Category

Her Last Line of Defense // Marie Donovan

posted on 25 Nov 2009 10:22 by maxtreme  in Category

มาเรีย โดโนแวนเป็นนักเขียนฮาร์ลิควิน เบลซที่แม็กซ์ชอบมากที่สุดคนนึง เพราะหลังจากได้อ่านหนังสือเล่มแรกของเธอเรื่อง Her Body of Work ซึ่งถือว่าเป็นหนึ่งในหนังสือของเบลซที่สนุกที่สุดเล่มนึงที่เราเคยได้อ่าน แม็กซ์ก็กลายเป็นแฟนประจำ ตามติดซื้องานของเธอเรื่อยมา

ปัญหาก็คือ ทุกครั้งเรา่ก็มักจะเอาไปเปรียบเทียบกับ Her Body of Work ซึ่งผลก็คือ ไม่มีเล่มไหนที่เทียบได้เลย  ซึ่งเมื่อคิดดูแล้ว ก็ไม่ใช่เรื่องง่ายนะคะ เพราะแม็กซ์ชอบ HBOW มาก ๆ 

เล่มนี้ก็เช่นกันค่ะ ที่เมื่อนำไปเปรียบเทียบกับ HBOW แล้ว ถือว่าสอบตก แต่กระนั้นแม็กซ์ก็ยังคิดว่าเป็นเบลซที่ดีกว่าหลายเล่มในอิมพรินต์เดียวกันนะคะ

 

 

Her Last Line of Defense ของมาเรีย โดโนแวน

หนังสือเล่มนี้จ่าหัวว่า Uniformly Hot แต่ไม่ได้เป็นชุดอะไรหรอกนะคะ มันเป็นคอนเซ็ปต์ของทางฮาร์ลิควินที่จะออกหนังสือสิบสองเล่ม เ่ล่าเรื่องราวของทหารหาญหน่วยต่าง ๆ ในอเมริกา โดยพระเอกเรื่องนี้เป็นทหารหน่วยกรีน บาเร็ต

ถึงเรื่องราวจะมีพระเอกเป็นทหารหน่วยรบพิเศษ แต่ก็ไม่ได้เป็นแนวสืบสวน หรือผจญภัยอะไรหรอกค่ะ เรื่องราวเกิดขึ้นเมื่อลุค  ได้รับคำสั่งจากผู้บังคับบัญชาให้มาเป็นครูฝึกสอนการเอาชีวิตรอดในป่าให้กับแคลร์ ลูกสาวของวุฒิสมาชิก ซึ่งกำลังจะเดินทางไปเป็นอาสาสมัครในประเทศอันตรายแห่งนึง 

และเพราะว่าลุคเป็นทหารคนเดียวที่เคยใช้ชีวิตและอยู่รอดในป่าของประเทศแห่งนั้น เมื่อครั้งที่ภารกิจเกิดความผิดพลาดและเขาถูกทิ้งให้เอาชีวิตรอดตามลำพังเป็นเวลาหลายอาทิตย์ เขาจึงกลายเป็นตัวเลือกที่ท่านวุฒิสมาชิกเจาะจง มันไม่สำคัญเลยว่า ทั้งลุคและแคลร์ไม่พอใจกับคำสั่งอันนี้ แต่ทั้งคู่ก็ไม่มีทางเลือก

กระนั้นเมื่อลุคดูโปรแกรมการฝึกสอนแล้ว เขาก็เห็นว่า มันใช้ไม่ได้ และคงไม่ได้ช่วยสอนให้แคลร์เอาตัวรอดได้ เขาจึงตัดสินใจพาเธอไปฝึกสอนกันตามลำพัง ในป่าใกล้กับบ้านพักของเพื่อนทหารในหน่วย 

และเนื่องจากนี่เป็นหนังสือของฮาร์ลิควิน เบลซ แม็กซ์คงไม่ต้องบอกนะคะว่า ลุคได้สอนอะไรแคลร์มากกว่าแค่การเอาตัวรอดในป่าอีกเยอะเลย

ความรู้สึกของแม็กซ์จากการอ่านเรื่องนี้ก็คือ แม็กซ์ไม่ชอบพล็อต เพราะดูไร้สาระเอามาก ๆ ไม่มีอะไรที่น่าสนใจเลยสักนิดเดียว การเล่าเรื่องซึ่งใช้การเอาตัวรอดในป่าเป็นฉากหลังในการพัฒนาความสัมพันธ์ระหว่างลุค และแคลร์ แต่มันเป็นเพียงการฝึกที่ไม่มีวิกฤตการณ์อะไรเลยเกิดขึ้น ไม่มีความน่าตื่นเต้น ให้ลุ้น ไม่มีภยันตรายอะไรมาทำให้เรื่องดูมีความน่าสนใจเพิ่มขึ้นมาเลย 

นอกจากนี้แล้วความสัมพันธ์ระหว่างลุคและแคลร์ก็ดูตื้น ไม่มีความลึก แม็กซ์ไม่ค่อยเชื่อในความรักที่เกิดขึ้น เพราะเวลาที่ทั้งคู่รู้จักกันสั้นมาก แถมยังเป็นสถานการณ์ที่ไม่มีอะไรกดดันที่จะผูกพันคนทั้งสองเข้าไว้ด้วยกันได้อีกต่างหาก 

