EroticRomance

Fifty Shaes of Grey & Fifty Shades Darker // E.L. James

posted on 28 May 2012 14:14 by maxtreme  in EroticRomance  directory Fiction

ต้องบอกว่า นี่เป็นหนังสือที่ดังที่สุดของปีนี้เลยก็ว่าได้นะคะ หนังสือที่มาชนิดว่า ผู้เชี่ยวชาญในวงการหนังสือยังงงกันอยู่ว่าดังได้ยังไง ทั้งที่ไม่ใช่หนังสือพรินต์บุ๊คจากค่ายดัง หรืออีบุ๊คของนักเขียนมีชื่อด้วยซ้ำ

จุดเริ่มต้นของหนังสือชุดนี้ก็ดูน่าสงสัย เริ่มต้นด้วยการเป็นแฟนฟิคของหนังสือดังอย่างเรื่องทไวไลท์ ความน่าสนใจมากพอที่สำนักพิมพ์ในประเทศออสเตรเลียซื้อลิขสิทธิ์ไปตีพิมพ์ ทำให้มีการเปลี่ยนชื่อพระเอกนางเอก (จากเอ็ดเวิร์ด และเบลลา เป็นคริสเตียน และอันนา)  จากนั้นกระแสก็ค่อย ๆ เข้ามา ว่ากันว่า เรื่องนี้ได้รับการโฆษณาแบบปากต่อปาก จากคนนึงช่วยขยายต่อไปในกลุ่มเพื่อน ๆ จากชุมชนเล็ก ๆ ก็เริ่มใหญ่ขึ้น แล้ววันนึงก็มีสถานีโทรทัศน์ไปทำข่าว คนดังหลายคนออกมาให้ความเห็น วิพากษ์วิจารณ์หนังสือเล่มนี้กันใหญ่ จนในที่สุดสำนักพิมพ์ใหญ่ก็ซื้อลิขสิทธิ์ไปตีพิมพ์ (จากที่ขายเป็นอีบุ๊ค และพรินต์บุ๊คในออสเตรเลีย) จนกระทั่งฮอลีวู้ดมาเคาะประตูบ้านนักเขียนเพื่อซื้อลิขสิทธิ์ (ที่เราได้ยินมาว่า มีมูลค่าห้าล้านเหรียญ) 

หนังสือเล่มนี้ทำให้แม็กซ์ได้อีเมลล์จากเพื่อนหลายคนที่ส่งมาเชียร์ให้อ่าน และก็อีกหลายคนที่เมลล์มาบ่น เราถือว่า เป็นหนังสือสองขั้วมากที่สุดเล่มนึงเลยก็ว่าได้นะคะ คนที่ชอบก็ชอบมาก ส่วนคนที่เกลียดก็ด่าได้ทั้งวัน

ทั้งหมดนั่นทำให้เราลังเลไม่น้อยค่ะก่อนที่จะหยิบมาอ่านในที่สุด

ก่อนจะเริ่มรีวิว เราขอพูดถึงเหตุผลที่ทำให้หยิบมาอ่านเล็กน้อยนะคะ แม็กซ์กำลังนอนอ่านหนังสือตอนเช้าวันอาทิตย์อย่างมีความสุข เรื่องที่อ่านในตอนนั้นก็ไม่ได้ถึงกับสนุกมาก หรือแย่มาก เรื่องราวแนวพาฝันที่พระเอกเป็นเจ้าชายมาพบรักกับสาวช่างตัดเสื้อ แต่ขณะที่กำลังอ่าน ๆ ไป ใจเราดันนึกถึงเรื่องชุดนี้ค่ะ ที่พล็อตก็คงต้องบอกว่า ไม่ได้หนีห่างออกจากกันเท่าไหรนัก ทำให้รีบอ่านเล่มนั้นให้จบ จากนั้นก็หยิบเล่มแรกในชุดขึ้นมาอ่าน 

เราเข้าใจเลยนะคะว่า ทำไมคนถึงได้ชอบเรื่องนี้ หนังสือที่ทำให้แม็กซ์อ่านหนังสือหนึ่งพันภายในเวลาวันเดียว (และเราไม่ได้เริ่มอ่านจนกระทั่งตอนสิบเอ็ดโมงเช้า) ต้องมีอะไรน่าสนใจมากพอที่จะทำให้เราเป็นแบบนั้นได้ แต่ในขณะเดียวกันเราก็เข้าใจคนที่ต่อว่าหนังสือชุดนี้เช่นกันค่ะ เพราะต้องยอมรับนะคะว่า มีอะไรหลายอย่างที่ไม่ลงตัวเท่าไหร 

สุดท้ายแล้ว สำหรับเราข้อสรุปจึงเป็นว่า น้ำหนักของด้านไหนที่ได้ใจเรามากกว่ากัน

 

 Fifty Shades of Grey ของอีแอล เจมส์

เรื่องนี้เป็นเล่มแรกในชุด และเราก็คงแนะนำให้อ่านต่อเนื่องกันไปทั้งชุด (ถ้าคุณชอบมากพอ) อย่างไรก็ตามคงต้องเตือนกันไว้ก่อนว่า เล่มนี้ไม่ได้จบในตัวนะคะ ถ้าเริ่มต้นอ่านแล้ว ไม่อาจตัดใจจากตัวละครได้ ก็ต้องหยิบเล่มสองมาอ่านทันที เพราะเรื่องราวต่อเนื่องกันมาก ขนาดที่ว่าจะพิมพ์รวมกันเป็นเล่มเดียวก็น่าจะทำได้ (แต่คงจะหนาเกินไป) 

อนาตาเซีย สตีลนักศึกษาปีสุดท้าย และใกล้จบเรียนจบแล้วเต็มที เข้ามาช่วยเพื่อนร่วมห้องซึ่งทำงานให้กับหนังสือพิมพ์ของมหาวิทยาลัย ด้วยการเดินทางไปสัมภาษณ์นักธุรกิจชื่อดังนามว่า คริสเตียน เกรย์ เพราะเคทเพื่อนสนิทของเธอป่วยกระทันหัน นั่นเป็นการพบกันครั้งแรกของทั้งคู่ 

อันนาไม่คิดเลยว่า นั่นจะเป็นเหตุการณ์ที่เปลี่ยนแปลงเธอไปตลอดชีวิต เพราะเมื่อคริสเตียน เกรย์เลือกที่จะเข้ามาในชีวิตของเธอแล้ว เขาไม่มีคำว่าถอยหลัง ไม่การเดินจากไป ไม่แม้เขาจะรู้ว่า ตนเองไม่ใช่สิ่งที่ดีที่สุดที่เกิดขึ้นกับอันนา 

 

 Fifty Shades Darker ของอีแอล เจมส์

อันนาซึ่งเลือกที่จะเดินออกจากชีวิตของคริสเตียน (ได้ประมาณสามวัน) พบว่าตัวเองไม่อาจอยู่โดยปราศจากเขาได้ และยอมรับความสัมพันธ์กับเขาอีกครั้ง คราวนี้ในรูปแบบที่เปลี่ยนแปลงไปจากเดิม 

 

ในส่วนของพล็อตไม่มีอะไรจะเล่ามากมายหรอกค่ะ ก็แค่หญิงเจอหนุ่ม หนุ่มต้องการหญิง หญิงใจอ่อน แล้วหนุ่มก็อ่อนลงกว่าเดิม ทั้งเรื่องมีแค่นี้จริง ๆ ไม่มีเหตุการณ์น่าตื่นเต้น ไม่มีอะไรต้องตามลุ้น ก็แค่อันนาจะยอมรับตัวตนของคริสเตียนได้หรือไม่ แต่แค่นั้นก็ทรงพลังพอที่จะต้องใช้หนังสือสามเล่มในการเล่าเรื่อง 

อย่างที่เกริ่นไป พล็อตเรื่องค่อนข้างธรรมดา แต่คาแร็คเตอร์เป็นแรงขับเคลื่อนหนังสือชุดนี้ทั้งสามเล่ม และแม้เรื่องจะเล่าผ่านมุมมองของนางเอก (ใช้สรรพนามว่า ฉันทั้งเรื่อง) แต่คาแร็คเตอร์ที่จับใจคนอ่านก็คือ คริสเตียน เกรย์ซึ่งก็จะเห็นได้ชัดว่า รีวิวของเราก็มุ่งไปที่คาแร็คเตอร์ของเขานั่นแหละ

เราเชื่อว่า ศูนย์กลางของคลั่งไคล้ กระแสที่โด่งดังของหนังสือชุดนี้ มากกว่าครึ่งเป็นเพราะคนอ่านถูกใจในคาแร็คเตอร์ของคริสเตียน เกรย์ อภิมหาเศรษฐีที่ประสบความสำเร็จ ในวัยยี่สิบเจ็ดปีคริสเตียนเป็นนักธุรกิจผู้ประสบความสำเร็จ แต่ชีวิตส่วนตัวของเขาค่อนข้างลึกลับ คริสเตียนไม่เคยควงกับผู้หญิงคนไหนให้เห็นเป็นข่าว ขนาดพ่อแม่ของเขาเองยังไม่แน่ใจในรสนิยมทางเพศของลูกชายพวกเขาเองด้วยซ้ำ

ตัวตนของคริสเตียนคือปริศนา หลังจากอ่านไปสองเล่มเราก็ไม่แน่ใจว่า ได้รู้เรื่องราวทั้งหมด ในวัยเด็กเขาถูกเลี้ยงดูโดยมารดาผู้ละเลย และถูกทำทารุณโดยเพื่อนชายของเธอ (การกระทำที่ไม่รู้ว่า มากมายแค่ไหน คงต้องตามอ่านต่อไป) ซึ่งนั่นทำให้เขาผิดรูป แม้จะใช้ชีวิตในเวลาต่อมากับพ่อแม่บุญธรรมผู้รักเขาสุดหัวใจ แต่ความขาดในวัยเด็กเป็นรอยแผลที่กัดกินใจของเขามาตลอด ทั้งยังตามหลอกหลอนมาจนถึงปัจจุบัน

