Contemporary

Start Me Up // Victoria Dahl

posted on 20 Dec 2009 12:55 by maxtreme  in Contemporary, D-Club

อยู่ดี ๆ ก็มีเรื่องเครียดกลับเข้ามาในชีวิตอีกแล้ว แต่อย่าตื่นเต้นอะไรนะคะ เพราะมันเป็นเรื่องส่วนตัวของแม็กซ์จริง ๆ ไม่เกี่ยวกับใครที่ไหนเลย นั่นก็คือ ฟันที่อุดไว้ดันหลุด แถมดูท่าทางแล้วน่าจะเป็นเรื่องใหญ่ เพราะเป็นฟันกรามซี่ในสุด (แม็กซ์เป็นคนที่มีฟันครบทั้งสามสิบสองซี่ ขึ้นครบอย่างดีไม่มีคุด แต่มันผุ) และเห็นแม็กซ์เป็นคนไม่กลัวอะไรใครหน้าไหน แต่ก็กลัวหมอฟันที่สุด แต่ก็ต้องจำใจนัดหมอค่ะ เพราะดูท่าทิ้งไว้ไม่ได้แน่ ถ้าอยากจะมีฟันซี่นี้ติดตัวไปจนแก่นะคะ

แต่ถึงจะมีปัญหาเรื่องฟัน แต่แม็กซ์ก็ยังคงตั้งหน้าอ่านหนังสือต่อไปค่ะ เพียงแต่รีวิวที่เขียนในวันนี้ไม่ใช่เรื่องที่เพิ่งอ่านจบไปหมาด ๆ เพราะเราชอบเรื่องนั้นค่อนข้างมาก ก็เลยอยากเขียนรีวิวในวันที่คิดว่า จะมีคนเข้ามาอ่านเยอะกว่าวันนี้ (ซึ่งเป็นวันอาทิตย์ และตามสถิติแล้ว มีคนเข้ามาอ่านน้อยที่สุดในสัปดาห์ค่ะ) 

วันนี้เลยเป็นคิวของหนังสือที่อ่านจบไปนานแล้วค่ะ

 

 

Start Me Up ของวิคทอเรีย ดาห์ล

หากจะพูดว่าแม็กซ์คาดหวังกับหนังสือเล่มนี้พอสมควรก็คงพูดได้นะคะ เพราะว่าเราชอบเรื่อง Talk me down ซึ่งเป็นหนังสือแนวปัจจุบันเล่มแรกของเธอมากในระดับนึง แต่คงต้องบอกตรงนี้เลยว่า เล่มนี้ทำความผิดหวังให้เราอย่างมาก มากจนทำให้แม็กซ์ลืมไปเลยว่า Talk me down สนุกยังไง ความผิดหวังในเล่มนี้มันมากขนาดนั้นค่ะ

หนังสือเล่มนี้เป็นเล่มที่สองในชุดทัลเบิ้ล ครีค ซึ่งเป็นชื่อเมืองเล็ก ๆ ในโคโลราโด้ ใกล้กับเมืองแอสเพน อันเป็นเมืองขึ้นชื่อเรื่องสกี นางเอกในเล่มนี้คือ ลอรี่ เลิฟ ช่างซ่อมรถยนต์คนเดียวของเมือง และเป็นเพื่อนสนิทของมอลลี่ ซึ่งเป็นนางเอกเล่มแรกในชุดนี้

ลอรี่กำลังมาถึงทางแยกของชีวิต เธอต้องละทิ้งความฝันที่จะได้ท่องเที่ยวไปทั่วโลก เพราะบิดาประสบอุบัติเหตุกลายเป็นเจ้าชายนิทรา ทำให้ลอรี่ต้องพักการเรียนที่ีมหาวิทยาลัย และกลับมายังเมืองเล็ก ๆ อันเป็นบ้านเกิดเพื่อดูแลเขา หลายปีผ่านไป จนกระทั่งพ่อของเธอเสียชีวิต แต่ลอรี่ก็ติดแหงอยูในเมืองนี้เสียแล้ว 

ความกดดันมาถึงจุดระเบิดเมื่อนายอำเภอประจำเมืองบอกกับลอรี่ว่า เขากำลังจะเปิดคดีเกี่ยวกับพ่อของเธอขึ้นมาใหม่ เพราะสงสัยว่า มันจะไม่ใช่อุบัติเหตุธรรมดาอย่างที่คิด ลอรี่สับสนกับทางเลือกในชีวิต เธอเบื่อเมืองที่อยู่ แต่ในขณะเดียวกันก็ไม่กล้าพอที่จะเดินออกไปจากมัน

ในช่วงเวลาเดียวกัน ควินน์ เจนนิ่งส์ก็ก้าวเข้ามาในชีวิตของลอรี่ เขาเป็นพี่ชายของมอลลี่ เพื่อนสนิทของเธอ และยังเป็นสถาปนิคหนุ่มชื่อดังที่ประสบความสำเร็จ พูดง่าย ๆ สั้น ๆ ควินน์เป็นอัจฉริยะที่มีโลกส่วนตัวสูง เวลาเขาหลงเข้าไปกับการออกแบบ ไม่มีใครเจาะทะลุเข้าไปในใจของเขาได้ และนั่นนำปัญหามาสู่การสร้างความสัมพันธ์อันยืนยาวกับสาวหลายคน แต่เมื่อได้พบกับลอรี่ ดูเหมือนว่า ควินน์จะได้พบคำตอบ

