F-Club

Men Who Walk the Edge of Honor Series // Lori Foster

posted on 07 Nov 2012 14:29 by maxtreme in C-Club, Contemporary, D-Club, F-Club directory Fiction

เราใช้เวลาสัปดาห์ที่ผ่านมาไล่อ่านงานเก่า ๆ ของลอรี ฟอสเตอร์ตามประสาคนรู้สึกผิดเพราะหนังสือชุดใหม่ของเธอออกขายแล้ว แต่เรายังสะสางงานชุดเก่าของเธอไม่จบเลย (นี่ยังไม่นับว่าค้างอ่านงานชุดก่อนหน้าชุดนี้ที่เป็นเรื่องของนักสู้แนว MMA อีกนะคะ) 

ความรู้สึกที่เรามีต่องานเขียนของลอรี ฟอสเตอร์ค่อนข้างแปลกค่ะ เราเคยอ่านหนังสือของเธอที่ห่วยแตก ขนาดเราตัดสินใจเอาไปขายที่ร้านหนังสือมือสอง แต่ในเวลาเดียวกันเราก็เจองานเขียนของเธอที่ถูกใจเรามากขนาดเอาไปไว้บนหิ้ง (คำพูดเปรียบเทียบนะคะ ไม่ได้ไว้จริง ๆ ที่บ้านไม่มีหิ้งสักอันเลยค่ะ) ดังนั้นเราหวังว่า การอ่านหนังสือชุดนี้ซึ่งมีทั้งหมดสี่เล่ม กะอีกหนึ่งเรื่องสั้น ก็น่าจะมีสักเล่มที่โดนใจเรา ในขณะเดียวกันก็เตรียมใจเอาไว้สำหรับความผิดหวังที่อาจจะเกิด

สุดท้ายแล้วได้ความผิดหวังค่ะ ความน่าประทับใจน้อยมาก จนทำให้เราเริ่มตั้งคำถามตัวเองว่า เราจะยังอ่านงานของเธอต่อไปดีไหม

 

 

Ready, Set, Jett ของลอรี ฟอสเตอร์

ในหนังสือรวมเรื่องสั้นเรื่อง The Guy Next Door

เรื่องนี้เป็นเรื่องสั้นที่เหตุการณ์เกิดขึ้นเกี่ยวข้องกับเล่มแรกในชุด แต่คาแร็คเตอร์ไม่ได้อยู่ในขบวนการของชื่อชุดหรอกนะคะ เกี่ยวข้องกันทางนางเอกเล่มนี้เป็นน้องสาวของนางเอกเล่มแรก ดังนั้นให้เลขลำดับในชุดเป็นเล่มที่ 0.5 แล้วกันค่ะ

นอกจากนาตาลี และเจ๊ทจะเป็นเพื่อนบ้านกัน ทั้งคู่ยังมีความสัมพันธ์ทางเพศกันอีก มันเป็นความสัมพันธ์ที่นาตาลีไม่ต้องการให้พัฒนาไปไกลมากกว่าเรื่องเซ็กส์ เพราะความเจ็บปวดจากความรักในอดีต ในขณะที่เจ๊ทต้องการก้าวไปยังขั้นต่อไป ดังนั้นเมื่อเขารู้ว่านาตาลีกำลังวางแผนไปพักผ่อนนอกเมือง เจ๊ทจึงวางแผนติดตามเธอไปด้วย

ตามประสาเรื่องสั้นที่ไม่มีอะไรมาก เล่มนี้นอกจากจะต้องเล่าเรื่องราวของพระนางที่วิ่งหนีความรักแล้ว ก็ยังต้องเปิดประเด็นสำหรับเรื่องยาวเล่มต่อไปในชุด โดยตอนที่นาตาลีกำลังพักร้อน และครุ่นคิดเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างเธอและเจ๊ท มอลลี พี่สาวของเธอก็หายตัวไปอย่างลึกลับ 

