D-Club

Chosen by Desire // Kate Perry

posted on 12 Nov 2009 09:13 by maxtreme  in D-Club, Paranormal

หยิบเล่มนี้มาอ่านแบบไม่ได้คาดหวังอะไรเลยนะคะ เพราะแม้เึคท เพอร์รี่จะไม่ใช่นักเขียนหนังสือใหม่ แต่เราก็ไม่เคยอ่านงานของเธอมาก่อน แถมยังแทบจะไม่เคยได้ยินใครพูดถึงงานของเธอเลยด้วยซ้ำ จึงทำให้สมองของแม็กซ์โล่งเป็นผ้าขาวที่สามารถเริ่มต้นอ่านได้โดยไม่มีความลำเอียง

 

 

Chosen by Desire ของเคท เพอร์รี่

หนังสือเล่มนี้เป็นเล่มที่สองในชุด The Guardians of Desitiny ซึ่งบอกตามตรงว่า อ่านเรื่องนี้จบแล้วก็ยังไม่ค่อยเก็ตภารกิจของขบวนการกลุ่มนี้เท่าไหรนัก นอกจากว่าเป็นเรื่องราวของคนซึ่งสืบสายเลือดมาจากคนรุ่นก่อน ๆ ที่มีหน้าที่ในการพิทักษ์รักษาคัมภีร์จีนโบราณห้าเล่ม (ดังนั้นคาดว่าน่าจะมีห้าคน) 

เราคิดว่าไม่จำเป็นต้องต้องเริ่มอ่านตั้งแต่เล่มแรกในชุดหรอกนะคะ เพราะแม็กซ์เองก็หยิบเล่มสองนี้มาอ่านเลยโดยที่ยังไม่ได้เปิดเล่มแรกด้วยซ้ำ ก็ยังสามารถเข้าใจได้รู้เรื่อง อาจจะมีปัญหาบ้างก็ตรงภารกิจของกลุ่มการ์เดี้ยนกลุ่มนี้แหละค่ะ คือไม่รู้ว่า มันมีพลังอะไร หรือทำหน้าที่อะไรในสังคมเราบ้าง นอกจากนั้นเรื่องราวก็อ่านได้เข้าใจดี

แต่ความเข้าใจไม่ได้แปลว่าสนุกนะคะ 

นักศึกษาระดับปริญญาเอกอย่างแคร์รี่ วู้ดส์กำลังมาถึงทางตัน อาจารย์ที่ปรึกษาบอกกับเธอว่า วิทยานิพนท์ของเธอไม่เซ็กซี่เพียงพอ และหากเธอต้องการที่จะเป็นอาจารย์หลังจากที่เรียนจบในมหาวิทยาลัยแห่งนี้ แคร์รี่ต้องหาบางอย่างมาเพิ่มเติมในวิทยานิพนท์ของตัวเองโดยเร็ว ดังนั้นเมื่อแคร์รี่แอบได้ยินเพื่อนสนิทของเธอพูดคุยกับแฟนเกี่ยวกับชายชาวจีนซึ่งเป็นผู้ครอบครองเอกสารโบราณหายากในประวัติศาสตร์ แคร์รี่จึงเดินทางไปเมืองจีนเพื่อออกตามหาเอกสารนั้น

และเมื่อเธอได้พบ แคร์รี่ตัดสินใจขโมยมันออกมาจากสำนักสงฆ์ และนำกลับมาที่อเมริกา แต่เธอไม่ได้กลับมาคนเดียว เพราะแม็กซ์ เพรสค็อตต์ซึ่งอาศัยอยู่ในสำนักสงฆ์แห่งนั้นได้ติดตามแคร์รี่กลับมาด้วย เพราะหนึ่งในเอกสารที่เธอขโมยมาก็คือ คัมภีร์แห่งน้ำ ซึ่งเป็นคัมภีร์โบราณและมีพลังในตัวเอง 

แต่แล้วแม็กซ์ (พระเอกนะคะไม่ใช่แม็กซ์คนเขียนบลอก) ก็ทราบว่า แคร์รี่มีความสัมพันธ์บางอย่างกับอดีตเพื่อนสนิทที่เคยทรยศเขาในอดีต ทำให้แทนที่จะขโมยเอกสารกลับตามธรรมดา แม็กซ์จึงจัดฉากจนแคร์รี่ต้องมาทำงานให้กับเขา ในหน้าที่ผู้แปลเอกสารโบราณ และนั่นทำให้ทั้งสองมีโอกาสใกล้ชิดกัน จนในที่สุดเขาก็ได้เรียนรู้ถึงตัวตนที่แท้จริงของแคร์รี่ รวมทั้งช่วยปกป้องเธอจากคนร้ายที่หวังจะครอบครองเอกสารเหล่านั้น

หลายคนคงจะทราบถึงความคลั่งไคล้ที่เรามีต่อพระเอกที่มีด้านสีเทานะคะ คนที่ไม่ใช่เป็นคนดีร้อยเปอร์เซ็นต์ บางครั้งก็เคยทำอะไรที่เลวร้ายมาก่อน แต่ความคลั่งไคล้อันนี้ไม่ได้เผื่อแผ่ไปถึงนางเอกหรอกค่ะ เพราะแม็กซ์ (คนเขียนบลอก) ทนไม่ได้อย่างยิ่งกับแคร์รี่ 

เราเกลียดเธอมาก  ตั้งแต่เริ่มต้นเรื่องที่คุณเธอทำเป็นตกกระไดพลอยโจนแล้วขโมยเอกสารออกจากที่อยู่ของมัน หาเหตุผลร้อยแปดมาอธิบายการกระทำของตัวเอง ซึ่งมันห่วยแตก และแสดงความเห็นแก่ตัวชนิดที่ไม่เคยแคร์ใครเลยของเจ้าหล่อน ทำให้เราพาลนึกถึงพวกฝรั่งที่เข้าไปปล้นสะดมภ์วัตถุโบราณของชาติต่าง ๆ แล้วอ้างว่า เพื่อเก็บรักษาเอาไว้ แคร์รี่ขโมยเอกสารก็เพื่อตัวของเธอเอง ด้วยเรื่องไร้สาระและเล็กน้อยมากอย่างการทำวิทยานิพนท์ มันเป็นความเห็นแก่ตัวอย่างสูงสุด เธอไม่เคยสำนึก และไม่เคยได้รับผลจากการกระทำของตัวเอง

ที่สำคัญการกระทำของเธอทำให้เราไม่อาจยอมรับในตัวพระเอกได้ เพราะเขาไม่เคยทำให้มันเป็นเรื่องใหญ่ มองไม่เห็นว่า มันเป็นความผิดร้ายแรง แต่อย่างน้อยก็ทำให้เขาคู่ควรกับเธอ (คือห่วยพอกัน)

