C-Club

Outcast // Joan Johnston

posted on 06 Nov 2009 15:30 by maxtreme  in C-Club, Contemporary

แม็กซ์ไม่ค่อยเข้าใจตัวเองเท่าไหรนะคะ แต่ครั้งแรกที่เห็นปกของหนังสือเรื่องนี้ก็รู้สึกว่า น่าอ่านขึ้นมาซะงั้น ทั้งที่แม็กซ์เองก็ไม่ถึงกับประทับใจงานเขียนของโจน จอห์นสตันมากมายอะไร (อ่านงานของเธอมาก็หลายเล่ม ส่วนใหญ่ก็มักจะสอบไม่ผ่านด้วยซ้ำ) แต่พอเห็นปกเล่มนี้แล้ว มันโดนใจเราอย่างจัง แต่กระนั้นก็ไม่ได้หยิบมาอ่านทันทีหรอกค่ะ เพราะคิวมันยาวเหลือเกิน

และถือว่าเป็นโชคดีที่ก่อนจะเปิดอ่าน เพื่อนของเราเตือนเกี่ยวกับงานของนักเขียนคนนี้มาแล้ว โดยบอกว่าเธอเป็นนักเขียนที่ทำเอานักเขียนบทของละครน้ำเน่าอายไปเลยค่ะ ดังนั้นแม็กซ์จึงเตรียมใจเอาไว้ก่อนหน้าจะเปิดอ่าน กระนั้นความเมโลดราม่าของหนังสือเล่มนี้ก็ยังทำเอาเราอึ้ง และต้องยกนิ้วให้คนแต่ง ฐานที่เอาพล็อตแนวเน่าทั้งปวงมารวมกันไว้ในที่เดียวได้ขนาดนี้

สิ่งที่ไม่น่าเชื่อที่สุดก็คือ แม็กซ์ชอบแหละ

 

 

Outcast ของโจน จอห์นสตัน

หนังสือเล่มนี้เป็นเล่มแรกในชุดพี่น้องตระกูลเบเนดิกส์ (ซึ่งแม็กซ์แน่ใจว่า หากได้รับความนิยม มันจะต้องถูกขยายชุดออกไปเป็นเรื่องของอีกหลายตระกูลแน่ ๆ)  เรื่องราวของครอบครัวที่ไม่รู้จะใช้คำอธิบายอะไรมาใช้ นอกจากสับสน

เบน เบเนดิกส์เป็นหนึ่งในพี่น้องจำนวนสิบสี่คนของครอบครัว ซึ่งเป็นครอบครัวที่ไม่ได้จำกัดอยู่แค่พี่น้องร่วมสายเลือด นั่นเพราะทั้งพ่อและแม่แท้ ๆ ของเบนได้หย่าขาดกัน และต่างคนต่างแต่งงานใหม่ ซึ่งพ่อเลี้ยงและแม่เลี้ยงของเบนก็ต่างมีลูกติดจากการแต่งงานครั้งก่อนหน้า และเมื่อเขาเหล่านั้นมาแต่งงานกับพ่อ และแม่ของเบน ทั้งหมดก็มีลูกด้วยกันอีก ดังนั้นเบนจึงมีทั้งพี่น้องร่วมสายเลือด น้องต่างพ่อ และต่างแม่ รวมทั้งพี่น้องบุญธรรมจากทั้งพ่อและแม่เลี้ยง 

งงรึยังคะ นั่นไม่ใช่ทั้งหมด ไม่ใช่ครึ่งนึงของเรื่องด้วยซ้ำ แต่ก่อนจะไปถึงจุดนั้น แม็กซ์ขอเล่าพล็อตคร่าว ๆ ก่อนแล้วกัน

เบนซึ่งเป็นอดีตทหารผ่านศึก และผันตัวเองกลายเป็นเจ้าหน้าที่หน่วยตรวจคนเข้าเมือง (ซึ่งไม่ได้ทำหน้าที่เหมือนตม.ในเมืองไทยหรอกนะคะ เพราะจะมีความสำคัญในเรื่องการปราบปรามผู้ก่อการร้ายที่ลักลอบเข้ามาในประเทศด้วย) เบาะแสที่เขาได้รับก็คือ กลุ่มผู้ก่อการร้ายได้ส่งคนแฝงกายเข้ามาในประเทศ เพื่อปฏิบัติการบางอย่างซึ่งจะนำความตายมาสู่ชาวอเมริกันจำนวนมาก เบนในฐานะที่มีความสนิทกับแก๊งค์ข้างถนนในกรุงวอชิงตันดี.ซี. จึงกลายเป็นความหวังเดียวในการค้นหาว่า ใครคือผู้ก่อการร้ายคนนั้น และจัดการก่อนที่เรื่องจะลามปามจนรั้งเอาไว้ไม่อยู่

แต่เบนแม้จะเป็นทหารกล้า เป็นนักแม่นปืน (สรุปว่าโคตรเท่ห์แล้วกัน) เขากำลังประสบปัญหาโรค PTSD (Post Treumatic Stressed Disorder ซึ่งเป็นโรคจิตหลอนซึ่งคนที่ประสบเหตุความรุนแรงมาก ๆ เป็นกัน) ภาพหลอนมีผลต่อการปฏิบัติงานของเขา แต่กระนั้นเบนก็ไม่อาจยอมรับความจริงข้อนี้ได้ ทำให้เขามีความขัดแย้งกับด๊อกเตอร์แอนนา จิตแพทย์ที่ถูกมอบหมายให้ดูแลอาการของเขา จนถึงขั้นที่เขาปฏิเสธการรักษา 

กระนั้นแอนนาก็ไม่ยอมแพ้ อะไรบางอย่างในตัวเบนบอกกับเธอว่า เธอจะต้องช่วยชีวิตของเขาให้ได้ และแม้จะหมายถึงเธอต้องข้ามเส้นระหว่างแพทย์และคนไข้ เธอก็ยินดีที่จะทำ แต่สิ่งสุดท้ายที่เธอคาดคิดก็คือ เธอจะเสียหัวใจไปให้เขาด้วยน่ะสิ

ขอบอกก่อนเลยนะคะว่า พล็อตที่เล่าไป แม็กซ์ถือว่าเป็นพล็อตหลักของเรื่อง แต่มันแทบจะไม่ได้บอกอะไรเกี่ยวกับหนังสือเรื่องนี้เลย  เพราะโฟกัสจริง ๆ ของเรื่องไม่ได้อยู่ที่การตามล่าหาตัวผู้ก่อการร้าย แต่เป็นเรื่องราวที่เกิดขึ้นในชีวิตของเบน เกี่ยวกับการงาน (การหาผู้ก่อการร้าย) ชีวิตส่วนตัว (ความสัมพันธ์ของเขาและแอนนา) และครอบครัว (ซึ่งเป็นส่วนที่มั่วมาก)

เบนเป็นตัวละครชนิดที่แม็กซ์ไม่คิดว่าจะมีในชีวิตจริง แต่น่าสนุกเมื่อได้อ่านถึงค่ะ ขอบอกก่อนแล้วกันว่า เรื่องนี้ทั้งพระเอกและนางเอกไม่ได้มีอะไรที่ผิดปกตินะคะ ทั้งเบนและแอนนาถือว่าโอเคเลย ไม่มีความเป็นละครน้ำเน่าเกี่ยวข้องกับพวกเขา ซึ่งนั่นเป็นข้อดี และแม็กซ์เดาว่า นั่นเป็นเหตุผลที่เราชอบเล่มนี้ ความมั่วซั่วและน้ำเน่าเกิดขึ้นกับคนในครอบครัวของเบนค่ะ และถ้าไม่อยากโดยสปอยล์ก็หยุดอ่านตรงนี้เลยนะคะ

