Contemporary

Outcast // Joan Johnston

posted on 06 Nov 2009 15:30 by maxtreme  in C-Club, Contemporary

แม็กซ์ไม่ค่อยเข้าใจตัวเองเท่าไหรนะคะ แต่ครั้งแรกที่เห็นปกของหนังสือเรื่องนี้ก็รู้สึกว่า น่าอ่านขึ้นมาซะงั้น ทั้งที่แม็กซ์เองก็ไม่ถึงกับประทับใจงานเขียนของโจน จอห์นสตันมากมายอะไร (อ่านงานของเธอมาก็หลายเล่ม ส่วนใหญ่ก็มักจะสอบไม่ผ่านด้วยซ้ำ) แต่พอเห็นปกเล่มนี้แล้ว มันโดนใจเราอย่างจัง แต่กระนั้นก็ไม่ได้หยิบมาอ่านทันทีหรอกค่ะ เพราะคิวมันยาวเหลือเกิน

และถือว่าเป็นโชคดีที่ก่อนจะเปิดอ่าน เพื่อนของเราเตือนเกี่ยวกับงานของนักเขียนคนนี้มาแล้ว โดยบอกว่าเธอเป็นนักเขียนที่ทำเอานักเขียนบทของละครน้ำเน่าอายไปเลยค่ะ ดังนั้นแม็กซ์จึงเตรียมใจเอาไว้ก่อนหน้าจะเปิดอ่าน กระนั้นความเมโลดราม่าของหนังสือเล่มนี้ก็ยังทำเอาเราอึ้ง และต้องยกนิ้วให้คนแต่ง ฐานที่เอาพล็อตแนวเน่าทั้งปวงมารวมกันไว้ในที่เดียวได้ขนาดนี้

สิ่งที่ไม่น่าเชื่อที่สุดก็คือ แม็กซ์ชอบแหละ

 

 

Outcast ของโจน จอห์นสตัน

หนังสือเล่มนี้เป็นเล่มแรกในชุดพี่น้องตระกูลเบเนดิกส์ (ซึ่งแม็กซ์แน่ใจว่า หากได้รับความนิยม มันจะต้องถูกขยายชุดออกไปเป็นเรื่องของอีกหลายตระกูลแน่ ๆ)  เรื่องราวของครอบครัวที่ไม่รู้จะใช้คำอธิบายอะไรมาใช้ นอกจากสับสน

เบน เบเนดิกส์เป็นหนึ่งในพี่น้องจำนวนสิบสี่คนของครอบครัว ซึ่งเป็นครอบครัวที่ไม่ได้จำกัดอยู่แค่พี่น้องร่วมสายเลือด นั่นเพราะทั้งพ่อและแม่แท้ ๆ ของเบนได้หย่าขาดกัน และต่างคนต่างแต่งงานใหม่ ซึ่งพ่อเลี้ยงและแม่เลี้ยงของเบนก็ต่างมีลูกติดจากการแต่งงานครั้งก่อนหน้า และเมื่อเขาเหล่านั้นมาแต่งงานกับพ่อ และแม่ของเบน ทั้งหมดก็มีลูกด้วยกันอีก ดังนั้นเบนจึงมีทั้งพี่น้องร่วมสายเลือด น้องต่างพ่อ และต่างแม่ รวมทั้งพี่น้องบุญธรรมจากทั้งพ่อและแม่เลี้ยง 

งงรึยังคะ นั่นไม่ใช่ทั้งหมด ไม่ใช่ครึ่งนึงของเรื่องด้วยซ้ำ แต่ก่อนจะไปถึงจุดนั้น แม็กซ์ขอเล่าพล็อตคร่าว ๆ ก่อนแล้วกัน

เบนซึ่งเป็นอดีตทหารผ่านศึก และผันตัวเองกลายเป็นเจ้าหน้าที่หน่วยตรวจคนเข้าเมือง (ซึ่งไม่ได้ทำหน้าที่เหมือนตม.ในเมืองไทยหรอกนะคะ เพราะจะมีความสำคัญในเรื่องการปราบปรามผู้ก่อการร้ายที่ลักลอบเข้ามาในประเทศด้วย) เบาะแสที่เขาได้รับก็คือ กลุ่มผู้ก่อการร้ายได้ส่งคนแฝงกายเข้ามาในประเทศ เพื่อปฏิบัติการบางอย่างซึ่งจะนำความตายมาสู่ชาวอเมริกันจำนวนมาก เบนในฐานะที่มีความสนิทกับแก๊งค์ข้างถนนในกรุงวอชิงตันดี.ซี. จึงกลายเป็นความหวังเดียวในการค้นหาว่า ใครคือผู้ก่อการร้ายคนนั้น และจัดการก่อนที่เรื่องจะลามปามจนรั้งเอาไว้ไม่อยู่

แต่เบนแม้จะเป็นทหารกล้า เป็นนักแม่นปืน (สรุปว่าโคตรเท่ห์แล้วกัน) เขากำลังประสบปัญหาโรค PTSD (Post Treumatic Stressed Disorder ซึ่งเป็นโรคจิตหลอนซึ่งคนที่ประสบเหตุความรุนแรงมาก ๆ เป็นกัน) ภาพหลอนมีผลต่อการปฏิบัติงานของเขา แต่กระนั้นเบนก็ไม่อาจยอมรับความจริงข้อนี้ได้ ทำให้เขามีความขัดแย้งกับด๊อกเตอร์แอนนา จิตแพทย์ที่ถูกมอบหมายให้ดูแลอาการของเขา จนถึงขั้นที่เขาปฏิเสธการรักษา 

กระนั้นแอนนาก็ไม่ยอมแพ้ อะไรบางอย่างในตัวเบนบอกกับเธอว่า เธอจะต้องช่วยชีวิตของเขาให้ได้ และแม้จะหมายถึงเธอต้องข้ามเส้นระหว่างแพทย์และคนไข้ เธอก็ยินดีที่จะทำ แต่สิ่งสุดท้ายที่เธอคาดคิดก็คือ เธอจะเสียหัวใจไปให้เขาด้วยน่ะสิ

ขอบอกก่อนเลยนะคะว่า พล็อตที่เล่าไป แม็กซ์ถือว่าเป็นพล็อตหลักของเรื่อง แต่มันแทบจะไม่ได้บอกอะไรเกี่ยวกับหนังสือเรื่องนี้เลย  เพราะโฟกัสจริง ๆ ของเรื่องไม่ได้อยู่ที่การตามล่าหาตัวผู้ก่อการร้าย แต่เป็นเรื่องราวที่เกิดขึ้นในชีวิตของเบน เกี่ยวกับการงาน (การหาผู้ก่อการร้าย) ชีวิตส่วนตัว (ความสัมพันธ์ของเขาและแอนนา) และครอบครัว (ซึ่งเป็นส่วนที่มั่วมาก)

เบนเป็นตัวละครชนิดที่แม็กซ์ไม่คิดว่าจะมีในชีวิตจริง แต่น่าสนุกเมื่อได้อ่านถึงค่ะ ขอบอกก่อนแล้วกันว่า เรื่องนี้ทั้งพระเอกและนางเอกไม่ได้มีอะไรที่ผิดปกตินะคะ ทั้งเบนและแอนนาถือว่าโอเคเลย ไม่มีความเป็นละครน้ำเน่าเกี่ยวข้องกับพวกเขา ซึ่งนั่นเป็นข้อดี และแม็กซ์เดาว่า นั่นเป็นเหตุผลที่เราชอบเล่มนี้ ความมั่วซั่วและน้ำเน่าเกิดขึ้นกับคนในครอบครัวของเบนค่ะ และถ้าไม่อยากโดยสปอยล์ก็หยุดอ่านตรงนี้เลยนะคะ

