Contemporary

My Sunshine & Sun Kissed & Morning Light // Catherine Anderson

posted on 14 Nov 2012 15:47 by maxtreme  in C-Club, Contemporary, D-Club  directory Fiction

เราร้างลาจากการอ่านงานของแคทเธอรีน แอนเดอร์สันไปนานมาก (น่าจะสิบปีแล้วมั้งคะ) ทั้งที่เล่มสุดท้ายที่อ่าน Phantom Waltz ก็ประทับใจไม่น้อย (แล้วก็ร้องไห้ตามสไตล์งานของเธอ) เวลาผ่านไปไวเหมือนโกหกค่ะ หนังสือของเธอสะสมบนชั้นหนังสือของสูงขึ้นสูงขึ้น จนในที่สุดก็รู้สึกว่า สมควรต้องรีบเคลียร์ได้แล้ว

เราเลือกหยิบเรื่อง Morning Light มาอ่านก่อน ด้วยเหตุผลง่าย ๆ ก็คือ หยิบง่ายที่สุดค่ะ เล่มอื่นถูกเก็บลึกกว่า ก็เลยหาไม่เจอ แต่พออ่านเล่มนี้จบ กลับไม่ได้ความรู้สึกว่า เป็นงานของแคทเธอรีน แอนเดอร์สันที่เราชื่นชอบเลย ทำให้ไปหยิบเอาอีกเล่มมาอ่าน ซึ่งก็คือ Sun Kissed คราวนี้เริ่มได้บรรยากาศ แต่ก็ยังไม่ซึ้งอย่างที่คิด สุดท้ายก็เลยอ่านเรื่อง My Sunshine เล่มนี้โดนไปเต็ม ๆ ค่ะ ร้องไห้จนตาบวม สร้างอารมณ์ร่วมไปกับเนื้อเรื่องมาก และย้ำเตือนว่า ทำไมเราถึงได้ชอบงานของนักเขียนคนนี้

เนื่องจากเรื่อง My Sunshine เขียนก่อน (แต่เราอ่านหลังสุด) เราขอเขียนรีวิวตามลำดับการออกของหนังสือนะคะ

 

 

My Sunshine ของแคทเธอรีน แอนเดอร์สัน

เรื่องนี้เป็นเล่มที่หกในชุด Kendrick/Coulter/Harrigan ซึ่งเป็นชื่อตระกูลสามตระกูลที่เกี่ยวพันกันผ่านการแต่งงานของตัวละครในเรื่อง (เคนดริทแต่งงานกับคูลเตอร์ และคูลเตอร์ก็มาแต่งงานกับแฮร์ริแกน) ซึ่งไม่จำเป็นต้องอ่านไล่เรียงกันหรอกนะคะ เราอ่านสลับไปมาก็รู้เรื่องครบถ้วน

ไอเซห์ คูลเตอร์เป็นสัตวแพทย์ผู้ประสบความสำเร็จ เขาและทักเกอร์ พี่ชายฝาแฝด เปิดคลีนิครักษาสัตว์ที่มีชื่อเสียง แต่เมื่อมารดาของให้ไอเซห์ช่วยเพื่อนของเธอด้วยการรับหลานสาวเข้าทำงานในคลีนิค เขาเริ่มไม่แน่ใจ โดยเฉพาะเมื่อรู้ว่า ลอรา ทาวเซนด์ หญิงสาวที่ถูกผู้เป็นย่าฝากงานมานั้นมีอาการสมองได้รับความเสียหายจากอุบัติเหตุเมื่อห้าปีก่อน

ชีวิตของลอราพังพินาศลงจากอุบัติเหตุทางรถยนต์ อาชีพในฐานะนักวิทยาศาสตร์สิ่งแวดล้อมที่ทำให้เธอมีโอกาสเดินทางไปทั่วจบลง เมื่อสมองของเธอได้รับความเสียหาย จนส่งผลต่อความสามารถในการสื่อสาร ลอราต้องเรียนรู้ที่จะพูดใหม่ กระนั้นอาการบกพร่องนี้ก็ทำให้เธอไม่มีวันกลับเป็นคนปกติได้อีก จากคนที่เคยประสบความสำเร็จ และมีอนาคตที่ยาวไกล ลอราต้องรับเงินเลี้ยงดูจากรัฐ และเป็นภาระของผู้เป็นย่า สิ่งเดียวที่เธอต้องการในตอนนี้ก็คือ การมีงานทำเป็นหลักเป็นฐาน เพื่อพิสูจน์ให้ทุกคนเห็นว่า เธอพึ่งพาตัวเองได้ 

ดังนั้นแม้งานที่ไอเซห์เสนอให้ในคลีนิคของเขาจะเป็นงานประเภทใช้แรงงาน ที่เธอรับหน้าที่ดูแลสัตว์ที่ป่วยและมาพักรักษาที่คลีนิค ลอราก็รักงานที่ตัวเองทำ เธอรักสัตว์ และมีสัญชาตญาณกับงานประเภทนี้ ที่สำคัญนี่เป็นงานที่เธอไม่ต้องพึ่งพาความบกพร่องในการใช้ภาษาของตัวเอง เพราะการสื่อสารกับสัตว์ไม่ต้องการคำพูด 

เรื่องนี้เป็นโรแมนซ์ที่แตกต่างสำหรับคนอ่านหลายคน ที่แน่ ๆ ก็คือ นางเอกในเรื่องนี้ไม่สมบูรณ์แบบ ไม่เลยสักนิดเดียว แต่คาแร็คเตอร์ของลอราจับใจของเราได้ตั้งแต่ต้น เรารู้สึกว่าคนแต่งเขียนตัวตนของเธอได้ดี และน่าเชื่อ เราไม่แน่ใจว่า คนที่มีอาการเช่นเดียวกับเธอ จะสามารถมีชีวิตในสังคมได้ดีอย่างที่เธอทำได้หรือไม่ในชีวิตจริง แต่การอ่านเรื่องนี้ทำให้เรามองผู้ป่วยทางสมองด้วยสายตาที่เปลี่ยนไป 

เราชอบความรักที่เกิดขึ้นในเรื่อง นี่เป็นหนังสือโรแมนซ์ไม่กี่เล่มที่เรา "เชื่อ" จริง ๆ ถึงความรัก และความผูกพันที่เกิดขึ้นระหว่างไอเซ่ห์ และลอรา มันไม่ร้อนแรง ไม่ได้เกิดขึ้นเพียงชั่วข้ามคืน แต่เมื่อถึงจุดนึง รักก็คือรัก ไม่สำคัญว่าลอราจะเป็นคนปัญญาอ่อนในสายตาของคนส่วนใหญ่ที่ไม่รู้จักเธอด้วยซ้ำ และไอเซห์เป็นสัตวแพทย์อนาคตไกล 

การเล่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นในคลีนิคสัตวแพทย์ของไอเซห์ก็สร้างภาพอย่างชัดเจน อ่านไปเราก็ผูกพันกับบรรดา "คนไข้" ในเรื่อง ขอบอกว่าเราร้องไห้แทบตายตอนที่แมวตาย แล้วก็ร้องไห้หนักขึ้นอีกเมื่อลอราซึ่งรู้ว่า เจ้าของแมวตัวนั้นจะเสียใจมากขนาดไหน ไปหาแมวตัวอื่นมาแทนให้ 

เราค่อนข้าง "อิน" ไปกับหนังสือเล่มนี้ ทั้งที่คาแร็คเตอร์ไม่ได้มีลักษณะแบบที่เราชอบ ทั้งลอราและไอเซห์เป็นคนดี แบบดีจริง ๆ ไม่ได้เสแสร้ง ซึ่งปกติเรื่องแบบนี้จะไม่เวิร์คสำหรับเรานะคะ แต่ในเล่มนี้คนแต่งสอดแทรกความเป็นมนุษย์เข้าไปในตัวตนของทั้งคู่ และทำให้เราเชื่อว่า การอ่านเรื่องราวของคนดีก็ไม่จำเป็นจะต้องน่าเบื่อ 

เราอ่านเล่มนี้จบแล้วรู้สึกดีขึ้นกับเพื่อนมนุษย์ร่วมโลก แม้ว่าการสอดแทรกประเด็นเรื่องศาสนาเข้ามาจะทำให้เราอึดอัดไปในบางครั้ง แต่เรื่องราวในส่วนอื่นก็ทำให้เรามองข้ามประเด็นนั้นไปได้

ไม่แน่ใจว่า เล่มนี้จะถูกใจทุกคนหรือไม่นะคะ เราเคยคุยกับคนคนนึงซึ่งรับไม่ได้กับการอ่านเรื่องที่นางเอกพิการ (ขาทั้งสองข้างเป็นอัมพาต) ซึ่งเป็นงานเขียนของแคทเธอรีน แอนเดอร์สันเรื่อง Phantom Waltz เขาบอกว่ารับเรื่องโรแมนซ์ที่นางเอกไม่สมประกอบไม่ได้ เราเคารพความเห็นของเขานะคะ ดังนั้นเราคงต้องบอกว่า เรื่องนี้นางเอกไม่สมบูรณ์แบบ เธอมีข้อบกพร่องที่ร้ายแรง เรารับได้ และชื่นชมแคทเธอรีน แอนเดอร์สันที่เขียนถึงเรื่องราวเหล่านี้

คะแนนที่ 70

 

 

Sun Kissed ของแคทเธอรีน แอนเดอร์สัน

เรื่องนี้เป็นเล่มที่เจ็ดในชุด Kendrick/Coulter/Harrigan ซึ่งเป็นชื่อตระกูลสามตระกูลที่เกี่ยวพันกันผ่านการแต่งงานของตัวละครใน เรื่อง (เคนดริทแต่งงานกับคูลเตอร์ และคูลเตอร์ก็มาแต่งงานกับแฮร์ริแกน) โดยเล่มนี้เป็นเรื่องสุดท้ายที่เล่าถึงพี่น้องตระกูลคูลเตอร์ และถือเป็นเล่มเปิดตัวพี่น้องตระกูลแฮร์ริแกน 

ทักเกอร์ คูลเตอร์ สัตวแพทย์ และหนุ่มโสดคนเดียวในตระกูลที่เหลืออยู่อาสามาช่วยดูแลสัตว์ในงานโรดิโอแห่งนึง ซึ่งเขาพบเห็นชายขี้เมากำลังทำร้ายม้าที่ไร้ทางต่อสู้อยู่ แต่ก่อนที่เขาจะแสดงความเป็นฮีโร่โผล่เข้าไปช่วย ซาแมนธา แฮร์ริแกน สาวน้อยร่างเล็กก็ถลาเข้าไปหยุดพฤติกรรมนั้น และเธอก็ถูกชายคนดังกล่าวหันมาทำร้ายแทน

ด้วยความเป็นสุภาพบุรุษ ทักเกอร์ไม่ลังเลที่จะกระโดดเข้าไปร่วมวงต่อสู้ ซึ่งจบลงที่ทั้งเขาและซาแมนธาถูกตำรวจจับ แต่นั่นก็คุ้มค่า เพราะเขาได้รู้จักกับหญิงสาวที่น่าสนใจมาก ๆ คนนึง ซึ่งสำหรับชายที่ไม่เคยคิดว่า ตัวเองจะได้เจอกับคนที่ใช่ ซาแมนธาเข้าใจความรู้สึกนั้นมากที่สุด

แต่เพราะยังเจ็บปวดจากการถูกอดีตสามีหลอกลวง ซาแมนธาไม่กล้าเปิดหัวใจให้กับความสัมพันธ์ครั้งใหม่ ทำให้เธอกันให้ทักเกอร์ออกห่าง แต่แล้วอาการป่วยอย่างไม่สาเหตุของม้าที่เธอเป็นเจ้าของก็เปิดทางให้ทักเกอร์ได้มีโอกาสก้าวเข้ามาในชีวิต และยิ่งเมื่อเธอถูกกล่าวหาว่าเป็นคนทำร้ายม้าของตัวเอง ทักเกอร์ก็คือคนสำคัญที่จะช่วยเธอในการสืบหาความจริง