เริ่มต้นจากพ่อและแม่ของเบนที่หย่าขาดกัน และต่างคนต่างแต่งงานใหม่ และมีครอบครัวใหม่ไปแล้ว ทั้งสองยังรักกันอยู่ และดูท่าทีแล้ว น่าจะเลิกกับภรรยาและสามีใหม่ของตัวเองกลับมาคืนดีกัน

พ่อและแม่ของเบน รวมทั้งพ่อเลี้ยงและแม่เลี้ยง ทุกคนมาจากครอบครัวที่ร่ำรวย ไม่ได้รวยธรรมดานะคะ รวยชนิดอภิมหาศาล พ่อของเบนเป็นอดีตนายพลที่กลายเป็นที่ปรึกษาให้กับประธานาธิปดี แม่เป็นสาวชาวใต้ผู้ร่ำรวย พ่อเลี้ยงเป็นวุฒิสมาชิคผู้ทรงอำนาจ แม่เลี้ยงเป็นเจ้าของบ่อน้ำมัน ดังนั้นเบนและพี่น้องของเขาจึงไม่จำเป็นต้องทำงานเพื่อเงิน แต่ทั้งหมดก็กลายเป็นทหารรับใช้ชาติ ไม่มีใครออกอาการลูกเศรษฐีที่โดนสปอยล์จนเสียคน

น้องสาวต่างพ่อของเบน ซึ่งเข้าใจว่าเป็นลูกของพ่อเลี้ยง แท้จริงแล้วเป็นลูกของพ่อแท้ ๆ ของเบน ซึ่งแอบไปมีความสัมพันธ์กับแม่เป็นครั้งสุดท้าย ก่อนที่จะหย่าขาดจากกันอย่างเป็นทางการ และน้องสาวคนนี้กำลังจะแต่งงานกับเพื่อนสนิทของเบน แต่ในวันแต่งงานเพื่อนคนนี้ก็ถูกคนร้ายยิงตาย ถ้านั่นไม่พอ เธอยังตั้งท้องที่ตอนแรกเข้าใจว่าเป็นลูกของเพื่อนสนิทของเบน แต่แท้จริงแล้ว เธอไม่แน่ใจว่าเป็นลูกของใครกันแน่ เพราะเธอถูกข่มขืนโดยชายแปลกหน้า 

พี่ชายของเบนซึ่งเป็นหน่วยปฏิบัติการพิเศษทำงานให้ประธานาธิปดี แอบหลงรักแฟนสาวของน้องชาย (ของตัวเอง และของเบน) แต่รู้ว่าความรักนั้นคงไปไม่รอด

แม่เลี้ยงของเบนซึ่งมีปัญหากับพ่อเพราะรู้ว่า ยังหลงรักเมียเก่าอยู่ ก็มีสามีเก่าที่รอคอยเธออยู่ที่เท็กซัส ที่ซึ่งเธอหนีไปเลียแผล หลังจากค้นพบว่า น้องสาวของเบนแท้จริงแล้วเป็นลูกของพ่อแท้ ๆ ของเบน ไม่ใช่ของพ่อเลี้ยง

สรุปว่าดูแล้วครอบครัวของเบนน่าจะเป็นครอบครัวที่ dysfunctional มากที่สุดครอบครัวนึงในโลกแห่งนิยายค่ะ 

แต่อย่างที่บอกนะคะ แม็กซ์ทำใจมาแล้วในระดับนึง ดังนั้นพออ่านเจอแต่ละประเด็น ก็เลยออกฮามากกว่าหงุดหงิด ที่สำคัญมันไม่ได้เกิดกับตัวละครหลัก เราจึงรู้สึกสนุกไปกับมัน (ในระดับนึง) 

ปัญหาใหญ่อันเดียวที่เรารู้สึกในเรื่องนี้ก็คือ ตัวร้ายค่ะ เราค่อนข้างชอบที่เขาเลือกตัวร้ายคนนี้นะคะ เราคิดว่า มีมิติมาก ๆ ทำให้มองเห็นอีกด้านนึง (สปอยล์) หญิงสาวคนนี้ที่กลายมาเป็นผู้ก่อการร้ายเพราะครอบครัวของเธอถูกทหารอเมริกันฆ่าตายไม่ทางใดก็ทางนึง (โดยไม่เจตนา) ทำให้เธอสูญเสียจนกลายเป็นการคนแบบนี้ เราชอบ  แต่เรารู้สึกว่า คนแต่งทำลายแบ็คกราวด์ตรงนี้หมดสิ้นเมื่อเขียนเล่าถึงอดีตสามีของเธอที่เป็นคนเลวร้าย และซ้อมเธอ แล้วเขียนให้ตัวละครตัวนี้ดูถูกตัวเองว่า สมควรถูกซ้อมแล้ว มันทำลายคาแร็คเตอร์นี้ไปหมดสิ้น ทำให้ตัวละครแทนที่จะดูมิติ กลายเป็นหญิงสาวโง่ ๆ ที่ไม่รู้ความผิดชอบชั่วดีไปเลย เสียดายค่ะ

เล่มนี้สนุกกว่าที่คิด และเป็นความสนุกที่ทำเอาเราแปลกใจตัวเองเช่นกันค่ะ เพราะไม่คิดว่าจะชอบหนังสือที่ตัวละครมีความสับสนในชีวิตมากขนาดนี้ได้

คะแนนที่ 67

Scandal in Spring // Lisa Kleypas

posted on 03 Nov 2009 10:05 by maxtreme  in C-Club, Historical

เพราะความสนุกของเรื่อง Devil in Winter จึงเป็นผลให้แม็กซ์ตัดสินใจที่จะไม่อ่านหนังสือเล่มต่อมาของลิซ่า เคลย์แพสอีกเลย เราคิดว่า สำหรับนักเขียนที่เขียนเรื่องได้สนุกมากขนาดนั้นแล้ว หนังสือเล่มต่อมาของเธอก็ย่อมถูกนำไปเปรียบเทียบ (และพบว่า สนุกสู้ไม่ได้) เราจึงคิดว่าเป็นการไม่ยุติธรรมกับหนังสือเรื่องนี้ หากเราจะอ่านทั้งที่ในสมองของเรายังคงประทับใจไปกับเรื่องราวของเรื่อง Devil in Winter

มันเป็นเวลาสามปีแล้วค่ะที่เราคิดอย่างนั้น แม็กซ์ไม่ได้อ่านหนังสือที่เขียนโดยลิซ่า เคลย์แพสอีกเลยนักจากอ่านเรื่อง DIW ในที่สุดเราก็รู้ว่า ถึงเวลากลับมาอ่านได้แล้ว และเพราะเวลาที่ทิ้งช่วงนานพอสมควร แม็กซ์จึงไม่คิดว่า ความเห็นของเราเกี่ยวกับหนังสือเล่มนี้จะได้รับผลกระทบมาจากความสนุกของ DIW นะคะ แต่เป็นการตัดสินเล่มนี้ที่ตัวของมันเอง

แต่ก่อนจะเริ่มรีวิว แม็กซ์อยากพูดถึงการสร้างตัวละครของนักเขียนนิดหน่อยนะคะ แน่นอนว่านักเขียนทุกคนย่อมอยากจะเขียนตัวละครของตัวเองให้มีความยิ่งใหญ่ ไม่ใช่ในแง่ของความร่ำรวย หรือความเก่ง แต่เป็นความเป็นตัวของเขาเองที่ยิ่งใหญ่ในสายตาคนอ่าน แม็กซ์คิดว่า นักเขียนก็คงจะคิดถึงคาแร็คเตอร์ทุกตัวที่พวกเขาสร้างขึ้นเหมือนลูกคนนึงของพวกเขา นั่นคือมีความรักให้เท่าเทียมกัน (ในระดับหนึ่ง) ตัวละครทุกตัวสำหรับนักเขียนมีความน่าประทับใจ และเรื่องราวที่แตกต่างกัน 

