C-Club

Living with the Dead // Kelley Armstrong

posted on 19 Dec 2009 14:57 by maxtreme  in C-Club, UrbanFantasy

ช่วงนี้ยังไม่ได้ปรับโหมดเข้าโรแมนซ์เต็มตัวค่ะ เพราะหนังสือที่จะรีวิววันนี้ก็ยังไม่ใช่โรแมนซ์โดยเนื้อแท้ แต่ก็เป็นหนังสือที่มีองค์ประกอบของโรแมนซ์อยู่ไม่น้อยก็ตาม

หลายคนน่าจะทราบดีแล้วนะคะว่า แม็กซ์เป็นแฟนหนังสือชุด Otherworld ของเคลลี่ย์ อาร์มสตรองค์มากขนาดไหน เรียกว่า ณ เวลานี้เธอคือเบอร์หนึ่งในใจของแม็กซ์สำหรับนักเขียนแนวที่ไม่ใช่โรแมนซ์ร้อยเปอร์เซ็นต์ไปแล้วล่ะค่ะ จุดเด่นที่สุดของเคลลี่ย์ก็คือการเขียนคาแร็คเตอร์ที่มีความโดดเด่น ตัวละครในหนังสือชุดนี้ของเธอมีมากมายหลายคน แต่ทุกคนมีความเป็นตัวของตัวเองชัดเจน ไม่มีแม้แต่วินาทีเดียวที่เรารู้สึกว่าพวกเขาเหมือนกัน

และในหนังสือเล่มนี้เธอก็นำจุดเด่นอันนี้มาใช้อีกครั้ง เพราะเป็นการเล่าเรื่องผ่านมุมมองของตัวละครถึงห้าคน ซึ่งในแต่ละบทจะบอกไว้อย่างชัดเจนว่ากำลังโฟกัสอยู่ที่ตัวละครตัวไหน แต่ความจริงแล้ว ถึงไม่ทำเช่นนั้น แม็กซ์ก็สามารถแยกได้ค่ะว่า ใครกำลังเล่าเรื่องอยู่

สำหรับคนที่ไม่ได้อ่านหนังสือชุดนี้มาแต่ต้น แม็กซ์คิดว่า คงไม่ใช่เรื่องลำบากมากนักที่จะทำความเข้าใจเรื่องราวในเล่มนี้ เพราะว่าไปแล้ว เรื่องนี้แยกออกมาต่างหากจากพล็อตเรื่องในเล่มก่อนหน้า โดยหันมาโฟกัสที่กลุ่มตัวละครอีกชุดนึง

 

 

Living with the dead ของเคลลี่ย์ อาร์มสตรองค์

หนังสือเล่มนี้เป็นส่วนหนึ่งของชุด Otherworld แม็กซ์มีความหลังอันยาวนานกับหนังสือชุดนี้ (สำหรับคนที่สนใจ เราเคยเขียนเอาไว้ในบลอกนี้ค่ะ) ซึ่งนับ ๆ ไปก็เกือบสิบปีแล้วนะ จนบัดนี้ความคลั่งไคล้ที่เรามีในหนังสือชุดนี้ก็ยังไม่เสื่อมคลายไปเลย

แม็กซ์อาจจะไม่ถึงกับชอบหนังสือทุกเล่มในชุดมากพอ ๆ กัน แต่สำหรับเราแล้ว ทุกเล่มในชุดนี้ล้วนเป็นองค์ประกอบของภาพใหญ่อันงดงาม ดังนั้นแม้ว่าเล่มนี้จะไม่ได้ใช้ตัวละครที่เราชอบเป็นคนเล่าเรื่องราวที่เกิดขึ้น แม็กซ์ก็อ่านอย่างมีความสุขค่ะ

โรบิน นักประชาสัมพันธ์สาวคนเก่งที่เพิ่งสูญเสียสามีไปได้เริ่มต้นชีวิตใหม่ในลอสแองเจลิส เธอทำงานเป็นพีอาร์ส่วนตัวให้กับสาวสังคมชื่อดัง (แนวปารีส ฮิลตัน) นามว่าพอร์เชีย เคน แต่แล้วในคืนวันนึงที่พอร์เชียนัดโรบิน และโฮป อดัมส์ เพื่อนสนิทของโรบินซึ่งเป็นนักข่าวหนังสือพิมพ์แนวแท็บลอยด์ไปงานเลี้ยงที่ผับแห่งหนึ่ง พอร์เชียถูกฆ่าตาย และโรบินซึ่งเข้าไปอยู่ผิดที่ผิดเวลา ก็กลายเป็นผู้ต้องสงสัยคนสำคัญ

ตำรวจที่ทำหน้าที่สืบคดีนี้คือ จอห์น ฟินเลย์ หรือฟินน์ เขาไม่ใช่คนที่มีความเกี่ยวข้องกับสิ่งมีชีวิตเหนือธรรมชาติ เขาไม่รู้ด้วยซ้ำว่าสภาปกครองคืออะไร หรือรู้ว่า มีใครข้างนอกนั่นที่เป็นเช่นเดียวกับเขา แต่ฟินน์รู้จักพลังของตนเอง เขาสามารถติดต่อกับวิญญาณได้ แต่การที่ได้คุยกับพอร์เชียหลังจากการตายของเธอ ก็ไม่ได้ช่วยไขปริศนา เพราะพอร์เชียเองก็ไม่ีรู้ว่า ใครฆ่าเธอ  ดังนั้นการตามหาตัวโรบินจึงเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด

หนังสือเล่มนี้ไม่ใช่แนวสืบสวนนะคะ มันเป็นการเล่าเรื่องราวของตัวละครแต่ละคนที่ต้องเผชิญหน้ากับ่สิ่งที่ตัวเองหวาดกลัวที่สุด

สำหรับโรบิน นั่นก็คือการมีชีวิตอยู่ต่อไป หลังจากการตายของสามี โรบินไม่อาจทำใจได้ แต่การเข้าไปพัวพันกับคดีฆาตกรรมกลับกลายเป็นจุดเริ่มต้นของการเริ่มต้นใหม่ของโรบิน เธอเรียนรู้ที่จะต่อสู้เพื่อตัวเอง และกลับมามีชีวิตอีกครั้ง รวมทั้งการได้เรียนรู้ถึงโลกที่มนุษย์ธรรมดาอย่างเธอไม่ควรมีวันได้รู้จัก