เริ่มต้นจากพ่อและแม่ของเบนที่หย่าขาดกัน และต่างคนต่างแต่งงานใหม่ และมีครอบครัวใหม่ไปแล้ว ทั้งสองยังรักกันอยู่ และดูท่าทีแล้ว น่าจะเลิกกับภรรยาและสามีใหม่ของตัวเองกลับมาคืนดีกัน

พ่อและแม่ของเบน รวมทั้งพ่อเลี้ยงและแม่เลี้ยง ทุกคนมาจากครอบครัวที่ร่ำรวย ไม่ได้รวยธรรมดานะคะ รวยชนิดอภิมหาศาล พ่อของเบนเป็นอดีตนายพลที่กลายเป็นที่ปรึกษาให้กับประธานาธิปดี แม่เป็นสาวชาวใต้ผู้ร่ำรวย พ่อเลี้ยงเป็นวุฒิสมาชิคผู้ทรงอำนาจ แม่เลี้ยงเป็นเจ้าของบ่อน้ำมัน ดังนั้นเบนและพี่น้องของเขาจึงไม่จำเป็นต้องทำงานเพื่อเงิน แต่ทั้งหมดก็กลายเป็นทหารรับใช้ชาติ ไม่มีใครออกอาการลูกเศรษฐีที่โดนสปอยล์จนเสียคน

น้องสาวต่างพ่อของเบน ซึ่งเข้าใจว่าเป็นลูกของพ่อเลี้ยง แท้จริงแล้วเป็นลูกของพ่อแท้ ๆ ของเบน ซึ่งแอบไปมีความสัมพันธ์กับแม่เป็นครั้งสุดท้าย ก่อนที่จะหย่าขาดจากกันอย่างเป็นทางการ และน้องสาวคนนี้กำลังจะแต่งงานกับเพื่อนสนิทของเบน แต่ในวันแต่งงานเพื่อนคนนี้ก็ถูกคนร้ายยิงตาย ถ้านั่นไม่พอ เธอยังตั้งท้องที่ตอนแรกเข้าใจว่าเป็นลูกของเพื่อนสนิทของเบน แต่แท้จริงแล้ว เธอไม่แน่ใจว่าเป็นลูกของใครกันแน่ เพราะเธอถูกข่มขืนโดยชายแปลกหน้า 

พี่ชายของเบนซึ่งเป็นหน่วยปฏิบัติการพิเศษทำงานให้ประธานาธิปดี แอบหลงรักแฟนสาวของน้องชาย (ของตัวเอง และของเบน) แต่รู้ว่าความรักนั้นคงไปไม่รอด

แม่เลี้ยงของเบนซึ่งมีปัญหากับพ่อเพราะรู้ว่า ยังหลงรักเมียเก่าอยู่ ก็มีสามีเก่าที่รอคอยเธออยู่ที่เท็กซัส ที่ซึ่งเธอหนีไปเลียแผล หลังจากค้นพบว่า น้องสาวของเบนแท้จริงแล้วเป็นลูกของพ่อแท้ ๆ ของเบน ไม่ใช่ของพ่อเลี้ยง

สรุปว่าดูแล้วครอบครัวของเบนน่าจะเป็นครอบครัวที่ dysfunctional มากที่สุดครอบครัวนึงในโลกแห่งนิยายค่ะ 

แต่อย่างที่บอกนะคะ แม็กซ์ทำใจมาแล้วในระดับนึง ดังนั้นพออ่านเจอแต่ละประเด็น ก็เลยออกฮามากกว่าหงุดหงิด ที่สำคัญมันไม่ได้เกิดกับตัวละครหลัก เราจึงรู้สึกสนุกไปกับมัน (ในระดับนึง) 

ปัญหาใหญ่อันเดียวที่เรารู้สึกในเรื่องนี้ก็คือ ตัวร้ายค่ะ เราค่อนข้างชอบที่เขาเลือกตัวร้ายคนนี้นะคะ เราคิดว่า มีมิติมาก ๆ ทำให้มองเห็นอีกด้านนึง (สปอยล์) หญิงสาวคนนี้ที่กลายมาเป็นผู้ก่อการร้ายเพราะครอบครัวของเธอถูกทหารอเมริกันฆ่าตายไม่ทางใดก็ทางนึง (โดยไม่เจตนา) ทำให้เธอสูญเสียจนกลายเป็นการคนแบบนี้ เราชอบ  แต่เรารู้สึกว่า คนแต่งทำลายแบ็คกราวด์ตรงนี้หมดสิ้นเมื่อเขียนเล่าถึงอดีตสามีของเธอที่เป็นคนเลวร้าย และซ้อมเธอ แล้วเขียนให้ตัวละครตัวนี้ดูถูกตัวเองว่า สมควรถูกซ้อมแล้ว มันทำลายคาแร็คเตอร์นี้ไปหมดสิ้น ทำให้ตัวละครแทนที่จะดูมิติ กลายเป็นหญิงสาวโง่ ๆ ที่ไม่รู้ความผิดชอบชั่วดีไปเลย เสียดายค่ะ

เล่มนี้สนุกกว่าที่คิด และเป็นความสนุกที่ทำเอาเราแปลกใจตัวเองเช่นกันค่ะ เพราะไม่คิดว่าจะชอบหนังสือที่ตัวละครมีความสับสนในชีวิตมากขนาดนี้ได้

คะแนนที่ 67

Right Here, Right Now // HelenKay Dimon

posted on 05 Nov 2009 15:28 by maxtreme  in Contemporary, D-Club

แม็กซ์สะสมงานเขียนของเฮเลนเคย์ ไดมอนไว้หลายเล่มแล้วล่ะค่ะ แต่ไม่ได้ฤกษ์งามยามดีในการอ่านเสียที เคยพยายามอ่านงานของเธอไปเล่มนึงแล้วนะคะ แต่ก็ไม่รอด หยุดอ่านไปกลางเรื่อง อธิบายไม่ถูกเหมือนกันว่าเพราะอะไร แต่ดูเหมือนความน่าสนใจในเรื่องมันหายไปซะเฉย ๆ

เรากลับมาสนใจงานของนักเขียนคนนี้อีกครั้ง ก็เมื่อในช่วงการไว้อาลัยให้กับการเสียชีวิตของเคท ดัฟฟี้ ได้มีการพูดถึงเฮเลนเคย์ขึ้นมา โดยบอกว่า เคทชื่นชอบงานของเธอมากแค่ไหน ถึงกับเอ่ยปากว่า งานเขียนของเฮเลนเคย์ให้ความรู้สึกเหมือนกำลังดูหนังที่แสดงโดยแคทเธอลีน แฮปเบิร์น และสเปนเซอร์ เทรซี่เลยทีเดียว

และนั่นทำให้เรารู้ว่า ถึงเวลาต้องอ่านงานของเธอแล้วล่ะ แต่เนื่องจากเราเก็บงานของเฮเลนเคย์ไว้อย่างลึกลับมาก (แปลว่า จำไม่ได้ว่าเก็บไว้ที่ไหน) ทำให้สุดท้ายแล้วก็ต้องหยิบเอาเล่มนี้ซึ่งเป็นเล่มเดียวที่หาเจอมาอ่านก่อน แม้ว่าจากคำวิจารณืจะบอกว่า เล่มนี้ไม่ใช่งานเขียนที่ดีที่สุดของเธอก็ตาม

Right Here, Right Now ของเฮเลนเคย์ ไดมอน

แม็กซ์ไม่แน่ใจว่าจะจัดประเภทของหนังสือเรื่องนี้เป็นแนวไหนดีนะคะ ระหว่างโรแมนติคคอมเมดี้ หรือโรแมนติคสืบสวน เพราะมันไม่เด่นชัดในทั้งสองแนว 

