Chosen by Desire // Kate Perry
posted on 12 Nov 2009 09:13 by maxtreme in D-Club, Paranormalหยิบเล่มนี้มาอ่านแบบไม่ได้คาดหวังอะไรเลยนะคะ เพราะแม้เึคท เพอร์รี่จะไม่ใช่นักเขียนหนังสือใหม่ แต่เราก็ไม่เคยอ่านงานของเธอมาก่อน แถมยังแทบจะไม่เคยได้ยินใครพูดถึงงานของเธอเลยด้วยซ้ำ จึงทำให้สมองของแม็กซ์โล่งเป็นผ้าขาวที่สามารถเริ่มต้นอ่านได้โดยไม่มีความลำเอียง
Chosen by Desire ของเคท เพอร์รี่
หนังสือเล่มนี้เป็นเล่มที่สองในชุด The Guardians of Desitiny ซึ่งบอกตามตรงว่า อ่านเรื่องนี้จบแล้วก็ยังไม่ค่อยเก็ตภารกิจของขบวนการกลุ่มนี้เท่าไหรนัก นอกจากว่าเป็นเรื่องราวของคนซึ่งสืบสายเลือดมาจากคนรุ่นก่อน ๆ ที่มีหน้าที่ในการพิทักษ์รักษาคัมภีร์จีนโบราณห้าเล่ม (ดังนั้นคาดว่าน่าจะมีห้าคน)
เราคิดว่าไม่จำเป็นต้องต้องเริ่มอ่านตั้งแต่เล่มแรกในชุดหรอกนะคะ เพราะแม็กซ์เองก็หยิบเล่มสองนี้มาอ่านเลยโดยที่ยังไม่ได้เปิดเล่มแรกด้วยซ้ำ ก็ยังสามารถเข้าใจได้รู้เรื่อง อาจจะมีปัญหาบ้างก็ตรงภารกิจของกลุ่มการ์เดี้ยนกลุ่มนี้แหละค่ะ คือไม่รู้ว่า มันมีพลังอะไร หรือทำหน้าที่อะไรในสังคมเราบ้าง นอกจากนั้นเรื่องราวก็อ่านได้เข้าใจดี
แต่ความเข้าใจไม่ได้แปลว่าสนุกนะคะ
นักศึกษาระดับปริญญาเอกอย่างแคร์รี่ วู้ดส์กำลังมาถึงทางตัน อาจารย์ที่ปรึกษาบอกกับเธอว่า วิทยานิพนท์ของเธอไม่เซ็กซี่เพียงพอ และหากเธอต้องการที่จะเป็นอาจารย์หลังจากที่เรียนจบในมหาวิทยาลัยแห่งนี้ แคร์รี่ต้องหาบางอย่างมาเพิ่มเติมในวิทยานิพนท์ของตัวเองโดยเร็ว ดังนั้นเมื่อแคร์รี่แอบได้ยินเพื่อนสนิทของเธอพูดคุยกับแฟนเกี่ยวกับชายชาวจีนซึ่งเป็นผู้ครอบครองเอกสารโบราณหายากในประวัติศาสตร์ แคร์รี่จึงเดินทางไปเมืองจีนเพื่อออกตามหาเอกสารนั้น
และเมื่อเธอได้พบ แคร์รี่ตัดสินใจขโมยมันออกมาจากสำนักสงฆ์ และนำกลับมาที่อเมริกา แต่เธอไม่ได้กลับมาคนเดียว เพราะแม็กซ์ เพรสค็อตต์ซึ่งอาศัยอยู่ในสำนักสงฆ์แห่งนั้นได้ติดตามแคร์รี่กลับมาด้วย เพราะหนึ่งในเอกสารที่เธอขโมยมาก็คือ คัมภีร์แห่งน้ำ ซึ่งเป็นคัมภีร์โบราณและมีพลังในตัวเอง