ภายนอกคริสเตียนอาจจะมีทุกอย่างครบ หรืออย่างน้อยทุกอย่างที่ใช้เงินซื้อได้ แต่ชีวิตส่วนตัวของเขาผิดเพี้ยน ความต้องการทางเพศของเขาไม่ปกติ และเมื่อเขาได้พบกับอันนา คริสเตียนไม่เคยคิดว่า ตัวเองจะสามารถเปลี่ยนแปลงได้ เขาต้องการเปลี่ยนแปลงอันนา ต้องการทำให้เธอกลายเป็นผู้หญิงในแบบที่เขาต้องการ หญิงสาวที่ยินยอมเขาในทุกอย่าง นั่นเป็นทางเดียวที่เขาจะมีเซ็กส์ได้ ดังนั้นเพื่อที่อันนาจะอยู่กับเขา เธอต้องเปลี่ยนตัวเอง และนี่คือพล็อตเรื่องหลักของเล่มแรก Fifty Shades of Grey

ในแง่นึง เราเข้าใจกระแสของความไม่ชอบเรื่องนี้นะคะ เพราะพระเอกต้องการ "เปลี่ยน" นางเอกให้กลายเป็นคนแบบที่เขาต้องการ ส่วนตัวอันนาไม่เคยมีรสนิยมทางเพศแบบที่คริสเตียนเป็น แต่เธอเลือกที่จะเรียนรู้ เลือกที่จะยินยอม เพราะนี่คือสิ่งที่ "เขา" ต้องการ และเราก็รู้กันดีอยู่ว่า นี่ไม่ใช่ความสัมพันธ์ที่มีสุขภาพดีนัก ผู้หญิงที่เปลี่ยนตัวเองเพื่อผู้ชายไม่ใช่คนที่ฉลาดนัก ซึ่งจริง ๆ อันนาก็เป็นแบบนั้นนะ (คือไม่ฉลาด)

แต่สำหรับเรา อาจจะเป็นเพราะเรา "ชอบ" คาแร็คเตอร์แบบคริสเตียน ทำให้เรารู้สึกว่า เข้าใจในสิ่งที่เขาทำ และอาจจะเป็นเพราะเรามองหนังสือโรแมนซ์เป็นนิยายพาฝัน เราก็เลยมีความเชื่อว่า แม้เรื่องนี้จะเป็นไปไม่ได้ในชีวิตจริง แต่นี่คือนิยาย และมันเป็นตอนจบที่คาดการณ์ได้ ทำให้เราไม่รู้สึกรุนแรงไปกับการกระทำของคริสเตียน ในหลายประเด็นที่ฝ่ายไม่ชอบพูด การที่คริสเตียนควบคุมชีวิตของอันนา เจาะข้อมูลโทรศัพท์ของเธอเพื่อหาที่อยู่ที่เธออยู่ และรีบเดินทางไปเพื่อ "ช่วย" หญิงสาวที่กำลังเมา คนกลุ่มนึงอาจจะมองว่า นี่มันโรคจิตไปไหม สำหรับเรา นี่คือพระเอกแบบที่เราชอบอ่านค่ะ

เราชอบ "ความมืด" ในจิตวิญญาณของเขา แต่ก็คงต้องบอกตามตรงนะคะ ภูมิหลังของคริสเตียนไม่ได้เลวร้ายมากมายอะไรนัก โดยเฉพาะเมื่อนำมาเทียบกับพระเอกแนวทนทุกข์ในโรแมนซ์ แมรี โจ พัทเนย์เขียนพระเอกที่มีแบ็คกราวด์แย่กว่าสิ่งที่คริสเตียนต้องเผชิญมากมายหลายร้อยเท่าท (ทำให้รู้สึกหงุดหงิดเล็ก ๆ นะคะตอนที่อ่านเจอว่า ครอบครัวใหม่ของคริสเตียนรักเขามากแค่ไหน แต่เขากลับเอาเรื่องวัยเด็กที่เป็นรอยแผลมาคิดจนทำให้ตัวเองมีปมแบบนี้) แต่ก็ต้องยอมรับอีกว่า เรื่องแบบนี้ไม่ได้วัดกันว่า ใครเจ็บปวดมากกว่า ต้องดูกันที่ร่องรอยที่ทิ้งเอาไว้เบื้องหลัง และสำหรับคริสเตียน แผลเป็นไม่ได้เห็นชัด หรือทำให้เขาเสียโฉม แต่มันเป็นรอยด่างในจิตวิญญาณ ที่ไม่ยอมให้เขามีชีวิตอย่างมีความสุขได้

ตัวตนของคริสเตียนเป็นสิ่งที่น่าค้นหา พฤติกรรมของเขาเป็นสิ่งที่ทำให้หนังสือเรื่องนี้น่าติดตาม ดังนั้นหากบอกว่า ถ้าคุณไม่ชอบตัวตนของพระเอกที่สุดขอบ (ในระดับนึง) ก็อาจจะไม่ชอบเล่มนี้

และนี่คือส่วนที่ดีที่สุดส่วนเดียวของหนังสือชุดนี้ค่ะ คาแร็คเตอร์ของคริสเตียน เกรย์ ส่วนอื่น ๆ ในเรื่องอยู่ในระดับที่อ่านได้ ไปจนถึงไร้สาระ

เราชอบนางเอกมากกว่าที่คิดนะคะ เตรียมใจไว้ว่าจะเจอกับยัยน่ารำคาญเบลลาในเรื่องนี้ เพราะรู้ข่าวว่าเริ่มต้นมาจากการเป็นแฟนฟิคของเรื่องทไวไลท์มาก่อน แต่พออ่านเข้าจริง อันนาใช้ได้ทีเดียว อาจจะไม่ถึงกับแกร่งเป็นเหล็กตามนามสกุลของเธอ แต่ก็เข้มแข็งใช้ได้ ที่สำคัญเข้าใจตัวตนของคริสเตียนได้ชัดเจนเลยล่ะ ซึ่งความเข้าใจของเธอนี่เองเป็นสื่อทำให้เราซึ่งเป็นคนอ่านเข้าใจเขาไปด้วย และเนื่องจากเรื่องนี้เล่าผ่านสายตาของอันนา เธอทำให้เราชอบคริสเตียนได้ขนาดนี้ ก็ต้องยกให้เป็นความดีค่ะ

มีความไม่สมจริงในคาแร็คเตอร์ของอันนาหลายอย่าง เธอดูไร้เดียงสาเกินไป โดยเฉพาะในเรื่องเพศสำหรับหญิงสาวอเมริกันวัยยี่สิบเอ็ดปีที่กำลังจบจากมหาวิทยาลัย อันนี้พูดจากประสบการณ์ที่เจอตอนสมัยเราไปเรียนนะคะ สาวเวอร์จิ้นวัยยี่สิบเอ็ดก็มีนะคะ แต่ไม่ได้ไร้เดียงสาอย่างที่อันนาเป็น เธอออกแนวฉันไม่รู้อะไรสักอย่าง เหมือนนางเอกยุครีเจนซีของจูลี การ์วู้ดไปหน่อยน่ะค่ะ ไม่น่าเชื่อว่าจะอยู่ในยุคปัจจุบันนี้

กระนั้นก็ถือว่า อันนายืดหยัดได้พอสมควรเลยล่ะค่ะ เธอถูกคริสเตียนพาเข้าไปสู่โลกของเขา โลกแห่งความหรูหรา ร่ำรวย ในแง่นึง หนังสือชุดนี้ก็คือแนวฮาร์ลิควิน เพรสเซน เพียงแต่นางเอกของเพรสเซนไม่ต้องตอบสนองทางเพศในด้าน BDSM ให้กับมหาเศรษฐีกรีก อย่างที่อันนาทำให้กับคริสเตียน องค์ประกอบอื่นเหมือนกันมาก ดังนั้น (เราคิดเองอีก) เราว่า คนที่ชอบงานเขียนของลินน์ เกรแฮมก็อาจจะชอบเรื่องชุดนี้ด้วยนะคะ ถ้าคุณยอมรับที่จะอ่านเรื่องที่มีอาหารเสริมเป็นไวอากร้าเพื่อเพิ่มพลังทางเพศให้กับฮาร์ลิควิน เพรสเซ่น

ก็ไม่รู้นะคะ อาจเป็นเพราะทำใจว่า จะต้องไม่ชอบอันนามาก ๆ แน่ ๆ พออ่านเข้าจริง พอเจอว่าไม่ได้เลวร้ายอย่างที่คิดเอาไว้ ก็เลยรู้สึกว่า เธอสอบผ่าน แม้จะมีการกระทำหลายอย่างของเธอที่น่าขัดใจบ้าง แต่ก็น้อยมากเมื่อเทียบกะคิดว่า จะเป็น (โดยเฉพาะจากคำบอกเล่าของเพื่อน ๆ กลุ่มที่ไม่ชอบเรื่องชุดนี้)

ส่วนที่ไม่ถูกใจที่สุดในการกระทำของอันนาก็คงจะเป็นตอนจบของเล่มแรกในชุดค่ะ เราอ่านไปก็โมโหมาก รู้สึกว่า การกระทำของเธอช่างเหมือนเด็กเหลือเกิน เธอต้องการเห็นตัวตนที่จริงของคริสเตียน แต่เมื่อเขาแสดงให้เธอเห็น อันนากลับยอมรับไม่ได้ และใช้เป็นข้ออ้างในการเดินจากเขาไป ตอนที่อ่านถึงจุดนี้ ขอบอกว่า โกรธนางเอกมาก และสงสารพระเอกพอกัน รู้สึกว่า อันนาไม่ใช่นางเอกที่คู่ควรกับคริสเตียนเลย

แต่พอมาถึงเล่มสอง ซึ่งเรื่องเปิดขึ้นสามวัน (ถ้าจำไม่ผิด) หลังจากอันนาเลือกที่จะเดินออกจาชีวิตของคริสเตียน ในแง่นึงมันไม่ใช่เล่มสองเลยนะคะ และเราก็ไม่คิดว่า นั่นเป็นการเดินออกมาจากชีวิตด้วยซ้ำ เพราะอันนาเดินกลับเข้าไปง่ายมาก แต่ก็ถือว่า เป็นจุดเปลี่ยนที่สำคัญในความสัมพันธ์ของทั้งคู่ ซึ่งตรงนี้เองทำให้เราให้อภัยอันนามากขึ้นมาหน่อย เพราะเราได้เข้าใจประเด็นที่เรื่องต้องการจะสื่อในที่สุด