เล่มนี้มีนางเอกที่สมบูรณ์แบบค่ะ ไม่ได้มีอาการผิดปกติพิกลพิการทางร่างกาย แม้ว่าในด้านจิตใจซาแมนธาบอบช้ำมาจากการเลือกสามีผิดคน การหย่าที่พ่อของเธอต้องจ่ายเงินไปเป็นจำนวนมาก นั่นทำให้หญิงสาวไม่กล้าไว้ใจชายคนไหน ส่วนพระเอกก็จริงใจแต่ต้น แล้วก็แปลกกว่าพระเอกโรแมนซ์คนอื่นตรงที่ไม่วิ่งหนีความรัก เขาถวิลหามันด้วยซ้ำ เพราะพี่น้องทุกคนก็ล้วนเจอคนที่ใช่กันหมดแล้ว ทำให้ทักเกอร์ตั้งคำถามตัวเองว่า เขามีอะไรผิดปกติไปรึเปล่าจึงไม่เจอใครสักที จนกระทั่งได้เจอกับซาแมนธา

เราเข้าใจแรงดึงดูดของคนทั้งคู่นะคะ แต่การที่นางเอกปิดใจและปฏิเสธตัวเอง (ซึ่งเราก็เข้าใจแหละว่าทำไมถึงจึงทำแบบนั้น) ทำให้เราเบื่อหน่ายไปไม่น้อย พระเอกออกจะไนซ์และเก่งขนาดนี้ยังไม่รู้อีกเหรอว่าได้ของดีมาในมือ

ในขณะที่น้องชายฝาแฝดของทักเกอร์เชี่ยวชาญเรื่องการรักษาสัตว์เล็ก (อยู่ในเรื่อง My Sunshine) ทักเกอร์มุ่งเน้นไปที่สัตว์ในฟาร์ม ทำให้เรื่องนี้เราได้ความรู้เกี่ยวกับสัตว์จำพวกนี้เยอะเลยค่ะ เราคิดว่าคนแต่งทำได้ดีในการถ่ายทอดข้อมูลให้น่าสนใจ และเป็นส่วนหนึ่งของเรื่อง

อย่างไรก็ตามเล่มนี้ยังคาดซึ้งแฟ็คเตอร์ที่เรามองหาในงานเขียนของแคทเธอรีน แอนเดอร์สัน คืออ่านไปได้เรื่อย ๆ แต่ไม่มีจุดที่ทำให้เราบ่อน้ำตาแตกได้

คะแนนที่ 60

Morning Light ของแคทเธอรีน แอนเดอร์สัน

เรื่องนี้เป็นเล่มที่แปดในชุด Kendrick/Coulter/Harrigan ซึ่งเป็นชื่อตระกูลสามตระกูลที่เกี่ยวพันกันผ่านการแต่งงานของตัวละครใน เรื่อง (เคนดริทแต่งงานกับคูลเตอร์ และคูลเตอร์ก็มาแต่งงานกับแฮร์ริแกน) โดยเล่มนี้มาถึงส่วนที่เป็นคาแร็คเตอร์ในตระกูลแฮร์ริแกนแล้วค่ะ

ลอนี แม็คยวนมีพลังพิเศษ เธอสามารถมองเห็นเหตุการณ์ในอนาคตได้ แต่นี่ก็เป็นเสมือนคำสาปที่ติดตามตัวเธอมาตลอด จนทำให้หญิงสาวต้องย้ายออกจากบ้านมายังที่ห่างไกล ที่ที่ไม่มีใครรู้ว่า เธอคือใคร แต่แล้วภาพนิมิตรที่เห็นมองเห็นขณะแตะตัวคลินท์ แฮร์ริแกนอย่างบังเอิญในซุปเปอร์มาร์เก็ตก็ทำให้เธอไม่อาจอยู่เฉยได้ เพราะภาพเด็กชายที่กำลังตกอยู่ในอันตราย ลอนีรู้จากนิมิตรว่า เด็กคนนั้นคือลูกชายของคลินท์ และตอนนี้กำลังติดอยู่ในป่าลึก กับสุนัขอีกหนึ่งตัว

แต่คลินท์ไม่มีลูก เขาเป็นโสด และคิดว่าลอนีสติไม่สมประกอบ จนกระทั่งเขาเห็นข่าวในโทรทัศน์ เหตุการณ์ที่ครอบครัวของวุฒิสมาชิกออกไปล่องแก่งแล้วประสบอุบัติเหตุ ภรรยาของวุฒิสภาพเป็นหญิงสาวจากอดีตของคลินท์ และอายุของลูกชายของทั้งคู่ก็อาจจะเป็นลูกของคลินท์ได้ นั่นมากพอที่จะทำให้คลินท์ตามหาลอนี และขอให้เธอช่วยเหลือ

ทั้งคู่ออกเดินทางไปในป่าลึก ติดตามเบาะแสตามภาพนิมิตรของลอนี หลังจากที่รู้ว่า ทีมกู้ภัยมองหาผิดที่ (และทั้งคู่ไม่รู้ว่าจะบอกพวกนั้นยังไงว่า หาผิดทาง เพราะไม่มีใครเชื่อเรื่องภาพนิมิตร)

เล่มนี้เป็นเรื่องราวของการค้นหาเด็กหายในป่า ในขณะที่ความสัมพันธ์ของตัวเองก็พัฒนามากขึ้นเรื่อย ๆ ซึ่งเราคงต้องบอกว่า เป็นเรื่องที่เราผิดหวังมาก เพราะเรื่องไม่น่าสนใจเลย ในแง่ของอารมณ์ก็สอบตก อ่านแล้วไม่รู้สึกเหมือนกำลังอ่านงานบีบหัวใจ (และน้ำตา) ของแคทเธอรีน แอนเดอร์สันสักนิดเดียว จริง ๆ แล้วอ่านเล่มนี้ทำให้นึกถึงฝันร้ายที่มีชื่อว่า Up Close and Dangerous ของลินดา โฮเวิร์ดเลยล่ะ (เป็นฝันที่น่ากลัวตรงที่มันน่าเบื่อมาก)

ผิดหวังกับเล่มนี้แบบเต็ม ๆ แถมเล่มนี้ยังพร่ำสอนเรื่องศาสนาแบบเกิดเหตุ เราเข้าใจเรื่องความเชื่อนะคะ และเคารพในความเชื่อที่แตกต่างกันระหว่างศาสนา และเข้าใจว่า ประเด็นทางศาสนาเอามาเขียนเป็นองค์ประกอบในโรแมนซ์ได้ แต่การทำแบบนั้นไม่ควรจะเป็นการยัดเยียดนะคะ ซึ่งนี่เป็นความรู้สึกที่เราพบในการอ่านเรื่องนี้ เรารู้สึกว่าศรัทธาที่คลินท์มีมันฝืนเกินเหตุ

อ่านเล่มนี้จบแล้วกลัวมากเลยค่ะ ถ้าทิศทางการเขียนของแคทเธอรีน แอนเดอร์สันออกไปในแนวนี้ (ฝักใฝ่ศาสนา) เรื่องที่ออกหลังจากเล่มนี้ก็จะเป็นอย่างนี้ เราคงรับไม่ไหว ไม่ได้มีปัญหากับประเด็นศาสนานะคะ แต่ไม่อยากอ่านโรแมนซ์ที่ให้ความรู้สึกเหมือนกำลังอ่านไบเบิ้ล โชคดีก็คือ เรามีงานเก่าของเธอดองค้างไว้อีกเกือบสิบเล่ม

คะแนนที่ 50

Wife by Wednesday

posted on 14 Nov 2012 11:55 by maxtreme  in C-Club, Contemporary  directory Fiction

เห็นชื่อหนังสือเรื่องนี้ติดอันดับขายดีตั้งแต่ปีก่อนแล้วล่ะค่ะ แถมยังมีแรงส่งขายดีต่อเนื่องมาจนถึงปีนี้อีกต่างหาก ทำให้ตอนที่เราไปงาน RWA แล้วได้เจอกับนักเขียนที่มาในงาน Book Fair ด้วย เราก็เลยตัดสินใจควักเงินซื้อฉบับพรินต์บุ๊คเล่มนี้ติดมือมาด้วย ทั้งที่ใจจริงแล้วเราไม่ได้ถูกใจอะไรกะพล็อตเรื่องมากมายนัก เพราะอ่านแล้วทำให้นึกถึงเรื่องแนวฮาร์ลิควิน เพรสเซ่น แถมเรายังรู้สึกว่า มันช่างโอเว่อร์ไปเกินงามอีกต่างหาก (พระเอกนอกจากจะเป็นเศรษฐีพันล้านแล้ว ก็ยังเป็นดยุคควบไปอีก เกินเหตุไปไหมเนี่ย)

นั่นก็คือเหตุผลที่เราจัดเก็บเล่มนี้เป็นอย่างดีในกล่อง จนกระทั่งเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมาได้ฤกษ์รื้อกล่องพอดี ก็เลยจำเล่มนี้ได้ ถึงได้หยิบออกมาวางไว้เตรียมอ่าน ซึ่งก็เป็นการหยิบมาอ่านแบบไม่ได้ตั้งความหวังอะไร เราเพียงแค่อยากอ่านอะไรสั้น ๆ ง่าย ๆ ไม่ต้องคิดมาก และเล่มนี้ดูเข้าเค้า

ที่เราอยากอ่านเรื่องสั้น ๆ ง่าย ๆ ไม่ต้องคิดมาก ก็เพราะเราอดนอนมาหลายวัน และอยากจะเข้านอนเร็วแต่หัวค่ำ แต่ก็ผิดคาด เล่มนี้สนุกเกินไปค่ะ ทำให้การอ่านติดพัน รู้ตัวอีกทีก็ตีหนึ่งไปแล้ว เรื่องสั้น ๆ ง่าย ๆ ไม่ต้องคิดมาก กลับมีเสน่ห์บางอย่างที่ทำให้เราไม่อยากวางลงเลยด้วยซ้ำ

 

 

Wife by Wednesday ของแคทเธอรีน บายบี

เรื่องนี้เป็นเล่มแรกในชุด The Weekday Brides ซึ่งเข้าใจว่า คงเป็นเรื่องการแต่งงานเพื่อความสะดวกของมหาเศรษฐีที่ด้วยความจำเป็นบางอย่างต้องการภรรยาอย่างรวดเร็ว ตอนนี้เรื่องชุดนี้ออกมาแล้วสองเล่มค่ะ โดยออกขายครั้งแรกเป็นอีบุ๊คที่คนแต่งพิมพ์ขายเอง แต่ด้วยความแรงของเรื่องนี้ ทำให้ในที่สุดคนแต่งก็ขายลิขสิทธิ์ไปให้กับสนพ.อเมซอนเมาต์เลค (ซึ่งเป็นอิมพรินต์โรแมนซ์ของค่ายนี้) เรื่องนี้และเล่มสองในชุดก็เลยจะถูกรีแพ็คเกจขายใหม่ในเดือนกุมภาพันธ์ปีหน้าค่ะ ซึ่งเล่มสามในชุดก็จะออกขายในช่วงเวลาใกล้เคียงกัน