นั่นคือปัญหาของเราค่ะ แต่ก็คงต้องสารภาพ (หน้าแดงเล็กน้อย) แม็กซ์ชอบฉากเซ็กส์ในเรื่องนี้มาก มันเป็นส่วนที่ดีที่สุดในเรื่อง ซึ่งก็แปลกอยู่ค่ะ เพราะปกติหากแม็กซ์รู้สึกไม่ชอบพล็อต หรือไม่อาจสัมผัสได้ถึงความต่อเชื่อมกันของตัวละคร เราก็มักจะไม่สนใจฉากเอ็กซ์พวกนี้มากนัก แต่ในเล่มนี้ มันกลับทำให้เราสามารถเข้าถึงตัวตนของคาแร็คเตอร์ได้มากกว่า การดำเนินเรื่องทั่ว ๆ ไปเสียอีก เรารู้สึกว่า เราได้มองเห็นตัวตนของทั้งลุค และแคลร์ผ่านฉากพวกนี้ ราวกับว่า ในเวลานั้นพวกเขาได้เปิดเผยตัวเองให้คนอ่านเข้าใจพวกเขาลึกลงไป มากยิ่งกว่าที่เราได้เห็นพวกเขาในฉากอื่น 

และนั่นคือเหตุผลเดียวที่เรายังมองเห็นคุณค่าของหนังสือเล่มนี้อยู่ และไม่ถึงกับถอดใจผิดหวังในงานเขียนเล่มล่าสุดของมาเรีย โดโนแวน คะแนนที่  60

จู่ ๆ ก็เกิดอาการนอนไม่หลับขึ้นมาค่ะ หลังจากพยายามข่มตาให้หลับอยู่เป็นชั่วโมง ก็ดูท่าว่า คงจะไม่หลับง่าย ๆ เป็นแน่ แม็กซ์ก็เลยตัดสินใจเปิดไฟ และหยิบหนังสือมาอ่าน มันเป็นการอ่านเพราะความจำเป็น (เนื่องจากนอนไม่หลับ) ไม่ใช่เป็นเพราะเรื่องมันสนุกมากจนต้องทนอ่านแม้จะง่วง ดังนั้นผลลัพธ์จึงไม่ต้องคิดมากนะคะ

ข้อดีก็คือ ทำให้แม็กซ์ทำเวลาในการอ่านหนังสือในภาพรวมได้ดีมาก ๆ เลยล่ะ เพราะแค่คืนเดียวอ่านจบไปสี่เรื่อง

 

 

Submissive ของแอนย่า โฮเวิร์ด

เล่มนี้อ่านก่อนที่จะเข้านอนค่ะ เลยไม่รู้ว่าเป็นเอาเจ้าหนังสือห่วย ๆ เรื่องนี้รึเปล่าที่เป็นต้นเหตุของการนอนไม่หลับ เพราะมันไม่ได้แค่ห่วยธรรมดา มันโคตรห่วย และถือว่าเป็นความสยองขวัญที่แม็กซ์ต้องเผชิญ (เราน่าสงสารมาก) 

อันที่จริงเราก็ผิดนะคะที่ซื้อเล่มนี้มา ทั้งที่อ่านปกหลังดูเรื่องย่อแล้ว ก็เหมือนจะห่วย แต่ทำไงได้คะ ก็เราสั่งมาจากร้านหนังสือแล้ว (ตอนที่สั่งไม่ได้ดูเรื่องย่ออะไรเลย ดูแค่ว่า ชื่อคนแต่งน่าสนใจดี) ก็เลยต้องซื้อ ตานี้ซื้อมาแล้ว ก็เลยต้องอ่านค่ะ 

หนังสือแนวอีโรติคโรแมนซ์ที่สร้างชื่อเสียงเน่า ๆ ให้กับหนังสือแนวเดียวกันเล่มอื่น เพราะมัน... ห่วย เรื่องราวของกิลเลี่ยนหญิงสาวที่ใฝ่ฝันอยากเป็นซับมิสซีพทางเพศ แต่ชายผู้ที่เธอสนใจก็ไม่เคยมอบมันให้กับเธอ ดังนั้นเมื่อกิลเลี่ยนได้ข้อเสนอให้ย้ายไปอีกมิตินึงเพื่อเติมเต็มความต้องการเช่นนั้น เธอจึงไม่ลังเลที่จะละทิ้งทุกอย่างบนโลกมนุษย์และย้ายไป 

โปรดอย่าคิดมากเรื่องพล็อต มันไร้สาระ เซ็กส์ก็ห่วยแตก มันไม่ใช่อีโรติคโรแมนซ์ในประการทั้งปวง มันเป็นแค่ข้ออ้างเพื่อหลอกให้แฟนโรแมนซ์ซื้อหนังสือเล่มนี้อ่าน (ซึ่งเราก็โง่พอที่จะซื้อมา) เรื่องราวที่เต็มไปด้วยเซ็กส์ที่ไร้ความรู้สึก นางเอกที่ปัญญาอ่อนจนน่ากระทืบ พระเอกที่ทุเรศจนไม่อยากเห็นหน้า

เสียเวลาในชีวิตมาก ๆ และที่เหนืออื่นใด ความเลวร้ายของมันตราตึงอยู่ในความทรงจำของเรา (ซึ่งอาจเป็นสาเหตุที่ำทำให้นอนไม่หลับ)

คะแนนที่ 17 (แม็กซ์ไม่แน่ใจว่า มันเยอะเกินไปไหมนะคะ)

 

The Sheik and the pregnant bride ของซูซาน มัลโลรี่

 

หนังสือเล่มที่เยอะ ๆ แล้วในชุด Desert Rogues หนังสือชุดที่ได้รับความนิยมอย่างมาก ๆ ของซูซาน มัลโลรี่ นิยมมากขนาดเธอขยายชุดไปแล้วหลายต่อหลายครั้ง แฟนหนังสือก็ยังเรียกร้องให้เขียนอีก และเขียนอีก 

อันที่จริงเรื่องนี้ไม่ได้เลวร้ายอะไรนะคะ มันขึ้นต้นได้สนุกเสียด้วยซ้ำ แต่แล้วพล็อตที่เราไม่ชอบมาก ๆ ก็เกิดขึ้น และมันทำลายหนังสือเล่มนี้สำหรับเราไปเลยค่ะ

