C-Club

เราร้างลาจากการอ่านงานของแคทเธอรีน แอนเดอร์สันไปนานมาก (น่าจะสิบปีแล้วมั้งคะ) ทั้งที่เล่มสุดท้ายที่อ่าน Phantom Waltz ก็ประทับใจไม่น้อย (แล้วก็ร้องไห้ตามสไตล์งานของเธอ) เวลาผ่านไปไวเหมือนโกหกค่ะ หนังสือของเธอสะสมบนชั้นหนังสือของสูงขึ้นสูงขึ้น จนในที่สุดก็รู้สึกว่า สมควรต้องรีบเคลียร์ได้แล้ว

เราเลือกหยิบเรื่อง Morning Light มาอ่านก่อน ด้วยเหตุผลง่าย ๆ ก็คือ หยิบง่ายที่สุดค่ะ เล่มอื่นถูกเก็บลึกกว่า ก็เลยหาไม่เจอ แต่พออ่านเล่มนี้จบ กลับไม่ได้ความรู้สึกว่า เป็นงานของแคทเธอรีน แอนเดอร์สันที่เราชื่นชอบเลย ทำให้ไปหยิบเอาอีกเล่มมาอ่าน ซึ่งก็คือ Sun Kissed คราวนี้เริ่มได้บรรยากาศ แต่ก็ยังไม่ซึ้งอย่างที่คิด สุดท้ายก็เลยอ่านเรื่อง My Sunshine เล่มนี้โดนไปเต็ม ๆ ค่ะ ร้องไห้จนตาบวม สร้างอารมณ์ร่วมไปกับเนื้อเรื่องมาก และย้ำเตือนว่า ทำไมเราถึงได้ชอบงานของนักเขียนคนนี้

เนื่องจากเรื่อง My Sunshine เขียนก่อน (แต่เราอ่านหลังสุด) เราขอเขียนรีวิวตามลำดับการออกของหนังสือนะคะ

 

 

My Sunshine ของแคทเธอรีน แอนเดอร์สัน

เรื่องนี้เป็นเล่มที่หกในชุด Kendrick/Coulter/Harrigan ซึ่งเป็นชื่อตระกูลสามตระกูลที่เกี่ยวพันกันผ่านการแต่งงานของตัวละครในเรื่อง (เคนดริทแต่งงานกับคูลเตอร์ และคูลเตอร์ก็มาแต่งงานกับแฮร์ริแกน) ซึ่งไม่จำเป็นต้องอ่านไล่เรียงกันหรอกนะคะ เราอ่านสลับไปมาก็รู้เรื่องครบถ้วน

ไอเซห์ คูลเตอร์เป็นสัตวแพทย์ผู้ประสบความสำเร็จ เขาและทักเกอร์ พี่ชายฝาแฝด เปิดคลีนิครักษาสัตว์ที่มีชื่อเสียง แต่เมื่อมารดาของให้ไอเซห์ช่วยเพื่อนของเธอด้วยการรับหลานสาวเข้าทำงานในคลีนิค เขาเริ่มไม่แน่ใจ โดยเฉพาะเมื่อรู้ว่า ลอรา ทาวเซนด์ หญิงสาวที่ถูกผู้เป็นย่าฝากงานมานั้นมีอาการสมองได้รับความเสียหายจากอุบัติเหตุเมื่อห้าปีก่อน

ชีวิตของลอราพังพินาศลงจากอุบัติเหตุทางรถยนต์ อาชีพในฐานะนักวิทยาศาสตร์สิ่งแวดล้อมที่ทำให้เธอมีโอกาสเดินทางไปทั่วจบลง เมื่อสมองของเธอได้รับความเสียหาย จนส่งผลต่อความสามารถในการสื่อสาร ลอราต้องเรียนรู้ที่จะพูดใหม่ กระนั้นอาการบกพร่องนี้ก็ทำให้เธอไม่มีวันกลับเป็นคนปกติได้อีก จากคนที่เคยประสบความสำเร็จ และมีอนาคตที่ยาวไกล ลอราต้องรับเงินเลี้ยงดูจากรัฐ และเป็นภาระของผู้เป็นย่า สิ่งเดียวที่เธอต้องการในตอนนี้ก็คือ การมีงานทำเป็นหลักเป็นฐาน เพื่อพิสูจน์ให้ทุกคนเห็นว่า เธอพึ่งพาตัวเองได้ 

ดังนั้นแม้งานที่ไอเซห์เสนอให้ในคลีนิคของเขาจะเป็นงานประเภทใช้แรงงาน ที่เธอรับหน้าที่ดูแลสัตว์ที่ป่วยและมาพักรักษาที่คลีนิค ลอราก็รักงานที่ตัวเองทำ เธอรักสัตว์ และมีสัญชาตญาณกับงานประเภทนี้ ที่สำคัญนี่เป็นงานที่เธอไม่ต้องพึ่งพาความบกพร่องในการใช้ภาษาของตัวเอง เพราะการสื่อสารกับสัตว์ไม่ต้องการคำพูด 

เรื่องนี้เป็นโรแมนซ์ที่แตกต่างสำหรับคนอ่านหลายคน ที่แน่ ๆ ก็คือ นางเอกในเรื่องนี้ไม่สมบูรณ์แบบ ไม่เลยสักนิดเดียว แต่คาแร็คเตอร์ของลอราจับใจของเราได้ตั้งแต่ต้น เรารู้สึกว่าคนแต่งเขียนตัวตนของเธอได้ดี และน่าเชื่อ เราไม่แน่ใจว่า คนที่มีอาการเช่นเดียวกับเธอ จะสามารถมีชีวิตในสังคมได้ดีอย่างที่เธอทำได้หรือไม่ในชีวิตจริง แต่การอ่านเรื่องนี้ทำให้เรามองผู้ป่วยทางสมองด้วยสายตาที่เปลี่ยนไป 

เราชอบความรักที่เกิดขึ้นในเรื่อง นี่เป็นหนังสือโรแมนซ์ไม่กี่เล่มที่เรา "เชื่อ" จริง ๆ ถึงความรัก และความผูกพันที่เกิดขึ้นระหว่างไอเซ่ห์ และลอรา มันไม่ร้อนแรง ไม่ได้เกิดขึ้นเพียงชั่วข้ามคืน แต่เมื่อถึงจุดนึง รักก็คือรัก ไม่สำคัญว่าลอราจะเป็นคนปัญญาอ่อนในสายตาของคนส่วนใหญ่ที่ไม่รู้จักเธอด้วยซ้ำ และไอเซห์เป็นสัตวแพทย์อนาคตไกล 

การเล่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นในคลีนิคสัตวแพทย์ของไอเซห์ก็สร้างภาพอย่างชัดเจน อ่านไปเราก็ผูกพันกับบรรดา "คนไข้" ในเรื่อง ขอบอกว่าเราร้องไห้แทบตายตอนที่แมวตาย แล้วก็ร้องไห้หนักขึ้นอีกเมื่อลอราซึ่งรู้ว่า เจ้าของแมวตัวนั้นจะเสียใจมากขนาดไหน ไปหาแมวตัวอื่นมาแทนให้ 

เราค่อนข้าง "อิน" ไปกับหนังสือเล่มนี้ ทั้งที่คาแร็คเตอร์ไม่ได้มีลักษณะแบบที่เราชอบ ทั้งลอราและไอเซห์เป็นคนดี แบบดีจริง ๆ ไม่ได้เสแสร้ง ซึ่งปกติเรื่องแบบนี้จะไม่เวิร์คสำหรับเรานะคะ แต่ในเล่มนี้คนแต่งสอดแทรกความเป็นมนุษย์เข้าไปในตัวตนของทั้งคู่ และทำให้เราเชื่อว่า การอ่านเรื่องราวของคนดีก็ไม่จำเป็นจะต้องน่าเบื่อ 

เราอ่านเล่มนี้จบแล้วรู้สึกดีขึ้นกับเพื่อนมนุษย์ร่วมโลก แม้ว่าการสอดแทรกประเด็นเรื่องศาสนาเข้ามาจะทำให้เราอึดอัดไปในบางครั้ง แต่เรื่องราวในส่วนอื่นก็ทำให้เรามองข้ามประเด็นนั้นไปได้

ไม่แน่ใจว่า เล่มนี้จะถูกใจทุกคนหรือไม่นะคะ เราเคยคุยกับคนคนนึงซึ่งรับไม่ได้กับการอ่านเรื่องที่นางเอกพิการ (ขาทั้งสองข้างเป็นอัมพาต) ซึ่งเป็นงานเขียนของแคทเธอรีน แอนเดอร์สันเรื่อง Phantom Waltz เขาบอกว่ารับเรื่องโรแมนซ์ที่นางเอกไม่สมประกอบไม่ได้ เราเคารพความเห็นของเขานะคะ ดังนั้นเราคงต้องบอกว่า เรื่องนี้นางเอกไม่สมบูรณ์แบบ เธอมีข้อบกพร่องที่ร้ายแรง เรารับได้ และชื่นชมแคทเธอรีน แอนเดอร์สันที่เขียนถึงเรื่องราวเหล่านี้

คะแนนที่ 70

 

 

Sun Kissed ของแคทเธอรีน แอนเดอร์สัน

เรื่องนี้เป็นเล่มที่เจ็ดในชุด Kendrick/Coulter/Harrigan ซึ่งเป็นชื่อตระกูลสามตระกูลที่เกี่ยวพันกันผ่านการแต่งงานของตัวละครใน เรื่อง (เคนดริทแต่งงานกับคูลเตอร์ และคูลเตอร์ก็มาแต่งงานกับแฮร์ริแกน) โดยเล่มนี้เป็นเรื่องสุดท้ายที่เล่าถึงพี่น้องตระกูลคูลเตอร์ และถือเป็นเล่มเปิดตัวพี่น้องตระกูลแฮร์ริแกน 

ทักเกอร์ คูลเตอร์ สัตวแพทย์ และหนุ่มโสดคนเดียวในตระกูลที่เหลืออยู่อาสามาช่วยดูแลสัตว์ในงานโรดิโอแห่งนึง ซึ่งเขาพบเห็นชายขี้เมากำลังทำร้ายม้าที่ไร้ทางต่อสู้อยู่ แต่ก่อนที่เขาจะแสดงความเป็นฮีโร่โผล่เข้าไปช่วย ซาแมนธา แฮร์ริแกน สาวน้อยร่างเล็กก็ถลาเข้าไปหยุดพฤติกรรมนั้น และเธอก็ถูกชายคนดังกล่าวหันมาทำร้ายแทน

ด้วยความเป็นสุภาพบุรุษ ทักเกอร์ไม่ลังเลที่จะกระโดดเข้าไปร่วมวงต่อสู้ ซึ่งจบลงที่ทั้งเขาและซาแมนธาถูกตำรวจจับ แต่นั่นก็คุ้มค่า เพราะเขาได้รู้จักกับหญิงสาวที่น่าสนใจมาก ๆ คนนึง ซึ่งสำหรับชายที่ไม่เคยคิดว่า ตัวเองจะได้เจอกับคนที่ใช่ ซาแมนธาเข้าใจความรู้สึกนั้นมากที่สุด

แต่เพราะยังเจ็บปวดจากการถูกอดีตสามีหลอกลวง ซาแมนธาไม่กล้าเปิดหัวใจให้กับความสัมพันธ์ครั้งใหม่ ทำให้เธอกันให้ทักเกอร์ออกห่าง แต่แล้วอาการป่วยอย่างไม่สาเหตุของม้าที่เธอเป็นเจ้าของก็เปิดทางให้ทักเกอร์ได้มีโอกาสก้าวเข้ามาในชีวิต และยิ่งเมื่อเธอถูกกล่าวหาว่าเป็นคนทำร้ายม้าของตัวเอง ทักเกอร์ก็คือคนสำคัญที่จะช่วยเธอในการสืบหาความจริง