รีด ลาร์กิ้น พระเอกของเรื่องเป็นสายลับในหน่วยงานที่ลับสุดยอดของกระทรวงความมั่นคงแห่งมาตุภูมิ  หน้าที่ทีเขาได้รับคำสั่งมาก็คือ ติดตามสืบหาความจริงเกี่ยวกับความสัมพันธ์ของแก๊บบี้ เพียร์สันกับผู้ต้องสงสัยในการก่ออาชญากรรมทางการเงินคนนึง วิธีการการคือ รีดซึ่งสวมรอยเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านคอมพิวเตอร์เข้าไปสร้างความสัมพันธ์กับแก๊บบี้ด้วยการจีบเธอ ความสัมพันธ์ของทั้งคู่พัฒนามากขึ้น จนรีดรู้สึกว่า เธอกำลังจะกลายเป็นคนสำคัญในชีวิต อย่างไรก็ตามเมื่อรีดค่อนข้างแน่ใจแล้วว่า แก๊บบี้ไม่น่าจะมีความเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ เขาจึงตัดสินใจบอกเลิกกับเธอ เพราะไม่อยากให้แก๊บบี้เข้ามาพัวพันกับชีวิตสีเทาของเขา แม้ว่าใจจริงจะยังคงต้องการใกล้ชิดกับเธอก็ตาม

แต่หลังจากบอกเลิก เจ้านายของรีดก็ได้เบาะแสสำคัญ นั่นก็คือ แก๊บบี้ได้นัดหมายที่จะพบปะกับอาชญากรที่รีดต้องจับตามอง และเหตุการณ์นี้บีบบังคับให้รีดต้องกลับไปงอนง้อขอคืนดีกับแก๊บบี้อีกครั้ง

แต่มันก็ไม่ใช่เรื่องง่าย โดยเฉพาะหญิงสาวที่เจ็บแล้วจำอย่างเธอ

ปัญหาของการเขียนพล็อตของเรื่องนี้ก็คือ มันไม่ได้สื่อความเป็นไปในเรื่อง เราไม่ได้เขียนพล็อตบิดเบือนไปจากความจริงหรอกนะคะ เพียงแต่พล็อตมันไม่มีน้ำหนักหรือสาระสำคัญอะไรเลย ทุกอย่างในเรื่องนี้ขึ้นอยู่กับบทสนทนาระหว่างรีดและแก๊บบี้ รวมทั้งบรรดาตัวละครเสริมที่เป็นเหล่าเพื่อนสนิทของแก๊บบี้ ที่เป็นตัวขับเคลื่อนเรื่องนี้ และนั่นทำให้ยากมาก ๆ ที่จะบอกว่า หนังสือเรื่องนี้เป็นแนวไหน

เพราะพล็อตที่เกี่ยวกับสายลับ ทำให้คิดว่า น่าจะเป็นโรแมนติคสืบสวน แต่ความจริงมันแทบจะไม่ให้น้ำหนักเกี่ยวกับการสืบความจริง (กระทั่งจบเรื่องประเด็นนี้ก็ไม่ได้กลายมาเป็นปมอะไรให้คิดด้วยซ้ำ) 

อ่านเล่มนี้แล้วเข้าใจว่า ทำไมถึงมีการเปรียบเทียบงานของเฮเลนเคย์กับหนังของเฮปเบิร์นและเทรซี่ค่ะ เพราะบทสนทนาระหว่างแก๊บบี้และรีดเป็นตัวดำเนินเรื่อง และต้องยอมรับว่าเขียนได้น่าอ่านพอควรเลยล่ะ เพียงแต่แม็กซ์รู้สึกว่า ไม่ได้ผูกพันกับตัวละครมากพอที่จะสนใจการโต้ตอบของทั้งสองคนขนาดนั้น โดยเฉพาะในเรื่องที่พล็อตแทบจะไม่มีอะไรเลย

นักเขียนที่เขียนเรื่องแนวนี้ที่เราคิดถึงก็คือ เชลลี่ ลอว์เรนสตัน แต่สิ่งที่แตกต่างออกไปก็คือ กับงาของเชลลี่ แม็กซ์แคร์ตัวละคร และอยากรู้เรื่องของพวกเขา อยากรู้ความเป็นไปในชีวิตพวกเขา แต่ในหนังสือเล่มนี้แม็กซ์แค่ไม่สนใจ ทั้งรีดและแก๊บบี้ไม่มีจุดเด่นอะไรที่จะดึงดูดเราให้อ่านหนังสือได้ตลอดทั้งเรื่อง ซึ่งก็เป็นความน่าเสียดายอย่างยิ่งค่ะ เพราะคนแต่งเขียนได้ดีค่ะ

อยากบอกว่า เราไม่มีปัญหานะคะสำหรับหนังสือที่มีจุดเด่นอยู่ที่บทสนทนา โดยที่พล็อตเรื่องไม่มีอะไรมาก เพียงแต่อย่างน้อยก็ควรจะมีตัวละครที่มีความน่าสนใจในระดับนึง  เพราะไม่อย่างนั้นแม็กซ์ก็จะไม่อาจเพ่งความสนใจให้กับเรื่องได้ตลอด ท้ายที่สุดก็เลยกลายเป็นแค่การอ่านให้จบ ๆ ไปเท่านั้นเอง

ผิดหวังเล็กน้อยกับงานเล่มแรก (ที่ได้อ่าน) ของเฮเลนเคย์ค่ะ แต่บทสนทนาก็น่าสนใจมากพอที่จะทำให้เราคิดว่า คงจะให้โอกาสเธอในการอ่านเล่มอื่น ๆ ของเธอแน่นอน

คะแนนที่ 57

 

Phantom in the night // Sherrilyn Kenyon with Diana Love

posted on 29 Oct 2009 11:46 by maxtreme  in Contemporary, F-Club

เป็นการหยิบเอาหนังสือดองขึ้นมาอ่านอีกครั้งค่ะ ความจริงแล้วแม็กซ์ไม่ได้ตั้งใจจะดองเค็มเรื่องนี้หรอกนะคะ ตอนที่ซื้อก็ตั้งใจเป็นอย่างดีว่าจะอ่านทันที แต่ด้วยเหตุผลหลายอย่าง ซึ่งก็ไม่รู้เหมือนกันว่าเพราะอะไร ก็มองข้ามเล่มนี้อยู่เรื่อย จนเผลอแป๊บเดียวก็เกือบสองปีแล้วค่ะที่ออกวางขาย

หนังสือเล่มนี้ถือว่าเป็นงานของเชอริลีน เคนย่อนเล่มแรกในรอบหลายปีทีเดียวที่เราหยิบขึ้นมาอ่าน เพราะหลังจากบอกศาลาเลิกไปกับชุดดาร์คฮันเตอร์ และยังทำให้ให้อ่านชุดอวาลอนไม่ได้ เราก็ไม่มีเห็นงานเล่มไหนของเธอน่าสนใจเลย แต่สำหรับชุดนี้ซึ่งเป็นเรื่องแนวโรแมนติคสืบสวนที่เธอเขียนให้กับสนพ.พ็อตเก็ตบุ๊ค เราค่อนข้างชอบในคอนเซ็ปต์ของเธอนะคะ หน่วยงานลับของทางรัฐบาลที่ตั้งขึ้นมาเพื่อจัดการปัญหาที่ไม่มีใครจัดการได้ สายลับแต่ละคนในหน่วยก็ล้วนเป็นคนที่มีประวัติอาชญากรรมมาก่อนที่จะถูกคัดตัวเข้ามาทำ (แน่นอนว่า อาชญากรรมที่พวกเขาถูกกล่าวหานั้น ล้วนมีเหตุผลที่ดีในการอธิบายค่ะ) 