แต่ในสายตาคนอ่าน แม้จะเป็นนักเขียนคนเดียวกัน แต่ตัวละครแต่ละตัวก็โดนใจคนอ่านไม่เท่ากัน สำหรับงานของลิซ่า เคลย์แพส แม็กซ์บอกตามตรงว่า ตัวละครที่โดนใจเรามากที่สุดก็คือ เดเร็ค คราเว่น และเซบาสเตียน ลอร์ดเซ็นต์วินเซ็นต์  ดังนั้นจึงเป็นเรื่องช่วยไม่ได้เลยที่เราต้องนำเอาตัวละครที่เหลือมาเปรียบเทียบกับทั้งสองคน แม้ว่าเรื่องราวที่พวกเขาบอกเล่า จะไม่ได้เหมือนหรือคล้ายคลึงกันเลยก็ตาม

นอกจากนี้แล้ว แม็กซ์เคยคุยกับเพื่อนคนนึงนะคะ เธอบอกให้แม็กซ์ฟังว่า เธอไม่อาจอ่านหนังสือชุดแม็คเกรเกอร์ของนอร่า โรเบิร์ตที่เป็นเรื่องราวของคนในรุ่นหลานให้สนุกได้ เพราะเธอมักจะนำพวกเขาไปเปรียบเทียบกับความสำเร็จที่คนรุ่นพ่อมีกัน ใครล่ะจะเทียบเคียงกับประธานาธิบดี (อลัน) หรืออัยการสูงสุด (เคน) หรือนักวาดการ์ตูนผู้กลายเป็นตำนาน (แกรนท์) ได้ เธอไม่อาจอ่านเรื่องความรักของช่างไม้ที่ตกหลุมรักหลานสาวของเดเนียล (ใน The Perfect Neighbor) โดยไม่คิดว่า คนรุ่นหลานช่างเก่งไม่เท่ากับบุพการีของพวกเขาเลย 

สำหรับแม็กซ์เราไม่ได้มีปัญหาในประเด็นนี้ เพราะเราเริ่มอ่านที่เรื่องรุ่นหลานก่อนค่ะ แต่เราก็พอจะเข้าใจในสิ่งที่เพื่อนของเราพูด เพราะนั่นคือความรู้สึกของแม็กซ์ในเล่มนี้ 

 

 

Scandal in Spring ของลิซ่า เคลย์แพส

หนังสือเล่มนี้เป็นเล่มที่สี่ในชุด The Wallflower เรื่องราวของสี่สาวที่ไม่ได้รับความสนใจจากชายหนุ่มในวงสังคม พวกเธอพบกันและเป็นเพื่อนกัน ในเล่มนี้ซึ่งเป็นเล่มสุดท้ายของชุดเป็นเรื่องราวของเดซี่ โบว์แมน ทายาทเศรษฐีชาวอเมริกันผู้ซึ่งบิดาหมดความอดทนกับการที่เธอไม่ได้รับข้อเสนอแต่งงานจากใครสักคนสักที ถึงขนาดยื่นคำขาดกับเดซี่ว่า หากเธอยังไม่มีใครมาขอ เขาก็จะจับเธอแต่งงานกับลูกน้องหนุ่มผู้มีอนาคตไกลของเขา

นั่นเป็นสิ่งสุดท้ายที่เดซี่ต้องการ จากความทรงจำแม็ทธิว สวิฟก็คือชายที่มีความคล้ายคลึงกับผู้เป็นบิดาของเธอมากที่สุด มากยิ่งกว่าพี่ชายของเธอเสียอีก และนั่นเป็นสามีที่เดซี่ไม่ต้องการ เธอไม่อยากมีชีวิตกับชายอีกคนที่ควบคุมและับังคับชีวิตของเธอ ดังนั้นเดซี่และอีกสามสาวเพื่อนสนิทจึงวางแผนเพื่อให้เดซี่ได้พบกับชายในฝันให้เร็วที่สุด

แต่เมื่อเดซี่ได้พบกับแม็ทธิวอีกครั้ง เธอก็รู้ว่า เขาไม่ใช่ชายคนที่เธอจำได้ และอย่างไม่รู้ตัว ความสัมพันธ์ของทั้งสองก็ได้เริ่มต้นพัฒนาขึ้น แต่ความรักไม่ได้ลงเอยกันง่าย ๆ แม้แม็ทธิวจะเป็นคนที่พ่อของเธอเลือก เพราะอดีตของแม็ทธิวกำลังจะกลับมาหลอกหลอนเขา

ช่วงขึ้นต้นเรื่องแม็กซ์คิดว่าหนังสือมีความน่าสนใจมาก ๆ แต่เมื่อเริ่มดำเนินเรื่อง โดยเฉพาะการช่วงเวลาที่เดซี่และแม็ทธิวเรียนรู้ระหว่างกันและกัน เรากลับรู้สึกว่าเป็นการเล่าเรื่องที่น่าเบื่อ ไม่รู้สิคะ อาจจะเป็นเพราะแม็กซ์ไม่ชอบเรื่องราวการ "จีบ" กันของตัวละครโดยที่ไม่มีพล็อตอื่นเข้ามาเกี่ยวข้องด้วยมั้งคะ เรารู้สึกว่า เบื่อมาก ๆ กับการอ่านช่วงกลางเรื่อง ความน่าสนใจหายไปจนหมด ซึ่งตามความเห็นของแม็กซ์ เราโทษที่ความน่าสนใจของตัวละครค่ะ

ในเมื่อพล็อตเรื่องไม่น่าสนใจแล้ว อย่างน้อยตัวละครก็น่าจะมีพลังพอที่จะขับเคลื่อนเรื่องได้ แต่ในเล่มนี้ทั้งเดซี่ และแม็ทธิวไม่มีความน่าสนใจในตัวเอง เดซี่เป็นน้องสาวตัวน้อยของลิเลี่ยน (นางเอกในเล่มสองของชุดเรื่อง It happened one autumn) ซึ่งเป็นตัวละครที่มีบุคลิคค่อนข้างโดดเด่น เราอ่านเล่มนี้แล้วรู้สึกว่า หลายฉากความน่าสนใจไม่ได้โฟกัสอยู่ที่ตัวเดซี่เลยด้วยซ้ำ แต่กลับเป็นลิเลี่ยนที่ขโมยซีนไปหมด ไม่ว่าจะเป็นความไม่ชอบใจในตัวแม็ทธิวที่ลิเลี่ยนแสดงออกมาชัดเจน เรื่องราวที่ให้น้ำหนักไปกับการตั้งครรภ์ของลิเลี่ยน หลายครั้งเรารู้สึกว่าเดซี่ถูกกลบรัศมีจนแทบมองไม่เห็น

ส่วนแม็ทธิว เราชอบการเปิดตัวของเขานะคะ ชายหนุ่มผู้สร้างตัวเองจากไม่มีอะไร จนกลายเป็นมือขวาของพ่อของเดซี่ แต่หลังจากการเปิดตัวแล้ว เรื่องราวของเขาก็เลือนหายไปอีกเช่นกัน อาจเพราะคนแต่งต้องการเก็บความหลังของเขาเอาไว้เพื่อเฉลยในตอนท้าย แต่การไม่พูดถึงมันก็ทำให้พลังของแม็ทธิวในแง่ของความเป็นพระเอกถูกบั่นทอนลงไป เพราะเราไม่รู้ว่า เขาต้องใช้ความพยายามมากแค่ไหนในการมาสู่จุดที่เขาเป็นในปัจจุบัน และที่แย่ไปยิ่งกว่าก็คือ การที่บรรดาพระเอกในเล่มก่อนหน้าที่พาเหรดกันมามีบทในเรื่องนี้ (ซึ่งแม็กซ์ชอบนะคะ โดยเฉพาะการได้เห็นเซบาสเตียนอีกครั้ง ก็มากพอจะทำให้เรากลับไปอ่าน DIW อีกรอบได้เลย) แต่มันทำให้เกิดการเปรียบเทียบระหว่างเขาและคนอื่น ๆ ซึ่งสำหรับแม็กซ์แล้ว เราคิดว่าเขาออกมาดูด้อยกว่า (เพราะไม่มีการพูดถึงความหลังที่เขาสร้างตัวเองมาอย่างยากลำบาก) 

