Contemporary

The Matchmaker // Jamie Denton

posted on 30 Nov 2008 14:45 by maxtreme  in C-Club, Contemporary

แม็กซ์โทษให้เป็นความผิดของทางสนพ.บราว่าเองที่ทำการตลาดจนภาพลักษณ์ของหนังสือจากสนพ.นี้ส่วนใหญ่อยู่ในแนวโรแมนติค คอมเมดี้ ที่มีฉากเซ็กส์ฮ็อตพอควร พล็อตเรื่องสบาย ๆ ไม่ซีเรียส ทำให้เราคาดหวังหนังสือแนวที่ต่างออกจากไปจากเล่มนี้

 

 

The Matchmaker ของเจมี่ เดนตัน

หนังสือเล่มนี้ออกขายในรูปเล่มแบบไซด์เทรด (ราคาราวสิบเหรียญขึ้น) เมื่อสักสองปีก่อน แต่เพราะแม็กซ์ซึ่งเคยอ่านหนังสือของเจมี่ เดนตันซึ่งเคยเป็น (และคิดว่ายังเป็นอยู่) นักเขียนให้กับฮาร์ลิควินมาเล่มสองเล่ม แล้วไม่ถึงกับปิ๊งงานของคนแต่งคนนี้มากนัก ตัดสินใจว่า มันยังไม่น่าสนใจพอที่จะลงทุนกว่าห้าร้อยบาทเพื่อซื้อมาอ่านหรอกนะคะ

จนกระทั่งเล่มนี้ออกฉบับปกอ่อนมาเมื่อเดือนก่อน ตามนิสัยที่เห็นบราว่าปกอ่อนไม่ได้ (เพราะปกติบราว่าจะไม่ค่อยพิมพ์ฉบับปกอ่อนมากนัก)  เราก็เลยซื้อมาทันที ทั้งที่ไม่ได้หวังอะไรกับมันมากนักหรอก

นั่นก็เพราะในระยะหลังมาเนี่ย งานของบราว่ามักเป็นแนวโรแมนติค คอมเมดี้ที่ไร้สาระเสียจนไม่น่าสนใจ ปกติแม็กซ์ก็อ่านงานแนวโรแมนติค คอมเมดี้นะคะ เพียงแต่้ต้องเป็นนักเขียนที่เราเชื่อใจได้ (อย่างซูซาน อลิซาเบ็ธ ฟิลลิป หรือซูซาน โดโนแวน) นักเขียนของบราว่าหลายคนเป็นนักเขียนใหม่ หรือเพิ่งผันตัวมาเขียนโรแมนซ์ขนาดยาวเป็นเล่มแรก ทำให้เราอ่านไปแล้วผิดหวังหลายรอบ

แต่พอเปิดอ่าน ก็ได้รู้ว่า เล่มนี้ไม่ใช่คอมเมดี้เลย เป็นแนวระทึกขวัญสืบสวนที่น่าอ่านในระดับนึงทีเดียว  ดีเกินกว่าที่คาดหวังไว้สำหรับงานของเจมี่ เดนตันด้วยซ้ำ

เกรียร์ โลเม็คเป็นอดีตเจ้าหน้าที่เอฟบีไอที่ถูกคนร้ายคดีฆาตกรรมต่อเนื่องจับตัวไปทรมานจนเมื่อหนีมาได้ เธอสติแตก และลาออกจากงาน หันมาเป็นผู้ช่วยนายอำเภอในเมืองบ้านเกิด สิ่งสุดท้ายที่เธอคาดคิดว่าจะได้เจอก็คือ การเป็นพยานในคดีขุดศพเพื่อพิสูจน์ความผิดในคดีอื่น แต่กลับได้พบว่า ในโลงใบนั้นไม่ได้มีเพียงศพที่ต้องการขุดขึ้นมาพิสูจน์เท่านั้น ยังมีศพหญิงสาวที่หายตัวไปนอนอยู่ในโลงเดียวกันได้ 

และเพราะเป็นคดีคนหาย เธอจึงทำตามหน้าที่ด้วยการรายงานเรื่องพบตัวหญิงสาวดังกล่าวเข้าไปในฐานข้อมูลของเอฟบีไอ ข้อมูลที่เมื่อแอช เคลเลอร์ได้รับ ก็ตัดสินใจเดินทางมาเมืองเล็ก ๆ บ้านเกิดของเกรียร์เพื่อช่วยเธอสืบคดีทันที

นั่นเพราะแอชไม่ใช่แค่เพื่อนร่วมงานของเกรียร์ เขาเคยทำงานร่วมกับเธอ เป็นทีมเดียวกัน และเป็นผู้ชายที่แม้เวลาสองปีที่เกรียร์หนีจากเขาไป ก็ยังไม่เคยลืมเลือนเธอไปจากใจได้ เขารู้ว่าเธอยังไม่พร้อมที่จะสืบสวนคดีฆาตกรรม เขาต้องการอยู่เคียงข้างเธอ ช่วยเหลือเธอ เพื่อลบล้างความผิดที่เขาทำพลาดปล่อยให้เธอถูกฆาตกรอีกคนจับตัวไป 

แต่เมื่อได้พบกัน เกรียร์ไม่ดีใจนักหรอกที่อดีตตามหาเธอพบ เธอไม่คาดคิดว่าจะได้พบกับแอชอีกครั้ง แม้ว่า (สปอยล์อย่างรุนแรง) ทั้งคู่จะยังไม่ได้หย่ากัน แต่เธอก็ไม่อาจเป็นภรรยาที่เขาต้องการได้

แม็กซ์ชอบเรื่องนี้พอควรนะคะ คิดว่าน่าสนใจดี แม้ว่าไม่ได้ปิดบังอะไรในเรื่องใครเป็นผู้ร้าย (บอกตั้งแต่เริ่มเรื่องเลยว่าใครคือผู้ร้าย) เรื่องราวในเล่มนี้คือ วิธีการที่เหล่านักสืบหาข้อมูลของคนร้าย เล่มนี้ทำให้เรานึกถึงหนังสืออีกเล่มที่เราชอบมากเรื่อง Dream Man ของลินดา โฮเวิร์ด แม้จะไม่ได้ดีเท่า แต่ก็น่าสนใจไม่น้อย โดยเฉพาะทริกเรื่องตัวตนของผู้ร้าย ทำได้ดีค่ะ 