เล่มนี้มีนางเอกที่สมบูรณ์แบบค่ะ ไม่ได้มีอาการผิดปกติพิกลพิการทางร่างกาย แม้ว่าในด้านจิตใจซาแมนธาบอบช้ำมาจากการเลือกสามีผิดคน การหย่าที่พ่อของเธอต้องจ่ายเงินไปเป็นจำนวนมาก นั่นทำให้หญิงสาวไม่กล้าไว้ใจชายคนไหน ส่วนพระเอกก็จริงใจแต่ต้น แล้วก็แปลกกว่าพระเอกโรแมนซ์คนอื่นตรงที่ไม่วิ่งหนีความรัก เขาถวิลหามันด้วยซ้ำ เพราะพี่น้องทุกคนก็ล้วนเจอคนที่ใช่กันหมดแล้ว ทำให้ทักเกอร์ตั้งคำถามตัวเองว่า เขามีอะไรผิดปกติไปรึเปล่าจึงไม่เจอใครสักที จนกระทั่งได้เจอกับซาแมนธา

เราเข้าใจแรงดึงดูดของคนทั้งคู่นะคะ แต่การที่นางเอกปิดใจและปฏิเสธตัวเอง (ซึ่งเราก็เข้าใจแหละว่าทำไมถึงจึงทำแบบนั้น) ทำให้เราเบื่อหน่ายไปไม่น้อย พระเอกออกจะไนซ์และเก่งขนาดนี้ยังไม่รู้อีกเหรอว่าได้ของดีมาในมือ

ในขณะที่น้องชายฝาแฝดของทักเกอร์เชี่ยวชาญเรื่องการรักษาสัตว์เล็ก (อยู่ในเรื่อง My Sunshine) ทักเกอร์มุ่งเน้นไปที่สัตว์ในฟาร์ม ทำให้เรื่องนี้เราได้ความรู้เกี่ยวกับสัตว์จำพวกนี้เยอะเลยค่ะ เราคิดว่าคนแต่งทำได้ดีในการถ่ายทอดข้อมูลให้น่าสนใจ และเป็นส่วนหนึ่งของเรื่อง

อย่างไรก็ตามเล่มนี้ยังคาดซึ้งแฟ็คเตอร์ที่เรามองหาในงานเขียนของแคทเธอรีน แอนเดอร์สัน คืออ่านไปได้เรื่อย ๆ แต่ไม่มีจุดที่ทำให้เราบ่อน้ำตาแตกได้

คะแนนที่ 60

Morning Light ของแคทเธอรีน แอนเดอร์สัน

เรื่องนี้เป็นเล่มที่แปดในชุด Kendrick/Coulter/Harrigan ซึ่งเป็นชื่อตระกูลสามตระกูลที่เกี่ยวพันกันผ่านการแต่งงานของตัวละครใน เรื่อง (เคนดริทแต่งงานกับคูลเตอร์ และคูลเตอร์ก็มาแต่งงานกับแฮร์ริแกน) โดยเล่มนี้มาถึงส่วนที่เป็นคาแร็คเตอร์ในตระกูลแฮร์ริแกนแล้วค่ะ

ลอนี แม็คยวนมีพลังพิเศษ เธอสามารถมองเห็นเหตุการณ์ในอนาคตได้ แต่นี่ก็เป็นเสมือนคำสาปที่ติดตามตัวเธอมาตลอด จนทำให้หญิงสาวต้องย้ายออกจากบ้านมายังที่ห่างไกล ที่ที่ไม่มีใครรู้ว่า เธอคือใคร แต่แล้วภาพนิมิตรที่เห็นมองเห็นขณะแตะตัวคลินท์ แฮร์ริแกนอย่างบังเอิญในซุปเปอร์มาร์เก็ตก็ทำให้เธอไม่อาจอยู่เฉยได้ เพราะภาพเด็กชายที่กำลังตกอยู่ในอันตราย ลอนีรู้จากนิมิตรว่า เด็กคนนั้นคือลูกชายของคลินท์ และตอนนี้กำลังติดอยู่ในป่าลึก กับสุนัขอีกหนึ่งตัว

แต่คลินท์ไม่มีลูก เขาเป็นโสด และคิดว่าลอนีสติไม่สมประกอบ จนกระทั่งเขาเห็นข่าวในโทรทัศน์ เหตุการณ์ที่ครอบครัวของวุฒิสมาชิกออกไปล่องแก่งแล้วประสบอุบัติเหตุ ภรรยาของวุฒิสภาพเป็นหญิงสาวจากอดีตของคลินท์ และอายุของลูกชายของทั้งคู่ก็อาจจะเป็นลูกของคลินท์ได้ นั่นมากพอที่จะทำให้คลินท์ตามหาลอนี และขอให้เธอช่วยเหลือ

ทั้งคู่ออกเดินทางไปในป่าลึก ติดตามเบาะแสตามภาพนิมิตรของลอนี หลังจากที่รู้ว่า ทีมกู้ภัยมองหาผิดที่ (และทั้งคู่ไม่รู้ว่าจะบอกพวกนั้นยังไงว่า หาผิดทาง เพราะไม่มีใครเชื่อเรื่องภาพนิมิตร)

เล่มนี้เป็นเรื่องราวของการค้นหาเด็กหายในป่า ในขณะที่ความสัมพันธ์ของตัวเองก็พัฒนามากขึ้นเรื่อย ๆ ซึ่งเราคงต้องบอกว่า เป็นเรื่องที่เราผิดหวังมาก เพราะเรื่องไม่น่าสนใจเลย ในแง่ของอารมณ์ก็สอบตก อ่านแล้วไม่รู้สึกเหมือนกำลังอ่านงานบีบหัวใจ (และน้ำตา) ของแคทเธอรีน แอนเดอร์สันสักนิดเดียว จริง ๆ แล้วอ่านเล่มนี้ทำให้นึกถึงฝันร้ายที่มีชื่อว่า Up Close and Dangerous ของลินดา โฮเวิร์ดเลยล่ะ (เป็นฝันที่น่ากลัวตรงที่มันน่าเบื่อมาก)

ผิดหวังกับเล่มนี้แบบเต็ม ๆ แถมเล่มนี้ยังพร่ำสอนเรื่องศาสนาแบบเกิดเหตุ เราเข้าใจเรื่องความเชื่อนะคะ และเคารพในความเชื่อที่แตกต่างกันระหว่างศาสนา และเข้าใจว่า ประเด็นทางศาสนาเอามาเขียนเป็นองค์ประกอบในโรแมนซ์ได้ แต่การทำแบบนั้นไม่ควรจะเป็นการยัดเยียดนะคะ ซึ่งนี่เป็นความรู้สึกที่เราพบในการอ่านเรื่องนี้ เรารู้สึกว่าศรัทธาที่คลินท์มีมันฝืนเกินเหตุ

อ่านเล่มนี้จบแล้วกลัวมากเลยค่ะ ถ้าทิศทางการเขียนของแคทเธอรีน แอนเดอร์สันออกไปในแนวนี้ (ฝักใฝ่ศาสนา) เรื่องที่ออกหลังจากเล่มนี้ก็จะเป็นอย่างนี้ เราคงรับไม่ไหว ไม่ได้มีปัญหากับประเด็นศาสนานะคะ แต่ไม่อยากอ่านโรแมนซ์ที่ให้ความรู้สึกเหมือนกำลังอ่านไบเบิ้ล โชคดีก็คือ เรามีงานเก่าของเธอดองค้างไว้อีกเกือบสิบเล่ม

คะแนนที่ 50

Wife by Wednesday

posted on 14 Nov 2012 11:55 by maxtreme in C-Club, Contemporary directory Fiction

เห็นชื่อหนังสือเรื่องนี้ติดอันดับขายดีตั้งแต่ปีก่อนแล้วล่ะค่ะ แถมยังมีแรงส่งขายดีต่อเนื่องมาจนถึงปีนี้อีกต่างหาก ทำให้ตอนที่เราไปงาน RWA แล้วได้เจอกับนักเขียนที่มาในงาน Book Fair ด้วย เราก็เลยตัดสินใจควักเงินซื้อฉบับพรินต์บุ๊คเล่มนี้ติดมือมาด้วย ทั้งที่ใจจริงแล้วเราไม่ได้ถูกใจอะไรกะพล็อตเรื่องมากมายนัก เพราะอ่านแล้วทำให้นึกถึงเรื่องแนวฮาร์ลิควิน เพรสเซ่น แถมเรายังรู้สึกว่า มันช่างโอเว่อร์ไปเกินงามอีกต่างหาก (พระเอกนอกจากจะเป็นเศรษฐีพันล้านแล้ว ก็ยังเป็นดยุคควบไปอีก เกินเหตุไปไหมเนี่ย)

นั่นก็คือเหตุผลที่เราจัดเก็บเล่มนี้เป็นอย่างดีในกล่อง จนกระทั่งเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมาได้ฤกษ์รื้อกล่องพอดี ก็เลยจำเล่มนี้ได้ ถึงได้หยิบออกมาวางไว้เตรียมอ่าน ซึ่งก็เป็นการหยิบมาอ่านแบบไม่ได้ตั้งความหวังอะไร เราเพียงแค่อยากอ่านอะไรสั้น ๆ ง่าย ๆ ไม่ต้องคิดมาก และเล่มนี้ดูเข้าเค้า

ที่เราอยากอ่านเรื่องสั้น ๆ ง่าย ๆ ไม่ต้องคิดมาก ก็เพราะเราอดนอนมาหลายวัน และอยากจะเข้านอนเร็วแต่หัวค่ำ แต่ก็ผิดคาด เล่มนี้สนุกเกินไปค่ะ ทำให้การอ่านติดพัน รู้ตัวอีกทีก็ตีหนึ่งไปแล้ว เรื่องสั้น ๆ ง่าย ๆ ไม่ต้องคิดมาก กลับมีเสน่ห์บางอย่างที่ทำให้เราไม่อยากวางลงเลยด้วยซ้ำ

 

 

Wife by Wednesday ของแคทเธอรีน บายบี

เรื่องนี้เป็นเล่มแรกในชุด The Weekday Brides ซึ่งเข้าใจว่า คงเป็นเรื่องการแต่งงานเพื่อความสะดวกของมหาเศรษฐีที่ด้วยความจำเป็นบางอย่างต้องการภรรยาอย่างรวดเร็ว ตอนนี้เรื่องชุดนี้ออกมาแล้วสองเล่มค่ะ โดยออกขายครั้งแรกเป็นอีบุ๊คที่คนแต่งพิมพ์ขายเอง แต่ด้วยความแรงของเรื่องนี้ ทำให้ในที่สุดคนแต่งก็ขายลิขสิทธิ์ไปให้กับสนพ.อเมซอนเมาต์เลค (ซึ่งเป็นอิมพรินต์โรแมนซ์ของค่ายนี้) เรื่องนี้และเล่มสองในชุดก็เลยจะถูกรีแพ็คเกจขายใหม่ในเดือนกุมภาพันธ์ปีหน้าค่ะ ซึ่งเล่มสามในชุดก็จะออกขายในช่วงเวลาใกล้เคียงกัน

เบลค แฮร์ริสันที่นอกจากจะเป็นมหาเศรษฐีในอาณาจักรการขนส่งที่สร้างตัวด้วยตัวเองตั้งแต่สมัยเรียนมหาวิทยาลัย เขาก็ยังเป็นดยุคแห่งอัลบานี ผู้ซึ่งบิดาที่เสียชีวิตไปเมื่อห้าปีก่อนทิ้งพินัยกรรมประหลาดเอาไว้ ในนั้นกำหนดให้เขาต้องแต่งงานก่อนอายุครบสามสิบหกปี มิฉะนั้นเบลคก็จะได้แต่บรรดาศักดิ์ ส่วนทรัพย์สินอย่างอื่นจะตกเป็นของญาติอีกคน ซึ่งเบลคก็ไม่ได้แคร์อะไรกับทรัพย์สินพวกนั้นหรอก แต่เงินก็คือเงิน และมันเป็นส่วนที่มารดาและน้องสาวของเขาควรได้รับ อีกอย่างเบลคก็ไม่ได้ชอบหน้าญาติของตัวเองเท่าไหรนัก เหตุผลทั้งหมดนั่นทำให้เบลคตัดสินใจมองหาเจ้าสาว เพื่อการแต่งงานตามความสะดวก