เบลค แฮร์ริสันที่นอกจากจะเป็นมหาเศรษฐีในอาณาจักรการขนส่งที่สร้างตัวด้วยตัวเองตั้งแต่สมัยเรียนมหาวิทยาลัย เขาก็ยังเป็นดยุคแห่งอัลบานี ผู้ซึ่งบิดาที่เสียชีวิตไปเมื่อห้าปีก่อนทิ้งพินัยกรรมประหลาดเอาไว้ ในนั้นกำหนดให้เขาต้องแต่งงานก่อนอายุครบสามสิบหกปี มิฉะนั้นเบลคก็จะได้แต่บรรดาศักดิ์ ส่วนทรัพย์สินอย่างอื่นจะตกเป็นของญาติอีกคน ซึ่งเบลคก็ไม่ได้แคร์อะไรกับทรัพย์สินพวกนั้นหรอก แต่เงินก็คือเงิน และมันเป็นส่วนที่มารดาและน้องสาวของเขาควรได้รับ อีกอย่างเบลคก็ไม่ได้ชอบหน้าญาติของตัวเองเท่าไหรนัก เหตุผลทั้งหมดนั่นทำให้เบลคตัดสินใจมองหาเจ้าสาว เพื่อการแต่งงานตามความสะดวก

เพื่อนคนนึงแนะนำให้เบลคใช้บริการของบริษัทจัดหาคู่ ซึ่งมีแซม เอลเลียตเป็นเจ้าของ เบลคชอบใจความคิดนี้ เพราะมันตรงไปตรงมา ไม่ต้องเสแสร้งหลอกลวงว่าเป็นความรัก เพราะสำหรับเขาแล้ว การแต่งงานก็คือข้อตกลงทางธุรกิจ  และในการดำเนินธุรกิจ เบลคเลือกที่จะยุ่งเกี่ยวกับตัวแปรที่เขารู้จัก

ดังนั้นแม้แซม ซึ่งจริง ๆ แล้วก็คือ ซาแมนธาได้ส่งโปรไฟล์ของหญิงสาวสามคนที่สมบูรณ์แบบมาให้เขาเลือก เบลคไม่เลือกคนทั้งสาม เขาเลือกซาแมนธา เพราะหลังจากที่ได้พบ และพูดคุยกับเธอ เขาก็รู้ว่า เธอคือคนที่เหมาะสม เขาไม่มีเวลาให้เสียอีกต่อไปในการเลือกผู้หญิงคนอื่นอีก 

ด้วยข้อเสนอเป็นเงินเกือบสิบล้านเหรียญ แลกกับการแต่งงานจอมปลอมเป็นเวลาหนึ่งปี ไม่ใช่เรื่องที่ซานแมนธาต้องคิดมาก เธออาจจะเป็นนักธุรกิจและสามารถเลี้ยงตัวเองได้ แต่ด้วยภาระที่ต้องดูแลน้องสาวที่ป่วยทางสมอง ข้อเสนอของเบลคทำให้ชีวิตของเธอง่ายขึ้น มันก็เป็นแค่ข้อตกลงทางธุรกิจอีกอันนึง

คนสองคนที่เข้าใจความต้องการของอีกฝ่ายมาตั้งแต่เข้าสู่การแต่งงานที่ไม่คาดหวังอะไรนอกจากการทำให้คนนอกเชื่อว่าเป็นการแต่งงาน พร้อมกับเป้าหมายที่จบมันลงในอีกหนึ่งปีข้างหน้า แต่ไม่มีอะไรง่ายในชีวิตสมรส และเมื่อทั้งคู่ได้มีโอกาสใช้ชีวิตร่วมกัน รู้จักกันมากขึ้น ข้อตกลงทางธุรกิจก็เริ่มจะไม่ตรงไปตรงมาอย่างที่คิดอีกต่อไป

พล็อตพาฝันมาก ๆ แต่คนแต่งทำให้เราเชื่อในขณะที่อ่านได้ว่า เป็นความจริง ซึ่งจุดนี้เรายกให้คนแต่งไปเลยนะคะ เธอทำให้เรารู้สึกว่า การตัดสินใจยอมแต่งงานของซาแมนธาไม่ใช่เรื่องเสียหาย ว่านางเอกไม่ได้ยอมให้เงินมาซื้อตัวเธอได้ ความชัดเจนในตอนที่เบลคเกลี้ยกล่อมให้เธอยอมตกลงด้วยเป็นส่วนสำคัญของเรื่อง การที่ทั้งคู่มองเรื่องการแต่งงานเป็นข้อตกลงทางธุรกิจทำให้เราทำใจเชื่อได้มากว่า นี่เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นได้  และที่สำคัญคาแร็คเตอร์ของซาแมนธาทำให้เราเชื่อว่า ทำไมเบลคจึงเลือกเธอ

ซาแมนธาเป็นนางเอกที่แตกต่างจากหนังสือในแนวเดียวกัน  เราชอบบุคลิกของเธอ การยืดหยัดต่อทุกคน ฉากที่เธอเผชิญหน้ากับแฟนเก่าของเบลค (คนที่เขาไม่เลือกแต่งงานด้วย) ทำให้เราเห็นด้านร้าย ๆ ของเธอ การส่งข้อความไปบอกเบลคว่า แฟนเก่าของเขาร้ายกาจยังไงเพื่อเป็นการตอกย้ำว่า เธอพูดถูก (เพราะก่อนหน้าเธอบอกเบลคว่า แฟนเก่าของเขาต้องก่อเรื่อง แต่พระเอกบอกว่าไม่มีทาง เขาเลือกผู้หญิงที่เข้าใจข้อตกลงระหว่างกัน) เราชอบฉากที่เธอชนะใจแม่ของเบลคด้วยการชวนกันออกไปช็อปปิ้ง นางเอกในเล่มนี้ไม่ใช่สาวน้อยขี้อาย ลูกเป็ดขี้เหร่ที่ต้องการให้พระเอกมาเสกนิรมิตให้กลายเป็นสาวสวย หรือทำให้เธอมั่นใจ ภูมิหลังของซาแมนธาถูกวางมาได้ดี และเข้ากับเนื้อเรื่อง ทำให้เห็นว่า เธอมีแบ็คกราวด์ที่ไฮโซพอที่จะเข้ากับโลกของเบลคได้ คาแร็คเตอร์ของซาแมนธาทำให้เราเชื่อว่า มหาเศรษฐีอย่างเบลคจะตกหลุมรักเธอได้

พระเอกในเรื่องก็เขียนได้ดีค่ะ เบลคไม่ใช่เศรษฐีปากหมาที่พูดจาดูถูกนางเอก หรือคิดว่าจะใช้เงินฟาดหัวทำอะไรตามใจทุกอย่างได้ (แม้เขาจะใช้เงิน แต่เขารู้ว่านั่นเป็นแค่ทำให้เรื่องง่ายขึ้น ไม่ได้เป็นการ "ซื้อ" นางเอก) เขาไว้ใจและเคียงข้างนางเอก แล้วจะมีพระเอกกี่คนที่เมื่อสืบรู้ว่า ตัวร้ายซึ่งเป็นแฟนเก่าของตัวเองมาตามราวีนางเอก เขาก็วางแผนและ "เอาคืน" ให้ก่อนจะตามไปง้อนางเอกต่อ 

อย่างไรก็ตามมีหลายอย่างเยอะมากที่ไม่ค่อยจะน่าเชื่อในเรื่อง แต่ตามสไตล์นิยายพาฝันแบบนี้ เราให้อภัยมันได้ และยิ่งมาเทียบกับพล็อตในแนวเดียวกันเรื่องอื่น เรื่องนี้มีคาแร็คเตอร์ที่กินขาดได้ใจเราไปเลยค่ะ

คะแนนที่ 73

Men Who Walk the Edge of Honor Series // Lori Foster

posted on 07 Nov 2012 14:29 by maxtreme  in C-Club, Contemporary, D-Club, F-Club  directory Fiction

เราใช้เวลาสัปดาห์ที่ผ่านมาไล่อ่านงานเก่า ๆ ของลอรี ฟอสเตอร์ตามประสาคนรู้สึกผิดเพราะหนังสือชุดใหม่ของเธอออกขายแล้ว แต่เรายังสะสางงานชุดเก่าของเธอไม่จบเลย (นี่ยังไม่นับว่าค้างอ่านงานชุดก่อนหน้าชุดนี้ที่เป็นเรื่องของนักสู้แนว MMA อีกนะคะ) 

ความรู้สึกที่เรามีต่องานเขียนของลอรี ฟอสเตอร์ค่อนข้างแปลกค่ะ เราเคยอ่านหนังสือของเธอที่ห่วยแตก ขนาดเราตัดสินใจเอาไปขายที่ร้านหนังสือมือสอง แต่ในเวลาเดียวกันเราก็เจองานเขียนของเธอที่ถูกใจเรามากขนาดเอาไปไว้บนหิ้ง (คำพูดเปรียบเทียบนะคะ ไม่ได้ไว้จริง ๆ ที่บ้านไม่มีหิ้งสักอันเลยค่ะ) ดังนั้นเราหวังว่า การอ่านหนังสือชุดนี้ซึ่งมีทั้งหมดสี่เล่ม กะอีกหนึ่งเรื่องสั้น ก็น่าจะมีสักเล่มที่โดนใจเรา ในขณะเดียวกันก็เตรียมใจเอาไว้สำหรับความผิดหวังที่อาจจะเกิด

สุดท้ายแล้วได้ความผิดหวังค่ะ ความน่าประทับใจน้อยมาก จนทำให้เราเริ่มตั้งคำถามตัวเองว่า เราจะยังอ่านงานของเธอต่อไปดีไหม

 

 

Ready, Set, Jett ของลอรี ฟอสเตอร์

ในหนังสือรวมเรื่องสั้นเรื่อง The Guy Next Door

เรื่องนี้เป็นเรื่องสั้นที่เหตุการณ์เกิดขึ้นเกี่ยวข้องกับเล่มแรกในชุด แต่คาแร็คเตอร์ไม่ได้อยู่ในขบวนการของชื่อชุดหรอกนะคะ เกี่ยวข้องกันทางนางเอกเล่มนี้เป็นน้องสาวของนางเอกเล่มแรก ดังนั้นให้เลขลำดับในชุดเป็นเล่มที่ 0.5 แล้วกันค่ะ

นอกจากนาตาลี และเจ๊ทจะเป็นเพื่อนบ้านกัน ทั้งคู่ยังมีความสัมพันธ์ทางเพศกันอีก มันเป็นความสัมพันธ์ที่นาตาลีไม่ต้องการให้พัฒนาไปไกลมากกว่าเรื่องเซ็กส์ เพราะความเจ็บปวดจากความรักในอดีต ในขณะที่เจ๊ทต้องการก้าวไปยังขั้นต่อไป ดังนั้นเมื่อเขารู้ว่านาตาลีกำลังวางแผนไปพักผ่อนนอกเมือง เจ๊ทจึงวางแผนติดตามเธอไปด้วย

ตามประสาเรื่องสั้นที่ไม่มีอะไรมาก เล่มนี้นอกจากจะต้องเล่าเรื่องราวของพระนางที่วิ่งหนีความรักแล้ว ก็ยังต้องเปิดประเด็นสำหรับเรื่องยาวเล่มต่อไปในชุด โดยตอนที่นาตาลีกำลังพักร้อน และครุ่นคิดเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างเธอและเจ๊ท มอลลี พี่สาวของเธอก็หายตัวไปอย่างลึกลับ 

ไม่รู้ว่าจะให้คะแนนยังไงค่ะ ตอนอ่านก็ไม่ได้ประทับใจอะไร แล้วก็ไม่คิดด้วยว่าจำเป็นต้องอ่านเล่มนี้เพื่อก้าวเข้าไปในหนังสือชุดนี้นะคะ เราโชคดีที่ได้เล่มนี้มาฟรีค่ะ ถ้าเสียเงินซื้อก็คงจะเซ็ง (และเขียนอะไรมากกว่านี้) เยอะเลยล่ะ

 

 

When You Dare ของลอรี ฟอสเตอร์

เรื่องนี้เป็นเล่มแรกในชุด Men who Walk the Edge of Honor ซึ่งเราก็พยายามทำความเข้าใจชื่อชุดอยู่นะคะ เป็นเรื่องราวของเพื่อนพ้องที่ทำงานเป็นนักรบรับจ้าง แต่มีเกียรติ (ประมาณว่า ไม่รับงานจากคนร้าย ทำเฉพาะเรื่องดี ๆ เท่านั้น --  ซึ่งเราก็สงสัยอยู่) 

