EroticRomance

จู่ ๆ ก็เกิดอาการนอนไม่หลับขึ้นมาค่ะ หลังจากพยายามข่มตาให้หลับอยู่เป็นชั่วโมง ก็ดูท่าว่า คงจะไม่หลับง่าย ๆ เป็นแน่ แม็กซ์ก็เลยตัดสินใจเปิดไฟ และหยิบหนังสือมาอ่าน มันเป็นการอ่านเพราะความจำเป็น (เนื่องจากนอนไม่หลับ) ไม่ใช่เป็นเพราะเรื่องมันสนุกมากจนต้องทนอ่านแม้จะง่วง ดังนั้นผลลัพธ์จึงไม่ต้องคิดมากนะคะ

ข้อดีก็คือ ทำให้แม็กซ์ทำเวลาในการอ่านหนังสือในภาพรวมได้ดีมาก ๆ เลยล่ะ เพราะแค่คืนเดียวอ่านจบไปสี่เรื่อง

 

 

Submissive ของแอนย่า โฮเวิร์ด

เล่มนี้อ่านก่อนที่จะเข้านอนค่ะ เลยไม่รู้ว่าเป็นเอาเจ้าหนังสือห่วย ๆ เรื่องนี้รึเปล่าที่เป็นต้นเหตุของการนอนไม่หลับ เพราะมันไม่ได้แค่ห่วยธรรมดา มันโคตรห่วย และถือว่าเป็นความสยองขวัญที่แม็กซ์ต้องเผชิญ (เราน่าสงสารมาก) 

อันที่จริงเราก็ผิดนะคะที่ซื้อเล่มนี้มา ทั้งที่อ่านปกหลังดูเรื่องย่อแล้ว ก็เหมือนจะห่วย แต่ทำไงได้คะ ก็เราสั่งมาจากร้านหนังสือแล้ว (ตอนที่สั่งไม่ได้ดูเรื่องย่ออะไรเลย ดูแค่ว่า ชื่อคนแต่งน่าสนใจดี) ก็เลยต้องซื้อ ตานี้ซื้อมาแล้ว ก็เลยต้องอ่านค่ะ 

หนังสือแนวอีโรติคโรแมนซ์ที่สร้างชื่อเสียงเน่า ๆ ให้กับหนังสือแนวเดียวกันเล่มอื่น เพราะมัน... ห่วย เรื่องราวของกิลเลี่ยนหญิงสาวที่ใฝ่ฝันอยากเป็นซับมิสซีพทางเพศ แต่ชายผู้ที่เธอสนใจก็ไม่เคยมอบมันให้กับเธอ ดังนั้นเมื่อกิลเลี่ยนได้ข้อเสนอให้ย้ายไปอีกมิตินึงเพื่อเติมเต็มความต้องการเช่นนั้น เธอจึงไม่ลังเลที่จะละทิ้งทุกอย่างบนโลกมนุษย์และย้ายไป 

โปรดอย่าคิดมากเรื่องพล็อต มันไร้สาระ เซ็กส์ก็ห่วยแตก มันไม่ใช่อีโรติคโรแมนซ์ในประการทั้งปวง มันเป็นแค่ข้ออ้างเพื่อหลอกให้แฟนโรแมนซ์ซื้อหนังสือเล่มนี้อ่าน (ซึ่งเราก็โง่พอที่จะซื้อมา) เรื่องราวที่เต็มไปด้วยเซ็กส์ที่ไร้ความรู้สึก นางเอกที่ปัญญาอ่อนจนน่ากระทืบ พระเอกที่ทุเรศจนไม่อยากเห็นหน้า

เสียเวลาในชีวิตมาก ๆ และที่เหนืออื่นใด ความเลวร้ายของมันตราตึงอยู่ในความทรงจำของเรา (ซึ่งอาจเป็นสาเหตุที่ำทำให้นอนไม่หลับ)

คะแนนที่ 17 (แม็กซ์ไม่แน่ใจว่า มันเยอะเกินไปไหมนะคะ)

 

The Sheik and the pregnant bride ของซูซาน มัลโลรี่

 

หนังสือเล่มที่เยอะ ๆ แล้วในชุด Desert Rogues หนังสือชุดที่ได้รับความนิยมอย่างมาก ๆ ของซูซาน มัลโลรี่ นิยมมากขนาดเธอขยายชุดไปแล้วหลายต่อหลายครั้ง แฟนหนังสือก็ยังเรียกร้องให้เขียนอีก และเขียนอีก 

อันที่จริงเรื่องนี้ไม่ได้เลวร้ายอะไรนะคะ มันขึ้นต้นได้สนุกเสียด้วยซ้ำ แต่แล้วพล็อตที่เราไม่ชอบมาก ๆ ก็เกิดขึ้น และมันทำลายหนังสือเล่มนี้สำหรับเราไปเลยค่ะ

แม็กกี้เป็นช่างซ่อมรถยนต์โบราณที่มีความสามารถ เธอเดินทางมายังประเทศในแถบตะวันออกกลาง (แต่ไม่ได้เป็นมุสลิม -- น่าเชื่อมากเลยนะ) เพื่อทำการซ่อมและสร้างรถยนต์ให้กับเจ้าชายกาเดีย (ออกเสียไม่ถูกนะคะ แต่ก็ไม่มีความพยายามมากพอที่จะหาวิธีการออกเสียงที่ถูกต้อง เราไม่ได้แคร์เล่มนี้มากพอค่ะ) แม้ในตอนแรกพบกาเดียไม่ไว้ใจเมื่อพบว่าเธอเป็นผู้หญิง แต่หลังจากได้เห็นฝีมือ เขาก็เริ่มยอมรับเธอมากขึ้น ทั้งสองสนิทกันมากขนาดที่เมื่อกาเดียถูกกษัตริย์ผู้เป็นบิดาเร่งรัดเรื่องแต่งงาน เขาจึงมาหาแม็กกี้เพื่อขอให้เธอช่วยเป็นแฟนกำมะลอของเขา แต่เรื่องก็ยุ่งยากขึ้นไปอีกเมื่อแม็กกี้พบว่าตัวเองท้อง แต่เด็กคนนั้นไม่ใช่ลูกของกาเดีย

แม็กซ์ชอบความสัมพันธ์ของพระนางนะคะ มันมีการพัฒนา มีความเปลี่ยนแปลง คนอ่านได้เห็นทัศนคติที่มีต่อผู้หญิงที่ค่อย ๆ เปลี่ยนไปของพระเอก เรื่องมันดูมีแววจะสนุกขึ้นเรื่อย ๆ จนกระทั่งแม็กกี้ท้องจากความสัมพันธ์ที่เธอมีกับคู่รักเก่าก่อนที่จะเดินทางมายังประเทศแห่งนี้ 