สำหรับโฮป เธอคือลูกครึ่งปีศาจ ทีหลงใหลความวุ่นวาย และนั่นเป็นเหตุผลที่เธอทำงานเป้นนักข่าว แต่ส่วนที่เป็นปีศาจในกายของเธอกำลังเรียกร้องมากขึ้น มันเรียกร้องความตาย เพราะนั่นคือความวุ่นวายสูงสุด แต่โฮปไม่ต้องการให้ด้านที่เป็นปีศาจครอบงำเธอ และนี่คือการเรียนรู้ที่จะหาสมดุลให้กับตัวเอง

นอกจากนี้ยังมีตัวละครอีกหลายคนที่มีบทบาทในเล่มนี้ เราได้เห็นพัฒนาการความสัมพันธ์ระหว่างโฮปและคาร์ล ในขณะที่ได้รู้จักสังคมของผู้มีพลังจิตสามารถมองเห็นเหตุการณ์ทางไกลได้ สังคมที่แม็กซ์พบว่า น่ารังเกียจ และนั่นทำให้เราสองจิตสองใจกับตัวละครที่เป้นผู้ร้าย เพราะพวกเขาก็เป็นเหยื่อมากพอกับที่เป็นคนเลว

คุณจะตัดสินใจได้อย่างไรว่า เขาเป็นแบบนั้น (เลวแบบนั้น) เพราะอะไร มันเป็นเพราะสังคมที่พวกเขามา มันบีบจนพวกเขาไม่มีทางเลือกที่จะเป็นอย่างอื่น 

และในท้ายที่สุดมันจึงกลายเป็นโศกนาฎกรรม

อย่างที่บอกนะคะ คนเล่าเรื่องในเล่มนี้ไม่ใช่ตัวละครคนโปรดของเรา ดังนั้นแม้เราจะไม่มีปัญหาในการอ่านเรื่องนี้ แต่มันก็ไม่ใช่เล่มโปรดของเขา เพียงแต่สำหรับคนที่ติดตามหนังสือชุดนี้มา ก็ไม่อยากให้พลาดค่ะ 

สุดท้ายอยากขอโทษสำหรับคนที่ไม่ได้หนังสือชุดนี้ การอ่านรีวิวในวันนี้คงทำให้มึนอยู่พอสมควรนะคะ 

คะแนนที่ 63 

edit @ 19 Dec 2009 15:27:03 by max

edit @ 19 Dec 2009 15:27:10 by max

No One Left to Tell // Jordan Dane

posted on 16 Dec 2009 10:55 by maxtreme  in C-Club, Contemporary

หลังจากโฆษณาเอาไว้ในบลอกก่อนถึงพระเอกที่มีฉากเปิดตัวได้อย่างประทับใจมาก ๆ ก็มีคำถามมายังแม็กซ์จากหลายคนที่ขอให้เราเฉลยว่า คือหนังสือเรื่องอะไรกันแน่

จริง ๆ แล้วไม่ได้คิดจะทำให้เป็นปริศนาอะไรเลยนะคะ เพียงแต่ปกติเป็นคนที่เวลาอ่านเจออะไรที่ถูกใจ ก็มักจะอดไม่ได้ที่จะต้องพูดถึง และฉากเปิดตัวพระเอกเล่มนี้ก็เป็นอะไรที่ทำให้ประทับใจได้มาก ๆ 

แต่ก่อนอื่นคงต้อบอกก่อนเลยนะคะว่า หนังสือเล่มนี้ไม่ใช่โรแมนซ์เต็มตัว ดังนั้นจึงไม่หวานมาก และมุ่งเน้นไปที่ความตื่นเต้นมากกว่า 

ก่อนหน้าที่จะเริ่มอ่านเล่มนี้ แม็กซ์อ่านหนังสือเรื่อง No One Heard Her Scream ของจอร์แดน เดนไปแล้ว และบอกตามตรงว่าไม่ประทับใจเอาเสียเลย ดังนั้นนี่จึงเป็นเหตุผลที่เราดองหนังสือเล่มต่อ ๆ มาของเธอเอาไว้ (ซึ่งตอนนี้ออกมาแล้วทั้งหมดห้าเล่ม) จนกระทั่งวันดีคืนดี เราเลือกหนังสือไม่ได้ ตัดสินใจไม่ตก ก็เลยหยิบเล่มนี้มาเปิดอ่านแบบไม่ได้คิดอะไรมาก แต่พอโดนฉากเปิดตัวพระเอกเข้าไป ก็เกิดอาการฉันต้องอ่านเล่มนี้แล้วแหละ ซึ่งอาการนี้ยังได้เป็นต่อเนื่องไปจนถึงหนังสืออีกเล่มนึงซึ่งต่อเนื่องกับเล่มนี้ด้วย (ซึ่งแม็กซ์คงรีวิวในโอกาสต่อไป)

 

 

No One Left to Tell ของจอร์แดน เดน

หนังสือเล่มนี้อาจจะมีชื่อคล้ายคลึงกับหนังสืออีกสองเล่ม แต่โดยตัวของมันเองแล้ว นี่คือหนังสือเล่มแรกในสองเล่มที่เล่าเรื่องราวการต่อสู้กับปีศาจที่ตามหลอกหลอนในใจของคริสเตียน เดลาคอร์ต (เล่มต่อเนื่องกับเล่มนี้ก็คือ No One Lives Forever ส่วนเรื่อง No One Heard Her Scream นั้นไม่เกี่ยวอะไรกับเรื่องชุดนี้เลยค่ะ)