เพื่อนคนนึงแนะนำให้เบลคใช้บริการของบริษัทจัดหาคู่ ซึ่งมีแซม เอลเลียตเป็นเจ้าของ เบลคชอบใจความคิดนี้ เพราะมันตรงไปตรงมา ไม่ต้องเสแสร้งหลอกลวงว่าเป็นความรัก เพราะสำหรับเขาแล้ว การแต่งงานก็คือข้อตกลงทางธุรกิจ  และในการดำเนินธุรกิจ เบลคเลือกที่จะยุ่งเกี่ยวกับตัวแปรที่เขารู้จัก

ดังนั้นแม้แซม ซึ่งจริง ๆ แล้วก็คือ ซาแมนธาได้ส่งโปรไฟล์ของหญิงสาวสามคนที่สมบูรณ์แบบมาให้เขาเลือก เบลคไม่เลือกคนทั้งสาม เขาเลือกซาแมนธา เพราะหลังจากที่ได้พบ และพูดคุยกับเธอ เขาก็รู้ว่า เธอคือคนที่เหมาะสม เขาไม่มีเวลาให้เสียอีกต่อไปในการเลือกผู้หญิงคนอื่นอีก 

ด้วยข้อเสนอเป็นเงินเกือบสิบล้านเหรียญ แลกกับการแต่งงานจอมปลอมเป็นเวลาหนึ่งปี ไม่ใช่เรื่องที่ซานแมนธาต้องคิดมาก เธออาจจะเป็นนักธุรกิจและสามารถเลี้ยงตัวเองได้ แต่ด้วยภาระที่ต้องดูแลน้องสาวที่ป่วยทางสมอง ข้อเสนอของเบลคทำให้ชีวิตของเธอง่ายขึ้น มันก็เป็นแค่ข้อตกลงทางธุรกิจอีกอันนึง

คนสองคนที่เข้าใจความต้องการของอีกฝ่ายมาตั้งแต่เข้าสู่การแต่งงานที่ไม่คาดหวังอะไรนอกจากการทำให้คนนอกเชื่อว่าเป็นการแต่งงาน พร้อมกับเป้าหมายที่จบมันลงในอีกหนึ่งปีข้างหน้า แต่ไม่มีอะไรง่ายในชีวิตสมรส และเมื่อทั้งคู่ได้มีโอกาสใช้ชีวิตร่วมกัน รู้จักกันมากขึ้น ข้อตกลงทางธุรกิจก็เริ่มจะไม่ตรงไปตรงมาอย่างที่คิดอีกต่อไป

พล็อตพาฝันมาก ๆ แต่คนแต่งทำให้เราเชื่อในขณะที่อ่านได้ว่า เป็นความจริง ซึ่งจุดนี้เรายกให้คนแต่งไปเลยนะคะ เธอทำให้เรารู้สึกว่า การตัดสินใจยอมแต่งงานของซาแมนธาไม่ใช่เรื่องเสียหาย ว่านางเอกไม่ได้ยอมให้เงินมาซื้อตัวเธอได้ ความชัดเจนในตอนที่เบลคเกลี้ยกล่อมให้เธอยอมตกลงด้วยเป็นส่วนสำคัญของเรื่อง การที่ทั้งคู่มองเรื่องการแต่งงานเป็นข้อตกลงทางธุรกิจทำให้เราทำใจเชื่อได้มากว่า นี่เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นได้  และที่สำคัญคาแร็คเตอร์ของซาแมนธาทำให้เราเชื่อว่า ทำไมเบลคจึงเลือกเธอ

ซาแมนธาเป็นนางเอกที่แตกต่างจากหนังสือในแนวเดียวกัน  เราชอบบุคลิกของเธอ การยืดหยัดต่อทุกคน ฉากที่เธอเผชิญหน้ากับแฟนเก่าของเบลค (คนที่เขาไม่เลือกแต่งงานด้วย) ทำให้เราเห็นด้านร้าย ๆ ของเธอ การส่งข้อความไปบอกเบลคว่า แฟนเก่าของเขาร้ายกาจยังไงเพื่อเป็นการตอกย้ำว่า เธอพูดถูก (เพราะก่อนหน้าเธอบอกเบลคว่า แฟนเก่าของเขาต้องก่อเรื่อง แต่พระเอกบอกว่าไม่มีทาง เขาเลือกผู้หญิงที่เข้าใจข้อตกลงระหว่างกัน) เราชอบฉากที่เธอชนะใจแม่ของเบลคด้วยการชวนกันออกไปช็อปปิ้ง นางเอกในเล่มนี้ไม่ใช่สาวน้อยขี้อาย ลูกเป็ดขี้เหร่ที่ต้องการให้พระเอกมาเสกนิรมิตให้กลายเป็นสาวสวย หรือทำให้เธอมั่นใจ ภูมิหลังของซาแมนธาถูกวางมาได้ดี และเข้ากับเนื้อเรื่อง ทำให้เห็นว่า เธอมีแบ็คกราวด์ที่ไฮโซพอที่จะเข้ากับโลกของเบลคได้ คาแร็คเตอร์ของซาแมนธาทำให้เราเชื่อว่า มหาเศรษฐีอย่างเบลคจะตกหลุมรักเธอได้

พระเอกในเรื่องก็เขียนได้ดีค่ะ เบลคไม่ใช่เศรษฐีปากหมาที่พูดจาดูถูกนางเอก หรือคิดว่าจะใช้เงินฟาดหัวทำอะไรตามใจทุกอย่างได้ (แม้เขาจะใช้เงิน แต่เขารู้ว่านั่นเป็นแค่ทำให้เรื่องง่ายขึ้น ไม่ได้เป็นการ "ซื้อ" นางเอก) เขาไว้ใจและเคียงข้างนางเอก แล้วจะมีพระเอกกี่คนที่เมื่อสืบรู้ว่า ตัวร้ายซึ่งเป็นแฟนเก่าของตัวเองมาตามราวีนางเอก เขาก็วางแผนและ "เอาคืน" ให้ก่อนจะตามไปง้อนางเอกต่อ 

อย่างไรก็ตามมีหลายอย่างเยอะมากที่ไม่ค่อยจะน่าเชื่อในเรื่อง แต่ตามสไตล์นิยายพาฝันแบบนี้ เราให้อภัยมันได้ และยิ่งมาเทียบกับพล็อตในแนวเดียวกันเรื่องอื่น เรื่องนี้มีคาแร็คเตอร์ที่กินขาดได้ใจเราไปเลยค่ะ

คะแนนที่ 73

Last Dragon Standing & The Dragon who Loved Me // G.A. Aiken

posted on 13 Nov 2012 11:36 by maxtreme in B-Club, C-Club, Paranormal directory Fiction

ด้วยเหตุผลบางอย่างทำให้เราไม่อาจเริ่มต้นอ่านเรื่อง Last Dragon Standing ได้ หยิบมาอ่านหลายรอบ แล้วก็ต้องวางกลับไปทุกครั้ง แต่หลังจากสองปีนับจากหนังสือเรื่องนี้ออกขาย (และทำให้เรามีเรื่องในชุดนี้ค้างอยู่สามเล่มแล้ว) การหยิบมาอ่านครั้งนี้สำเร็จผลค่ะ ซึ่งก็ทำให้เรางงไปเหมือนกันว่า ทำไมถึงอ่านไม่รอดซะที ทั้งที่เล่มนี้ก็สนุกสนานน่าอ่าน ขนาดทำให้เราต้องรีบลัดคิวเอาเล่มถัดไปในชุดมาอ่านต่อ

 

 

Last Dragon Standing ของจีเอ ไอเก้น

เรื่องนี้เป็นเล่มที่สี่ในชุด Dragon Kin ซึ่งเป็นเรื่องราวที่เกิดขึ้นในโลกที่แตกต่างจากโลกมนุษย์ เราว่าน่าจะเป็นอีกดวงดาวนึงที่มนุษย์อยู่อาศัยร่วมกับมังกร (เพราะพระอาทิตย์ในโลกใบนี้มีสองดวง ดังนั้นเชื่อได้ว่าไม่ได้อยู่ในระบบสุริยะแน่ ๆ) เล่มนี้แตกต่างจากสามเล่มแรกตรงที่ ตัวเอกทั้งสองล้วนเป็นมังกรทั้งคู่ ดังนั้นเรื่องราวส่วนใหญ่เกิดขึ้นในขณะที่ทั้งคู่อยู่ในร่างมังกร ซึ่งถือเป็นร่างหลักของพวกเขา ทำให้ได้ความรู้สึกอีกอย่างนึงนะคะ เหมือนอ่านโรแมนซ์ของมังกร เวลาจะชมว่านางเอกสวย ก็บอกว่า หางของเธอเป็นพวงน่ารัก 

เร็คนาร์ที่เป็นผู้นำของมังกรสายฟ้าซึ่งมีถิ่นอาศัยอยู่ทางเหนือ ซึ่งบัดนี้เป็นพันธมิตรกับมังกรไฟจากทางใต้ (ซึ่งเป็นกลุ่มของพระนางในเรื่องชุดนี้) ได้รับคำขอร้อง (แกมคำสั่ง) จากราชินีเรียนนอน (มังกรทางใต้) ให้พาตัวอายแบร์ลูกชายของเธอซึ่งถูกส่งมาฝึกกับเร็คนาร์ยังดินแดนทางเหนือกลับบ้าน ซึ่งระหว่างเดินทางเขาก็ได้พบกับเคต้า ลูกสาวตัวแสบของราชินี (และพี่สาวของอายแบร์)

นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่เร็คนาร์และเคต้าเคยพบกัน เมื่อสองปีก่อนเธอถูกบิดาของเขาจับเป็นตัวประกันเพื่อใช้ในการต่อรองกับราชินีเรียนนอน เมื่อครั้งที่มังกรสายฟ้า และมังกรไฟเคยทำสงครามระหว่างกัน แต่ราชินีซึ่งแสดงออกอย่างชัดเจนว่าไม่แคร์ลูกสาวคนนี้แม้แต่นิดเดียวไม่สนใจที่จะต่อรอง และยินดีที่จะปล่อยให้เคต้าอยู่ในการจับกุมต่อไป จนกระทั่งเร็คนาร์ซึ่งไม่ได้เห็นด้วยกับการกระทำของบิดา และมีแผนการเป็นของตัวเอง เขาปล่อยเธอออกมา ซึ่งนั่นก็ไม่ได้ทำให้เขากลายเป็นฮีโร่ในสายตาของเคต้าหรอกนะ เพราะเธอเองก็มีแผนการส่วนตัวเช่นกัน 

เราไม่ค่อยชอบนางเอกจากบทบาทของเธอที่มีในสามเล่มแรกมากนัก เคต้าถูกแสดงออกมาในฐานะของลูกสาวของพ่อที่เอาแต่ใจ เห็นแก่ตัว ตัวตนของเธอดูไม่มีแก่นสารหรือสาระอะไรเลย และนั่นก็คือสิ่งที่เร็คนาร์เห็นในตอนแรก แต่การเดินทางร่วมกัน และได้พบเจอเหตุการณ์ต่าง ๆ มากมาย เคต้าได้แสดงด้านที่เก็บซ่อนเอาไว้ออกมา และเร็คนาร์ รวมทั้งคนอ่าน (อย่างเรา) ด้วยได้รู้จักตัวตนที่แท้จริงของเธอ และเราขอบอกว่า ชอบเคต้าอย่างมาก 