นั่นก็คือ คริสเตียนไม่ได้มีรสนิยมทางเพศแบบนี้เพราะเป็นที่ตัวเขาต้องการจริง ๆ หากแต่เป็นสิ่งที่เขายอมให้ตัวเองต้องการ มันจึงไม่ใช่ทางเลือกที่เขาควรจะเลือก นั่นทำให้เราเข้าใจในที่สุดของการปฏิเสธของอันนา

ตอนแรกเรารู้สึกว่า เธอเดินจากเขาไป (ในเล่มแรก) เพราะยอมรับตัวตนที่เขาเป็นไม่ได้ ซึ่งนั่นทำให้เราโกรธ เพราะเธอไม่เข้มแข็งพอ แต่พอมาถึงเล่มสอง ทิศทางการดำเนินเรื่องของเล่มสองทำให้เราเห็นภาพชัดขึ้น การเดินจากไปของอันนาเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับพล็อต เพราะถึงเวลาที่คริสเตียนจะต้องย้อนกลับมาดูตัวตนที่เขากลายเป็นซะที

ถ้าหากเล่มแรก Fifty Shades of Grey คือความพยายามที่คริสเตียน จะเปลี่ยนแปลงตัวตนของอันนา ในเล่มที่สอง Fifty Shades Darker ก็คือความพยายามเปลี่ยนแปลงตัวเองของคริสเตียน เพื่อให้กลายเป็นคนที่เหมาะสมกับอันนา เราไม่รู้นะคะว่า เล่มสามจะเป็นยังไง พวกเขาอาจจะมาพบกันครึ่งทาง ไม่รู้สิคะ

พล็อตเรื่องอย่างที่บอกไป ไม่มีอะไรเลย เป็นที่คาแร็คเตอร์ที่ขับเคลื่อนหนังสือชุดนี้ และก็เป็นคาแร็คเตอร์ไม่กี่ตัวด้วยซ้ำ ตัวประกอบในเรื่องแทบไม่มีความสำคัญ และไม่ควรจะเสียเวลาอ่านถึงด้วยซ้ำ (แปลว่า ถ้าไม่มีเวลามากพอจะอ่านหนังสือชุดนี้สามเล่มความยาวประมาณพันห้าร้อยหน้า ก็เปิดข้ามช่วงเวลาที่อันนา และคริสเตียนไม่ได้อยู่ด้วยกันไปก็ได้ คุณไม่ได้พลาดเรื่องราวอะไรที่สำคัญ หรือน่าสนใจไปหรอก)

แล้วก็มีถึงส่วนที่ทำให้เรามึนที่สุด ก็คือการเขียน การเล่าเรื่องของคนแต่ง ในด้านนึงเราว่า คนแต่งฉลาดมาก ๆ เธอตั้งชื่อตัวละครแล้วสื่อตัวตนของพวกเขาออกมาอย่างดี ไม่ว่าจะเป็นสตีลสำหรับอันนา หรือเกรย์สำหรับคริสเตียน ไม่รู้ว่า ส่วนหนึ่งเป็นเพราะมีการเปลี่ยนชื่อพระเอกนางเอกทีหลังรึเปล่านะคะ ก็เลยสามารถตั้งใหม่ให้เข้ากับสถานการณ์ในเรื่องได้ นอกจากนี้เราชอบการใช้ภาษา เราชอบที่อันนาเรียกคริสเตียนว่า ฟิฟตี้เชด (ต้องอ่านนะคะจะรู้ความหมายของชื่อเรื่อง) มันแสดงให้เห็นว่า เธอเข้าถึงตัวตนของเขา

แต่ในเวลาเดียวกัน นี่ก็คือนักเขียนคนเดียวกันกับที่แต่งส่วนอื่น ๆ ของเรื่อง ภาษาในเรื่องอ่อนมาก ไม่ได้บอกว่า เป็นการใช้ศัพท์ หรืออะไรนะคะ แต่เทคนิคในการเล่าเรื่อง หรือกระทั่งการเล่าเรื่องในตัวเอง ถูกเล่าด้วยภาษาที่ไม่แข็งแรงเสียเลย ไม่มีชัดเจนใน "เสียง" ของอันนา เราไม่ได้ตัวตนของเธอผ่านจากการเล่าเรื่อง เรื่องอาจจะถูกเล่าผ่านบุคคลที่หนึ่ง แต่ราวกับคนอ่านไม่ได้รู้จักคนคนนั้นเลยด้วยซ้ำ นี่เป็นจุดด้อยที่ชัดเจนมาก

จริง ๆ ถ้าเรื่องนี้เขียนเป็นสรรพนามบุคคลที่สาม ข้อด้อยตรงจุดนี้อาจจะน้อยลงไปนะคะ และจริง ๆ แล้ว การได้เห็นมุมมองของคริสเตียน อาจจะเป็นสิ่งที่ดีที่สุดของเรื่องนี้ก็ได้ (และอาจจะทำให้เราชอบเรื่องชุดนี้มากขึ้นไปกว่านี้)

เช่นเดียวกัน ไม่รู้ว่า เป็นเพราะจุดเริ่มต้นของเรื่องมาจากการเป็นแฟนฟิคของทไวไลท์ ก็เลยทำให้ฉากของเรื่องอยู่ในซีแอตเติ้ล (รัฐวอชิงตัน บ้านเกิดของทไวไลท์) แต่อ่านไปไม่ได้กลิ่นความเป็นเมืองซีแอตเติ้ลเลยนะคะ ทั้งที่เมืองนี้มีเอกลักษณ์เป็นของตัวเองมากที่สุดเมืองนึง แต่อ่านไปก็เหมือนว่าเกิดขึ้นที่ไหนก็ได้ในโลก (ได้ยินบางคนวิจารณ์มานะคะว่า คนแต่งเป็นอังกฤษ ทำให้เสียงในเรื่องเหมือนคนอังกฤษมากกว่าอเมริกัน แต่เราไม่รู้สึกตรงนี้นะคะ แต่เราก็ไม่ได้เชี่ยวชาญภาษาอังกฤษมากพอจะตัดสินอะไรได้)

 

สรุปว่า แม็กซ์อยู่ตรงกลางระหว่างสองด้านนะคะ เราชอบเล่มนี้เพราะคาแร็คเตอร์ของพระเอก อย่างที่เพื่อน ๆ หลายคนบอกมา ชอบมากพอที่จะทำให้อ่านหนังสือพันหน้าในวันเดียวจบได้ แต่ในขณะเดียวกันความชอบนี้ก็ถูกบั่นทอนลงกับพล็อตเรื่องที่แทบจะไม่มีอะไร อารมณ์ของเรื่องที่ยังไม่แรงอย่างที่หวัง ก็เลยทำให้ไม่รู้สึกว่า อยากอ่านเล่มสามในชุดทันที (คือพอจบเล่มสองมันก็แฮ็ปปี้เอ็นดิ้งส์ไปแล้วในระดับนึง ก็เลยวางใจพอจะไม่ต้องหยิบเล่มสามมาอ่านทันที ไม่เหมือนความรู้สึกตอนจบเล่มหนึ่งที่รู้เลยว่า ต้องอ่านต่อแน่ ๆ)

คะแนนที่ 70

Edited to Add: ลืมพูดไปเรื่องฉากเซ็กส์ในเรื่องชุดนี้ค่ะ ในแง่นึงมันก็เป็นอีโรติคโรแมนซ์อย่างที่เขียนไว้บนปกนะคะ แต่ถ้าถามเราจริง ๆ ไม่ได้รู้สึกว่า มันเอ็กซ์เซ็กส์เสียวอะไรมากมาย โดยเฉพาะถ้าเทียบกับแนวอีโรติคโรแมนซ์ที่ขาย ๆ กันอยู่ (แล้วก็ไม่ได้สร้างสรร พลิกแพลงพิศดารอะไรมากมายด้วย) ดังนั้น (เอาอีกแล้ว) สำหรับคนที่อ่านอีโรติคโรแมนซ์มาแล้วบ้าง หรือเชียวชาญกันด้านนี้อยู่ อาจจะผิดหวังหน่อย ๆ กับฉากรัก เพราะไม่แรงอย่างที่หวัง แต่สำหรับคนที่ไม่เคยชินกับเรื่องแนวนี้มาก่อน ก็อาจจะช็อคไปเล็กน้อยเช่นกัน

 

edit @ 28 May 2012 18:53:00 by max

Backstage Pass// Olivia Cunning

posted on 10 Nov 2010 11:39 by maxtreme  in B-Club, EroticRomance

ด้วยความเข้าใจผิด (เพราะไม่อ่านให้ละเอียด) ทำให้แม็กซ์นึกว่า หนังสือเรื่องนี้เป็นอีบุ๊ค (แบบที่ยังไม่ออกพรินต์บุ๊ค และเป็นของสนพ.คารินาอีกต่างหาก ไม่รู้คิดไปได้ยังไง) ก็เลยดูแบบไม่ใส่ใจอะไร ไม่สนใจจะอ่านรีวิว หรือพล็อตเรื่องด้วยซ้ำ

และนั่นคงจะเป็นเรื่องน่าเสียดายอย่างยิ่ง

โชคยังเป็นของเราค่ะ เพราะขณะที่รวบรวมรายชื่อนักเขียนเพื่อทำลิสต์ (ที่ค่อนข้างไร้สาระ) และเราค้นหาข้อมูลเกี่ยวกับนักเขียนใหม่ที่เพิ่งขายงานให้กับสนพ.ได้ เราก็เจอชื่อของโอลิเวีย คันนิงค์  แล้วยังมีสติมากพอจะลิงค์ชื่อนี้กับหนังสือเล่มนี้ที่เพิ่งวางขายไปได้ไม่นาน

มันมากพอที่จะทำให้เราเริ่มหาข้อมูลเกี่ยวกับเล่มนี้ แล้วก็ตัดสินใจได้ในที่สุดว่า จะลองซื้อมาอ่าน ที่มันตัดสินใจยากเย็นแบบนี้ก็เพราะเล่มนี้ผลิตออกมาในรูปแบบไซด์เทรด ทำให้ราคาแพงกว่าหนังสือปกอ่อนธรรมดาประมาณเท่าตัวนึง แถมยังเป็นงานของนักเขียนใหม่ เราก็เลยลังเล แต่ท้ายสุดก็ยอมลงทุนซื้อค่ะ