เรามานั่งวิเคราะห์นะคะ ทำไมเราถึงยอมรับ "ความเลว" ของตัวละครตัวอื่นได้ดีกว่าสิ่งที่แคร์รี่ทำ คิดไปคิดมาก็ได้คำตอบว่า เ็ป็นเพราะการกระทำที่อาจจะเลวร้ายของตัวเอกในเรื่องที่เราชอบและยอมรับได้นั้น ไม่ใช่การกระทำเพื่อผลประโยชน์ของพวกเขาเอง แต่กลับเป็นการทำเพื่อคนอื่น หรือคนที่พวกเขารัก และนั่นทำให้เรายอมรับมันได้ ในขณะที่แคร์รี่ทำทุกอย่างเพื่อตัวเอง นั่นจึงเป็นประเด็นที่เราไม่อาจมองข้าม หรือทำใจให้ยอมรับเจ้าหล่อนได้เลย

นอกจากนี้แล้ว การอธิบายเรื่องก็ยังไม่ชัดเจน เหมือนอย่างที่บอกล่ะค่ะ อ่านไปจนจบเรื่องเราก็ยังไม่รู้เลยว่า คนที่ครอบครองคัมภีร์โบราณแต่ละคน มีเอาไว้เพื่อทำอะไร มันเป็นเพียงแค่สมบัติที่สืบตกทอดกันมา หรือมีจุดประสงค์อื่นแอบแฝงอยู่ ในเล่มนี้เราได้พบกับผู้ครอบครองคัมภีร์สามคน (แม็กซ์ และเพื่อนของแคร์รี่อีกสองคน) แต่พวกเขาก็ไม่เห็นก่อประโยชน์ให้เกิดแก่มนุษย์ชาติเลยสักนิดเดียว 

อาจจะเป็นเพราะเราไม่ชอบนางเอกตั้งแต่เริ่มต้นเรื่อง ที่เธอขโมยเอกสารออกจากวัด เราจึงไม่เคยเข้าถึงหนังสือเล่มนี้เลยนับจากนั้น  เราไม่ชอบพระเอกที่มองเห็นเสน่ห์ของนางเอกซึ่งเป็นผู้หญิงที่คนที่เกลียด เราไม่ชอบที่คนที่นิสัยเสียเช่นนี้ได้รับทุกอย่างที่เธอต้องการ และถูกมองว่าเป็นคนเก่ง

นี่ยังไม่นับความงี่เง่าในเรื่องการทำวิทยานิพนท์อีกนะคะ เราอ่านแล้วก็ไม่เก็ตว่า ทำไมวิทยานิพนท์มันต้องเซ็กซี่ แล้วไอ้เจ้าเอกสารโบราณสองสามแผ่นมันจะเปลี่ยนผลงานที่ไม่น่าสนใจให้น่าสนใจได้ยังไง ในเล่มนี้กล่าวถึงเอกสารที่แคร์รี่ขโมยมาว่ามีความสำคัญทางประวัติศาสตร์ แต่กระนั้นเราก็ไม่ได้รู้สึกว่า มันสำคัญอะไรเลย ในเอกสารเพียงแต่เขียนถึงเรื่องราวเหนือธรรมชาติ ซึ่งไม่ได้พิสูจน์การมีอยู่ของทฤษฎีอะไรเลยด้วยซ้ำ (ต้องนึกนะคะว่า คนธรรมดาไม่รู้เรื่องคัมภีร์โบราณบ้าบออะไรนี่หรอก) แล้วมันน่าสนใจตรงไหน (วะ) 

สปอยล์ ตัวร้าย อ่านแล้วเข้าใจนะว่า คนแต่งต้องการให้คนอ่านแปลกใจตอนที่เปิดตัวคนร้าย แต่มันไม่มีเหตุผลเลยสักนิดที่อาจารย์ที่ปรึกษาของแคร์รี่จะเป็นคนร้าย เราไม่เห็นเหตุผล นั่นเพราะอาจารย์ไม่รู้ด้วยซ้ำว่า เอกสารที่แคร์รี่ขโมยมาว่าอำนาจเหนือธรรมชาติแฝงอยู่ แล้วในฐานะที่เธอเป็นผู้เชี่ยวชาญที่ได้รับการยกย่องอยู่แล้ว ทำไมต้องเอาอาชีพและทุกอย่างในชีวิตไปเสี่ยงกับการทำอะไรแบบนั้น คนแต่งพยายามอธิบายว่า เป็นความอิจฉา แต่นั่นก็ไม่มีเหตุผลอีก เพราะในฐานะของอาจารย์ที่ปรึกษา หากวิทยานิพนท์ของแคร์รี่มันดีขนาดนั้น อาจารย์คนนี้เองก็ต้องย่อมได้รับผลประโยชน์ไปด้วย 

หนังสือเรื่องนี้ความเกลียดนางเอกของเราเข้าครอบงำค่ะ จนทำให้เราแทบจะมองไม่เห็นส่วนอื่น ๆ ของเรื่อง

คะแนนที่  50

To Romance a Charming Rogue // Nicole Jordan

posted on 07 Nov 2009 21:19 by maxtreme  in D-Club, Historical

หลังจากที่ผิดหวังกับงานเขียนของนิโคล จอร์แดนติดต่อกันมาหลายเล่ม แม็กซ์ก็เลิกที่จะตั้งความหวังอะไรกับงานของเธอแล้วล่ะค่ะ แต่ยอมรับว่าที่ยังซื้อและอ่านงานของเธออยู่ ก็เพราะคิดว่า เธอเป็นนักเขียนที่ (อาจจะเรียกว่าเคย) มีฝีมือพอตัว เขียนเรื่องในระดับที่อ่านได้ แม้ระยะหลังจะเลวร้ายไปหน่อย แต่ก็ยังฝันหวานว่า เล่มใหม่ของเธอจะสนุกได้ใจ

น่าเสียดายว่า มันไม่ใช่เล่มนี้ค่ะ

 

 

To Romance A Charming Rogue ของนิโคล จอร์แดน

หนังสือเล่มนี้เป็นเล่มที่สี่ในชุด The Courtship Wars ซึ่งแรกเริ่มไอเดียเป็นหนังสือชุดสามเล่มเรื่องราวของสามพี่น้องตระกูลลอว์ริ่งค์ที่ไม่อยากแต่งงาน แต่เนื่องจากความฮิตของหนังสือชุดนี้ ที่ทำให้นิโคลขึ้นไปติดอันดับหนังสือขายดีของหนังสือพิมพ์นิวยอร์คไทม์ ก็เลยทำให้ชุดนี้ถูกขยายออกเป็นอย่างน้อยหกเล่ม โดยเอาตัวละครรองในหนังสือทั้งสามเล่มมาเขียน

โดยเล่มนี้เป็นเรื่องราวของเลดี้ เอลินอร์ เพียร์ซ น้องสาวของพระเอกเล่มแรกในชุด (To Pleasure a Lady) ผู้ซึ่งแม้จะโดดเด่นในวงสังคมแต่เธอก็เลือกมากเหลือเกินกับชายที่จะมาเป็นคู่ครอง นั่นก็เพราะว่าเธอเคยถูกหักอกอย่างเลวร้ายที่สุดโดยคู่หมั้นคนแรกของเธอ

