเองจะเป็นยังไง และนั่นคือเหตุผลที่เขาถามพี่ชายไป 

บทสนทนาในฉากไม่เปลี่ยนแปลงไปเลยค่ะ แต่มันสามารถสือความได้เรื่องราว ตามวัตถุประสงค์ที่คนแต่งต้องการจะสื่อได้ในทั้งสองเล่ม

แม็กซ์รู้สึกทึ่งไปกับการวางพล็อตเรื่อง และการเขียนของเครสลี่ย์ โคลจริง ๆ เพราะอ่านเรื่องนี้แล้ว เชื่ออย่างหมดใจว่าเธอวางพล็อตไว้ล่วงหน้าก่อนเขียนเป็นปี ๆ เลยล่ะ

กลับมาในส่วนของเรื่องนี้กันอีกครั้งค่ะ แม็กซ์ชอบสไตล์การเล่าเรื่องของเครสลี่ย์อยู่แล้ว ดังนั้นเราก็ไม่ผิดหวัง เพราะทุกอย่างที่เป็นเอกลักษณ์อันโดดเด่นในการเขียนของเรื่องของเธอมาครบถ้วน ไม่ว่าจะเป็นคาแร็คเตอร์ที่น่าสนใจ เรื่องราวที่ดำเนินรวดเร็ว แม้ในเล่มนี้จะแตกต่างตรงที่ไม่ค่อยมีความขัดแย้งภายนอก ส่วนใหญ่จะเป็นเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างเมอร์ดอชและแดนี่ แต่ก็น่าอ่านเช่นเดิม 

สรุปว่าไม่มีอะไร (เด่นชัด) ที่ต้องตำหนิค่ะ 

คะแนนที่  83

 

Tempt Me Eternally ของจีน่า โชว์วอลเตอร์

เรื่องสั้นเรื่องนี้เป็นส่วนหนึ่งของชุด Alien Huntress และแม้จะออกขายหลังจากเรื่อง Seduce the darkness แต่เหตุการณ์ในเล่มนี้เกิดขึ้นก่อนหน้านะคะ  ถ้าอ่านรีวิวเรื่อง STD ก็จะพบว่า แม็กซ์กล่าวถึงเพื่อนของนางเอกที่เธอหวังใช้พระเอกเป็นเครื่องมือในการตามหา เรื่องนี้เป็นเรื่องเพื่อนของเธอค่ะ

ตลอดชีวิตอเลียฮา เลิฟ แทบจะไม่เคยได้ใช้ชีวิตเป็นตัวเอง นั่นเพราะเธอคือความแปลกประหลาด และแตกต่างจากมนุษย์ทั่วไป อเลียฮาสามารถแปลงร่างเป็นใครก็ได้ โดยแค่จับต้องบุคคลนั้น เธอสามารถเป็นผู้ชาย ผู้หญิง หรือกระทั่งเด็ก และตลอดเวลาเธอเปลี่ยนแปลงตัวเองจากคนนึงไปยังอีกคนนึง

จนกระทั่งเธอได้พบศพนางแบบชื่อดังนามมาซี่นอนตายในตรอกแห่งนึง อเลียฮาตัดสินใจปลอมตัวเป็นหญิงสาวผู้นั้น เธอไม่ได้รู้เลยว่า ก่อนที่มาซีึ่จะเสียชีวิต เธอได้สมัครเป็นหนึ่งในเจ้าหน้าที่ของหน่วยปฏิบัติงานพิเศษ AIR ซึ่งมีหน้าที่เป็นตำรวจโลกในการปราบปรามเหล่าเอเลี่ยนที่อพยพมาอยู่บนโลกมนุษย์

ในภารกิจนึงที่อเลียฮาภายใต้รูปลักษณ์ของมาซี่ นำเธอมาเผชิญหน้ากับเบรียน (หรือบรีแอน ไม่แน่ใจนะคะ แต่พอเขียนบรีแอนแล้วดูเป็นชื่อผู้หญิงน่ะ ไม่ชอบ)  นายพลผู้นำทัพต่างดาวที่หวังจะอพยพมาตั้งถิ่นที่อาศัยบนโลก ด้วยความเข้าใจผิดบางอย่างทำให้ทัพของเบรียน และ AIR เผชิญหน้ากัน การปะทะที่จบลงด้วยความพ่ายแพ้ของ AIR และทำให้อเลียฮากลายเป็นเชลยศึกของบรีแอน