และคงต้องบอกว่า เราคิดถูกต้องมาก เพราะแม็กซ์ชอบหนังสือเล่มนี้ และคิดว่า เป็นเรื่องแนวอีโรติคโรแมนซ์ที่น่าสนใจพอที่จะเขียนรีวิวในบลอกนี้ (แม็กซ์อ่านอีโรติคโรแมนซ์เยอะนะคะ แต่ไม่ค่อยเขียนถึง เพราะเราไม่รู้สึกว่า น่าสนใจเพียงพอ) 

 

 
Backstage Pass ของโอลิเวีย คันนิงค์

 

หนังสือเล่มนี้เป็นเล่มแรกในชุด Sinners on Tour เรื่องราวของนักดนตรีเพลงร็อควงซินเนอร์สห้าหนุ่มสุดฮ็อต กับชีวิตของพวกเขาระหว่างการออกทัวร์คอนเสิร์ต

และเพราะเป็นเรื่องแนวอีโรติคโรแมนซ์ ดังนั้นคนที่อ่านก็ต้องคาดหวังเซ็กส์ และคนอ่านก็จะได้เซ็กส์ในเล่มนี้ค่ะ อย่างเต็มอิ่มเลย

ไมรนา เอเวนส์ ซึ่งเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัยที่สอนเกี่ยวกับเรื่องเซ็กส์ กำลังอยู่ระหว่างการสัมนา ณ โรงแรงแห่งนึง ตอนที่เธอเหลือบสายตาไปเห็นกลุ่มผู้ชายห้าคนกำลังนั่งกินเหล้าเมากลิ้งอย่างไม่ใส่ใจสายตาของใคร คนทั้งห้ามีความแตกต่างจากความน่านับถือของคนส่วนใหญ่ในโรงแรมแห่งนี้ และนั่นทำให้ไมรนาสนใจพวกเขา

นั่นเพราะภายใต้อาชีพอันน่านับถือ ไมรนามีความปรารถนารุนแรงซ่อนอยู่ และเมื่อเธอพบว่า หนึ่งในชายกลุ่มนั้น คือไบรอัน ซินแคลร์ นักกีตาร์ประจำวงซินเนอร์ส ผู้ซึ่งเธอชื่นชอบในฝีมือ หญิงสาวก็ไม่ลังเลเลยที่จะเดินไปหาพวกเขา และทำความรู้จัก

ความรู้จักที่พาไบรอันไปจบลงที่ห้องนอนของเธอในคืนวันนั้น ความรู้จักที่มีประทับใจทั้งสองมากพอที่จะทำให้ไมรนาทิ้งการสัมนา และเดินทางร่วมไปกับวงดนตรีในการออนทัวร์ตลอดช่วงวันหยุดสัปดาห์ ความรู้จักที่จำเ็ป็นต้องจบลง เมื่อไมรนาต้องกลับคืนสู่ชีวิตจริง 

แต่แล้วโอกาสก็เปิดออก เมื่อเธอได้รับทุนให้ทำการวิจัยพฤติกรรมของแฟนที่คลั่งไคล้วงดนตรีถึงขนาดทอดกายถวายตัวให้ (ที่เรียกกันว่ากรุ๊ปปี้) และแน่นอนว่า ไมรนาเลือกวงซินเนอร์สเป็นเป้าหมายในการวิจัย เพราะมันทำให้เธอมีโอกาสได้ใกล้ชิดกับไบรอันมากขึ้น

แม็กซ์ชอบหนังสือเล่มนี้เพราะความสุดโต่งของตัวละคร เริ่มตั้งแต่การสร้างภาพของวงดนตรีเพลงร็อค ที่เป็นทุกอย่างที่แม็กซ์คิดว่า มันจะเป็น สมาชิกในวงใช้ชีวิตกันอย่างสุดขั้ว (และมันก็สุดขั้วจริง ๆ)  อาจจะมีเพียงยาเสพติดอย่างเดียวที่ไม่ได้ถูกกล่าวถึง 

พฤติกรรมหลายอย่างที่สมาชิกในวงนี้เปิดเผยต่อกัน อาจจะดูช็อคไปบ้างนะคะ แต่แม็กซ์รับได้ เพราะมันยิ่งเสริมความกลมเกลียว (แบบแปลก ๆ) ของคนในวง ตั้งแต่การเปลือยกายของนางเอกต่อหน้าสมาชิกคนอื่น เพราะไบรอันดันเขียนโน้ตเพลงไว้บนร่างกายของเธอ (เพราะเขาเกิดอารมณ์แต่งเพลงทุกครั้งระหว่างที่กำลังมีอะไรกัน) มันอาจฟังดูแปลกสักหน่อย แต่เราคิดว่า เซ็กซีมาก ๆ และเราชอบมัน

แม็กซ์ชอบการยอมรับของคนในวงที่มีต่อไมรนา มันไม่ได้ดูฝืนทำนองว่า นี่คือนางเอกในเรื่อง ทุกคนต้องรักเธอ มันเห็นได้ชัดว่า ไมรนาเป็นคนไม่กี่คนที่ยอมรับพวกซินเนอร์สได้อย่างเต็มใจ เธอเข้าใจความระห่ำของพวกเขา เข้าใจความรักที่พวกเขามีให้กับเสียงดนตรี และยอมรับด้านแย่ ๆ ของพวกเขาได้ ซึ่งนั่นทำให้พวกนั้นยอมรับเธอได้เช่นกัน ตั้งแต่ต้นแม็กซ์จึงเชื่อว่า ไมรนาแตกต่างจากกรุ๊ปปี้คนอื่น เธออาจจะไล่ตามไบรอันตั้งแต่ครั้งแรกที่พบกัน แต่เราเชื่อว่า คุณค่าของไมรนามีมากกว่าหญิงสาวคนอื่นที่ทำแบบเดียวกัน 

และไบรอัน แม็กซ์ชอบคาแร็คเตอร์ของเขามาก ๆ ปกติพระเอกในหนังสือแนวอีโรติคโรแมนซ์จะต้องเป็นประเภท มั่นใจ และเจนโลก แต่ไบรอันไม่ใช่เลย เขาอาจจะเป็นสมาชิกในวงร็อคสุดฮิต มีหญิงสาวมากมายหมายปองในร่างกายของเขา แต่ไบรอันเป็นคนโรแมนติค และเพื่อนของเขาก็รู้ดี ในคืนแรกที่เจอกับไมรนา ไบรอันเมาเหล้าเพราะเพิ่งพบว่า แฟนสาวของตัวเองดันไปมีเซ็กส์กับเพื่อนร่วมวง ไบรอันไม่ได้โกรธเพื่อน แต่ก็ผิดหวัง 

การวางคาแร็คเตอร์ของไบรอันเช่นนี้ ทำให้เรายอมรับการที่เขาตกหลุมรักไมรนาก่อนได้ง่าย ในขณะเดียวกัน คาแร็คเตอร์ของไมรนาที่แตกต่างจากหญิงสาวคนอื่น ก็ทำให้เรายอมรับได้เช่นกันว่า ความรักครั้งนี้ที่เขามีให้กับเธอ แตกต่างจากคนอื่น ทำให้เราเชื่อว่าไมรนาพิเศษเหนือผู้หญิงคนอื่น 

ที่สำคัญเรื่องนี้นางเอกแก่กว่าพระเอกของเราเจ็ดปี ในวัยสามสิบห้า ไมรนาซึ่งผ่านการหย่าร้างมาแล้วครั้งนึง เป็นฝ่ายที่วิ่งหนีความรัก และความผูกพัน ในขณะที่พระเอกของเรา ซึ่งเป็นนักดนตรีชื่อดัง กลับวิ่งไล่ตามเธอ 

แม็กซ์ชอบหนังสือเรื่องนี้ เพราะความลงตัวทั้งในส่วนที่เป็นอีโรติค และความรัก ความสัมพันธ์อาจจะเริ่มต้นด้วยเซ็กส์ แต่เราเชื่อในความรักที่เกิด ในความจริงใจที่ไบรอันมีให้ 

และเราชอบการที่คนแต่งซื่อสัตย์กับคาแร็คเตอร์ (สปอยล์) ในฉากที่สามีเก่าของไมรนามาตามราวีเธอที่บ้าน และไบรอันโผล่เข้าไปช่วย แต่เมื่อเรียกตำรวจมาจับกุม ตำรวจกลับตรงเข้าไปจับไบรอัน เพราะเขาแต่งตัว และมีท่าทางเหมือนกุ๊ยมากกว่า ฉากนี้ทั้งฮา และแสดงตัวตนของตัวละครได้เป็นอย่างดีมาก 

เข้าไปดูเว็บไซด์ของคนแต่งแล้ว เจอว่า จะเขียนเรื่องของทั้งห้าหนุ่มในวงจนครบ ซึ่งเราดีใจมากนะคะ เพราะอ่านแค่เล่มแรกก็กลายเป็นแฟนของวงนี้ไปเสียแล้ว

คะแนนที่  80

A Taste of Honey // Jami Alden

posted on 16 Sep 2010 13:54 by maxtreme  in D-Club, EroticRomance

ระยะนี้แม็กซ์อยู่ในโหมดอารมณ์ชอบสะสางค่ะ ไม่ใช่สะสางล้างแค้นอะไรหรอกนะคะ แต่เป็นสะสางหนังสือเก่าค้างปีหลายต่อหลายเล่มที่เราสะสมเอาไว้ แต่ไม่มีโอกาสหยิบขึ้นมาอ่านสักที

หลังจากที่อารมณ์อ่านหนังสือแห้งเหือดไปเมื่อเดือนก่อน (สิงหาคม) เดือนนี้มันก็กลับมาแรงยังกับพายุ เดือนนี้เพิ่งผ่านไปได้แค่ 16 วัน แต่แม็กซ์อ่านหนังสือไปแล้วราว ๆ สามสิบเล่ม หนังสือส่วนใหญ่ก็เป็นหนังสือค้างเก่าเสียด้วย แม้ว่าจะยังไม่มีเล่มไหนที่ทำให้ถึงกับคิดว่า "น่าจะอ่านตั้งแต่ตอนซื้อมา" แต่ก็ไม่ได้เลวร้ายจนเสียดายเงินอะไรมากนัก