ดามอน สแตฟฟอร์ด ไวส์เค้าท์แว๊กซ์แฮม ผู้ซึ่งสูญเสียทุกคนที่เขารักไปทั้งหมด และนั่นเป็นเหตุผลใหญ่ที่ทำให้เขาตัดสินใจหักอกเอลินอร์ โดยเสแสร้งเล่นละครว่า เขายังคงมีความสัมพันธ์กับนางบำเรอของตัวเอง ทั้งที่กำลังหมั้นหมายอยู่กับเธอ ทำการฉีกหน้าเธอต่อหน้าสาธารณชน จนสุดท้ายเอลินอร์ต้องถอนหมั้น

สองปีผ่านไป เอลินอร์กำลังคบหาดูใจกับเจ้าชายจากอิตาลี และสำหรับเดมอน ชายคนนั้นไม่ดีพอสำหรับเอลล์ที่เขาห่วงใย ดังนั้นดามอนซึ่งใช้เวลาตลอดสองปีเดินทางไปทั่วยุโรปจึงกลับมาที่อังกฤษ และทำทุกวิถีทางเพื่อทำลายโอกาสที่เจ้าชายจะเข้ามาในชีวิตของเอลล์ได้

กระนั้นเขาก็ยังบอกตัวเองว่า ไม่อาจที่จะหลงรักเอลล์ได้ 

พูดตามตรงนะคะ เล่มนี้ถือว่าไม่เลวร้ายนัก เมื่อเทียบกับสามเล่มแรกในชุด แต่ถ้าพิจารณาความห่วยแตกของสามเล่มแรกที่แม็กซ์รู้สึกแล้ว มันก็ไม่ได้หมายความว่า เล่มนี้ดีเด่อะไรหรอกค่ะ มันแค่ดีกว่าที่คิดไว้เท่านั้นเอง

การดำเนินเรื่องถือว่าใช้ได้ค่ะ แค่น่าเบื่อในบางช่วงเท่านั้นเอง คาแร็คเตอร์ก็ไม่ได้ชั่วร้ายจนน่ากระทืบ  หรือทำตัวงี่เง่าจนน่ารำคาญ กระนั้นมันก็ยังไม่มีอะไรน่าสนใจ

แม็กซ์ไม่ชอบพฤติกรรมของดามอนเลยค่ะ เพราะการที่เขาเลิกกับเอลินอร์ก็เป็นเพราะเขากลัวความรัก และรู้ว่า หากปล่อยให้การหมั้นหมายดำเนินต่อไป เธอก็จะยิ่งเข้ามาอยู่ในใจเขา ดังนั้นเขาจึงจัดฉากและทำให้เธอเข้าใจผิด แต่ท้ายที่สุดแล้วเขาก็กลับมา หาทางชนะใจเธออีกครั้ง มันงี่เง่าน่ะ และทำให้แม็กซ์นึกถึงหนังสืออีกเรื่องนึง ที่มีความใกล้เคียง และเขียนได้ดีกว่าร้อยเท่า

หนังสือเล่มนั้นก็คือ The Rake (หรือ The Rake and The Reformer ของแมรี่ โจ พัธเนย์ และข่าวดีของคนที่ตามหาเรื่องนี้อยู่ก็คือ มันกำลังจะถูกนำมาพิมพ์ใหม่แล้ว) ซึ่งในหนังสือเล่มนั้น นางเอกก็เข้าใจคำพูดของคู่หมั้นผิดไป คู่หมั้นของเธอไม่กลับยอมรับกับเพื่อน ๆ ว่า หมั้นหมายกับนางเอกเพราะเขาตกหลุมรักเธอ ทำให้นางเอกเข้าใจผิด และหนีจากไป ประเด็นนี้ไม่ใช่เรื่องใหญ่ในเรื่องนั้นหรอกนะคะ แต่ท้ายทีสุดแล้ว  นางเอกก็ได้กับพระเอกซึ่งไม่ใช่อดีตคู่หมั้นของเธอ ทำให้่คู่หมั้นต้องจมอยู่กับความเสียใจที่ทิ้งเธอตั้งแต่ต้น

แม็กซ์อ่านเล่มนี้แล้วอยากให้เอลินอร์ลงเอยกับคนอื่นค่ะ เพราะพระเอกมันไม่เห็นค่าของนางเอก ทำร้ายจิตใจ แล้วคิดง่าย ๆ ว่าจะเดินกลับเข้ามาในชีวิตเธอ เราอยากให้เธอเจอผู้ชายคนใหม่ที่กล้าพอที่จะบอกว่ารักเธอ ไม่ใช่ดามอนที่ขี้ขลาดเกินกว่าจะพูด

ความรู้สึกเกี่ยวกับการกระทำในประเด็นนี้ของดามอนเป็นความรู้สึกของเราที่รุนแรงที่สุดแล้วล่ะค่ะ ที่เหลือก็เป็นความเบื่อหน่ายกับการอ่านเรื่องที่ไม่มีอะไรน่าสนใจ เอื่อย ๆ เรื่อย ๆ 

อย่างที่บอกค่ะ ไม่เลวร้ายเท่าไหร แต่ก็ไม่ได้หมายความว่ามันจะดี

คะแนนที่  57

Right Here, Right Now // HelenKay Dimon

posted on 05 Nov 2009 15:28 by maxtreme  in Contemporary, D-Club

แม็กซ์สะสมงานเขียนของเฮเลนเคย์ ไดมอนไว้หลายเล่มแล้วล่ะค่ะ แต่ไม่ได้ฤกษ์งามยามดีในการอ่านเสียที เคยพยายามอ่านงานของเธอไปเล่มนึงแล้วนะคะ แต่ก็ไม่รอด หยุดอ่านไปกลางเรื่อง อธิบายไม่ถูกเหมือนกันว่าเพราะอะไร แต่ดูเหมือนความน่าสนใจในเรื่องมันหายไปซะเฉย ๆ

เรากลับมาสนใจงานของนักเขียนคนนี้อีกครั้ง ก็เมื่อในช่วงการไว้อาลัยให้กับการเสียชีวิตของเคท ดัฟฟี้ ได้มีการพูดถึงเฮเลนเคย์ขึ้นมา โดยบอกว่า เคทชื่นชอบงานของเธอมากแค่ไหน ถึงกับเอ่ยปากว่า งานเขียนของเฮเลนเคย์ให้ความรู้สึกเหมือนกำลังดูหนังที่แสดงโดยแคทเธอลีน แฮปเบิร์น และสเปนเซอร์ เทรซี่เลยทีเดียว

และนั่นทำให้เรารู้ว่า ถึงเวลาต้องอ่านงานของเธอแล้วล่ะ แต่เนื่องจากเราเก็บงานของเฮเลนเคย์ไว้อย่างลึกลับมาก (แปลว่า จำไม่ได้ว่าเก็บไว้ที่ไหน) ทำให้สุดท้ายแล้วก็ต้องหยิบเอาเล่มนี้ซึ่งเป็นเล่มเดียวที่หาเจอมาอ่านก่อน แม้ว่าจากคำวิจารณืจะบอกว่า เล่มนี้ไม่ใช่งานเขียนที่ดีที่สุดของเธอก็ตาม