ไม่รู้ว่าจะให้คะแนนยังไงค่ะ ตอนอ่านก็ไม่ได้ประทับใจอะไร แล้วก็ไม่คิดด้วยว่าจำเป็นต้องอ่านเล่มนี้เพื่อก้าวเข้าไปในหนังสือชุดนี้นะคะ เราโชคดีที่ได้เล่มนี้มาฟรีค่ะ ถ้าเสียเงินซื้อก็คงจะเซ็ง (และเขียนอะไรมากกว่านี้) เยอะเลยล่ะ

 

 

When You Dare ของลอรี ฟอสเตอร์

เรื่องนี้เป็นเล่มแรกในชุด Men who Walk the Edge of Honor ซึ่งเราก็พยายามทำความเข้าใจชื่อชุดอยู่นะคะ เป็นเรื่องราวของเพื่อนพ้องที่ทำงานเป็นนักรบรับจ้าง แต่มีเกียรติ (ประมาณว่า ไม่รับงานจากคนร้าย ทำเฉพาะเรื่องดี ๆ เท่านั้น --  ซึ่งเราก็สงสัยอยู่) 

แดร์ แม็คอินทอชบุกไปถึงเม็กซิโกเพื่อช่วยอลานีน้องสาวของเพื่อนที่ถูกศัตรูจับตัวไป ซึ่งนอกจากจะช่วยอลานีมาได้แล้ว แดร์ก็ยังช่วยหญิงสาวชาวอเมริกันอีกคนที่ถูกขังไว้ในที่เดียวกันมาอีก ชื่อของเธอคือ มอลลี อเล็กซานเดอร์ และเธอเป็นนักเขียนนิยายแนวสืบสวนชื่อดัง (ขนาดว่าฮอลีวู้ดซื้อลิขสิทธิ์ไปทำเป็นหนัง) และนั่นทำให้แดร์ต้องเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับชีวิตของมอลลีอย่างห้ามตัวเองไม่ได้ เพราะเห็นได้ชัดว่า มีใครสักคนปองร้ายเธอมากขนาดติดต่อให้แก๊งค์ค้ามนุษย์ลักพาตัวเธอไปเพื่อทำร้าย

มอลลีซึ่งได้รับบาดเจ็บไม่น้อย (แต่ไม่ต้องกลัวนะคะ ไม่โดนทำทารุณทางเพศแต่อย่างใด) ก็มองเห็นว่าแดร์คือคนเพียงคนเดียวที่ช่วยเหลือเธอได้ ดังนั้นเมื่อรู้ว่า แดร์มีอาชีพเป็นนักรบรับจ้าง หญิงสาวจึงว่าจ้างให้เขาทำหน้าที่เป็นบอดี้การ์ดคอยปกป้องเธอ และสืบหาความจริงว่า ใครอยู่เบื้องหลังความพยายามทำร้ายครั้งนี้

พล็อตเรื่องนี้เป็นพล็อตทั่วไปมากนะคะ นางเอกที่ตกอยู่ในอันตราย พระเอกที่เป็นคนเดียวที่จะปกป้องเธอได้ และอาจจะเป็นเพราะจุดนี้ด้วยมั้งคะ ก็เลยทำให้เราเฉยมาก ๆ ไปกับเนื้อเรื่อง ถ้านั่นแย่ไม่พอ มีความไม่น่าเชื่อหลายอย่างในเล่มนี้ที่ทำให้ความสนุกในการอ่านของเราลดน้อยลงไป (ขนาดที่ทำให้เราไม่กล้าหยิบเล่มต่อไปในชุดมาอ่านเป็นปีเลยค่ะ -- เราอ่านเล่มนี้จบไปเมื่อสองปีก่อน จากนั้นก็ดองเล่มที่เหลือในชุดยาวเลย เพิ่งหยิบมาอ่านอีกทีก็เมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา)