โดยรวมหนังสือเล่มนี้ไม่ได้แย่หรือเลวร้ายอะไรนะคะ แต่สำหรับงานของลิซ่า แม็กซ์คาดหวังมากกว่านี้ค่ะ (ซึ่งไม่ใช่ความผิดของคนแต่ง แต่เราก็ห้ามตัวเองไม่ได้)

คะแนนที่  63

 

The Most Wicked of Sins // Kathryn Caskie

posted on 30 Oct 2009 14:34 by maxtreme  in C-Club, Historical

ธีมเรื่องที่แม็กซ์รู้สึกว่ากำลังฮิตมาก ๆ ตอนนี้ก็คือเรื่อง บาปเจ็ดประการ (ของดังเต้) หรือที่รู้จักกันในชื่อภาษาอังกฤษว่า The Seven Deadly Sins ซึ่งเราเห็นหนังสือที่เกี่ยวข้องกันธีมเรื่องนี้มากหลายชุด ไม่ว่าจะเป็นงานแนวพารานอมอลทริลเล่อร์ของอลิสัน แบรนแนนที่แม้ยังไม่ออกขาย แต่แม็กซ์ก็รู้สึกว่า น่าสนใจมาก ๆ หรืองานของเจอาร์ วาร์ดชุดใหม่ก็ใช้ธีมนี้เช่นกัน

และเรื่องที่จะรีวิวในวันนี้ก็หนีไม่พ้นธีมเรื่องบาปทั้งเจ็ดประการนี้ค่ะ แต่ไม่ได้มีองค์ประกอบของพารานอมอลมาผสมแต่อย่างใด เพียงแต่ชื่อบาปทั้งเจ็ดกลายเป็นชื่อเรียกที่ขนานนามเจ็ดพี่น้องตระกูลซินแคลร์ ที่แต่ละคนรับเอาบาปแต่ละประการมาเป็นพฤติกรรมของตนเอง 

และเรื่องนี้เป็นเรื่องราวของคนที่รับเอาบาปเรื่องความริษยามาเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว

 

 

The Most Wicked of Sins ของแคธลีน แคสกี้ย์

หนังสือเล่มนี้เป็นเล่มที่สองในชุด The Seven Deadly Sins เล่าเรื่องราวของพี่น้องตระกูลซินแคลร์ที่ถูกบิดาซึ่งมีบรรดาศักดิ์เป็นถึงดยุคไล่ออกจากบ้าน และยื่นคำขาดให้กลับเนื้อกลับตัวเป็นผู้เป็นคนภายในเวลาสี่ปี มิฉะนั้นจะตัดออกจากกองมรดก 

เพราะสูญเสียมารดาไปตั้งแต่เด็ก พี่น้องตระกูลซินแคลร์ถูกทอดทิ้งอย่างไม่ใยดีจากบิดาผู้ที่เศร้าเสียใจจนทำใจไม่ได้ ทำให้พวกเขากลายเป็นตัวตลกในสายตาของวงสังคมในสก๊อตแลนด์ รวมทั้งถูกนินทาว่าร้ายว่า แต่ละคนล้วนมีพฤติกรรมไม่ต่างกับบาปเจ็ดประการ และนั่นทำให้สเตอร์ลิ่งพี่ชายคนโตคิดเอาคำว่าร้ายนั้นมาเป็นข้อต่อสู้ โดยเขาให้น้อง ๆ แต่ละคน รวมทั้งตัวเองรับเอาบาปมาเป็นเอกลักษณ์ประจำตัวคนละประการ ดำเนินชีวิตตามบาปแต่ละข้อเพื่อเป็นการประชดสังคมว่าตัวเองไม่แคร์พวกเขาเลย

จนกระทั่งพ่อของพวกเขามาถึงจุดสุดทน และไล่พวกเขาออกจากบ้าน ให้ไปลอนดอนเพื่อเปลี่ยนนิสัย

เล่มนี้เป็นเรื่องราวของเลดี้ไอวี่ ซินแคลร์ผู้ที่มีเวลาเหลือแค่หนึ่งเดือนเท่านั้นที่จะต้องพิชิตใจชายคนที่พ่อของเธอเห็นชอบว่าเหมาะสม และเธอจะได้กลับไปสู่อ้อมอก และความร่ำรวยของครอบครัวอีกครั้ง 

ปัญหาก็คือ ชายคนที่พ่อเลือกให้กับเธอนั้น กลับไม่สนใจไอวี่เสียแล้ว เขาปันใจไปให้หญิงอื่น และนั่นทำให้ไอวี่ต้องคิดแผนการขึ้น โดยเธอตัดสินใจจ้างนิค นักแสดงคนนึงมาปลอมตัวเป็นมาร์ควิส แสร้งให้เขาแสดงความสนใจในตัวไอวี่อย่างมาก เพื่อหลอกล่อให้หญิงสาวคนที่เป็นมือที่สามระหว่างเธอกับชายที่พ่อเลือกให้หันมาสนใจมาร์ควิสจอมปลอมคนนี้ และเปิดทางให้ไอวี่กลับเข้าไปสู่ชีวิตของคนที่พ่อเลือกให้อีกครั้ง

แผนการมันผิดพลาดตั้งแต่เริ่มต้น เมื่อไอวี่ดันไปติดต่อมาร์ควิสตัวจริง (เพื่อให้เขาปลอมเป็นตัวเอง) ด้วยความเข้าใจผิดว่าเขาคือนักแสดง (ซึ่งแท้จริงแล้วนักแสดงคือญาติของมาร์ควิสตัวจริง) และในขณะที่ทั้งคู่เล่นละครว่ากำลังตกหลุมรักกันและกัน เพื่อให้ชายที่ไอวี่หมายปองเกิดความอิจฉา ไอวี่ก็พบว่าตัวเอง ได้หลงรักนักแสดงหนุ่มคนนี้เข้าให้แล้ว 

ความรักที่ดูเป็นไปไม่ได้ เพราะไอวี่แน่ใจว่า หากเธอเลือกความรัก ก็หมายความว่า ตนเองต้องโบกมือลาความสะดวกสบายในชีวิต และคนไม่มีวันได้รับการให้อภัยจากผู้เป็นบิดาแน่ ๆ แต่มันก็ยากหนักหนาที่จะต้องห้ามใจตัวเอง

เล่มนี้ก็คล้ายกับเล่มแรกในชุด (เรื่อง To sin with a stranger) ที่อ่านง่ายสบาย ๆ ไม่ต้องคิดมากอะไร พล็อตเรื่องไม่ซับซ้อนต้องครุ่นคิดให้ปวดหัว อันที่จริงออกจากดูน้ำเน่าไปด้วยซ้ำ ไม่ว่าจะเป็นการที่ไอวี่บังเอิญมาติดต่อมาร์ควิสตัวจริงให้มาปลอมตัวเป็นตัวเองโดยเข้าใจผิดว่าเขาเป็นนักแสดง มันไม่ค่อยน่าเชื่อนะคะ ออกจะไม่มีเหตุผลในบางครั้งด้วยซ้ำ

ความพยายามของไอวี่ในการให้ผู้เป็นพ่อเห็นชอบในการกระทำของเธอ แสดงออกถึงเด็กสาวที่ขาดความรัก และนั่นก็ใช้เป็นเหตุผลในการอธิบายพฤติกรรมของไอวี่ ที่ขึ้นชื่อเรื่องความริษยา เธออิจฉาคนอื่น เพราะคิดว่า เขาดีกว่าเธอ นั่นทำให้เธอบั่นทอนคุณค่าที่เธอมี มองไม่เห็นความสำคัญของตัวเอง ประเด็นนี้เราคิดว่า คนแต่งเขียนได้ชัดเจนดีค่ะ เพียงแต่ก็รู้สึกหงุดหงิดแบบเดียวกับที่รู้สึกในเล่มแรกของชุด นั่นก็คือ ไอวี่ไม่ได้แสดงพฤติกรรมริษยาออกมาอย่างชัดเจน ขนาดที่คนจะเชื่อว่าเธอเป็นตัวแทนของบาปอันนี้เลยตลอดทั้งเรื่อง 