เชลยที่มีฐานะพิเศษ เพราะบนดวงดาวบ้านเกิดของเบรียน แทบจะไร้ผู้หญิง เนื่องจากการรุนรานโรคระบาดประหลาดที่ฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ของพวกเขา และทำให้หญิงสาวบนดาวกลายเป็นมนุษย์กินคน ที่ต้องโดนกำจัด เบรียนหวังจะย้ายมายังโลกมนุษย์เพื่อหลบหนีจากอดีต และหวังว่าจะหนีจากโรคประหลาดนั้น แต่เมื่อมาถึงเบรียนก็พบว่า ชนเผ่าที่กระจายโรคร้ายได้เดินทางมายังโลกมนุษย์แล้วเช่นกัน ดังนั้นเขาจึงหวังที่จะเจรจาสงบศึกกับ AIR และช่วยกันในการกำจัดผู้รุนรานที่อันตรายกว่า แต่เมื่อการต่อสู้เกิดขึ้นแล้ว มันก็ยากที่จะจบลงด้วยดีได้

ก่อนอื่นแม็กซ์คงต้องบอกว่า จีน่าอยู่ในสถานะที่น่าสงสารมากที่ต้องมาอยู่ในหนังสือรวมเรื่องสั้นเล่มเดียวกับเครสลีย์ โคล และนี่ขนาดแม็กซ์เลือกที่จะอ่านเรื่องสั้นของเธอก่อนที่จะอ่านเรื่องของเครสลี่ย์แล้วนะคะ เราก็ยังอดเอาทั้งสองเรื่องมาเปรียบเทียบกันไม่ได้ ไม่ใช่ว่าจีน่าเขียนไม่ดีนะคะ แต่ในยามนี้ แม็กซ์คิดว่า มันยากที่จะหานักเขียนคนไหนเทียบเท่ากับเครสลี่ย์แล้วล่ะ 

ในแง่ของเรื่องสั้น แม็กซ์บอกได้เลยว่า เรื่องนี้สนุกใช้ได้เลยล่ะ ดีกว่าหนังสือหลายเล่มในแนวพารานอมอลที่ได้อ่านด้วยซ้ำ  แต่กระนั้นมันก็ยังไม่น่าดึงดูดใจเท่ากับเรื่องของเครสลี่ย์

จุดที่เราคิดว่า ไม่ค่อยน่าสนใจก็คือโฟกัสของเรื่องที่เล่าเหตุการณ์เฉพาะส่วนที่เกี่ยวกับเบรียนและอเลียฮา  โดยที่ไม่รู้เลยว่าเกิดอะไรขึ้นทางฝั่งของ AIR เลย ซึ่งมันก็ไม่ใช่วิธีเล่าเรื่องที่ผิดอะไรหรอกนะคะ ในเรื่องสั้นคนแต่งไม่ได้มีหน้ากระดาษมากพอที่จะโฟกัสไปที่ตัวละครอื่นได้มากนัก เพราะมันถูกจำกัดเอาไว้ ดังนั้นการที่จีน่ามุ่งตรงไปที่ตัวพระเอกนางเอกก็เป็นการถูกแล้ว แต่สำหรับเรา แม็กซ์รู้สึกว่าเรื่องไม่มีความลึกมากเพียงพอ เราอยากรู้ถึงเหตุการณ์อีกด้านบ้าง สรุปว่าเข้าใจที่ทำไมจีน่าเขียนอย่างนี้ แต่ไม่ถูกใจเท่าไหร (ดังนั้นถ้าเรื่องนี้เป็นหนังสือเต็มเล่มก็อาจจะดีมากกว่า)

ในแง่คาแร็คเตอร์ถือว่าสอบผ่านค่ะ ทั้งอเลียฮาและเบรียนมีความน่าสนใจในตัวเอง แต่ละคนเป็นสิ่งมีชีวิตที่เหนือธรรมชาติ (หรือในกรณีของเบรียนนอกโลกไปเลย) ซึ่งทำให้แต่ละคนมีความสามารถพิเศษที่สร้างสรร  ปฏิสัมพันธ์ระหว่างพระนางก็ถือว่าใช้ได้ โดยรวมแล้วเป็นเรื่องที่สนุกมากเลยล่ะ