แต่แล้วแม็กซ์ (พระเอกนะคะไม่ใช่แม็กซ์คนเขียนบลอก) ก็ทราบว่า แคร์รี่มีความสัมพันธ์บางอย่างกับอดีตเพื่อนสนิทที่เคยทรยศเขาในอดีต ทำให้แทนที่จะขโมยเอกสารกลับตามธรรมดา แม็กซ์จึงจัดฉากจนแคร์รี่ต้องมาทำงานให้กับเขา ในหน้าที่ผู้แปลเอกสารโบราณ และนั่นทำให้ทั้งสองมีโอกาสใกล้ชิดกัน จนในที่สุดเขาก็ได้เรียนรู้ถึงตัวตนที่แท้จริงของแคร์รี่ รวมทั้งช่วยปกป้องเธอจากคนร้ายที่หวังจะครอบครองเอกสารเหล่านั้น
หลายคนคงจะทราบถึงความคลั่งไคล้ที่เรามีต่อพระเอกที่มีด้านสีเทานะคะ คนที่ไม่ใช่เป็นคนดีร้อยเปอร์เซ็นต์ บางครั้งก็เคยทำอะไรที่เลวร้ายมาก่อน แต่ความคลั่งไคล้อันนี้ไม่ได้เผื่อแผ่ไปถึงนางเอกหรอกค่ะ เพราะแม็กซ์ (คนเขียนบลอก) ทนไม่ได้อย่างยิ่งกับแคร์รี่
เราเกลียดเธอมาก ตั้งแต่เริ่มต้นเรื่องที่คุณเธอทำเป็นตกกระไดพลอยโจนแล้วขโมยเอกสารออกจากที่อยู่ของมัน หาเหตุผลร้อยแปดมาอธิบายการกระทำของตัวเอง ซึ่งมันห่วยแตก และแสดงความเห็นแก่ตัวชนิดที่ไม่เคยแคร์ใครเลยของเจ้าหล่อน ทำให้เราพาลนึกถึงพวกฝรั่งที่เข้าไปปล้นสะดมภ์วัตถุโบราณของชาติต่าง ๆ แล้วอ้างว่า เพื่อเก็บรักษาเอาไว้ แคร์รี่ขโมยเอกสารก็เพื่อตัวของเธอเอง ด้วยเรื่องไร้สาระและเล็กน้อยมากอย่างการทำวิทยานิพนท์ มันเป็นความเห็นแก่ตัวอย่างสูงสุด เธอไม่เคยสำนึก และไม่เคยได้รับผลจากการกระทำของตัวเอง
ที่สำคัญการกระทำของเธอทำให้เราไม่อาจยอมรับในตัวพระเอกได้ เพราะเขาไม่เคยทำให้มันเป็นเรื่องใหญ่ มองไม่เห็นว่า มันเป็นความผิดร้ายแรง แต่อย่างน้อยก็ทำให้เขาคู่ควรกับเธอ (คือห่วยพอกัน)
เรามานั่งวิเคราะห์นะคะ ทำไมเราถึงยอมรับ "ความเลว" ของตัวละครตัวอื่นได้ดีกว่าสิ่งที่แคร์รี่ทำ คิดไปคิดมาก็ได้คำตอบว่า เ็ป็นเพราะการกระทำที่อาจจะเลวร้ายของตัวเอกในเรื่องที่เราชอบและยอมรับได้นั้น ไม่ใช่การกระทำเพื่อผลประโยชน์ของพวกเขาเอง แต่กลับเป็นการทำเพื่อคนอื่น หรือคนที่พวกเขารัก และนั่นทำให้เรายอมรับมันได้ ในขณะที่แคร์รี่ทำทุกอย่างเพื่อตัวเอง นั่นจึงเป็นประเด็นที่เราไม่อาจมองข้าม หรือทำใจให้ยอมรับเจ้าหล่อนได้เลย