อีกอย่างแม็กซ์ไม่ชอบพฤติกรรมของพ่อของไอวี่เลยค่ะ ในเรื่องเขาไม่ได้มีบทบาทออกมามากนัก แต่จากเรื่องราวที่เรารู้ เขาเองนั่นแหละที่เป็นต้นเหตุของพฤติกรรมไม่ดีของลูก ๆ แต่เขากลับเป็นคนที่แสดงความรังเกียจในพฤติกรรมนั้น และลงโทษพวกเขา ในขณะเดียวกันเหล่าลูก ๆ กลับไม่มีความโกรธหรือโมโหให้กับพ่อของพวกเขาแม้แต่นิดเดียว (คือเราคิดว่า ถ้าเป็นเราก็คงโกรธนะคะ ไล่เราออกจากบ้าน แถมยังบังคับให้ทำโน่นทำนี่ ถ้าไม่ทำก็จะทำโทษอีก) แต่ทั้งหมดกลับดูเหมือนจะพยายามทำให้พ่อเห็นชอบ และทำทุกอย่างตามที่ผู้เป็นพ่อต้องการ 

ในส่วนของความสัมพันธ์ของตัวละครเอก ถือว่าเขียนได้ดีค่ะ แม็กซ์โอเคกับความรักที่เกิดระหว่างไอวี่และนิค  ดูน่าเชื่อในระดับนึง แต่กระนั้นเราก็ไม่อาจลืมความบังเอิญอย่างไม่น่าเชื่อในเรื่องนี้ได้ และด้วยเหตุนี้ (ที่แท้จริงแล้วนิคคือมาร์ควิสตัวจริง) ทำให้พล็อตเรื่องในส่วนใกล้จบเรื่องเมื่อมีคนมาขู่ไอวี่ โดยจะเปิดโปงนิคว่า เขาไม่ใช่มาร์ควิสตัวจริง กลายเป็นไคลแม็กซ์ของเรื่องที่ไม่น่าติดตามเลยสักนิด (เพราะคนอ่านรู้แล้วว่า ยังไงก็ทำอะไรนิคไม่ได้ เพราะเขาคือตัวจริง)

เล่มนี้ยังมีหลายอย่างที่ไม่เข้าที่เข้าทางนะคะ แต่ก็ยังมีความน่าสนใจมากพอที่แม็กซ์จะติดตามอ่านเล่มถัดไปในชุดได้ค่ะ

คะแนนที่ 60

Storm of Shadows // Christina Dodd

posted on 28 Oct 2009 13:24 by maxtreme  in C-Club, Paranormal

ในหนังสือเล่มนี้ คริสติน่า ดอจจ์ก็ยังคงรักษามาตรฐานงานเขียนของเธอไว้ในระดับที่เราคาดหวังไว้ เพราะแม้จะไม่ใช่หนังสือแนวพารานอมอลที่สร้างสรรด้วยความคิดบรรเจิด หรือสร้างโลกที่มีึความซับซ้อนน่าค้นหา แต่คาแร็คเตอร์และการดำเนินเรื่องของคริสติน่าก็น่าติดตามอ่านอย่างยิ่ง โดยเฉพาะสำหรับแม็กซ์ที่ชื่นชอบการเขียนสไตล์นี้ของเธออยู่แล้ว

 

 

Storm of Shadows ของคริสติน่า ดอจจ์

หนังสือเล่มนี้เป็นเล่มที่สองในชุด The Chosen Ones เรื่องราวของกลุ่มผู้ถูกเลือกเจ็ดคนที่ต้องต่อสู้เพื่อจิตวิญญาณของเด็กที่ถูกทอดทิ้งแต่กำเนิดกับตัวร้ายที่มีชื่อว่า Others

ตามตำนาน เด็กที่ถูกพ่อแม่ของพวกเขาทอดทิ้ง จะได้รับพลังพิเศษบางอย่างเพื่อเติมเต็มในความขาดของพวกเขา แต่พลังที่ได้รับมา ก็ทำให้เด็กเหล่านี้กลายเป็นเหยื่อเช่นกัน นั่นเพราะว่า มีคนอยู่สองกลุ่มในโลกของพวกเขา กลุ่มผู้ถูกเลือก (The Chosen Ones) และกลุ่มตัวร้าย (Others) ซึ่งทั้งสองกลุ่มล้วนพยายามดึงเอาเด็กเหล่านั้นเข้าไปเป็นพวก แต่เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในเล่มแรกของชุด (เรื่อง Storm of Visions)  ก็ทำให้กลุ่มผู้ถูกเลือกอยู่ในภาวะเสียเปรียบ

เพราะตำนานแล้ว กลุ่มผู้ถูกเลือกเจ็ดคน (ทำหน้าที่ในตำแหน่งนี้เจ็ดปี) บัดนี้ได้เหลือเพียงแค่หกคน ทั้งแต่ละคนก็แทบจะไม่รู้ว่าควรจะต้องทำอะไรต่อไปด้วยซ้ำ พลังพิเศษที่พวกเขามีก็เสื่อมถอย ใช้ได้บ้าง ไม่ได้บ้าง แต่กระนั้นภาระในการต่อสู้กับคนร้ายก็อยู่กับพวกเขาทั้งหมด 

ดังนั้นเพื่อเริ่มต้นค้นหาหนทาง แอรอน อีเกิ้ลถูกส่งไปเพื่อรับตัวผู้เชี่ยวชาญด้านภาษาโบราณมาจากห้องสมุดแห่งนึง แต่เมื่อเขาไปถึงก็พบว่า ศาตราจารย์ผู้สูงวัยผู้เขาดั้งด้นไปพบได้เสียชีวิตไปแล้ว เบื้องหน้าของเขากลายเป็นสาวน้อยนามโรสซามันด์ ลูกสาวของศาสตราจารย์ผู้นั้น แต่เธอก็มีความเชี่ยวชาญในการอ่านภาษาโบราณพอกับบิดาของเธอ แอรอนขอร้องให้โรซามันด์ช่วยค้นหาคำทำนายโบราณ ซึ่งจะให้คำตอบเกี่ยวกับทิศทางการทำงานของกลุ่มผู้ถูกเลือกทั้งหมด 

การค้นหาพบโรสซามันด์และแอรอนไปเกือบทั่วโลก เริ่มจากคาซาบลังก้า ปารีส เทือกเขาแอลป์ ที่ซึ่งแอรอนได้ทำการตัดสินใจครั้งสำคัญ และเสียสละอย่างสูงสุดเพื่อผู้หญิงที่เขายอมรับกับตัวเองว่ารัก ก่อนที่ทุกอย่างจะปิดฉากลงในนิวยอร์คอันเป็นสถานที่เปิดเรื่อง

โดยรวมแล้วหนังสือเรื่องนี้เขียนได้สนุกดีนะคะ อ่านได้เรื่อย ๆ ไม่น่าเบื่อ แม้ว่าหลายครั้งแม็กซ์จะคิดว่า พล็อตไม่ค่อยชัดเจนนัก โดยเฉพาะในเรื่องการค้นหาคำทำนาย แม็กซ์คิดว่่า มันงี่เง่าไปหน่อยน่ะค่ะ จริงอยู่ว่า นี่เป็นเรื่องแนวเหนือจริง การเชื่อถือคำทำนายเป็นเรื่องปกติ แต่เรารู้สึกว่า เหล่ากลุ่มผู้ถูกเลือกใช้เวลาทุ่มเทไปกับเรื่องนี้อย่างไร้เหตุผล ไม่มีการวางแผนเพื่อการกระทำต่อไปในอนาคตเลยสักนิดเดียว ราวกับว่า รอคอยคำทำนายเพียงอย่างเดียว (เลยทำให้เราตั้งคำถามว่า ถ้าคำทำนายสุดท้ายบอกว่า พวกเขาจะแพ้ตัวร้ายล่ะ พวกเขาจะทำยังไง ยอมแพ้ง่าย ๆ นั้นเหรอ) 