เพราะลอรี่ต้องการแค่เซ็กส์ ไม่ได้ต้องการผู้ชายที่มีความหมายอะไรในชีวิต ดังนั้นในตอนแรกทั้งคู่จึงเหมาะสมกันอย่างยิ่ง แต่ปัญหาเกิดขึ้น เมื่อควินน์รู้ว่า เขาต้องการอะไรบางอย่างที่มากกว่า แต่ลอรี่ไม่พร้อม

และนี่ก็คือปัญหาใหญ่ของแม็กซ์ในการอ่านเล่มนี้ค่ะ เราไม่มีปัญหานะคะที่ความสัมพันธ์ระหว่างพระเอกนางเอกเกิดขึ้นโดยมีความต้องการทางเพศเป็นตัวนำ แต่เมื่อเห็นได้ชัดแล้วว่า ทั้งสองเหมาะสมกันมากเพียงใด และตัวควินน์เองก็เริ่มเปลี่ยนแปลง แต่ลอรี่กลับเป็นผู้หญิงที่เห็นแก่ตัวคนเดิม 

เราไม่ชอบลอรี่อย่างรุนแรง โดยเฉพาะหลังจากเรื่องดำเนินไปแล้วครึ่งเล่ม เพราะในเวลานั้นเห็นได้ชัดว่า ความสัมพันธ์ของทั้งคู่ไม่ใช่แค่เซ็กส์อีกต่อไป แต่ลอรี่พยายามหลอกตัวเอง และหลอกใช้ควินน์เป็นเครื่องมือบำบัดความใคร่ีของตัวเองอยู่นั่น และมันทำให้แม็กซ์โมโห

เราเข้าใจผู้หญิงที่อยู่ในฐานะอย่างลอรี่นะคะ ชีวิตของเธอจบลงก่อนที่จะเริ่มต้นขึ้นเสียอีก เธอไม่มีโอกาสได้ใช้ชีวิตอย่างหญิงสาวทั่วไป เพราะต้องย้ายกลับมาเมืองเล็ก ๆ ที่แทบไม่มีสังคม เพื่อดูแลพ่อ การที่เธอแสวงหาอิสรภาพเป็นเรื่องที่เข้าใจได้ แต่ที่เราให้อภัยเธอไม่ได้ก็คือ ความเห็นแก่ตัวของเธอ ลอรี่ไม่เคยคิดถึงใครอื่นเลยนอกจากลอรี่เอง ถ้าหนังสือเรื่องนี้ไม่ใช่โรแมนซ์ มันอาจจะไม่เป็นปัญหาอย่างนี้สำหรับเรา แต่เมื่อมันเป็นโรแมนซ์ เราพบว่าเรารับไม่ได้

หนังสือโรแมนซ์ภาษาอะไรที่ ลงเอยด้วยการที่นางเอกไม่กล้าจะมีความสัมพันธ์ที่แน่นเฟ้นยิ่งขึ้นกับพระเอก เล่มที่พระเอกต้องก้าวถอยหลังออกมาเพื่อให้โอกาสเธอในการพักหายใจ 

แม็กซ์คิดว่า ส่วนหนึ่งที่เรามีอาการรังเกียจลอรี่อย่างรุนแรงเป็นเพราะเราชอบควินน์มาก ๆ เขาเป็นพระเอกชนิดที่เราชอบอ่าน เขารู้ข้อเสียขอตัวเอง และพยายามปรับมันให้ดีที่สุดที่เป็นได้เพื่อหญิงที่เขารัก แต่น่าเสียดายว่า คนที่เขารักกลับไม่คุณค่าอะไรเหมาะสมกับเขาเลยสักนิดเดียว

ผิดหวังมาก ๆ ค่ะ สำหรับเล่มนี้

คะแนนที่  53

 

No One Lives Forever // Jordan Dane

posted on 17 Dec 2009 16:53 by maxtreme  in Contemporary, D-Club

วันนี้ขอรีวิวเรื่องต่อเนื่องจากเรื่องเมื่อวาน (No One Left to Tell) เลยนะคะ และเนื่องจากเรื่องนี้มีตัวละครคู่พระเอกนางเอกเป็นคู่เดียวกับเล่มแรก ทั้งยังมีการสปอยล์ปริศนาในเล่มแรกไว้เกือบหมด ดังนั้นแม็กซ์จึงไม่แนะนำให้อ่านรีวิวเล่มนี้นะคะ (และไม่ควรอ่านคำโปรยปกหลังของหนังสือเล่มนี้อีกด้วย) เพราะมันจะทำให้การอ่านเล่มแรกไม่สนุกเอาได้ง่าย ๆ

 

 

No One Lives Forever ของจอร์แดน เดน

หนังสือเล่มนี้เป็นเล่มที่สอง (และเล่มสุดท้ายรึเปล่าไม่แน่ใจนะคะ) ที่เล่าเรื่องราวของคริสเตียน เดลาคอร์ท ผู้ซึ่งตัดสินใจเริ่มต้นใหม่ทุกอย่าง หลังจากพบว่า ความจริงทุกอย่างที่เขาเคยคิดว่าเข้าใจ คือเรื่องหลอกลวง

และแม้เขาจะอยู่กับคู่รักซึ่งเป็นตำรวจหญิงนามราเวน แม็คเคนซี่อย่างมีความสุข แต่คริสเตียนก็ยังถูกเงาจากอดีตตามหลอกหลอน เขาไม่แน่ใจว่า ตัวเองสมควรที่จะมีความสุข และอดีตเป็นสิ่งที่ดึงรั้งเขาไว้จากการก้าวไปสู่อนาคต