มันจี้จุดที่เราไม่ชอบค่ะ เราไม่ชอบที่นางเอกมีความสัมพันธ์กับชายคนนึง แล้วผละไปหาชายอีกคนนึงเกือบจะในทันที (ลูกยังอยู่ในท้องเลย) มันทำให้เราไม่มีความเคารพให้กับนางเอก โปรดอย่าเข้าใจผิดว่า แม็กซ์ต้องการแต่นางเอกที่บริสุทธิ์ผุดผ่องนะคะ เราไม่สนใจว่านางเอกจะแต่งงานมาก่อน หรือมีแฟนมาก่อน เพียงแต่ความรักครั้งที่สองกับพระเอก มันควรจะทิ้งช่วงเวลาบ้าง โดยเฉพาะในเมื่อคุณยังมีลูกของคนอื่นอยู่ในท้องแบบนี้ 

แม็กซ์รับไม่ได้ และมันทำให้เรื่องนี้ดิ่งลงเหวไปเลยสำหรับเราค่ะ 

คะแนนที่ 40

 

 

The Vampire's Quest ของวีวี แอนนา

หนังสือเล่มที่สี่ในชุด the Valorian Chronicles เรื่องราวที่เล่าถึงหน่วยพิสูจน์หลักฐานในเมืองที่ผู้อยู่อาศัยไม่ใช่มนุษย์ธรรมดา ดังนั้นคดีแต่ละคดีก็จึงเหนือธรรมชาติไปด้วย

เล่มนี้คนแต่งพาเราเปลี่ยนบรรยากาศออกจากเมืองเนโครโปลิสซึ่งเป็นฉากหลังของหนังสือสามเล่มแรก ไปยังเมืองที่อยู่ในฝรั่งเศส  นั่นก็เพราะว่าคาลเลน ฟอลคอนพระเอกของเราซึ่งแม้จะเป็นแวมไพร์ แต่เขาก็กำลังป่วยหนักจากโรคที่รักษาไม่หาย โรคที่ทำให้แวมไพร์ที่ควรจะเป็นอมตะบ้าคลั่ง และตายในที่สุด

คาลเลนรู้มาว่า หมอมือดีที่พอจะช่วยทุเลาอาการป่วยของเขาอาศัยอยู่ในฝรั่งเศส ดังนั้นเขาจึงออกเดินทางไปยังที่นั่น แต่ยังไม่ทันที่ได้พบแพทย์ ก็เกิดเหตุวางระเบิดขึ้นเสียก่อน ส่งผลให้หมอเทวดาคนนั้นเสียชีวิต และดึงตัวคาลเลนกลับไปที่แล็บพิสูจน์หลักฐานจนได้  คาลเลนถูกชวนให้เข้าไปช่วยเจ้าหน้าที่ในเมืองสืบหาความจริง และนั่นทำให้เขาได้มีโอกาสใกล้ชิดกับโซฟี เจ้าหน้าที่ในแล็บอีกคน 

ตั้งแต่แว่บแรกคาลเลนรู้ว่า โซฟีคือผู้หญิงของเขา แต่ก็ไม่กล้าที่จะเปิดเผยความในใจ เพราะเขารู้ถึงโอกาสอันน้อยนิดในการมีชีวิตรอดของตัวเอง ในขณะเดียวกันโซฟีคือทายาทแห่งเผ่าหมาป่า และนั่นทำให้เธอถูกบีบโดยแรงกดดันของผู้เป็นบิดาให้ต้องแต่งงานกับมนุษย์หมาป่าด้วยกัน 

ในบรรดาสี่เล่มที่อ่าน เล่มนี้ถึงว่าโอเคที่สุดแล้วนะคะ แต่ถ้าสังเกตจากคะแนนมันก็คงไม่ได้บอกอะไรมากหรอกนะคะ เพราะมันอาจเป็นความรู้สึกของแม็กซ์ที่อ่านแต่เรื่องห่วย ๆ ติดกันมาหลายเล่ม เล่มนี้ซึ่งดีขึ้นมาหน่อยเลยกลายเป็นเหมือนสุดยอดหนังสือเลยก็ได้

เราค่อนข้างชอบคาแร็คเตอร์ค่ะ ตัวตนของทั้งคาลเลนและโซฟีดูน่าสนใจ ปฏิสัมพันธ์ที่พวกเขามีต่อกันและกันก็สมจริง ความรักที่ดูจะเป็นไปไม่ได้ เป็นประเด็นที่อ่านแล้วซึ้งดี ไม่ถึงกับน้ำตาตกนะคะ แต่ก็เขียนได้ดี สิ่งที่เราไม่ชอบมาก ๆ เลยก็คือ บทสรุปเรื่องการรักษาคาลเลน และเหตุผลที่มันเกิดขึ้น มันดูรวบรัด และไม่น่าเชื่อเอาซะเลย

คะแนนที่  57

 

 Sinjin ของจูเลีย เทมเพิลตัน

หนังสือเล่มแรกในชุด The Rakehells of Rochester เรื่องราวของสามพี่น้องตระกูลเรย์เบิร์นจอมเสเพล ขนาดที่มารดาของพวกเขายื่นคำขาดให้ทั้งหมดแต่งงานภายในปีเดียวกัน นี่เป็นเรื่องราวของพี่ชายคนโต ซินจัน

ปัญหาของซินจันไม่ได้อยู่ที่เขาไม่ต้องการแต่งงาน หากแต่หญิงสาวที่เขาอยากแต่งงานด้วย กลับเป็นคนที่มีเจ้าของแล้ว เคทลินเป็นหญิงสาวผู้เพียบพร้อม และหมั้นหมายกับชายที่ไร้อารมณ์ เธอและน้องสาวมางานเลี้ยงที่บ้านในชนบทของตระกูลเรย์เบิร์นเพราะต้องการหลบหนีความจริงที่ไม่ต้องการ เธอจำเป็นต้องแต่งงานกับกับชายที่สูงวัยกว่า เพราะเขาช่วยแม่ของเธอในการจ่ายชำระหนี้สินที่ก่อขึ้น ดังนั้นเมื่อเคทลินได้พบกับซินจัน เธอก็หลงเสน่ห์ของเขาเกือบจะในทันที 

และแม้รู้ว่า คงเป็นไปไม่ได้ เคทลินก็ไม่อาจห้ามใจไม่ให้เคลิ้มไปกับการล่อลวงของซินจันได้ ทั้งคู่มีความสัมพันธ์กันอย่างลึกซึ้งเกือบจะในทันที แต่แล้วคู่หมั้นของเคทลินก็ปรากฏตัวขึ้นที่งาน เพื่อตามหาเธอ

หนังสือเรื่องนี้เป็นแนวอีโรติคโรแมนซ์ แต่นั่นไม่ใช่ข้ออ้างที่จะเขียนตัวละครที่ไร้เกียรติอย่างเคทลิน แม็กซ์ไม่ชอบเธอเอาอย่างแรงค่ะ แน่ละเธอมีชีวิตที่ไม่ได้ดั่งใจ ถูกจับหมั้นหมายกับชายที่ไม่ได้รัก แต่เธอรักกับซินจันนั้นเหรอ แม็กซ์ไม่เชื่อนะคะ เพราะทั้งสองเพิ่งจะเจอหน้ากัน เขาก็เข้าหาเธอแล้ว และเธอก็ตอบรับเป็นอย่างดี