แม็กกี้เป็นช่างซ่อมรถยนต์โบราณที่มีความสามารถ เธอเดินทางมายังประเทศในแถบตะวันออกกลาง (แต่ไม่ได้เป็นมุสลิม -- น่าเชื่อมากเลยนะ) เพื่อทำการซ่อมและสร้างรถยนต์ให้กับเจ้าชายกาเดีย (ออกเสียไม่ถูกนะคะ แต่ก็ไม่มีความพยายามมากพอที่จะหาวิธีการออกเสียงที่ถูกต้อง เราไม่ได้แคร์เล่มนี้มากพอค่ะ) แม้ในตอนแรกพบกาเดียไม่ไว้ใจเมื่อพบว่าเธอเป็นผู้หญิง แต่หลังจากได้เห็นฝีมือ เขาก็เริ่มยอมรับเธอมากขึ้น ทั้งสองสนิทกันมากขนาดที่เมื่อกาเดียถูกกษัตริย์ผู้เป็นบิดาเร่งรัดเรื่องแต่งงาน เขาจึงมาหาแม็กกี้เพื่อขอให้เธอช่วยเป็นแฟนกำมะลอของเขา แต่เรื่องก็ยุ่งยากขึ้นไปอีกเมื่อแม็กกี้พบว่าตัวเองท้อง แต่เด็กคนนั้นไม่ใช่ลูกของกาเดีย

แม็กซ์ชอบความสัมพันธ์ของพระนางนะคะ มันมีการพัฒนา มีความเปลี่ยนแปลง คนอ่านได้เห็นทัศนคติที่มีต่อผู้หญิงที่ค่อย ๆ เปลี่ยนไปของพระเอก เรื่องมันดูมีแววจะสนุกขึ้นเรื่อย ๆ จนกระทั่งแม็กกี้ท้องจากความสัมพันธ์ที่เธอมีกับคู่รักเก่าก่อนที่จะเดินทางมายังประเทศแห่งนี้ 

มันจี้จุดที่เราไม่ชอบค่ะ เราไม่ชอบที่นางเอกมีความสัมพันธ์กับชายคนนึง แล้วผละไปหาชายอีกคนนึงเกือบจะในทันที (ลูกยังอยู่ในท้องเลย) มันทำให้เราไม่มีความเคารพให้กับนางเอก โปรดอย่าเข้าใจผิดว่า แม็กซ์ต้องการแต่นางเอกที่บริสุทธิ์ผุดผ่องนะคะ เราไม่สนใจว่านางเอกจะแต่งงานมาก่อน หรือมีแฟนมาก่อน เพียงแต่ความรักครั้งที่สองกับพระเอก มันควรจะทิ้งช่วงเวลาบ้าง โดยเฉพาะในเมื่อคุณยังมีลูกของคนอื่นอยู่ในท้องแบบนี้ 

แม็กซ์รับไม่ได้ และมันทำให้เรื่องนี้ดิ่งลงเหวไปเลยสำหรับเราค่ะ 

คะแนนที่ 40

 

 

The Vampire's Quest ของวีวี แอนนา

หนังสือเล่มที่สี่ในชุด the Valorian Chronicles เรื่องราวที่เล่าถึงหน่วยพิสูจน์หลักฐานในเมืองที่ผู้อยู่อาศัยไม่ใช่มนุษย์ธรรมดา ดังนั้นคดีแต่ละคดีก็จึงเหนือธรรมชาติไปด้วย

เล่มนี้คนแต่งพาเราเปลี่ยนบรรยากาศออกจากเมืองเนโครโปลิสซึ่งเป็นฉากหลังของหนังสือสามเล่มแรก ไปยังเมืองที่อยู่ในฝรั่งเศส  นั่นก็เพราะว่าคาลเลน ฟอลคอนพระเอกของเราซึ่งแม้จะเป็นแวมไพร์ แต่เขาก็กำลังป่วยหนักจากโรคที่รักษาไม่หาย โรคที่ทำให้แวมไพร์ที่ควรจะเป็นอมตะบ้าคลั่ง และตายในที่สุด

คาลเลนรู้มาว่า หมอมือดีที่พอจะช่วยทุเลาอาการป่วยของเขาอาศัยอยู่ในฝรั่งเศส ดังนั้นเขาจึงออกเดินทางไปยังที่นั่น แต่ยังไม่ทันที่ได้พบแพทย์ ก็เกิดเหตุวางระเบิดขึ้นเสียก่อน ส่งผลให้หมอเทวดาคนนั้นเสียชีวิต และดึงตัวคาลเลนกลับไปที่แล็บพิสูจน์หลักฐานจนได้  คาลเลนถูกชวนให้เข้าไปช่วยเจ้าหน้าที่ในเมืองสืบหาความจริง และนั่นทำให้เขาได้มีโอกาสใกล้ชิดกับโซฟี เจ้าหน้าที่ในแล็บอีกคน 

ตั้งแต่แว่บแรกคาลเลนรู้ว่า โซฟีคือผู้หญิงของเขา แต่ก็ไม่กล้าที่จะเปิดเผยความในใจ เพราะเขารู้ถึงโอกาสอันน้อยนิดในการมีชีวิตรอดของตัวเอง ในขณะเดียวกันโซฟีคือทายาทแห่งเผ่าหมาป่า และนั่นทำให้เธอถูกบีบโดยแรงกดดันของผู้เป็นบิดาให้ต้องแต่งงานกับมนุษย์หมาป่าด้วยกัน 

ในบรรดาสี่เล่มที่อ่าน เล่มนี้ถึงว่าโอเคที่สุดแล้วนะคะ แต่ถ้าสังเกตจากคะแนนมันก็คงไม่ได้บอกอะไรมากหรอกนะคะ เพราะมันอาจเป็นความรู้สึกของแม็กซ์ที่อ่านแต่เรื่องห่วย ๆ ติดกันมาหลายเล่ม เล่มนี้ซึ่งดีขึ้นมาหน่อยเลยกลายเป็นเหมือนสุดยอดหนังสือเลยก็ได้