อดีตกลับมาในรูปของสาวสวยนามแจสมิน ลี ผู้ซึ่งคริสเตียนติดหนี้บุญคุณ และบัดนี้แจสมินต้องการทวงคืน นิโคลัส ชาร์บอโน่เจ้านาย และคู่รักของแจสมินตกเป็นเหยื่อของแก๊งค์ลักพาตัว ระหว่างที่ทั้งคู่พักอยู่ในบราซิล จดหมายเรียกค่าไถ่มีมูลค่าหนึ่งล้านเหรียญ นั่นไม่ใช่เงินจำนวนมาก แต่ความจริงที่ว่านิโคลัสเป็นเจ้าพ่อมาเฟียใหญ่แห่งชิคาโก้คือประเด็นสำคัญที่ทำให้แจสมินรู้ว่า นี่คงไม่ใช่การลักพาตัวธรรมดา 

คนเพียงคนเดียวที่แจสมินคิดออกว่า สามารถช่วยเธอได้ก็คือ คริสเตียน เดลาคอร์ท ลูกชายที่ไม่เคยรู้ด้วยซ้ำว่า พ่อของเขาคือใคร แจสมินกลับเข้ามาในชีวิตของคริสเตียน พร้อมกับความจริงนั้น และใช้มันเป็นเครื่องมือให้คริสเตียนอนุมัติการจ่ายเงินค่าไถ่ และยังไม่พอ เธอเรียกร้องให้คริสเตียนเดินทางไปบราซิลพร้อมกับเธอ เพื่อช่วยนิโคลัสออกมา 

แม้จะสับสนในความรู้สึกที่ตัวเองมีต่อพ่อที่ไม่เคยรู้จัก คริสเตียนก็รู้สึกว่า เขาจำเป็นต้องไป แม้นั่นจะหมายถึงการทิ้งราเวนเอาไว้เบื้องหลัง เขารักเธอเกินกว่าจะยอมให้เธอเสี่ยงกับอันตรายในบราซิล แต่การจากกันก็สร้างความเจ็บปวดให้กับทั้งคู่ โดยเฉพาะเมื่อราเวนรู้ดีว่า คริสเตียนแม้จะบอกว่ารักเธอ และเธอเชื่อในคำพูดของเขา แต่เขาก็ยังปิดกั้นความรู้สึกมากมายเอาไว้

ถ้าจำกันได้ แม็กซ์บอกว่า หนังสือเรื่อง No One Left to Tell ไม่ค่อยหวาน พอมาถึงเรื่องนี้ต้องบอกว่าเป็นกาแฟดำเลยค่ะ เพราะแทบไม่มีฉากสวีทกันระหว่างคริสเตียนและราเวน ทั้งคู่แยกจากกันตั้งแต่ต้นเรื่อง และกว่าจะได้พบกันอีกครั้งก็เลยไปมากกว่าครึ่งเล่มแล้ว เรื่องนี้มีความเป็นหนังสือแนวทริลเล่อร์เต็มตัว เมื่อคริสเตียนและแจสมินพยายามสืบหาความจริงถึงเหตุผลที่นิโคลัสถูกเลือกให้เป็นเหยื่อของการลักพาตัว

อย่างไรก็ตามแม็กซ์ก็ชอบเล่มนี้ในฐานะที่เป็นเรื่องราวต่อเนื่องที่เล่าเรื่องของคริสเตียน เพราะเขาเป็นตัวละครที่มีความซับซ้อนและน่าสนใจ ในเล่มนี้เราได้เห็นเขาในด้านที่ลึกขึ้น และแม็กซ์ขอบอกว่า เราก็ยังคงชอบเขาอยู่ตามเดิมค่ะ ปัญหาก็คือ เรื่องไม่ค่อยมีความน่าสนใจมากพอ ทั้งในแง่ของการสืบหาคนร้าย และเหตุผลที่แท้จริงของเรื่องทั้งหมด โดยเฉพาะที่ (สปอยล์) ตอนจบกลายเป็นว่าคริสเตียนถูกหลอกโดยคนร้าย และเหตุผลเดียวที่เขารอดตาย เพราะเขาเป็นพระเอก

จากที่อานเรื่องของจอร์แดน เดนมา เราคิดว่า เธอเขียนคาแร็คเตอร์ได้น่าสนใจค่ะ เพราะนอกจากคริสเตียนแล้ว เรายังชอบแจสมิน และนิโคลัส พวกเขาเป็นตัวละครชนิดที่เราเรียกว่า "คนเลวที่รัก" นั่นก็คือเป็นคนที่ทำอะไรหลายอย่างที่ผิดกฎหมาย และไม่ใช่คนดี แต่เรากลับรู้สึกว่า พวกเขามีด้านลึกที่น่าสนใจ และอยากรู้เรื่องราวของพวกเขา 

แต่อาจเป็นเพราะแม็กซ์มีโรแมนซ์ในหัวใจมากเกินไปก็ได้มั้งคะ คะแนนเรื่องนี้จึงไม่สูงมาก (ก็เป็นกาแฟดำอย่างที่บอกไง) อยู่ที่  57

edit @ 17 Dec 2009 17:07:58 by max

No One Left to Tell // Jordan Dane

posted on 16 Dec 2009 10:55 by maxtreme  in C-Club, Contemporary

หลังจากโฆษณาเอาไว้ในบลอกก่อนถึงพระเอกที่มีฉากเปิดตัวได้อย่างประทับใจมาก ๆ ก็มีคำถามมายังแม็กซ์จากหลายคนที่ขอให้เราเฉลยว่า คือหนังสือเรื่องอะไรกันแน่