คนแต่งเขียนในส่วนนี้ได้ดีมาก ๆ การเปลื่ยนความคิดของเราไม่ใช่เรื่องง่าย เราตั้งท่าจะไม่ชอบเธออยู่แล้ว และไม่คิดว่า คาแร็คเตอร์อย่างเคต้าจะเป็นอะไรมากกว่าที่ตาเห็นได้ แต่เล่มนี้แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่า มีหลายอย่างที่เรามองไม่เห็น ในขณะเดียวกันคนแต่งก็ยังคงรักษาคาแร็คเตอร์เอาแต่ใจและเห็นแก่ตัวของเคต้าเอาไว้ได้เช่นกัน 

กรอบของเรื่องในเล่มนี้ค่อนข้างใหญ่เกินกว่าคาแร็คเตอร์ เห็นได้ชัดว่าเร็กนาร์และเคต้าเป็นเพียงเบี้ยตัวเล็ก ๆ ในเรื่องที่ยิ่งใหญ่ สงครามระหว่างมังกรสายฟ้า และมังกรไฟอาจจะสงบลงแล้ว (จากเหตุการณ์ในเล่มสาม) แต่สงครามยังไม่สงบ ศัตรูรายใหม่กำลังโผล่หัวขึ้นมา และ (สปอยล์) เคต้าในฐานะของผู้คุ้มครองราชบัลลังค์ก็อยู่ตรงกลางพอดี

เอกลักษณ์ในงานเขียนของคนแต่งก็ยังมีอยู่ครบ ตัวละครที่นิสัยอาจจะไม่ค่อยน่ารัก แต่พอถ่ายทอดมาเป็นตัวหนังสือกลับทำให้เราสนุกไปกับการกระทำของพวกเขา เรื่องในชุดดราก้อนคินนี้ค่อนข้างเลือดสาดมากกว่างานที่เธอเขียนในนามปากกาแชลลี ลอว์เรนสตัน ทำให้มีฉากแอ็คชั่นสนุก  ๆให้อ่านกัน 

ส่วนที่ทำให้เราประหลาดใจ และเพิ่งมาสังเกตเห็นในเล่มนี้ก็คือ งานชุดนี้มีความเป็นชุดชัดเจนมาก ขนาดที่เราไม่แน่ใจว่า คนที่ไม่อ่านเล่มก่อนหน้าจะทำความเข้าใจเหตุการณ์ที่เกิดในเล่มนี้ได้ครบถ้วนหรือไม่ ความต่อเนื่องของพล็อตจากเล่มนึงไปยังเล่มต่อไปก็มีสูง กระทั่งเล่มนี้เองตอนจบก็ดูเหมือนเป็นแค่จุดเริ่มต้นของเหตุการณ์ในตอนต่อไป เราอ่านเล่มนี้แล้วรู้สึกนับถือความสามารถในการวางพล็อตเรื่องของคนแต่งค่ะ ซึ่งนี่ไม่ใช่สิ่งที่เราคิดมาก่อนตอนที่หยิบงานของเธอขึ้นมาอ่าน เราชอบงานเขียนของจีเอ/แชลลี่ เพราะภาษา มุขตลก อารมณ์ขันในเรื่อง แต่มาเล่มนี้เราเห็นฝีมือการวางพล็อตในภาพใหญ่อีกต่างหาก นับถือค่ะ

คะแนนที่ 75

 

 

 The Dragon who Loved Me ของจีเอ ไอเก้น

เรื่องนี้เป็นเล่มที่ห้าในชุด Dragon Kin เรื่องราวของเหล่ามังกรบนดวงดาวอีกดวงที่ไม่ใช่โลก เหตุการณ์ในเล่มนี้ต่อเนื่องจากตอนจบของเล่มสี่ในชุด (Last Dragon Standing)  เมื่อสงครามเกิดขึ้น มังกรไฟจากทางใต้ และมังกรสายฟ้าจากทางเหนือร่วมมือกัน เปิดศึกกับมังกรไฟทางตะวันตกซึ่งมีพันธมิตรเป็นมนุษย์ ทำให้กองทัพต้องแยกออกเป็นสองส่วน ทัพนึงนำโดยเร็คนาร์นำทัพมังกร ส่วนอีกทางนำทัพโดยแอนวีล ราชินีแห่งอาณาจักรมนุษย์ (และนางเอกเล่มหนึ่ง)

วิกอลฟ์ซึ่งเป็นน้องชายของเร็คนาร์ได้รับคำสั่งจากพี่ชายให้คุ้มครองพาเคต้า และเรนเดินทางออกจากสนามรบกลับไปสู่ฐานที่มั่นทางใต้ โดยในภารกิจนี้ก็ยังมีโรนา มังกรสาวซึ่งเป็นญาติของเคต้าร่วมเดินทางไปเพื่อคุ้มครองเพิ่มขึ้นอีกหนึ่งคน แต่เมื่อการเดินทางเริ่มขึ้น เคต้าก็เล่าถึงภารกิจที่แท้จริง

ข่าวกรองที่ได้รับทำให้เคต้าทราบว่า มีแผนการที่จะทำอันตรายบรรดาเด็ก ๆ ที่เป็นลูกของเหล่าแม่ทัพมังกร (ก็บรรดาพระเอกในเล่มก่อนหน้า) ซึ่งเป็นแผนที่จะดึงความสนใจจากมังกรเหล่านี้ เพื่อให้พวกเขาหนีทัพเดินทางกลับบ้านไปเพื่อคุ้มครองลูก ๆ ซึ่งเคต้ายอมให้เกิดเหตุการณ์เช่นนั้นไม่ได้ เพราะแนวรบทางด้านนี้ต้องการมังกรเหล่านี้เป็นกำลังสำคัญ แต่ในขณะเดียวกันเธอก็รู้ว่า จำเป็นจะต้องปกป้องพวกเด็ก ๆ จากอันตราย ดังนั้นเธอจึงวางแผนเดินทางกลับบ้าน แต่ไม่ให้ใครสงสัย (นอกจากเร็คนาร์ที่รู้เรื่อง) และเตรียมที่จะย้ายเด็ก ๆ ไปซ่อนยังที่ปลอดภัย 

แต่เมื่อไปถึงจุดหมาย อะไร ๆ ก็ไม่เป็นไปอย่างที่คิด แทนที่หน้าที่ของวิกอลฟ์และโรนาจะสิ้นสุด และพวกเขากลับไปยังกองทัพที่ประจำการ ทั้งคู่กลับต้องเริ่มต้นออกเดินทางไปเพื่อตามหาแอนวีล ซึ่งตอนนี้หายตัวไปอย่างลึกลับ โดยบุกเข้าไปในดินแดนของศัตรู 

เรื่องนี้แปลกกว่าเล่มอื่น ๆ ในชุดค่ะ ตรงที่ตัวเอกไม่ใช่ศูนย์กลางของเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ทั้งวิกอลฟ์ และโรนาดูเหมือนคนนอกที่มองเหตุการณ์เข้ามา พวกเขาไม่ถึงกับมีส่วนได้เสียสำคัญในสิ่งที่เกิดขึ้น ดังนั้นในแง่นึงเรื่องก็ดูแปลกไปสักหน่อย เพราะโฟกัสของเรื่องกลับอยู่ที่คาแร็คเตอร์ของแอนวีล และเหล่าลูก ๆ ของมังกรมากกว่า  แต่ด้วยฝีมือการเขียนของคนแต่งก็ไม่ได้ทำให้อรรถรสในการอ่านเสียไปนะคะ เพียงแต่ตัวพระนางไม่โดดเด่นเท่านั้นเอง

และนี่อาจจะเป็นเหตุผลที่ทำให้เรื่องรักระหว่างวิกอลฟ์และโรนาดูแตกต่างไปจากคู่อื่น ๆ ในชุดนี้ ค่อนข้างเป็นสวีทโรแมนซ์ด้วยซ้ำ เมื่อวิกอลฟ์สารภาพว่าแอบปิ๊งโรนาตั้งแต่เห็นหางของเธอเป็นครั้งแรก (ทั้งคู่เป็นมังกรค่ะ อย่าลืม ดังนั้นการจีบกันก็เป็นแบบมังกร ชมหาง ชมจมูกของกันและกัน) ตั้งแต่เมื่อห้าปีก่อน แต่ก็ไม่กล้าจะสารภาพรัก เพราะเธอสืบเชื้อสายมาจากมังกรไฟ แถมเป็นตระกูลนักรบสุดโหด ส่วนโรนาก็คิดว่า ไม่มีใครมองมังกรสาวอย่างเธอ ในฐานะของพี่สาวคนโต ที่ต้องทำหน้าที่เลี้ยงน้อง ๆ หลายต่อหลายคน (เพราะแม่ชอบออกรบมากกว่าเลี้ยงลูก) โรนาไม่ได้มีความใฝ่ฝันจะเป็นนักรบ แต่ก็หลีกเลี่ยงแรงกดดันของมารดาที่ใฝ่ฝันจะเห็นลูกสาวเป็นนักรบผู้เก่งกาจไม่ได้ โรนาจึงทำทุกอย่างตามหน้าที่ และไม่คาดหวังอะไรที่มากหรือน้อยไปกว่านั้น การที่ได้รู้ว่า วิกอลฟ์แอบชอบเธออยู่ จึงทำให้สาวเจ้าปลาบปลื้มไม่น้อย

อย่างที่บอกไปแล้วนะคะ โฟกัสของเรื่องไม่ได้อยู่ตัวเอก แต่เป็นเหตุการณ์ที่รายล้อมตัวของพวกเขามากกว่า เล่มนี้เป็นเรื่องของสงคราม ซึ่งทำให้การอ่านสนุกไม่น้อย เพราะมีการวางแผนซ้อนกันไปซ้อนกันมา และทำให้ต้องคิดว่า เรื่องราวจะลงเอยยังไง

(สปอยล์) เราชอบนะคะที่ สงครามจบลงในเล่มนี้ ไม่ได้ยืดเยื้อไปต่ออีก เพราะอ่านแล้วก็รู้สึกไม่น้อยว่า การแยกจากกันของตัวละครหลักในเล่มก่อนหน้า ที่ต้องจากลากันนานถึงห้าปี (ในบางคู่) ก็ดูน่าทรมานสำหรับพวกเขาเหลือเกิน ถ้าสงครามยังยืดยาวไปกว่านี้อีก การจากก็คงจะนานกว่านี้เป็นแน่ 

อ่านเล่มนี้จบ ตอนแรกเราตั้งใจจะหยิบเล่มต่อไปมาอ่านทันทีเลยนะคะ แต่การอ่านงานเขียนของจีเอ ไอเก้นต้องใช้สมาธิและความใฝ่ใจอย่างมาก (เพราะภาษาและมุขตลก) เราก็เลยไปหยิบอย่างอื่นมาอ่านแทน เหตุที่ทำได้แบบนี้ เพราะพล็อตหลักที่เริ่มต้นมาตั้งแต่ในเล่มก่อนหน้าจบลงไปแล้วพอสมควร 

คะแนนที่ 73

Night Reigns & Phantom Shadows // Dianne Duvall

posted on 08 Nov 2012 11:58 by maxtreme in C-Club, D-Club, Paranormal directory Fiction

รีวิวมาเป็นคู่อีกแล้วค่ะ เล่มนึงเราอ่านตั้งแต่เมื่อปีก่อน แต่ไม่มีอะไรน่าสนใจพอที่จะทำให้อยากเขียนถึง อีกเล่มเป็นเรื่องที่เรารอคอยมานาน และแม้อ่านแล้วจะไม่ถึงกับปิ๊งเต็มที่ แต่ก็มากพอที่จะทำให้อยากเขียน เลยถือโอกาสเขียนคู่ไปทั้งสองเล่มแล้วกันค่ะ