ปัญหาก็คือ เชอริลีนเป็นนักเขียนที่โด่งดังในการเขียนเรื่องพารานอมอล แต่เรื่องชุดนี้แตกต่างออกไป และแน่นอนว่า มันย่อมจะไม่ถูกใจแฟนหนังสือของเธอเท่ากับเรื่องแนวเหนือจริง ดังนั้นเธอจึงมีปัญหาในการหาเวลาในการเขียนเรื่องชุดพอสมควร เพราะกว่าที่หนังสือขนาดยาวในชุดเล่มแรกจะออกขายได้ ก็ใช้เวลานานมาก ๆ ส่วนเล่มสอง (ซึ่งก็คือเล่มนี) ก็โดนโรคเลื่อนแล้วเลื่อนอีก ด้วยเหตุผลง่าย ๆ ก็คือ เชอริลีนไม่มีเวลาเขียน

ทางแก้ของนักเขียนชื่อดังหลายคนก็คือ หาคนมาช่วยเขียนค่ะ นี่ไม่ใช่โกสต์ไรท์เตอร์นะคะ เพราะเป็นการบอกอย่างชัดเจนว่าเป็นงานเขียนร่วม ซึ่งวิธีนี้ถือว่าฮิตมาก ๆ ในหมู่นักเขียนดัง นั่นเพราะว่า กว่าที่นักเขียนคนนึงจะเขียนหนังสือเสร็จหนึ่งเล่ม มันต้องใช้เวลาเป็นเดือน บางคนก็เป็นปี แต่นักอ่านใช้เวลาเพียงวันหรือสองวันก็อ่านจบแล้ว ดังนั้นวิธีการที่จะทำให้ชื่อของนักเขียนคนนั้นไม่ถูกลืมเลือนก็คือ การใช้นักเขียนร่วม หาคนมาช่วยเขียน แล้วก็แบ่งเครดิตกันไป 

แม็กซ์ไม่ทราบในรายละเอียดเกี่ยวกับการร่วมงานกันระหว่างเชอริลีน เคนย่อน และไดอาน่า เลิฟหรอกนะคะ แต่กระบวนการเขียนร่วมก็มันจะเป็นที่นักเขียนดังจะเป็นคนวางพล็อตเรื่องโดยรวมให้ แต่คนที่ใช้เวลาในการเขียนเป็นส่วนใหญ่ก็คือนักเขียนร่วมที่ถูกดึงตัวเข้ามา 

ทราบอย่างนี้แล้ว แม็กซ์ก็ไม่ได้คาดหวังว่าเรื่องนี้จะดีเท่ากับมาตรฐานของเชอริลีนที่เราวางไว้หรอกนะคะ 

เพียงแต่แม็กซ์ไม่ได้คิดว่ามันจะเลวร้ายขนาดนี้ 

 

 

Phantom in the night ของเชอริลีน เคยย่อน เขียนร่วมกับ ไดอาน่า เลิฟ

หนังสือเล่มนี้ถือว่าเรื่องขนาดยาวเล่มที่สองในชุด BAD Agency ซึ่งเป็นหน่วยงานลับสุดยอดที่รวบรวมสายลับมือดีไว้มากมาย และแน่นอนว่าแต่ละคนก็ต้องย่อมเท่ห์มาก ๆ (ขอให้นึกถึงดาร์คฮันเตอร์ที่ไม่ไม่พลังเหนือธรรมชาติ)

เทอรี่ มิตเชลล์เป็นอดีตเจ้าหน้าที่หน่วยปปส.ที่ถูกลาออกจากงาน หลังจากเธอและคู่หูถูกลอบทำร้ายจากนักค้ายาใหญ่แห่งเมืองนิวออร์ลีนส์ เป็นเหตุให้คู่หูของเธอเสียชีวิตในหน้าที่ ขณะเดียวกันเทอรี่ก็บาดเจ็บอย่างหนัก แต่ปปส.กลับไม่ใส่ใจเธอเลยสักนิดเดียว ดังนั้นเมื่อเทอรี่ได้รับข้อเสนอให้เข้าร่วมงานกับ BAD เธอจึงคว้าโอกาสนั้นไว้ทันที ด้วยหวังว่าจะใช้มันในการสืบหาความจริงเกี่ยวกับหนอนบ่อนไส้ และเอาผิดเจ้าพ่อค้ายาคนนั้นให้ได้ 

แต่การกลับไปนิวออร์ลีนส์อีกครั้งก็เริ่มต้นด้วยปัญหา เมื่อเทอรี่ได้พบกับชายลึกลับที่ไม่เปิดเผยหน้าตา เธอเจอเขาในบ้านของเนธาน เดรค อดีตทหารกล้าที่ด้วยเหตุบางอย่างตัดสินใจหนีทหาร ก่อนจะมาจบชีวิตลงหลังจากรับปากเป็นสายให้กับปปส.ในการเอาผิดนักค้ายาคนนั้น เทอรี่ไปที่บ้านของเขาเพื่อค้นหาหลักฐานเพิ่มเติม แต่กลับได้เผชิญหน้ากับชายที่หลายคนเรียกว่าเป็นผี 

เพียงแต่เขาไม่ใช่ผี เขาคือเนธาน เดรค แต่เขาไม่ใช่ศพที่นอนตายอยู่ คนที่เสียชีวิตคือ เจมี่ น้องชายฝาแฝดของเขา  น้องชายคนที่เนธานเสียสละทุกอย่างให้ แม้กระทั่งหนีทหารกลับมาบ้าน แล้วเข้าสวมบทบาทเป็นเจมี่ในคดีที่เจมี่ถูกใส่ความ เนธานใช้เวลาสองปีในคุกแทนน้องชาย เพียงเพื่อจะออกจากคุกแล้วพบว่า เจมี่ได้กลายเป็นศพ ถูกฆ่าโดยใครบางคน เขาจึงเริ่มต้นสืบหาความจริงที่เกิดขึ้น ซึ่งนำเขาไปสู่ชีวิตของเทอรี่ 

แม็กซ์ชอบแนวคิดของเรื่องค่ะ แต่ผิดหวังกับผลงานที่ออกมามาก ๆ 

นางเอกในเรื่องนี้เป็นผู้หญิงที่ไร้ความสามารถที่สุดที่เคยอ่านมา ถ้าเรื่องนี้นางเอกเป็นคนธรรมดาทำงานบริษัท แม็กซ์จะไม่มีปัญหาอะไรเลยนะคะ เราไมไ่ด้ต้องการนางเอกเก่งเกินเหตุ แต่ในเล่มนี้เธอคืออดีตปปส. เป็นคนที่เก่งขนาดที่หน่วยงานที่ในเรื่องบอกว่า แน่สุด ๆ แล้วในปฐพี เรียกตัวเข้าไปทำงานร่วมด้วย แม็กซ์คาดหวังอะไรที่มากกว่านี้จากเทอรี่ค่ะ 

ครั้งแรกที่เธอโชว์ผลงานในการเข้าไปค้นบ้านเนธาน เธอถูกพระเอกจับได้ ครั้งที่สองเธอเข้าไปค้นหาหลักฐานในตู้คอนเทนเนอร์ เธอถูกผู้ร้ายไล่ยิงเกือบตาย และรอดมาได้เพราะพระเอกมาช่วย เธอถูกผู้ร้ายจับตัวไปเป็นตัวประกันเพื่อให้พระเอกยอมทำตาย แม็กซ์อ่านจนจบเรื่องก็ไม่เห็นอะไรที่ใกล้เคียงกับความสามารถในตัวผู้หญิงคนนี้ หล่อนคือภาระที่น่ารำคาญ 