จริง ๆ แล้วไม่ได้คิดจะทำให้เป็นปริศนาอะไรเลยนะคะ เพียงแต่ปกติเป็นคนที่เวลาอ่านเจออะไรที่ถูกใจ ก็มักจะอดไม่ได้ที่จะต้องพูดถึง และฉากเปิดตัวพระเอกเล่มนี้ก็เป็นอะไรที่ทำให้ประทับใจได้มาก ๆ 

แต่ก่อนอื่นคงต้อบอกก่อนเลยนะคะว่า หนังสือเล่มนี้ไม่ใช่โรแมนซ์เต็มตัว ดังนั้นจึงไม่หวานมาก และมุ่งเน้นไปที่ความตื่นเต้นมากกว่า 

ก่อนหน้าที่จะเริ่มอ่านเล่มนี้ แม็กซ์อ่านหนังสือเรื่อง No One Heard Her Scream ของจอร์แดน เดนไปแล้ว และบอกตามตรงว่าไม่ประทับใจเอาเสียเลย ดังนั้นนี่จึงเป็นเหตุผลที่เราดองหนังสือเล่มต่อ ๆ มาของเธอเอาไว้ (ซึ่งตอนนี้ออกมาแล้วทั้งหมดห้าเล่ม) จนกระทั่งวันดีคืนดี เราเลือกหนังสือไม่ได้ ตัดสินใจไม่ตก ก็เลยหยิบเล่มนี้มาเปิดอ่านแบบไม่ได้คิดอะไรมาก แต่พอโดนฉากเปิดตัวพระเอกเข้าไป ก็เกิดอาการฉันต้องอ่านเล่มนี้แล้วแหละ ซึ่งอาการนี้ยังได้เป็นต่อเนื่องไปจนถึงหนังสืออีกเล่มนึงซึ่งต่อเนื่องกับเล่มนี้ด้วย (ซึ่งแม็กซ์คงรีวิวในโอกาสต่อไป)

 

 

No One Left to Tell ของจอร์แดน เดน

หนังสือเล่มนี้อาจจะมีชื่อคล้ายคลึงกับหนังสืออีกสองเล่ม แต่โดยตัวของมันเองแล้ว นี่คือหนังสือเล่มแรกในสองเล่มที่เล่าเรื่องราวการต่อสู้กับปีศาจที่ตามหลอกหลอนในใจของคริสเตียน เดลาคอร์ต (เล่มต่อเนื่องกับเล่มนี้ก็คือ No One Lives Forever ส่วนเรื่อง No One Heard Her Scream นั้นไม่เกี่ยวอะไรกับเรื่องชุดนี้เลยค่ะ)

เปิดเรื่องด้วยการฆาตกรรมของมิกกี้ แบลร์ มือสังหารที่ไปยังสถานที่นัดพบกับผู้ว่าจ้าง แต่เมื่อเขาไปถึงกลับพบว่า มันเป็นกับดัก เขาถูกฆ่าอย่างโหดเหี้ยม แต่นั่นไม่ใช่จุดสิ้นสุด เพราะศพของเขาถูกนำไปแขวนไว้บนกางเขนในโบสถ์เล็ก ๆ แห่งหนึ่งในชิคาโก้ พร้อมกับสารน์ที่ทิ้งเอาไว้ว่า "คริสเตียน จงค้นหาความจริง"

ในตอนแรกที่พบศพ นักสืบราเวน แม็คเคนซี่ และคู่หูของเธอคิดว่า สารน์ที่ถูกทิ้งไว้นั้นมีความหมายในทางศาสนา ด้วยพิจารณาจากการที่ศพถูกทิ้งเอาไว้ในโบสถ์ แต่เมื่อเธอตามเบาะแสไปจนถึงบริษัทดันฮิลล์ อินเตอร์เนชั่นแนล เธอก็รู้ว่า มันหมายความเป็นอย่างอื่น

มิกกี้ทำงานเป็นหนึ่งในหน่วยรักษาความปลอดภัยในกับดันฮิลล์ บริษัทที่ถูกควบคุมโดยฟิออน่า ดันฮิลล์ หญิงสาวผู้ทรงอิทธิพลแห่งเมืองชิคาโก้ อดีตภรรยาของมาเฟียคนดังของเมือง แต่เมื่อสามีของเธอเสียชีวิตลง ฟิออน่าซึ่งแม้จะยังยุ่งเกี่ยวกับธุรกิจส่วนที่ผิดกฎหมาย ก็พยายามสร้างบริษัทบนรากฐานที่ถูกต้อง 

ราเวนรู้ว่าฟิออน่ามีอิทธิพลมากเพียงใด ทั้งยังได้รับคำเตือนจากผู้บังคับบัญชาให้ดำเนินการอย่างรอบคอบและเป็นมิตรกับฟิออน่ามากที่สุด เธอจึงยอมรับข้อเสนอของฟิออน่า เมื่อราเวนเดินทางไปพบ และบอกว่า ต้องทำการสืบสวนคดีฆาตกรรมมิกกี้

และคนที่ฟิออน่าส่งให้ไปทำงานร่วมกับราเวนก็คือ หัวหน้าหน่วยรักษาความปลอดภัย ชายคนเดียวที่ฟิออน่ารู้ว่า วางใจได้ว่าจะไม่ทรยศเธอ เขาคือคริสเตียน เดลาคอร์ต