Right Here, Right Now ของเฮเลนเคย์ ไดมอน

แม็กซ์ไม่แน่ใจว่าจะจัดประเภทของหนังสือเรื่องนี้เป็นแนวไหนดีนะคะ ระหว่างโรแมนติคคอมเมดี้ หรือโรแมนติคสืบสวน เพราะมันไม่เด่นชัดในทั้งสองแนว 

รีด ลาร์กิ้น พระเอกของเรื่องเป็นสายลับในหน่วยงานที่ลับสุดยอดของกระทรวงความมั่นคงแห่งมาตุภูมิ  หน้าที่ทีเขาได้รับคำสั่งมาก็คือ ติดตามสืบหาความจริงเกี่ยวกับความสัมพันธ์ของแก๊บบี้ เพียร์สันกับผู้ต้องสงสัยในการก่ออาชญากรรมทางการเงินคนนึง วิธีการการคือ รีดซึ่งสวมรอยเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านคอมพิวเตอร์เข้าไปสร้างความสัมพันธ์กับแก๊บบี้ด้วยการจีบเธอ ความสัมพันธ์ของทั้งคู่พัฒนามากขึ้น จนรีดรู้สึกว่า เธอกำลังจะกลายเป็นคนสำคัญในชีวิต อย่างไรก็ตามเมื่อรีดค่อนข้างแน่ใจแล้วว่า แก๊บบี้ไม่น่าจะมีความเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ เขาจึงตัดสินใจบอกเลิกกับเธอ เพราะไม่อยากให้แก๊บบี้เข้ามาพัวพันกับชีวิตสีเทาของเขา แม้ว่าใจจริงจะยังคงต้องการใกล้ชิดกับเธอก็ตาม

แต่หลังจากบอกเลิก เจ้านายของรีดก็ได้เบาะแสสำคัญ นั่นก็คือ แก๊บบี้ได้นัดหมายที่จะพบปะกับอาชญากรที่รีดต้องจับตามอง และเหตุการณ์นี้บีบบังคับให้รีดต้องกลับไปงอนง้อขอคืนดีกับแก๊บบี้อีกครั้ง

แต่มันก็ไม่ใช่เรื่องง่าย โดยเฉพาะหญิงสาวที่เจ็บแล้วจำอย่างเธอ

ปัญหาของการเขียนพล็อตของเรื่องนี้ก็คือ มันไม่ได้สื่อความเป็นไปในเรื่อง เราไม่ได้เขียนพล็อตบิดเบือนไปจากความจริงหรอกนะคะ เพียงแต่พล็อตมันไม่มีน้ำหนักหรือสาระสำคัญอะไรเลย ทุกอย่างในเรื่องนี้ขึ้นอยู่กับบทสนทนาระหว่างรีดและแก๊บบี้ รวมทั้งบรรดาตัวละครเสริมที่เป็นเหล่าเพื่อนสนิทของแก๊บบี้ ที่เป็นตัวขับเคลื่อนเรื่องนี้ และนั่นทำให้ยากมาก ๆ ที่จะบอกว่า หนังสือเรื่องนี้เป็นแนวไหน

เพราะพล็อตที่เกี่ยวกับสายลับ ทำให้คิดว่า น่าจะเป็นโรแมนติคสืบสวน แต่ความจริงมันแทบจะไม่ให้น้ำหนักเกี่ยวกับการสืบความจริง (กระทั่งจบเรื่องประเด็นนี้ก็ไม่ได้กลายมาเป็นปมอะไรให้คิดด้วยซ้ำ) 

อ่านเล่มนี้แล้วเข้าใจว่า ทำไมถึงมีการเปรียบเทียบงานของเฮเลนเคย์กับหนังของเฮปเบิร์นและเทรซี่ค่ะ เพราะบทสนทนาระหว่างแก๊บบี้และรีดเป็นตัวดำเนินเรื่อง และต้องยอมรับว่าเขียนได้น่าอ่านพอควรเลยล่ะ เพียงแต่แม็กซ์รู้สึกว่า ไม่ได้ผูกพันกับตัวละครมากพอที่จะสนใจการโต้ตอบของทั้งสองคนขนาดนั้น โดยเฉพาะในเรื่องที่พล็อตแทบจะไม่มีอะไรเลย

นักเขียนที่เขียนเรื่องแนวนี้ที่เราคิดถึงก็คือ เชลลี่ ลอว์เรนสตัน แต่สิ่งที่แตกต่างออกไปก็คือ กับงาของเชลลี่ แม็กซ์แคร์ตัวละคร และอยากรู้เรื่องของพวกเขา อยากรู้ความเป็นไปในชีวิตพวกเขา แต่ในหนังสือเล่มนี้แม็กซ์แค่ไม่สนใจ ทั้งรีดและแก๊บบี้ไม่มีจุดเด่นอะไรที่จะดึงดูดเราให้อ่านหนังสือได้ตลอดทั้งเรื่อง ซึ่งก็เป็นความน่าเสียดายอย่างยิ่งค่ะ เพราะคนแต่งเขียนได้ดีค่ะ

อยากบอกว่า เราไม่มีปัญหานะคะสำหรับหนังสือที่มีจุดเด่นอยู่ที่บทสนทนา โดยที่พล็อตเรื่องไม่มีอะไรมาก เพียงแต่อย่างน้อยก็ควรจะมีตัวละครที่มีความน่าสนใจในระดับนึง  เพราะไม่อย่างนั้นแม็กซ์ก็จะไม่อาจเพ่งความสนใจให้กับเรื่องได้ตลอด ท้ายที่สุดก็เลยกลายเป็นแค่การอ่านให้จบ ๆ ไปเท่านั้นเอง

ผิดหวังเล็กน้อยกับงานเล่มแรก (ที่ได้อ่าน) ของเฮเลนเคย์ค่ะ แต่บทสนทนาก็น่าสนใจมากพอที่จะทำให้เราคิดว่า คงจะให้โอกาสเธอในการอ่านเล่มอื่น ๆ ของเธอแน่นอน

คะแนนที่ 57

 

A Wallflower Christmas // Lisa Kleypas

posted on 04 Nov 2009 10:46 by maxtreme  in D-Club, Historical

หลังจากเลิกดองงานเขียนของลิซ่า เคลย์แพสและเริ่มต้นอ่านเรื่อง Scandal in Spring ในที่สุดก็มาถึงคิวของหนังสือเล่มนี้ค่ะ แต่ก่อนที่จะเขียนรีวิว แม็กซ์ขอใช้พื้นที่ในบลอกในการขอบคุณเพื่อนที่แสนน่ารักสองคนก่อนนะคะ