แต่ที่น่ารำคาญยิ่งกว่าก็คือ การที่คนแต่งพูดเน้นย้ำอยู่ได้ว่า เทอรี่เก่งอย่างโน้น เก่งอย่างนี้ ทั้งที่เอาเข้าจริงไม่มีน้ำยาอะไรเลย ไม่ได้เรื่องอย่างที่สุด 

ส่วนเนธานก็เป็นพระเอกตามมาตรฐานทั่วไปค่ะ เขามีอดีตที่บัดซบใช้ได้ แล้วก็ออกมาดพระเอกด้วยการรับภาระทุกอย่างในชีวิตไว้กับตัว เพียงแต่หลายครั้งมันดูไม่สมเหตุผลเอาเสียเลย แต่อย่างน้อยเรื่องก็ไม่ได้บอกว่า เนธานเป็นสายลับตัวเอ้ที่แสนเก่ง เราจึงไม่ถึงกับหงุดหงิดอะไร

นอกจากคาแร็คเตอร์ที่ไม่ได้เรื่องแล้ว การเขียนของเล่มนี้ก็น่าเบื่อโคตร ๆ อันที่จริงจุดเด่นนึงของหนังสือที่เชอริลีน เคนย่อนเขียนก็คือการดำเนินเรื่องจากน่าติดตาม ตัวละครของเธออาจจะดูแบนราบราวกับตัดมาจากหน้ากระดาษ แต่การดำเนินเรื่องของเธอน่าสนใจเสมอ มันไม่เป็นเช่นนั้นในเล่มนี้ และแม็กซ์เลือกที่จะโทษคนเขียนร่วมของเธอ เราเข้าใจว่าไดอาน่า เลิฟน่าจะเป็นคนเขียนเรื่องเกือบทั้งหมด และมันขาดเสน่ห์อย่างที่ควรจะมีในงานของเชอริลีนไปเยอะเลยล่ะ

ขอกลับมาที่พล็อตอีกหน่อยค่ะ ในเรื่องมีการพูดถึงองค์กรของคนร้ายที่ลับมาก ๆ ลับขนาดที่ไม่เคยอธิบายอะไรให้คนอ่าน แถมให้ภาษาอิตาเลียนเต็มไปหมด อ่านไปก็งงไป เพราะแม็กซ์เรียนสายวิทย์มาค่ะ รู้แค่สองภาษาในชีวิตเท่านั้น ไม่รู้อิตาเลียน และไม่เคยมีหนุ่มอิตาเลียนมาจีบ ก็เลยไม่รู้ความหมาย การขาดข้อมูลเกี่ยวกับหน่วยงานของคนร้าย ทำให้เราจับต้นจบเรื่องไปแบบงงงง คือไม่รู้ว่า เราเลิกสนใจกับเรื่องราวไปแล้ว (เพราะการเขียนน่าเบื่อมาก) หรืออ่านไม่เข้าใจเรื่องกันแน่ 

แต่ที่แน่ ๆ มันไม่สนุกเลยล่ะ

สุดท้ายขอสปอยล์ตอนจบหน่อยนะคะ (สปอยล์) เป็นตอนจบที่ห่วยแตก พระเอกนางเอกไม่อาจสู้กับคนร้ายได้เลย เสียทีคนร้ายตลอด หน่วยงาน BAD ที่บอกว่าเก่งนักเก่งหนาก็ไม่เห็นจะได้เรื่อง ไม่รู้ความจริงอะไรทั้งสิ้น ดังนั้นหากจะบอกว่า เรื่องนี้คนร้ายเป็นฝ่ายชนะก็ว่าได้ค่ะ 

คะแนนที่ 43

จู่ ๆ ก็เกิดอาการนอนไม่หลับขึ้นมาค่ะ หลังจากพยายามข่มตาให้หลับอยู่เป็นชั่วโมง ก็ดูท่าว่า คงจะไม่หลับง่าย ๆ เป็นแน่ แม็กซ์ก็เลยตัดสินใจเปิดไฟ และหยิบหนังสือมาอ่าน มันเป็นการอ่านเพราะความจำเป็น (เนื่องจากนอนไม่หลับ) ไม่ใช่เป็นเพราะเรื่องมันสนุกมากจนต้องทนอ่านแม้จะง่วง ดังนั้นผลลัพธ์จึงไม่ต้องคิดมากนะคะ

ข้อดีก็คือ ทำให้แม็กซ์ทำเวลาในการอ่านหนังสือในภาพรวมได้ดีมาก ๆ เลยล่ะ เพราะแค่คืนเดียวอ่านจบไปสี่เรื่อง

 

 

Submissive ของแอนย่า โฮเวิร์ด

เล่มนี้อ่านก่อนที่จะเข้านอนค่ะ เลยไม่รู้ว่าเป็นเอาเจ้าหนังสือห่วย ๆ เรื่องนี้รึเปล่าที่เป็นต้นเหตุของการนอนไม่หลับ เพราะมันไม่ได้แค่ห่วยธรรมดา มันโคตรห่วย และถือว่าเป็นความสยองขวัญที่แม็กซ์ต้องเผชิญ (เราน่าสงสารมาก) 

อันที่จริงเราก็ผิดนะคะที่ซื้อเล่มนี้มา ทั้งที่อ่านปกหลังดูเรื่องย่อแล้ว ก็เหมือนจะห่วย แต่ทำไงได้คะ ก็เราสั่งมาจากร้านหนังสือแล้ว (ตอนที่สั่งไม่ได้ดูเรื่องย่ออะไรเลย ดูแค่ว่า ชื่อคนแต่งน่าสนใจดี) ก็เลยต้องซื้อ ตานี้ซื้อมาแล้ว ก็เลยต้องอ่านค่ะ 

หนังสือแนวอีโรติคโรแมนซ์ที่สร้างชื่อเสียงเน่า ๆ ให้กับหนังสือแนวเดียวกันเล่มอื่น เพราะมัน... ห่วย เรื่องราวของกิลเลี่ยนหญิงสาวที่ใฝ่ฝันอยากเป็นซับมิสซีพทางเพศ แต่ชายผู้ที่เธอสนใจก็ไม่เคยมอบมันให้กับเธอ ดังนั้นเมื่อกิลเลี่ยนได้ข้อเสนอให้ย้ายไปอีกมิตินึงเพื่อเติมเต็มความต้องการเช่นนั้น เธอจึงไม่ลังเลที่จะละทิ้งทุกอย่างบนโลกมนุษย์และย้ายไป 

โปรดอย่าคิดมากเรื่องพล็อต มันไร้สาระ เซ็กส์ก็ห่วยแตก มันไม่ใช่อีโรติคโรแมนซ์ในประการทั้งปวง มันเป็นแค่ข้ออ้างเพื่อหลอกให้แฟนโรแมนซ์ซื้อหนังสือเล่มนี้อ่าน (ซึ่งเราก็โง่พอที่จะซื้อมา) เรื่องราวที่เต็มไปด้วยเซ็กส์ที่ไร้ความรู้สึก นางเอกที่ปัญญาอ่อนจนน่ากระทืบ พระเอกที่ทุเรศจนไม่อยากเห็นหน้า

เสียเวลาในชีวิตมาก ๆ และที่เหนืออื่นใด ความเลวร้ายของมันตราตึงอยู่ในความทรงจำของเรา (ซึ่งอาจเป็นสาเหตุที่ำทำให้นอนไม่หลับ)

คะแนนที่ 17 (แม็กซ์ไม่แน่ใจว่า มันเยอะเกินไปไหมนะคะ)

 

The Sheik and the pregnant bride ของซูซาน มัลโลรี่

 