แม็กซ์เห็นใจคู่หมั้นของนางเอกด้วยซ้ำ เขาไม่ได้ทำผิดอะไรร้ายแรงเลย เขาอาจจะใช้เงินซื้อตัวเธอมา แต่มันเป็นความผิดนั้นเหรอ ในเมื่อมันแทบจะเป็นเรื่องปกติของยุคนั้น และถ้าเป็นนิยายเล่มอื่น เขาอาจจะเป็นพระเอกด้วยซ้ำ เขาต้องทนกับคู่หมั้นใจง่าย เราไม่ได้ว่าอะไรนะคะที่เธอจะถอนหมั้น มันเป็นสิ่งที่ทำได้ง่ายมาก นั่นเพราะซินจันร่ำรวย ยังไงก็ต้องช่วยเหลือจุนเจือครอบครัวของเคทลินอยู่แล้ว แต่เราไม่ชอบที่เธอยอมมีความสัมพันธ์กับเขา โดยที่ไม่คิดสักนิดเรื่องที่จะถอนหมั้น ไม่แคร์สักนิดว่าคู่ีหมั้นของตัวเองจะรู้สึกอย่างไรที่เธอทำตัวต่ำเช่นนั้น

ในแง่ของพระเอก ไม่ใช่ว่าเขาเป็นคนดีอะไรนะคะ พฤติกรรมก็เน่าพอกับนางเอกนั่นแหละ แต่เขาคือผู้ชาย และแม็กซ์ไม่ได้คาดหวังให้ผู้ชายมีสติอะไรมากนัก โดยเฉพาะตัวละครอย่างเขาที่ไม่แคร์ศีลธรรม หรือความถูกต้องดีงาม แต่คิดอีกที สองคนนี้ก็เหมาะสมกันดีค่ะ ผู้ชายห่วย ผู้หญิงทุเรศ 

คะแนนที่ 33

 

The Erotic Novels of Opal Carew

posted on 29 Jul 2009 10:09 by maxtreme  in C-Club, EroticRomance, F-Club

เริ่มต้นด้วยคำเตือนแล้วกันค่ะว่า บลอกอันนี้ไม่เหมาะกับเด็กอายุต่ำกว่าสิบแปดปี เพราะแม็กซ์กำลังจะพูดถึงหนังสือที่ว่าด้วยเซ็กส์ เซ็กส์ และเซ็กส์

ถือว่าเตือนกันแล้วนะคะ

มีคนตั้งคำถามแม็กซ์มาว่า ในกระบวนการนิยายแนวอีโรติคโรแมนซ์ที่เราอ่านมา นักเขียนคนไหนเขียนเรื่องได้ร้อนแรงที่สุด ซึ่งแม็กซ์ก็ตอบได้อย่างง่ายดายค่ะว่าคือ โอปอล คาริว แต่คิดไปคิดมาก็ชักจะไม่แน่ใจว่า หนังสือของเธอมันใช่แนวอีโรติคโรแมนซ์หรือไม่ มันอาจจะเป็นแค่อีโรติคธรรมดาเท่านั้นเองก็ได้ เพราะหลายครั้งที่เราอ่านหนังสือของเธอ แม็กซ์ไม่เชื่อในความรักที่เกิดในเรื่อง เราคิดว่ามันเป็นเพียงแค่เซ็กส์เท่านั้นเอง

โอปอล คาริวเป็นนามปากกาของนักเขียนที่ใช้ชื่อว่า อลิซาเบ็ธ แบตตัน-คาริว ซึ่งเป็นนักเขียนอีบุ๊คให้กับสนพ.นิวคอนเซ็ปต์ แต่แม็กซ์คิดว่า เธอคงไปได้ดีมาก ๆ กับงานเขียนในนามของโอปอลที่ออกกับสนพ.เซ็นต์มาร์ติน เพราะเราไม่เห็นอลิซาเบ็ธออกงานใหม่มาอีกเลย หนังสือของเธอเริ่มต้นด้วยเรื่อง Twin Fantasies ที่แม็กซ์ยอมรับเลยว่ายังไม่ได้อ่าน เพราะเป็นคนที่ทำใจเรื่องพี่น้องแชร์ผู้หญิงคนเดียวกันได้ยาก เวลาอ่านฉากเซ็กส์แล้วมันจะให้ความรู้สึกแบบอึ๋ย ๆ พอสมควร 

 

 

มาถึงเล่มสองเรื่อง Swing ซึ่งเป็นงานเล่มแรกของเธอที่แม็กซ์อ่าน ก็ขอบอกตามตรงว่า เรายังคงไม่เชื่อในความรักที่เกิดในเรื่องหรอกค่ะ แต่ฉากเซ็กส์ทำเอาแม็กซ์สติกระเจิดกระเจิงไปเลยล่ะ 

ในเรื่อง Swing ก็ตามชื่อนะคะ มาริสสานางเอกของเราถูกเชน เพื่อนสนิทชวนให้ไปพักผ่อนที่รีสอร์ทแห่งหนึ่ง และเพราะเขาต้องการปลอมตัวไปเพื่อดูการให้บริการของรีสอร์ทแห่งนั้น เนื่องจากเชนกำลังคิดจะเข้าซื้อหุ้นในกิจการดังกล่าว เชนจึงขอให้มาริสสาปลอมตัวเป็นภรรยาของเขา สำหรับหนังสือแนวอีโรติคแล้ว รีสอร์ทแห่งนี้จะเป็นสถานที่ธรรมดาได้อย่างไร มันคือรีสอร์ทที่ให้บริการแก่คู่รักที่มีรสนิยมชอบแชร์ และชอบโชว์ ดังนั้นจึงเป็นที่คาดหวังได้ว่า เมื่อมาริสสาและเชนไปถึง พวกเขามีเซ็กส์ให้เลือกมากมาย แต่คนที่ทำให้มาริสสาหวั่นไหวจนเกือบหลุดจากบทบาทที่เธอรับเล่นก็คือไท โดยที่เธอไม่รู้ ไทคือหนึ่งในเจ้าของรีสอร์ทแห่งนี้ 

พล็อตเรื่องไม่มีอะไรนะคะ ทุกอย่างมีขึ้นก็เพื่อนำไปที่เซ็กส์ แต่ก็อย่างที่บอกค่ะ ฉากเซ็กส์ที่โอปอลเขียนมันทั้งฮ็อต ทั้งหวาดเสียว และแทบจะไม่มีอะไรที่เป็นสิ่งต้องห้าม

คะแนนที่ 53

 

 