อย่างที่เกริ่นไปแล้วนะคะ ฉากที่ราเวนและคริสเตียนได้พบกันครั้งแรกนั้น น่าประทับใจมาก ๆ ฟิออน่าพาราเวนไปยังห้องฝึกซ้อมเพื่อรอพบกับคริสเตียน แต่เวลาที่พวกเขาไปถึง คริสเตียนกำลังอยู่ระหว่างการฝึก บอกตามตรงค่ะว่า อ่านแล้วกรี๊ดสลบมาก ๆ

หนังสือเล่มนี้ไม่ใช่โรแมนซ์ เรื่องราวความรักที่เกิดขึ้นระหว่างคริสเตียนและราเวนก็ไม่เข้าขั้นหวาน หรือซาบซึ้งเท่าไหร แต่คาแร็คเตอร์ของคริสเตียนในเรื่องนี้มีความซับซ้อน เขาเป็นคนเพียงคนเดียวในครอบครัวที่รอดตายการจากสังหารหมู่ เขาสูญเสียบิดา มารดา และน้องสาวไปกับการบุกเข้ามาจับของตำรวจ (การบุกที่ผิดบ้าน แต่ลงเอยด้วยการตายของคนในครอบครัวทั้งหมดของคริสเตียน) เขาถูกฝันร้ายตามหลอกหลอน  และมีเพียงฟิออน่าเพียงคนเดียวที่สามารถเข้าถึงตัวตนที่แท้จริงของเขาได้

คาแร็คเตอร์ของคริสเตียนถือว่าเขียนได้ดีค่ะ เป็นส่วนผสมของความเข้มแข็งและเปราะบางในเวลาเดียวกัน ซึ่งนี่อาจจะเป็นเหตุผลที่แม็กซ์ไม่ค่อยมีปัญหากับความไม่หวานของเรื่อง เพราะมันต้องใช้เวลาในการที่จะทำให้ผู้ชายที่เต็มไปด้วยบาดแผลคนนี้เปิดใจออกมา 

คดีเริ่มต้นซับซ้อนมากขึ้น เมื่อมันเริ่มปรากฎชัดเจนแล้วว่า ใครก็ตามที่ฆ่ามิกกี้ ต้องการโยงมันเข้ากับอดีตของคริสเตียน อดีตที่เขาลืมเลือน แต่ความทรงจำมันเริ่มกลับมา และเขารู้ว่า มันมีอะไรมากกว่านั้น

ข้อด้อยของจอร์แดนที่แม็กซ์เจอในเล่มนี้ ใกล้เคียงกับที่เรารู้สึกจากการอ่านเรื่อง No One Heard her scream  ความสัมพันธ์ระหว่างคริสเตียนและราเวนดูผิดที่ผิดเวลา เราลังเลกับความรู้สึกของเราที่มีต่อนางเอกนะคะ เพราะเธอเป็นตำรวจสืบสวน และในช่วงเวลาหนึ่งคริสเตียนคือผู้ต้องสงสัย แต่เธอกลับประพฤติตัวกับเขาอย่างไม่เหมาะสมในบางครั้ง ซึ่งมันดูน่ารักสำหรับแม็กซ์ส่วนที่ชอบโรแมนซ์ แต่มันทำให้นางเอกดูไม่ใช่มืออาชีพเอาเสียเลย แม็กซ์ประเมินความรู้สึกตัวเองไม่ถูกค่ะ เพราะถ้าให้ราเวนประพฤติตัวอย่างเหมาะสม เรื่องนี้ก็คงจะเป็นเพียงหนังสือแนวทริลเล่อร์ ไม่ใช่เอนมาเป็นโรแมนติคสืบสวนแบบนี้

จุดเด่นที่สุดของเรื่องก็คือคาแร็คเตอร์ของคริสเตียน เราชอบความเป็นเชดสีเทาของเขา ชอบความซับซ้อน และนัยน์ตาที่เศร้า คริสเตียนปิดกั้นตัวเองจ่ากทุกคน ไม่เคยผูกพันกับใคร เพราะเกรงที่จะสูญเสียไปเหมือนที่เคยเกิดขึ้นในวัยเด็ก คนเพียงคนเดียวที่เขาไว้ใจก็คือฟิออน่า ผู้ซึ่งรับเขามาอุปการะหลังจากที่ครอบครัวตายลง แต่ในท้ายที่สุดก็ดูเหมือนฟิออน่าก็เป็นหนึ่งในกลุ่มคนที่หลอกลวงเขา 

ฉากท้ายเรื่องเป็นอีกฉากนึงที่เน้นความเป็นซุปเปอร์ฮีโร่ของคริสเตียน (สปอยล์) เมื่อเขาต้องเสี่ยงชีวิตเข้าไปช่วยราเวนจากเงื้อมมือคนร้าย ซึ่งเราชอบการจัดฉากสถานที่เกิดเหตุนะคะ เพราะทำให้องค์ประกอบที่วางเอาไว้ตอนต้นเรื่องถูกนำมาใช้ 

โดยรวมเป็นเรื่องที่สนุกกว่าที่คาดไว้เยอะค่ะ อาจจะไม่ถึงกับเทียบเท่าเรื่องแนวคล้ายคลึงกันของนักเขียนอีกหลายคนได้นะคะ แต่ก็ถือว่าเป็นการเริ่มต้น (ใหม่) ที่ดีสำหรับเราและจอร์แดน เดน หลังจากผิดหวังไปกับผลงานเล่มแรกของเธอมาก ๆ