หนังสือเล่มที่เยอะ ๆ แล้วในชุด Desert Rogues หนังสือชุดที่ได้รับความนิยมอย่างมาก ๆ ของซูซาน มัลโลรี่ นิยมมากขนาดเธอขยายชุดไปแล้วหลายต่อหลายครั้ง แฟนหนังสือก็ยังเรียกร้องให้เขียนอีก และเขียนอีก 

อันที่จริงเรื่องนี้ไม่ได้เลวร้ายอะไรนะคะ มันขึ้นต้นได้สนุกเสียด้วยซ้ำ แต่แล้วพล็อตที่เราไม่ชอบมาก ๆ ก็เกิดขึ้น และมันทำลายหนังสือเล่มนี้สำหรับเราไปเลยค่ะ

แม็กกี้เป็นช่างซ่อมรถยนต์โบราณที่มีความสามารถ เธอเดินทางมายังประเทศในแถบตะวันออกกลาง (แต่ไม่ได้เป็นมุสลิม -- น่าเชื่อมากเลยนะ) เพื่อทำการซ่อมและสร้างรถยนต์ให้กับเจ้าชายกาเดีย (ออกเสียไม่ถูกนะคะ แต่ก็ไม่มีความพยายามมากพอที่จะหาวิธีการออกเสียงที่ถูกต้อง เราไม่ได้แคร์เล่มนี้มากพอค่ะ) แม้ในตอนแรกพบกาเดียไม่ไว้ใจเมื่อพบว่าเธอเป็นผู้หญิง แต่หลังจากได้เห็นฝีมือ เขาก็เริ่มยอมรับเธอมากขึ้น ทั้งสองสนิทกันมากขนาดที่เมื่อกาเดียถูกกษัตริย์ผู้เป็นบิดาเร่งรัดเรื่องแต่งงาน เขาจึงมาหาแม็กกี้เพื่อขอให้เธอช่วยเป็นแฟนกำมะลอของเขา แต่เรื่องก็ยุ่งยากขึ้นไปอีกเมื่อแม็กกี้พบว่าตัวเองท้อง แต่เด็กคนนั้นไม่ใช่ลูกของกาเดีย

แม็กซ์ชอบความสัมพันธ์ของพระนางนะคะ มันมีการพัฒนา มีความเปลี่ยนแปลง คนอ่านได้เห็นทัศนคติที่มีต่อผู้หญิงที่ค่อย ๆ เปลี่ยนไปของพระเอก เรื่องมันดูมีแววจะสนุกขึ้นเรื่อย ๆ จนกระทั่งแม็กกี้ท้องจากความสัมพันธ์ที่เธอมีกับคู่รักเก่าก่อนที่จะเดินทางมายังประเทศแห่งนี้ 

มันจี้จุดที่เราไม่ชอบค่ะ เราไม่ชอบที่นางเอกมีความสัมพันธ์กับชายคนนึง แล้วผละไปหาชายอีกคนนึงเกือบจะในทันที (ลูกยังอยู่ในท้องเลย) มันทำให้เราไม่มีความเคารพให้กับนางเอก โปรดอย่าเข้าใจผิดว่า แม็กซ์ต้องการแต่นางเอกที่บริสุทธิ์ผุดผ่องนะคะ เราไม่สนใจว่านางเอกจะแต่งงานมาก่อน หรือมีแฟนมาก่อน เพียงแต่ความรักครั้งที่สองกับพระเอก มันควรจะทิ้งช่วงเวลาบ้าง โดยเฉพาะในเมื่อคุณยังมีลูกของคนอื่นอยู่ในท้องแบบนี้ 

แม็กซ์รับไม่ได้ และมันทำให้เรื่องนี้ดิ่งลงเหวไปเลยสำหรับเราค่ะ 

คะแนนที่ 40

 

 

The Vampire's Quest ของวีวี แอนนา

หนังสือเล่มที่สี่ในชุด the Valorian Chronicles เรื่องราวที่เล่าถึงหน่วยพิสูจน์หลักฐานในเมืองที่ผู้อยู่อาศัยไม่ใช่มนุษย์ธรรมดา ดังนั้นคดีแต่ละคดีก็จึงเหนือธรรมชาติไปด้วย

เล่มนี้คนแต่งพาเราเปลี่ยนบรรยากาศออกจากเมืองเนโครโปลิสซึ่งเป็นฉากหลังของหนังสือสามเล่มแรก ไปยังเมืองที่อยู่ในฝรั่งเศส  นั่นก็เพราะว่าคาลเลน ฟอลคอนพระเอกของเราซึ่งแม้จะเป็นแวมไพร์ แต่เขาก็กำลังป่วยหนักจากโรคที่รักษาไม่หาย โรคที่ทำให้แวมไพร์ที่ควรจะเป็นอมตะบ้าคลั่ง และตายในที่สุด

คาลเลนรู้มาว่า หมอมือดีที่พอจะช่วยทุเลาอาการป่วยของเขาอาศัยอยู่ในฝรั่งเศส ดังนั้นเขาจึงออกเดินทางไปยังที่นั่น แต่ยังไม่ทันที่ได้พบแพทย์ ก็เกิดเหตุวางระเบิดขึ้นเสียก่อน ส่งผลให้หมอเทวดาคนนั้นเสียชีวิต และดึงตัวคาลเลนกลับไปที่แล็บพิสูจน์หลักฐานจนได้  คาลเลนถูกชวนให้เข้าไปช่วยเจ้าหน้าที่ในเมืองสืบหาความจริง และนั่นทำให้เขาได้มีโอกาสใกล้ชิดกับโซฟี เจ้าหน้าที่ในแล็บอีกคน 

ตั้งแต่แว่บแรกคาลเลนรู้ว่า โซฟีคือผู้หญิงของเขา แต่ก็ไม่กล้าที่จะเปิดเผยความในใจ เพราะเขารู้ถึงโอกาสอันน้อยนิดในการมีชีวิตรอดของตัวเอง ในขณะเดียวกันโซฟีคือทายาทแห่งเผ่าหมาป่า และนั่นทำให้เธอถูกบีบโดยแรงกดดันของผู้เป็นบิดาให้ต้องแต่งงานกับมนุษย์หมาป่าด้วยกัน 

ในบรรดาสี่เล่มที่อ่าน เล่มนี้ถึงว่าโอเคที่สุดแล้วนะคะ แต่ถ้าสังเกตจากคะแนนมันก็คงไม่ได้บอกอะไรมากหรอกนะคะ เพราะมันอาจเป็นความรู้สึกของแม็กซ์ที่อ่านแต่เรื่องห่วย ๆ ติดกันมาหลายเล่ม เล่มนี้ซึ่งดีขึ้นมาหน่อยเลยกลายเป็นเหมือนสุดยอดหนังสือเลยก็ได้

เราค่อนข้างชอบคาแร็คเตอร์ค่ะ ตัวตนของทั้งคาลเลนและโซฟีดูน่าสนใจ ปฏิสัมพันธ์ที่พวกเขามีต่อกันและกันก็สมจริง ความรักที่ดูจะเป็นไปไม่ได้ เป็นประเด็นที่อ่านแล้วซึ้งดี ไม่ถึงกับน้ำตาตกนะคะ แต่ก็เขียนได้ดี สิ่งที่เราไม่ชอบมาก ๆ เลยก็คือ บทสรุปเรื่องการรักษาคาลเลน และเหตุผลที่มันเกิดขึ้น มันดูรวบรัด และไม่น่าเชื่อเอาซะเลย

คะแนนที่  57

 