มาถึงเรื่อง Blush เล่มนี้แม็กซ์เคยเขียนรีวิวไว้แล้วค่ะที่ลิงค์นี้ 

คะแนนที่ 33

และหากแม็กซ์คิดว่า ตัวเองได้เจอมาแล้วทุกอย่าง (เกี่ยวกับฉากเซ็กส์) ในเรื่อง Swing แม็กซ์คิดผิดค่ะ เพราะหนังสือเล่มที่สี่ของเธอเรื่อง Six มันมียิ่งไปกว่านั้น เรื่องราวของฮาร์โมนี่ หญิงสาวผู้กำลังคิดที่จะตกลงปลงใจกับไอเดนแฟนหนุ่ม แต่เธอยังมีความลับบางอย่างที่ไม่เคยบอกเขา ความลับที่เธอเชื่อว่า เขาจะต้องยอมรับตัวตนด้านนั้นของเธอไม่ได้

นั่นก็เพราะว่าทุกปีเป็นเวลาหนึ่งสัปดาห์เธอและเพื่อนเก่าสมัยเรียนมหาวิทยาลัยจะใช้เวลาอยู่ด้วยกันเพื่อมีเซ็กส์ เซ็กส์ที่ทุกอย่างเป็นไปได้ มันไม่ใ่ช่ความรัก แต่มันเป็นการปลดปล่อยตัวตนของฮาร์โมนี่ และแม้เธอจะรู้ว่า ไอเดนเป็นผู้ชายที่ใกล้เคียงกับสิ่งที่เธอต้องการมากที่สุด ฮาร์โมนี่ก็ไม่อาจเลิกเวลาหนึ่งสัปดาห์แห่งเซ็กส์ของเธอได้ ดังนั้นจึงมีทางเดียวก็คือ การพูดความจริงกับเขา และแม้ไอเดนจะช็อคกับแฟนสาว แต่เขาก็รักเธอเกินกว่าจะปล่อยให้เรื่องแค่นี้เข้ามาเป็นประเด็น เขาขอติดตามเธอไปยังที่นัดพบกับกลุ่มเพื่อนทั้งห้าคนของเธอ และแน่นอนว่า เซ็กส์เป็นสิ่งที่เกิดขึ้น และแม็กซ์ขอบอกว่า มันมีทุกอย่างที่คุณจะคิดออก

คะแนนที่ 60

และมาถึงหนังสือเล่มล่าสุดของเธอเรื่อง Secret Ties

 

 

พล็อตเรื่องก็เช่นเดียวกับหลายเล่ม ที่นางเอกดูเป็นหญิงสาวใส ๆ แต่มีอะไรบางอย่างที่ทำให้เธอกลายเป็นคนกระหายเซ็กส์ได้อย่างรวดเร็ว ซัมเมอร์ แอนเดอร์สันเป็นเจ้าของร้านขายช็อคโกแล็คในเืมืองเล็ก ๆ แต่เธอได้รับคำชวนจากเพื่อนที่เป็นนักเขียนนิยายแนวอีโรติคให้มาออกร้านในการประชุมเกี่ยวกับเซ็กส์ และที่นั่นเธอก้ได้พบกับแม็กซ์ เดลานี่ย์ ชายหนุ่มผู้เชี่ยวชาญในเรื่อง BDSM และซัมเมอร์ก็ตัดสินใจใช้เวลาสุดสัปดาห์นั้นเรียนรู้ทุกอย่างเกี่ยวกับมัน เธอคิดว่าเมื่ออาทิตย์นั้นจบลง เธอและแม็กซ์ก็จะแยกทางกัน และไม่ได้พบหน้ากันอีก

แต่การได้เจอกันครั้งนั้นเป็นบางอย่างที่แม็กซ์ (พระเอกนะคะ) ไม่อาจสลัดไปจากใจเขาได้ ดังนั้นเขาจึงตามเธอมาถึงบ้านเกิด ที่ซึ่งเธอมีผู้ชายอีกสองคนรอคอยเธออยู่ (อย่างที่บอกนะคะว่าเป็นแนวอีโรติคดังนั้นคงคิดได้ว่า จะเกิดอะไรขึ้น)

คะแนนที่ 43

โดยสรุปแม็กซ์ไม่ได้คิดจะแนะนำหนังสือของโอปอลให้ใครอ่านหรอกนะคะ แต่ถ้าสังเกตดูก็จะเห็นว่า แม็กซ์เขียนรีวิวให้หนังสือของเธออย่างไม่ปราณีเลย แต่เราก็ยังติดตามอ่านงานของเธอทุกเล่ม คงไม่ได้บอกนะคะว่า โอปอล คาริวก็เป็นหนึ่งใน Guilty Pleasures ของแม็กซ์ สิ่งที่แม็กซ์รู้ว่า มันไม่ค่อยดีกับเราเท่าไหรนักหรอก แต่เราก็ยังคงอ่านงานของเธอต่อไป (และบอกได้เลยว่า เราอ่านเล่มต่อไปของเธอแน่ ๆ) เพียงแต่อยากเตือนว่า สำหรับคนที่คิดอ่าน ให้มองเรื่องนี้เป็นแนวอีโรติค และเป็นเรื่องเกี่ยวกับเซ็กส์ เพราะความเป็นโรแมนซ์มันอ่อนมากจนเราไม่เชื่อมันเลย

 

 

 

Darkness Burning // Delilah Devlin

posted on 29 Jun 2009 15:37 by maxtreme  in B-Club, EroticRomance

ปกติแม็กซ์ไม่ใช่คนยังงี้หรอกนะคะ ที่ชอบหนังสือโดยที่ไม่มีเหตุผล ทั้งที่ทุกอย่างที่ประกอบกันออกมาเป็นหนังสือเล่มนั้น มันเป็นสิ่งที่เราไม่ชอบเลย แต่ด้วยอะไรบางอย่าง แม็กซ์ก็ชอบมัน

เพราะบางครั้งความรักก็อธิบายไม่ได้

นี่อาจจะเป็นคำอธิบายเดียวที่แม็กซ์มีต่อหนังสือชุดนี้ หนังสือชุดที่เต็มไปด้วยองค์ประกอบหลายอย่างที่เราไม่ชอบในนิยายโรแมนซ์ และถ้านั่นยังไม่พอ มันยังเต็มไปด้วยความไม่มีเหตุผลทั้งในส่วนของเนื้อเรื่องและตัวละคร 

แต่แม็กซ์ก็ห้ามตัวเองไม่ให้อ่านไม่ได้ และห้ามไม่ได้ที่จะติดตามอ่านกับเล่มต่อไปในชุด

ดังนั้นถือว่าแม็กซ์เตือนคุณแล้วนะคะ ว่ารีวิววันนี้เป็นอะไรที่ไม่มีเหตุผลเท่าไหร

 

 

Darkness Burning ของเดไลล่าห์ เดฟลิน

หนังสือเล่มนี้เป็นเล่มที่สามในชุด Dark Realm ที่ต้องบอกตามตรงว่า ถ้าคุณไม่ได้อ่านสองเล่มก่อนหน้า ก็คงจะเกิดอาการงงชีวิตเป็นอย่างมาก เพราะเรื่องราวต่อเนื่องกันสุดสุด เรียกว่า เปิดเรื่องทันทีต่อจากตอนจบของเล่มสองเลยทีเดียว