เราค่อนข้างชอบคาแร็คเตอร์ค่ะ ตัวตนของทั้งคาลเลนและโซฟีดูน่าสนใจ ปฏิสัมพันธ์ที่พวกเขามีต่อกันและกันก็สมจริง ความรักที่ดูจะเป็นไปไม่ได้ เป็นประเด็นที่อ่านแล้วซึ้งดี ไม่ถึงกับน้ำตาตกนะคะ แต่ก็เขียนได้ดี สิ่งที่เราไม่ชอบมาก ๆ เลยก็คือ บทสรุปเรื่องการรักษาคาลเลน และเหตุผลที่มันเกิดขึ้น มันดูรวบรัด และไม่น่าเชื่อเอาซะเลย

คะแนนที่  57

 

 Sinjin ของจูเลีย เทมเพิลตัน

หนังสือเล่มแรกในชุด The Rakehells of Rochester เรื่องราวของสามพี่น้องตระกูลเรย์เบิร์นจอมเสเพล ขนาดที่มารดาของพวกเขายื่นคำขาดให้ทั้งหมดแต่งงานภายในปีเดียวกัน นี่เป็นเรื่องราวของพี่ชายคนโต ซินจัน

ปัญหาของซินจันไม่ได้อยู่ที่เขาไม่ต้องการแต่งงาน หากแต่หญิงสาวที่เขาอยากแต่งงานด้วย กลับเป็นคนที่มีเจ้าของแล้ว เคทลินเป็นหญิงสาวผู้เพียบพร้อม และหมั้นหมายกับชายที่ไร้อารมณ์ เธอและน้องสาวมางานเลี้ยงที่บ้านในชนบทของตระกูลเรย์เบิร์นเพราะต้องการหลบหนีความจริงที่ไม่ต้องการ เธอจำเป็นต้องแต่งงานกับกับชายที่สูงวัยกว่า เพราะเขาช่วยแม่ของเธอในการจ่ายชำระหนี้สินที่ก่อขึ้น ดังนั้นเมื่อเคทลินได้พบกับซินจัน เธอก็หลงเสน่ห์ของเขาเกือบจะในทันที 

และแม้รู้ว่า คงเป็นไปไม่ได้ เคทลินก็ไม่อาจห้ามใจไม่ให้เคลิ้มไปกับการล่อลวงของซินจันได้ ทั้งคู่มีความสัมพันธ์กันอย่างลึกซึ้งเกือบจะในทันที แต่แล้วคู่หมั้นของเคทลินก็ปรากฏตัวขึ้นที่งาน เพื่อตามหาเธอ

หนังสือเรื่องนี้เป็นแนวอีโรติคโรแมนซ์ แต่นั่นไม่ใช่ข้ออ้างที่จะเขียนตัวละครที่ไร้เกียรติอย่างเคทลิน แม็กซ์ไม่ชอบเธอเอาอย่างแรงค่ะ แน่ละเธอมีชีวิตที่ไม่ได้ดั่งใจ ถูกจับหมั้นหมายกับชายที่ไม่ได้รัก แต่เธอรักกับซินจันนั้นเหรอ แม็กซ์ไม่เชื่อนะคะ เพราะทั้งสองเพิ่งจะเจอหน้ากัน เขาก็เข้าหาเธอแล้ว และเธอก็ตอบรับเป็นอย่างดี

แม็กซ์เห็นใจคู่หมั้นของนางเอกด้วยซ้ำ เขาไม่ได้ทำผิดอะไรร้ายแรงเลย เขาอาจจะใช้เงินซื้อตัวเธอมา แต่มันเป็นความผิดนั้นเหรอ ในเมื่อมันแทบจะเป็นเรื่องปกติของยุคนั้น และถ้าเป็นนิยายเล่มอื่น เขาอาจจะเป็นพระเอกด้วยซ้ำ เขาต้องทนกับคู่หมั้นใจง่าย เราไม่ได้ว่าอะไรนะคะที่เธอจะถอนหมั้น มันเป็นสิ่งที่ทำได้ง่ายมาก นั่นเพราะซินจันร่ำรวย ยังไงก็ต้องช่วยเหลือจุนเจือครอบครัวของเคทลินอยู่แล้ว แต่เราไม่ชอบที่เธอยอมมีความสัมพันธ์กับเขา โดยที่ไม่คิดสักนิดเรื่องที่จะถอนหมั้น ไม่แคร์สักนิดว่าคู่ีหมั้นของตัวเองจะรู้สึกอย่างไรที่เธอทำตัวต่ำเช่นนั้น

ในแง่ของพระเอก ไม่ใช่ว่าเขาเป็นคนดีอะไรนะคะ พฤติกรรมก็เน่าพอกับนางเอกนั่นแหละ แต่เขาคือผู้ชาย และแม็กซ์ไม่ได้คาดหวังให้ผู้ชายมีสติอะไรมากนัก โดยเฉพาะตัวละครอย่างเขาที่ไม่แคร์ศีลธรรม หรือความถูกต้องดีงาม แต่คิดอีกที สองคนนี้ก็เหมาะสมกันดีค่ะ ผู้ชายห่วย ผู้หญิงทุเรศ 

คะแนนที่ 33

 

Isn't it romantic // Shannon Anderson

posted on 11 Sep 2009 15:19 by maxtreme  in Category, F-Club

ก่อนอื่นคงต้องบอกว่า หนังสือเล่มนี้ไม่ใช่เรื่องที่ทำให้แม็กซ์กรี๊ดสลบ (อย่างที่พูดถึงไปเมื่อวาน) หรอกนะคะ โปรดอย่าเข้าใจผิด