เปิดเรื่องด้วยการฆาตกรรมของมิกกี้ แบลร์ มือสังหารที่ไปยังสถานที่นัดพบกับผู้ว่าจ้าง แต่เมื่อเขาไปถึงกลับพบว่า มันเป็นกับดัก เขาถูกฆ่าอย่างโหดเหี้ยม แต่นั่นไม่ใช่จุดสิ้นสุด เพราะศพของเขาถูกนำไปแขวนไว้บนกางเขนในโบสถ์เล็ก ๆ แห่งหนึ่งในชิคาโก้ พร้อมกับสารน์ที่ทิ้งเอาไว้ว่า "คริสเตียน จงค้นหาความจริง"

ในตอนแรกที่พบศพ นักสืบราเวน แม็คเคนซี่ และคู่หูของเธอคิดว่า สารน์ที่ถูกทิ้งไว้นั้นมีความหมายในทางศาสนา ด้วยพิจารณาจากการที่ศพถูกทิ้งเอาไว้ในโบสถ์ แต่เมื่อเธอตามเบาะแสไปจนถึงบริษัทดันฮิลล์ อินเตอร์เนชั่นแนล เธอก็รู้ว่า มันหมายความเป็นอย่างอื่น

มิกกี้ทำงานเป็นหนึ่งในหน่วยรักษาความปลอดภัยในกับดันฮิลล์ บริษัทที่ถูกควบคุมโดยฟิออน่า ดันฮิลล์ หญิงสาวผู้ทรงอิทธิพลแห่งเมืองชิคาโก้ อดีตภรรยาของมาเฟียคนดังของเมือง แต่เมื่อสามีของเธอเสียชีวิตลง ฟิออน่าซึ่งแม้จะยังยุ่งเกี่ยวกับธุรกิจส่วนที่ผิดกฎหมาย ก็พยายามสร้างบริษัทบนรากฐานที่ถูกต้อง 

ราเวนรู้ว่าฟิออน่ามีอิทธิพลมากเพียงใด ทั้งยังได้รับคำเตือนจากผู้บังคับบัญชาให้ดำเนินการอย่างรอบคอบและเป็นมิตรกับฟิออน่ามากที่สุด เธอจึงยอมรับข้อเสนอของฟิออน่า เมื่อราเวนเดินทางไปพบ และบอกว่า ต้องทำการสืบสวนคดีฆาตกรรมมิกกี้

และคนที่ฟิออน่าส่งให้ไปทำงานร่วมกับราเวนก็คือ หัวหน้าหน่วยรักษาความปลอดภัย ชายคนเดียวที่ฟิออน่ารู้ว่า วางใจได้ว่าจะไม่ทรยศเธอ เขาคือคริสเตียน เดลาคอร์ต

อย่างที่เกริ่นไปแล้วนะคะ ฉากที่ราเวนและคริสเตียนได้พบกันครั้งแรกนั้น น่าประทับใจมาก ๆ ฟิออน่าพาราเวนไปยังห้องฝึกซ้อมเพื่อรอพบกับคริสเตียน แต่เวลาที่พวกเขาไปถึง คริสเตียนกำลังอยู่ระหว่างการฝึก บอกตามตรงค่ะว่า อ่านแล้วกรี๊ดสลบมาก ๆ

หนังสือเล่มนี้ไม่ใช่โรแมนซ์ เรื่องราวความรักที่เกิดขึ้นระหว่างคริสเตียนและราเวนก็ไม่เข้าขั้นหวาน หรือซาบซึ้งเท่าไหร แต่คาแร็คเตอร์ของคริสเตียนในเรื่องนี้มีความซับซ้อน เขาเป็นคนเพียงคนเดียวในครอบครัวที่รอดตายการจากสังหารหมู่ เขาสูญเสียบิดา มารดา และน้องสาวไปกับการบุกเข้ามาจับของตำรวจ (การบุกที่ผิดบ้าน แต่ลงเอยด้วยการตายของคนในครอบครัวทั้งหมดของคริสเตียน) เขาถูกฝันร้ายตามหลอกหลอน  และมีเพียงฟิออน่าเพียงคนเดียวที่สามารถเข้าถึงตัวตนที่แท้จริงของเขาได้

คาแร็คเตอร์ของคริสเตียนถือว่าเขียนได้ดีค่ะ เป็นส่วนผสมของความเข้มแข็งและเปราะบางในเวลาเดียวกัน ซึ่งนี่อาจจะเป็นเหตุผลที่แม็กซ์ไม่ค่อยมีปัญหากับความไม่หวานของเรื่อง เพราะมันต้องใช้เวลาในการที่จะทำให้ผู้ชายที่เต็มไปด้วยบาดแผลคนนี้เปิดใจออกมา 

คดีเริ่มต้นซับซ้อนมากขึ้น เมื่อมันเริ่มปรากฎชัดเจนแล้วว่า ใครก็ตามที่ฆ่ามิกกี้ ต้องการโยงมันเข้ากับอดีตของคริสเตียน อดีตที่เขาลืมเลือน แต่ความทรงจำมันเริ่มกลับมา และเขารู้ว่า มันมีอะไรมากกว่านั้น

ข้อด้อยของจอร์แดนที่แม็กซ์เจอในเล่มนี้ ใกล้เคียงกับที่เรารู้สึกจากการอ่านเรื่อง No One Heard her scream  ความสัมพันธ์ระหว่างคริสเตียนและราเวนดูผิดที่ผิดเวลา เราลังเลกับความรู้สึกของเราที่มีต่อนางเอกนะคะ เพราะเธอเป็นตำรวจสืบสวน และในช่วงเวลาหนึ่งคริสเตียนคือผู้ต้องสงสัย แต่เธอกลับประพฤติตัวกับเขาอย่างไม่เหมาะสมในบางครั้ง ซึ่งมันดูน่ารักสำหรับแม็กซ์ส่วนที่ชอบโรแมนซ์ แต่มันทำให้นางเอกดูไม่ใช่มืออาชีพเอาเสียเลย แม็กซ์ประเมินความรู้สึกตัวเองไม่ถูกค่ะ เพราะถ้าให้ราเวนประพฤติตัวอย่างเหมาะสม เรื่องนี้ก็คงจะเป็นเพียงหนังสือแนวทริลเล่อร์ ไม่ใช่เอนมาเป็นโรแมนติคสืบสวนแบบนี้