นอกจากนี้เรายังชอบความสัมพันธ์ของพระเอกกะนางเอกด้วย โดยเฉพาะการเล่นประเด็นว่า ความรักไม่เพียงพอ นี่เป็นพล็อตอีกอันที่เราชอบมาก เพราะถ้าได้อ่านเล่มนี้แล้ว จะรู้ว่า ประเด็นเรื่องความรักไม่ใช่ปัญหาเลย ทั้งเกรียร์และแอชรักกันมาก แต่ชีวิตมันมีมากกว่าความรัก และนั่นคือสาเหตุที่แยกพวกเขาออกจากกัน การเอาเรื่องความเข้าใจผิดมาเล่น ก็ถือว่าโอเคนะ แม้เราจะไม่ชอบพล็อตนี้นัก แต่ก็ทำได้ไม่น่าเกลียด (ทั้งเกรียร์ และแอช ต่างคิดว่าอีกฝ่ายโทษตนเองว่าเป็นคนผิดจากเหตุการณ์เมื่อสองปีก่อน ตอนที่เกรียร์ลาออกจากเอฟบีไอ และหนีไป) 

และที่สำคัญเราชอบชื่อเรื่องที่ให้ความหมายอย่างที่ไม่น่าจะมีใครคิดถึง (สปอยล์) เพราะตอนแรกที่เราอ่านเราก็คิดว่า The Matchmaker น่าจะเป็นเรื่องบริษัทจัดหาคู่น่ารัก ๆ แต่ไม่ใช่เลย มันเป็นฉายาของคนร้ายที่คิดว่าตัวเองเป็นพ่อสื่อรักให้กับคนตาย โดยหาเจ้าสาวให้พวกเขา ฆ่าให้ตายแล้วเอามาใส่โลงคู่กับคนตายที่ตัวเองจับคู่ให้พวกเธอ 

เรื่องนี้มาตกม้าตายตอนจบนิดเดียวค่ะ ที่เอาแนวโง่เกินกว่าจะมีชีวิตอยู่มาเล่นอีกแล้ว แม้จะไม่ได้เขียนให้ดูโง่มาก แต่เราก็ยังอึดอัดมากที่เกรียร์ซึ่งดูเหมือนจะฉลาดมาตลอดเรื่อง กับทำอะไรงี่เง่าพรรณนั้น

คะแนนเล่มไม่ถึงระดับสอบผ่าน (ซึ่งสำหรับแม็กซ์จะต้องได้อย่างน้อย 70) เล่มนี้เลยอยู่ที่ 67 ค่ะ

 

Have Yourself a Naughty Little Santa // Karin Tabke

posted on 27 Nov 2008 15:39 by maxtreme  in C-Club, Contemporary

แม็กซ์แจกรางวัลแห่งปีให้กับหนังสือเล่มนี้ไปเลยโดยไม่ต้องรอให้ถึงสิ้นปี ไม่ใช่รางวัลทางด้านความสนุกอะไรหรอกนะคะ แต่เป็นรางวัลหนังสือชื่อเห่ยที่สุดแห่งปีต่างหาก ไม่รู้ว่าคิดกันขึ้นมาได้ยังไง ห่วยจริง ๆ

แต่โชคดีนะคะที่เนื้อเรื่องดีกว่าชื่อเรื่องหลายขุม แต่นั่นก็ไม่ใช่ว่าจะสนุกสุดยอดอะไรหรอกค่ะ ด้วยชื่อที่น่าเกลียดยังงี้ ขนาดหนังสือแย่ ๆ ก็ยังกลายเป็นหนังสือที่สนุกขึ้นมาได้

 

 

 

Have yourself a Naughty Little Santa ของคาริน แท็บค์

หนังสือเล่มนี้เป็นเล่มที่สี่ในชุด Hot Cop (แม็กซ์เรียกตามคนแต่งเขานะคะ)  เรื่องราวของเหล่าตำรวจสุดเท่ห์และทรงเสน่ห์ทั้งหลาย สิ่งที่ทำให้เล่มนี้ต่างจากสามเล่มแรกก็คือขนาดของหนังสือ ที่เล่มนี้ออกเป็นปกอ่อนธรรมดา ในขณะที่สามเล่มแรกออกขายเป็นหนังสือไซด์เทรด และโฆษณาขายว่า่เป็นแนวอีโรติคโรแมนซ์

แต่ไม่ต้องผิดหวังนะคะ เพราะแม้เล่มนี้จะออกเป็นปกอ่อน แต่ความฮ็อตก็ไม่ได้ลดน้อยลงไปหรอกค่ะ เพียงแต่อาจจะไ่ม่เข้าขั้นอีโรติคเท่านั้นเอง (จำไว้นิดนึงนะคะ ความอดทนของแม็กซ์กับดีกรีความร้อนแรงค่อนข้างสูงค่ะ เดี๋ยวนี้เราอ่านอะไรก็ไม่ค่อยรู้สึกว่าอีโรติคเท่าไหรแล้ว) 

เล่มนี้เปิดเรื่องอย่างงงงง (ง.งูของแม็กซ์ครบไหมคะ) ฉายให้เห็นฉากเอ็กซ์ระหว่างคิมเบอร์รี่ นางเอก กับชายลึกลับ ก่อนจะเล่าตามมาในบทที่หนึ่งว่า นักธุรกิจสาวกร้านโลก และใจร้ายอย่างคิมได้พบกับชายหนุ่มสุดฮ็อตในคืนวันหนึ่ง และมีความสัมพันธ์ชนิดชั่วข้ามคืนกับเขา ก่อนที่เธอจะทิ้งเขานอนหลับอยู่ในห้องนอน แล้วตัวเธอเตรียมตัวเพื่อออกเดินทางไปยังเมืองเอเวอร์กรีน เพื่อดำเนินแผนการซื้อเมืองทั้งเมืองนั้นมาเป็นรีสอร์ต

สิ่งที่คิมคิดไม่ถึงก็คือ ชายหนุ่มคนนั้นเป็นชาวเมืองเอเวอร์กรีน หรือว่าเคยเป็น ริคโค เมซ่าเติบโตในเมืองอันแสนสงบสุขแห่งเอเวอร์กรีน เมืองที่แม่และพี่สาวทั้งสามของเขาอาศัยอยู่ เมืองที่เขาเดินทางกลับมาเยือนทุกวันหยุดช่วงคริสต์มาส 

เอเวอร์กรีนเป็นเมืองในฝัน เมืองที่ชาวเมืองทุกคนเป็นมิตรกัน เมืองที่ไม่จำเป็นต้องล็อคประตู เพราะไม่เคยมีอาชญากรรมเกิดขึ้น เมืองที่ทุกคนช่วยเหลือซึ่งกันและกัน เมืองที่ริคโคจะทำทุกอย่างเพื่อปกป้องให้พ้นมือของนักพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ 