หนังสือเล่มนี้จะรีวิวเล่มนี้เป็นงานเขียนเล่มสุดท้ายของเจมี อัลเดนที่แม็กซ์มีเหลืออยู่ หนังสือเล่มอื่น ๆ ของเธอ เราก็ล้วนอ่านไปหมดแล้ว ซึ่งบอกเลยนะคะว่า แม็กซ์ไม่ได้คาดหวังอะไรกับมันมากนัก เพราะเรารู้สึกมาพักใหญ่แล้วล่ะว่า แม็กซ์มักจะชอบงานเขียนที่เจมีเขียนในแนวโรแมนติคสืบสวนมากกว่า แนวอีโรติคโรแมนซ์ และเล่มที่เหลือนี้ก็ดันเป็นเรื่องแนวอีโรติคเสียด้วย

แต่โปรดอย่างตาตื่นอะไรนะคะ เพราะอีโรติคของเจมีนั้น ก็ไม่ได้มีอะไรแปลกพิศดารเกินหน้าเกินตา อันที่จริงถ้าไม่คิดว่าเป็นอีโรติคก็อาจจะได้นะคะ

A Taste of Honey ของเจมี่ อัลเดน

หนังสือเรื่องนี้เป็นหนังสือรวมเรื่องสั้น เรื่องราวของสามพี่น้องตระกูลโดโนแวน ที่จริง ๆ แล้วมีสี่คน แต่ในเล่มนี้มีแค่สามเรื่อง ทำให้เหลือเรื่องของอีกคนนึง ซึ่งก็ถูกเขียนออกมาแล้วล่ะค่ะ แต่อยู่ในหนังสือรวมเรื่องสั้นที่มีชื่อว่า Built ซึ่งถ้ามีโอกาสแม็กซ์ก็คงจะอ่านต่อไป

เรื่องราวในเรื่องสั้นทั้งสามเรื่องในเล่มนี้มีธีมเรื่องที่เหมือนกัน นั่นก็คือ รักเก่าหวนคืน เพราะทุกเรื่องทั้งพระเอกและนางเอกรู้จักกันมาตั้งแต่สมัยวัยรุ่น อาจจะเคยเป็นแฟนกัน หรือเคยเป็นคู่อาฆาตกันมา แล้วมีโอกาสได้มาเจอกันอีกครั้งตอนโต แล้วก็ปิ๊งกันอีกรอบ ซึ่งก็ถือว่าพล็อตแนวนี้ค่อนข้างเวิร์คกับหนังสือที่เป็นเรื่องสั้นนะคะ เพราะมันทำให้คนอ่านเชื่อว่า ตัวละครรักกันภายในหน้าหนังสือแค่ไม่กี่หน้าได้ (เนื่องจากอาจจะรักกันมาก่อนจะเปิดเรื่องด้วยซ้ำ)

Stripping It Down

เรื่องนี้ดูแตกต่างจากเรื่องอื่น ๆ ในเล่มเดียวกันเล็กน้อยค่ะ ไม่ว่าเพราะอะไรนะคะ คนแต่งเขียนให้พระเอกในเรื่องนี้ ซึ่งเป็นหนึ่งในสี่หนุ่มตระกูลโดโนแวนมีความเหินห่างจากพี่น้องคนอื่น ๆ มาก ๆ ถึงขนาดที่ในเรื่องสั้นเรื่องนี้แทบจะไม่มีการกล่าวถึงคนอื่น ๆ ในครอบครัวเลยด้วยซ้ำ แถมในเรื่องสั้นเรื่องอื่นที่เล่าเรื่องพี่น้องคนอื่น ๆ ในตระกูลนี้ แต่แทบจะไม่พูดถึงพระเอกของเล่มนี้อีกด้วย มันเลยให้ความรู้สึกแปลกพิกลดี

คิท ลาฟลินทำงานอย่างซังกะตายในหนังสือพิมพ์ประจำท้องถิ่น แต่ในชีวิตอีกด้านนึงเธอคือ เจ้าของบลอกเรื่องราวหวาบหวามอันโดดดัง บลอกของเธอเป็นเรื่องของสาวรุ่นใหม่ที่รัก และเลิกไปเรื่อย ๆ แต่เมื่อคิทไปร่วมงานแต่งงานของเพื่อนสมัยมัธยม เธอก็ได้พบกับเจค โดโนแวน ชายหนุ่มคนแรกที่เจาะไข่แดงเธอเมื่อสมัยยังเอ๊าะ ถ่านไฟเก่าของทั้งคู่ก็คุขึ้นมาอีกรอบ และคราวนี้คิทไม่ปล่อยให้ดำเนินไปอย่างเสียประโยชน์ เพราะเธอเอาเรื่องราวของเจคไปเขียนในบลอกเล่าให้ชาวโลก (ที่ไม่ใช่ควาย) ฟังด้วย

ตอนแรกที่อ่าน แม็กซ์รู้สึกว่า นางเอกในเรื่องเป็นผู้หญิงชนิดที่เราไม่ชอบมากนัก เธอโทษเจคว่าเป็นต้นเหตุทุกอย่างในความผิดพลาดในอดีต โดยไม่ได้มองเลยว่า ตัวเองก็มีส่วนร่วมรับผิดชอบด้วย (คิทเป็นน้องสาวของเพื่อนเจค วันที่เขาอกหักจากแฟน ก็ถูกสาวเจ้าล่อตะเข้เข้าให้ แต่เมื่อมันเกิดขึ้น สาวน้อยยังผุดผ่องอยู่ ก็เลยรู้สึกไม่สมกับความคาดหวัง ก็เลยโทษว่าเป็นความผิดของเจค) ทำให้หลายจุดในเล่มทีเดียวที่คิทออกอาการเห็นแก่ตัวจนน่าตบให้คว่ำ (โดยแม็กซ์นะคะ ไม่ใช่พระเอก) แต่เมื่อดำเนินเรื่องไปสักพัก คาแร็คเตอร์ของเธอก็เริ่มอ่อนลง เรื่องก็เริ่มจะโอเค โดยเฉพาะพระเอกที่เราค่อนข้างชอบ เพราะเจคซื่อสัตย์กับตัวเอง คือเมื่อได้เจอกับคิทอีกรอบ เขาก็รู้ต้องการต่อยอดความสัมพันธ์ให้ไปไกลกว่านี้ เขาลงทุนถึงขนาดอาสาย้ายสำนักงานมาทำงานในเมืองที่คิทอยู่ เพื่อหาโอกาสใกล้ชิดกับเธอมากขึ้น พระเอกน่ารักดีค่ะ

คะแนนที่ 60

A Taste of Sin

เรื่องนี้เป็นเรื่องที่เราว่าสนุกที่สุดในเล่มนี้นะคะ

เรื่องราวของนิค โดโนแวนที่ในที่สุดก็ได้มีโอกาสที่สองกับเคลลี ซัลวิแวน หลังจากแอบปิ๊งเธอมานานตั้งแต่สมัยยังเด็ก เมื่อเคลลีซึ่งเป็นเด็กสมองอัจฉริยะ ทำให้เรียนหนังสือเร็วกว่าอายุมาก ได้กลายมาเป็นติวเตอร์ให้กับเขา ซึ่งมีอาการไดลิคเซีย (ซึ่งทำให้มีปัญหาในการอ่านหนังสือ) แต่ด้วยอายุที่ห่างกัน เคลลีเพิ่งจากโตเป็นสาว ในขณะที่นิคแก่กว่าหลายปี (แต่เรียนชั้นเดียวกัน) ทำให้นิคไม่กล้ารุกเข้าหาเธอ

หลายปีผ่านไป เคลลีซึ่งบัดนี้สำเร็จการศึกษากลายเป็นแพทย์ ได้กลับมาบ้านเกิดเพื่อดูแลบิดาที่ล้มป่วย และได้พบกับนิคอีกครั้ง โอกาสที่รอคอยของทั้งคู่ก็มาถึงในที่สุด

เรื่องนี้พล็อตไม่มีอะไรมากเลยนะคะ แต่เราชอบคาแร็คเตอร์ของทั้งพระเอกและนางเอก ซึ่งเข้ากันได้ดีมาก ๆ ทั้งสองไม่ได้คาดหวังว่า ความสัมพันธ์ที่ก่อตัวขึ้นจะพัฒนาไปเป็นอะไรมากเกินกว่า เซ็กส์ แต่เมื่อใช้เวลาอยู่ด้วยกันมากขึ้น ทั้งคู่ก็ไม่อาจปฏิเสธความรู้สึกที่มีให้ต่อกันได้เลย

คะแนนที่ 67

Kiss Me Twice

แม็กซ์ไม่ชอบเรื่องนี้ค่ะ ส่วนหนึ่งเพราะเราทำใจให้ชอบนางเอกไม่ได้เลย

ด้วยความบังเอิญไมค์ โดโนแวนได้มีโอกาสพบกับแฟนเก่าอย่าง คาเรน ซัลลิแวนอีกครั้ง และมันก็เริ่มต้นเหมือนความสัมพันธ์เมื่อสิบกว่าปีก่อน นั่นก็คือ ทั้งคู่มีเซ็กส์กันอย่างรวดเร็ว และก็เหมือนเดิมที่ทั้งคู่แยกจากกันอย่างไม่เป็นมิตร เหมือนเมื่อตอนจบความสัมพันธ์ครั้งเก่าลง

แต่เมื่อทั้งคู่ได้มีโอกาสพบกันอีกครั้ง มันก็ยากที่จะไม่นึกถึงอดีต โดยเฉพาะเมื่ออดีตที่ไมค์เข้าใจว่า คาเรนทรยศเขา ไม่ใช่สิ่งที่เกิดขึ้นจริง และมีอะไรอีกหลายอย่างที่เขาไม่เข้าใจ