จุดเด่นที่สุดของเรื่องก็คือคาแร็คเตอร์ของคริสเตียน เราชอบความเป็นเชดสีเทาของเขา ชอบความซับซ้อน และนัยน์ตาที่เศร้า คริสเตียนปิดกั้นตัวเองจ่ากทุกคน ไม่เคยผูกพันกับใคร เพราะเกรงที่จะสูญเสียไปเหมือนที่เคยเกิดขึ้นในวัยเด็ก คนเพียงคนเดียวที่เขาไว้ใจก็คือฟิออน่า ผู้ซึ่งรับเขามาอุปการะหลังจากที่ครอบครัวตายลง แต่ในท้ายที่สุดก็ดูเหมือนฟิออน่าก็เป็นหนึ่งในกลุ่มคนที่หลอกลวงเขา 

ฉากท้ายเรื่องเป็นอีกฉากนึงที่เน้นความเป็นซุปเปอร์ฮีโร่ของคริสเตียน (สปอยล์) เมื่อเขาต้องเสี่ยงชีวิตเข้าไปช่วยราเวนจากเงื้อมมือคนร้าย ซึ่งเราชอบการจัดฉากสถานที่เกิดเหตุนะคะ เพราะทำให้องค์ประกอบที่วางเอาไว้ตอนต้นเรื่องถูกนำมาใช้ 

โดยรวมเป็นเรื่องที่สนุกกว่าที่คาดไว้เยอะค่ะ อาจจะไม่ถึงกับเทียบเท่าเรื่องแนวคล้ายคลึงกันของนักเขียนอีกหลายคนได้นะคะ แต่ก็ถือว่าเป็นการเริ่มต้น (ใหม่) ที่ดีสำหรับเราและจอร์แดน เดน หลังจากผิดหวังไปกับผลงานเล่มแรกของเธอมาก ๆ

คะแนนที่  70

Pursuit // Elizabeth Jennings

posted on 14 Dec 2009 22:30 by maxtreme  in C-Club, Contemporary

ช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมาเป็นอะไรที่สร้างความโมโหให้กับแม็กซ์อย่างมาก ๆ ซึ่งก็เหมือนกับหนหาเรื่องใส่ตัวเองอยู่นะ เพราะประเด็นที่เกิด ไม่ได้มีอะไรเกี่ยวข้องกับเราเลยแม้แต่นิดเดียว และนั่นคือเหตุผลเดียวที่เราตัดสินใจไม่เข้าไปยุ่ง ทั้งที่คันมือยิก ๆ อยากจะโพสต์ตอบ อยากจะตั้งคำถาม เพื่อให้แน่ใจว่า สิ่งที่เราอ่านไม่ได้เป็นความตาลาย หรือเข้าใจผิด แต่เมื่อเพื่อนหลายคนเตือนสติให้แม็กซ์คิดว่า เราเองไม่ได้รับผลเดือดร้อนอะไรเลย คนที่เขาแสดงอาการหยาบคายใส่ก็ไม่ใช่ตัวแม็กซ์ แล้วทำไมเราถึงต้องหาเรื่องใส่ตัวด้วยการโต้ตอบเขาด้วย แค่เรารู้สึก คนกลุ่มนี้มีความคิดแบบนี้ ก็ทำให้แม็กซ์ตาสว่างมาผ่านรัศมีความดี ที่เขาเคยกอบโกยใส่ตัวได้แล้วค่ะ 

สิ่งที่สร้างความฉงนให้กับแม็กซ์มากที่สุดก็คือ ดูเหมือนแม็กซ์แทบจะเป็นคนคนเดียวที่มอบเห็นความ "ร้ายแรง" ของประเด็นที่เกิดขึ้น แม็กซ์รู้สึกสงสัยว่า ทำไมคนที่เป็นเป้าหมายการโจมตีอย่างชัดเจนถึงได้มองไม่เห็น ถึงความหยาบคายที่พวกเขาถูกมอบให้ ทำไมคนเหล่านั้นถึงยังได้แสดงอาการยิ้มแย้มแจ่มใส และพูดจาราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้นกับคนกลุ่มนั้นได้

คำตอบอาจจะเป็นเรื่องง่าย ๆ ที่ว่า แม็กซ์อาจจะเป็นคนคนเดียวที่มองเห็นความหยาบคายที่เกิด และคงเป็นการดีแล้วที่เราไม่พูดอะไรขึ้นมา เพราะหากคนที่ได้รับผลกระทบเขาพอใจกับการปฏิบัติที่พวกเขาได้รับ เราซึ่งเป็นคนนอกก็ไม่เคยยืนเท้าเข้าไปยุ่งเรื่องของพวกเขา 

ถือว่าเป็นการระบายนะคะ ถ้าอ่านไม่รู้เรื่องก็ดีมาก ๆ เลยค่ะ ถ้ารู้เรื่อง ก็ขอให้ทบทวนอีกรอบว่า แน่ใจจริงเหรอว่ารู้เรื่อง 

กลับมาเรื่องรีวิวกันดีกว่าค่ะ 

ชื่อเสียงของอลิซาเบ็ธ เจนนิ่งส์คงจะไม่ีคุ้นหูของนักอ่านหลายคน อันที่จริงแม็กซ์ก็ไม่เคยอ่านงานเขียนของเธอมาก่อนหรอกค่ะ หากแต่ความจริงเดียวที่แม็กซ์ทราบ และเป็นแรงผลักดันทำให้เราซื้อหนังสือเรื่องนี้ทันทีที่ออกขายก็คือ อลิซาเบ็ธ เจนนิ่งส์คือคนคนเดียวกับนักเขียนนามลิซ่า มาเรีย ไรซ์ หนึ่งในนักเขียนแนวโรแมนติคสืบสวนคนโปรดของเราเอง

คนที่ชอบสไตล์การเขียนของลิซ่า มาเรียก็ไม่น่าผิดหวังกับหนังสือเล่มนี้นะคะ เพราะดำเนินเรื่องคล้ายคลึงกัน คาแร็คเตอร์ก็ไม่แตกกันมากนัก เพียงแต่แม็กซ์ยังรู้สึกว่า มีบางสิ่งขาดหายไป