ถ้าเพียงแต่ไม่ได้อยู่ในเล่มเดียวกับเรื่องของเครสลี่ย์ โคล

ในส่วนของความต่อเนื่องกับเรื่องในชุด เล่มนี้เราคิดว่าสามารถอ่านแยกเดี่ยวได้นะคะ เพราะค่อนข้างสมบูรณ์ในตัวเองระดับนึง ในแง่ของการสปอยล์เล่มก่อนหน้าก็ไม่ค่อยมี อีกอย่างสำหรับคนที่สนใจจะอ่านเรื่อง Seduce the Darkness (ซึ่งแม็กซ์เชียร์ให้อ่านนะคะ เพราะสนุกมาก) ก็น่าจะอ่านเล่มนี้ก่อน เพื่อจะได้เป็นพื้นฐานของเหตุการณ์บางอย่างในเล่มนั้น (แต่ในขณะเีดียวกันก็ไม่จำเป็นต้องอ่าน ก็สามารถอ่าน STD ได้รู้เรื่องค่ะ เพราะแม็กซ์ทำมาแล้ว)

คะแนนเล่มนี้ 70

edit @ 16 Nov 2009 13:07:07 by max

edit @ 16 Nov 2009 14:39:49 by max

The Mane Squeeze // Shelly Laurenston

posted on 11 Nov 2009 09:50 by maxtreme  in B-Club, Paranormal

มันไม่ใช่ความลับเลยนะคะที่ว่า แม็กซ์ชอบงานเขียนของเชลลี่ ลอว์เรนสตันมากมายแค่ไหน เราตกหลุมรักผลงานของเธออย่างจังกับเรื่อง The Beast in Him แล้วยิ่งบ้าคลั่งหนักไปมากขึ้นเมื่อได้อ่าน The Mane Attraction

ในเวลานี้แม็กซ์คิดว่า เชลลี่ ลอว์เรนสตันเป็นนักเขียนที่เขียนเรื่องได้น่ารัก (น่าหยิก) มากที่สุดแล้วล่ะค่ะ 

แต่แม้จะชอบงานของเธอมากอย่างนี้ เรามีปัญหาอย่างยิ่งทุกครั้งในการเขียนรีวิว เพราะว่ากันตามตรงแล้ว พล็อตเรื่องของเชลลี่ไม่มีแก่นสารหรือน่าสนใจอะไรเลย สำหรับคนที่เคยอ่านงานเขียนของเธอ ก็น่าจะพอเข้าใจสิ่งที่แม็กซ์พยายามบอก เราไม่รู้ว่าจะเล่าอะไรให้ฟังน่ะค่ะ แล้วสิ่งที่ทำให้แม็กซ์กรี๊ดไปกับงานของเธอ ก็ไม่ใช่เรื่องที่ง่ายในการอธิบายให้เข้าใจ

ดังนั้นจึงอยากบอกให้คนที่ยังไม่เคยอ่านงานของเธอ ลองไปหามาอ่านดูสักเล่มนะคะ ดูว่าคุณชอบสไตล์การเขียนของเธอหรือไม่ 

นักวิจารณ์หนังสือโรแมนซ์คนที่แม็กซ์ให้ความเคารพ และชื่นชอบการเขียนรีวิวของเธอมาก ๆ อย่างมิสซิสกิ๊กกัลได้ให้คำจำกัดความเรื่องราว และตัวละครของเชลลี่ ลอว์เรนสตันเอาไว้ และแม็กซ์คิดว่า มันช่างตรงประเด็นเราจึงขออนุญาตยกมาให้อ่านกันในบลอกนี้นะคะ (คนที่สนใจอ่านรีวิวที่มิสซิลกิ๊กกัลเขียนไว้อย่างเต็ม ๆ ตามไปที่ลิงค์นี้ค่ะ)

"... if you have read enough stories by her, you will know what to expect here: alpha heroines who take no prisoners, alpha males who adore these heroines, delicious violence and some gore, and plenty of chaos and mayhem. Ms Laurenston specializes in creating romantic poetry of lovers tenderly looking into each other's eyes while cheerfully slitting the throats of their enemies in the battlefield... "

 

 

The Mane Squeeze ของเชลลี่ ลอว์เรนสตัน

หนังสือเล่มนี้เป็นเล่มที่สี่ในชุด Pride เรื่องราวของมนุษย์สัตว์ชนิดต่าง ๆ ในนิวยอร์ค เล่มนี้เป็นเรื่องราวของเกวน โอนีล มนุษย์สัตว์พันธุ์ผสมระหว่างสิงโตและเสือ ซึ่งความเป็นพันธุ์ผสมนั่นเอง ทำให้เกวนกลายเป็นคนนอกในเผ่าของตัวเอง เพราะแม้แม่และญาติผู้ใหญ่จะรักเธอมากเพียงใด แต่เกวนก็ไม่ใช่สิงโต และไม่ใช่ส่วนหนึ่งของครอบครัว ซึ่งนั่นเป็นหนึ่งในเหตุผลที่ทำให้เกวนตัดสินใจย้ายออกจากฟิลาเดลเฟีย ไปยังนิวยอร์คเพื่อเริ่มต้นทำธุรกิจกับเพื่อนสนิทซึ่งเป็นลูกผสมเหมือนกัน