บอกอีกครั้งค่ะว่า เราไม่ชอบนางเอกเรื่องนี้ ส่วนหนึ่งเพราะในเรื่องสั้นเรื่องที่สอง ซึ่งเคลลีเป็นน้องสาวของคาเรนเป็นนางเอกนั้น คาเรนมีฉากที่โทรศัพท์ไปหาน้องสาว แล้วแสดงอาการน่ารังเกียจมาก จนเรารู้สึกว่า เธอไม่มีคุณค่าเพียงพอที่จะเป็นนางเอก แม้ว่าคนแต่งจะพยายามอธิบายการกระทำของเธอในเรื่องนี้ แต่มันก็ช้าเกินไปแล้วสำหรับความรู้สึกของเรา เพราะแม็กซ์ลงความเห็นไปแล้วว่า คาเรนเป็นพี่สาวที่ร้ายกาจ และเห็นแก่ตัว การบอกว่า เธอทำเช่นนั้นเพราะรู้สึกขาดความรัก เนื่องจากพ่อแม่ให้ความใส่ใจเคลลีมาก (เพราะเป็นเด็กอัจฉริยะ) มันไม่ได้ช่วยให้อะไรดีขึ้น เพราะเหตุการณ์ตอนที่คาเรนโทรศัพท์ไปด่าเคลลีในเรื่องสั้นเรื่องที่สอง มันก็ไม่ใช่การกระทำของเด็กอะไร แต่เป็นคาเรนตอนโตนี่แหละ

การนำนางเอกแบบนี้มารีไซเคิลไม่เวิร์คสำหรับเราค่ะ

แล้วแม็กซ์ยังไม่ได้พูดถึงพฤติกรรมมั่วผู้ชายของเจ้าหล่อนอีกนะคะ มันอาจจะไม่ใช่เรื่องใหญ่ โดยเฉพาะในหนังสือแนวอีโรติคโรแมนซ์อย่างแอฟโฟไดท์เซียเล่มนี้ แต่มันยิ่งตอกย้ำความไม่มีคุณค่าเพียงพอของเธอกับเราค่ะ

และเมื่อเราไม่ชอบนางเอกมากขนาดนี้ แม็กซ์ก็เลยสมเพศพระเอกไปด้วยว่า ยังหน้ามืดพอที่จะไปยุ่งด้วย

คะแนนที่ 37

Relentless & Insatiable // Lauren Dane

posted on 23 Jul 2010 22:44 by maxtreme  in C-Club, EroticRomance

 

แม็กซ์ชอบหนังสือแนวอนาคตนะคะ แต่ก็ต้องบอกตามตรงว่า หาคนเขียนได้ค่อนข้างยาก เริ่มต้นจากจำนวนเรื่องในแนวฟิวเจอริสติคโรแมนซ์มีน้อยมาก ๆ แถมที่มีออกมาก็เข้าข่ายแนวไม่ค่อยได้เรื่อง (แปลอีกทีก็คือ ห่วยแตก) ซะเป็นส่วนใหญ่ 

สำหรับแม็กซ์แล้ว เรื่องแนวฟิวเจอริสติคโรแมนซ์ จะต้องมีการโชว์โลกในอนาคตตามจินตนาการของนักเขียน ถ้าเป็นเรื่องในโลกอนาคต แต่เล่าเรื่องพระเอกนางเอกอยู่ในบ้านทั้งวัน มันก็ไม่ใช่ฟิวเจอร์สำหรับเราค่ะ แต่การสร้างโลกทั้งใบขึ้นมาใหม่ (ในบางครั้งก็เป็นกรณีการสร้างจักรวาลขึ้นมาใหม่ด้วยซ้ำ) ไม่ใช่เรื่องง่าย ต้องใช้เวลา และวางพื้นฐานของเรื่องเป็นอย่างดี ซึ่งนักเขียนหลายคนทำได้ไม่ดีนัก (จึงเป็นที่ีมาของ ห่วยแตก) 

ลอเรน เดนสร้างโลกอนาคตของเธอในเรื่อง Undercover ซึ่งแม็กซ์คิดว่า มีความน่าสนใจอย่างมาก และเราก็ดีใจอย่างยิ่งที่เธอตามติดตัวละครเข้าไปในโลกแห่งเดิมอีกครั้ง ทีสำคัญคราวนี้เธอพาเราไปจนถึงจุดศูนย์กลางของอำนาจแห่งอาณาจักรเลยทีเดียว 

และสำหรับแม็กซ์แล้ว การเขียนเกี่ยวกับอำนาง มันเป็นอะไรที่มีเสน่ห์อย่างเกิดห้ามใจยิ่งนัก

 

 

Relentless ของลอเรน เดน

หนังสือเล่มนี้เป็นเล่มที่สองในชุด Federation เรื่องราวของโลกแห่งอนาคต ที่มนุษย์ยังคงมีอยู่ และสงครามก็ยังมีระหว่างคนที่ความเห็นแตกต่างกัน

ณ เมืองที่เป็นจุดศูนย์กลางของอำนาจ ประชาชนที่อยู่ในกลุ่มที่ไร้ฐานันดรกำลังเรียกร้องสิทธิของตัวเอง หลังจากสภาพสังคมได้แบ่งออกเป็นสองชนชั้น พวกที่มีฐานันดรผู้ซึ่งมีสิทธิเหนือคนอื่น และประชาชนธรรมดาที่เป็นผู้สร้างประเทศ และแอ็บบี ฮาวส์อยู่ตรงหัวแถวของการเรียกร้อง

แอ็บบีเป็นทนายความผู้เก่งกาจ และมีวิสัยทัศน์มากพอที่จะรู้ว่า อะไรคือขอบเขตของการเรียกร้อง เธอเข้าใจว่าการเปลี่ยนแปลงจะต้องค่อยเกิด ไม่อาจทำได้ชั่วข้ามคืน อิทธิพลของแอ็บบีเพิ่มมากขึ้น เมื่อเธอรับทำคดีที่ หนึ่งในตระกูลของผู้มีฐานันดรใส่ความอดีตแม่บ้านของตัวเองว่าเป็นขโมย เพียงเพื่อจะได้ผิดสัญญาไม่จ่ายเงินค่าเกษียณอายุให้ คดีนี้เป็นจุดเริ่มต้นที่ตีแผ่ความเลวร้ายของเหล่าผู้มีฐานันดร

และนั่นก็เป็นความวุ่นวายที่โรมัน ไลออนไม่อาจปฏิเสธได้อีกต่อไป เขาไม่อาจปฏิเสธอิทธิพลที่เพิ่มขึ้นของแอ็บบีได้ ดังนั้นเขาจึงยินยอมให้เธอเข้าพบกับเขา ชายผู้ซึ่งเป็นผู้นำสูงสุดของผู้ปกครองเฟดเดเรชัน ผู้นำที่มีอำนาจสั่งเป็นสั่งตายได้ทุกคน 

การพบกันของทั้งคู่ผิดคาด โรมันมีเหตุผลและเป็นคนดีกว่าที่คิด และแอ็บบีก็ไม่ใช่นักปฏิวัติที่กระหายเลือด ทั้งสองเรียนรู้มุมมองอีกด้านของกันและกัน และในขณะเดียวกัน ความสัมพันธ์ของทั้งสองก็เริ่มต้นขึ้น ความสัมพันธ์ที่ทั้งคู่รู้ดีว่า เป็นไปไม่ได้

นั่นเพราะการแต่งงานข้ามชนชั้นเป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ และโรมันในฐานะผู้นำสูงสุด เขาจะต้องได้ภรรยาผู้เพียบพร้อม และนั้นไม่ใช่แอ็บบี เธอรู้ดี และยอมรับที่จะมีความสัมพันธ์กับเขา แม้จะรู้ว่า หากความจริงเรื่องนี้ถูกเปิดเผยออกไป มันจะถูกนำมาใช้ทำร้ายเธอ 

แต่เมื่อมันเกิดขึ้น เธอไม่ได้คาดฝันว่าจะเจ็บปวดขนาดนี้

อย่างที่บอกนะคะ เราชอบพล็อต แต่ปัญหาใหญ่มาก ๆ ของเราก็คือ หนังสือเล่มนี้เป็นแนวอีโรติคโรแมนซ์ และนั่นเลยเปรียบเสมือนภาคบังคับให้ต้องมีฉากเซ็กส์ และสำหรับเรา แม็กซ์คิดว่า เซ็กส์ระหว่างโรมันและแอ็บบีมันเร็วเกินไป จนมันทำลายการพัฒนาความสัมพันธ์ของทั้งสอง 

เราชอบคาแร็คเตอร์ของทั้งพระเอกนางเอกนะคะ แต่การเริ่มต้นความสัมพันธ์แบบสายฟ้าแล่บ (เจอหน้ากันก็กระโดดเข้าหากันแล้ว) แม็กซ์จึงรู้สึกว่า เป็นการฝืน ๆ พิกล ถ้าความสัมพันธ์ของทั้งสองค่อย ๆ พัฒนาขึ้น เราอาจจะยอมรับได้มากกว่านี้

อย่างไรก็ตาม เราค่อนข้างผิดคาดนะคะ เรายอมรับพล็อต รักต่างชนชั้นได้ดีกว่าที่คิด ทั้งที่มันเป็นพล็อตแบบที่เราเกลียดมากที่สุด แต่ในเรื่องนี้ อาจเป็นเพราะแอ็บบีเห็นคุณค่าของตัวเอง เธออาจจะรู้ว่า ด้วยชนชั้นที่แตกต่างกัน เธออาจจะไม่สามารถแต่งงานกับโรมันได้ แต่ไม่ใช่เพราะเธอไม่มีค่า แต่เพราะมันเป็นกฎที่ยากจะแก้ไข (และโรมันเป็นคนสำคัญที่จะต้องนำการเปลี่ยนแปลง เธอจึงไม่อาจทำให้เขาเสื่อมเสียได้) 

แม็กซ์ขัดใจโรมันเล็กน้อยค่ะ  คือเขาใช้เวลานานมากกว่าจะคิดตกเรื่องชนชั้น เราคาดหวังกับคนที่เป็นพระเอกมากกว่านี้

โดยรวมแล้ว เรื่องนี้เป็นหนังสือที่ดีนะคะ แต่เรามีความรู้สึกว่า มันน่าจะดีกว่านี้ได้

คะแนนที่ 60

 

 

Insatiable ของลอเรน เดน

หนังสือเล่มนี้เป็นเล่มที่สามในชุด Federation แต่ถือว่าเป็นเล่มแรกในชุดย่อยที่ชื่อว่า Phantom Corp. ที่เล่าเรื่องกองกำหนดทหารนอกระบบที่เก่งกาจสุดยอด และถูกใช้ในสงครามระหว่างเฟดเดอเรชัน กับอิมเพอเรล อีกอาณาจักรนึงที่มีความคิดเห็นแตกต่างกัน 