 

 

Pursuit ของอลิซาเบ็ธ เจนนิ่งส์

ชาร์ล็อตต์ คอร์ทคือทายาทสาวผู้ร่ำรวย ตลอดชีวิตของเธอเต็มไปด้วยความอบอุ่น แม้จะสูญเสียมารดาไปตั้งแต่เด็ก แต่ชาร์ล็อตต์ก็สนิทกับบิดาผู้เ็ป็นเจ้าของบริษัทขนาดยักษ์ เธอใช้ชีวิตดั่งเจ้าหญิงในเทพนิยาย ศึกษาศิลปะที่อิตาลี ใช้ชีวิตอย่างมีความสุข

แต่ทุกอย่างได้จบสิ้นลงไปแล้ว เมื่อพ่อของเธอถูกลอบสังหารซึ่งหัวหน้ารักษาความปลอดภัยของเขาเอง และชาร์ล็อตต์ซึ่งเดินเข้าไปเห็นเหตุการณ์ถูกยิงที่ไหล่ แถมเรื่องเลวร้ายลงไปอีกเมื่อเธอถูกใส่ความว่าเป็นคนร้ายผู้ฆ่าบิดาของตัวเอง ทั้งยังทำร้ายนางพยาบาลที่เห็นเหตุการณ์จนตายอีกคน 

ชาร์ล็อตต์ต้องหนีหัวซุกหัวซุนจากการตามล่าไม่เฉพาะตำรวจที่เชื่อเรื่องที่ถูกปั้นแต่งขึ้น แต่ยังมีมือสังหารของคนที่ปองร้ายตามล่าเธออีก แต่กระนั้นชาร์ล็อตต์ก็ทำได้สำเร็จ เธอหยุดพักหลบซ่อนในเมืองเล็ก ๆ ในเม็กซิโก ซึ่งที่นั่นเธอได้พบกับแม็ท แซนเดอร์ อดีตนายทหารหน่วยซีลที่เดินทางมาที่เมืองเดียวกับเธอเพื่อพักฟื้นร่างกาย หลังจากได้รับบาดเจ็บในหน้าที่ปางตาย

ทั้งสองได้พบกันภายใต้สถานการณ์ที่ทั้งคู่ไม่ต้องการใครในชีวิต แต่เมื่อได้พบกัน ทั้งคู่ก็รู้ว่า มันมีบางสิ่งที่มากกว่าสำหรับกันและกัน 

เพียงแว่บแรกที่เห็นความเศร้าในดวงตาของชาร์ล็อตต์ แม็ทก็รู้ว่าเธอมีความลับ หญิงสาวที่สวย สง่างาม  และบ่งบอกความมีสกุลอย่างชาร์ล็อตต์คงไม่มาอยู่ในเม็กซิโกหรอก หากไม่มีอะไรบางอย่างในอดีตของเธอ แต่แม็ทก็รู้จักเธอมากพอที่จะรู้ว่า อะไรก็ตามที่อยู่ในอดีตของชาร์ล็อตต์ไม่ได้เกิดขึ้นเพราะการกระทำของเธอ แม็ทเดาได้อย่างถูกต้องว่า ชาร์ล็อตต์กำลังหนีการตามล่าของบางคน

และแม้ชาร์ล็อตต์จะปิดปากเงียบถึงเรื่องที่เกิดขึ้น แต่แม็ทก็เต็มใจที่จะปกป้องเธอจากอันตรายทุกอย่าง

หนังสือเรื่องนี้เป็นไปตามสูตรของเรื่องแนวดรแมนติคสืบสวนทุกอย่าง และนี่อาจเป็นหนึ่งในเหตุผลที่เราไม่รู้สึกสนุกกับเรื่องนี้เท่าที่ควร  เราไม่รู้สึกว่าเรื่องนี้มีอะไรใหม่มานำเสนอ แม้ว่าตัวละครจะมีความชัดเจน แต่ก็ไม่ได้โดดเด่นพอที่จะทำลายข้อจำกัดของพล็อตที่ใช้บ่อยพล็อตนี้

พูดเช่นนั้น แต่แม็กซ์ก็คงต้องบอกว่า เราชอบแม็ทมาก ๆ นะคะ เพราะเขามีความเชื่อมั่นในตัวชาร์ล็อตต์เต็มที่ ไม่เคยมีคำถามในสมองเขาเกี่ยวกับความบริสุทธิ์ของเธอ และเขาพร้อมที่จะตายเพื่อเธอ หญิงที่เขารู้จักเพียงแค่ไม่กี่วัน ซึ่งปกติเราจะรู้สึกว่า มันไม่ค่อยน่าเชื่อนะคะ แต่วิธีการเล่าเรื่องของอลิซาเบ็ธทำให้เรายอมรับว่า มันเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นได้ 

ส่วนที่เราไม่ชอบก็คือ การให้เวลาในเรื่องกับตัวร้ายมากเกินไป ซึ่งเราคิดว่า คงจะเป็นการดีกว่า หากคนแต่งใช้เวลากับชาร์ล็อตต์ และแม็ทให้มากกว่านี้ บางทีเราอาจจะ "เข้าถึง" หนังสือเรื่องนี้ได้มากขึ้นก็ได้

สรุปว่าเป็นหนังสือที่อยากจะชอบให้มากกว่า แต่พยายามอย่างไรมันก็ยังไปไม่ถึงจุดนั้นค่ะ

คะแนนที่  70

Midnight Pleasures with a Scoundrel // Lorraine Heath

posted on 12 Dec 2009 19:35 by maxtreme  in C-Club, Historical

หลายคนสงสัยนะคะว่า แม็กซ์พูดหลายครั้งช่วงนี้อ่านหนังสือสนุกมาก ๆ หลายเล่ม แต่ทำไมรีวิวที่ออกมาส่วนใหญ่ถึงไม่ได้คะแนนสูงเลยล่ะ