พล็อตพื้นฐานของชุดนี้กล่าวถึงกลุ่มแวมไพร์ที่อยู่ร่วมกันในเมืองนิวออร์ลีน เรื่องราวเกิดขึ้นในช่วงที่พายุคาทริน่าพัดผ่านและทำลายล้างทั้งเมือง โลกของแวมไพร์ในเรื่องนี้จะมีแวมไพร์สองแบบ นั่นก็คือ แวมไพร์แต่กำเนิดซึ่งจะมีเฉพาะผู้หญิงเท่านั้น พวกเธอเป็นชนชั้นปกครอง และจะให้กำเนิดแวมไพร์รุ่นต่อไปได้เพียงครั้งเดียว (ก่อนที่ร่างกายของพวกเธอจะกลายเป็นแวมไพร์เต็มตัว) อีกกลุ่มหนึ่งที่ใหญ่กว่าก็คือ แวมไพร์ที่ถูกกลุ่มแรกสร้างขึ้น ซึ่งจะมีทั้งหญิงและชาย 

ในเล่มเปิดชุด Into the Darkness ความขัดแย้งระหว่างสองกลุ่มมาถึงจุดสูงสุด แวมไพร์ที่ถูกสร้างขึ้นเริ่มที่จะทนไม่ไหวกับการปกครองของแวมไพร์โดยกำเนิด พวกเขารวมตัวกันและเริ่มทำลายล้างแวมไพร์สาวที่จะให้กำเนิดทายาทรุ่นต่อไป และนาตาลีซึ่งเป็นแวมไพร์แต่กำเนิด แต่ถูกส่งไปให้มนุษย์เลี้ยงก็เป็นหนึ่งในเหยื่อ พ่อแม่บุญธรรม รวมทั้งเพื่อนร่วมห้องของเธอถูกฆ่า แต่เธอหนีรอดมาได้ กระนั้นชะตากรรมของเธอก็ไม่ใช่ว่าจะราบรื่น เมื่อเธอพบว่า แวมไพร์โดยกำเนิดก็มีแผนการชั่วร้ายเตรียมไว้สำหรับเธอเช่นกัน ในท้ายที่สุดเมื่อไม่มีทางเลือก นาตาลีและเรเน่ ตำรวจเมืองนิวออร์ลีนที่ถูกลากเข้ามาเกี่ยว (เพราะกลุ่มแวมไพร์โดยกำเนิดต่อการพ่อพันธุ์เพื่อผลิตลูกกับนาตาลี) จึงหลบหนีโดยเดินทางข้ามเวลาย้อนกลับไปในอดีตราวเจ็ดร้อยปีก่อน (แม็กซ์บอกแล้วว่า เรื่องชุดนี้มันมั่ว)

ในเล่มสอง Seduced by darkness เรื่องราวที่เล่าต่อภายหลังการหนีไปของนาตาลีและเรเน่ โดยโฟกัสอยู่ที่การออกตามล่าปีศาจที่หนีออกมาจากนรก ซึ่งมุ่งเป้าหมายในการทำลายล้างกลุ่มแวมไพร์ โดยมีนิโคลัส หัวหน้าฝ่ายรักษาความปลอดภัยของกลุ่มแวมไพร์โดยกำเนิด (แต่นิคเป็นแวมไพร์ที่ถูกสร้างขึ้นมา) และเชสสา โทมัส แวมไพร์โดยกำเนิดและตำรวจสาวแห่งเมืองนิวออร์ลีน อดีตคู่หูร่วมงานกับเรเน่เป็นคนสืบ ในตอนจบของเรื่องแวมไพร์กลุ่มที่ถูกสร้างขึ้นมาก่อการกบฎ และนิคเป็นคนรวบรวมทัพเข้าต่อสู้ และทำให้เขาถูกเลือกเข้าไปเป็นหนึ่งในสมาชิคสภาแวมไพร์ โดยเป็นแวมไพร์ที่ถูกสร้างขึ้นคนแรกที่ได้รับเกียรติอันนี้

และมาถึงเล่มนี้ โฟกัสของเรื่องเปลี่ยนไปอยู่ที่ตัวอเล็กซ์ เขาปรากฎตัวขึ้นครั้งแรกในเล่มสองของชุด อเล็กซ์เป็นบุคคลลึกลับที่โผล่มาทำงานให้กับกรมตำรวจแห่งเมืองนิวออร์ลีน เขาเข้ามาแทนที่เรเน่ แต่สิ่งที่คนไม่รู้ก็คือ อเล็กซ์คือลูกชายของเรเน่ และนาตาลี (ทั้งคู่หนีโดยย้อนเวลากลับไปในอดีต จำได้ไหมคะ) และเขาเป็นสิ่งที่ไม่มีใครคาดคิดว่าจะมีได้ นั่นก็คืออเล็กซ์เป็นแวมไพร์โดยกำเนิด ด้วยคุณสมบัติที่ไม่เหมือนใคร อเล็กซ์สามารถเดินในเวลากลางวันได้ แต่ความสามารถที่สืบทอดของแวมไพร์ชายโดยกำเนิดก็คือ เขาสามารถมองเห็นความทรงจำนานนับพันปีได้ อเล็กซ์มองเห็นความทรงจำ และประสบการณ์ในอดีตของคนที่เขาสัมผัส และนั่นทำให้เขารู้ถึงความลับของหัวหน้าสภาแวมไพร์ 

จะว่าไปแล้ว เมื่อเอาหนังสือทั้งสามเล่มมารวมกัน แม็กซ์คิดว่า ความมั่วในเนื้อหามันลดน้อยลงไปเยอะเลยนะคะ ยิ่งเมื่อเทียบกับตอนที่อ่านเดี่ยว ๆ จะรู้สึกว่า "อะไรวะ" ตลอดทั้งเรื่อง เพราะมันดูเนื้อเรื่องไม่มีทิศทาง แล้วไม่จบในตัวเอง แต่เมื่อนำสามเล่มมาประกอบกัน จะทำให้รู้สึกเข้าใจ "ความมั่ว" ในสองเล่มแรกได้ดีขึ้น แต่โปรดอย่าคิดว่า พล็อตเรื่องมันดีหรือน่าสนใจอะไรหรอกนะคะ เพียงแค่มันดีขึ้นเมื่ออ่านเรียงกันทั้งสามเ่ล่มเท่านั้นเอง