เดเนียล ฮาวส์ (พี่ชายของแอ็บบีจาก Relentless) ซึ่งเป็นทหารมือเอกของกองกำลังแพนธอม ได้รับมอบหมายภาระสำคัญ นั่นก็คือ การฝ่าเข้าไปในดินแดนของอิมเพอเรล เพื่อนำตัวบุตรสาวของผู้นำอาณาจักรกลับมาที่เฟดเดอเรชัน 

คารินา อาจจะเป็นบุตรสาวของผู้นำ แต่เธอก็รู้ดีว่า ตัวเองเป็นเพียงเบี้ยตัวหนึ่งในมือของบิดาผู้โหดร้าย วินเซ็นต์พี่ชายของเธอซึ่งขัดแย้งทางความคิดกับบิดา หนีจากไปนานแล้ว น้องชายคนเดียวของเธอก็เสียชีวิต และตอนนี้เธอถูกหมายตาให้เป็นรางวัลให้กับคนสนิทของบิดา เพื่อขยายฐานอำนาจของเขา ดังนั้นเธอจึงรู้ว่า ทางออกเดียวของตัวเองก็คือการหนี

และความลับที่มารดาของคารินาเสี่ยงชีวิตตัวเองขโมยมา ก็คือใบเบิกทาง เพราะมันถูกนำมาใช้ในการต่อรองกับเฟดเดอเรชัน เพื่อให้ส่งใครสักคนมาพาตัวคารินาออกไปสู่อิสรภาพ

และคนคนนั้นก็คือเดเนียล 

ทั้งสองหนุ่มสาวต้องเดินทางผ่านดินแดนต่าง ๆ หลบหนีการตามล่าของบิดาของคารินา ที่ไม่ได้ต้องการตัวลูกสาวคือ หากแต่ป้องกันความลับสำคัญสูญหายไป การเดินทางที่เปิดใจเดเนียล ที่ไม่เคยคิดเลยว่า จะเจอหญิงคนใดที่พิชิตใจของเขาสำเร็จ และคารินา สาวน้อยที่อาจจะไร้เดียงสาทางกาย แต่เธอรู้จักใจตัวเองดี และมันกำลังบอกเธอว่า ต้องการเดเนียล 

เล่มนี้แม็กซ์ขอชมว่า วางน้ำหนักระหว่างพล็อตเรื่องและเซ็กส์ได้ดีค่ะ เพราะเรารู้สึกถึงการต่อเชื่อมกันระหว่างคารินและเดเนียลก่อนที่ทั้งคู่จะเริ่มต้นเซ็กส์ ซึ่งนั่นเป็นส่วนที่เราชอบมาก ๆ 

แม็กซ์ชอบที่คารินารู้จักตัวเอง และเดเนียลดีพอ เธอไม่กลัวที่จะทำตามหัวใจของตัวเอง และนั่นทำให้เธอเป็นคนที่เหมาะสมกับเดเนียลมาก เพราะเขาเป็นชายผู้ไม่กล้าเิปิดใจ ดังนั้นถ้าสา่วเจ้าไม่ตื้อ ความสัมพันธ์ก็คงจะไปไม่ถึงไหน

ในทางกลับกัน แม็กซ์รู้สึกว่า พล็อตในจุดอื่นมันค่อนข้างหลวม อาจจะเพราะเรื่องนี้บรรยายเดเนียลไว้แบบเก่งโคตร ๆ เราจึงไม่รู้สึกถึงอันตรายที่ติดตามพวกเขามาเลย เพราะมั่นใจได้ว่า พระเอกของเรื่องต้องจัดการคนร้ายได้แน่นอน ซึ่งเขาก็ทำได้เป็นอย่างดี 

และนั่นกลายเป็นข้อเสีย เพราะอ่าน ๆ ไป หลังจากผู้ร้ายคนที่สิบห้า (อุปมาขึ้นมานะคะ อย่าคิดมาก เราไม่ได้นับหรอกค่ะ) ถูกเดเนียลจัดการเชือดซะ มันก็ให้ความรู้สึกแบบ "เอาอีกแล้ว" 

อีกอย่างพล็อตในส่วนความขัดแย้งระหว่างเฟดเดอเรชัน และอิมเพอเรลก้แทบจะไม่ได้มีการพัฒนาเท่าไหร เพราะเรื่องโฟกัสที่เดเนียลพาคารินาหนีมากกว่า เราจึงไม่รู้ความเคลื่อนไหวเกี่ยวกับสงครามากนัก นั่นทำให้เราผิดหวังเล็กน้อย เราอยากเห็นโลกในภาพกว้างมากกว่า

แต่ในเล่มนี้โรมันเท่ห์ค่ะ ในฐานะผู้นำเขาแสดงออกชัดเจน อันที่จริงคาแร็คเตอร์ของเขาในเล่มนี้ ดีกว่าเล่มของเขาเองเสียอีก

โดยรวมเราชอบเล่มนี้นะคะ คะแนนที่ 63

 

จู่ ๆ ก็เกิดอาการนอนไม่หลับขึ้นมาค่ะ หลังจากพยายามข่มตาให้หลับอยู่เป็นชั่วโมง ก็ดูท่าว่า คงจะไม่หลับง่าย ๆ เป็นแน่ แม็กซ์ก็เลยตัดสินใจเปิดไฟ และหยิบหนังสือมาอ่าน มันเป็นการอ่านเพราะความจำเป็น (เนื่องจากนอนไม่หลับ) ไม่ใช่เป็นเพราะเรื่องมันสนุกมากจนต้องทนอ่านแม้จะง่วง ดังนั้นผลลัพธ์จึงไม่ต้องคิดมากนะคะ

ข้อดีก็คือ ทำให้แม็กซ์ทำเวลาในการอ่านหนังสือในภาพรวมได้ดีมาก ๆ เลยล่ะ เพราะแค่คืนเดียวอ่านจบไปสี่เรื่อง

 

 

Submissive ของแอนย่า โฮเวิร์ด

เล่มนี้อ่านก่อนที่จะเข้านอนค่ะ เลยไม่รู้ว่าเป็นเอาเจ้าหนังสือห่วย ๆ เรื่องนี้รึเปล่าที่เป็นต้นเหตุของการนอนไม่หลับ เพราะมันไม่ได้แค่ห่วยธรรมดา มันโคตรห่วย และถือว่าเป็นความสยองขวัญที่แม็กซ์ต้องเผชิญ (เราน่าสงสารมาก) 

อันที่จริงเราก็ผิดนะคะที่ซื้อเล่มนี้มา ทั้งที่อ่านปกหลังดูเรื่องย่อแล้ว ก็เหมือนจะห่วย แต่ทำไงได้คะ ก็เราสั่งมาจากร้านหนังสือแล้ว (ตอนที่สั่งไม่ได้ดูเรื่องย่ออะไรเลย ดูแค่ว่า ชื่อคนแต่งน่าสนใจดี) ก็เลยต้องซื้อ ตานี้ซื้อมาแล้ว ก็เลยต้องอ่านค่ะ 

หนังสือแนวอีโรติคโรแมนซ์ที่สร้างชื่อเสียงเน่า ๆ ให้กับหนังสือแนวเดียวกันเล่มอื่น เพราะมัน... ห่วย เรื่องราวของกิลเลี่ยนหญิงสาวที่ใฝ่ฝันอยากเป็นซับมิสซีพทางเพศ แต่ชายผู้ที่เธอสนใจก็ไม่เคยมอบมันให้กับเธอ ดังนั้นเมื่อกิลเลี่ยนได้ข้อเสนอให้ย้ายไปอีกมิตินึงเพื่อเติมเต็มความต้องการเช่นนั้น เธอจึงไม่ลังเลที่จะละทิ้งทุกอย่างบนโลกมนุษย์และย้ายไป 

โปรดอย่าคิดมากเรื่องพล็อต มันไร้สาระ เซ็กส์ก็ห่วยแตก มันไม่ใช่อีโรติคโรแมนซ์ในประการทั้งปวง มันเป็นแค่ข้ออ้างเพื่อหลอกให้แฟนโรแมนซ์ซื้อหนังสือเล่มนี้อ่าน (ซึ่งเราก็โง่พอที่จะซื้อมา) เรื่องราวที่เต็มไปด้วยเซ็กส์ที่ไร้ความรู้สึก นางเอกที่ปัญญาอ่อนจนน่ากระทืบ พระเอกที่ทุเรศจนไม่อยากเห็นหน้า

เสียเวลาในชีวิตมาก ๆ และที่เหนืออื่นใด ความเลวร้ายของมันตราตึงอยู่ในความทรงจำของเรา (ซึ่งอาจเป็นสาเหตุที่ำทำให้นอนไม่หลับ)

คะแนนที่ 17 (แม็กซ์ไม่แน่ใจว่า มันเยอะเกินไปไหมนะคะ)

 

The Sheik and the pregnant bride ของซูซาน มัลโลรี่

 

หนังสือเล่มที่เยอะ ๆ แล้วในชุด Desert Rogues หนังสือชุดที่ได้รับความนิยมอย่างมาก ๆ ของซูซาน มัลโลรี่ นิยมมากขนาดเธอขยายชุดไปแล้วหลายต่อหลายครั้ง แฟนหนังสือก็ยังเรียกร้องให้เขียนอีก และเขียนอีก 

อันที่จริงเรื่องนี้ไม่ได้เลวร้ายอะไรนะคะ มันขึ้นต้นได้สนุกเสียด้วยซ้ำ แต่แล้วพล็อตที่เราไม่ชอบมาก ๆ ก็เกิดขึ้น และมันทำลายหนังสือเล่มนี้สำหรับเราไปเลยค่ะ

แม็กกี้เป็นช่างซ่อมรถยนต์โบราณที่มีความสามารถ เธอเดินทางมายังประเทศในแถบตะวันออกกลาง (แต่ไม่ได้เป็นมุสลิม -- น่าเชื่อมากเลยนะ) เพื่อทำการซ่อมและสร้างรถยนต์ให้กับเจ้าชายกาเดีย (ออกเสียไม่ถูกนะคะ แต่ก็ไม่มีความพยายามมากพอที่จะหาวิธีการออกเสียงที่ถูกต้อง เราไม่ได้แคร์เล่มนี้มากพอค่ะ) แม้ในตอนแรกพบกาเดียไม่ไว้ใจเมื่อพบว่าเธอเป็นผู้หญิง แต่หลังจากได้เห็นฝีมือ เขาก็เริ่มยอมรับเธอมากขึ้น ทั้งสองสนิทกันมากขนาดที่เมื่อกาเดียถูกกษัตริย์ผู้เป็นบิดาเร่งรัดเรื่องแต่งงาน เขาจึงมาหาแม็กกี้เพื่อขอให้เธอช่วยเป็นแฟนกำมะลอของเขา แต่เรื่องก็ยุ่งยากขึ้นไปอีกเมื่อแม็กกี้พบว่าตัวเองท้อง แต่เด็กคนนั้นไม่ใช่ลูกของกาเดีย