นั่นก็เพราะว่าแม็กซ์ยังไม่ได้เขียนถึงหนังสือพวกนั้นน่ะสิ รีวิวของวันนี้ก็ยังไม่ใช่เรื่องเหล่านั้นอยู่ดีค่ะ ที่เป็นอย่างนี้ไม่ใช่เพราะเล่นตัวอะไรนะคะ แต่ติดปัญหาทางเทคนิคเล็กน้อย เอาไว้เคลียร์เสร็จแล้วจะเขียนให้อ่านกันนะคะ (แต่บอกว่าได้ว่าชอบมาก ๆ)

หนังสือเล่มนี้แม็กซ์หยิบขึ้นมาอ่านตอนเที่ยงคืนเมื่อวานพอดิบพอดีค่ะ ใช้เวลาประมาณชั่วโมงครึ่งก็อ่านจบ ซึ่งถือว่าเร็วพอสมควร แต่ก็ไม่ใช่ว่า มันสนุกมาก หรือเลวร้ายมากจนต้องรีบอ่านขนาดนั้นหรอกนะคะ แต่เป็นเพราะช่วงต้น ๆ ของเรื่องไม่ค่อยน่าสนใจ ทำให้เราอ่านผ่านไปได้อย่างรวดเร็ว แต่ช่วงครึ่งหลังน่าติดตามชนิดว่า วางไม่ลง เลยทำให้อ่านเร็ว

ที่สำคัญหนังสือเรื่องนี้มีสปอยล์ใหญ่โตและชัดเจนมาก สปอยล์ที่ไม่ใช่การบอกว่า พระเอกรักนางเอกม้ากมาก แล้วนางเอกตามตื้อพระเอกตลอดอะไรพวกนี้นะคะ แต่เป็นสปอยล์ที่มีผลต่อเรื่องอย่างมาก และสามารถเปลี่ยนความคิดของแม็กซ์จากที่รู้สึกว่า เขียนเรื่องได้ไม่น่าสนใจมากเป็น น่าสนใจสุด ๆ 

 

 

Midnight Pleasures with a Scoundrel ของลอเรนน์ ฮีท

หนังสือเล่มนี้เป็นเล่มที่สี่ของชุด The Scoundrels of St.James เรื่องราวของกลุ่มเพื่อนที่เคยเป็นเด็กข้างถนนและทำมาหากินด้วยความไม่สุจริต ก่อนที่จะฟันฝ่าความยากจน จนสามารถกลายมาเป็นบุคคลผู้ประสบความสำเร็จในด้านต่าง ๆ แต่ไม่จำเป็นต้องอ่านเล่มก่อนหน้าในชุดหรอกค่ะ เพราะแม็กซ์เองยังไม่ได้อ่านเล่มหนึ่งถึงสามในชุดนี้เลย ก็อ่านเล่มนี้รู้เรื่องเป็นอย่างดี 

เรื่องนี้เล่าเรื่องของเจมส์ เด็กหนุ่มที่ในวัยเพียงไม่ถึงสิบปี ผู้เป็นบิดาก็ถูกจับแขวนคอในข้อหาขโมย แล้วเขาก็เข้าไปอยู่ในแก๊งค์เดียวกับเพื่อน ๆ หลายปีผ่านไป เจมส์กลายเป็นนักสืบที่ทำงานให้กับสก๊อตแลนด์ ยาร์ด ทำหน้าที่แสวงหาความยุติธรรมที่พ่อของเขาเคยถูกปฏิเสธ

หนึ่งในคดีที่เขารับทำก็คือ การตามหาความจริงเกี่ยวกับเจตนาของมิสเอลีนอร์ วัตกินส์ที่มีต่อมาร์ควิสแห่งร็อคเบอรี่ เนื่องจากมาร์ควิสผู้สูงศักดิ์แจ้งความร้องเรียนต่อสก๊อตแลนด ยาร์ดว่า เธอติดตามเขาไปทุกที่ และมีประสงค์ที่จะเอาชีวิตเขา 

แต่เอลินอร์เป็นเพียงสาวบ้านนอกผู้ที่เพิ่งเดินทางเข้ากรุง เธอร่างเล็กบอบบาง มันแทบเป็นไปไม่ได้เลยว่า เธอจะสามารถทำอะไรมาร์ควิสผู้ทรงอำนาจได้ 

แต่เอลินอร์เดินทางมาลอนดอนเพื่อแก้แค้น ให้กับพี่สาวผู้จากไปของเธอ อลิสาเบ็ธเดินทางมาลอนดอนพร้อมความฝันในดวงตา ทุกอย่างถูกทำลายลงโดยการกระทำของร็อคเบอรี่ และหนทางเดียวที่เธอรู้ว่าจะเป็นการชดใช้อย่างสมน้ำสมเนื้อก็คือความตายของเขา  และเจมส์ ชายที่เธอเพิ่งพบก็คือ เครื่องมือในแผนการของเธอ

เจมส์แฝงกายเข้าไปตีสนิทกับเอลินอร์เพื่อหลอกติดตามเธอทุกฝีก้าว เพื่อค้นหาเจตนาที่แท้จริงของเธอ โดยไม่คาดคิดว่า ตัวเองจะตกหลุมรักเป็นครั้งแรก  หัวใจที่เขาเคยคิดว่าไม่มีความรู้สึก ถูกปลุกให้ตื่นขึ้นมา โดยหญิงสาวที่เขาแน่ใจว่า ไม่มีวันทำเรื่องร้ายแรงอะไรได้

เจมส์คิดถูก และผิดในเวลาเดียวกัน

และนี่คือจุดเปลี่ยนของเรื่องที่ทำให้เราอ่านหนังสือเล่มนี้จบภายในเวลาชั่วโมงครึ่ง

ครึ่งเรื่องแรกค่อนข้างน่าเบื่อค่ะ แม็กซ์ไม่รู้สึกว่าเรื่องราวมีอะไรน่าสนใจ ก็แค่ก็จีบกันระหว่างเจมส์ และเอลินอร์ เราไม่เห็นว่า เอลินอร์ทำอะไรเพื่อการแก้แค้น ซึ่งดูเหมือนจะสุมอยู่ในใจของเธอเลยด้วยซ้ำ แต่เมื่อมาถึงครึ่งหลังของเรื่อง แม็กซ์ก็รู้ตัวว่าโดนคนแต่งเล่นกลหลอกซะเรามึนไปเลย 