เพราะทั้งสองรักแม็กซ์มากพอที่จะซื้อหนังสือเรื่องนี้มาฝากพร้อมกัน ทั้งที่ไม่ได้มีโอกาสอะไรเป็นพิเศษ นอกจากรู้ว่า แม็กซ์ชอบอ่านงานของลิซ่า เคลย์แพส และพวกเขาบังเอิญมีโอกาสอยู่ในจังหวะเหมาะพอดี ขอบคุณมาก ๆ นะคะที่คิดถึงกัน

บอกตามตรงว่า ก่อนจะเริ่มต้นอ่านแม็กซ์ไม่ได้คาดหวังอะไรมากมายเกี่ยวกับหนังสือเรื่องนี้ค่ะ เพราะมันเป็นหนังสือออกขายในเทศกาลคริสต์มาส เพื่อเป็นของขวัญให้กันและกันในช่วงวันสำคัญ ซึ่งถ้าคาดไม่ผิดเรารู้สึกเหมือนว่า ลิซ่าเขียนเรื่องนี้มาโดยไม่ได้วางแผนล่วงหน้านานนัก เราไม่ได้คาดหวังความสนุกตามแบบหนังสือเต็มเล่มเรื่องอื่นของเธอค่ะ

และมันก็เป็นสิ่งดีที่เราคิดเช่นนั้น เพราะโดยเนื้อแท้แล้ว หนังสือเรื่องนี้ก็คือการเยี่ยมเยียนเพื่อนเก่า เหล่าสาว ๆ ไม้ประดับจากหนังสือชุด The Wallflower ที่เนื้อเรื่องแทบจะไม่มีแก่นสานอะไรให้ต้องคิดมาก

 

 

A Wallflower Christmas ของลิซ่า เคลย์แพส

ถ้านับไปแล้วเล่มนี้น่าจะถือเป็นเล่มที่ห้าในชุด The Wallflower นะคะ และเป็นเล่มเดียวที่แม็กซ์อยากจะแนะนำว่า ควรจะอ่านเล่มก่อนหน้า เพราะแม้เรื่องราวจะไม่เกี่ยวข้องอะไรกับพล็อตของสี่เล่มก่อน แต่ตัวละครในสี่เล่มแรกก็มีบทบาทสำคัญในเล่มนี้ การอ่านเล่มนี้จะมีความสนุกยิ่งขึ้น ถ้าคุณรู้จักตัวละครในเล่มก่อนหน้าค่ะ มิอย่างนั้นคุณอาจจะรู้สึกว่า ทำไมคนแต่งถึงได้ใช้เวลากับตัวละครที่ไม่ใช่ตัวเอกของเรื่องมากขนาดนี้ 

ตามชื่อเรื่องนะคะ เรื่องนี้เกิดขึ้นในช่วงวันคริสต์มาส เมื่อเรฟ พี่ชายคนโตของตระกูลโบว์แมนเดินทางมาจากอเมริกาเพื่อพบตัวกับเจ้าสาวคนที่พ่อหามาให้ เลดี้นาตาลี ลูกสาวของขุนนางผู้ที่มีความเหมาะสม และแม้ว่าเขาและบิดาจะไม่ได้ทำงานร่วมกันมานานเพราะทัศนคติไม่ตรงกัน แต่เรฟก็ต้องการที่จะมีส่วนในการขยายธุรกิจของตระกูลมายังภาคพื้นยุโรป และในเมื่อเขาก็ไม่ได้คาดหวังอะไรจากการแต่งงานอยู่แล้ว การที่บิดาเสนอตัวเลดี้นาตาลีมาให้ จึงเป็นสิ่งที่เรฟคิดจะทำตาม

แต่แล้วเขาก็ได้พบกับญาติของเลดี้นาตาลี ซึ่งก็คือฮันน่าห์ และเธอก็เป็นคนทำให้เขาเปลี่ยนใจ

ปัญหาใหญ่กับเล่มนี้ของแม็กซ์คล้ายคลึงกับเรื่อง Scandal in Spring ค่ะ แต่เล่มนี้เลวร้ายยิ่งกว่า เพราะเราไม่รู้สึกว่าเรฟและฮันน่าห์มีความน่าสนใจอะไรเลย นอกจากนี้ประเด็นที่เป็นปัญหาขัดขวางความรักของทั้งคู่ก็แทบจะไม่มีสาระอะไรเลย เรฟซึ่งถูกบรรยายว่าเป็นชายหนุ่มผู้มีความสามารถ และเดินออกจากทรัพย์สมบัติของตระกูล ไม่ต้องการเงินหรือมรดกจากบิดา และนั่นหมายความว่า การตัดสินใจแต่งงานกับหญิงคนไหนเป็นการตัดสินใจของเรฟเพียงคนเดียว การเล่นประเด็นว่าพ่อของเขาไม่เห็นชอบในตัวฮันน่าห์จึงดูไม่น่าเชื่อ และไม่มีน้ำหนัก เราไม่รู้สึกว่านั่นเป็นความขัดแย้งเพียงพอที่จะทำให้เรื่องน่าสนใจ

นอกจากนี้แล้วพฤติกรรมของเรฟในบางช่วงก็ดูขัดแย้งกัน โดยเฉพาะเรื่องจดหมายที่เขาเขียน แล้วเผาทิ้ง แต่มีสาวใช้ไปพบเสียก่อน แม็กซ์ไม่รู้นะคะ แต่เรารู้สึกว่า นั่นไม่ใช่สิ่งที่คนอย่างเรฟจะทำ มันดูโรแมนติคเกินกว่าที่คาแร็คเตอร์ของเขาจะวางไว้ ที่สำคัญเราไม่รู้สึกถึงความลึกซึ้งระหว่างเรฟ และฮันน่าห์ที่น่าเชื่อมากพอที่เขาจะแสดงความรู้สึกอย่างลึกซึ้งปานนั้นออกมาในจดหมาย โอเคนะคะมันซึ้ง แต่มันไม่เข้ากับคาแร็คเตอร์ของตัวละคร

นอกจากนี้อย่างทีบอกค่ะ มันเป็นหนังสือเยี่ยมเพื่อนเก่า จึงมีเรื่องราวของสี่สาวที่เป็นนางเอกในสี่เล่มแรกพอสมควร ซึ่งจุดนี้เราชอบนะคะ เหมือนได้พบกับเพื่อนเก่า แต่ในขณะเดียวกันมันก็เป็นการทำลายโฟกัสของคนอ่านที่มีต่อคู่หลัก  ทำให้ทุกครั้งที่เรื่องกล่าวถึงเรฟหรือฮันน่าห์ เราจะรู้สึกเบื่อหน่ายอย่างรุนแรง (เท่าที่อ่านหนังสือคริสต์มาสมานะคะ เราชอบเรื่อง The Present ของโจฮันน่า ลินด์เซย์มากกว่าเพื่อนค่ะ เพราะเอาทั้งตัวละครเก่ามาโชว์ให้แฟนหนังสือหา่ยคิดถึง แต่ในขณะเดียวกันคู่หลักในเล่มก็ดูมีความน่าสนใจ และที่เด็ดกว่าก็คือ ในเล่มนั้นมีเรื่องคู่รองอีกต่างหาก)