แดร์ แม็คอินทอชบุกไปถึงเม็กซิโกเพื่อช่วยอลานีน้องสาวของเพื่อนที่ถูกศัตรูจับตัวไป ซึ่งนอกจากจะช่วยอลานีมาได้แล้ว แดร์ก็ยังช่วยหญิงสาวชาวอเมริกันอีกคนที่ถูกขังไว้ในที่เดียวกันมาอีก ชื่อของเธอคือ มอลลี อเล็กซานเดอร์ และเธอเป็นนักเขียนนิยายแนวสืบสวนชื่อดัง (ขนาดว่าฮอลีวู้ดซื้อลิขสิทธิ์ไปทำเป็นหนัง) และนั่นทำให้แดร์ต้องเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับชีวิตของมอลลีอย่างห้ามตัวเองไม่ได้ เพราะเห็นได้ชัดว่า มีใครสักคนปองร้ายเธอมากขนาดติดต่อให้แก๊งค์ค้ามนุษย์ลักพาตัวเธอไปเพื่อทำร้าย

มอลลีซึ่งได้รับบาดเจ็บไม่น้อย (แต่ไม่ต้องกลัวนะคะ ไม่โดนทำทารุณทางเพศแต่อย่างใด) ก็มองเห็นว่าแดร์คือคนเพียงคนเดียวที่ช่วยเหลือเธอได้ ดังนั้นเมื่อรู้ว่า แดร์มีอาชีพเป็นนักรบรับจ้าง หญิงสาวจึงว่าจ้างให้เขาทำหน้าที่เป็นบอดี้การ์ดคอยปกป้องเธอ และสืบหาความจริงว่า ใครอยู่เบื้องหลังความพยายามทำร้ายครั้งนี้

พล็อตเรื่องนี้เป็นพล็อตทั่วไปมากนะคะ นางเอกที่ตกอยู่ในอันตราย พระเอกที่เป็นคนเดียวที่จะปกป้องเธอได้ และอาจจะเป็นเพราะจุดนี้ด้วยมั้งคะ ก็เลยทำให้เราเฉยมาก ๆ ไปกับเนื้อเรื่อง ถ้านั่นแย่ไม่พอ มีความไม่น่าเชื่อหลายอย่างในเล่มนี้ที่ทำให้ความสนุกในการอ่านของเราลดน้อยลงไป (ขนาดที่ทำให้เราไม่กล้าหยิบเล่มต่อไปในชุดมาอ่านเป็นปีเลยค่ะ -- เราอ่านเล่มนี้จบไปเมื่อสองปีก่อน จากนั้นก็ดองเล่มที่เหลือในชุดยาวเลย เพิ่งหยิบมาอ่านอีกทีก็เมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา)

ในเรื่องบอกว่า นางเอกเป็นนักเขียนแนวโรแมนติกสืบสวนที่โด่งดัง นั่นคือความไม่น่าเชื่อแรก ต่างกับความเข้าใจของคนส่วนใหญ่ นักเขียนไม่ใช่อาชีพที่ทำงานได้เป็นกอบเป็นกำนะคะ ยิ่งสถานะของมอลลีในเรื่องที่เขียนเรื่องแนวนี้ไม่ใช่แนวที่จะโด่งดัง การที่ฮอลีวู้ดซื้อลิขสิทธิ์ไปสร้างหนังก็ยิ่งไม่น่าเชื่อ เคยเห็นเรื่องแนวโรแมนติกสืบสวนสักกี่เรื่องที่ถูกสร้างเป็นหนังคะ (ส่วนใหญ่เป็นแนว YA เกือบทั้งนั้น) เรื่องนี้พูดแล้วพูดอีก เน้นย้ำมากถึงความโด่งดังของมอลลี (จนทำให้เรานึกถึงเสียงลือในเน็ตช่วงหนังสือเล่มนี้ออกใหม่ ๆ ที่บอกว่า ลอรีเขียนคาแร็คเตอร์ของมอลลีให้เป็นตัวเอง) และเราไม่เชื่อว่า มอลลีจะโด่งดังแบบนั้นได้ ในพารามิเตอร์ของเรื่องที่วางไว้นะคะ 

คนร้ายที่เฉลยออกมา เหตุผลของคนคนนั้นก็ยิ่งออกทะเลไปใหญ่ จริงค่ะไม่มีเหตผลอะไรที่จะอธิบายการกระทำชั่วร้ายของมนุษย์ได้ คนมันเลว ก็เลว ง่าย ๆ แค่นั้น แต่เหตุผลของคนร้ายในเรื่องนี้มันปัญญาอ่อนเกินกว่าที่เราจะรับไหว

คะแนนที่ 57

 

 

Trace of Fever ของลอรี ฟอสเตอร์

เรื่องนี้เป็นเล่มสองในชุด  Men who Walk the Edge of Honor ซึ่งมาเล่มนี้เราก็ยังไม่ค่อยจะเก็ตอาชีพของพวกพระเอกค่ะ เข้าใจว่า เป็นทหารรับจ้าง แต่อ่านไปก็ไม่เห็นว่าจะรับงานอะไรที่ทำให้เกิดรายได้ ภารกิจในเล่มนี้ก็เป็นสิ่งที่พระเอกทำเพื่อความสะใจ และการล้างแค้นส่วนตัวมากกว่าที่จะเป็นงานที่มีนายจ้างมาจ่ายเงินจ้างให้ทำ

เทรซ ริเวอร์สที่ปลอมตัวเข้าไปทำงานให้กับเมอร์เรย์ โคลเบิร์นซึ่งเป็นเจ้าพ่อผู้ทำธุรกิจค้ามนุษย์ หลังจากที่น้องสาวของเทรซตกเป็นเหยื่อของคนที่ทำเรื่องพวกนี้ เทรซก็ถือเอาเป็นภารกิจส่วนตัวที่จะกำจัดคนในวงการค้ามนุษย์ให้หมดสิ้นไป และเมอร์เรย์แม้จะไม่ได้เกี่ยวข้องกับการจับน้องสาวของเทรซ ก็คือปลาตัวใหญ่ที่เขาคิดจะจัดการให้ได้

แต่การปรากฎตัวขึ้นของพริสซิลา แพทเตอร์สันที่อ้างตัวว่าเป็นลูกสาวของเมอร์เรย์ก็ทำให้เทรซต้องหวั่นไหว หญิงสาวที่ฉากหน้าดูใสซื่อ ไร้เดียงสา และตามหาพ่อหลังจากมารดาเสียชีวิต เป็นเหยื่อชั้นดีสำหรับความชั่วร้ายอย่างเมอร์เรย์ ที่สั่งให้เทรซจัดการพาพริสไปแปลงโฉม เพื่อเตรียมจะเอาไปขายเป็นสินค้าชิ้นต่อไป 

และแม้ว่าพริสจะมีอะไรมากกว่าใบหน้าสวย ๆ แต่เทรซก็รู้ว่า เธอไม่ใช่คู่ปรับของเมอร์เรย์ และนั่นทำให้เขาไม่อาจอยู่เฉยได้ แม้จะไม่แน่ใจในเจตนาของหญิงสาว แต่เทรซก็แสดงตนอย่างชัดเจนว่า ต้องการปกป้องเธอจากเมอร์เรย์ ปัญหาก็คือพริสไม่ต้องการการปกป้อง เธอต้องการแก้แค้น

จริง ๆ การเขียนเรื่องนี้น่าสนใจนะคะ ในแง่คาแร็คเตอร์ก็ถือว่า โอเค แต่จุดด้อยที่สุดแล้วก็เป็นข้อด้อยที่เราไม่อาจมองข้ามได้เลยก็คือ พล็อตเรื่องที่ไม่มีความน่าเชื่อถือ ไม่รัดกุมเลยสักนิดเดียว 

ลองคิดดูนะคะ เทรซและพริสต่างไม่รู้จักกัน ไม่รู้ว่าอีกฝ่ายเป็นใครกันแน่ ทั้งคู่กำลังเล่นเกมกับอาชญากรตัวร้าย แต่เพียงแค่เจอหน้ากันไม่ถึงชั่วโมง ทั้งคู่แบไต๋กันชัดเจนว่าไม่ชอบเมอร์เรย์ และมีเจตนาบางอย่างแอบแฝงเอาไว้ ด้านของเทรซ เขาปลอมตัวมาปฏิบัติการเพื่อสืบความลับเกี่ยวกับขบวนการค้ามนุษย์ของเมอร์เรย์ เขาปล่อยให้ผู้หญิงที่ไม่มีใครรู้ว่าเป็นใครด้วยซ้ำดูออกว่า แท้จริงแล้วเขาเป็นคนดี มันก็ดีค่ะสำหรับนางเอกที่ดูพระเอกออก แต่ถ้ามันดูง่ายขนาดนั้น มันน่าเชื่อไหมว่า คนร้ายจะดูไม่ออก  ทางด้านพริสก็อุตสาห์วางแผนจะแก้แค้นมาเป็นอย่างดี วินาทีแรกที่เธอออกห่างสายตาของเมอร์เรย์ และถูกสั่งให้ไปกับเทรซ (ซึ่งตามความเข้าใจของเธอ ก็คือลูกน้องของเมอร์เรย์) สาวเจ้าก็ออกลายนิสัยดั้งเดิม ซึ่งไม่ใช่สาวน้อยไร้เดียงสาแบบที่เล่นละครให้เมอร์เรย์เข้าใจ ทำไมพริสถึงได้ไว้ใจเทรซขนาดนั้น ในโรแมนซ์คำตอบก็คือ เพราะเขาเป็นพระเอก แต่ถ้าหยุดคิดสักนิดนึง พริสจะรู้ไหม (ในเวลานั้น) ว่าเทรซคือพระเอก เราไม่เห็นพฤติกรรมอะไรของเทรซที่จะทำให้พริสไว้ใจเขาได้ขนาดนั้น

นอกจากนี้แล้ว เจ้าแผนการของเทรซที่แทรกซึมเข้าไปทำงานให้กับเมอร์เรย์ก็ดูไร้จุดหมาย ในเรื่องไม่มีการพูดถึงว่า เทรซจะทำอะไรต่อไป เขาเข้าไปทำไม ถ้าคำตอบสุดท้ายของเขาก็คือ การฆ่าเมอร์เรย์ ทำไมถึงไม่ฆ่าตั้งแต่แรกล่ะ ในเมื่อ (สปอยล์) สุดท้ายเรื่องเมอร์เรย์ก็ตาย และเทรซก็ไม่เห็นจะทำอะไรเลยสักอย่าง 

เราชอบคาแร็คเตอร์นะคะ แต่พวกเขาไม่มีเหตุผลในกรอบของพล็อตเรื่อง คนร้ายก็ดูเลวจนน่าขยะแขยง (สปอยล์) ความคิดที่จะมีเซ็กส์กับลูกสาวตัวเอง เรารับไม่ได้นะคะ 

คะแนนที่ 60

 

 

Savor the Danger ของลอรี ฟอสเตอร์

เรื่องนี้เป็นเล่มสามในชุด  Men who Walk the Edge of Honor ซึ่งมาเล่มนี้เราก็เหมือนเดิมนะคะ ไม่เข้าใจกลุ่มของพวกพระเอกเท่าไหรนัก จะบอกว่าเป็นขบวนการรักษาความยุติธรรมก็ว่าได้ แต่เรื่องพยายามอธิบายเหมือนพวกเขาเป็นนักรบรับจ้าง แต่ไม่เคยเห็นรับงานจากใคร มีแต่ทำงานเพื่อการกุศลปราบปรามเหล่าร้ายที่เป็นแก๊งค์ค้ามนุษย์ (เขียนว่าเป็นกลุ่มเศรษฐีสไตล์บรูซ เวนย์อาจจะเข้าใจได้ง่ายกว่า)