ที่สำคัญเรื่องนี้ไม่ได้ทำให้คนอ่านมองเห็นความสำคัญของคำทำนายที่ทั้งโรสซามันด์ และแอรอนตามหาแม้แต่นิดเดียว แม็กซ์ไม่รู้สึกถึงความยิ่งใหญ่ของภารกิจที่ทั้งคู่กระทำ มันเลยทำให้หลายครั้งเราคิดว่า มันเป็นเรื่องเล็ก ๆ ไม่เห็นจะต้องลงทุนลงแรงกันปานนี้ (ทั้งตัวเอกและตัวร้าย)

อีกประเด็นที่ขัดใจ (แม้จะเข้าใจนะคะ) ก็คือ (สปอยล์) การที่นางเอกส่งข่าวความเคลื่อนไหวของเธอและแอรอนให้ผู้ร้ายรับรู้ตลอดการเดินทาง จนทำให้ตัวร้ายตามมาทำร้าย และขัดขวางภารกิจของพวกเขาได้ตลอดเวลา เราเข้าใจนะคะว่า เธอไม่ได้ตั้งใจให้มันเกิดขึ้น เพราะเธอไม่รู้ตื้นลึกหนาบาง แต่มันก็ขัดใจค่ะ ที่นางเอกช่างทำให้เรื่องวุ่นวายได้มากปานนี้

แต่ในแง่คาแร็คเตอร์ แม็กซ์ชอบเล่มนี้ค่ะ เราชอบนางเอกที่เป็นสาวคงแก่เรียน และดำรงบุคลิกนั้นได้เกือบตลอดทั้งเรื่อง ในเวลาที่เธอมุ่งความสนใจไปกับการศึกษาเอกสารโบราณ กระทั่งแอรอนก็ไร้ความหมาย (และมันทำให้เขาเครียดอย่างยิ่งที่โรสซามันด์ไม่ใส่ใจเขาสักนิดเดียว) ส่วนพระเอกก็ตามแนวถนัดของคริสติน่าเลยค่ะ ผู้ชายที่ทำอะไรหลายอย่างที่ไม่ถูกต้องมากนัก แอรอนเป็นโจร แต่เขาไม่ใช่โจรธรรมดา นั่นเพราะพลังที่เขาได้รับ ทำให้แอรอนกลายเป็นความมืดที่ไม่อาจมองเห็นได้ด้วยสายตา และนั่นทำให้เขากลายเป็นโจรขโมยงานศิลปะตัวเอ้ การที่เขาเข้าร่วมกลุ่มผู้ถูกเลือก ก็เพราะถูกแบล็กเมลล์ แต่เมื่อเขาเข้ามาส่วนหนึ่งของกลุ่ม แอรอนก็เลือกที่จะสานงานทีไ่ด้รับมอบหมายให้สำเร็จ อย่างช้า ๆ เขากลายมาเป็นคนที่เขาควรจะเป็น

และการที่ได้รับโรสซามันด์ ก็ทำให้แอรอนเป็นผู้ชายคนที่เขาเกิดมาเพื่อจะเป็น 

เรื่องนี้อาจจะไม่สนุกมาก ๆ จนถึงขั้นทำให้แม็กซ์คลั่ง (เหมือนกับที่เป็นกับงานของเมลจีน บรู๊คเมื่อราวอาทิตย์ก่อน) แต่ก็อ่านได้เพลิน ๆ พล็อตเรื่องอาจจะไม่ซับซ้อนต้องคิดมาก แต่ก็ไม่เสียเวลาในการอ่านเลยค่ะ

คะแนนที่  70

Boscastle Series // Jillian Hunter

posted on 23 Oct 2009 20:48 by maxtreme  in C-Club, D-Club, F-Club, Historical

หลังจากดองค้างมาหลายปี ในที่สุดแม็กซ์ก็เริ่มต้นอ่านหนังสือชุดบอสคาสเซิลเล่มแรก (แต่เป็นเล่มที่แปดในชุด) อย่างเรื่อง Wicked Lord at the Wedding ไปแล้ว ซึ่งผลของการอ่านเล่มนั้น ทำให้แม็กซ์รู้สึกสนใจในงานเขียนของจิลเลี่ยน ฮันเตอร์ขึ้นมาอย่างมาก และเป็นที่มาให้เราหยิบเอาหนังสือเล่มก่อนหน้าในชุดนี้มาอ่านติดต่อกันหลายเล่ม แม้จะไม่ได้เป็นการย้อนกลับไปอ่านตั้งแต่เล่มแรกในชุดก็ตามค่ะ

หนังสือชุดบอสคาสเซิล เป็นเรื่องราวที่เริ่มต้นด้วยหกเล่มแรก เล่าเรื่องของพี่น้องในตระกูลนี้ ซึ่งประกอบด้วยลูกชายสี่คน และลูกสาวสองคน แต่ละคนแม้จะมีวิถีทางชีวิตเป็นของตัวเอง แต่ก็เต็มไปด้วยความรักในหมู่พี่น้อง หนังสือชุดนี้ไม่ถึงขนาดเป็นแนวเรื่องอย่างชุดมัลโลเรน ของโจ เบฟเวอรี่ ที่พี่ชายคนโตคอนโทรลชีวิตของน้อง ๆ ด้วยความห่วงใยนะคะ แต่ก็มีความผูกพันปรากฎในเรื่องพอสมควร เพียงแต่ไม่ใช่ประเด็นใหญ่

ซึ่งหนังสือหกเล่มนี้ประสบความสำเร็จมากในระดับนึง ทำให้คนแต่งตัดสินใจ (หรือสนพ.สั่งก็ไม่แน่ใจค่ะ) เขียนเพิ่มเรื่องของคนในตระกูลนี้ ไม่ใช่ว่า มีพี่น้องโผล่มาเพิ่มหรอกนะคะ แต่เสริมแต่งญาติห่าง ๆ ที่เป็นคนในตระกูลนี้เข้าไปอีก เป็นเรื่องราวของสี่พี่น้องผู้ชายตระกูลบอสคาสเซิลเช่นกัน ที่แยกสายตระกูลออกมา 

แม็กซ์ไม่ได้อ่านเรียงตามลำดับที่ออกนะคะ แต่ตัดสินใจหยิบเอาเล่ม 5 - 7 มาอ่าน (ซึ่งเราอ่านเล่มแปดไปแล้ว) 

 

 The Sinful Nights of a Nobleman ของจิลเลี่ยน ฮันเตอร์

หนังสือเล่มนี้เป็นเล่มที่ห้าในชุดบอสคาสเซิล ซึ่งจากประสบการณ์ที่อ่าน คิดว่าไม่จำเป็นต้องอ่านเรียงตามลำดับในชุดนะคะ เพียงแต่อาจจะโดนสปอยล์เรื่องราวในเล่มก่อนหน้าเล็กน้อยเท่านั้นเอง

แม็กซ์เลือกที่จะหยิบเล่มนี้ขึ้นมาอ่านก่อนเล่มอื่นในชุดนี้ (หลังจากติดใจจากการอ่านเรื่อง Wicked Lord at the Wedding) เพราะดูพล็อตเรื่องแล้วถูกใจมากค่ะ เรื่องราวของพระเอกและนางเอกที่จำใจต้องแต่งงานกันเพราะถูกจับได้ว่า มีเรื่องเสื่อมเสียเกิดขึ้น อันมีต้นเหตุมาจากความเข้าใจผิด