แชนน่อน แอนเดอร์สันเป็นอดีตนามปากกาที่แชนน่อน แม็คเคนน่าใช้ และหลายคนก็คงจะรู้กันดีแล้วนะคะว่า แชนนอน แม็คเคนน่าเป็นนักเขียนที่แม็กซ์ชอบมากแค่ไหน แต่กระนั้นความรักที่แม็กซ์มีให้กับงานเขียนในยุคหลังของเธอ ก็ไม่ได้เผื่อแผ่มาที่งานในยุคแรกที่เธอเริ่มต้นอาชีพหรอกนะคะ

แชนน่อน แอนเดอร์สันเป็นนามปากกาที่แชนน่อน แม็คเคนน่าใช้สมัยที่เริ่มต้นอาชีพ เธอเขียนหนังสือห้าเล่มให้กับสนพ.เคนซิงตัน ภายใต้อิมพรินต์ที่มีชื่อว่า พรีเชียสจิม ซึ่งเป็นหนังสือแนว Category (คล้าย ๆ กับของฮาร์ลิควิน) ซึ่งปัจจุบันได้ดับสิ้นชีวิตไปแล้ว 

หนังสือทั้งห้าเล่มของเธอถือว่าเป็น ของหายากพอสมควรในโลกโรแมนซ์ ดังนั้นถ้าใครไปบังเอิญหาเจอก็รีบคว้ามาเก็บไว้นะคะ เพราะราคาแต่ละเล่มถือว่า ไม่ใช่น้อย ๆ เลย สำหรับฉบับของแม็กซ์ซึ่งเรามีเพียงแค่สี่เล่ม (อีกเล่มยังหาไม่ได้ค่ะ) เราได้มาอย่างโชคช่วย เพราะคนขายเขาไม่รู้ว่า ตัวเองมีของดีอยู่ในมือ เราก็เลยซื้อมาได้ในราคาที่ถูกมาก

ซึ่งถือเป็นข้อดีค่ะ เพราะถ้าซื้อมาแพง เราอาจจะผิดหวังมากกว่านี้ก็ได้

 

 

Isn't it romantic ของแชนน่อน แอนเดอร์สัน

ขออภัยที่ภาพปกมันลางเลือนอย่างนั้น แต่มันเป็นภาพที่ดีที่สุดที่แม็กซ์หาได้จากอินเตอร์เน็ต 

หนังสือเล่มนี้เป็นเล่มที่สองในนามปากกาแชนน่อน แม็คเคนน่าที่แม็กซ์อ่าน และเราก็จับทางเธอได้ในที่สุด เพราะนี่ก็เป็นครั้งที่สองที่เราจับได้ว่า เธอเอางานสมัยที่เขียนในนามปากกานี้มารีไซเคิลเขียนใหม่ และขายใหม่ในนามปากกาแชนน่อน แม็คเคนน่า

เหมือนอย่างที่เธอทำกับหนังสือเรื่อง Quinn's Return ที่เอามารีไซเคิลจนกลายเป็นเรื่อง Return to Me หนังสือเล่มนี้ก็ถูกรีไซเคิลจนกลายเป็นหนึ่งในเรื่องสั้นในหนังสือรวมเรื่องสั้นเรื่อง Tasting Fear ซึ่งก็คือเรื่อง Ask for More หรือเรื่องที่แม็กซ์ชอบมากที่สุดในบรรดาสามเรื่องสั้นในเล่มนั้นนั่นเอง

แม็กซ์ขออนุญาตไม่เล่าพล็อตเรื่องซ้ำนะคะ ถ้าอยากรู้ก็ขอให้ย้อนกลับไปอ่านที่บลอกนี้แล้วกันนะคะ เพราะพล็อตเหมือนกันเลยล่ะ เพียงแต่ตัดส่วนที่มีคนร้ายโรคจิตออกตามล่านางเอกออกไปเท่านั้นเอง

การได้อ่านเรื่องนี้ก็เลยเป็นการตอกย้ำถึงรสนิยมของแม็กซ์ว่า ตัวเองชอบสไตล์การเขียนเรื่องในปัจจุบันของแชนน่อน แม็คเคนน่ามากขนาดไหน เพราะหนังสือเรื่องนี้อย่างที่บอกนะคะว่า พล็อตเหมือนกันเลย แต่คาแร็คเตอร์ของพระเอกแตกต่างกันมาก

เพราะดันแคน เบอร์ค (หรือดันแคน แบงค์ในเรื่อง Tasting Fear) ไม่ใช่พระเอกในสไตล์แชนน่อนที่เราคุ้นเคย เขาเป็นผู้ชายยุคใหม่ที่ไม่มีอะไรแตกต่างจากพระเอกในหนังสือแนวปัจจุบันของนักเขียนหลายคน ไม่ใช่พระเอกแนวแชนน่อนที่เราคุ้นเคย และรักมาก ๆ ผู้ชายที่ปรารถนานางเอกจนเข้าขั้นคลั่งไคล้เหมือนคนเป็นโรคจิต ผู้ชายชนิดที่ชาตินี้ไม่ขอเจอในชีวิตจริง แต่ทำให้กรี๊ดสลบได้เสมอเวลาอ่านเจอในหนังสือ

การได้อ่านเล่มนี้ก็เลยรู้ว่า นักเขียนมีพัฒนาการที่ต้องการเวลาในการเติบโต จนมาสู่แนวที่เธอเขียนได้ถนัดที่สุด จากแชนน่อน แอนเดอร์สัน มาเป็นแชนน่อน แม็คเคนน่าที่เรารัก