และสำหรับหญิงสาวที่ฉลาดอย่างคิม เธอรู้ดีว่า เธอไม่อาจเปิดเผยความจริงที่ว่าเธอเป็นคนที่มาจากบริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ได้ เพราะเธอจะถูกปฏิเสธ ไม่ให้ความร่วมมือ และนั่นจะเป็นเหตุให้เธอไม่อาจบรรลุเป้าหมายของตนเองได้แน่ ในฐานะของนักธุรกิจผู้ประสบความสำเร็จ และเลือดเย็ด คิมเข้าใจดีว่า สถานการณ์แบบนี้จำเป็นต้องใช้ทุกวิถีทาง แม้กระทั่งการหลอกลวง 

แต่แล้วหญิงสาวใจแข็งก็เริ่มอ่อนละลายไปกับความอบอุ่นของทุกคนในเมือง โดยเฉพาะชายหนุ่มผู้ที่แม้จะพูดซ้ำซากว่าเขาไม่อาจมีความสัมพันธ์ชนิดยืนยาวกับใครได้ แต่ก็ไม่อาจหักใจไปจากคิมได้ 

หนังสือเล่มนี้เป็นหนังสือแนวคริสต์มาส หรือจะเรียกว่าเป็นแนวดิสนีย์ชนิดติดเรตก็ได้ ที่ติดเรตเพราะฉากเซ็กส์ค่อนข้างร้อนแรง แต่แนวเรื่องก็เหมือนหนังดิสนีย์มาก เรื่องราวของหญิงสาวที่ร้ายแสนร้าย ใจแข็งก็เท่านั้น ค่อย ๆ เปลี่ยนแปลงเพราะความดีของคนรอบข้าง และท้ายที่สุด ก็คือเธอนี่แหละที่เป็นคนรักษาเมืองไว้ได้สำเร็จ

เล่มนี้ถือเป็นหนังสืออ่านได้เรื่อย ๆ นะคะ ไม่ถึงกับซึ้งเหมือนอย่างที่คนแต่งต้องการ ส่วนหนึ่งคงเพราะแม็กซ์รู้สึกว่า กว่าคิมจะรู้สึกตัว (ถึงความเลว) กับการกระทำของตัวเอง ก็ผ่านไปกว่าค่อนเรื่องแล้ว เราอยากให้เธอรู้สึกผิดเร็วกว่านี้ อีกอย่างฉากที่เธอง้อริคโคก็น้อยไปหน่อย (โดยเฉพาะเมื่อเทียบกับการทรยศที่เธอทำต่อเขา) ในขณะเดียวกัน ถ้าคิดในมุมกลับ ว่าสิ่งที่คิมทำเป็นเพราะเธอเองก็โดนหลอกใช้ เราก็คิดว่า คิมโง่เกินกว่าที่จะเป็นนักธุรกิจผู้ประสบความสำเร็จ  ดังนั้นไม่ว่าทางไหน (คือเธอตั้งใจทรยศชาวเมือง หรือถูกหลอกใช้) คิมก็ใช้ไม่ได้พอกัน

แม็กซ์ชอบริคโคพอสมควรค่ะ ชอบเขามากกว่าที่เขาออกในเล่มก่อนหน้า (สปอยล์) เราชอบที่เขาเป็นฝ่ายรู้สึกตัวเรื่องรักก่อน และเป็นฝ่ายเดินหน้าในการบอกรัก โดยไม่ต้องรอให้คิมจากไปถึงจะรู้สึกเราชอบที่เขาเป็นน้องชายคนเล็กที่ดูเหมือนพี่ชายคนโต แต่ในขณะเดียวกันก็ยังมีเสน่ห์แบบลูกชายคนเล็กเท่านั้นที่จะมี

โดยรวมตามมาตรฐานของคาริน (ที่ไม่ได้สูงเท่าไหรหรอกค่ะ) ถือว่าเป็นเล่มที่โอเคล่ะ คะแนนที่ 60

Satisfaction Guaranteed // Charlene Teglia

posted on 26 Nov 2008 14:00 by maxtreme  in Contemporary, D-Club

เมื่อวานเป็นวันที่วุ่นวายพอสมควร เพราะแม็กซ์ดันไปอยู่ในเหตุการณ์อุบัติเหตุกะเขาด้วย รถยนต์ที่นั่งไปชนกับรถอีกคัน ไม่มีใครเป็นอะไรมากหรอกนะคะ ยกเว้นเราที่ตัวกระเด็นไปจนกับคอนโซลหน้ารถ (รถที่นั่งเป็นรถตู้) และคงเพราะดูเอ็นเอฟเอลมากเกินไปหน่อย ท่าที่ชนเลยเป็นการเอาหัวไหล่เข้าโหม่งกับคอนโซลรถพอดี 

ไปโรงพยาบาลมาเรียบร้อยแล้วค่ะ ไม่มีอะไรหัก แต่ก็น่วมพอตัว วันนี้ก็เลยถือโอกาสหยุดงานรักษาตัวสักหน่อย

ชาร์ลีน เทคเลียเป็นหนึ่งในนักเขียนอีบุ๊คที่ได้สัญญาเขียนพรินต์บุ๊คให้กับสนพ.ที่อยู่ในนิวยอร์ค ก่อนหน้าที่แม็กซ์จะอ่านเรื่อง Wild, Wild, West ของเธอ เราไม่เคยอ่านงานของเธอมาก่อนเลย แต่หลังจาก WWW แล้ว แม็กซ์ก็รู้สึกว่า เธอเป็นหนึ่งในนักเขียนที่เราไม่ควรพลาด

 


 

 Satisfaction Guaranteed ของชาร์ลีน เทคเลีย

หนังสือเล่มนี้เป็นเล่มที่สองที่ชาร์ลีนเขียนให้กับสนพ. เซ็นต์มาร์ติน เราอ่านเล่มนี้ทันที ผลก็คือ อ่านไม่จบด้วยความเบื่อหน่าย เลยทิ้งค้างไว้อย่างนั้น จนกระทั่งเวลาผ่านไปเืกือบปี เราจัดเก็บหนังสือเลยพาลไปเห็นเล่มนี้โดนซุกอยู่ในลัง ก็เลยงัดขึ้นมาอ่านต่อให้จบจบกันไปเสียที