และขอเตือน (หรือป่าวประกาศก็แล้วแต่จะคิด) หนังสือเรื่องนี้เป็นแนวอีโรติคโรแมนซ์ที่เน้นอีโรติคมากกว่าโรแมนซ์ แน่นอนว่าเรื่องนี้มีพระเอกนางเอก (สงสัยไหมว่าทำไมแม็กซ์ไม่พูดถึงนางเอก เพราะเธอไม่มีความสำคัญอะไรเลยกับเนื้อเรื่อง) แต่ทั้งคู่ไม่ได้มีแค่กันและกันหรอกนะ เพราะธรรมชาติของแวมไพร์ตามโลกในหนังสือชุดนี้ต้องการเซ็กส์และเลือด และมันไม่สำคัญว่าคู่ของพวกเขาจะเป็นใคร (เพื่อแสดงให้เห็นชัดเจน อเล็กซ์เป็นพ่อของลูกในท้องของเชสสา เพราะเขาเป็นแวมไพร์ชายโดยกำเนิด เขาสามารถทำให้ใครก็ได้ท้อง ในขณะที่นิคซึ่งเป็นแวมไพร์ที่ถูกสร้าง จะเป็นหมัน) ในเรื่องนี้นางเอกของเราก็มีความสัมพันธ์กับนิค อเล็กซ์มีความสัมพันธ์กับหญิงสาวคนอื่นซึ่งคาดว่าจะเป็นนางเอกในเล่มสี่ 

ดังนั้นถ้าจะอ่านก็ขอให้ทิ้งความเป็นโรแมนซ์ที่เราคุ้นเคยกันไปเลยนะคะ ไม่อย่างนั้นจะขัดใจอย่างมาก บอกตามตรงแม็กซ์รู้สึกว่าเรื่องนี้มันเป็นอีโรติคมากกว่าโรแมนซ์ แต่มันมีเรื่องความรู้สึกมาทำให้ซอฟท์ลง ไม่ใช่เซ็กส์อย่างเดียว

แม็กซ์ชอบเรื่องนี้มากที่สุดในบรรดาสามเล่ม เพราะเราชอบอเล็กซ์ ง่าย ๆ แค่นั้น เราชอบเขาตั้งแต่เขามีบทในเล่มสอง เรารู้สึกว่าเขาเป็นตัวละครที่มีภารกิจ ซึ่งก็คือ การขึ้นเป็นใหญ่ในกลุ่มแวมไพร์ทั้งปวง เขาโหดเหี้ยมพอที่จะทำทุกอย่างเพื่อความสำเร็จ แต่เรื่องนี้ก็สอบตกในแง่ของโรแมนซ์ เราไม่รู้สึกว่านางเอกมีบทบาทอะไรในเรื่อง นอกจากโผล่มาเป็นคู่นอนของอเล็กซ์ (และนิค) แต่ชอบตอนจบที่มีการหักมุมในแง่ของชาติกำเนิดของเธอ

เป็นรีวิวที่เขียนยากนะคะ เพราะใจแม็กซ์ค่อนข้างชอบเรื่องนี้ แต่เรานึกเหตุผลที่จะทำให้คนอื่นเชื่อไม่ได้ เพราะเราเองก็ยังไม่เชื่อตัวเองเลยว่า ชอบเรื่องนี้เข้าไปได้ยังไง 

คะแนนที่  77(แต่ขอร้องว่าอย่าคิดมากเรื่องคะแนน ได้เท่านี้ไม่ได้หมายความว่ามันจะสนุกกับคนอื่นนะคะ แม็กซ์ไม่กล้าแนะนำเรื่องนี้ให้ใครอ่านจริง ๆ แค่ยอมรับกับตัวเองว่าชอบเรื่องนี้ก็น่าขายหน้ามากพอแล้วล่ะ)

Riding on Instinct // Jaci Burton

posted on 25 Jun 2009 14:07 by maxtreme  in C-Club, EroticRomance

มีแฟนถามหาการรีวิวหนังสือแนวอีโรติคโรแมนซ์ค่ะ ซึ่งแม็กซ์ก็ให้คำตอบไปว่า ที่ไม่รีวิวไม่ใช่เพราะไม่ได้อ่านหรอกนะคะ แต่ยังไม่เจอเรื่องไหนที่สนุกจนอยากเอามารีวิวให้อ่านกัน อันที่จริงเรื่องนี้ทีแรกก็คิดจะไม่รีวิวแล้วล่ะค่ะ เพราะอ่านไปครึ่งเล่มก็ค้างเติ่งอยู่ยังไงยังงั้นเลย จนกระทั่งเพิ่งมีโอกาสหยิบมาอ่านส่วนที่เหลือมาไม่นานมานี้ แล้วรู้สึกว่า เรื่องมันสนุกขึ้นมาผิดตา สนุกขนาดที่แม็กซ์คิดเลยนะคะว่า เป็นงานที่ดีที่สุดขอเจซี เบอร์ตัน

เจซี เบอร์ตันก็เหมือนนักเขียนเรื่องแนวอีโรติคโรแมนซ์หลายคนที่เติบโตขึ้นมาจากการเขียนหนังสือให้กับสนพ.อีลอร่าส เคฟ จนมีชื่อเสียงแล้วสนพ.เบิร์คเลย์ในนิวยอร์คก็คว้าตัวเธอมาเขียน (เจซียังเขียนให้กะสนพ.แรนด้อมอีกแห่งนึงด้วย แต่ไม่ใช่แนวอีโรติคโรแมนซ์ค่ะ เป็นพารานอมอลโรแมนซ์) แต่แม็กซ์ซึ่งอ่านงานของเธอตั้งแต่สมัยเป็นอีบุ๊ค จนมาเป็นพรินต์บุ๊คหลายเล่ม ก็ยังไม่รู้สึกว่าปิ๊งงานของเธอมากนัก จนกระทั่งเล่มนี้ 

 

 

Riding on Instinct ของเจซี เบอร์ตัน

หนังสือเล่มนี้เป็นเล่มที่สามในชุด Wild Riders ที่เป็นเรื่องราวของสายลับรัฐบาลหน่วยงานนึงที่สมาชิคแต่ละคนมีอดีตเคยเป็นแก๊งค์มอเตอร์ไซด์กวนเมือง (อย่าเชื่อแม็กซ์ให้มากค่ะ ความจริงคือ เหล่าพระเอกเนี่ยชอบขี่มอเตอร์ไซด์ และแต่ละคนมีประวัติที่ไม่สวยงามนักในวัยเด็ก เคยก่อคดีมากันบ้างเล็กน้อย) คอนเซ็ปต์เรื่องว่าไปก็คล้าย ๆ กะชุด Steele Street ของทาร่า เจนเซ่นนั่นล่ะค่ะ (แต่ของทาร่าดีกว่าเยอะมากนะคะ) 

สำหรับคนที่ไม่เคยอ่านเล่มแรก (Riding Wild อยากให้อ่านรีวิวอันนี้นะคะ แม็กซ์ว่าตัวเองเขียนได้ฮามากเลย --  ขออภัยอยู่ในโหวตชมตัวเองมากไปหน่อย) และเล่มสอง (Riding Temptation) ก็ไม่ต้องเสียใจอะไรหรอกนะคะ คุณไม่ได้พลาดของดีอะไรไปหรอก และไม่จำเป็นต้องอ่านเพื่อให้อ่านเรื่องนี้รู้เรื่องด้วย 