สิ่งที่ได้จากการอ่านเรื่องนี้ก็คือ ทำให้อยากกลับไปอ่านเรื่อง Devil in Winter อีกรอบ (เพราะมันเป็นเรื่องราวในชุดที่แม็กซ์บอกได้เต็มปากว่าชอบมาก) ทั้งที่จริงแล้วก็เพิ่งอ่านจบไปก่อนจะเริ่มต้นอ่านเล่มนี้ไม่นาน 

แม็กซ์ไม่แนะนำหนังสือเรื่องนี้ให้กับคนที่ไม่เคยอ่านงานของลิซ่า เคลย์แพสมาก่อนนะคะ แต่สำหรับคนที่เป็นแฟนงานของเธอ โดยเฉพาะชอบชุด The Wallflower มาก ๆ ก็ไม่ควรพลาด แต่บอกตามตรงว่า ถ้าแม็กซ์ไม่ได้หนังสือเล่มนี้มาฟรี ก็คงจะรู้สึกเสียดายเงินไม่น้อย เพราะต้นฉบับภาษาอังกฤษนั้นออกเป็นปกแข็ง (ซึ่งทำให้มีราคาแพง) แต่ฉบับภาษาไทยที่แปลก็ไม่แพงเท่าไหรนะคะ 

คะแนนที่ 53

Boscastle Series // Jillian Hunter

posted on 23 Oct 2009 20:48 by maxtreme  in C-Club, D-Club, F-Club, Historical

หลังจากดองค้างมาหลายปี ในที่สุดแม็กซ์ก็เริ่มต้นอ่านหนังสือชุดบอสคาสเซิลเล่มแรก (แต่เป็นเล่มที่แปดในชุด) อย่างเรื่อง Wicked Lord at the Wedding ไปแล้ว ซึ่งผลของการอ่านเล่มนั้น ทำให้แม็กซ์รู้สึกสนใจในงานเขียนของจิลเลี่ยน ฮันเตอร์ขึ้นมาอย่างมาก และเป็นที่มาให้เราหยิบเอาหนังสือเล่มก่อนหน้าในชุดนี้มาอ่านติดต่อกันหลายเล่ม แม้จะไม่ได้เป็นการย้อนกลับไปอ่านตั้งแต่เล่มแรกในชุดก็ตามค่ะ

หนังสือชุดบอสคาสเซิล เป็นเรื่องราวที่เริ่มต้นด้วยหกเล่มแรก เล่าเรื่องของพี่น้องในตระกูลนี้ ซึ่งประกอบด้วยลูกชายสี่คน และลูกสาวสองคน แต่ละคนแม้จะมีวิถีทางชีวิตเป็นของตัวเอง แต่ก็เต็มไปด้วยความรักในหมู่พี่น้อง หนังสือชุดนี้ไม่ถึงขนาดเป็นแนวเรื่องอย่างชุดมัลโลเรน ของโจ เบฟเวอรี่ ที่พี่ชายคนโตคอนโทรลชีวิตของน้อง ๆ ด้วยความห่วงใยนะคะ แต่ก็มีความผูกพันปรากฎในเรื่องพอสมควร เพียงแต่ไม่ใช่ประเด็นใหญ่

ซึ่งหนังสือหกเล่มนี้ประสบความสำเร็จมากในระดับนึง ทำให้คนแต่งตัดสินใจ (หรือสนพ.สั่งก็ไม่แน่ใจค่ะ) เขียนเพิ่มเรื่องของคนในตระกูลนี้ ไม่ใช่ว่า มีพี่น้องโผล่มาเพิ่มหรอกนะคะ แต่เสริมแต่งญาติห่าง ๆ ที่เป็นคนในตระกูลนี้เข้าไปอีก เป็นเรื่องราวของสี่พี่น้องผู้ชายตระกูลบอสคาสเซิลเช่นกัน ที่แยกสายตระกูลออกมา 

แม็กซ์ไม่ได้อ่านเรียงตามลำดับที่ออกนะคะ แต่ตัดสินใจหยิบเอาเล่ม 5 - 7 มาอ่าน (ซึ่งเราอ่านเล่มแปดไปแล้ว) 

 

 The Sinful Nights of a Nobleman ของจิลเลี่ยน ฮันเตอร์

หนังสือเล่มนี้เป็นเล่มที่ห้าในชุดบอสคาสเซิล ซึ่งจากประสบการณ์ที่อ่าน คิดว่าไม่จำเป็นต้องอ่านเรียงตามลำดับในชุดนะคะ เพียงแต่อาจจะโดนสปอยล์เรื่องราวในเล่มก่อนหน้าเล็กน้อยเท่านั้นเอง

แม็กซ์เลือกที่จะหยิบเล่มนี้ขึ้นมาอ่านก่อนเล่มอื่นในชุดนี้ (หลังจากติดใจจากการอ่านเรื่อง Wicked Lord at the Wedding) เพราะดูพล็อตเรื่องแล้วถูกใจมากค่ะ เรื่องราวของพระเอกและนางเอกที่จำใจต้องแต่งงานกันเพราะถูกจับได้ว่า มีเรื่องเสื่อมเสียเกิดขึ้น อันมีต้นเหตุมาจากความเข้าใจผิด

ลอร์ดเดวอน บอสคาสเซิลเป็นเพลย์บอย นั่นคงเป็นคำอธิบายตัวตนของเขาได้ดีที่สุด ในฐานะลูกชายคนสุดท้องของตระกูลบอสคาสเซิลอันอื้อฉาว เดวอนเป็นหนึ่งในคนที่สร้างเรื่องอื้อฉาวเหล่านั้น ในงานเลี้ยงซึ่งขึ้นชื่อเรื่องความเสื่อมเสีย เพราะเป็นสถานที่นัดพบกันของเหล่าชู้รัก เดวอนก็ไปที่นั่นเพื่อนัดสาวคนนึง 

ปัญหาก็คือ เมื่อเขาไปตามนัด หลังจากไ้ดรับจดหมายจากแม่ม่ายคนนั้น กลับพบกับหญิงอีกคนที่ไม่สมควรมาอยู่กับเขาตามลำพัง และแน่นอนว่า ทั้งคู่ถูกจับได้ และมันก็เป็นอื้อฉาวมากพอที่จะบีบบังคับให้เดวอน ผู้ชายที่ปฏิญาณตนว่าจะเป็นหนุ่มโสดตลอดไป ต้องประกาศข่าวแต่งงาน 

กับโจเซลีน ลิดบูรี่ หญิงสาวที่เมื่อหลายปีก่อน เขาปล่อยให้รอเก้อในงานเลี้ยงที่พ่อของเธอจัดขึ้น 