อ่านยังงี้ก็คงจะพอรู้นะคะว่า รีวิวในวันนี้คงไม่รู้สวยหรูนัก 

หนังสือเล่มนี้แท้จริงแล้วเป็นหนังสือรวมเรื่องสั้น เกี่ยวกับสาวสามคนที่ทำงานในที่เดียวกัน ที่ล้วนแต่มีแฟนตาซีเกี่ยวกับเซ็กส์ที่คล้ายคลึงกัน พวกเธอต้องการถูกจับโดยชายในฝัน และพวกเธอทั้งสามก็เลือกที่จะใช้บริการจากบริษัทที่ชื่อว่า Capture Agency

Hard Match

ราเชลเป็นหญิงสาวที่จับคู่ได้ยาก แม้เธอจะเลือกใช้บริการของ Capture Agency แต่เมื่อนำข้อมูลเกี่ยวกับเธอเข้าไปในฐานข้อมูลของบริษัท พวกเขาก็ยังไม่อาจหาผู้ชายที่เหมาะสมกับเธอได้ จนกระทั่งพวกเขาลองเอาข้อมูลไปเปรียบเทียบกับเชส หนึ่งในหุ้นส่วนที่เป็นเจ้าของเอเจนซี่ และพบว่าทั้งคู่ตรงกัน ดังนั้นการให้บริการแก่ราเชลจึงเริ่มขึ้น

The Perfect Stranger 

ซาบริน่าเป็นหนึ่งในเพื่อนร่วมงานของราเชล และเช่นเดียวกันเธอมีจินตนาการทางเพศที่กว้างไกล เธอต้องการชายสักคนที่จับเธอเหมือนอย่างที่โจรสลัดจับนางเอกในนิยาย ซึ่งเคนก็เป็นคนที่ทางเอเจนซี่พบว่าเหมาะสมกับเธอ สิ่งที่ซาบริน่าไม่รู้ก็คือ เคนไม่ได้มาที่เอเจนซี่แห่งนี้เพื่อพบกับหญิงสาวที่มีรสนิยมเหมาะเจาะกับเขา แต่เขาต้องการเขียนนิยายให้สมกับความเป็นจริงมากที่สุด ซาบริน่าจึงเป็นเพียงหนูทดลองที่เขาใช้เพื่อความสามจริงของนิยายเขาเท่านั้น 

Ex marks the spot

เอ็มม่าเดินออกจากชีวิตแต่งงานที่ยาวนานหลายสิบปี เมื่อเธอพบว่าสามีที่เธอแสนรักมาตั้งแต่เรียนมัธยมนอกใจให้กับเลขาสาวหน้าห้อง และเพื่อเริ่มต้นใหม่กับชายคนอื่น เอ็มม่าคิดที่จะใช้บริการของเอเจนซี่แห่งนี้เพื่อพบชายคนอื่นบ้าง สิ่งที่เอ็มม่าไม่รู้ก็คือ เกจ สามีของเธอก็กำลังต้องการเธอคืนมา และเขาก็คือคนที่เอเจนซี่เลือกให้เอ็มม่านั่นเอง

หนังสือเล่มนี้ไม่มีอะไรเลวร้ายนะคะ ความผิดใหญ่น่าจะอยู่ที่ตัวแม็กซ์เองต่างหากที่อ่านมาเยอะเกินไป จนรู้สึกว่าพล็อตเรื่อง และตัวละครในเล่มนี้มันดูพื้นมาก คิดดูแล้วกัน เราไม่รู้สึกเลยด้วยซ้ำว่าเล่มนี้เป็นแนวอีโรติค โรแมนซ์ ทั้งที่เรื่องก็โฟกัสอยู่ที่เซ็กส์ไม่น้อย แต่ก็ยังไม่มากพอสำหรับเราในการจัดให้เป็นประเภทนั้น

ดังนั้นก็ขอเตือนไว้ก่อนแล้วกันนะคะ หากคุณไม่ค่อยจะชินกับการอ่านหนังสือที่ฉากเซ็กส์ฮ็อต ๆ สักหน่อย คุณอาจจะเรียกหนังสือเล่มนี้ว่าเป็นแนวอีโรติค โรแมนซ์ก็ได้ พอดีที่พูดถึงการจัดประเภทหนังสือของตัวเราเองเยอะหน่อย เพราะเพิ่งมีโอกาสได้คุยกับเพื่อนคนนึง แล้วรู้มาว่า มีคนเรียกหนังสือชุด BDB ของเจอาร์ วาร์ด เป็นแนวอีโรติค โรแมนซ์ ซึ่งทำเอาเรางงเต๊กไปเลย เพราะสำหรับแม็กซ์แล้ว คิดยังไงเรื่องชุดนั้นก้อไม่ใช่อีโรติค เพื่อนของเราก็เลยบอกว่า สงสัยเราคงอ่านหนังสือมาเยอะ เจออะไร (แผลง ๆ) ก็มาก ทำให้เวลาแยกแนวเรื่อง เลยมีเซ้นส์ที่ลึกกว่าคนอื่นเขา 

ความน่าเบื่อของหนังสือเล่มนี้ก็คือ มันราบเรียบ และไม่มีอะไรท้าทายให้กับตัวละคร เนื้อเรื่องโฟกัสไปที่เซ็กส์เสียเยอะ แต่เซ็กส์ในเรื่องก็ดูไม่น่าสนใจเพียงพอสำหรับเราอีกเช่นกัน ดังนั้นมันจึงสอบไม่ผ่านค่ะ

อยากบอกว่าถ้าคิดจะอ่านงานในแนวคล้ายคลึงกับเล่มนี้ ที่เขียนได้ดีกว่า ก็ขอให้ไปหยิบเรื่อง Wild, Wild, West มาอ่าน เพราะแนวเรื่องคล้ายคลึงกัน เรื่องราวของเพื่อนสาวสามคนที่พบรับกับหนุ่มคาวบอย น่าสนใจมากกว่าเล่มนี้เยอะค่ะ แต่ถ้าอยากอ่านอะไรที่สุดขั้วไปเลย ก็หยิบ Wicked Hot มาอ่าน รับรองว่า คุณคงไม่พูดหรอกว่าเซ็กส์มันน่าเบื่อ