ก่อนจะอ่านขอให้ทำใจนิดนึงนะคะว่า เล่มนี้เป็นแนวอีโรติคโรแมนซ์ ดังนั้นอะไรหลาย ๆ อย่างมันจึงเกิดขึ้นเพื่อนำพาตัวละครไปยังฉากเซ็กส์ 

ชาร์โด เกรย์สัน (ซึ่งแม็กซ์มั่นใจมาก ๆ ว่าเจซีให้นางเอกชื่อนี้เพื่อเป็นเกียรติให้กับโลร่า ลีย์) เป็นเจ้าหน้าที่ของกระทรวงยุติธรรมที่ได้รับคำสั่งให้ปลอมตัวเป็นนางระบำเปลื้องผ้าเพื่อแทรกซึมเข้าไปสืบคดีการค้าอาวุธขนาดใหญ่ในเมืองนิวออร์ลีนส์ แต่งานครั้งนี้ชาร์โดจะต้องทำงานร่วมกับหน่วยไวด์ไรเดอร์ ทั้งนี้เพราะในความพยายามสืบสวนหลายครั้งพบกับความล้มเหลวเนื่องจากมีหนอนบ่อนไส้อยู่ในกระทรวงยุติธรรม ดังนั้นภารกิจครั้งนี้จึงเป็นความลับและต้องใช้กำลังเสริมเป็นหน่วยงานที่ลับสุดยอด ซึ่งทำให้สเปนเซอร์ คิงสายลับแห่งหน่วยไวด์ไรเดอร์ เข้ามาเป็นเพื่อนร่วมงานของเธอ

ตั้งแต่พบกันครั้งแรกสเปนซ์ออกอาการดูถูกว่า ชาร์โดไม่อาจรับบทเป็นนางระบำเปลื้องผ้าที่น่าเชื่อได้หรอก เพราะเธอมีท่าทีและการวางตัวที่เหมือนยังกะแม่ชี  แต่นางเอกของเราก็แสดงให้เห็นด้วยการเต้นโชว์ให้เขาดู (ก็บอกแล้วนะคะว่า นี่มันเป็นแนวอีโรติคโรแมนซ์)

ในส่วนของพล็อตก็ไม่มีอะไรต้องคิดกันมากค่ะ ทั้งสเปนซ์และชาร์โดร่วมกันทำงาน เธอรับบทเป็นนางเปลื้องผ้า ในขณะที่สเปนซ์เล่นเป็นแฟนหนุ่มจอมหวงของเธอ แต่ตามสูตรที่ความสัมพันธ์ของทั้งคู่ก็เกินเลยไปไกลกว่าหน้าที่อย่างรวดเร็ว สำหรับชาร์โดที่เติบโตขึ้นมาในครอบครัวที่ทั้งพ่อและพี่ชายทำงานในเครื่องแบบ (เป็นคำเปรีบเทียบนะคะ หมายถึงทั้งหมดทำงานในการรักษาความปลอดภัยให้ประชาชนไม่ทางใดก็ทางนึง) เธอต้องพิสูจน์ตัวเองแก่ทุกคนว่า เข้มแข็งไม่แพ้พวกเขา แต่การได้อยู่กับสเปนซ์ และรับบทผู้หญิงที่เต้นโชว์เรือนร่าง ชาร์โดได้ต่อเชื่อมกับด้านที่เป็นผู้หญิงของตัวเอง และแม้จะรู้ว่า มันเป็นความสัมพันธ์ที่จะต้องสิ้นสุดเมื่อภารกิจจบลง ชาร์โดก็ไม่อาจเสียใจกับสิ่งที่เธอตัดสินใจลงไปได้

ในขณะที่สเปนซ์ซึ่งมีบุคลิคถอดแบบมาจากหนังสือโรแมนซ์ (หล่อมาก เท่ห์มาก หื่นมาก) ก็ยังมีด้านลึกที่แม็กซ์ถือว่าน่าสนใจ เขาเติบโตมาในครอบครัวที่แตกแยก และเพื่อทำให้น้องชายคนเดียวของเขาไปถึงฝั่งฝัน สเปนซ์เลือกที่จะเดินออกจากชีวิตของเขา และนั่นเป็นเหตุผลหนึ่งที่เขาไม่ยอมเคยให้ใครเข้าใกล้หัวใจ (ประเด็นระหว่างสเปนซ์และน้องชายของเขา แม็กซ์อยากให้คนแต่งพูดถึงมากกว่านี้นะคะ) แต่เมื่อได้เจอกับชาร์โด ได้รู้จักตัวตนที่แท้จริงของเธอ สเปนซ์ก็พบว่า หญิงสาวคนนี้ได้เข้าไปอยู่ในหัวใจของเขาอย่างไม่อาจห้ามได้เลย

ในแง่นึงหนังสือเล่มนี้ก็ไม่มีอะไรมากไปกว่า การเป็นหนังสือแนวอีโรติคโรแมนซ์อีกเล่ม มันไม่ได้มีอะไรเป็นพิเศษที่โดดเด่นแตกต่างจากเรื่องอื่น แต่ด้วยเหตุผลบางอย่าง แม็กซ์พบว่า ตัวเองค่อนข้างเืรื่องนี้ค่ะ อาจเพราะเรายอมรับกับตัวตนของชาร์โดและสเปนซ์ที่นำเสนอในเล่มนี้ได้ ที่สำคัญเรื่องดูมีเหตุผล (แม้จะไม่มากนัก) มากกว่าสองเล่มแรกในชุด ที่แม็กซ์ไม่เชื่อในปฏิบัติการของบรรดาสายลับในเรื่องเลย 

คะแนนที่ 70 (ซึ่งได้ไปอย่างแม็กซ์ยังงงว่า เล่มนี้เราให้คะแนนสูงขนาดนี้เลยเหรอ)

 

Fair Game // Jasmine Haynes

posted on 10 Jun 2009 13:43 by maxtreme  in EroticRomance

หากย้อนกลับไปเมื่อสักสองปีก่อน แม็กซ์ได้อ่านหนังสือเรื่อง The Fortune Hunter ของแจสมิน เฮนย์สซึ่งกลายเป็นหนังสือหนึ่งในเล่มที่เราอาจจะเรียกได้ว่าสนุกที่สุดเล่มนึงอย่างบังเอิญ นั่นเพราะเราไม่เคยอ่านงานของแจสมินมาก่อน ไม่ได้คาดหวังอะไรเลยกับการซื้อหนังสือเล่มนั้นมา แต่ด้วยพล็อตที่เน่ามาก แต่ถูกใจสุดสุด (พระเอกแต่งงานกับนางเอกเพื่อเงิน) ทำให้เราหยิบมาอ่าน และทำให้หนังสือเล่มนั้นกลายเป็นแนว contemporary ที่ดีีที่สุดที่เราได้อ่านในปี 2007 และชื่อของแจสมิน เฮนย์สกลายเป็นหนึ่งในนักเขียนที่เราจับตามอง