ลอร์ดเดวอน บอสคาสเซิลเป็นเพลย์บอย นั่นคงเป็นคำอธิบายตัวตนของเขาได้ดีที่สุด ในฐานะลูกชายคนสุดท้องของตระกูลบอสคาสเซิลอันอื้อฉาว เดวอนเป็นหนึ่งในคนที่สร้างเรื่องอื้อฉาวเหล่านั้น ในงานเลี้ยงซึ่งขึ้นชื่อเรื่องความเสื่อมเสีย เพราะเป็นสถานที่นัดพบกันของเหล่าชู้รัก เดวอนก็ไปที่นั่นเพื่อนัดสาวคนนึง 

ปัญหาก็คือ เมื่อเขาไปตามนัด หลังจากไ้ดรับจดหมายจากแม่ม่ายคนนั้น กลับพบกับหญิงอีกคนที่ไม่สมควรมาอยู่กับเขาตามลำพัง และแน่นอนว่า ทั้งคู่ถูกจับได้ และมันก็เป็นอื้อฉาวมากพอที่จะบีบบังคับให้เดวอน ผู้ชายที่ปฏิญาณตนว่าจะเป็นหนุ่มโสดตลอดไป ต้องประกาศข่าวแต่งงาน 

กับโจเซลีน ลิดบูรี่ หญิงสาวที่เมื่อหลายปีก่อน เขาปล่อยให้รอเก้อในงานเลี้ยงที่พ่อของเธอจัดขึ้น 

นั่นเพราะ พ่อของโจเซลีนคิดว่า เดวอนคงจะเป็นลูกเขยที่เหมาะสม เขาอาจเป็นบอสคาสเซิลที่อื้อฉาย แต่เขาก็ยังเป็นน้องชายของมาร์ควิสผู้ร่ำรวยและทรงอิทธิพล พ่อของเธอมองว่าเขาเหมาะสม ปัญหาก็คือ เดวอนลืมการเชื้อเชิญในคืนวันนั้น เขากำลังอยู่ในภาวะที่เที่ยวหัวหกก้นขวิด เขาเพิ่งสมัครเป็นทหาร และคิดว่าตัวเองคงไม่รอดจากสงคราม นั่นเป็นข้ออ้างให้เดวอนใช้ชีวิตสนุกสนานมากไปหน่อย

มันอาจเป็นแค่เรื่องเล็ก ๆ ในอดีตของเดวอน แต่มันเป็นเรื่องใหญ่ของโจเซลีน การไม่ปรากฎตัวของเดวอนเป็นเหตุผลที่ผู้เป็นบิดาใช้ในการหยามเหยียดความไม่มีค่าของเธอ ดังนั้นเมื่อมีชายคนนึงให้ความสนใจ โจเซลีนจึงทำทุกวิถีทางเพื่อให้เขา่ขอแต่งงาน และนั่นหมายถึงเธอตามเขาไปยังงานเลี้ยงของขึ้นชื่อเรื่องการลอบพบกันของคู่รัก

โจเซลีนก็ได้รับจดหมายลึกลับ ซึ่งอ้างว่ามาจากชายคนที่เธอคาดหวัง เพียงเพื่อจะพบกับเดวอน และมันทำให้ทั้งคู่ต้องแต่งงานกัน

พล็อตเรื่องเป็นแนวที่เราชอบค่ะ แต่สไตล์การเขียนเรื่องนี้ทำให้เรื่องดูไม่มีความน่าสนใจเลย ทั้งตัวละครดูแบนราบไม่มีมิติ เราไม่รู้สึกอะไรไปกับทั้งเดวอนและโจเซลีน เรามองไม่เห็นเสน่ห์ของเดวอนที่หลายคนในเรื่องกล่าวถึง เราคิดว่าโจเซลีนราบเรียบเหมือนกระดาษบาง ๆ  โดยรวมมันเป็นเรื่องที่อ่านไปเพื่อให้จบ ถือเป็นความผิดหวังอย่างมากของเราเลยล่ะค่ะ

คะแนนที่ 57

 

  The Devilish Pleasures of a Duke ของจิลเลี่ยน ฮันเตอร์

หนังสือเล่มที่หกในชุดบอสคาสเซิล เล่าเรื่องของเอ็มม่า สมาชิกคนเดียวในตระกูลบอสคาสเซิลสาขาลอนดอนที่ยังเป็นโสด 

เราไม่ได้อ่านหนังสือเรื่องนี้เรียงกันมานะคะ ดังนั้นเราจึงไม่ได้รู้จักเอ็มม่ามาเป็นอย่างดี ในเรื่อง The Sinful Nights of a Nobleman ก็ไม่ได้กล่าวถึงเธอมากนัก แต่จากที่จับใจความได้ เอ็มม่าเป็นคนในตระกูลบอสคาสเซิลคนเดียวที่ควบคุมด้านมืดของตัวเองไว้ได้ เธอจะเป็นเหตุผลในยามที่ทุกคนก่อเรื่อง เป็นคนที่เข้าไปจัดการชีึวิตของพี่น้องทุกคน และนั่นทำให้เธอเหมาะสมกับอาชีพที่กำลังทำอยู่

เอ็มม่าเป็นเจ้าของโรงเรียนอบรมกุลสตรี แต่ในงานแต่งงานของอดีตนักเรียนของเธอ เอ็มม่าก็กลายเป็นจุดศูนย์กลางของเรื่องอื้อฉาว เมื่อชายคนที่กำลังดูใจอยู่กับเธอลวนลามสาวใช้ในบ้าน และเมื่อเอ็มม่าเข้าไปขัดขวาง เขาก็พยายามทำเช่นนั้นกับเธอบ้าง และนั่นเ็ป็นเหตุให้เอเดียน รักซ์เลย์เข้าไปขัดขวาง และถูกทำร้ายจนหมดสติ

นั่นเป็นเหตุผลทำให้เขาต้องเข้าพักรักษาตัวในโรงเรียนของเอ็มม่า (ซึ่งเป็นบ้านของพี่ชายของเธอด้วย) และเป็นจุดเริ่มต้นให้เอเดียนเข้ามาในชีวิตของเธอ 

เอเดียนซึ่งเป็นถึงทายาทของดยุค หากแต่ใช้ชีวิตเยี่ยงทหารรับจ้าง อันเนื่องมาจากความเข้าใจผิดของบิดาที่คิดว่าเขาเป็นลูกชายชู้ เอเดียนไม่ได้เติบโตมาอย่างดยุค เขาต่อสู้ให้กับคนที่จ่ายให้มากกว่า เหตุผลเดียวที่เขายอมกลับมาอังกฤษก็เพราะพ่อของเขาซึ่งรู้ความจริง ลงทุนเรียกตัวเขากลับ การได้พบกับเอ็มม่าทำให้เขาต้องกลับไปทบทวนการใช้ชีวิตที่ผ่านมาทั้งหมด เพราะเขารู้ดีว่า การที่จะคู่ควรกับเธอ เขาต้องกลายเป็นดยุค

บอกตามตรงว่า เราไม่ได้คาดหวังกับเล่มนี้เลยนะคะ หลังจากที่ผิดหวังมาก ๆ กับการอ่านเรื่อง The Sinful Nights of a Nobleman แถมตัวละครในเล่มนี้ก็ไม่ได้โดดเด่นอะไรจากเล่มนั้นด้วย เราเลยไม่มีความคาดหวังมากนัก ซึ่งนั่นอาจจะกลายเป็นข้อดีค่ะ และช่วยอธิบายว่าทำไมเราถึงได้ชอบเล่มนี้มากกว่าเล่มอื่น ๆ 

เราชอบการจีบกันระหว่างเอ็มม่าและเอเดียน มันน่ารักมาก ๆ ซึ่งเตือนให้เรานึกถึงงานเขียนของจูเลีย ควินน์อยู่พอสมควร หนังสือโรแมนซ์ที่ไม่มีอะไรในพล็อตมากมาย นอกจากเรื่องราวของตัวพระนาง ซึ่งความสัมพันธ์ของทั้งคู่มากพอจะทำให้เรื่องน่าสนใจอยู่ได้