สำหรับเล่มนี้ คะแนนอยู่ที่ 57

Delta Force Series // Shannon K. Butcher

posted on 21 Nov 2008 09:31 by maxtreme  in C-Club, Contemporary, D-Club

ช่่วงนี้อารมณ์วิ่งมาทางแนวโรแมนติคสืบสวนค่ะ แต่ปัญหานึงของหนังสือแนวนี้ก็คือ มันไม่มีพล็อตมากนักที่คุณจะเอามาเล่นได้ เรื่องส่วนใหญ่ก็เป็นเรื่องราวของนางเอกที่ตกอยู่ในอันตรายใหญ่หลวง ถูกตามเอาชีวิตจากคนร้าย และพระเอกของเราก็มีหน้าที่เข้ามาปกป้องเธอทุกวิถีทาง ความใกล้ชิดทำให้ทั้งคู่ตกหลุมรักซึ่งกันและกัน 

พล็อตของเรื่องแนวนี้มันก็มีแค่นี้ล่ะ ดังนั้นถ้าหวังจะหาแนวเรื่องใหม่ ๆ กับการอ่านเรื่องแนวนี้มันก็ยากนะคะ สิ่งเดียวที่ทำให้นักเขียนแต่ละคนมีความแตกต่างกันก็คือ ตัวละคร และการดำเนินเรื่อง 

แชนน่อน เค. บุทเชอร์เป็นนักเขียนใหม่ หนังสือชุดเดลต้า ฟอร์ซ (ซึ่งเป็นหน่วยทหารที่คล้ายคลึงกับหน่วยซีล แต่สังกัดกองทัพบก) เป็นหนังสือชุดแรกของเธอ แรกเริ่มคิดว่าเธอคงจะได้สัญญาเขียนสามเล่มกับสนพ.แกรนด์ เซ็นทรัล (หรือวอร์เนอร์เดิม) แต่คาดว่าคงดังพอควร เพราะตอนนี้รู้ว่าเธอเขียนเรื่องของคนในหน่วยนี้ต่ออีกแล้ว 

แม็กซ์กล้าบอกเลยว่า เหตุผลที่ตัดสินใจซื้อหนังสือเล่มนี้มาอ่าน ไม่ใช่เพราะหนังสือของเธอดูน่าสนใจ หรือมีใครแนะนำหรอกค่ะ แต่เป็นเพราะคนแต่งในชีวิตจริงเป็นภรรยาของนักเขียนที่แม็กซ์ชอบมาก ๆ 

สามีของเธอคือจิม บุทเชอร์ นักเขียนเรื่องแนวแฟนตาซีที่เก่งมากคนนึง (สำหรับคนที่ชอบดูซีรี่ย์ของอเมริกา อาจรู้จัก หนังซีรี่ย์เรื่อง The Dresden Files ซึ่งนั่นก็เป็นจินตนาการของจิมนั่นเอง แต่ซีรี่ย์ไม่เหมือนกับหนังสือหรอกนะคะ) 

มันอาจเป็นเหตุผลที่ไม่ได้เรื่องนะคะ แต่พอแม็กซ์สิ่งที่เธอเขียนในเว็บไซด์เกี่ยวกับแรงบันดาลใจของเธอที่หันมาจับปากกาเขียนหนังสือกะเค้าบ้าง เลยทำให้เรารู้สึกสนใจงานของเธอขึ้นมาทันที

แชนน่อนบอกว่า เธอไม่ได้ฝันจะเป็นนักเขียนมาตั้งแต่เด็ก เธออยากเป็นวิศวกร และเธอก็กลายเป็นวิศวกรอย่างที่หวัง ทำงานในขณะที่สามีของเธอไล่ตามความฝันที่อยากเป็นนักเขียนของเขา เธอเริ่มต้นช่วยเขาในการเขียนหนังสือ ช่วยอ่าน และตรวจทานต้นฉบับ จนวันนึงเธอรู้สึกว่าอยากเขียนเองบ้าง เธอตั้งใจจะเขียนเรื่องแนวแฟนตาซีอย่างที่จิมเขียน แต่แล้วเธอก็ได้อ่านโรแมนซ์ และตกหลุมรักกับหนังสือแนวนี้ 

แม็กซ์ชอบคนที่ยอมรับว่าตัวเองชอบอ่านโรแมนซ์ค่ะ 

 

 

No Regret ของแชนน่อน เค. บุทเชอร์

หากคิดว่านี่เป็นหนังสือเล่มแรกที่แชนน่อนเขียน แม็กซ์ให้เธอสอบผ่านค่ะ แม้ว่าตัวหนังสือเล่มนี้เองจะสอบตก

ทุกอย่างในเรื่องนี้เป็นไปตามสูตรสำเร็จของหนังสือแนวโรแมนติคสอบสวน เริ่มตั้งแต่นางเอกที่ตกอยู่ในอันตราย โดยโนเอล แบลนช์ ซึ่งเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัยผู้เป็นอัจฉริยะตกเป็นเป้าหมายการตามล่า เพราะความสามารถในการถอดรหัสของเธอเป็นที่ต้องการของผู้ก่อการร้าย พระเอกของเรานามเดวิด วูลฟ์ซึ่งเป็นอดีตนายทหารหน่วยเดลต้า ที่ลาออกจากราชการไปเปิดบริษัทรักษาความปลอดภัย ถูกเรียกตัวกลับมาทำงานเพื่อปกป้องเธออีกครั้ง เพราะศัตรูที่ตามล่าโนเอล ก็คือคนกลุ่มเดียวกับที่ลงมือสังหารภรรยาของเดวิดในอดีต 

เดวิดไม่มีทางเลือกนอกจากพาโนเอลหนี และนำเธอไปซ่อนไว้ในบ้านพักที่ห่างไกลผู้คน แต่อันตรายก็ไม่ได้หลีกหนีกันได้ง่าย ๆ  ในขณะเดียวกันสองหนุ่มสาวก็เริ่มปิ๊งกันแล้วล่ะสิ แม้โนเอลจะไม่เชื่อในเรื่องการใช้ความรุนแรง และเดวิดก็ไม่ต้องการที่รักใครเพื่อที่จะสูญเสียเธอไปอีก

ทุกอย่างในเล่มนี้เป็นไปตามความคาดหมายของหนังสือพล็อตแนวโรแมนติกสืบสวน พระเอกที่เก่งเหนือเก่ง ปกป้องนางเอกทุกวิถีทาง ไฟความปิ๊งที่สป๊าคซ์แฟ่บ ๆ

ปัญหาของแม็กซ์จึงเป็นการที่ทุกอย่างคาดเดาได้หมด พล็อตเรื่องที่จำเจ แม้กระทั่งตัวละครก็ดูไม่ต่างอะไรจากตัวละครอีกเป็นร้อยที่เราเคยอ่านในเรื่องแนวเดียวกัน ทั้งโนเอล และเดวิดไม่มีความโดดเด่นเป็นของตัวเอง ไม่มีความน่าจดจำ ไม่ได้ผิดอะไรหรอกนะคะ แต่ไม่น่าสนใจเท่านั้นเอง