แจ๊คสัน ซาวอนสนใจในตัวของอเลนา ริเวอร์สมานานแล้ว ถึงขนาดบอกกับพี่่ชายของเธอ (พระเอกเล่มสองในชุด Trace of Fever) ว่าคิดจะจีบน้องสาว แต่อเลนาก็ปิดกั้นตัวเอง ทั้งจากความขี้อาย และประสบการณ์ที่เลวร้ายช่วงที่เธอโดนแก๊งค์ค้ามนุษย์จับตัวไป (แต่ก็ไม่ต้องกลัวอีกนะคะ นางเอกรอดมาได้ไม่โดนทำอะไร) ก็ยิ่งทำให้หญิงสาวลังเลที่จะเริ่มต้นความสัมพันธ์กับชายคนไหน

แต่แล้วมันก็เกิดขึ้นในคืนวันนึง แจ๊คสันตื่นขึ้นมาบนเตียงพร้อมกับร่างที่เปลือยเปล่าของตัวเองและอเลนา จากบทสนทนาเขาเข้าใจว่า ได้เกิดบางอย่างขึ้น เซ็กส์ที่ร้อนแรง ปัญหาก็คือเขาจำอะไรไม่ได้เลยสักนิดเดียว แจ๊คสันถูกวางยา และนั่นทำให้ทุกคนรอบกาย (ก็บรรดาพระนางเล่มก่อนหน้า) ตื่นตัว มีใครสักคนกำลังตามปองร้าย ถ้าไม่ใช่แจ๊คสัน ก็อาจจะเป็นอเลนา

เปิดเรื่องได้น่าสนใจมาก แล้วก็มีเอกลัษณ์ของลอรี ฟอสเตอร์ในแง่ของความร้อนแรง เราพบว่าตัวเองชอบคาแร็คเตอร์ทั้งพระเอกและนางเอกมากกว่าที่คิด (ตอนที่เจอพวกเขาในสองเล่มแรก) ปริศนาช่วงต้นเรื่องน่าคิดดีว่า ใครหนอถึงมาวางยาแจ๊คสัน แล้วเกิดอะไรขึ้นกันแน่ ในส่วนของความสัมพันธ์ก็น่าสนใจ โดยเฉพาะเมื่อแจ๊คสันจำอะไรไม่ได้เลย ก็เลยคิดไม่ออกว่า ตัวเองทำอะไรลงไป อเลนาถึงได้ลดเกราะป้องกันตัวเองลง (จนยอมมีเซ็กส์กับเขา) ทำให้เขาต้องเริ่มต้นใหม่ทุกอย่าง 

เรื่องค่อย ๆ ลงเหวไปเมื่อดำเนินไปเรื่อย ๆ เพราะไม่มีอะไรเพิ่มเติมจากที่กล่าวไปตอนแรกเลย เรื่องกลายเป็นความพยายามปกป้องอเลนา (ไม่เข้าใจว่า ทำไมถึงไปคิดว่า อเลนาเป็นเป้าหมาย ทั้งที่แจ๊คสันเป็นคนที่โดนวางยา) แล้วมีคนลึกลับปรากฎตัวขึ้นในเรื่อง (สปอยล์) ซึ่งก็คืออริโซนา คนที่จะเป็นนางเอกเล่มหน้า เหมือนเอาออกมาให้คนอ่านสนใจ จะได้ตามไปซื้อเล่มต่อไป ซึ่งก็ออกมาแบบไม่มีประโยชน์ใด ๆ ทั้งสิ้นกับพล็อตเรื่อง 

จากนั้นปริศนาก็คลี่คลาย และนั่นก็คือการทำลายหนังสือเล่มนี้แบบสมบูรณ์ ไม่รู้ว่า จะเริ่มต้นตรงไหนนะคะ (สปอยล์) คนร้ายที่ต้องการล้างแค้นอริโซนา ตามล่าแจ๊คสันเพราะเขาเป็นคนช่วยเธอออกมา แต่คนร้ายซึ่งเป็นผู้หญิงออกอาการหื่นอยากได้แจ๊คสันก่อน ก็เลยแทนที่จะฆ่าเขาทันทีที่มีโอกาส เจ้าหล่อนต้องวางยาเขา เพื่อให้เขามีเซ็กส์ด้วย ถ้าเชื่อเหตุผลแบบนั้นนะ เราก็ยังไม่เข้าใจอยู่ดีว่า ทำไมพออเลนาโผล่เข้าเห็น คนร้ายกลับเลือกที่จะออกจากบ้าน แทนที่จะจัดการกับอเลนาไปเลย ในเมื่อแจ๊คสันก็โดนวางยาไปแล้ว คิดเหตุผลไม่ออกค่ะ จะบอกว่า กลัวคนอื่นรู้ ก็ไม่น่าใช่ เพราะหลังจากนั้นก็มาไล่ฆ่าอเลนา เพียงเพราะเธอคือคนที่แจ๊คสันแคร์ จะได้ทำให้แจ๊คสันเจ็บปวดที่หญิงที่รักตาย เหตุผลทุกอย่างมันไร้สาระเกิดขีดความอดทนของเราค่ะ

ขอสารภาพว่า ระหว่างที่อ่าน เราสนใจคาแร็คเตอร์ของอริโซนานะคะ (อยากรู้ว่า เธอคือใครก็ตามไปอ่านเล่มสี่แล้วกัน) ดูว่าเป็นส่วนผสมที่น่าสนใจ ก่อนที่เธอจะปรากฎตัว มีแต่เรื่องเล่าเกียวกับเธอ เราคิดว่า เธอน่าสนใจมาก จนกระทั่งได้รู้ว่า สาวเจ้าเพิ่งอายุได้ยี่สิบปี เราจะพูดประเด็นนี้ในรีวิวของเรื่อง A Perfect Storm แล้วกันค่ะ (มันยาว และเป็นการบ่นอีกรอบ) 

เสียดายพระนางเล็กน้อย และรู้สึกเหมือนกับเป็นเทรนด์หนังสือพล็อตห่วยเลยค่ะ

คะแนนที่ 63

 

 

A Perfect Storm ของลอรี ฟอสเตอร์

เรื่องนี้เป็นเล่มสี่ในชุด  Men who Walk the Edge of Honor ซึ่งมาเล่มนี้เราก็เลิกพยายามทำความเข้าใจกับคอนเซ็ปต์ของชุดแล้วล่ะค่ะ เพราะไม่มี men อีกต่อไป แต่เป็น woman แล้วที่เป็นสมาชิกของทีมนี้

อริโซนา สตรอมมีอดีตอันเจ็บปวด ด้วยวัยเพียงสิบเจ็ดปี เธอถูกพ่อพาเอาไปขายให้กับขบวนการค้ามนุษย์ เธอถูกกักขังและบังคับให้ทำงานในซ่องเป็นเวลาหลายเดือนก่อนที่จะหนีออกไปได้ แต่ฝันร้ายไม่ยอมจากเธอไป และทำให้หญิงสาวหันมาทำงานเพื่อแก้แค้นคนที่ทำร้ายเธอ ด้วยการทำลายปฏิบัติการของคนเหล่านั้น แต่การทำเช่นนั้นก็ทำให้ชีวิตของเธออยู่ในอันตราย และวันนึงเธอก็จนมุมถูกจับ แต่ก่อนที่จะถูกฆ่า แจ๊คสัน ซาวอน (พระเอกเล่มสามเรื่อง Savor the Danger) ก็โผล่มาช่วยเธอเอาไว้ และมอบชีวิตใหม่ให้กับเธอ

แต่หญิงสาวไม่อาจลืมอดีตได้ เธอตั้งตัวเป็นผู้พิทักษ์ธรรมออกตามล่าและทลายแก๊งค์ค้ามนุษย์ ด้วยวัยเพียงยี่สิบเอ็ดปี (บทเปิดเรื่องเป็นวันเกิดครบรอบปีที่ยี่สิบเอ็ดพอดี) อริโซนาไม่ต้องการทำอะไรอื่นนอกจากเอาคืนคนชั่วร้ายพวกนั้น แต่การแก้แค้นก็ไม่อาจกลับมาได้ เพราะคนที่เป็นหัวหน้าแก๊งค์ที่จับเธอไปถูกฆ่าโดยชายอีกคน เป้าหมายที่ควรจะเป็นการลงมือของอริโซนาเอง แต่สเปนเซอร์ ลาร์คก็เป็นคนเหนี่ยวไก และทำให้เธอไม่อาจแก้แค้นได้ 

ดังนั้นหญิงสาวจึงใช้มันเป็นข้ออ้างในการขอให้เขาช่วยร่วมทีมทำงานเพื่อปราบแก๊งค์ค้ามนุษย์อื่นที่เธอสืบหาข่าวมาได้ ในขณะเดียวกันตอนนี้เธอก็อายุครบยี่สิบเอ็ดปีแล้ว เป็นการบรรลุนิติภาวะทางกฎหมาย และนั่นหมายความว่า สเปนเซอร์สามารถมีอะไรกะเธอได้เสียที

จะให้เราเริ่มที่ตรงไหนดีคะ มีอะไรหลายอย่างที่เราอยากระบายออกมา มันเป็นความอึดอัดของคนที่อ่านหนังสือแล้วมัน...ไม่ได้เรื่อง

เราไม่ได้มีปัญหากับความแตกต่างกันทางอายุระหว่างอริโซนาและสเปนเซอร์นะคะ (ยี่สิบเอ็ดกะสามสิบสอง) แต่เราไม่เชื่อว่า ด้วยวัยเพียงแค่นี้อริโซนาจะแข็งแกร่ง เก่งกาจอย่างที่คนแต่งพยายามทำให้คนอ่านเชื่อ เรื่องไม่ได้ปูพื้นมาเลยว่า อริโซนาถูกเลี้ยงดูมาอย่างนักรบ เธอเป็นผู้หญิงธรรมดา ๆ คนนึงที่ถูกพ่อเอาไปขาย จากนั้นเธอก็ไปอยู่ในซ่อง แล้วก็หนีไปได้ แต่จู่ ๆ หลังจากนั้น อริโซนากลายเป็นนักรบ ออกตามล่าแก๊งค์ค้ามนุษย์ เรื่องทั้งหมดนี่เกิดขึ้นก่อนที่เธอจะได้เจอกับแจ๊คสันเสียอีก และอริโซนาก็เก่งกาจเหลือเกิน ออกตามล่าแก๊งค์เหล่านั้นตามลำพัง แล้วจัดการได้หมด เราไม่รู้สำหรับคนอื่นนะคะ แต่เราเชื่อไม่ได้ค่ะ 

มันเป็นความผิดของเราเองแหละที่ไปตั้งความหวัง คาแร็คเตอร์ของอริโซนาตอนที่ออกมาใน Savor the danger สร้างความหวังให้เรามากนะคะ เธอดูน่าสนใจ จนกระทั่งเรารู้ภูมิหลัง (ที่ไม่น่าเชื่อว่า จะทำให้เธอเก่งกาจได้ปานนี้) เราควรจะรู้ดีกว่านี้ เราควรจะรู้ว่า ลอรี ฟอสเตอร์ไม่ใช่นักเขียนที่เขียนคาแร็คเตอร์ของผู้หญิงแกร่งได้เก่ง เรื่องนี้มันก็เลยเป็นอะไรที่ประหลาด นางเอกที่โฆษณาสรรพคุณว่าเก่งนักเก่งหนา ได้รับการยอมรับจากบรรดาพระเอกในเล่มก่อนหน้า (ซึ่งแต่ละคนก็เป็นนักรบลือชื่อกันทั้งนั้น) กลับแสดงอาการนางเอกหน่อมแน้มเกือบตลอดทั้งเรื่อง วิธีการที่เธอใช้ การเผชิญหน้ากับผู้ร้าย ล้วนเป็นการรนหาที่ตายทั้งสิ้น 