นอกจากนี้แล้ว การอธิบายเรื่องก็ยังไม่ชัดเจน เหมือนอย่างที่บอกล่ะค่ะ อ่านไปจนจบเรื่องเราก็ยังไม่รู้เลยว่า คนที่ครอบครองคัมภีร์โบราณแต่ละคน มีเอาไว้เพื่อทำอะไร มันเป็นเพียงแค่สมบัติที่สืบตกทอดกันมา หรือมีจุดประสงค์อื่นแอบแฝงอยู่ ในเล่มนี้เราได้พบกับผู้ครอบครองคัมภีร์สามคน (แม็กซ์ และเพื่อนของแคร์รี่อีกสองคน) แต่พวกเขาก็ไม่เห็นก่อประโยชน์ให้เกิดแก่มนุษย์ชาติเลยสักนิดเดียว
อาจจะเป็นเพราะเราไม่ชอบนางเอกตั้งแต่เริ่มต้นเรื่อง ที่เธอขโมยเอกสารออกจากวัด เราจึงไม่เคยเข้าถึงหนังสือเล่มนี้เลยนับจากนั้น เราไม่ชอบพระเอกที่มองเห็นเสน่ห์ของนางเอกซึ่งเป็นผู้หญิงที่คนที่เกลียด เราไม่ชอบที่คนที่นิสัยเสียเช่นนี้ได้รับทุกอย่างที่เธอต้องการ และถูกมองว่าเป็นคนเก่ง
นี่ยังไม่นับความงี่เง่าในเรื่องการทำวิทยานิพนท์อีกนะคะ เราอ่านแล้วก็ไม่เก็ตว่า ทำไมวิทยานิพนท์มันต้องเซ็กซี่ แล้วไอ้เจ้าเอกสารโบราณสองสามแผ่นมันจะเปลี่ยนผลงานที่ไม่น่าสนใจให้น่าสนใจได้ยังไง ในเล่มนี้กล่าวถึงเอกสารที่แคร์รี่ขโมยมาว่ามีความสำคัญทางประวัติศาสตร์ แต่กระนั้นเราก็ไม่ได้รู้สึกว่า มันสำคัญอะไรเลย ในเอกสารเพียงแต่เขียนถึงเรื่องราวเหนือธรรมชาติ ซึ่งไม่ได้พิสูจน์การมีอยู่ของทฤษฎีอะไรเลยด้วยซ้ำ (ต้องนึกนะคะว่า คนธรรมดาไม่รู้เรื่องคัมภีร์โบราณบ้าบออะไรนี่หรอก) แล้วมันน่าสนใจตรงไหน (วะ)
สปอยล์ ตัวร้าย อ่านแล้วเข้าใจนะว่า คนแต่งต้องการให้คนอ่านแปลกใจตอนที่เปิดตัวคนร้าย แต่มันไม่มีเหตุผลเลยสักนิดที่อาจารย์ที่ปรึกษาของแคร์รี่จะเป็นคนร้าย เราไม่เห็นเหตุผล นั่นเพราะอาจารย์ไม่รู้ด้วยซ้ำว่า เอกสารที่แคร์รี่ขโมยมาว่าอำนาจเหนือธรรมชาติแฝงอยู่ แล้วในฐานะที่เธอเป็นผู้เชี่ยวชาญที่ได้รับการยกย่องอยู่แล้ว ทำไมต้องเอาอาชีพและทุกอย่างในชีวิตไปเสี่ยงกับการทำอะไรแบบนั้น คนแต่งพยายามอธิบายว่า เป็นความอิจฉา แต่นั่นก็ไม่มีเหตุผลอีก เพราะในฐานะของอาจารย์ที่ปรึกษา หากวิทยานิพนท์ของแคร์รี่มันดีขนาดนั้น อาจารย์คนนี้เองก็ต้องย่อมได้รับผลประโยชน์ไปด้วย
หนังสือเรื่องนี้ความเกลียดนางเอกของเราเข้าครอบงำค่ะ จนทำให้เราแทบจะมองไม่เห็นส่วนอื่น ๆ ของเรื่อง
คะแนนที่ 50