อย่างที่บอกค่ะ สำหรับผลงานเล่มแรก เราให้แชนน่อนสอบผ่าน และติดตามอ่านงานเล่มต่อไปของเธอเกือบจะในทันที เพราะเราอยากรู้ว่า เธอจะมีพัฒนาการขึ้นมาอีกไหม 

คะแนนที่  57

 

 

No Control ของแชนน่อน เค. บุทเชอร์

สำหรับเล่มที่สองในชุด แม็กซ์ถือว่าแชนน่อนมีพัฒนาการที่เด่นชัดเจนขึ้นมากค่ะ ตัวละครมีเอกลักษณ์เป็นของตัวเอง (แม้จะไม่ใช่เอกลักษณ์ที่เราอยากให้มีนัก) และการดำเนินเรื่องก็น่าสนใจตลอดทั้งเรื่อง แต่คราวนี้เราก็มีปัญหาอีกจนได้ กับตัวละครของเธอ โดยเฉพาะนางเอก

เมื่อสิบแปดเดือนก่อน คาเล็บซึ่งปลอมตัวเป็นหนึ่งในขบวนการผู้ก่อการร้าย ต้องยืนอยู่เฉย ๆ ขณะที่พวกนั้นฆ่าตัวประกันทีละคน จนกระทั่งเหลือเพียงลาน่าเป็นคนสุดท้าย เธอเป็นคนเดียวที่รอดตาย แต่ชีวิตก็เหมือนพังทลาย เธอฝันร้าย และความหวาดกลัวที่ถูกทำร้ายอย่างรุนแรง ทำให้เธอฝันร้ายตลอดมา 

สำหรับคาเล็บแล้ว การอยู่เฉยแล้วปล่อยให้ผู้บริสุทธิ์ตายเป็นสิ่งที่เขาไม่อาจให้อภัยตัวเองได้ แม้เขาจะรู้ว่าในเวลานั้นเขาไม่มีทางเลือก เขาไม่อาจทำลายตัวตนที่เขาปลอมมาเพื่อช่วยชีวิตตัวประกันได้ เขาจำเป็นต้องเป็นส่วนหนึ่งในขบวนการนั้น เพื่อสืบความลับ และสำหรับลาน่า มันยิ่งกว่านั้น เขารู้ว่า ถ้าเป็นช่วงเวลาอื่น ในสถานการณ์ที่ต่างไป ลาน่าจะเป็นผู้หญิงที่เขาไม่ลังเลเลยในการจีบ แต่โชคชะตาของทั้งสองมันถูกกำหนดโดยอำนาจที่เหนือกว่า เขารู้ว่าตัวเองคืออดีตที่ลาน่าอยากลืม เป็นคนสุดท้ายที่เธอคาดหวังว่าจะได้เจออีกครั้ง

แต่คาเล็บก็กลับเข้ามาในชีวิตของลาน่าจนได้ เขาได้รับคำสั่งจากผู้บังคับบัญชาให้มาดูแล พร้อมทั้งสืบความจริงที่ลาน่าอาจจะเก็บซ่อนเอาไว้ แน่นอนว่าการกลับมาของเขาไม่ได้รับการตอบรับจากลาน่า เธอไม่ต้องการให้เขาเข้ามาในชีวิต และเธอเชื่อว่าตัวเองมีชีวิตที่ดีอยู่แล้ว 

และแล้วคนร้ายก็กลับมา คราวนี้เขาพร้อมที่จะปฏิบัติภารกิจให้เสร็จสิ้น ลาน่าเป็นคนเดียวที่รอด และครั้งนี้เธอไม่ควรจะรอด

เรื่องนี้ดีกว่าเล่มแรก ในฐานะของความน่าสนใจของเนื้อเรื่อง แม้ว่าพล็อตก็จะยังแนวเดิม (นางเอกอยู่ในอันตราย พระเอกขี่ม้าขาวมาช่วย) แต่ตัวละครและการดำเนินเรื่องก็มีเอกลักษณ์ของตัวเองมากพอจะทำให้น่าสนใจได้  ปัญหาก็คือ แม็กซ์ไม่ชอบลาน่า ไม่ชอบขนาดอยากจะจับมาตบสักสามรอบ แล้วกระทืบอีกสองรอบ เราเข้าใจนะคะว่าเธอมีประสบการณ์อันเลวร้าย เธอตกอยู่ในความหวาดกลัวตลอดเวลา แต่ก็ไม่ยอมพูดความจริง ทำให้ทุกคนที่อยู่รอบข้างเธอตกอยู่ในอันตรายมากขึ้นไปอีก เหตุผลที่เธอบอกคนอ่านก็ไร้สาระ และงี่เง่า (สปอยล์) ถ้าเธอเงียบ ผู้ก่อการร้ายจะเลิกลาไปเอง ขอร้อง ปัญญาอ่อนรึเปล่า

คาเล็บเป็นพระเอกที่ดี โดยเฉพาะเมื่อคิดว่าเขาต้องทนกับลาน่า เขายิ่งเป็นพระเอกที่ดีมาก

คะแนนที่ 67

The Flynn Brothers // Heather Graham

posted on 19 Nov 2008 08:48 by maxtreme  in Contemporary, D-Club, F-Club

ขอเวลาให้แม็กซ์นึกถึงอดีตอันหวานชื่นระหว่างเรากับเฮทเธอร์ แกรมห์สักครู่นะคะ

สมัยที่เราเริ่มอ่านโรแมนซ์ใหม่ ๆ เฮทเธอร์เป็นหนึ่งในนักเขียนที่เราชอบมาก 

โอเค โอเค (หน้าแดงนิดหน่อย) เรายอมรับว่าตัวเองก็ชอบเรื่องที่นางเอกเป็นสาวน้อยไร้เดียงสา หัวดื้อ และเอาแต่ใจ กับพระเอกที่เย็นชา และใจร้ายกับนางเอกเหมือนกัน  พูดไปก็ทำให้เกิดความรู้สึกอยากกลับไปนั่งอ่าน Sweet Savage Eden อีกรอบแล้วล่ะ