ในเรื่องบอกว่า นางเอกเป็นนักเขียนแนวโรแมนติกสืบสวนที่โด่งดัง นั่นคือความไม่น่าเชื่อแรก ต่างกับความเข้าใจของคนส่วนใหญ่ นักเขียนไม่ใช่อาชีพที่ทำงานได้เป็นกอบเป็นกำนะคะ ยิ่งสถานะของมอลลีในเรื่องที่เขียนเรื่องแนวนี้ไม่ใช่แนวที่จะโด่งดัง การที่ฮอลีวู้ดซื้อลิขสิทธิ์ไปสร้างหนังก็ยิ่งไม่น่าเชื่อ เคยเห็นเรื่องแนวโรแมนติกสืบสวนสักกี่เรื่องที่ถูกสร้างเป็นหนังคะ (ส่วนใหญ่เป็นแนว YA เกือบทั้งนั้น) เรื่องนี้พูดแล้วพูดอีก เน้นย้ำมากถึงความโด่งดังของมอลลี (จนทำให้เรานึกถึงเสียงลือในเน็ตช่วงหนังสือเล่มนี้ออกใหม่ ๆ ที่บอกว่า ลอรีเขียนคาแร็คเตอร์ของมอลลีให้เป็นตัวเอง) และเราไม่เชื่อว่า มอลลีจะโด่งดังแบบนั้นได้ ในพารามิเตอร์ของเรื่องที่วางไว้นะคะ 

คนร้ายที่เฉลยออกมา เหตุผลของคนคนนั้นก็ยิ่งออกทะเลไปใหญ่ จริงค่ะไม่มีเหตผลอะไรที่จะอธิบายการกระทำชั่วร้ายของมนุษย์ได้ คนมันเลว ก็เลว ง่าย ๆ แค่นั้น แต่เหตุผลของคนร้ายในเรื่องนี้มันปัญญาอ่อนเกินกว่าที่เราจะรับไหว

คะแนนที่ 57

 

 

Trace of Fever ของลอรี ฟอสเตอร์

เรื่องนี้เป็นเล่มสองในชุด  Men who Walk the Edge of Honor ซึ่งมาเล่มนี้เราก็ยังไม่ค่อยจะเก็ตอาชีพของพวกพระเอกค่ะ เข้าใจว่า เป็นทหารรับจ้าง แต่อ่านไปก็ไม่เห็นว่าจะรับงานอะไรที่ทำให้เกิดรายได้ ภารกิจในเล่มนี้ก็เป็นสิ่งที่พระเอกทำเพื่อความสะใจ และการล้างแค้นส่วนตัวมากกว่าที่จะเป็นงานที่มีนายจ้างมาจ่ายเงินจ้างให้ทำ

เทรซ ริเวอร์สที่ปลอมตัวเข้าไปทำงานให้กับเมอร์เรย์ โคลเบิร์นซึ่งเป็นเจ้าพ่อผู้ทำธุรกิจค้ามนุษย์ หลังจากที่น้องสาวของเทรซตกเป็นเหยื่อของคนที่ทำเรื่องพวกนี้ เทรซก็ถือเอาเป็นภารกิจส่วนตัวที่จะกำจัดคนในวงการค้ามนุษย์ให้หมดสิ้นไป และเมอร์เรย์แม้จะไม่ได้เกี่ยวข้องกับการจับน้องสาวของเทรซ ก็คือปลาตัวใหญ่ที่เขาคิดจะจัดการให้ได้

แต่การปรากฎตัวขึ้นของพริสซิลา แพทเตอร์สันที่อ้างตัวว่าเป็นลูกสาวของเมอร์เรย์ก็ทำให้เทรซต้องหวั่นไหว หญิงสาวที่ฉากหน้าดูใสซื่อ ไร้เดียงสา และตามหาพ่อหลังจากมารดาเสียชีวิต เป็นเหยื่อชั้นดีสำหรับความชั่วร้ายอย่างเมอร์เรย์ ที่สั่งให้เทรซจัดการพาพริสไปแปลงโฉม เพื่อเตรียมจะเอาไปขายเป็นสินค้าชิ้นต่อไป 