ทั้งสองเรื่องอยู่ในชุด Immortal Guardians ซึ่งรีวิวเล่มแรกอยู่ตามลิงค์นี้ค่ะ 

แบ็คกราวด์ของชุดก็คือ ในโลกที่เราอยู่กันมีอีกเผ่าพันธุ์นึงที่อาศัยอยู่ร่วมกับพวกเขา นั่นก็คือแวมไพร์ แต่แวมไพร์ในชุดนี้แตกต่างออกไป ซึ่งมีเพียงมนุษย์บางกลุ่มเท่านั้นที่เมื่อถูกเปลี่ยนเป็นแวมไพร์ แล้วยังสามารถครองสติของตัวเองไว้ได้ คนกลุ่มนี้มีอะไรบางอย่างในดีเอ็นเอของพวกเขา ทำให้พวกเขาแตกต่าง ช่วยให้รักษาสติเอาไว้ได้  แม้จะต้องดำรงชีวิตด้วยเลือด แต่ก็ยังมีสติเพียงพอจะรู้ว่า อะไรถูก หรือผิด ซึ่งคนกลุ่มนี้เรียกตัวเองว่า Immortal Guardian ทำหน้าที่คุ้มครองมนุษย์จากการถูกทำร้ายโดยแวมไพร์กระหายเลือด ซึ่งก็คือมนุษย์อย่างพวกเรานั่นแหละที่ถูกเปลี่ยน แต่เพราะพวกเขาไม่มีดีเอ็นเอสำคัญนั้น ก็เลยทำให้ไม่มีทางเลือก พวกเขาจะค่อย ๆ สูญเสียสติไปทีละน้อย ไม่สามารถควบคุมสติตัวเองได้ กลายเป็นสัตว์ร้ายกระหายเลือด และนั่นทำให้โดยแวมไพร์ฝ่ายเลวไม่ได้หมายถึงคนชั่วเสมอไปแต่เป็นเพียงคนที่เสียสติ

โดยรวมเราไม่ได้ถึงกับประทับเรื่องชุดนี้มากมายอะไรนะคะ แต่ประเด็นบางอย่าง (โดยเฉพาะเรื่องแวมไพร์ฝ่ายเลวไม่ใช่คนเลวเสมอไป) ทำให้เรายังติดตามอ่านชุดนี้เรื่อยมา นอกจากนี้ก็ยังมีบาสเตียน (ตามอ่านในรีวิวเรื่อง Phantom Shadows แล้วกันค่ะ)

 

 

Night Reigns ของไดแอนน์ ดูวัล

เรื่องนี้เป็นเล่มที่สองในชุด Immortal Guardians เรื่องราวของแวมไพร์ที่แบ่งออกเป็นสองฝ่าย ต่อสู้กันเพื่อความดีและความชั่ว 

มาร์คัส เกรย์เดนเพิ่งสูญเสียหญิงสาวที่เขารักที่สุดไป และเธอไม่ได้ตาย เพียงแต่เธอเดินไปสู่โชคชะตาของเธอเอง มาร์คัสเจอกับเธอเมื่อหลายร้อยปีก่อน เมื่อเบทธานีเดินทางข้ามเวลาไปพบกับเขา และอัศวินผู้เป็นเจ้านายของเขา หญิงสาวจากโลกแห่งอนาคต เบทธานีตกหลุมรักเจ้านายของมาร์คัส และเลือกที่จะใช้ชีวิตอยู่กันในอดีต ส่วนมาร์คัสเขากลายเป็น Immortal Guardians หรือแวมไพร์ ด้วยดีเอ็นเอในตัวทำให้มาร์คัสรักษาสติของตัวเองไว้ได้ เขามีชีวิตคอยดูแลเบทธานีและครอบครัวของเธอ และเมื่อเวลาผ่านไปจนถึงยุคปัจจุบัน มาร์คัสก็คอยดูแลเบทธานีก่อนที่เธอจะเดินทางไปยังอดีตต่ออีก บัดนี้เธอได้จากไปในอดีตแล้ว และมาร์คัสไม่รู้ว่าควรจะทำยังไงต่อไปดี

เรื่องที่เล่ามานั้นไม่ได้เกิดขึ้นในเรื่องหรอกนะคะ แต่ที่ต้องเล่าเพราะมันเป็นพล็อตที่สร้างความซับซ้อน และปวดหัวให้กับคนอ่านมาก ส่วนหนึ่งเนื่องจากคนแต่งได้เขียนเรื่องของเบทธานีเป็นนิยายเอาไว้อีกเล่ม แต่เรื่องนั้นไม่ได้พิมพ์ขาย ดันมาขายชุดแวมไพร์นี้ได้ซะก่อน เรื่องก็เลยดูเหมือนขาดไปค่อนเรื่อง เอาเป็นว่า คนอ่านก็รับรู้แล้วกันว่า มาร์คัสอกหักตอนเปิดเรื่อง

นอกจากนี้ด้วยนิสัยของมาร์คัส ทำให้เขาปฏิเสธที่จะไม่ยอมมีผู้ช่วยที่เป็นมนุษย์ (นึกถึงคอนเซ็ปต์เรื่องสไควร์ของชุดดาร์คฮันเตอร์) ซึ่งทำให้ชีวิตของเขาเสี่ยงอันตรายอย่างยิ่ง โดยเฉพาะในตอนนี้ที่ภัยที่คุกคามเหล่า Immortal Guardians ไม่ใช่แค่พวกแวมไพร์ที่เสียสติ หากแต่เป็นกลุ่มมนุษย์ที่ล่วงรู้การมีอยู่ของพวกเขาอีกด้วย 

แต่แล้วเขาก็ไม่มีทางเลือก เมื่อได้รับคำสั่งจากผู้นำกลุ่มให้รับเอาเอมี หญิงสาวผู้มีอดีตอันลึกลับมาเป็นผู้ช่วย เธอดูบอบบางและน่าทะนุถนอม แต่เอมีก็เป็นผู้ช่วยที่เหมาะสมและเก่งกาจ เธอพิสูจน์ฝีมือตัวเองด้วยการช่วยเหลือมาร์คัสจากการถูกลอบโจมตี ทำให้เขาไม่กล้าที่จะอ้างว่า เธอไม่เก่งพอ กระนั้นมันก็ยังยากที่จะยอมรับผู้หญิงเป็นมือขวาในการต่อสู้กับศัตรู โดยเฉพาะในสถานการณ์ที่กลุ่มของพวกเขาโดนโจมตีจากทั้งแวมไพร์ที่นำโดย "กษัตริย์" แวมไพร์เสียสติที่อ้างตัวขึ้นเป็นผู้นำกองทัพแวมไพร์ (ฝ่ายเลว) ซึ่งออกอาลวาดไล่เปลี่ยนมนุษย์ผู้บริสุทธิ์เป็นแวมไพร์ไปทั่วบ้านทั่วเมือง (ซึ่งก็เหมือนคำสั่งประหารคนเหล่านั้น เพราะไม่มีดีเอ็นเอที่จะต้านทานอาการเสียสติที่จะตามมาได้) แถมยังมีกองกำลังติดอาวุธเป็นมือมืดให้การสนับสนุนแวมไพร์คลั่ง คอยดักทำร้ายพวกเขา 

และดูเหมือนเอมีจะเป็นเป้าหมายของชายชุดดำพวกนั้นอีกต่างหาก

เราชอบหนังสือที่สร้างสรรนะคะ แต่เรื่องนี้เราคิดว่ามันสร้างสรรมากเกินเหตุ (สปอยล์) รวมเอาทั้งเรื่องการข้ามเวลาของหญิงสาวที่มาร์คัสหลงรัก แล้วก็มาถึงความเป็นมนุษย์ต่างดาวของเอมี มันออกนอกหน้าต่างมากเกินไปสำหรับเราค่ะ นอกจากนี้เราไม่รู้สึกถึงความน่ากลัวของกลุ่มคนร้าย อ่านแล้วคิดว่า ยังไงก็คงสู้พวกพระเอกไม่ได้ ก็เลยทำให้ไม่มีความรู้สึกว่าต้องลุ้นเอาใจช่วยอะไรคาแร็คเตอร์ในเรื่องเลย

สิ่งเดียวที่ทำให้เรื่องนี้มีความน่าสนใจสำหรับเราก็คือ คาแร็คเตอร์ของบาสเตียน และการเล่นประเด็นว่า แวมไพร์ที่ชั่วร้ายนั้นไม่ได้เลว เพียงแค่พวกเขาเป็นมนุษย์ที่ไม่มีดีเอ็นเอที่จำเป็นในการเปลี่ยนเป็นแวมไพร์ ทำให้พวกเขาค่อย ๆ เสียสติทีละน้อย ประเด็นนี้เป็นจุดเดียวที่ทำให้เราคิดว่าเรื่องน่าสนใจ และมันก็คือเหตุผลเดียวที่เราตัดสินใจตามอ่านต่อเล่มสาม

สำหรับเล่มนี้ 57 

 

Phantom Shadows ของไดแอนน์ ดูวัล

นี่เป็นเล่มที่สามในชุด Immortal Guardians ค่ะ และเป็นเรื่องราวของคาแร็คเตอร์ที่เราอยากอ่านมากที่สุดในชุดนี้แล้ว

สำหรับคนที่่อ่านเล่มหนึ่ง Darkness Dawn จบไปก็น่าจะคิดเหมือนเรานะคะว่า คาแร็คเตอร์ของบาสเตียนเป็นส่วนที่น่าสนใจมากที่สุด สำหรับคนที่ยังไม่ได้อ่าน เราก็คงต้องบอกว่า หยุดนะคะอย่าอ่านต่อ เพราะจะเป็นการสปอลย์เล่มแรกไม่น้อยเลย

บาสเตียนตั้งตนเป็นศัตรูกับพวก Immortal Guardians มาเกือบตลอดชีวิต หลังจากที่เขาถูกเปลี่ยนให้เป็นแวมไพร์ เขาก็ถูกตามล่าโดยกลุ่ม Immortal Guardians มาตลอด เพื่อแก้แค้น และเอาชีวิตรอด บาสเตียนได้ทำสิ่งที่ไม่เคยมีแวมไพร์คนใดทำได้ นั่นก็คือการจับกลุ่มเป็นหมู่เหล่า รวมตัวกันเพื่อความอยู่รอด โดยมีบาสเตียนเป็นผู้นำ ซึ่งไม่ใช่งานที่ง่ายเลย เพราะเขาต้องใช้ชีวิตอยู่ร่วมกับแวมไพร์ที่เสียสติ ที่ต้องการความรุนแรง และการฆ่า แต่บาสเตียนก็พยายามทำให้ดีที่สุดในการควบคุมเหล่าลูกน้องของเขาให้อยู่ในแถว ไม่ไปออกอาลวาดไล่ฆ่าคนบริสุทธิ์

การเผชิญหน้าระหว่างบาสเตียน และเหล่า Immortal Guardians เกิดขึ้นในเล่มแรกของชุด พร้อมกับความจริงที่เปิดเผยว่า บาสเตียนไม่ใช่แวมไพร์เหมือนกับเหล่าลูกน้องของเขา หากแต่เขาเป็นหนึ่งใน Immortal Guaridans มนุษย์ผู้มีดีเอ็นเอพิเศษ ซึ่งทำให้บาสเตียนไม่เสียสติเหมือนแวมไพร์คนอื่น ความพยายามตลอดชีวิตที่จะช่วยรักษาเพื่อนพ้องน้องพี่เหล่าแวมไพร์ที่พึ่งพาเขาในการเป็นผู้นำเป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ (เพราะทุกอย่างขึ้นอยู่กับดีเอ็นเอ ไม่ว่าแวมไพร์เหล่านั้นจะคิดดียังไง ท้ายที่สุดก็จะต้องเสียสติกลายเป็นฆาตกรบ้าเลือด)

โลกของบาสเตียนพังทลายลง สิ่งที่เขาคิดว่าตัวเองเข้าใจกลับไม่ใช่อย่างที่คิด Immortal Guardians ไม่ใช่คนร้าย ที่แย่ไปกว่านั้นบาสเตียนคือหนึ่งในพวกนั้น แต่แม้ความจริงเปิดเผยว่า บาสเตียนเป็นหนึ่งในพวกเขา แต่เหล่า Immortal Guardians ก็ยากจะทำใจยอมรับเขาเป็นส่วนหนึ่งในครอบครัวได้