ปัญหาที่เกิดกับเราในการหยิบงานของเฮทเธอร์เล่มใหม่ ๆ มาเขียน แม็กซ์คงสรุปได้ว่าเป็นความผิดของเราทั้งสองฝ่าย จึงทำให้เราอยู่ด้วยกันอีกไม่ได้แล้ว (น้ำตามเริ่มไหลแล้วนะคะ)

ทางเราแม้จะโตเกินกว่าพล็อตแนวนางเอกดื้อ พระเอกโหดแล้ว แต่เรื่องเก่า ๆ ของเฮทเธอร์ก็ยังอยู่ในดวงใจเราอีกหลายเรื่อง เราเชื่อว่าถ้าเฮทเธอร์ยังเขียนเรื่องแนวนี้อยู่ แม็กซ์ก็คงยังอ่านนะคะ แต่อาจจะไม่ชอบเท่าที่เคยชอบเหมือนในอดีต แต่การเปลี๋ยนไป๋ก็ไม่ใช่แค่เราคนเดียว เพราะเฮทเธอร์ แกรมก็เปลี่ยนเหมือนกัน กระทั่งคนที่ชอบงานในอดีตของเธอก็คงได้ข้อสรุปเดียวกับแม็กซ์ว่า เธอไม่เหมือนเดิม

เสน่ห์ที่ทำให้เรื่องของเธอน่าอ่านมันสูญหายไปหมด เธอโดดเด่นในการเขียนเรื่องกระชากอารมณ์ กดดันคนอ่านในเรื่องความแตกต่างระหว่างพระเอกและนางเอก หนังสือไม่รู้กี่เล่มต่อกี่เล่มของเธอเริ่มต้นด้วยการที่พระเอกและนางเอกมีความเชื่อคนละด้าน และต้องทำสงครามระหว่างกัน นางเอกเป็นแซกซอน พระเอกเป็นนอร์แมน นางเอกเป็นชาวใต้ พระเอกเป็นทหารชาวเหนือ พล็อตที่คาดเดาได้ง่าย แต่ก็โดดเด่นสำหรับเธอ 

บัดนี้เธอไม่เหมือนเดิมอีกแล้ว ประเด็นก็คือ แม็กซ์ยังทนอ่านงานของเธออยู่ได้น่ะสิ อ่านทั้งที่รู้นะว่า มันไม่ดีเหมือนเดิม แต่บางครั้งเราก็ไม่ได้เลือกของที่ดีสำหรับตัวเองเสมอไปหรอกจริงไหม โดยเฉพาะถ้าคุณไม่อ่านหนังสือแย่ ๆ คุณจะรู้ได้ยังไงเวลาคุณหยิบหนังสือดีมาอ่าน

หนังสือชุด The Flynn Brothers เป็นเรื่องราวของสามพี่น้องตระกูลฟรินน์ พี่น้องที่ร่วมมือกันเปิดสำนักงานนักสืบเอกชนที่ประสบความสำเร็จ หนังสือชุดนี้เดินตามรอยหนังสือขายดีหลายชุดก่อนหน้า ที่ออกวางขายสามเล่มในสามเดือน แม็กซ์เพิ่งอ่านจบไปสองเล่มค่ะ ส่วนเล่มสามที่ยังไม่ได้อ่าน เพราะยังไม่ออกขาย

เรามาว่ากันไปแต่ละเล่มแล้วกัน

 

 

Deadly Night ของเฮทเธอร์ แกรมห์

ที่สันหนังสือของเรื่องในชุดนี้เขียนไว้ว่า พารานอมอลนะคะ แต่สำหรับแม็กซ์แล้ว แม้จะมีองค์ประกอบของพารานอมอลเข้ามาเกี่ยวกับเรื่องด้วย แต่มันก็ไม่มาก หรือสร้างสรรพอที่เราจะจัดประเภทให้เป็นหมวดหมู่นั้นเลย และโดยพื้นฐานของเรื่องก็คือ แนวสืบสวนที่บังเอิญมีพระเอกนางเอกเท่านั้นเอง

ในเล่มแรกเล่าเรื่องของไอแดน ฟรินน์  พี่ชายใหญ่ของพี่น้องตระกูลนี้ เขาและน้องชายทั้งสองได้รับมรดกเป็นบ้านโบราณในนิวออร์ลีนส์ (สามพี่น้องอาศัยอยู่ในฟลอริด้า อันเป็นถิ่นที่อยู่ของเฮทเธอร์เค้าด้วย) ในจังหวะเดียวกับที่เขาเดินทางมานิวออร์ลีนส์เพื่อสืบคดีคนหาย ไอแดนก็ได้พบเศษกระดูกมนุษย์ใกล้ ๆ กับที่ที่เขาเจอคนที่เขาตามหา ไอแดนแจ้งตำรวจ รวมทั้งเพื่อนเก่าที่เป็นเอฟบีไอ แต่กลับไม่มีใครสนใจสิ่งที่เขาค้นพบ พวกนั้นบอกว่า นับตั้งแต่พายุคาทริน่าเข้าถล่มนิวออร์ลีนส์ บรรดาศพต่าง ๆ ที่ถูกฝังไปนานแล้วกระจัดกระจายไปทั่วเมือง (หลุมศพในเมืองนิวออร์ลีนส์มีลักษณะพิเศษหน่อยนึงตรงที่หลายสุสานเป็นการฝังบนดิน ไม่ได้ขุดลงไปใต้ดินเพื่อฝัง) ดังนั้นโอกาสที่กระดูกซึ่งไอแดนค้นพบจะเป็นของศพเก่าจึงมีมาก

แต่ไอแดนไม่อาจปฏิเสธความรู้สึกสงสัยของตัวเองลงได้ โดยเฉพาะเมื่อเขากลับไปยังบ้านที่ตนเองได้รับเป็นมรดก และค้นพบว่า ยังมีเศษกระดูกในบ้านหลังนั้นอยู่อีกด้วย เขาจึงเริ่มต้นสอบสวนความลึกลับนี้ แม้จะโดนต่อต้านจากเจ้าหน้าที่ของรัฐทุกคน (แม็กซ์เข้าใจว่าผู้รักษากฎหมายในนิวออร์ลีนส์ลืมตัวไปน่ะค่ะ คิดว่าอยู่ในเมืองไทยที่วันวันไม่มีหน้าที่ต้องทำอะไร นอกจากไล่ตีพันธมิตร) 