เราหน่ายไปกับการวางคาแร็คเตอร์ของนางเอกที่ไม่สมจริงจนไม่สนใจอะไรในเล่มนี้ทั้งสิ้น เพราะเราไม่เชื่อในทุกอย่างที่เกิดขึ้น และนั่นอาจจะทำให้ความเห็นที่เรามีต่อหนังสือเล่มนี้ไม่เป็นกลางมากนัก เราไม่ได้ตั้งใจอ่านมาพอที่จะตัดสินใจอะไรได้ แค่เราเจอนางเอกแบบนี้ก็เกินทนแล้วล่ะค่ะ

คะแนนที่ 40

Be My Baby Tonight // Kasey Michaels

posted on 31 Oct 2012 14:47 by maxtreme  in B-Club, Contemporary  directory Fiction

เราอ่านเล่มนี้เมื่อนานมาแล้วค่ะ (สิบปีแล้วค่ะ) นานขนาดที่ว่า เราจดจำเรื่องอะไรไม่ค่อยได้ นอกจากจำได้ว่า นี่เป็นหนังสือแนวเบสบอลโรแมนซ์ที่สนุกที่สุดเรื่องนึงที่ได้อ่าน เราจำพล็อตคร่าว ๆ ได้ แต่รายละเอียดนั้นลางเลือนไปกับกาลเวลาที่ผ่านไป

เนื่องจากเดือนนี้อยู่ในช่วงการแข่งเพลย์ออฟของเมเจอร์ลีกเบสบอล ซึ่งเราก็หลงเข้าไปในการแข่งขันนั้น (หนักขนาดลางานกลับไปนั่งดูทีวีที่บ้านแล้วกันค่ะ) จึงเป็นจังหวะเหมาะที่จะหยิบเรื่องนี้ขึ้นมาอ่านอีกรอบ

 

 

Be My Baby Tonight ของเคซีย์ ไมเคิลส์

เรื่องนี้เป็นเล่มที่สองในชุดพี่น้องฝาแฝดตระกูลเทรแฮน ซึ่งไม่จำเป็นต้องอ่านเล่มแรกหรอกค่ะ เราไม่ได้อ่านก็ไม่มีปัญหาอะไรในการทำความเข้าใจ

ทิม เทรแฮนแฝดผู้น้องมักจะมีโชคชะตาคล้ายคลึงกับแจ๊คผู้เป็นพี่ชายเสมอ และเพราะเป็นน้อง เหตุการณ์จะเกิดกับแจ๊คก่อน จากนั้นก็จะเกิดกับทิม ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเรียน ผู้หญิง หรืออาชีพนักเบสบอลที่ทั้งคู่ทำ ดังนั้นหลังจากแจ๊คได้รับบาดเจ็บจนต้องเลิกเล่น แต่งงาน และมีลูก ทิมก็นั่งนับวันรอว่าเรื่องเหล่านั้นจะเกิดกับเขาบ้าง มันรบกวนจิตใจจนส่งผลต่อฟอร์มการเล่น ซึ่งสำหรับคนที่เชื่อโชคลางอย่างหนักแบบทิม นั่นเป็นสิ่งที่น่าหวาดกลัวที่สุด

จนกระทั่งเขาคิดได้ว่า ไม่ใช่ทุกอย่างที่เกิดขึ้นกับแจ๊ค จะเกิดขึ้นกับเขา มันก็แค่หนึ่งในสาม หรือสามในห้าเหตุการณ์เท่านั้นเอง ทำให้เขาเกิดความคิดหัวใส ถ้าหากเขาทำอะไรบางอย่างที่เกิดขึ้นกับแจ๊คให้เกิดขึ้นกับตัวเขา เหตุการณ์ที่เขาเลือกเอง เหตุการณ์ที่จะสร้างความเสียหายน้อยที่สุด มันก็จะทำให้ความน่าจะเป็นของเหตุการณ์ที่เขาไม่อยากจะให้เกิดน้อยลงไปได้

และทิมก็เลือกการแต่งงาน โดยเฉพาะเมื่อเขาได้มีโอกาสเจอกับซูซานนา เพื่อนเก่าตั้งแต่สมัยอนุบาล และหลังจากความสัมพันธ์ข้ามคืน ทิมขอเธอแต่งงานและรวบรัดตัดตอนจนซูซานนาแทบไม่รู้ตัวเลยว่า กลายมาเป็นมิสซิสทิม เทรแฮนได้ยังไง นอกจากความจริงที่ว่า เธอหลงรักทิมมาตลอด 

ปัญหาก็คือทิมไม่ได้รักเธอ นี่คือเรื่องราวของการแต่งงานที่เริ่มต้นด้วยเหตุผลที่ผิด (มหันต์) แต่กับผู้หญิงที่ถูก ความสัมพันธ์ที่เริ่มต้นขึ้น การเรียนรู้ที่จะรู้จักกัน การปรับตัวเข้าหากัน นี่เป็นหนังสือที่ไม่ซีเรียส อ่านสนุก และทำให้เรามีความสุขมากที่สุดเล่มนึง

คงต้องบอกว่า การอ่านเรื่องนี้ให้สนุกจำเป็นจะต้องก้าวข้ามเหตุการณ์ของทิมในการตัดสินใจแต่งงานกับซูซานนาให้ได้ ส่วนตัวเราขอบอกว่าไร้เหตุผลและไม่น่าเชื่อที่สุด เราเข้าใจความเชื่อโชคลางของนักเบสบอลนะคะ แต่นี่มันเกินไปมาก แต่กระนั้นเมื่อคิดว่า ซูซานนาไม่ใช่คนแปลกหน้าสำหรับทิม เธอคือเพื่อนรัก คือคนที่อยู่เคียงข้างเขามาตลอดในวัยเด็ก เราพอเชื่อได้ค่ะว่า ทำไมทิมจึงเลือกผู้หญิงคนนี้เป็นภรรยา เพราะเขาไว้ใจเธอ (เชื่อว่า คงจะไม่มากอบโกยสมบัติจากเขา) และเมื่อคิดว่า ตลอดเวลาที่ผ่านมา ซูซานนาเป็นคนแก้ปัญหาร้อยแปดให้ทิมมาตลอด จึงดูยอมรับได้ที่เมื่อเขามีปัญหา (แม้จะเป็นสิ่งที่เขาคิดไปเอง) ทิมก็คาดหวังว่าซูซานนาจะทำให้ทุกอย่างกลับเป็นปกติได้

ส่วนที่โดดเด่นของหนังสือเล่มนี้อยู่ที่คาแร็คเตอร์และปฏิสัมพันธ์ระหว่างกันของทิมและซูซานนา ชีวิตแต่งงานไม่ใช่เรื่องง่าย และชีวิตแต่งงานที่เริ่มต้นด้วยการโกหก (ของทิมที่ไม่บอกซูซานนาว่า ทำไมเขาจึงแต่งงานกับเธอ) ยิ่งไม่ง่ายใหญ่ โดยเฉพาะเมื่อเธอรู้ความจริง 

เรื่องเริ่มต้นด้วยความรักข้างเดียวที่นางเอกมีให้กับพระเอก ก่อนที่เธอก็จะเริ่มตั้งคำถามตัวเองเช่นกันว่า ความรักที่มีให้กับเขานั้น เป็นความหลงใหลในวัยเด็ก แท้จริงแล้วเธอรักทิม เทรแฮนในตัวตนปัจจุบันของเขาหรือไม่ ความสงสัยนี้เกิดขึ้นในยามที่ทิมยอมรับกับตัวเองแล้วว่า เขาหลงรักภรรยาของตัวเอง 

เรื่องนี้ไม่ถึงกับมีฉากการง้ออันสะใจคนอ่านนะคะ แต่ก็ไม่ใช่เรื่องที่นางเอกให้อภัยการกระทำของพระเอกง่าย ๆ เพียงแต่วิธีการของเธอนั้นค่อยเป็นค่อยไป ความเชื่อใจเมื่อถูกทำลาย ก็ต้องค่อย ๆ สร้างให้กลับมา 

เราชอบโทนของเรื่องค่ะ ซึ่งสำหรับเราแล้วเรื่องแนวนี้เขียนได้ยากที่สุด การเล่าเรื่องที่มีธีมค่อนข้างเครียด (ปัญหาในชีวิตคู่ การปรับตัวเข้าหากัน) ให้ออกมาผ่านอารมณ์ขัน เรารู้สึกถึงความสมจริงในบทสนทนา ซึ่งทำให้เราได้รู้จักตัวละครในเรื่องได้ชัดเจนยิ่งขึ้น

และในฐานะของหนังสือที่มีพระเอกเป็นนักกีฬา เรารู้สึกถึงความสมจริงอย่างมากในเรื่อง เนื่องจากเรื่องราวในเล่มนี้ไม่ได้จบภายในเวลาเดือนสองเดือน หากแต่เล่าผ่านช่วงเวลาเกือบหนึ่งปี คนอ่านจึงได้เห็นชีวิตอีกด้านนึงของตัวเอง (ไม่ใช่เรื่องโรแมนซ์ที่เกิดขึ้นในช่วงปิดฤดูกาล หรือเมื่อพระเอกรีไทร์จากการเล่นกีฬาแล้ว) แม้คนแต่งจะไม่เล่าเกมการแข่งขัน แต่ก็ทำให้คนอ่านได้เห็นชีวิตของนักเบสบอลที่ต้องใช้เวลาอยู่บนถนน เดินทางจากเมืองนึงไปอีกเมืองนึง และผลพวงของมันต่อชีวิตคนในครอบครัวของเขา 

ฉากที่ทิมซึมเศร้าหลังจากทีมของเขาแพ้ตกรอบเพลย์ออฟให้ความรู้สึกจริงใจน่าเชื่อ (สปอยล์) เมื่อเขาเดินเข้ามาหาซูซานนาแล้วบอกเธอว่า เราแพ้ จากนั้นก็กอดเธอไว้นาน หรือการที่เขาต้องใช้เวลาไปกับการเข้าค่ายช่วงสปริงค์ ทำให้ไม่อาจใช้เวลาอยู่กับซูซานนา แม้ว่าเธอกำลังท้องแก่ใกล้คลอดเต็มที 

สำหรับเราเล่มนี้เป็นหนังสือที่เล่าเรื่องโรแมนซ์หลังการแต่งงานได้ดีที่สุดเล่มนึง และยังคงเป็นเบสบอลโรแมนซ์ที่สนุกที่สุดของเราอยู่ค่ะ

คะแนนที่  77

Black Ops, Inc Bk. 4 - 6 // Cindy Gerard

posted on 17 Oct 2012 14:55 by maxtreme  in C-Club, Contemporary  directory Fiction

เราชะงักค้างไม่ได้อ่านงานของซินดี้ เจอราร์ดไปนานมากเลยค่ะ เนื่องจากมีอะไรบางอย่างในเรื่อง Whisper No Lies ซึ่งเป็นเล่มสามของชุดที่ทำให้เราไม่อยากหยิบขึ้นมาอ่าน (ไม่มีเหตุผลอะไรเป็นพิเศษนะคะ แค่ทุกครั้งที่หยิบขึ้นมา ก็วางลงไปเฉย ๆ) เราเลยใช้วิธีข้ามเล่มค่ะ ไปหยิบเอาเรื่อง Feel the Heat ขึ้นมาวางรอไว้แทน (เอา WNL ไปเก็บในชั้นซะ) ซึ่งได้ผลค่ะ เราอ่านงานของซินดี้ เจอราร์ดเล่มต่อ ๆ มาติด ๆ กันถึงสามเล่ม จนตอนนี้เกือบจะจบชุดไปแล้ว