เช่นเดียวกับบาสเตียน เพราะหลังจากใช้เวลาทั้งชีวิตคิดว่า คนเหล่านั้นคือศัตรู เขาเองก็ไม่ได้ต้องการการยอมรับ สิ่งเดียวที่ผลักดันบาสเตียนก็คือ การหาทางช่วยเหลือแวมไพร์ที่รอคอยความตายจากการเสียสติ บาสเตียนมีเพื่อน (และลูกน้องเก่า) ซึ่งเป็นมนุษย์ที่ไม่มีดีเอ็นเอพิเศษ คนเหล่านั้นไม่ต้องการที่จะกลายเป็นปีศาจร้าย (จากการเสียสติ) และยอมอยู่ในความดูแลของหน่วยแพทย์ของ Immortal Guardians กระนั้นการค้นหายารักษาก็ล่าช้า บาสเตียนเริ่มเสียเพื่อนไปทีละคน

ความใส่ใจที่บาสเตียนมีให้กับเพื่อนแวมไพร์ ทำให้เขาได้มีโอกาสพบ และใกล้ชิดกับด็อกเตอร์เมลานี ลิปตัน แพทย์หญิงที่ทำงานวิจัยเพื่อหาทางรักษาอาการเสียสติในแวมไพร์ที่เกิดขึ้น เธออาจจะเป็นคนเดียวที่อยู่ข้างเดียวกับเขา

ผลพวงจากเหตุการณ์ในเล่มสอง ทำให้มีแวมไพร์มากมายคอยดักทำร้ายมนุษย์ ทำให้หน้าที่ของ Immortal Guardians เพิ่มมากขึ้น คืนนึงขณะที่ออกล่าแวมไพร์นอกรีต บาสเตียนและเพื่อนร่วมทีมได้เจอกับกลุ่มชายชุดดำที่ไม่ได้แค่ออกล่าแวมไพร์ แต่พยายามทำร้ายพวกเขาด้วย คนกลุ่มนี้แม้จะเป็นเพียงมนุษย์ธรรมดา แต่ก็ติดอาวุธครบมือ แถมยังมียาสลบที่ใช้ได้ผลกับเหล่า Immortal Guaridians อีกต่างหาก นั่นทำให้คนกลุ่มนี้กลายเป็นศัตรูอันดับหนึ่ง

อาจจะเพราะว่า เราชอบคาแร็คเตอร์ของบาสเตียนเป็นทุนเดิมอยู่แล้วก็ได้ เลยทำให้เราประเมินหนังสือเล่มนี้อย่างปราณีมากกว่าเล่มอื่น ๆ ในชุด แต่เพื่อความเป็นกลางนะคะ เราก็คิดว่า พล็อตของหนังสือเล่มนี้ก็ถือว่า ลงตัวน่าอ่านในระดับนึง เรื่องราวเล่าถึงการถูกกันออกเป็นคนนอกของบาสเตียน การที่เขาไม่ได้รับการยอมรับจากเพื่อนร่วมทีม นอกจากนี้เราชอบประเด็นเรื่องแวมไพร์ที่เสียสติ เราชอบที่คนแต่งทำให้เรามองเห็นว่า มีอะไรมากกว่าแค่ความชั่วร้าย แวมไพร์เหล่านี้ไม่ใช่คนเลวโดยสันดาน หากแต่เป็นข้อจำกัดทางพันธุกรรมที่ทำให้พวกเขาไม่อาจควบคุมตัวเองได้ สำหรับเราประเด็นนี้ถือว่าเป็นส่วนที่ดีที่สุดในเรื่องค่ะ

ในส่วนของคาแร็คเตอร์เราก็ยังคงชอบบาสเตียนเหมือนเดิม เขาเป็นขบถที่ไม่มีคำขอโทษต่อพฤติกรรมของตัวเอง ซึ่งได้ใจเรานะคะ เพราะเราก็ไม่ได้คิดว่าเขาผิด แต่ในขณะเดียวกันก็เข้าใจคนที่ไม่ชอบเขาเช่นกัน (บาสเตียนกวนประสาทไม่น้อย) และส่วนที่เราคิดว่าคนแต่งทำได้ดีก็คือ (สปอยล์) คนที่ไม่ชอบเขาที่สุดซึ่งเป็นมนุษย์ที่เป็นหัวหน้าของกลุ่มผู้ช่วย ในท้ายที่สุดก็ไม่ได้กลายเป็นตัวร้าย คนแต่งไม่ได้ใช้ทางออกที่ง่ายแบบนั้น เรื่องลงเอยว่าคนทั้งสองก็ยังไม่ชอบหน้ากันต่อไป แต่ให้ความเคารพกันและกันมากขึ้นจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในเรื่อง

อย่างไรก็ตาม การเขียนคุณสมบัติเหนือมนุษย์ (ซึ่งก็เหนืออยู่แล้วล่ะ) ให้กับพวก Immortal Guaridians ทำให้เรารู้สึกว่า พวกนี้เก่งเสียจนไม่ต้องลุ้น คนร้ายที่ในเล่มนี้เป็นเพียงมนุษย์ที่ติดอาวุธไฮเทคดูยังไงก็สู้พวกนี้ไม่ได้ เลยทำให้เราไม่มีส่วนร่วมไปกับสถานการณ์ในเรื่องเอาเสียเลย

โดยรวมเล่มนี้ทำให้เรามีความหวังกับเรื่องชุดนี้ขึ้นมาเล็กน้อย เราชอบมุมมองของคนแต่งที่ไม่ได้ทำให้ทุกอย่างเป็นขาวดำไปทั้งหมด เราร้องไห้ไปไม่น้อยกับฉากของพวกแวมไพร์ที่รู้ตัวว่า กำลังจะควบคุมตัวเองไม่ได้ แล้วต้องออกไปทำร้ายผู้คน แต่ในขณะเดียวกันก็รู้สึกว่า คนแต่งสร้างเหล่า Immortal Guardians เอาไว้แบบเก่งขั้นเทพเกินเหตุ ทำให้เราไม่มีความรู้สึกว่าต้องลุ้นไปกับการต่อสู้ ผจญภัยของพวกเขาเอาเสียเลย แล้วก็เสียดายนิด ๆ กับคาแร็คเตอร์ของบาสเตียน คือเรื่องนี้โอเคนะคะ แต่เราหวังว่ามันจะดียิ่งกว่าคำว่าโอเคน่ะค่ะ

คะแนนที่ 63

Men Who Walk the Edge of Honor Series // Lori Foster

posted on 07 Nov 2012 14:29 by maxtreme in C-Club, Contemporary, D-Club, F-Club directory Fiction

เราใช้เวลาสัปดาห์ที่ผ่านมาไล่อ่านงานเก่า ๆ ของลอรี ฟอสเตอร์ตามประสาคนรู้สึกผิดเพราะหนังสือชุดใหม่ของเธอออกขายแล้ว แต่เรายังสะสางงานชุดเก่าของเธอไม่จบเลย (นี่ยังไม่นับว่าค้างอ่านงานชุดก่อนหน้าชุดนี้ที่เป็นเรื่องของนักสู้แนว MMA อีกนะคะ) 

ความรู้สึกที่เรามีต่องานเขียนของลอรี ฟอสเตอร์ค่อนข้างแปลกค่ะ เราเคยอ่านหนังสือของเธอที่ห่วยแตก ขนาดเราตัดสินใจเอาไปขายที่ร้านหนังสือมือสอง แต่ในเวลาเดียวกันเราก็เจองานเขียนของเธอที่ถูกใจเรามากขนาดเอาไปไว้บนหิ้ง (คำพูดเปรียบเทียบนะคะ ไม่ได้ไว้จริง ๆ ที่บ้านไม่มีหิ้งสักอันเลยค่ะ) ดังนั้นเราหวังว่า การอ่านหนังสือชุดนี้ซึ่งมีทั้งหมดสี่เล่ม กะอีกหนึ่งเรื่องสั้น ก็น่าจะมีสักเล่มที่โดนใจเรา ในขณะเดียวกันก็เตรียมใจเอาไว้สำหรับความผิดหวังที่อาจจะเกิด

สุดท้ายแล้วได้ความผิดหวังค่ะ ความน่าประทับใจน้อยมาก จนทำให้เราเริ่มตั้งคำถามตัวเองว่า เราจะยังอ่านงานของเธอต่อไปดีไหม

 

 

Ready, Set, Jett ของลอรี ฟอสเตอร์

ในหนังสือรวมเรื่องสั้นเรื่อง The Guy Next Door

เรื่องนี้เป็นเรื่องสั้นที่เหตุการณ์เกิดขึ้นเกี่ยวข้องกับเล่มแรกในชุด แต่คาแร็คเตอร์ไม่ได้อยู่ในขบวนการของชื่อชุดหรอกนะคะ เกี่ยวข้องกันทางนางเอกเล่มนี้เป็นน้องสาวของนางเอกเล่มแรก ดังนั้นให้เลขลำดับในชุดเป็นเล่มที่ 0.5 แล้วกันค่ะ

นอกจากนาตาลี และเจ๊ทจะเป็นเพื่อนบ้านกัน ทั้งคู่ยังมีความสัมพันธ์ทางเพศกันอีก มันเป็นความสัมพันธ์ที่นาตาลีไม่ต้องการให้พัฒนาไปไกลมากกว่าเรื่องเซ็กส์ เพราะความเจ็บปวดจากความรักในอดีต ในขณะที่เจ๊ทต้องการก้าวไปยังขั้นต่อไป ดังนั้นเมื่อเขารู้ว่านาตาลีกำลังวางแผนไปพักผ่อนนอกเมือง เจ๊ทจึงวางแผนติดตามเธอไปด้วย

ตามประสาเรื่องสั้นที่ไม่มีอะไรมาก เล่มนี้นอกจากจะต้องเล่าเรื่องราวของพระนางที่วิ่งหนีความรักแล้ว ก็ยังต้องเปิดประเด็นสำหรับเรื่องยาวเล่มต่อไปในชุด โดยตอนที่นาตาลีกำลังพักร้อน และครุ่นคิดเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างเธอและเจ๊ท มอลลี พี่สาวของเธอก็หายตัวไปอย่างลึกลับ 

ไม่รู้ว่าจะให้คะแนนยังไงค่ะ ตอนอ่านก็ไม่ได้ประทับใจอะไร แล้วก็ไม่คิดด้วยว่าจำเป็นต้องอ่านเล่มนี้เพื่อก้าวเข้าไปในหนังสือชุดนี้นะคะ เราโชคดีที่ได้เล่มนี้มาฟรีค่ะ ถ้าเสียเงินซื้อก็คงจะเซ็ง (และเขียนอะไรมากกว่านี้) เยอะเลยล่ะ

 

 

When You Dare ของลอรี ฟอสเตอร์

เรื่องนี้เป็นเล่มแรกในชุด Men who Walk the Edge of Honor ซึ่งเราก็พยายามทำความเข้าใจชื่อชุดอยู่นะคะ เป็นเรื่องราวของเพื่อนพ้องที่ทำงานเป็นนักรบรับจ้าง แต่มีเกียรติ (ประมาณว่า ไม่รับงานจากคนร้าย ทำเฉพาะเรื่องดี ๆ เท่านั้น --  ซึ่งเราก็สงสัยอยู่) 