และก็ทำให้รู้ด้วยว่า สงสัยว่าคงมีอะไรบางอย่างเกิดขึ้นในชีวิตส่วนตัวของคนแต่งแน่ ๆ เพราะเธอได้เอาแทคติครีไซเคิลมาใช้อีกแล้ว หลังจากที่ทำครั้งแรกโดยมีเหตุผลว่า เธอตั้งท้องลูกคนแรก (เลยเอา Quinn's Return มารีไซเคิลเป็น Return to me) ไม่รู้นะคะว่า ครั้งนี้ทำอย่างนี้มีเหตุผลอะไร (สำหรับแม็กซ์คิดว่า คงเพราะเธอต้องการซื้อเวลา เนื่องจากหาเหตุผลมาอธิบายไม่ได้ว่า ทำไมเควิน แม็คคราวน์ซึ่งรอดตายมาตลอดเวลาที่ผ่านถึงไม่ติดต่อพี่น้องของเขาสักครั้ง)

สำหรับเล่มนี้ (Isn't it Romantic) คะแนนที่ 45

Beauty and the Black sheep // Jessica Bird

posted on 01 Apr 2009 09:58 by maxtreme  in C-Club, Category

แม็กซ์เคยพูดบ่อยครั้งนะคะว่า โรแมนซ์เป็นแนวหนังสือที่เปิดกว้างใหักับพล็อตหลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นโรแมนติกสืบสวน, พารานอมอลโรแมนซ์, หรือกระทั่งอีโรติค โรแมนซ์ แต่หลายครั้งที่คนอ่านก็ต้องการอ่านโรแมนซ์ที่เป็นโรแมนซ์โดยเนื้อแท้ ซึ่งเป็นเรื่องราวของความรักระหว่างชายหญิงสองคนโดยที่ไม่มีพล็อตเรื่องอย่างอื่นเข้ามาสอดแทรก 

แต่ปัญหาก็คือการเขียนโรแมนซ์ที่มีแต่โรแมนซ์ก็คือ ความน่าสนใจในเนื้อเรื่อง เพราะทุกอย่างจะมุ่งเน้นไปที่ตัวละครเป็นสำคัญ ความขัดแย้งทั้งหมดมาจากตัวละครเองเป็นหลัก ไม่มีส่วนเสริมความน่าสนใจจากประเด็นอื่นในเรื่องเลย ดังนั้นแม็กซ์จึงมักพอว่า ตัวเองไม่ค่อยชอบเรื่องแนวนี้นะคะ 

แต่สำหรับเรื่องนี้ ค่อนข้างเป็นที่ยกเว้นค่ะ

 

 

Beauty and the Black Sheep ของเจสสิก้า เบิร์ด

หนังสือเล่มนี้เป็นเล่มแรกในชุด The Moorehouse  Legacy ที่เล่าเรื่องของสามพี่น้องตระกูลมัวร์เฮ้าส์ที่แฟรงกี้ พี่สาวคนโตต้องต่อสู้ดิ้นรนเพื่อรักษาบ้านอันเป็นสมบัติประจำตระกูลเอาไว้ให้ได้

แม้ว่าตระกูลมัวร์เฮ้าส์จะเป็นตระกูลเลือดสีน้ำเงินและเก่าแก่ แต่ความร่ำรวยได้เดินจากตระกูลไปเมื่อหลายรุ่นมาแล้ว ทำให้พ่อของแฟรงกี้ต้องเปลี่ยนบ้านประจำตระกูลเป็นโรงแรมชนิดเบดแอนด์เบรคฟาส์ท แต่บัดนี้กิจการได้ตกมาอยู่ในความดูแลของแฟรงกี้ ซึ่งเธอกำลังจะมาถึงสุดทาง ด้วยหนี้จำนวนมหาศาลต่อธนาคาร กิจการโรงแรมที่ไม่ค่อยดีนัก และซ้ำร้ายพ่อครัวประจำห้องอาหารก็ดันลาออกกระทันหัน

แต่แล้วเนท วอร์คเกอร์ก็ก้าวเข้ามาในชีวิต พ่อครัวชื่อดังจากภัตราคารในนิวยอร์ค เนทผ่านมายังเมืองที่แฟรงกี้อาศัยอยู่ และโชคชะตาก็พาพวกเขามาพบกัน เมื่อรถของเนทเสีย และเขาเดินเข้าไปขอโทรศัพท์ในร้านอาหารของแฟรงกี้ และพบว่า พวกเธอกำลังขาดแคลนพ่อครัว 

การมาถึงของเนทเป็นเสมือนพรจากสวรรค์ ฝีมือทำอาหารของเขาทำให้โรงแรมของแฟรงกี้เป็นที่รู้จักเพิ่มขึ้น และมันเริ่มให้ความหวังกับเธอที่จะรักษาบ้านประจำตระกูลหลังนี้ไว้ได้  ในขณะเดียวกันเนทก็ปลุกให้แฟรงกี้กลับมามีชีวิตอีกครั้ง

เพราะหลังจากการตายของบิดามารดา แฟรงกี้ทุ่มเทชีวิตทั้งหมดของเธอให้กับการดูแลน้อง ๆ และพยายามรักษาบ้านเอาไว้ จนเธอลืมที่จะใช้ชีวิต เธอกลายเป็นหญิงสาววัยสามสิบเอ็ดปีที่แก่กว่าวัย มองโลกด้วยสายตาเหน็ดเหนื่อยและกร้านชา แต่การมาของเนททำให้แฟรงกี้เริ่มทบทวนชีวิตของเธออีกครั้ง

แต่เธอก็รู้ว่า ความสัมพันธ์ระหว่างเธอและเขาไม่ใช่เรื่องยืนยาว เนทจะต้องจากไป เขาและหุ้นส่วน (สไปร์คซึ่งเป็นพระเอกในเรื่อง A Man in a Million ซึ่งเขียนทีหลังเล่มนี้นะคะ) ได้วางแผนที่จะเปิดร้านอาหารเป็นของตัวเอง และนี่ก็เป็นเพียงงานที่เนททำเพื่อรอเวลาในการค้นหาทำเลที่เหมาะสม และเพื่อถึงเวลานั้นเนทก็ต้องไปเพื่อตามความฝันของเขาเอง