การสืบสวนนำเขาเข้าไปพัวพันกับเคนเดล หญิงสาวผู้ซึ่งเป็นเพื่อนสนิทของป้าผู้เป็นเจ้าของบ้านที่เป็นมรดกของเขา เธอเปิดร้านขายของเกี่ยวกับเวทมนตร์ และเธอทำหน้าที่เป็นหมอดูไพ่ยิปซี แม้เคนเดลจะยอมรับเสียงใสว่า ตัวเองไม่ได้มีญาณวิเศษอะไร แต่แล้วเคนเดลก็เริ่มมองฝันประหลาด และมองเห็นวิญญาณ

หนังสือเล่มนี้สอบตกทั้งในส่วนโรแมนซ์ ซึ่งเราให้อภัยนะคะ เพราะไม่ได้คาดหวังว่าจะเจอโรแมนซ์ที่สนุกอะไร แต่การสอบตกในส่วนของการสืบสวนคือเหตุผลใหญ่ที่เราไม่ชอบเล่มนี้

ในเรื่องบอกว่าไอแดนเป็นอดีตทหารที่กลายเป็นเอฟบีไอ (ที่เก่งมาก) ก่อนจะผันตัวมาเป็นนักสืบเอกชน ในเรื่องเขาเป็นคนเดียวที่มองเห็นความสำคัญของเศษกระดูกที่ตนเองค้นพบ เขาสืบสวนจนรู้ว่ามีฆาตกรต่อเนื่องเพ่นพ่านอยู่ในเมือง ปัญหาก็คือ แม็กซ์ไม่รู้สึกประทับใจในวิธีการสอบสวนของเขาเลย มันไม่มีที่มาที่ไป ไม่มีการตามรอยหรือใช้ความสามารถในการสรุปผล แต่เป็นเพราะไอแดนเป็นพระเอก เขาจึงสรุปเรื่องราวได้ถูกต้อง ข้อมูลที่นำเสนอในเรื่องที่ได้มาจากข้อสรุปของไอแดน ดูแล้วเป็นไปไม่ได้เลยที่นักสืบคนอื่นจะคิดได้ (สปอยล์) อย่างการที่เรื่องเขียนว่า ไอแดนไปนั่งดูแฟ้มคดีคนหาย แล้วจู่ ๆ ก็สรุปออกมาซะงั้นว่า ต้องเป็นผู้หญิงคนนี้แน่ ๆ เลยที่เขาเจอกระดูก (จากแฟ้มคนหายเป็นร้อย ๆ คน และกระดูกก็เหลือแต่เศษกระดูก ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าสูงต่ำดำขาวยังไง)

ต้องขอบอกว่าไอแดนเป็นนักสืบที่โชคดีสุดสุดที่ข้อสรุปของเขากลายเป็นจริง ปัญหาก็คือถ้าเขาไม่ใช่พระเอกล่ะ จะมีความสามารถทำนายอนาคตอย่างนี้ไหม คนแต่งไม่ได้นำคนอ่านไปสู่ข้อสรุปเลย เพียงแต่สั่งให้ตัวละครพูดข้อสรุปออกมา เงื่อนงำก็ไม่ชัดเจน และนี่เป็นสิ่งที่แย่มากในหนังสือสืบสวน 

เรื่องโรแมนซ์ไม่ต้องพูดถึง คนที่ติดใจเฮทเธอร์ในการเขียนเรื่องร้อนแรง ตัวละครที่ทะเลาะกันเสร็จก็ไปเคลียร์ปัญหาใจกันบนเตียง ก็รอเก้อนะคะ สำหรับเราไม่ใช่เรื่องใหญ่นัก เพราะเรารู้มานานแล้วล่ะว่าเฮทเธอร์ไม่ใช่คนเดิมเมื่อ (ยี่) สิบกว่าปีก่อนอีกต่อไป

คะแนนที่  43

 

 

  Deadly Harvest ของเฮทเธอร์ แกรมห์

เล่มสองเ็ป็นเรื่องราวของน้องชายคนรองเจรามี่ ฟรินน์ผู้ถูกเรียกตัวโดยอดีตคู่หูที่เคยร่วมทำงานกันในหน่วยดำน้ำของสมัยที่เขายังเป็นตำรวจ ให้ขึ้นไปที่เมืองซาเลม เมืองที่เลื่องลือในการเผาแม่มด เพราะภรรยาของเพื่อนเขาหายตัวไปอย่างลึกลับ หลังจากที่สามีภรรยาไปเดินเที่ยวกันในสุสานในเมือง

เจรามี่ผู้ซึ่งลาออกจากการเป็นตำรวจหลังจากประสบกับเหตุการณ์สะเืทือนใจเพราะเขาดำน้ำลงไปช่วยเด็ก ๆ ที่รถขับตกลงไปในน้ำไม่สำเร็จ เป็นคนที่ไม่เชื่อเรื่องพลังเหนือธรรมชาติ และนั่นทำให้เขาอยู่ด้านตรงข้ามกับโรวีน่า หญิงสาวที่แม้จะไม่ได้พูดว่า มีวิญญาณอยู่จริง แต่ก็ไม่เคยมีหลักฐานปฏิเสธการมีอยู่ของวิญญาณ

สองหนุ่มสาวได้พบกันในเมืองนิวออร์ลีนส์ ระหว่างการจัดงานเพื่อหาทุนสนับสนุนมูลนิธิที่เจรามี่ตั้งขึ้น และทั้งคู่ก็เจอกันอีกครั้งเมื่อเจรามี่เดินทางไปซาเลมอันเป็นบ้านเกิดของโรวีน่า เพื่อสืบหาความจริง

เล่มนี้ดีกว่าเล่มแรกนิดหน่อย ดังนั้นก็เป็นการบอกว่าไม่ได้ทำให้อะไรในเล่มนี้ดีขึ้นมามากนักหรอกนะคะ ในแง่โรแมนซ์ ทั้งเจรามี่และโรวีน่า ปิ๊งปั๊งและเริ่มมีความสัมพันธ์กันตั้งแต่บทต้น ๆ ดังนั้นจึงไม่มีคำถามในเรื่องหัวใจระหว่างทั้งสองเท่าไหร และเช่นเดียวกันหนทางในการสืบสวนคดีที่เกิดขึ้น ดูไม่มีความชัดเจน นอกจากบอกว่า เป็นความเก่งของพระเอกที่ทำให้หาร่องรอยต่าง ๆ เจอ แต่ก็ยังไม่ถึงกับน่าเกลียด ชนิดที่เอาข้อสรุปมาจากสายลมอย่างที่เล่มแรกทำ (ดังนั้นแม็กซ์ถึงบอกว่าเล่มนี้ดีกว่าหน่อย)

คะแนนที่ 50

edit @ 20 Nov 2008 09:06:14 by max