แดร์ แม็คอินทอชบุกไปถึงเม็กซิโกเพื่อช่วยอลานีน้องสาวของเพื่อนที่ถูกศัตรูจับตัวไป ซึ่งนอกจากจะช่วยอลานีมาได้แล้ว แดร์ก็ยังช่วยหญิงสาวชาวอเมริกันอีกคนที่ถูกขังไว้ในที่เดียวกันมาอีก ชื่อของเธอคือ มอลลี อเล็กซานเดอร์ และเธอเป็นนักเขียนนิยายแนวสืบสวนชื่อดัง (ขนาดว่าฮอลีวู้ดซื้อลิขสิทธิ์ไปทำเป็นหนัง) และนั่นทำให้แดร์ต้องเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับชีวิตของมอลลีอย่างห้ามตัวเองไม่ได้ เพราะเห็นได้ชัดว่า มีใครสักคนปองร้ายเธอมากขนาดติดต่อให้แก๊งค์ค้ามนุษย์ลักพาตัวเธอไปเพื่อทำร้าย

มอลลีซึ่งได้รับบาดเจ็บไม่น้อย (แต่ไม่ต้องกลัวนะคะ ไม่โดนทำทารุณทางเพศแต่อย่างใด) ก็มองเห็นว่าแดร์คือคนเพียงคนเดียวที่ช่วยเหลือเธอได้ ดังนั้นเมื่อรู้ว่า แดร์มีอาชีพเป็นนักรบรับจ้าง หญิงสาวจึงว่าจ้างให้เขาทำหน้าที่เป็นบอดี้การ์ดคอยปกป้องเธอ และสืบหาความจริงว่า ใครอยู่เบื้องหลังความพยายามทำร้ายครั้งนี้

พล็อตเรื่องนี้เป็นพล็อตทั่วไปมากนะคะ นางเอกที่ตกอยู่ในอันตราย พระเอกที่เป็นคนเดียวที่จะปกป้องเธอได้ และอาจจะเป็นเพราะจุดนี้ด้วยมั้งคะ ก็เลยทำให้เราเฉยมาก ๆ ไปกับเนื้อเรื่อง ถ้านั่นแย่ไม่พอ มีความไม่น่าเชื่อหลายอย่างในเล่มนี้ที่ทำให้ความสนุกในการอ่านของเราลดน้อยลงไป (ขนาดที่ทำให้เราไม่กล้าหยิบเล่มต่อไปในชุดมาอ่านเป็นปีเลยค่ะ -- เราอ่านเล่มนี้จบไปเมื่อสองปีก่อน จากนั้นก็ดองเล่มที่เหลือในชุดยาวเลย เพิ่งหยิบมาอ่านอีกทีก็เมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา)

ในเรื่องบอกว่า นางเอกเป็นนักเขียนแนวโรแมนติกสืบสวนที่โด่งดัง นั่นคือความไม่น่าเชื่อแรก ต่างกับความเข้าใจของคนส่วนใหญ่ นักเขียนไม่ใช่อาชีพที่ทำงานได้เป็นกอบเป็นกำนะคะ ยิ่งสถานะของมอลลีในเรื่องที่เขียนเรื่องแนวนี้ไม่ใช่แนวที่จะโด่งดัง การที่ฮอลีวู้ดซื้อลิขสิทธิ์ไปสร้างหนังก็ยิ่งไม่น่าเชื่อ เคยเห็นเรื่องแนวโรแมนติกสืบสวนสักกี่เรื่องที่ถูกสร้างเป็นหนังคะ (ส่วนใหญ่เป็นแนว YA เกือบทั้งนั้น) เรื่องนี้พูดแล้วพูดอีก เน้นย้ำมากถึงความโด่งดังของมอลลี (จนทำให้เรานึกถึงเสียงลือในเน็ตช่วงหนังสือเล่มนี้ออกใหม่ ๆ ที่บอกว่า ลอรีเขียนคาแร็คเตอร์ของมอลลีให้เป็นตัวเอง) และเราไม่เชื่อว่า มอลลีจะโด่งดังแบบนั้นได้ ในพารามิเตอร์ของเรื่องที่วางไว้นะคะ 

คนร้ายที่เฉลยออกมา เหตุผลของคนคนนั้นก็ยิ่งออกทะเลไปใหญ่ จริงค่ะไม่มีเหตผลอะไรที่จะอธิบายการกระทำชั่วร้ายของมนุษย์ได้ คนมันเลว ก็เลว ง่าย ๆ แค่นั้น แต่เหตุผลของคนร้ายในเรื่องนี้มันปัญญาอ่อนเกินกว่าที่เราจะรับไหว

คะแนนที่ 57

 

 

Trace of Fever ของลอรี ฟอสเตอร์

เรื่องนี้เป็นเล่มสองในชุด  Men who Walk the Edge of Honor ซึ่งมาเล่มนี้เราก็ยังไม่ค่อยจะเก็ตอาชีพของพวกพระเอกค่ะ เข้าใจว่า เป็นทหารรับจ้าง แต่อ่านไปก็ไม่เห็นว่าจะรับงานอะไรที่ทำให้เกิดรายได้ ภารกิจในเล่มนี้ก็เป็นสิ่งที่พระเอกทำเพื่อความสะใจ และการล้างแค้นส่วนตัวมากกว่าที่จะเป็นงานที่มีนายจ้างมาจ่ายเงินจ้างให้ทำ

เทรซ ริเวอร์สที่ปลอมตัวเข้าไปทำงานให้กับเมอร์เรย์ โคลเบิร์นซึ่งเป็นเจ้าพ่อผู้ทำธุรกิจค้ามนุษย์ หลังจากที่น้องสาวของเทรซตกเป็นเหยื่อของคนที่ทำเรื่องพวกนี้ เทรซก็ถือเอาเป็นภารกิจส่วนตัวที่จะกำจัดคนในวงการค้ามนุษย์ให้หมดสิ้นไป และเมอร์เรย์แม้จะไม่ได้เกี่ยวข้องกับการจับน้องสาวของเทรซ ก็คือปลาตัวใหญ่ที่เขาคิดจะจัดการให้ได้

แต่การปรากฎตัวขึ้นของพริสซิลา แพทเตอร์สันที่อ้างตัวว่าเป็นลูกสาวของเมอร์เรย์ก็ทำให้เทรซต้องหวั่นไหว หญิงสาวที่ฉากหน้าดูใสซื่อ ไร้เดียงสา และตามหาพ่อหลังจากมารดาเสียชีวิต เป็นเหยื่อชั้นดีสำหรับความชั่วร้ายอย่างเมอร์เรย์ ที่สั่งให้เทรซจัดการพาพริสไปแปลงโฉม เพื่อเตรียมจะเอาไปขายเป็นสินค้าชิ้นต่อไป 

และแม้ว่าพริสจะมีอะไรมากกว่าใบหน้าสวย ๆ แต่เทรซก็รู้ว่า เธอไม่ใช่คู่ปรับของเมอร์เรย์ และนั่นทำให้เขาไม่อาจอยู่เฉยได้ แม้จะไม่แน่ใจในเจตนาของหญิงสาว แต่เทรซก็แสดงตนอย่างชัดเจนว่า ต้องการปกป้องเธอจากเมอร์เรย์ ปัญหาก็คือพริสไม่ต้องการการปกป้อง เธอต้องการแก้แค้น

จริง ๆ การเขียนเรื่องนี้น่าสนใจนะคะ ในแง่คาแร็คเตอร์ก็ถือว่า โอเค แต่จุดด้อยที่สุดแล้วก็เป็นข้อด้อยที่เราไม่อาจมองข้ามได้เลยก็คือ พล็อตเรื่องที่ไม่มีความน่าเชื่อถือ ไม่รัดกุมเลยสักนิดเดียว 

ลองคิดดูนะคะ เทรซและพริสต่างไม่รู้จักกัน ไม่รู้ว่าอีกฝ่ายเป็นใครกันแน่ ทั้งคู่กำลังเล่นเกมกับอาชญากรตัวร้าย แต่เพียงแค่เจอหน้ากันไม่ถึงชั่วโมง ทั้งคู่แบไต๋กันชัดเจนว่าไม่ชอบเมอร์เรย์ และมีเจตนาบางอย่างแอบแฝงเอาไว้ ด้านของเทรซ เขาปลอมตัวมาปฏิบัติการเพื่อสืบความลับเกี่ยวกับขบวนการค้ามนุษย์ของเมอร์เรย์ เขาปล่อยให้ผู้หญิงที่ไม่มีใครรู้ว่าเป็นใครด้วยซ้ำดูออกว่า แท้จริงแล้วเขาเป็นคนดี มันก็ดีค่ะสำหรับนางเอกที่ดูพระเอกออก แต่ถ้ามันดูง่ายขนาดนั้น มันน่าเชื่อไหมว่า คนร้ายจะดูไม่ออก  ทางด้านพริสก็อุตสาห์วางแผนจะแก้แค้นมาเป็นอย่างดี วินาทีแรกที่เธอออกห่างสายตาของเมอร์เรย์ และถูกสั่งให้ไปกับเทรซ (ซึ่งตามความเข้าใจของเธอ ก็คือลูกน้องของเมอร์เรย์) สาวเจ้าก็ออกลายนิสัยดั้งเดิม ซึ่งไม่ใช่สาวน้อยไร้เดียงสาแบบที่เล่นละครให้เมอร์เรย์เข้าใจ ทำไมพริสถึงได้ไว้ใจเทรซขนาดนั้น ในโรแมนซ์คำตอบก็คือ เพราะเขาเป็นพระเอก แต่ถ้าหยุดคิดสักนิดนึง พริสจะรู้ไหม (ในเวลานั้น) ว่าเทรซคือพระเอก เราไม่เห็นพฤติกรรมอะไรของเทรซที่จะทำให้พริสไว้ใจเขาได้ขนาดนั้น

นอกจากนี้แล้ว เจ้าแผนการของเทรซที่แทรกซึมเข้าไปทำงานให้กับเมอร์เรย์ก็ดูไร้จุดหมาย ในเรื่องไม่มีการพูดถึงว่า เทรซจะทำอะไรต่อไป เขาเข้าไปทำไม ถ้าคำตอบสุดท้ายของเขาก็คือ การฆ่าเมอร์เรย์ ทำไมถึงไม่ฆ่าตั้งแต่แรกล่ะ ในเมื่อ (สปอยล์) สุดท้ายเรื่องเมอร์เรย์ก็ตาย และเทรซก็ไม่เห็นจะทำอะไรเลยสักอย่าง 

เราชอบคาแร็คเตอร์นะคะ แต่พวกเขาไม่มีเหตุผลในกรอบของพล็อตเรื่อง คนร้ายก็ดูเลวจนน่าขยะแขยง (สปอยล์) ความคิดที่จะมีเซ็กส์กับลูกสาวตัวเอง เรารับไม่ได้นะคะ 

คะแนนที่ 60

 

 

Savor the Danger ของลอรี ฟอสเตอร์

เรื่องนี้เป็นเล่มสามในชุด  Men who Walk the Edge of Honor ซึ่งมาเล่มนี้เราก็เหมือนเดิมนะคะ ไม่เข้าใจกลุ่มของพวกพระเอกเท่าไหรนัก จะบอกว่าเป็นขบวนการรักษาความยุติธรรมก็ว่าได้ แต่เรื่องพยายามอธิบายเหมือนพวกเขาเป็นนักรบรับจ้าง แต่ไม่เคยเห็นรับงานจากใคร มีแต่ทำงานเพื่อการกุศลปราบปรามเหล่าร้ายที่เป็นแก๊งค์ค้ามนุษย์ (เขียนว่าเป็นกลุ่มเศรษฐีสไตล์บรูซ เวนย์อาจจะเข้าใจได้ง่ายกว่า)

แจ๊คสัน ซาวอนสนใจในตัวของอเลนา ริเวอร์สมานานแล้ว ถึงขนาดบอกกับพี่่ชายของเธอ (พระเอกเล่มสองในชุด Trace of Fever) ว่าคิดจะจีบน้องสาว แต่อเลนาก็ปิดกั้นตัวเอง ทั้งจากความขี้อาย และประสบการณ์ที่เลวร้ายช่วงที่เธอโดนแก๊งค์ค้ามนุษย์จับตัวไป (แต่ก็ไม่ต้องกลัวอีกนะคะ นางเอกรอดมาได้ไม่โดนทำอะไร) ก็ยิ่งทำให้หญิงสาวลังเลที่จะเริ่มต้นความสัมพันธ์กับชายคนไหน