หนังสือชุดนี้มีความต่อเนื่องมาจากหนังสือชุด The Bodyguards เล็กน้อยนะคะ โดยต่อเชื่อมกันตรงคาแร็คเตอร์ของพระเอกนางเอกเล่มแรก (Show No Mercy) ซึ่งมีบทบาทในเล่มสุดท้ายในชุด The Bodyguards แต่ในทางเรื่องราวแล้วไม่เกี่ยวข้องกันเลย 

โดยเรื่องในชุดนี้พูดถึงหน่วยงานอิสระที่รับทำงานที่ไม่มีใครกล้าทำ องค์กรที่รับจ้างรัฐบาลอเมริกันโดยเฉพาะในการปฏิบัติงานเสี่ยงตายต่าง ๆ หน่วยงานที่มีชื่อเรียกว่า Black Ops, Inc. ซึ่งนำทีมโดยเนท แบล็ค อดีตทหารหน่วยซีล ที่นำทีมอดีตทหารหน่วยต่าง ๆ จากกองทัพอเมริกัน โดยมีศูนย์ปฏิบัติการอยู่ที่กรุงบัวโนสไอเรส ประเทศอาร์เจนตินา 

เรื่องชุดนี้ไม่จำเป็นต้องอ่านเรียงลำดับกันก็ได้นะคะ เพราะเราข้ามเล่มสามไป ก็ไม่รู้สึกว่า ขาดหายอะไร ก็แค่ไม่รู้ว่า สมาชิกในทีมเจอกับคู่รัก/ภรรยาของพวกเขายังไงเท่านั้นเอง

 

 

Feel the Heat ของซินดี้ เจอราร์ด

หนังสือเล่มนี้เป็นเล่มที่สี่ในชุด Black Ops Inc. หรือที่เรียกย่อกันว่า BOI เรื่องในชุดนี้เล่าเรื่องราวของเหล่าอดีตทหารจากหน่วยรบต่าง ๆที่รวมตัวกันก่อตั้งบริษัทรักษาความปลอดภัยที่ทำงานลับเฉพาะให้กับรัฐบาล (แต่ไม่ใช่ส่วนหนึ่งของหน่วยรัฐบาล)

การพบกันครั้งแรกระหว่างบีเจ เชส และราฟาเอล เมนโดซาไม่ค่อยโสภานัก เมื่อเรฟเข้าไปขัดขวางการทำงานของบีเจ ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่หน่วยข่าวกรองของรัฐ ในขณะที่เรฟเองก็มีภารกิจของตัวเองอยู่ งานที่ดันมาทับซ้อนกับงานของบีเจ และทำให้ทั้งคู่แม้จะอยู่ฝ่ายคนดีทั้งคู่ก็เหยียบเท้ากันจนได้

หลายเดือนผ่านไป บีเจซึ่งถูกบีบให้ต้องลาพักผ่อน (อันเนื่องมาจากความผิดพลาดที่เกิดขึ้น) ถูกเรียกตัวกลับให้มาสืบเรื่องสำคัญ มีความสงสัยว่า ความลับเกี่ยวกับอีบอมบ์ (เป็นระเบิดทางอิเล็กโทรนิคส์ ที่ถ้าปล่อยไปแล้ว จะทำให้เครื่องไฟฟ้าทั้งหมดพัง ใช้งานไม่ได้แบบถาวร) ได้หลุดรอดเข้าไปอยู่ในมือของผู้ก่อการร้าย หน้าที่ของบีเจก็คือ ทำงานร่วมกับสเตฟานี ทอมพ์กินส์เพื่อหาตัวคนทรยศ

และพวกเธอก็ทำงานได้ดีเกินค่ะ มากพอจะทำให้สเตฟานีตกเป็นเหยื่อความพยายามลอบสังหาร แต่บีเจก็ช่วยชีวิตเธอไว้ได้สำเร็จ และเพราะสายสัมพันธ์ระหว่างครอบครัวทอมพ์กินส์กับทีม BOI ทำให้หนุ่ม ๆ ในทีมออกโรงเป็นผู้นำในภารกิจสืบหาความจริง รวมทั้งรับผิดชอบในการให้ความคุ้มครองแก่สเตฟานี

แน่นอนว่าบีเจไม่ค่อยพอใจนัก ยิ่งเมื่อรู้ว่า นี่คือทีมเดียวกับที่ทำให้งานของเธอเมื่อหลายเดือนก่อนพังลง แต่หญิงสาวไม่มีทางเลือก เธอถูกสั่งให้ทำงานตามคำสั่งของทีม BOI 

ข้อมูลที่สืบได้นำพวกเขาไปยังโคลัมเบีย ที่ซึ่งเจ้าพ่อค้ายาผู้ทรงอำนาจเป็นตัวกลางในการประสานงานแผนการก่อการร้ายที่จะสั่นสะเทือนอเมริกาทั้งประเทศ เวลาเหลือแค่อาทิตย์เดียว ก็เข้าใกล้ตัวเจ้าพ่อคนดังกล่าวไม่ใช่เรื่องง่าย โชคดีที่เจ้าพ่อคนนั้นมีสายสัมพันธ์พิเศษกับสมาชิกในทีม BOI

ราฟาเอล เมนโดซาไม่ได้เริ่มต้นเป็นเส้นทางที่ถูกต้องดีงาม เขาคือลูกชายคนเดียวของนายธนาคารผู้ทำหน้าที่ฟอกเงินให้กับแก๊งค์ค้ายาในโคลัมเบีย โลกของเขาพังทลายลงเมื่อตอนอายุได้สิบหกปี เมื่อพ่อแม่ และน้องสาวถูกฆ่าล้างครอบครัว เรฟถูกส่งมาอเมริกาเพื่อความปลอดภัย และเขาก็ถูกลืม ซึ่งนั่นเป็นสิ่งที่ดีที่สุดที่เกิดขึ้นกับเขา เรฟกลับตัว และเริ่มต้นชีวิตใหม่ ดังนั้นสิ่งสุดท้ายที่ต้องการก็คือการกลับไปหา "ครอบครัว"

แต่นี่คือหนทางเดียวที่จะลักลอบเข้าไปสืบหาความจริงได้ ราฟาเอลจึงกลับบ้านภายใต้ตัวตนใหม่ ที่ไม่ใช่อดีตทหารหน่วย แต่เป็นนักธุรกิจที่ประสบความสำเร็จผู้ซึ่งไม่ตรงไปตรงมานัก และเขากลับไปพร้อมกับแฟนสาวนักขุดทอง

นั่นคือบทบาทที่บีเจต้องเล่น และยิ่งทำให้ความสัมพันธ์ที่เริ่มร้อนแรง ลุกฮือเผาไหม้มากยิ่งขึ้น แต่เวลาของพวกเขากำลังจะหมดลง

เรื่องนี้มีพล็อตที่รวดเร็ว เรื่องราวจึงอ่านไปไวมาก การเขียนเล่าเรื่องก็น่าตื่นเต้นทำให้อ่านได้สนุก ตัวละครก็น่าสนใจ ทั้งเรฟ และบีเจ ที่การบรรยายของคนแต่งเด็ดขาดมาก ทำให้มองเห็นเสน่ห์ของหนุ่มลาตินอย่างเรฟ และความเก่งกาจของสายลับอย่างบีเจ เราชอบทั้งพระเอกและนางเอกค่ะ ลงตัวด้วยกันทั้งคู่มาก ๆ 

พูดถึงเรื่องการบรรยายตัวละคร เราว่านี่เป็นอีกเรื่องนึงที่ซินดี้ เจอราร์ดสร้างภาพที่ชัดเจนมาก ๆ ให้คนอ่าน เรียกว่าเราอ่านไปก็ฝันถึงเรฟ เมนโดซาไปเลย ส่วนนางเอกก็เขียนได้ลงตัวดีค่ะ เก่งแต่ไม่แกร่งเกินเหตุ มีช่วงเวลาที่เธออ่อนไหว แต่เวลาที่จะโชว์ออฟ ก็พิสูจน์ความสามารถได้จริง โดยเฉพาะการปลอมตัวเป็นแฟนสาวของเรฟเพื่อหลอกครอบครัวของเขา เราอ่านไปก็หัวเราะไปนะคะ กับการใช้ภาพลักษณ์ของสาวผมบลอนด์ไร้สมองที่หิวกระหายเงิน 

ความลงตัวของคู่พระนางทำให้เรายิ่งอยากให้เรื่องนี้ทุ่มเทเวลาให้กับตัวละครทั้งคู่มากกว่านี้ค่ะ เนื่องจากเรื่องเป็นแนวแอคชั่นโรแมนซ์ คนแต่งใช้เวลาไปกับการบรรยายเรื่องเครื่องมือไฮเทค และอุปกรณ์อิเล็กโทรนิคส์มากมาย แม้จะไม่มากจนน่ารำคาญเหมือนหลายเล่ม แต่เราก็นึกอยากให้โฟกัสอยู่ที่คู่หลักมากกว่านี้ 

อ่านเรื่องนี้แล้วทำให้เครื่องติดเลยค่ะ อยากอ่านเล่มต่อ ๆ ไปในชุดมาก 

คะแนนที่ 73

 

 

Risk No Secret ของซินดี้ เจอราร์ด

เรื่องนี้เป็นเล่มที่ห้าของชุด Black Ops, Inc หรือชื่อย่อว่า BOI  เรื่องราวของเหล่าอดีตทหารจากหน่วยรบต่าง ๆที่รวมตัวกันก่อตั้งบริษัทรักษาความปลอดภัยที่ทำงานลับเฉพาะให้กับรัฐบาล (แต่ไม่ใช่ส่วนหนึ่งของหน่วยรัฐบาล)

ไวแอ็ตต์ ซาเวจกำลังพักผ่อนอยู่ที่บ้านเกิดในเมืองเล็ก ๆ ทางตอนใต้ของอเมริกา เขากำลังทบทวนอนาคตของการทำงานท่ามกลางความรุนแรง แม้จะอยู่ทีมคนดี แต่การเป็นซีไอเอ และต่อมาเป็นสมาชิกในหน่วย BOI เริ่มทำให้เขาล้า แต่แล้วโทรศัพท์ที่เขาได้รับจากหญิงสาวในอดีตก็ทำให้ไวแอ็ตต์ทิ้งทุกอย่าง และเดินทางไปเอลซาวาดอร์ได้

โซฟี เบย์เลอร์เลือกผู้ชายผิดคนเป็นคู่ชีวิต หญิงสาวรับรู้ความจริงข้อนี้เป็นอย่างดี แต่นั่นก็ไม่ใช่เหตุผลที่เธอติดต่อไวแอ็ตต์ โฮปลูกสาวของเธอตกเป็นเป้าหมายความพยายามลักพาตัว แม้ว่าโจรจะทำงานพลาดและจับเด็กหญิงผิดคนไป แต่โซฟีไม่อาจนิ่งดูดายได้ เธอตัดสินใจติดต่อไวแอ็ตต์ ชายที่เธอไม่ได้พบหน้ามาเป็นเวลากว่าสิบสองปีเพื่อขอความช่วยเหลือในการตามหาเด็กหญิงผู้น่าสงสารคนนั้นกลับบ้าน

แม้โซฟีจะไม่เลือกเขา  และเข้าพิธีแต่งงานกับฮิวจ์เพื่อนสนิท แต่ไวแอ็ตต์ไม่เคยลืมเธอไปจากหัวใจ และเมื่อหญิงสาวต้องการความช่วยเหลือ ไม่เคยมีความคิดที่จะปฏิเสธอยู่ในสมองของเขาสักนิดเดียว ไวแอ็ตต์เดินทางไปเอลซาวาดอร์ และรวบรวมทีม BOI เพื่อตามหาเด็กหญิงที่ถูกลักพาตัว (ไปแทนโฮป ลูกสาวของโซฟี) ในขณะเดียวกันก็เริ่มทำความรู้จักโซฟีอีกครั้ง