แต่แม้จะย้ายไปนิวยอร์คก็ใช่ว่า เกวนจะเป็นอิสระจากความวุ่นวายของคนในครอบครัว โดยเฉพาะมิทเชล พี่ชายต่างพ่อของเธอ  (และพระเอกเรื่อง The Mane Attraction) ที่พยายามทำทุกวิถีทางให้เกวนกลับไปฟิลลี่ และมีชีวิตอยู่อย่างปลอดภัย แต่สำหรับสาวลูกผสมระหว่างสิงโตและเสือ แถมมาจากฟิลลี่ (ซึ่งขึ้นชื่อเรื่องสตรีทแก๊งค์) อย่างเกวน เธอไม่ต้องการการปกป้องจากใคร เธอดูแลตัวเองได้ และต้องการพิสูจน์ให้ทุกคนเห็นถึงความสามารถของตัวเอง

นอกจากนี้แล้วความยุ่งยากในชีวิตของเกวนก็มาในรูปของหมีกริซซี่ตัวใหญ่ (แต่ใจดี) นามล็อค แม็คไรรี่  หนุ่มร่างสูงหกฟุตสิบเอ็ดกับอีกเศษสามส่วนสี่นิ้ว ที่ไม่รู้ยังไง บังเอิญพบกับเกวนหลายต่อหลายครั้ง

หนังสือเรื่องนี้มีพล็อตเกี่ยวกับการรังเกียจพวกลูกผสม (ระหว่างมนุษย์สัตว์ชนิดต่าง ๆ ที่แต่งงานข้ามสายพันธุ์กัน) เล็กน้อย แต่ไม่ได้เป็นประเด็นหลักของเรื่องเลย  แต่ดูท่าอาจจะเป็นประเด็นที่เล่นต่อในเล่มต่อไปก็ได้ เพราะความลับมากมายซ่อนเอาไว้ในจุดนี้ (ที่สำคัญชอบมาก ๆ ฮ่ะที่เอานีล แวนโฮลซ์กลับเข้ามาในเรื่องด้วย เขาเป็นพระเอกในเรื่องสั้นเรื่อง  Miss Congeniality)

จุดเด่นของเล่มนี้ (และเล่มอื่น ๆ ของเชลลี่ด้วย) ก็คือ คาแร็คเตอร์ที่อ่านไปยิ้มไป หัวเราะออกมา แล้วไม่ใช่แค่พระเอกนางเอกเท่านั้นนะคะ แต่ตัวละครอื่น ๆ ด้วย แสนจะน่ารัก แต่ไม่ใช่ความน่ารักแบบเด็กน้อยเบบี้น่ากอดหรอกนะคะ กลับเป็นความน่ารักในความห่าม และบ้า ของตัวละคร 

ปกติแม็กซ์ไม่ชอบเรื่องราวที่ไม่มีพล็อตเป็นชิ้นเป็นอัน แต่เล่มนี้ซึ่งทั้งเล่มเต็มไปด้วยการ "จีบ" กันระหว่างเกวนและล็อค กลับเป็นหนังสือที่สนุกน่าติดตามตลอดทั้งเรื่อง เพราะเราคาดเดาอะไรไม่ได้เลย  มันเป็นความลงตัวของความไม่มีสาระ

ถ้าคุณเคยอ่านงานของเชลลี่ ลอว์เรนสตันแล้วชื่นชอบ แม็กซ์ก็บอกเลยว่า ไม่ควรพลาดเล่มนี้อย่างยิ่ง แต่ถ้าเคยอ่านแล้วไม่ถูกโรคกัน ก็คงต้องบอกว่า ไม่ได้มีอะไรเปลี่ยนแปลงสไตล์การเขียนของเธอไปหรอกนะคะ (ดังนั้นถ้าเคยอ่านแล้วไม่ชอบ ก็ไม่ต้องลองใหม่กับเล่มนี้หรอกค่ะ)

แต่สำหรับแม็กซ์ที่รักงานของเธอม้ากมาก มันเป็นหนังสืออีกเรื่องที่ได้ใจเราไปเต็ม ๆ ที่สำคัญของแถมของเล่มนี้ก็คือ ตัวละครรองที่ออกมา เราอยากอ่านเรื่องของเขามาก ๆ (กำลังหวังให้เล่มต่อไปเป็นเรื่องของเขาอยู่ค่ะ)

คะแนนที่  83