 Sinjin ของจูเลีย เทมเพิลตัน

หนังสือเล่มแรกในชุด The Rakehells of Rochester เรื่องราวของสามพี่น้องตระกูลเรย์เบิร์นจอมเสเพล ขนาดที่มารดาของพวกเขายื่นคำขาดให้ทั้งหมดแต่งงานภายในปีเดียวกัน นี่เป็นเรื่องราวของพี่ชายคนโต ซินจัน

ปัญหาของซินจันไม่ได้อยู่ที่เขาไม่ต้องการแต่งงาน หากแต่หญิงสาวที่เขาอยากแต่งงานด้วย กลับเป็นคนที่มีเจ้าของแล้ว เคทลินเป็นหญิงสาวผู้เพียบพร้อม และหมั้นหมายกับชายที่ไร้อารมณ์ เธอและน้องสาวมางานเลี้ยงที่บ้านในชนบทของตระกูลเรย์เบิร์นเพราะต้องการหลบหนีความจริงที่ไม่ต้องการ เธอจำเป็นต้องแต่งงานกับกับชายที่สูงวัยกว่า เพราะเขาช่วยแม่ของเธอในการจ่ายชำระหนี้สินที่ก่อขึ้น ดังนั้นเมื่อเคทลินได้พบกับซินจัน เธอก็หลงเสน่ห์ของเขาเกือบจะในทันที 

และแม้รู้ว่า คงเป็นไปไม่ได้ เคทลินก็ไม่อาจห้ามใจไม่ให้เคลิ้มไปกับการล่อลวงของซินจันได้ ทั้งคู่มีความสัมพันธ์กันอย่างลึกซึ้งเกือบจะในทันที แต่แล้วคู่หมั้นของเคทลินก็ปรากฏตัวขึ้นที่งาน เพื่อตามหาเธอ

หนังสือเรื่องนี้เป็นแนวอีโรติคโรแมนซ์ แต่นั่นไม่ใช่ข้ออ้างที่จะเขียนตัวละครที่ไร้เกียรติอย่างเคทลิน แม็กซ์ไม่ชอบเธอเอาอย่างแรงค่ะ แน่ละเธอมีชีวิตที่ไม่ได้ดั่งใจ ถูกจับหมั้นหมายกับชายที่ไม่ได้รัก แต่เธอรักกับซินจันนั้นเหรอ แม็กซ์ไม่เชื่อนะคะ เพราะทั้งสองเพิ่งจะเจอหน้ากัน เขาก็เข้าหาเธอแล้ว และเธอก็ตอบรับเป็นอย่างดี

แม็กซ์เห็นใจคู่หมั้นของนางเอกด้วยซ้ำ เขาไม่ได้ทำผิดอะไรร้ายแรงเลย เขาอาจจะใช้เงินซื้อตัวเธอมา แต่มันเป็นความผิดนั้นเหรอ ในเมื่อมันแทบจะเป็นเรื่องปกติของยุคนั้น และถ้าเป็นนิยายเล่มอื่น เขาอาจจะเป็นพระเอกด้วยซ้ำ เขาต้องทนกับคู่หมั้นใจง่าย เราไม่ได้ว่าอะไรนะคะที่เธอจะถอนหมั้น มันเป็นสิ่งที่ทำได้ง่ายมาก นั่นเพราะซินจันร่ำรวย ยังไงก็ต้องช่วยเหลือจุนเจือครอบครัวของเคทลินอยู่แล้ว แต่เราไม่ชอบที่เธอยอมมีความสัมพันธ์กับเขา โดยที่ไม่คิดสักนิดเรื่องที่จะถอนหมั้น ไม่แคร์สักนิดว่าคู่ีหมั้นของตัวเองจะรู้สึกอย่างไรที่เธอทำตัวต่ำเช่นนั้น

ในแง่ของพระเอก ไม่ใช่ว่าเขาเป็นคนดีอะไรนะคะ พฤติกรรมก็เน่าพอกับนางเอกนั่นแหละ แต่เขาคือผู้ชาย และแม็กซ์ไม่ได้คาดหวังให้ผู้ชายมีสติอะไรมากนัก โดยเฉพาะตัวละครอย่างเขาที่ไม่แคร์ศีลธรรม หรือความถูกต้องดีงาม แต่คิดอีกที สองคนนี้ก็เหมาะสมกันดีค่ะ ผู้ชายห่วย ผู้หญิงทุเรศ 

คะแนนที่ 33

 

Unleashed // Jami Alden

posted on 11 Oct 2009 21:28 by maxtreme  in B-Club, Contemporary

หนังสือเรื่องนี้เป็นเล่มที่แม็กซ์อยากอ่านมากที่สุดของเดือนนี้เลยก็ว่าได้นะคะ และก็เหมือนหนังสือที่อยากอ่าน มันก็จะต้องมีปัญหาดีเลย์ในการจัดส่งจากอเมริกามาเมืองไทย ทำให้กว่าจะได้อ่าน ก็ล่าช้าไปแล้วตั้งหลายวัน ดังนั้นเมื่อได้มาอยู่ในมือ แม็กซ์จึงหยิบมาอ่านอย่างทันควัน

และก็ไม่ผิดหวังค่ะ แม้ว่าพล็อตเรื่องจะมีช่องโหว่รูใหญ่เบ้อเร้อ แต่มันก็ไม่ได้ทำให้ความสนุกที่แม็กซ์ได้รับจากเล่มนี้ลดน้อยลงไปเลยสักนิด 

ก็พระเอกของเรื่องช่างน่ากรี๊ดสลบอะไรขนาดนี้

 

 

Unleashed ของเจมี่ อัลเดน

หนังสื่อเล่มที่สามในชุด The Gemini Man เรื่องราวของสามพี่น้องตระกูลแท็กเกิร์ต ผู้ร่วมกันดำเนินธุรกิจสำนักงานนักสืบเอกชนร่วมกันในเมืองซานฟรานซิสโก

นับตั้งแต่แม็กซ์ได้อ่านเล่มแรกในชุด เรื่อง Caught เราก็เริ่มอาการเพ้อหาแดนนี่พี่ชายคนโตของตระกูล เพราะแดนนี่ไม่ได้มีบุคลิคถอดแบบแนวพี่ชายคนโตตามสูตร เขาไม่ใช่พี่ชายผู้แสนจะรับผิดชอบและดูแลน้อง ๆ แดนนี่เป็นแท็คเกิร์ตคนที่ห่ามที่สุด และอารมณ์ร้อน  และเขาก็เป็นคนที่ได้รับผลกระทบของการจากไปของมารดามากที่สุดอีกด้วย

เมื่อสิบหกปีก่อน แอนน์ แท็กเกิร์ต เก็บเสื้อผ้าพร้อมทั้งเงินจำนวนนึงแล้วหายไปจากชีวิตของสามีและลูกชายสามคน โจพ่อของพวกเขาใช้เวลาทั้งหมดในการตามหาเธอกลับมา ทุกคนเข้าใจว่า ความผิดหวังในชีวิตแต่งงานที่โจทุ่มเทเวลาไปกับการทำงานอย่างหนักทำให้แอนน์ตัดสินใจเดินหนีไป แต่แล้วการได้พบกับโครงกระดูกสองโครงในป่าหลังจากเหตุการณ์ดินถล่มครั้งใหญ่ ก็เปลี่ยนแปลงความเชื่อนั้น

หนึ่งในโครงกระดูกนั้นเป็นของแอนน์ แท็กเกิร์ต เธอไม่เคยเดินจากครอบครัวของเธอไปเลย ใครสักคนพรากชีวิตของเธอไป และนั่นเป็นปริศนาที่ลูกชายของเธอต้องไขให้ได้ 