ชีวิตแต่งงานของโซฟีสิ้นสุดลงไปตั้งแต่เมื่อสองปีก่อน (พระเอกได้ใจมาก ตอนที่พูดว่า "หย่าไปตั้งสองปีแล้ว ทำไมไม่บอกให้รู้") แต่เธอก็ไม่เคยคิดว่า จะมีโอกาสที่สองสำหรับทั้งคู่ ในขณะที่ทุกคนพยายามตามหาตัวเด็กหญิงที่ถูกลักพาตัวไป ความสัมพันธ์ที่ไม่เคยมอดดับลงก็ค่อย ๆ ลุกฮือขึ้นอีกครั้ง

บอกตรงนี้เลยค่ะว่า ตอนอ่านถึงฉากที่ไวแอ็ตต์ได้รับโทรศัพท์จากโซฟีเพื่อขอความช่วยเหลือ เรานึกถึงฉากในเรื่อง Pearl Cove ขึ้นมาทันที แล้วเนื้อเรื่องหลังจากนั้นก็มีความคล้ายคลึงกันไม่น้อย ทำให้เราคิดนะคะว่า เราน่าจะชอบเรื่องนี้ แต่ประเด็นเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างโซฟีกับไวแอ็ตต์ในอดีตกลับกลายเป็นปัญหาใหญ่ที่สุดที่เรามีกับเรื่องนี้ไป

เรื่องมีการเล่าย้อนกลับไปเมื่อสิบสองปีก่อน ตั้งแต่ครั้งที่โซฟีได้เจอกับไวแอ็ตต์และฮิวจ์ และการที่เธอเลือกฮิวจ์ ไม่ใช่ไวแอ็ตต์ ข้อข้องใจของเราต่อประเด็นนี้ก็คือ ฉากที่เล่าย้อนนั้นเน้นไปที่ความสัมพันธ์ของโซฟี และฮิวจ์ และการบรรยายความรู้สึกของโซฟีก็ชัดเจนว่า เธอรู้จักชายทั้งสองคนเป็นอย่างดี เธอรู้ว่า ไวแอ็ตต์แอบชอบเธออยู่ เรื่องไม่เคยพูดว่า ทำไมโซฟีถึงได้เลือกฮิวจ์ ทำให้เราอ่านไปก็ไม่ชอบนางเอกไป เพราะบรรยายว่าไวแอ็ตต์ดีอย่างโน้นอย่างนี้ แต่สาวเจ้ากลับไม่เลือก ไปเลือกเพื่อนสนิทของเขาแทน ซึ่งตรงนี้ต่างจาก Pearl Cove เพราะฮันนาห์ไม่เคยรู้ว่าอาร์เชอร์รักเธอเลยสักนิดเดียว ในขณะที่โซฟีรู้ แต่ก็ยังไม่เลือกไวแอ็ตต์

ก็เข้าใจนะคะว่า คนเราผิดพลาดกันได้ ตัดสินใจผิดได้ ไม่ใช่ว่าจะหมดโอกาสไปตลอดชีวิต แต่เพราะเรื่องเล่าย้อนหลังบ่อยครั้ง อ่านไปก็หงุดหงิดโซฟีไป แล้วก็สงสารไวแอ็ตต์ด้วย บรรยายซะว่าดีขนาดนี้ แต่กลับแห้ว 

เราชอบพระเอกค่ะ ไวแอ็ตต์สมกับฉายา ปาป้าแบร์มาก อบอุ่น จริงใจ เลยยิ่งทำให้ตำหนินางเอกที่ตาถั่ว เลือกผิดคนไปได้

ด้วยความที่ไม่ปลื้มนางเอกมากนัก ก็เลยไม่ค่อยได้ใส่ใจไปกับพล็อตเรื่องเท่าไหร เล่มนี้ไม่ค่อยตื่นเต้นเหมือนกับเรื่องอื่น อาจจะเพราะว่าประเด็นไม่ถึงกับต้องลุ้น จริงอยู่ค่ะ จะต้องช่วยเด็กให้ได้ แต่เด็กคนนี้ก็ไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรกับตัวเอก แค่ถูกจับผิดตัวไป 

พล็อตรองในเล่มของเรื่องนี้เป็นบทสรุปความสัมพันธ์ของเนท แบล็ค และจูเลียนนา ซึ่งเปิดประเด็นมาตั้งแต่เรื่อง Show No Mercy สำหรับคนที่ไม่ได้อ่านเล่มนั้น ก็จะงงไปกับอดีตของจูเลียนนาเล็กน้อยนะคะ เรื่องเพียงแค่เล่าว่าเป็นยังไง แต่ไม่ได้บอกรายละเอียด  แต่เนื่องจากไม่ใช่คู่หลัก ก็เลยไม่ถึงกับส่งผลอะไรเท่าไหรนัก

คะแนนที่ 63 

 

With No Remorse ของซินดี้ เจอราร์ด

เรื่องนี้เป็นเล่มที่เจ็ดในชุด Black Ops, Inc หรือชื่อย่อว่า BOI  เรื่องราวของเหล่าอดีตทหารจากหน่วยรบต่าง ๆที่รวมตัวกันก่อตั้งบริษัทรักษาความปลอดภัยที่ทำงานลับเฉพาะให้กับรัฐบาล (แต่ไม่ใช่ส่วนหนึ่งของหน่วยรัฐบาล)

ตอนที่เราอ่านคำโปรยที่ปกหลังของเรื่อง บอกตามตรงนะคะว่า ไม่คิดว่าเรื่องนี้จะสนุก นางเอกที่มีอาชีพเป็นซุปเปอร์โมเดลถูกตามลอบทำร้าย พระเอกซึ่งกำลังพักร้อนอยู่แถวนั้นพอดีเข้าไปช่วยเธอเอาไว้ เราไม่ชอบนางแบบเพราะรู้สึกว่าเป็นอาชีพที่ไม่ต้องใช้สมอง ก็เลยเกิดอาการแอนตี้ซะตั้งแต่ยังไม่ได้อ่าน

แต่พออ่านเข้าจริง เล่มนี้สนุกเกินคาดนะคะ

ลุค โคลเตอร์สมาชิกของหน่วย BOI กำลังอยู่ในระหว่างการลาพัก แต่ลุคไม่ได้ใช้เวลาว่างไปกับเรื่องไร้สาะ เขาอาสามาทำงานให้กับหน่วยแพทย์เคลื่อนที่ในประเทศเปรู จากประสบการณ์ที่เคยทำงานเป็นหน่วยเสนารักษ์ (น่าจะใช้คำถูกนะคะ) ทำให้ลุคที่แม้จะไม่ได้เป็นหมอ แต่ก็สามารถช่วยงานด้านนี้ได้ และเมื่อวันลาหยุดหมดลง ลุคเตรียมตัวที่จะเดินทางกลับอาร์เจนตินา ซึ่งเป็นสำนักงานใหญ่ของหน่วย BOI แม้ในใจของเขาจะยังตั้งคำถามตัวเอง เพราะหลังจากที่เขาถูกคนร้ายยิงจนอาการปางตาย (เหตุการณ์ใน Risk No Secret) ลุคสงสัยในความกล้าหาญของตัวเอง และไม่แน่ใจว่า เขาจะยังทำงานที่เสี่ยงอันตรายแบบนี้ได้อีก

ระหว่างที่อยู่บนรถไฟเพื่อเดินทาง คนร้ายกลุ่มนึงบนขึ้นมา เป้าหมายของคนพวกนี้ก็คือ เด็กชายตัวเล็ก ๆ คนนึง ลุคไม่ลังเลที่จะช่วยเด็กคนนั้น เพียงเพื่อจะค้นพบว่า นั่นไม่ใช่เด็กชาย เธอไม่ใช่เด็ก และไม่ใช่ผู้ชาย

หากแต่เป็นวาเลนตินา นางแบบสาวสวยคนที่ลุคมองภาพบนบิลบอร์ดแล้วใฝ่ฝันถึงชนิดที่ไม่ต่างจากหมามองเครื่องบิน แต่ตอนนี้วาเลนตินาอยู่ในความคุ้มครองของเขา ขณะที่คนทั้งสองต้องหลบหนีคนร้ายที่ตามล่าตัวเธอ ความฝันดูจะไม่ไกลเกินเอื้อมอีกต่อไป

อย่างที่บอกไปเล่มนี้สนุกกว่าที่คิด คาแร็คเตอร์ของลุคที่ออกมาในเล่มก่อนหน้าไม่ได้โดดเด่นอะไรเป็นพิเศษ ก็เลยไม่ได้ทำให้เรารู้สึกว่าอยากอ่านเรื่องของเขานัก ยิ่งมาจับคู่เขากับวาเลนตินา สุดยอดนางแบบเรายิ่งรู้สึกว่า ไม่น่าสนใจ แต่นี่กลับเป็นสิ่งที่ทำให้เรื่องนี้เวิร์คอย่างยิ่ง

ความแตกต่างทางสถานะของคนทั้งสอง ลุคมองวาเลนตินาตามประสาผู้ชายทั่วไป ที่เห็นเธอเป็นสิ่งของ เป็นความงามที่ชื่นชม แต่ไม่ได้รู้สึกว่า เธอเป็นมนุษย์คนนึง จนกระทั่งได้มีโอกาสพบกัน และใช้เวลาร่วมกัน วาเลนตินาห่างไกลจากคนที่เขาคิดว่า เธอเป็น และความเป็นคนธรรมดามาก ๆ ของลุคก็เป็นส่วนที่เสริมเรื่องนี้ให้น่าสนใจ เพราะความแตกต่างระหว่างกัน แต่ในสถานการณ์ที่ทั้งคู่ต้องเผชิญกลับบอกว่า แท้จริงแล้ว ทั้งคู่เหมาะสมกันมากแค่ไหน

ฉากการหลบหนีคนร้ายที่ไม่เพียงแต่น่าตื่นเต้น และพิสูจน์ว่าวาเลนตินาไม่ใช่แค่ใบหน้าสวย ๆ ก็ยังมีอารมณ์ขันแทรกลงไปตลอด การเขียนให้ลุคตั้งคำถามในความสามารถของตัวเองตลอดเวลา ทำให้เขาดูเป็นมนุษย์ ไม่ใช่สุดยอดฮีโร่ เราชอบความจริงใจ และติดดินที่ลุคและวาเลนตินามีให้ต่อกันและกันมาก

กระนั้นก็มีบางส่วนในเรื่องที่ทำให้เราหงุดหงิดนะคะ (สปอยล์) การที่วาเลนตินาตัดสินใจทิ้งลุค แล้วโทรศัพท์ไปหาอดีตสามีให้มารับตัวเธอที่เปรูแทน ทำให้เราโมโหนางเอกมาก เราพยายามเข้าใจนะคะว่า เธอสับสนในความรู้สึกที่ตัวเองมีต่อเขา แต่การทำแบบนั้นทำให้เธอดูเหมือนคนโง่ที่สมควรตายเลยล่ะ

เราชอบการต่อเชื่อมกันของลุค และวาเลนตินา โดยเฉพาะเมื่อสถานะของทั้งคู่แตกต่างกัน การได้เห็นคนทั้งสองต่อกันติด และมีปฏิกริยาทางเคมีที่ชัดเจนเป็นสิ่งที่ทำให้เราเชื่อว่า ทั้งคู่จะไปกันรอดในความสัมพันธ์ระยะยาว

นอกจากนี้เรารู้สึกเข้าถึงวัยของตัวเอก ซึ่งอายุอยู่ในช่วงสามสิบกว่า ๆ (พอ ๆ กะเรา) หลายสิ่งหลายอย่างที่ทั้งคู่คิด และพูดถึงเป็นสิ่งที่อยู่ในความสนใจเดียวกับเรา (เช่นการเปรียบเทียบลุคกับอินเดียนา โจนส์)

คะแนนที่ 70