ความฝันที่แฟรงกี้ไม่อาจติดตามเขาไปได้ เพราะหัวใจของเธอผูกติดกับบ้านเกิด 

หนังสือเล่มนี้ไม่มีความขัดแย้งในรูปของตัวร้ายนะคะ ทุกอย่างเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นภายในที่ตัวละครต้องเอาชนะสิ่งกีดขวางที่หัวใจของพวกเขาสร้างขึ้นมาเอง การอ่านเล่มนี้ทำให้แม็กซ์ได้รับรู้ถึงความรักที่ก่อตัวขึ้นอย่างช้า ๆ แน่นอน และมั่นคง เราเชื่อในความผูกพันระหว่างเนทและแฟรงกี้อย่างเต็มหัวใจค่ะ แม้ว่าในช่วงแรกของเรื่อง แม็กซ์รู้สึกเซ้งกับอาการตีตนไปก่อนไข้ของแฟรงกี้พอสมควร แต่ก็พอเข้าใจได้ว่า เหตุใดเธอจึงเป็นเช่นนั้น เพราะเมื่อเธอต้องรับผิดชอบทุกอย่างตั้งแต่อายุยังน้อย แฟรงกี้ก็ไม่ไว้ใจใครทั้งนั้น

ในขณะที่เนท เป็นตัวละครชนิดที่เจสสิก้ามีพรสวรรค์ในการเขียน เขาค่อนข้างลงตัวในแง่ของคาแร็คเตอร์ เขามีความฝันที่ต้องการพิสูจน์ตัวเองให้กับครอบครัวที่รังเกียจทางเลือกอาชีพของเขา เขาต้องการให้ทุกคนรับรู้ถึงความสำเร็จ และนี่เป็นแรงผลักดัน และทำให้เขามองไม่เห็นทางออกจากปัญหา (สปอยล์) ซึ่งง่ายมากที่เนทจะช่วยแฟรงกี้แก้ปัญหาของเธอ ในขณะเดียวกันเขาก็จะได้มีร้านอาหารเป็นของตัวเอง

อ้อ แม็กซ์บอกรึยังว่า เจสสิก้า เบิร์ดเป็นนามปากกาของเจอาร์ วารด์ หนังสือเล่มนี้เขียนขึ้นก่อนที่เธอจะเริ่มต้นชุด BDB อันโด่งดัง และเล่มนี้ก็เป็นเครื่องสอนใจแม็กซ์อย่างเต็ม ๆ นั่นก็คือ ถ้าไม่แน่ใจให้ซื้อหนังสือไว้ก่อน 

เพราะแม็กซ์เห็นหนังสือเล่มนี้วางขายที่ร้านหนังสือ แต่เลือกที่จะเดินผ่านไปแบบไม่สนใจ จนกระทั่งเมื่อสองปีก่อนที่เราเริ่มต้นกลับมาเก็บงานของเจสสิก้า เบิร์ดอีกครั้ง (หลังจากได้อ่านเรื่อง The Billioniare Next Door) ก็พบว่า เล่มนี้กลายเป็นเล่มที่หายากมาก ๆ เล่มนึง และถ้าไม่ได้ความช่วยเหลือจากเพื่อน เราก็คงไม่ได้เล่มนี้มาอยู่ในครอบครองเป็นแน่ 

แม็กซ์อ่านงานของเจสสิก้า เบิร์ดมาแล้วสามเล่มค่ะ และคิดว่าสอบผ่านทุกเล่ม ข่าวดีก็คือ มีสนพ.นึงได้ซื้อลิขสิทธิ์เรื่อง The Billionaire Next Door มาแล้ว  ดังนั้นจึงน่ามีความเป็นไปได้ว่า สนพ.นั้นอาจจะซื้อลิขสิทธิ์หนังสืออีกสี่เล่มที่เหลือของเจสสิก้า เบิร์ดมาทำอีกก็ได้

คะแนนที่ 70

 

Dangerous to Touch // Jill Sorenson

posted on 06 Mar 2009 10:01 by maxtreme  in C-Club, Category

คนที่อ่านรีวิวของแม็กซ์เรื่อง Crash into Me ที่เขียนไว้เมื่อช่วงต้นเดือนคงจะพอรู้ว่า แม็กซ์ชอบงานของนักเขียนหน้าใหม่อย่างจิล ซอเรนสันมากแค่ไหนนะคะ และก็เป็นโชคดีของเราอีกค่ะที่เมื่อปีก่อน แม็กซ์ตัดสินใจสั่งซื้อหนังสือเรื่องนี้เอาไว้แล้ว (มิฉะนั้นถ้าไม่สั่ง ตอนนี้คิดจะสั่งก็ไม่มีของขายแล้วล่ะ เพราะหนังสือของฮาร์ลิควินหมดเร็วมาก) ทำให้เรามีงานของจิลอีกเล่มเอาไว้อ่าน

ในฐานะที่หนังสือเรื่องนี้เป็นเล่มแรกที่จิล ซอเรนสันเขียน แม็กซ์ให้คะแนนสอบผ่านนะคะ แต่สำหรับนักเขียนที่เขียนเรื่องอย่าง Crash into Me เธอสอบตก เพราะเรื่องนี้ไม่อาจเทียบกันได้เลย 

ปัญหาใหญ่ที่เรามองเห็นก็คือ ขนาดความยาวของเรื่อง ในขณะที่ CIM หนามากกว่าสี่ร้อยหน้า หนังสือเรื่องนี้หนาเพียง 215 หน้า ในขณะที่ความเข้มข้นของพล็อตเรื่องก็มีมากพอกัน ทำให้เวลาเราอ่านเล่มนี้ เรารู้สึกถึง "ความขาด" ของเนื้อเรื่องไปหลายส่วนเลยล่ะ