คะแนนที่  70

The Missing // Shiloh Walker

posted on 15 Dec 2009 13:55 by maxtreme  in Contemporary, D-Club, Paranormal

วันนี้ถือโอกาสที่เจ้านายไม่อยู่ในออฟฟิสลางานแบบ Leave without Tell ค่ะ เลยมีโอกาสอยู่บ้าน นั่งดูทีวี และอ่านหนังสือตามประสา ซึ่งก็นานมากแล้วที่เรามีโอกาสแบบนี้

ขอโฆษณาหน่อยแล้วกันว่า ตอนนี้กำลังอ่านหนังสือเรื่องนึงค้างอยู่ ตอนนี้เพิ่งผ่านไปแค่ร้อยหน้าค่ะ แต่ถือว่าเป็นเล่มที่มีฉากเปิดตัวพระเอกให้นางเอกเห็นเป็นครั้งแรกได้เด็ดที่สุดเล่มนึง (ทำให้เรานึกถึงฉากที่นางเอกเจอกับโจเป็นครั้งแรกในเรื่อง MacKenzie's Mission เลยเชียวนะ) 

แต่ยังอ่านไม่จบค่ะ เลยไม่รู้ว่า มันจะสนุกต่อเนื่องไปตลอดทั้งเล่มไหม 

ดังนั้นวันนี้เลยต้องเอาเรื่องที่อ่านจบไปพักใหญ่แล้วมาเขียนรีวิวขัดตาไปก่อน 

 

 

The Missing ของไซโลห์ วอร์คเกอร์

เรื่องนี้จ่อหัวว่าเป็นแนวปัจจุบัน แต่จริง ๆ แล้วเป็นการผสมผสานกันของแนวปัจจุบันกับพารานอมอลนะคะ 

เทจ แบรนช์รู้ว่าตัวเองมีบางอย่างไม่เหมือนกันคนอื่น นั่นไม่เคยเป็นปัญหาเลยในยามที่บิดามารดาของเธอยังมีชีวิตอยู่ แต่เมื่อทั้งสองเสียชีวิตลง และเธอต้องย้ายมาอยู่กับลุงผู้เป็นนักเทศน์ และรังเกียจอะไรก็ตามที่ "มากกว่า" ธรรมชาติ เทจก็ตกเป็นเป้าของการทำร้ายทั้งทางร่างกายและจิตใจ แต่เมื่อเธอโตขึ้น เทจเริ่มป้องกันตัวเองได้แล้ว ลุงของเธอซึ่งไม่เคยเปลี่ยนแปลงความคิด แต่เขาก็ฉลาดพอที่จะปล่อยเธอไว้ตามลำพัง 

ในชีวิตของเธอมีคนเพียงคนเดียวที่เข้าใจตัวตนที่แท้ัจริง เด็กหนุ่มจากครอบครัวฐานะดีที่เดินทางมาพักร้อนในละแวกบ้านของเทจ คัลเลน มอร์แกนเป็นทุกอย่างที่แตกต่างจากเธอ แต่เข้าใจและยอมรับเทจในแบบที่เธอเป็นได้ 

จนกระทั่งเธอไม่อาจใช้พรสวรรค์ที่มีในการช่วยชีวิตมารดาของเขาได้ และนั่นทำให้คัลเลนตัดสินใจขับไล่เธอออกไปจากชีวิต 

หลายปีผ่านไป เทจกลายเป็นนักสืบอิสระทีทำงานเป็นครั้งคราวในกับเอฟบีไอ ในการตามหาเด็กหาย พรสวรรค์ในการเห็นภาพนิมิตทำให้เธอเป็นกลายเป็นความหวังสุดท้ายในการพบตัวเด็กเหล่านั้น ดังนั้นเมื่อคัลเลนเดินทางมาพบเธอ พร้อมกับขอให้ช่วยในการตามหาลูกสาวผู้ถูกลักพาตัวไปของเขา เทจจึงรับปากที่จะช่วยโดยไม่สนใจเรื่องราวในอดีต

แต่อดีตกำลังกลับมาหาพวกเขาทั้งสอง

หนังสือเรื่องนี้บอกเล่าเรื่องราวเริ่มตั้งแต่เทจและคัลเลนได้พบกันเป็นครั้งแรก คนอ่านได้เห็นพัฒนาการความสัมพันธ์ของเด็กทั้งสอง ตั้งแต่คัลเลนช่วยเทจไว้จากความพยายามรุมข่มขืน ไปจนถึงวันที่เขาทำลายหัวใจเธออย่างย่อยยับ เมื่อเขาโทษว่าเป็นความผิดของเธอ ที่ไม่บอกเขาเกี่ยวกับความตายของผู้เป็นมารดา ทั้งที่กว่าเทจจะได้เห็นภาพนิมิตนั้น มารดาของคัลเลนก็ตายไปแล้ว 

ความแตกสลายในความสัมพันธ์กับคัลเลนได้ช่วยหล่อหลอมเทจ ทำให้เธอมุ่งมั่นที่จะฝึกฝนพรสวรรค์ที่เธอได้รับจากพระเจ้า เพื่อที่จะควบคุมมัน และใช้มันเป็นเครื่องมือในการช่วยเหลือคน แต่ในขณะเดียวกัน มันก็ทำลายตัวตนของเธออย่างช้า ๆ