นั่นเพราะ พ่อของโจเซลีนคิดว่า เดวอนคงจะเป็นลูกเขยที่เหมาะสม เขาอาจเป็นบอสคาสเซิลที่อื้อฉาย แต่เขาก็ยังเป็นน้องชายของมาร์ควิสผู้ร่ำรวยและทรงอิทธิพล พ่อของเธอมองว่าเขาเหมาะสม ปัญหาก็คือ เดวอนลืมการเชื้อเชิญในคืนวันนั้น เขากำลังอยู่ในภาวะที่เที่ยวหัวหกก้นขวิด เขาเพิ่งสมัครเป็นทหาร และคิดว่าตัวเองคงไม่รอดจากสงคราม นั่นเป็นข้ออ้างให้เดวอนใช้ชีวิตสนุกสนานมากไปหน่อย

มันอาจเป็นแค่เรื่องเล็ก ๆ ในอดีตของเดวอน แต่มันเป็นเรื่องใหญ่ของโจเซลีน การไม่ปรากฎตัวของเดวอนเป็นเหตุผลที่ผู้เป็นบิดาใช้ในการหยามเหยียดความไม่มีค่าของเธอ ดังนั้นเมื่อมีชายคนนึงให้ความสนใจ โจเซลีนจึงทำทุกวิถีทางเพื่อให้เขา่ขอแต่งงาน และนั่นหมายถึงเธอตามเขาไปยังงานเลี้ยงของขึ้นชื่อเรื่องการลอบพบกันของคู่รัก

โจเซลีนก็ได้รับจดหมายลึกลับ ซึ่งอ้างว่ามาจากชายคนที่เธอคาดหวัง เพียงเพื่อจะพบกับเดวอน และมันทำให้ทั้งคู่ต้องแต่งงานกัน

พล็อตเรื่องเป็นแนวที่เราชอบค่ะ แต่สไตล์การเขียนเรื่องนี้ทำให้เรื่องดูไม่มีความน่าสนใจเลย ทั้งตัวละครดูแบนราบไม่มีมิติ เราไม่รู้สึกอะไรไปกับทั้งเดวอนและโจเซลีน เรามองไม่เห็นเสน่ห์ของเดวอนที่หลายคนในเรื่องกล่าวถึง เราคิดว่าโจเซลีนราบเรียบเหมือนกระดาษบาง ๆ  โดยรวมมันเป็นเรื่องที่อ่านไปเพื่อให้จบ ถือเป็นความผิดหวังอย่างมากของเราเลยล่ะค่ะ

คะแนนที่ 57

 

  The Devilish Pleasures of a Duke ของจิลเลี่ยน ฮันเตอร์

หนังสือเล่มที่หกในชุดบอสคาสเซิล เล่าเรื่องของเอ็มม่า สมาชิกคนเดียวในตระกูลบอสคาสเซิลสาขาลอนดอนที่ยังเป็นโสด 

เราไม่ได้อ่านหนังสือเรื่องนี้เรียงกันมานะคะ ดังนั้นเราจึงไม่ได้รู้จักเอ็มม่ามาเป็นอย่างดี ในเรื่อง The Sinful Nights of a Nobleman ก็ไม่ได้กล่าวถึงเธอมากนัก แต่จากที่จับใจความได้ เอ็มม่าเป็นคนในตระกูลบอสคาสเซิลคนเดียวที่ควบคุมด้านมืดของตัวเองไว้ได้ เธอจะเป็นเหตุผลในยามที่ทุกคนก่อเรื่อง เป็นคนที่เข้าไปจัดการชีึวิตของพี่น้องทุกคน และนั่นทำให้เธอเหมาะสมกับอาชีพที่กำลังทำอยู่

เอ็มม่าเป็นเจ้าของโรงเรียนอบรมกุลสตรี แต่ในงานแต่งงานของอดีตนักเรียนของเธอ เอ็มม่าก็กลายเป็นจุดศูนย์กลางของเรื่องอื้อฉาว เมื่อชายคนที่กำลังดูใจอยู่กับเธอลวนลามสาวใช้ในบ้าน และเมื่อเอ็มม่าเข้าไปขัดขวาง เขาก็พยายามทำเช่นนั้นกับเธอบ้าง และนั่นเ็ป็นเหตุให้เอเดียน รักซ์เลย์เข้าไปขัดขวาง และถูกทำร้ายจนหมดสติ

นั่นเป็นเหตุผลทำให้เขาต้องเข้าพักรักษาตัวในโรงเรียนของเอ็มม่า (ซึ่งเป็นบ้านของพี่ชายของเธอด้วย) และเป็นจุดเริ่มต้นให้เอเดียนเข้ามาในชีวิตของเธอ 

เอเดียนซึ่งเป็นถึงทายาทของดยุค หากแต่ใช้ชีวิตเยี่ยงทหารรับจ้าง อันเนื่องมาจากความเข้าใจผิดของบิดาที่คิดว่าเขาเป็นลูกชายชู้ เอเดียนไม่ได้เติบโตมาอย่างดยุค เขาต่อสู้ให้กับคนที่จ่ายให้มากกว่า เหตุผลเดียวที่เขายอมกลับมาอังกฤษก็เพราะพ่อของเขาซึ่งรู้ความจริง ลงทุนเรียกตัวเขากลับ การได้พบกับเอ็มม่าทำให้เขาต้องกลับไปทบทวนการใช้ชีวิตที่ผ่านมาทั้งหมด เพราะเขารู้ดีว่า การที่จะคู่ควรกับเธอ เขาต้องกลายเป็นดยุค

บอกตามตรงว่า เราไม่ได้คาดหวังกับเล่มนี้เลยนะคะ หลังจากที่ผิดหวังมาก ๆ กับการอ่านเรื่อง The Sinful Nights of a Nobleman แถมตัวละครในเล่มนี้ก็ไม่ได้โดดเด่นอะไรจากเล่มนั้นด้วย เราเลยไม่มีความคาดหวังมากนัก ซึ่งนั่นอาจจะกลายเป็นข้อดีค่ะ และช่วยอธิบายว่าทำไมเราถึงได้ชอบเล่มนี้มากกว่าเล่มอื่น ๆ 

เราชอบการจีบกันระหว่างเอ็มม่าและเอเดียน มันน่ารักมาก ๆ ซึ่งเตือนให้เรานึกถึงงานเขียนของจูเลีย ควินน์อยู่พอสมควร หนังสือโรแมนซ์ที่ไม่มีอะไรในพล็อตมากมาย นอกจากเรื่องราวของตัวพระนาง ซึ่งความสัมพันธ์ของทั้งคู่มากพอจะทำให้เรื่องน่าสนใจอยู่ได้

นอกจากนี้ฉากที่บรรดาพี่น้องของเอ็มม่าพากันออกโรงมาขัดคอความรักระหว่างเธอและเอเดียนก็เป็นฉากที่สนุกดีค่ะ เราคิดว่า ถ้าเราอ่านเรื่องในชุดนี้ตั้งแต่เล่มแรกไล่มา เราอาจจะชอบฉากนี้มากกว่านี้ แต่ถึงขนาดว่า แม็กซ์ไม่ค่อยผูกพันกับตัวละครในชุดนี้มากนัก เรายังเห็นความน่ารักของพี่น้องของเธอเลยค่ะ 

สนุกกว่าที่คิดค่ะ คะแนนที่ 67

 