ในเวลาเดียวกันคาโรไลน์ เมดฟอร์ดม่ายสาวผู้ที่ถูกกล่าวหาว่าเป็นฆาตกรฆ่าสามีสูงวัยผู้ร่ำรวยของเธอก็ได้พบกับไดอารี่ของแอนน์ ในข้าวของของสามี ซึ่งเธอค้นเพื่อหาหลักฐานในการพิสูจน์ความบริสุทธิ์ของตัวเอง คาโรไลน์จึงคิดจะใช้เบาะแสใหม่นี้ในการเกลี้ยกล่อมให้แดนนี่ช่วยเธอในการค้นหาความจริงเกี่ยวกับการตายของสามีของเธอ

อย่างไม่น่าเชื่อ (และนี่แม็กซ์คิดว่าเป็นช่องโหว่งใหญ่ที่สุดในพล็อต) คาโรไลน์และแดนนี่เคยมีความหวังมาด้วยกัน ทั้งสองเป็นหวานใจวัยไฮสคูล เด็กชายหญิงสองคนที่รักกันมาก แต่ด้วยเหตุผลบางอย่างทำให้ความสัมพันธ์ไปไม่รอด คาโรไลน์เดินออกจากชีวิตของแดนนี่ และในอีกสองปีต่อมาก็แต่งงานกับสามีทนายความผู้ร่ำรวย ส่วนแดนนี่ก็ใช้ชีวิตอย่างไม่แคร์ใครหน้าไหนตามแบบที่เขาต้องการ

การกลับเข้ามาในชีวิตของแดนนี่ของคาโรไลน์อีกครั้ง ได้ปลุกความรู้สึกทั้งหมดที่เขาเคยมีต่อเธอ คาโรไลน์เป็นรักแรก (และรักเดียว) ของเขา เธอคือผู้หญิงคนเดียวที่เขามอบหัวใจให้ แต่เธอก็หักอกเขาอย่างเจ็บปวด ดังนั้นเมื่อเธอขอความช่วยเหลือ แม้จะล่อด้วยเบาะแสเกี่ยวกับผู้เป็นมารดา แดนนี่ก็ยังตอบปฏิเสธ จนกระทั่งเหตุการณ์ชัดแจ้งแล้วว่า ใครก็ตามที่ฆาตกรรมสามีของคาโรไลน์หมายปองชีวิตของเธอด้วย นั่นเองทำให้แดนนี่ต้องพาตัวกลับไปในชีวิตของหญิงสาวคนนี้อีกครั้ง

พระเอกในเล่มนี้ไม่ได้เฟอร์เฟ็คหรือเป็นสุภาพบุรุษมากมายหรอกนะคะ แต่แม็กซ์ชอบแดนนี่ ชอบทุกอย่างที่เป็นเขา ผู้ชายหัวดื้อที่งี่เง่ามาก ๆ ในบางครั้ง ผู้ชายที่เอาแต่ใจตัวเอง และปาก(ห)มา(ก) ในบางครั้ง ผู้ชายที่รักผู้หญิงเพียงคนเดียวในชีวิต แต่ก็หัวดื้อเกินกว่าจะรู้ว่า เขาไม่มีวันสมบูรณ์ถ้าไม่มีเธออยู่ในชีวิต แดนนี่มีปมเรื่องผู้หญิงในชีวิต มารดาของเขา (ซึ่งเขาเข้าใจว่า) เดินไปจากครอบครัว เขาคาดหวังว่าคาโรไลน์จะทำในสิ่งเดียว แดนนี่จึงพยายามทำทุกอย่างให้เธอทนไม่ได้ และเดินจากไปอย่างที่เขาคาดคิด แต่เมื่อมันเกิดขึ้น ก็ยิ่งทำให้เขาเจ็บปวดขึ้นไปอีก

แม็กซ์ไม่ค่อยหลงใหลไปกับรูปลักษณ์ภายนอกของตัวละครนะคะ เวลาอ่านหนังสือก็มักจะไม่ใส่ใจกับหน้าตาของพระเอก แต่เล่มนี้อ่านไปก็ใจสั่นไป ไม่รู้จะบอกยังไงว่าเราชอบแดนนี่มาก ๆ 

ส่วนนางเอกในเล่มนี้เราก็ชอบมากกว่าในสองเล่มแรกค่ะ คาโรไลน์ซื่อสัตย์กับตัวเองมากพอว่า แต่งงานกับสามีเพราะเงินของเขา (คุณหานางเอกที่ยอมรับตรง ๆ อย่างนี้ไม่ค่อยได้หรอกนะคะ) แต่เธอก็เคยเลือกความรักมาแล้ว และมันก็พิสูจน์ว่าไม่ได้นำความสุขมาให้ เธอจึงเลือกเงิน แต่มันก็ไม่ได้นำความสุขมาให้เช่นกัน ถึงกระนั้นคาโรไลน์ก็ยอมรับในการกระทำของตัวเอง เราชอบที่เธอรู้จักแดนนี่ดีพอที่จะไม่ยอมเป็นเบี้ยล่างของเขา เพราะพระเอกเล่มนี้ร้ายพอตัวเลยล่ะ โดยเฉพาะเขาเข้าใจนางเอกในทางที่ไม่ดีนัก ซึ่งถ้าเป็นนางเอกที่คาแร็คเตอร์ไม่แข็งพอ จะทำให้พระเอกดูเป็นคนใจร้ายมาก ๆ แต่สำหรับคาโรไลน์ เธอรู้จักแดนนี่ดีพที่จะ "ปราบ" เขาอยู่

เล่มนี้เป็นงานของเจมี่ อัลเดนที่ให้ความรู้คล้ายคลึงกับงานของแชนน่อน แม็คเคนน่ามากที่สุดค่ะ สำหรับคนที่ติว่า งานของแชนน่อนมีพระเอกที่ "เข้ม" มากเกินไป น่าจะพอใจกับความลงตัวของคาแร็คเตอร์พระเอกในเล่มนี้

ความชอบของแม็กซ์ที่มีต่อเรื่องนี้เป็นที่คาแร็คเตอร์และความสัมพันธ์ระหว่างแดนนี่และคาโรไลน์ค่ะ ในขณะที่พล็อตเรื่องของบอกว่า ห่วยแตกเลยล่ะ มันเป็นหนังสือสืบสวนที่ไม่ต้องคิดมากให้เปลืองสมอง เพราะคนร้ายก็ปรากฎตัวอย่างเห็นได้ชัด การผูกเรื่องสืบสวนก็ใช้ความบังเอิญจนไม่น่าเชื่อ ซึ่งถ้าคิดมากก็คงต้องบอกว่า เรื่องนี้สอบตก แต่เพราะแม็กซ์ตกหลุมรักแดนนี่เข้าอย่างจัง ข้อด้อยตรงนี้ก็เลยไร้ความสำคัญไปซะงั้น (ผู้หญิงที่ตกหลุมรักมักตาบอดกับข้อเสียหลายอย่างค่ะ และแม็กซ์ก็เป็นอย่างนั้นกับเล่มนี้ เพราะแดนนี่ได้ใจเราไปเต็ม ๆ)

ปกติแม็กซ์ไม่ค่อยพูดถึงปกนะคะ เพราะเราไม่ชอบว่าปกจะบ่งบอกอะไรถึงคุณภาพของหนังสือ แต่ปกเล่มนี้ได้ใจเรามาก ๆ ให้ความรู้สึกว่าเป็นแดนนี่อย่างมาก เห็นปกแล้วใจละลายไปเลยค่ะ

คะแนนที่ 83 (แบบไม่ได้เป็นกลางเท่าไหรนะคะ เพราะถ้าให้คะแนนจากพล็อตสืบสวนที่ห่วยมาก น่าจะได้น้อยกว่านี้ แต่แดนนี่ไม่ยอมให้แม็กซ์ให้อะไรที่น้อยกว่านี้ค่ะ)