 

 

Dangerous to Touch ของจิล ซอเรนสัน

ซิดนี่ย์ มาร์โลว์เป็นหญิงสาวผู้มีพรสวรรค์พิเศษ นั่นก็คือเธอสามารถมองเห็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในอดีตได้โดยการสัมผัส และเหตุการณ์ที่เธอเห็นก็ไม่ใช่สิ่งที่ซิดนี่ย์ต้องการเข้าไปเกี่ยวข้องเลย เพราะมันคือเหตุการณ์ฆาตกรรมหญิงสาวคนนึง นิมิตที่เธอเห็นผ่านการสัมผัสสุนัขของหญิงสาวผู้นั้น

และแม้รู้ว่าจะไม่มีใครเชื่อ ซิดนี่ย์ก็ตัดสินใจแจ้งสิ่งที่เห็นกับตำรวจ ซึ่งแน่นอนว่า ไม่มีใครเชื่อในสิ่งที่เธอพูด ยิ่งไปกว่านั้น มันทำให้เธอกลายเป็นผู้ต้องสงสัยคนสำคัญ เพราะเป็นเพียงคนเดียวที่บรรยายเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นได้ ผู้หมวดมาร์ค ครูซถูกส่งมาติดตามความเคลื่อนไหวของซิดนี่ย์ เพราะหวังว่าเธอจะนำเขาไปสู่ฆาตกรตัวจริง และหวังว่ามันจะทันเวลาก่อนที่ฆาตกรรายนั้นจะฆ่าอีกครั้ง 

พล็อตหนังสือเรื่องนี้ค่อนข้างเป็นมาตรฐานของแนวโรแมนติคสืบสวนทั่วไปนะคะ นางเอกที่เห็นนิมิต พระเอกที่เป็นตำรวจไม่เชื่อในสิ่งที่เธอเห็น และตั้งคำถามทุกอย่าง (คุ้น ๆ กันไหม กับพล็อตนี้ เรื่องนึงที่โดดเด่นในใจแม็กซ์ก็คือเรื่อง Dream man ของลินดา โฮเวิร์ด) ในขณะเดียวกันมาร์คก็ได้รับคำสั่งจากผู้บังคับบัญชาให้จับตามองพฤติกรรมของซิดนี่ย์ทุกอย่าง และนั่นหมายถึงการติดเครื่องดักฟังที่บ้านของเธอด้วย (แม็กซ์ผิดหวังนิดนึงนะคะที่ไม่มีการใช้พล็อตเครื่องดักฟังกับฉากรัก เรานึกถึงเรื่อง Behind Closed door ของแชนน่อน แม็คเคนน่าน่ะค่ะ) 

แต่เมื่อดูเหมือนว่าซิดนี่ย์จะพูดความจริง มาร์คก็ถึงเวลาต้องเลือกว่าระหว่างอาชีพ กับการปกป้องซิดนี่ย์จากคนร้าย

ในด้านนึงหนังสือเรื่องนี้มีพล็อตที่คล้ายกับ Crash into me พอสมควร เพราะพระเอกในเล่มนี้ (หรือนางเอกใน CIM) ปลอมตัวเข้าไปตีสนิทกับนางเอก เพื่อสืบข้อมูลของเธอ ก่อนที่ท้ายที่สุดจะยอมสละอาชีพที่ตัวเองรักเพื่อปกป้องเธอ (เช่นเดียวกับที่นางเอกใน CIM เลือกที่จะเข้าข้างพระเอกทั้งที่หลักฐานชี้ว่าเขาเป็นคนผิด) แม็กซ์ชอบที่ท้ายที่สุดแล้ว ก็มีการลงโทษที่มาร์คเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับผู้ต้องสงสัย (หรือซิดนี่ย์) เราอ่านหนังสือแนวนี้หลายเล่ม แทบจะไม่มีเล่มไหนพูดถึงผลพวงของการเข้าไปยุ่งเกี่ยว (ทางเพศ) กับผู้ต้องสงสัยสักเล่ม เล่มนี้ให้มุมมองที่สมจริงมากกว่า

ข้อเสียก็เหมือนอย่างที่แม็กซ์พูดไปแล้ว ด้วยข้อจำกัดเรื่องหน้ากระดาษ ทุกอย่างในเล่มเร่งรัดและดูไม่เป็นจังหวะกับเนื้อเรื่อง กระทั่งการเฉลยตัวคนร้ายตอนจบเรื่องก็ราวกับว่า คนแต่งมีอะไรในใจมากกว่านี้ แต่หน้ากระดาษมันหมดเสียก่อน ก็เลยไม่ได้เขียน แม็กซ์อยากรู้ค่ะว่า ถ้าให้จิลเขียนเล่มนี้ใหม่อีกครั้ง โดยที่ไม่ได้วางขายกับฮาร์ลิควิน (ซึ่งมีนโยบายในการจำกัดหน้ากระดาษมาก) เรื่องนี้จะออกมาเป็นยังไง 

เพราะเล่มนี้มีองค์ประกอบที่จะเป็นหนังสือที่สนุกไ้ด้ค่ะ  เพียงแต่วิธีการนำเสนอเรื่องราวยังไม่ดีพอ มันสั้น และห้วนเกินไป จนแม็กซ์ไม่รู้สึกว่าเรารู้จักตัวละครเลย (ซึ่งนี่เป็นเรื่องแย่ที่สุด เพราะแม็กซ์ชอบการกำหนดคาแร็คเตอร์ของจิลมาก เรื่อง CIM ได้ใจเราไปเต็ม ๆ เพราะคาแร็คเตอร์นี่แหละ ไม่ใช่พล็อต)

คะแนนที่  63