สิ่งหนึ่งที่ไม่ถูกใจเราเอาเสียเลยก็คือ การเดินกลับเข้ามาในชีวิตของเทจ เขาทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นในอดีต จริงอยู่นะคะว่า ในระหว่างเรื่อง คัลเลนแสดงความเสียใจตลอดที่ทำเช่นนั้นกับเธอ และเขาก็ยังคงรักเธอเสมอ ความรู้สึกของพระเอกไม่เคยเป็นคำถามค่ะ ปัญหาก็คือ สิ่งที่เขาแสดงออกต่อเทจต่างหาก เราคิดว่า มันไม่เพียงพอ เราอยากให้เขาแสดงออกถึงความรัก ความโหยหาที่มีต่อเธอมากกว่านี้ ในเรื่องมันราวกับว่าเทจอ่านใจเขาออก และรู้ถึงความเสียใจที่มี

ตัวร้ายในเรื่องนี้ก็เช่นกัน เราไม่ค่อยชอบนะคะกับบทสรุปตัวตนของคนร้าย มันง่ายเกินไป แล้วก็เป็นไปตามสูตรเสียจริง คาดการณ์ได้ก็เท่านั้น  เลยผิดหวังนิดหน่อย

โดยรวมเป็นเรื่องที่อ่านได้เรื่อย ๆ แต่ก็ไม่ถึงกับดีจนน่าจดจำน่ะค่ะ

คะแนนที่  57

Pursuit // Elizabeth Jennings

posted on 14 Dec 2009 22:30 by maxtreme  in C-Club, Contemporary

ช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมาเป็นอะไรที่สร้างความโมโหให้กับแม็กซ์อย่างมาก ๆ ซึ่งก็เหมือนกับหนหาเรื่องใส่ตัวเองอยู่นะ เพราะประเด็นที่เกิด ไม่ได้มีอะไรเกี่ยวข้องกับเราเลยแม้แต่นิดเดียว และนั่นคือเหตุผลเดียวที่เราตัดสินใจไม่เข้าไปยุ่ง ทั้งที่คันมือยิก ๆ อยากจะโพสต์ตอบ อยากจะตั้งคำถาม เพื่อให้แน่ใจว่า สิ่งที่เราอ่านไม่ได้เป็นความตาลาย หรือเข้าใจผิด แต่เมื่อเพื่อนหลายคนเตือนสติให้แม็กซ์คิดว่า เราเองไม่ได้รับผลเดือดร้อนอะไรเลย คนที่เขาแสดงอาการหยาบคายใส่ก็ไม่ใช่ตัวแม็กซ์ แล้วทำไมเราถึงต้องหาเรื่องใส่ตัวด้วยการโต้ตอบเขาด้วย แค่เรารู้สึก คนกลุ่มนี้มีความคิดแบบนี้ ก็ทำให้แม็กซ์ตาสว่างมาผ่านรัศมีความดี ที่เขาเคยกอบโกยใส่ตัวได้แล้วค่ะ 

สิ่งที่สร้างความฉงนให้กับแม็กซ์มากที่สุดก็คือ ดูเหมือนแม็กซ์แทบจะเป็นคนคนเดียวที่มอบเห็นความ "ร้ายแรง" ของประเด็นที่เกิดขึ้น แม็กซ์รู้สึกสงสัยว่า ทำไมคนที่เป็นเป้าหมายการโจมตีอย่างชัดเจนถึงได้มองไม่เห็น ถึงความหยาบคายที่พวกเขาถูกมอบให้ ทำไมคนเหล่านั้นถึงยังได้แสดงอาการยิ้มแย้มแจ่มใส และพูดจาราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้นกับคนกลุ่มนั้นได้

คำตอบอาจจะเป็นเรื่องง่าย ๆ ที่ว่า แม็กซ์อาจจะเป็นคนคนเดียวที่มองเห็นความหยาบคายที่เกิด และคงเป็นการดีแล้วที่เราไม่พูดอะไรขึ้นมา เพราะหากคนที่ได้รับผลกระทบเขาพอใจกับการปฏิบัติที่พวกเขาได้รับ เราซึ่งเป็นคนนอกก็ไม่เคยยืนเท้าเข้าไปยุ่งเรื่องของพวกเขา 

ถือว่าเป็นการระบายนะคะ ถ้าอ่านไม่รู้เรื่องก็ดีมาก ๆ เลยค่ะ ถ้ารู้เรื่อง ก็ขอให้ทบทวนอีกรอบว่า แน่ใจจริงเหรอว่ารู้เรื่อง 

กลับมาเรื่องรีวิวกันดีกว่าค่ะ 

ชื่อเสียงของอลิซาเบ็ธ เจนนิ่งส์คงจะไม่ีคุ้นหูของนักอ่านหลายคน อันที่จริงแม็กซ์ก็ไม่เคยอ่านงานเขียนของเธอมาก่อนหรอกค่ะ หากแต่ความจริงเดียวที่แม็กซ์ทราบ และเป็นแรงผลักดันทำให้เราซื้อหนังสือเรื่องนี้ทันทีที่ออกขายก็คือ อลิซาเบ็ธ เจนนิ่งส์คือคนคนเดียวกับนักเขียนนามลิซ่า มาเรีย ไรซ์ หนึ่งในนักเขียนแนวโรแมนติคสืบสวนคนโปรดของเราเอง

คนที่ชอบสไตล์การเขียนของลิซ่า มาเรียก็ไม่น่าผิดหวังกับหนังสือเล่มนี้นะคะ เพราะดำเนินเรื่องคล้ายคลึงกัน คาแร็คเตอร์ก็ไม่แตกกันมากนัก เพียงแต่แม็กซ์ยังรู้สึกว่า มีบางสิ่งขาดหายไป