หลังจากที่คนแต่งเฉลยปริศนาในเรารู้แล้ว ข้อสงสัยและความน่าเบื่อที่เราเคยรู้สึกจึงกระจ่าง และทำให้เราเข้าใจว่าทำไมคนแต่งถึงได้วางพล็อตเช่นนี้ แถมในส่วนหลังของเรื่องก็เป็นส่วนที่ซึ้งมาก ๆ เพราะเจมส์ต้องเผชิญหน้ากับความเชื่อของตัวเอง หญิงที่เขารัก หรือความยุติธรรมที่เขามีหน้าที่ต้องปกป้อง

ความเป็นเพื่อนกันของกลุ่มเด็กที่เติบโตมาพร้อมกับเจมส์ทำให้เรื่องน่าอ่านเพิ่มขึ้น เพราะมันชี้ให้เห็นความผูกพันต่างสายเลือดของคนที่มีชะตากรรมร่วมกัน การที่คนเหล่านั้นซึ่งบัดนี้ประสบความสำเร็จในทางที่พวกเขาเลือก ล้วนยื่นมือมาช่วยเจมส์ในยามที่เขาต้องการ ทำเอาแม็กซ์ซึ้งไปเลยค่ะ 

ในขณะเดียวกันสายใยความเป็นพี่น้องระหว่างเอลินอร์และอลิสาเบ็ธก็ทำให้เราเข้าใจว่าทำไมเอลินอร์ถึงตัดสินใจทำในสิ่งที่เธอกระทำ ในสถานการณ์เดียวกัน แม็กซ์ก็คงจะทำเหมือนกัน และนั่นทำให้เราชื่นชอบมาก ๆ (สปอยล์) เพราะไม่ใช่ทุกครั้งหรอกนะคะ ที่นางเอกจะต้องออกอาการเป็นคนดี แล้วให้อภัยคนร้าย โดยเฉพาะคนร้ายทำกับอลิสาเบ็ธอย่างเจ็บปวดอย่างนั้น

อย่างไรก็ตามในแง่ของความลึกทางอารมณ์ เรื่องนี้ยังไปไม่ถึงในระดับที่ลอเรนน์เคยเขียนได้มาก่อน (แนะนำเรื่อง Never Marry a Cowboy) ซึ่งนั่นไม่ใช่ความเลวร้ายอะไร (เมื่อคิดว่าในอดีตลอเรนน์เป็นหนึ่งในนักเขียนที่ะรียกน้ำตาจากแม็กซ์ได้มากที่สุดคนนึง) แต่เราก็อดที่จะเอามาเปรียบเทียบกันไม่ได้น่ะค่ะ

คะแนนที่  63

Finding the Lost // Shannon K. Butcher

posted on 11 Dec 2009 16:19 by maxtreme  in C-Club, Paranormal

แชนน่อน เค. บุชเชอร์ เป็นนักเขียนที่เราคิดว่ายิ่งเขียนก็ยิ่งดีวันดีคืนค่ะ จากหนังสือเล่มแรกของเธอเรื่อง No Regret ที่เราคิดว่าไม่เห็นจะมีอะไรใหม่ มาจนถึงหนังสือชุดแนวพารานอมอลชุดนี้ของเธอ เราเห็นพัฒนาการในการวางพล็อตเรื่องของเธอมาก ๆ ซึ่งในเล่มนี้พล็อตเรื่องก็ยังเป็นส่วนที่น่าค้นหามากที่สุด แม็กซ์พบว่าตัวเองติดตามอ่านด้วยความอยากรู้ว่า คนแต่งจะพาเราไปในทิศทางไหนบ้าง แล้วยังปริศนาทั้งหลายที่ทิ้งท้ายเอาไว้ล่ะ

แต่ในขณะเดียวกัน ข้อเสียของงานเขียนของแชนน่อนก็คือ คาแร็คเตอร์หลักยังดูไม่มีความน่าสนใจมากพอ ทำให้เรื่องราวของพวกเขาดูไม่น่าติดตามเท่าไหร 

 

 

Finding the Lost ของแชนน่อน เค. บุชเชอร์

หนังสือเล่มนี้เป็นเล่มที่สองในชุด The Sentinel Wars เรื่องราวของนักรบจากโลกอื่นที่อยู่อาศัยกับมนุษย์ เพื่อปกป้องประตูข้ามมิติไปยังโลกของพวกเขาจากศัตรู ปัญหาก็คือ สายเลือดของนักรบเหล่านี้ (ซึ่งในเรื่องแบ่งออกเป็นสามเผ่าพันธุ์) มันเจือจางลงไปมากแล้ว ทำให้พวกเขาอ่อนแรงและกำลังพ่ายแพ้ต่อสงครามที่ดำเนินกันมาเป็นนับพันปี จนกระทั่งในเรื่อง Burning Alive ซึ่งเป็นเล่มแรกของชุด ที่มีการค้นพบเฮเลน เดย์ หญิงสาวที่ดูภายนอกก็คือมนุษย์ธรรมดาคนนึง แต่แท้จริงแล้ว เธอสืบเชื้อสายมาจากนักรบธีรอนี และนั่นทำให้เธอกลายเป็นความหวังของเหล่าธีรอนีทุกคน

นั่นเพราะ ชายชาวธีรอนีจะเก็บสะสมพลังจากธรรมชาติไว้ในร่างกาย ในขณะที่คู่ชีวิตของพวกเขาคือฝ่ายที่ดึงพลังออกมา แล้วใช้มัน ปัญหาก็คือ หญิงชาวธีรอนีมีน้อยมาก และนั่นเป็นเหตุผลทำให้ชายชาวธีรอนีส่วนใหญ่ต้องอยู่ในความเจ็บปวด เพราะไม่มีทางปลดปล่อยพลังงานในกายออกมา แต่การค้นพบเฮเลนทำให้พวกเขารู้แล้ว่า ในกลุ่มมนุษย์มีหญิงชาวธีรอนีปะปนอยู่ และแม้จะยังไม่เข้าใจเหตุผลที่เป็นเช่นนั้น พวกเขาก็เริ่มมีความหวังที่จะค้นหาผู้หญิงที่เหมาะสมกับพวกเขา และเป็นคู่ชีวิต