แต่แล้วมันก็เกิดขึ้นในคืนวันนึง แจ๊คสันตื่นขึ้นมาบนเตียงพร้อมกับร่างที่เปลือยเปล่าของตัวเองและอเลนา จากบทสนทนาเขาเข้าใจว่า ได้เกิดบางอย่างขึ้น เซ็กส์ที่ร้อนแรง ปัญหาก็คือเขาจำอะไรไม่ได้เลยสักนิดเดียว แจ๊คสันถูกวางยา และนั่นทำให้ทุกคนรอบกาย (ก็บรรดาพระนางเล่มก่อนหน้า) ตื่นตัว มีใครสักคนกำลังตามปองร้าย ถ้าไม่ใช่แจ๊คสัน ก็อาจจะเป็นอเลนา

เปิดเรื่องได้น่าสนใจมาก แล้วก็มีเอกลัษณ์ของลอรี ฟอสเตอร์ในแง่ของความร้อนแรง เราพบว่าตัวเองชอบคาแร็คเตอร์ทั้งพระเอกและนางเอกมากกว่าที่คิด (ตอนที่เจอพวกเขาในสองเล่มแรก) ปริศนาช่วงต้นเรื่องน่าคิดดีว่า ใครหนอถึงมาวางยาแจ๊คสัน แล้วเกิดอะไรขึ้นกันแน่ ในส่วนของความสัมพันธ์ก็น่าสนใจ โดยเฉพาะเมื่อแจ๊คสันจำอะไรไม่ได้เลย ก็เลยคิดไม่ออกว่า ตัวเองทำอะไรลงไป อเลนาถึงได้ลดเกราะป้องกันตัวเองลง (จนยอมมีเซ็กส์กับเขา) ทำให้เขาต้องเริ่มต้นใหม่ทุกอย่าง 

เรื่องค่อย ๆ ลงเหวไปเมื่อดำเนินไปเรื่อย ๆ เพราะไม่มีอะไรเพิ่มเติมจากที่กล่าวไปตอนแรกเลย เรื่องกลายเป็นความพยายามปกป้องอเลนา (ไม่เข้าใจว่า ทำไมถึงไปคิดว่า อเลนาเป็นเป้าหมาย ทั้งที่แจ๊คสันเป็นคนที่โดนวางยา) แล้วมีคนลึกลับปรากฎตัวขึ้นในเรื่อง (สปอยล์) ซึ่งก็คืออริโซนา คนที่จะเป็นนางเอกเล่มหน้า เหมือนเอาออกมาให้คนอ่านสนใจ จะได้ตามไปซื้อเล่มต่อไป ซึ่งก็ออกมาแบบไม่มีประโยชน์ใด ๆ ทั้งสิ้นกับพล็อตเรื่อง 

จากนั้นปริศนาก็คลี่คลาย และนั่นก็คือการทำลายหนังสือเล่มนี้แบบสมบูรณ์ ไม่รู้ว่า จะเริ่มต้นตรงไหนนะคะ (สปอยล์) คนร้ายที่ต้องการล้างแค้นอริโซนา ตามล่าแจ๊คสันเพราะเขาเป็นคนช่วยเธอออกมา แต่คนร้ายซึ่งเป็นผู้หญิงออกอาการหื่นอยากได้แจ๊คสันก่อน ก็เลยแทนที่จะฆ่าเขาทันทีที่มีโอกาส เจ้าหล่อนต้องวางยาเขา เพื่อให้เขามีเซ็กส์ด้วย ถ้าเชื่อเหตุผลแบบนั้นนะ เราก็ยังไม่เข้าใจอยู่ดีว่า ทำไมพออเลนาโผล่เข้าเห็น คนร้ายกลับเลือกที่จะออกจากบ้าน แทนที่จะจัดการกับอเลนาไปเลย ในเมื่อแจ๊คสันก็โดนวางยาไปแล้ว คิดเหตุผลไม่ออกค่ะ จะบอกว่า กลัวคนอื่นรู้ ก็ไม่น่าใช่ เพราะหลังจากนั้นก็มาไล่ฆ่าอเลนา เพียงเพราะเธอคือคนที่แจ๊คสันแคร์ จะได้ทำให้แจ๊คสันเจ็บปวดที่หญิงที่รักตาย เหตุผลทุกอย่างมันไร้สาระเกิดขีดความอดทนของเราค่ะ

ขอสารภาพว่า ระหว่างที่อ่าน เราสนใจคาแร็คเตอร์ของอริโซนานะคะ (อยากรู้ว่า เธอคือใครก็ตามไปอ่านเล่มสี่แล้วกัน) ดูว่าเป็นส่วนผสมที่น่าสนใจ ก่อนที่เธอจะปรากฎตัว มีแต่เรื่องเล่าเกียวกับเธอ เราคิดว่า เธอน่าสนใจมาก จนกระทั่งได้รู้ว่า สาวเจ้าเพิ่งอายุได้ยี่สิบปี เราจะพูดประเด็นนี้ในรีวิวของเรื่อง A Perfect Storm แล้วกันค่ะ (มันยาว และเป็นการบ่นอีกรอบ) 

เสียดายพระนางเล็กน้อย และรู้สึกเหมือนกับเป็นเทรนด์หนังสือพล็อตห่วยเลยค่ะ

คะแนนที่ 63

 

 

A Perfect Storm ของลอรี ฟอสเตอร์

เรื่องนี้เป็นเล่มสี่ในชุด  Men who Walk the Edge of Honor ซึ่งมาเล่มนี้เราก็เลิกพยายามทำความเข้าใจกับคอนเซ็ปต์ของชุดแล้วล่ะค่ะ เพราะไม่มี men อีกต่อไป แต่เป็น woman แล้วที่เป็นสมาชิกของทีมนี้

อริโซนา สตรอมมีอดีตอันเจ็บปวด ด้วยวัยเพียงสิบเจ็ดปี เธอถูกพ่อพาเอาไปขายให้กับขบวนการค้ามนุษย์ เธอถูกกักขังและบังคับให้ทำงานในซ่องเป็นเวลาหลายเดือนก่อนที่จะหนีออกไปได้ แต่ฝันร้ายไม่ยอมจากเธอไป และทำให้หญิงสาวหันมาทำงานเพื่อแก้แค้นคนที่ทำร้ายเธอ ด้วยการทำลายปฏิบัติการของคนเหล่านั้น แต่การทำเช่นนั้นก็ทำให้ชีวิตของเธออยู่ในอันตราย และวันนึงเธอก็จนมุมถูกจับ แต่ก่อนที่จะถูกฆ่า แจ๊คสัน ซาวอน (พระเอกเล่มสามเรื่อง Savor the Danger) ก็โผล่มาช่วยเธอเอาไว้ และมอบชีวิตใหม่ให้กับเธอ

แต่หญิงสาวไม่อาจลืมอดีตได้ เธอตั้งตัวเป็นผู้พิทักษ์ธรรมออกตามล่าและทลายแก๊งค์ค้ามนุษย์ ด้วยวัยเพียงยี่สิบเอ็ดปี (บทเปิดเรื่องเป็นวันเกิดครบรอบปีที่ยี่สิบเอ็ดพอดี) อริโซนาไม่ต้องการทำอะไรอื่นนอกจากเอาคืนคนชั่วร้ายพวกนั้น แต่การแก้แค้นก็ไม่อาจกลับมาได้ เพราะคนที่เป็นหัวหน้าแก๊งค์ที่จับเธอไปถูกฆ่าโดยชายอีกคน เป้าหมายที่ควรจะเป็นการลงมือของอริโซนาเอง แต่สเปนเซอร์ ลาร์คก็เป็นคนเหนี่ยวไก และทำให้เธอไม่อาจแก้แค้นได้ 

ดังนั้นหญิงสาวจึงใช้มันเป็นข้ออ้างในการขอให้เขาช่วยร่วมทีมทำงานเพื่อปราบแก๊งค์ค้ามนุษย์อื่นที่เธอสืบหาข่าวมาได้ ในขณะเดียวกันตอนนี้เธอก็อายุครบยี่สิบเอ็ดปีแล้ว เป็นการบรรลุนิติภาวะทางกฎหมาย และนั่นหมายความว่า สเปนเซอร์สามารถมีอะไรกะเธอได้เสียที

จะให้เราเริ่มที่ตรงไหนดีคะ มีอะไรหลายอย่างที่เราอยากระบายออกมา มันเป็นความอึดอัดของคนที่อ่านหนังสือแล้วมัน...ไม่ได้เรื่อง

เราไม่ได้มีปัญหากับความแตกต่างกันทางอายุระหว่างอริโซนาและสเปนเซอร์นะคะ (ยี่สิบเอ็ดกะสามสิบสอง) แต่เราไม่เชื่อว่า ด้วยวัยเพียงแค่นี้อริโซนาจะแข็งแกร่ง เก่งกาจอย่างที่คนแต่งพยายามทำให้คนอ่านเชื่อ เรื่องไม่ได้ปูพื้นมาเลยว่า อริโซนาถูกเลี้ยงดูมาอย่างนักรบ เธอเป็นผู้หญิงธรรมดา ๆ คนนึงที่ถูกพ่อเอาไปขาย จากนั้นเธอก็ไปอยู่ในซ่อง แล้วก็หนีไปได้ แต่จู่ ๆ หลังจากนั้น อริโซนากลายเป็นนักรบ ออกตามล่าแก๊งค์ค้ามนุษย์ เรื่องทั้งหมดนี่เกิดขึ้นก่อนที่เธอจะได้เจอกับแจ๊คสันเสียอีก และอริโซนาก็เก่งกาจเหลือเกิน ออกตามล่าแก๊งค์เหล่านั้นตามลำพัง แล้วจัดการได้หมด เราไม่รู้สำหรับคนอื่นนะคะ แต่เราเชื่อไม่ได้ค่ะ 

มันเป็นความผิดของเราเองแหละที่ไปตั้งความหวัง คาแร็คเตอร์ของอริโซนาตอนที่ออกมาใน Savor the danger สร้างความหวังให้เรามากนะคะ เธอดูน่าสนใจ จนกระทั่งเรารู้ภูมิหลัง (ที่ไม่น่าเชื่อว่า จะทำให้เธอเก่งกาจได้ปานนี้) เราควรจะรู้ดีกว่านี้ เราควรจะรู้ว่า ลอรี ฟอสเตอร์ไม่ใช่นักเขียนที่เขียนคาแร็คเตอร์ของผู้หญิงแกร่งได้เก่ง เรื่องนี้มันก็เลยเป็นอะไรที่ประหลาด นางเอกที่โฆษณาสรรพคุณว่าเก่งนักเก่งหนา ได้รับการยอมรับจากบรรดาพระเอกในเล่มก่อนหน้า (ซึ่งแต่ละคนก็เป็นนักรบลือชื่อกันทั้งนั้น) กลับแสดงอาการนางเอกหน่อมแน้มเกือบตลอดทั้งเรื่อง วิธีการที่เธอใช้ การเผชิญหน้ากับผู้ร้าย ล้วนเป็นการรนหาที่ตายทั้งสิ้น 

เราหน่ายไปกับการวางคาแร็คเตอร์ของนางเอกที่ไม่สมจริงจนไม่สนใจอะไรในเล่มนี้ทั้งสิ้น เพราะเราไม่เชื่อในทุกอย่างที่เกิดขึ้น และนั่นอาจจะทำให้ความเห็นที่เรามีต่อหนังสือเล่มนี้ไม่เป็นกลางมากนัก เราไม่ได้ตั้งใจอ่านมาพอที่จะตัดสินใจอะไรได้ แค่เราเจอนางเอกแบบนี้ก็เกินทนแล้วล่ะค่ะ

คะแนนที่ 40