 

 

Pursuit ของอลิซาเบ็ธ เจนนิ่งส์

ชาร์ล็อตต์ คอร์ทคือทายาทสาวผู้ร่ำรวย ตลอดชีวิตของเธอเต็มไปด้วยความอบอุ่น แม้จะสูญเสียมารดาไปตั้งแต่เด็ก แต่ชาร์ล็อตต์ก็สนิทกับบิดาผู้เ็ป็นเจ้าของบริษัทขนาดยักษ์ เธอใช้ชีวิตดั่งเจ้าหญิงในเทพนิยาย ศึกษาศิลปะที่อิตาลี ใช้ชีวิตอย่างมีความสุข

แต่ทุกอย่างได้จบสิ้นลงไปแล้ว เมื่อพ่อของเธอถูกลอบสังหารซึ่งหัวหน้ารักษาความปลอดภัยของเขาเอง และชาร์ล็อตต์ซึ่งเดินเข้าไปเห็นเหตุการณ์ถูกยิงที่ไหล่ แถมเรื่องเลวร้ายลงไปอีกเมื่อเธอถูกใส่ความว่าเป็นคนร้ายผู้ฆ่าบิดาของตัวเอง ทั้งยังทำร้ายนางพยาบาลที่เห็นเหตุการณ์จนตายอีกคน 

ชาร์ล็อตต์ต้องหนีหัวซุกหัวซุนจากการตามล่าไม่เฉพาะตำรวจที่เชื่อเรื่องที่ถูกปั้นแต่งขึ้น แต่ยังมีมือสังหารของคนที่ปองร้ายตามล่าเธออีก แต่กระนั้นชาร์ล็อตต์ก็ทำได้สำเร็จ เธอหยุดพักหลบซ่อนในเมืองเล็ก ๆ ในเม็กซิโก ซึ่งที่นั่นเธอได้พบกับแม็ท แซนเดอร์ อดีตนายทหารหน่วยซีลที่เดินทางมาที่เมืองเดียวกับเธอเพื่อพักฟื้นร่างกาย หลังจากได้รับบาดเจ็บในหน้าที่ปางตาย

ทั้งสองได้พบกันภายใต้สถานการณ์ที่ทั้งคู่ไม่ต้องการใครในชีวิต แต่เมื่อได้พบกัน ทั้งคู่ก็รู้ว่า มันมีบางสิ่งที่มากกว่าสำหรับกันและกัน 

เพียงแว่บแรกที่เห็นความเศร้าในดวงตาของชาร์ล็อตต์ แม็ทก็รู้ว่าเธอมีความลับ หญิงสาวที่สวย สง่างาม  และบ่งบอกความมีสกุลอย่างชาร์ล็อตต์คงไม่มาอยู่ในเม็กซิโกหรอก หากไม่มีอะไรบางอย่างในอดีตของเธอ แต่แม็ทก็รู้จักเธอมากพอที่จะรู้ว่า อะไรก็ตามที่อยู่ในอดีตของชาร์ล็อตต์ไม่ได้เกิดขึ้นเพราะการกระทำของเธอ แม็ทเดาได้อย่างถูกต้องว่า ชาร์ล็อตต์กำลังหนีการตามล่าของบางคน

และแม้ชาร์ล็อตต์จะปิดปากเงียบถึงเรื่องที่เกิดขึ้น แต่แม็ทก็เต็มใจที่จะปกป้องเธอจากอันตรายทุกอย่าง

หนังสือเรื่องนี้เป็นไปตามสูตรของเรื่องแนวดรแมนติคสืบสวนทุกอย่าง และนี่อาจเป็นหนึ่งในเหตุผลที่เราไม่รู้สึกสนุกกับเรื่องนี้เท่าที่ควร  เราไม่รู้สึกว่าเรื่องนี้มีอะไรใหม่มานำเสนอ แม้ว่าตัวละครจะมีความชัดเจน แต่ก็ไม่ได้โดดเด่นพอที่จะทำลายข้อจำกัดของพล็อตที่ใช้บ่อยพล็อตนี้

พูดเช่นนั้น แต่แม็กซ์ก็คงต้องบอกว่า เราชอบแม็ทมาก ๆ นะคะ เพราะเขามีความเชื่อมั่นในตัวชาร์ล็อตต์เต็มที่ ไม่เคยมีคำถามในสมองเขาเกี่ยวกับความบริสุทธิ์ของเธอ และเขาพร้อมที่จะตายเพื่อเธอ หญิงที่เขารู้จักเพียงแค่ไม่กี่วัน ซึ่งปกติเราจะรู้สึกว่า มันไม่ค่อยน่าเชื่อนะคะ แต่วิธีการเล่าเรื่องของอลิซาเบ็ธทำให้เรายอมรับว่า มันเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นได้ 

ส่วนที่เราไม่ชอบก็คือ การให้เวลาในเรื่องกับตัวร้ายมากเกินไป ซึ่งเราคิดว่า คงจะเป็นการดีกว่า หากคนแต่งใช้เวลากับชาร์ล็อตต์ และแม็ทให้มากกว่านี้ บางทีเราอาจจะ "เข้าถึง" หนังสือเรื่องนี้ได้มากขึ้นก็ได้

สรุปว่าเป็นหนังสือที่อยากจะชอบให้มากกว่า แต่พยายามอย่างไรมันก็ยังไปไม่ถึงจุดนั้นค่ะ

คะแนนที่  70