เมื่อปีที่แล้วแจสมินออกหนังสือเล่มที่สองในชุดที่ต่อเนื่องมาจาก The Fortune Hunter เรื่อง Show and Tell ก็ออกมา และเป็นความผิดหวังของเรา ที่เริ่มต้นอ่านไปได้สองสามบท แล้วจนถึงบัดนี้เราก็ไม่เกิดความรู้สึกอยากจะหยิบขึ้นมาอ่านเลยด้วยซ้ำ จริงอยู่ค่ะ มันอาจจะไม่แน่ว่า เล่มนี้อาจจะสนุกขึ้นมาก็ได้นะ แต่แม็กซ์ไม่คิดว่าจะเป็นอย่างนั้นนะ 

ดังนั้นทำให้หนังสือเล่มสามในชุดเล่มนี้ จึงเป็นอะไรที่เราบอกความรู้สึกไม่ถูกเหมือนกัน ไม่รู้ว่าควรจะตั้งความหวังอะไรไหม หรือว่า ไม่คิดอะไรมาก 

และนั่นอาจจะเป็นข้อดีก็ได้ค่ะ เพราะผลที่ออกมามันจึงดีกว่าที่คาดไว้เยอะ

 

 

Fair Game ของแจสมิน เฮนย์ส

หนังสือเล่มนี้เป็นเล่มที่สามในชุด เรื่องราวของเพื่อนสาวสามคนที่ต่างก็มีชีวิตในแบบที่แตกต่างกัน สำหรับโจซี่ ไทบรู๊ค งานคือส่วนที่สำคัญที่สุด ในฐานะของผู้หญิง โจซี่ต้องต่อสู้กับโลกแห่งธุรกิจที่เต็มไปด้วยผู้ชาย  เธอต้องพิสูจน์ตัวเองว่าเก่งจริง ท่ามกลางความสงสัย นั่นเพราะว่าตระกูลของเธอเป็นหนึ่งในคณะกรรมการบริหารบริษัทที่เธอทำงานอยู่ ทำให้ทุกคนคิดว่า ตำแหน่งที่เธอได้มาเป็นเพราะนามสกุลของเธอ

ดังนั้นทุกย่างก้าวของโจซี่จึงต้องเป็นไปด้วยความระมัดระวัง เธอตัดสินใจที่จะไม่ออกเดทกับผู้ชายที่ร่วมงานด้วย  และยังรวมไปถึงลูกค้าของเธอด้วย แต่การเผชิญหน้ากับอย่างวาบหวามในลิฟท์ขณะที่เธอกำลังจะไปพรีเซ้นต์งานที่บริษัทลูกค้าก็ทำให้โจซี่ต้องทบทวนความคิดนี้ของตัวเองอีกครั้ง

ไคลล์ เพอร์รี่อาจจะเป็นลูกค้าของเธอ แต่เขาก็รู้วิธีการเล่นเกมส์เป็นอย่างดี เขารู้ว่า สิ่งที่ทั้งคู่จะมีได้ก็แค่เซ็กส์ จะไม่มีการเอาเรื่องงานมาปนกับเรื่องส่วนตัว จะไม่มีความรู้สึกที่ลึกซึ่งไปมากกว่านี้ แต่แล้วเรื่องก็วุ่นขึ้นไปอีก เมื่อไคล์กลายมาเป็นเจ้านายของเธอ และนั่นทำให้โจซี่ต้องทบทวนความรู้สึกของตัวเองอีกครั้ง มาเธอต้องการเขามากยิ่งกว่าการยอมรับจากคนอื่นหรือไม่

หนังสือเล่มนี้มีภาพปกที่วาบหวิบ และเนื้อเรื่องหวาดเสียวไม่แพ้กันนะคะ ตั้งแต่การเผชิญหน้ากันครั้งแรกในลิฟต์ ไปจนถึงการเล่นเกมส์อีโรติคระหว่างโจซี่ และไคลล์ทำให้เรื่องนี้เป็นเรื่องที่ร้อนแรงมาก ๆ ถือว่าสอบผ่านฉลุยค่ะในส่วนของความฮ็อต

แต่ที่ทำให้แม็กซ์ชอบเล่มนี้ก็คือ แม้เนื้อเรื่องที่เต็มไปด้วยเซ็กส์ แต่แม็กซ์ยังจับต้องถึงอารมณ์ความผูกพันของตัวละครได้ชัดเจน มันอาจเริ่มต้นที่ร่างกาย แต่ทุกอย่างจบลงด้วยหัวใจ  เพราะยิ่งไคลล์และโจซี่พัวพันกันมากขึ้นเท่าไหร เราก็ยิ่งเห็นคนสองคนที่ถลำตัวลงไปในความรักที่มากขึ้น

อีกส่วนหนึ่งที่แม็กซ์ชอบมากก็คือ การบรรยายการปรับตัวของโจซี่ในฐานะของผู้บริหารคนใหม่ เธอเป็นโปรเจ๊กค์เมเนเจอร์ที่เก่งกาจ แต่การที่ได้เลื่อนตำแหน่งเป็นผู้จัดการ ทำให้โจซี่ต้องจัดการปัญหาเรื่องคน ซึ่งในเล่มนี้บรรยายได้ชัดเจนมาก และสมจริง (ในฐานะของหนึ่งในสาวออฟฟิสที่เต็มเมืองไทย แม็กซ์อ่านแล้วนึกถึงตัวเองเลยล่ะ) เป็นหนึ่งในหนังสือไม่กี่เล่มที่แม็กซ์อ่านแล้วรู้สึกว่า ตัวละครทำงานกันจริง ๆ ไม่ใช่แค่เป็นอาชีพที่ถูกพูดว่า พวกเขาทำเท่านั้น

อ่านเรื่องนี้แล้วชอบไคลล์มาก ๆ แต่ในทางกลับกันก็ทำให้เรารู้สึกถึงความใจดำของโจซี่เยอะเลยล่ะ เพราะเธอไม่คิดแม้แต่จะถอยสักก้าว ทุกอย่างที่เกิดเป็นเพราะไคลล์เป็นฝ่ายยอม หรือทำให้โจซี่ยอม มันดูเป็นความสัมพันธ์ที่ไม่เท่าเทียมกัน แต่ถ้าคิดในแง่ของนิยายโรแมนซ์มันก็ดูเป็นความฝันของผู้หญิงทุกคนใช่ไหมคะที่มีผู้ชายยอมลงให้เธอขนาดนี้ 

เล่มนี้อาจจะเทียบกับ The Fortune Hunter ไม่ได้นะคะ แต่แม็กซ์ถือว่าเป็นการกลับมาของแจสมินสำหรับเราเลยล่ะ ทำให้เรารู้สึกชอบงานของเธอมากขึ้น และอยากอ่านเล่มต่อไป (แม้ว่าดูพล็อตแล้วจะไม่น่าสนใจเลยล่ะ) 

คะแนนที่ 73