Wicked As Sin ของจิลเลียน ฮันเตอร์

หนังสือเล่มที่เจ็ดในชุดบอสคาสเซิล และเป็นเล่มแรกที่ไม่ใช่เรื่องราวของพี่น้องในชุดดั้งเดิมแห่งตระกูลนี้นะคะ เป็นเรื่องราวของกาเบรียล บอสคาสเซิล ญาติห่าง ๆ ที่ใช้นามสกุลเดียวกัน  เล่มนี้ยังถือเป็นเล่มแรกในเรื่องราวของพี่น้องผู้ชายสี่คนของกาเบรียลที่เมื่อบิดาของพวกเขาเสียชีวิต ทั้งสี่ก็แยกย้ายกระจัดกระจายกันไปคนละทิศทาง 

กาเบรียลเป็นตัวละครที่มีบทบาทในเล่มก่อนหน้าในชุดอยู่พอสมควรค่ะ แม็กซ์เข้าใจว่าเขาคงจะมีบทก่อนหน้าเรื่อง The Sinful Nights of a Nobleman แล้วล่ะ แต่เนื่องจากเราอ่านย้อนไปถึงแค่เล่มนั้น นั่นจึงเป็นไกลสุดที่เรารู้ ในเล่มที่เขาออกมามีบท แม็กซ์บอกเลยนะคะว่า จิลเลี่ยนเขียนให้เขามีความน่าสนใจ และทำให้คนอ่านอยากอ่านเรื่องของเขามาก ๆ ดังนั้นเราจึงไม่ีอยากบอกเลยค่ะว่า เล่มนี้ทำให้เราผิดหวังสุด ๆ

เหตุผลสำคัญเพราะเราไม่รู้สึกถึงความน่าสนใจของเขาในหนังสือเล่มที่เขาเป็นตัวเอกเองเลย มันแบนราบจนน่าเบื่อ ไม่มีความน่าสนใจ นางเอกของเขาเป็นผู้หญิงที่ไม่ใช่คนที่เราคิดว่าคู่ควรกับเขาเลย (อย่างน้อยก็ก่อนที่เราจะอ่านเล่มนี้ เพราะในเล่มนี้กาเบรียลเองก็น่าเบื่อมากพอกัน)

กาเบรียลซึ่งชนะพนันได้บ้านหลังนึงในชนบทได้เดินทางไปเพื่อสำรวจทรัพย์สินชิ้นใหม่ของเขา ซึ่งอยู่ในแถบุชุมชนที่เขาเคยพักอาศัยสมัยยังเด็ก (เมื่อเจ็ดปีก่อน) และนั่นทำให้เขาพบกับผู้หญิงเพียงคนเดียวที่เขาไม่เคยลืมเลือน ตอนนี้อเลเธียเป็นผู้ดูแลบ้านให้กับพี่ชาย คนภายนอกคิดว่า เธอกำลังไว้ทุกข์ให้กับคู่หมั้นผู้ที่เสียชีวิตในการรบที่วอเตอร์ลู หากแต่ความจริงแล้ว อเลเธียพอใจกับชีวิตเรียบง่ายเช่นนี้ เพราะหลังจากประสบการณ์อันเลวร้ายกับคู่หมั้นผู้ชั่วช้า อเลเธียก็ไม่คิดที่จะแต่งงานอีกแล้ว ดังนั้นเธอจึงใช้ความเข้าใจผิดของทุกคน ที่คิดว่า เธอรักคู่หมั้นคนนี้มากจนไม่อาจมองชายอื่นได้อีกเป็นข้ออ้างที่จะไม่แต่งงาน

แต่การได้เจอกับกาเบรียลอีกครั้ง

เธอคือ เลดี้อเลเธีย หญิงสาวผู้ซึ่งพักในบ้านที่ติดกับบ้านใหม่ของกาเบรียล เด็กผู้หญิงคนที่กาเบรียลยังจำได้แม่นที่ยอมเลอะ และเดินลงมาเยี่ยมเขา ในยามที่เขาโดนพ่อเลี้ยงลงโทษให้อับอาย นั่นเป็นสิ่งที่ตราตรึงในความทรงจำของเขาเสมอ 

การได้มาพบกันอีกครั้งทำให้กาเบรียลต้องทบทวนสถานภาพความเป็นโสดของตัวเอง เขาเริ่มตามจีบอเลเธียอย่างจริงจัง แต่กระนั้นในใจเขาก็ยังไม่มั่นใจ ด้วยคิดว่า เธอยังคงรักมั่นในคู่หมั้นผู้ตายไป

หนังสือเรื่องนี้นอกจากจะมีข้อเสียที่ไม่น่าสนใจแล้ว ก็ยังมีคาแร็คเตอร์ที่ไม่น่ารักอีกต่างหาก แม็กซ์รู้สึกไม่ชอบอเลเธีย เข้าใจนะคะที่เธอหมกมุ่นอยู่กับสิ่งที่เกิดขึ้นในอดีต แม็กซ์เข้าใจว่า คุณคงไม่มีวันลืมเลือนถึงสิ่งที่เกิดขึ้น แต่มันก็น่ารำคาญน่ะค่ะ ที่สำคัญบุคลิคของอเลเธียน่าเบื่อหน่ายมาก 

กระทั่งกาเบรียลเองก็หมดสิ้นเสน่ห์ที่เขาเคยมีในเล่มก่อนหน้า  ไม่รู้ว่าเป็นเพราะแม็กซ์ตั้งคำถามกับการที่เขามาหลงเสน่ห์ผู้หญิงที่ไม่น่าสนใจเอาเลยอย่างอเลเธียรึเปล่านะคะ แต่การจับคู่กันของทั้งสองคนทำลายหนังสือเล่มนี้

ตอนกลางถึงท้ายเรื่องคนแต่งพยายามยกประเด็นความรักเราแต่เก่าก่อนของทั้งคู่ขึ้นมา ซึ่งยิ่งทำให้เราตั้งข้อสงสัยในหนังสือเล่มนี้มากขึ้นไปอีก เพราะมันไม่มีอะไรบ่งบอกถึงความผูกพันที่มี หรือถ้ามีก็ยิ่งแย่ไปใหญ่เลย เพราะตอนต้นเรื่อง เขียนราวกับว่า กาเบรียลกลับมายังบ้านเกิด เพียงเพราะเขาชนะพนันได้บ้านมา ไม่เคยเลยสักครั้งที่เขาจะคิดถึงอเลเธีย (ทั้งที่ก็รู้อยู่ว่า เธออาศัยอยู่ในแถบนั้น) มันต้องกลางเรื่องนั้นแล้วล่ะ ถึงค่อยทำเป็นว่า แอบรักอเลเธียมานาน แต่ไม่กล้าเผยความในใจเพราะเธอมีคู่หมั้น มันทำให้พล็อตไม่ต่อเนื่องกันน่ะค่ะ ถ้าจะใช้พล็อตนี้ก็น่าจะเขียนบอกใบ้มาตั้งแต่ต้นค่ะ

คะแนนที่ 43