นอกจากนี้ฉากที่บรรดาพี่น้องของเอ็มม่าพากันออกโรงมาขัดคอความรักระหว่างเธอและเอเดียนก็เป็นฉากที่สนุกดีค่ะ เราคิดว่า ถ้าเราอ่านเรื่องในชุดนี้ตั้งแต่เล่มแรกไล่มา เราอาจจะชอบฉากนี้มากกว่านี้ แต่ถึงขนาดว่า แม็กซ์ไม่ค่อยผูกพันกับตัวละครในชุดนี้มากนัก เรายังเห็นความน่ารักของพี่น้องของเธอเลยค่ะ 

สนุกกว่าที่คิดค่ะ คะแนนที่ 67

 

Wicked As Sin ของจิลเลียน ฮันเตอร์

หนังสือเล่มที่เจ็ดในชุดบอสคาสเซิล และเป็นเล่มแรกที่ไม่ใช่เรื่องราวของพี่น้องในชุดดั้งเดิมแห่งตระกูลนี้นะคะ เป็นเรื่องราวของกาเบรียล บอสคาสเซิล ญาติห่าง ๆ ที่ใช้นามสกุลเดียวกัน  เล่มนี้ยังถือเป็นเล่มแรกในเรื่องราวของพี่น้องผู้ชายสี่คนของกาเบรียลที่เมื่อบิดาของพวกเขาเสียชีวิต ทั้งสี่ก็แยกย้ายกระจัดกระจายกันไปคนละทิศทาง 

กาเบรียลเป็นตัวละครที่มีบทบาทในเล่มก่อนหน้าในชุดอยู่พอสมควรค่ะ แม็กซ์เข้าใจว่าเขาคงจะมีบทก่อนหน้าเรื่อง The Sinful Nights of a Nobleman แล้วล่ะ แต่เนื่องจากเราอ่านย้อนไปถึงแค่เล่มนั้น นั่นจึงเป็นไกลสุดที่เรารู้ ในเล่มที่เขาออกมามีบท แม็กซ์บอกเลยนะคะว่า จิลเลี่ยนเขียนให้เขามีความน่าสนใจ และทำให้คนอ่านอยากอ่านเรื่องของเขามาก ๆ ดังนั้นเราจึงไม่ีอยากบอกเลยค่ะว่า เล่มนี้ทำให้เราผิดหวังสุด ๆ

เหตุผลสำคัญเพราะเราไม่รู้สึกถึงความน่าสนใจของเขาในหนังสือเล่มที่เขาเป็นตัวเอกเองเลย มันแบนราบจนน่าเบื่อ ไม่มีความน่าสนใจ นางเอกของเขาเป็นผู้หญิงที่ไม่ใช่คนที่เราคิดว่าคู่ควรกับเขาเลย (อย่างน้อยก็ก่อนที่เราจะอ่านเล่มนี้ เพราะในเล่มนี้กาเบรียลเองก็น่าเบื่อมากพอกัน)

กาเบรียลซึ่งชนะพนันได้บ้านหลังนึงในชนบทได้เดินทางไปเพื่อสำรวจทรัพย์สินชิ้นใหม่ของเขา ซึ่งอยู่ในแถบุชุมชนที่เขาเคยพักอาศัยสมัยยังเด็ก (เมื่อเจ็ดปีก่อน) และนั่นทำให้เขาพบกับผู้หญิงเพียงคนเดียวที่เขาไม่เคยลืมเลือน ตอนนี้อเลเธียเป็นผู้ดูแลบ้านให้กับพี่ชาย คนภายนอกคิดว่า เธอกำลังไว้ทุกข์ให้กับคู่หมั้นผู้ที่เสียชีวิตในการรบที่วอเตอร์ลู หากแต่ความจริงแล้ว อเลเธียพอใจกับชีวิตเรียบง่ายเช่นนี้ เพราะหลังจากประสบการณ์อันเลวร้ายกับคู่หมั้นผู้ชั่วช้า อเลเธียก็ไม่คิดที่จะแต่งงานอีกแล้ว ดังนั้นเธอจึงใช้ความเข้าใจผิดของทุกคน ที่คิดว่า เธอรักคู่หมั้นคนนี้มากจนไม่อาจมองชายอื่นได้อีกเป็นข้ออ้างที่จะไม่แต่งงาน

แต่การได้เจอกับกาเบรียลอีกครั้ง

เธอคือ เลดี้อเลเธีย หญิงสาวผู้ซึ่งพักในบ้านที่ติดกับบ้านใหม่ของกาเบรียล เด็กผู้หญิงคนที่กาเบรียลยังจำได้แม่นที่ยอมเลอะ และเดินลงมาเยี่ยมเขา ในยามที่เขาโดนพ่อเลี้ยงลงโทษให้อับอาย นั่นเป็นสิ่งที่ตราตรึงในความทรงจำของเขาเสมอ 

การได้มาพบกันอีกครั้งทำให้กาเบรียลต้องทบทวนสถานภาพความเป็นโสดของตัวเอง เขาเริ่มตามจีบอเลเธียอย่างจริงจัง แต่กระนั้นในใจเขาก็ยังไม่มั่นใจ ด้วยคิดว่า เธอยังคงรักมั่นในคู่หมั้นผู้ตายไป

หนังสือเรื่องนี้นอกจากจะมีข้อเสียที่ไม่น่าสนใจแล้ว ก็ยังมีคาแร็คเตอร์ที่ไม่น่ารักอีกต่างหาก แม็กซ์รู้สึกไม่ชอบอเลเธีย เข้าใจนะคะที่เธอหมกมุ่นอยู่กับสิ่งที่เกิดขึ้นในอดีต แม็กซ์เข้าใจว่า คุณคงไม่มีวันลืมเลือนถึงสิ่งที่เกิดขึ้น แต่มันก็น่ารำคาญน่ะค่ะ ที่สำคัญบุคลิคของอเลเธียน่าเบื่อหน่ายมาก 

กระทั่งกาเบรียลเองก็หมดสิ้นเสน่ห์ที่เขาเคยมีในเล่มก่อนหน้า  ไม่รู้ว่าเป็นเพราะแม็กซ์ตั้งคำถามกับการที่เขามาหลงเสน่ห์ผู้หญิงที่ไม่น่าสนใจเอาเลยอย่างอเลเธียรึเปล่านะคะ แต่การจับคู่กันของทั้งสองคนทำลายหนังสือเล่มนี้

ตอนกลางถึงท้ายเรื่องคนแต่งพยายามยกประเด็นความรักเราแต่เก่าก่อนของทั้งคู่ขึ้นมา ซึ่งยิ่งทำให้เราตั้งข้อสงสัยในหนังสือเล่มนี้มากขึ้นไปอีก เพราะมันไม่มีอะไรบ่งบอกถึงความผูกพันที่มี หรือถ้ามีก็ยิ่งแย่ไปใหญ่เลย เพราะตอนต้นเรื่อง เขียนราวกับว่า กาเบรียลกลับมายังบ้านเกิด เพียงเพราะเขาชนะพนันได้บ้านมา ไม่เคยเลยสักครั้งที่เขาจะคิดถึงอเลเธีย (ทั้งที่ก็รู้อยู่ว่า เธออาศัยอยู่ในแถบนั้น) มันต้องกลางเรื่องนั้นแล้วล่ะ ถึงค่อยทำเป็นว่า แอบรักอเลเธียมานาน แต่ไม่กล้าเผยความในใจเพราะเธอมีคู่หมั้น มันทำให้พล็อตไม่ต่อเนื่องกันน่ะค่ะ ถ้าจะใช้พล็อตนี้ก็น่าจะเขียนบอกใบ้มาตั้งแต่ต้นค่ะ

คะแนนที่ 43