แม็กซ์ชอบความสัมพันธ์ของพระนางนะคะ มันมีการพัฒนา มีความเปลี่ยนแปลง คนอ่านได้เห็นทัศนคติที่มีต่อผู้หญิงที่ค่อย ๆ เปลี่ยนไปของพระเอก เรื่องมันดูมีแววจะสนุกขึ้นเรื่อย ๆ จนกระทั่งแม็กกี้ท้องจากความสัมพันธ์ที่เธอมีกับคู่รักเก่าก่อนที่จะเดินทางมายังประเทศแห่งนี้ 

มันจี้จุดที่เราไม่ชอบค่ะ เราไม่ชอบที่นางเอกมีความสัมพันธ์กับชายคนนึง แล้วผละไปหาชายอีกคนนึงเกือบจะในทันที (ลูกยังอยู่ในท้องเลย) มันทำให้เราไม่มีความเคารพให้กับนางเอก โปรดอย่าเข้าใจผิดว่า แม็กซ์ต้องการแต่นางเอกที่บริสุทธิ์ผุดผ่องนะคะ เราไม่สนใจว่านางเอกจะแต่งงานมาก่อน หรือมีแฟนมาก่อน เพียงแต่ความรักครั้งที่สองกับพระเอก มันควรจะทิ้งช่วงเวลาบ้าง โดยเฉพาะในเมื่อคุณยังมีลูกของคนอื่นอยู่ในท้องแบบนี้ 

แม็กซ์รับไม่ได้ และมันทำให้เรื่องนี้ดิ่งลงเหวไปเลยสำหรับเราค่ะ 

คะแนนที่ 40

 

 

The Vampire's Quest ของวีวี แอนนา

หนังสือเล่มที่สี่ในชุด the Valorian Chronicles เรื่องราวที่เล่าถึงหน่วยพิสูจน์หลักฐานในเมืองที่ผู้อยู่อาศัยไม่ใช่มนุษย์ธรรมดา ดังนั้นคดีแต่ละคดีก็จึงเหนือธรรมชาติไปด้วย

เล่มนี้คนแต่งพาเราเปลี่ยนบรรยากาศออกจากเมืองเนโครโปลิสซึ่งเป็นฉากหลังของหนังสือสามเล่มแรก ไปยังเมืองที่อยู่ในฝรั่งเศส  นั่นก็เพราะว่าคาลเลน ฟอลคอนพระเอกของเราซึ่งแม้จะเป็นแวมไพร์ แต่เขาก็กำลังป่วยหนักจากโรคที่รักษาไม่หาย โรคที่ทำให้แวมไพร์ที่ควรจะเป็นอมตะบ้าคลั่ง และตายในที่สุด

คาลเลนรู้มาว่า หมอมือดีที่พอจะช่วยทุเลาอาการป่วยของเขาอาศัยอยู่ในฝรั่งเศส ดังนั้นเขาจึงออกเดินทางไปยังที่นั่น แต่ยังไม่ทันที่ได้พบแพทย์ ก็เกิดเหตุวางระเบิดขึ้นเสียก่อน ส่งผลให้หมอเทวดาคนนั้นเสียชีวิต และดึงตัวคาลเลนกลับไปที่แล็บพิสูจน์หลักฐานจนได้  คาลเลนถูกชวนให้เข้าไปช่วยเจ้าหน้าที่ในเมืองสืบหาความจริง และนั่นทำให้เขาได้มีโอกาสใกล้ชิดกับโซฟี เจ้าหน้าที่ในแล็บอีกคน 

ตั้งแต่แว่บแรกคาลเลนรู้ว่า โซฟีคือผู้หญิงของเขา แต่ก็ไม่กล้าที่จะเปิดเผยความในใจ เพราะเขารู้ถึงโอกาสอันน้อยนิดในการมีชีวิตรอดของตัวเอง ในขณะเดียวกันโซฟีคือทายาทแห่งเผ่าหมาป่า และนั่นทำให้เธอถูกบีบโดยแรงกดดันของผู้เป็นบิดาให้ต้องแต่งงานกับมนุษย์หมาป่าด้วยกัน 

ในบรรดาสี่เล่มที่อ่าน เล่มนี้ถึงว่าโอเคที่สุดแล้วนะคะ แต่ถ้าสังเกตจากคะแนนมันก็คงไม่ได้บอกอะไรมากหรอกนะคะ เพราะมันอาจเป็นความรู้สึกของแม็กซ์ที่อ่านแต่เรื่องห่วย ๆ ติดกันมาหลายเล่ม เล่มนี้ซึ่งดีขึ้นมาหน่อยเลยกลายเป็นเหมือนสุดยอดหนังสือเลยก็ได้

เราค่อนข้างชอบคาแร็คเตอร์ค่ะ ตัวตนของทั้งคาลเลนและโซฟีดูน่าสนใจ ปฏิสัมพันธ์ที่พวกเขามีต่อกันและกันก็สมจริง ความรักที่ดูจะเป็นไปไม่ได้ เป็นประเด็นที่อ่านแล้วซึ้งดี ไม่ถึงกับน้ำตาตกนะคะ แต่ก็เขียนได้ดี สิ่งที่เราไม่ชอบมาก ๆ เลยก็คือ บทสรุปเรื่องการรักษาคาลเลน และเหตุผลที่มันเกิดขึ้น มันดูรวบรัด และไม่น่าเชื่อเอาซะเลย

คะแนนที่  57

 

 Sinjin ของจูเลีย เทมเพิลตัน

หนังสือเล่มแรกในชุด The Rakehells of Rochester เรื่องราวของสามพี่น้องตระกูลเรย์เบิร์นจอมเสเพล ขนาดที่มารดาของพวกเขายื่นคำขาดให้ทั้งหมดแต่งงานภายในปีเดียวกัน นี่เป็นเรื่องราวของพี่ชายคนโต ซินจัน

ปัญหาของซินจันไม่ได้อยู่ที่เขาไม่ต้องการแต่งงาน หากแต่หญิงสาวที่เขาอยากแต่งงานด้วย กลับเป็นคนที่มีเจ้าของแล้ว เคทลินเป็นหญิงสาวผู้เพียบพร้อม และหมั้นหมายกับชายที่ไร้อารมณ์ เธอและน้องสาวมางานเลี้ยงที่บ้านในชนบทของตระกูลเรย์เบิร์นเพราะต้องการหลบหนีความจริงที่ไม่ต้องการ เธอจำเป็นต้องแต่งงานกับกับชายที่สูงวัยกว่า เพราะเขาช่วยแม่ของเธอในการจ่ายชำระหนี้สินที่ก่อขึ้น ดังนั้นเมื่อเคทลินได้พบกับซินจัน เธอก็หลงเสน่ห์ของเขาเกือบจะในทันที 

และแม้รู้ว่า คงเป็นไปไม่ได้ เคทลินก็ไม่อาจห้ามใจไม่ให้เคลิ้มไปกับการล่อลวงของซินจันได้ ทั้งคู่มีความสัมพันธ์กันอย่างลึกซึ้งเกือบจะในทันที แต่แล้วคู่หมั้นของเคทลินก็ปรากฏตัวขึ้นที่งาน เพื่อตามหาเธอ

หนังสือเรื่องนี้เป็นแนวอีโรติคโรแมนซ์ แต่นั่นไม่ใช่ข้ออ้างที่จะเขียนตัวละครที่ไร้เกียรติอย่างเคทลิน แม็กซ์ไม่ชอบเธอเอาอย่างแรงค่ะ แน่ละเธอมีชีวิตที่ไม่ได้ดั่งใจ ถูกจับหมั้นหมายกับชายที่ไม่ได้รัก แต่เธอรักกับซินจันนั้นเหรอ แม็กซ์ไม่เชื่อนะคะ เพราะทั้งสองเพิ่งจะเจอหน้ากัน เขาก็เข้าหาเธอแล้ว และเธอก็ตอบรับเป็นอย่างดี

แม็กซ์เห็นใจคู่หมั้นของนางเอกด้วยซ้ำ เขาไม่ได้ทำผิดอะไรร้ายแรงเลย เขาอาจจะใช้เงินซื้อตัวเธอมา แต่มันเป็นความผิดนั้นเหรอ ในเมื่อมันแทบจะเป็นเรื่องปกติของยุคนั้น และถ้าเป็นนิยายเล่มอื่น เขาอาจจะเป็นพระเอกด้วยซ้ำ เขาต้องทนกับคู่หมั้นใจง่าย เราไม่ได้ว่าอะไรนะคะที่เธอจะถอนหมั้น มันเป็นสิ่งที่ทำได้ง่ายมาก นั่นเพราะซินจันร่ำรวย ยังไงก็ต้องช่วยเหลือจุนเจือครอบครัวของเคทลินอยู่แล้ว แต่เราไม่ชอบที่เธอยอมมีความสัมพันธ์กับเขา โดยที่ไม่คิดสักนิดเรื่องที่จะถอนหมั้น ไม่แคร์สักนิดว่าคู่ีหมั้นของตัวเองจะรู้สึกอย่างไรที่เธอทำตัวต่ำเช่นนั้น

ในแง่ของพระเอก ไม่ใช่ว่าเขาเป็นคนดีอะไรนะคะ พฤติกรรมก็เน่าพอกับนางเอกนั่นแหละ แต่เขาคือผู้ชาย และแม็กซ์ไม่ได้คาดหวังให้ผู้ชายมีสติอะไรมากนัก โดยเฉพาะตัวละครอย่างเขาที่ไม่แคร์ศีลธรรม หรือความถูกต้องดีงาม แต่คิดอีกที สองคนนี้ก็เหมาะสมกันดีค่ะ ผู้ชายห่วย ผู้หญิงทุเรศ 

คะแนนที่ 33