พอล หนึ่งในนักรบชาวธีรอนีไปไกลเกินกว่าทุกคนอีกขึ้นนึง เขาตกลงทำสัญญาปีศาจกับโลแกน ซึ่งเป็นเซนติเนลเผ่าพันธุ์ที่มีความคล้ายคลึงกับแวมไพร์ ที่จะแลกเลือดของเขากับการที่โลแกนจะค้นหาหญิงสาวที่เป็นคู่ชีวิตของเขาให้พบ และโลแกนก็นำเขามาพบกับแอนดร้า แมดิสัน 

แอนดร้าไม่รู้ถึงพลังที่ซ่อนในกายของเธอ แต่นั่นก็ไม่ได้หยุดเธอจากการทำสิ่งที่ถูกต้อง เธอรู้ว่าตัวเองมีพรสวรรค์ในการค้นหาเด็กที่หายไป และจากประสบการณ์อันเลวร้ายในอดีตที่ปีศาจฆ่าล้างครอบครัวของเธอ ทำให้แอนดร้าทุ่มเทตัวเองในการช่วยเหลือเด็ก ๆ ที่ตกเหยื่อของปีศาจ และนั่นทำให้เธอได้พบกับพอล 

ทั้งหมดต่อสู้ และหลบหนีปีศาจที่ออกตามล่า ในขณะเดียวกันอาการป่วยของน้องสาวของแอนดร้า ซึ่งมีอาการของคนเป็นโรคประสาทนับจากถูกปีศาจทำร้าย ก็หนักมากขึ้น และนั่นทำให้แอนดร้าต้องตัดสินใจยอมรับให้พอลกลายมาเป็นคู่ชีวิตของเธอ เพื่อที่จะนำพลังของเขามาใช้ในการต่อชีวิตของน้องสาว 

เล่มนี้มีการเฉลยปริศนาหลายอย่างที่ทิ้งท้ายไว้ในเล่มแรกนะคะ แต่ในขณะเดียวกันก็เพิ่มประเด็นให้ค้นหามากยิ่งขึ้นไปกว่า อย่างที่บอกไปแล้ว หนังสือเรื่องนี้ถูกผลักดันโดยพล็อตแบบเต็ม ๆ เพราะตัวละครทั้งพอลและแอนดร้าไม่ได้มีความน่าสนใจอะไรนัก ในขณะที่พล็อตเรื่องน่าอ่าน และน่าติดตาม มากจนแม็กซ์อยากรู้ว่า ตอนต่อไปจะเป็นยังไง ปริศนาที่ทิ้งท้ายมีอะไรอีกบ้าง 

นางเอกเรื่องนี้ใจแข็งค่ะ แล้วก็ดูใจร้ายมาก ๆ ด้วยซ้ำ เพราะเธอยินยอมเป็นคู่ชีวิตพอลเพียงแค่สามวัน และใจแข็งไม่ยอมมอบใจให้เขา แม้ว่าเขาจะเปิดหัวใจให้เธออย่างเต็มที่ ซึ่งในแง่นึงก็ดูมีเหตุผลและสอดรับกับพล็อตเรื่องดี เพราะแอนดร้าให้ความสำคัญกับน้องสาวเป็นอันดับแรก เธอไม่แน่ใจว่าพอลจะเข้ามาแทรกระหว่างเธอและน้องสาวหรือไม่ และนั่นก็ดูสมกับสิ่งที่พอลทำเช่นกัน เพราะเขาเอาเปรียบคนอื่นด้วยการทำข้อตกลงกับโลแกนในการค้นหาแอนดร้า เขาทำทุกอย่างที่เพื่อผูกพันเธอเอาไว้กับเขา แต่ในท้ายที่สุดเขาก็คิดได้ว่า ทางเดียวที่จะดึงแอนดร้าเอาไว้ ก็คือ การที่เธอเป็นฝ่ายเลือกเอง เขาไม่อาจกำหนดหรือกะเกณฑ์โชคชะตาได้

เช่นเดิมเรื่องราวที่น่าสนใจมาก ๆ ในเล่มนี้ก็คือ ตัวละครที่ไม่ใช่เผ่าธีรอนี แต่กลับเป็นเผ่าที่คล้ายแวมไพร์ โดยเฉพาะโลแกนที่เด่นมาก ๆ ตั้งแต่เล่มก่อน เล่มนี้ก็ยังเด่นเช่นเดิม มีอะไรหลายอย่างทีทิ้งท้ายเอาไว้ และชวนให้เรานึกสงสัยถึงเจตนาของชนเผ่านี้ (ที่ยังดูไม่ออกว่าเป็นฝ่ายดีหรือเลว แต่ที่แน่ ๆ มีเหตุผล เพราะพวกเขาต้องทำทุกอย่างเพื่อการอยู่รอดของเผ่าพันธุ์) 

บอกตามตรงว่า ในแง่ของพล็อต และความซับซ้อนของเนื้อเรื่อง ตอนนี้แม็กซ์ยกให้หนังสือชุดนี้เป็นอันดับสองรองจากงานเขียนในชุดไซ/ชาร์เลนจิ้งของนลินี ซิงห์เลยนะคะ แม้ว่าเทคนิคในการเล่าเรื่องจะยังไม่ดีเท่ากับที่นลินีเขียน (ที่เธอไม่เผยไต๋มากจนเกินไป) แต่ความซับซ้อนของโลก และปริศนาที่บอกใบ้เอาไว้ ถือว่าน่าติดตามมาก ๆ 

ถ้าเพียงแต่แชนน่อนสามารถเขียนตัวละครได้มีความน่าสนใจเทียบเท่ากับพล็อต หนังสือเล่มนี้จะดีมาก ๆ เลยล่ะ 

คะแนนที่ 73