และแม้ว่าพริสจะมีอะไรมากกว่าใบหน้าสวย ๆ แต่เทรซก็รู้ว่า เธอไม่ใช่คู่ปรับของเมอร์เรย์ และนั่นทำให้เขาไม่อาจอยู่เฉยได้ แม้จะไม่แน่ใจในเจตนาของหญิงสาว แต่เทรซก็แสดงตนอย่างชัดเจนว่า ต้องการปกป้องเธอจากเมอร์เรย์ ปัญหาก็คือพริสไม่ต้องการการปกป้อง เธอต้องการแก้แค้น

จริง ๆ การเขียนเรื่องนี้น่าสนใจนะคะ ในแง่คาแร็คเตอร์ก็ถือว่า โอเค แต่จุดด้อยที่สุดแล้วก็เป็นข้อด้อยที่เราไม่อาจมองข้ามได้เลยก็คือ พล็อตเรื่องที่ไม่มีความน่าเชื่อถือ ไม่รัดกุมเลยสักนิดเดียว 

ลองคิดดูนะคะ เทรซและพริสต่างไม่รู้จักกัน ไม่รู้ว่าอีกฝ่ายเป็นใครกันแน่ ทั้งคู่กำลังเล่นเกมกับอาชญากรตัวร้าย แต่เพียงแค่เจอหน้ากันไม่ถึงชั่วโมง ทั้งคู่แบไต๋กันชัดเจนว่าไม่ชอบเมอร์เรย์ และมีเจตนาบางอย่างแอบแฝงเอาไว้ ด้านของเทรซ เขาปลอมตัวมาปฏิบัติการเพื่อสืบความลับเกี่ยวกับขบวนการค้ามนุษย์ของเมอร์เรย์ เขาปล่อยให้ผู้หญิงที่ไม่มีใครรู้ว่าเป็นใครด้วยซ้ำดูออกว่า แท้จริงแล้วเขาเป็นคนดี มันก็ดีค่ะสำหรับนางเอกที่ดูพระเอกออก แต่ถ้ามันดูง่ายขนาดนั้น มันน่าเชื่อไหมว่า คนร้ายจะดูไม่ออก  ทางด้านพริสก็อุตสาห์วางแผนจะแก้แค้นมาเป็นอย่างดี วินาทีแรกที่เธอออกห่างสายตาของเมอร์เรย์ และถูกสั่งให้ไปกับเทรซ (ซึ่งตามความเข้าใจของเธอ ก็คือลูกน้องของเมอร์เรย์) สาวเจ้าก็ออกลายนิสัยดั้งเดิม ซึ่งไม่ใช่สาวน้อยไร้เดียงสาแบบที่เล่นละครให้เมอร์เรย์เข้าใจ ทำไมพริสถึงได้ไว้ใจเทรซขนาดนั้น ในโรแมนซ์คำตอบก็คือ เพราะเขาเป็นพระเอก แต่ถ้าหยุดคิดสักนิดนึง พริสจะรู้ไหม (ในเวลานั้น) ว่าเทรซคือพระเอก เราไม่เห็นพฤติกรรมอะไรของเทรซที่จะทำให้พริสไว้ใจเขาได้ขนาดนั้น

นอกจากนี้แล้ว เจ้าแผนการของเทรซที่แทรกซึมเข้าไปทำงานให้กับเมอร์เรย์ก็ดูไร้จุดหมาย ในเรื่องไม่มีการพูดถึงว่า เทรซจะทำอะไรต่อไป เขาเข้าไปทำไม ถ้าคำตอบสุดท้ายของเขาก็คือ การฆ่าเมอร์เรย์ ทำไมถึงไม่ฆ่าตั้งแต่แรกล่ะ ในเมื่อ (สปอยล์) สุดท้ายเรื่องเมอร์เรย์ก็ตาย และเทรซก็ไม่เห็นจะทำอะไรเลยสักอย่าง 

เราชอบคาแร็คเตอร์นะคะ แต่พวกเขาไม่มีเหตุผลในกรอบของพล็อตเรื่อง คนร้ายก็ดูเลวจนน่าขยะแขยง (สปอยล์) ความคิดที่จะมีเซ็กส์กับลูกสาวตัวเอง เรารับไม่ได้นะคะ 

คะแนนที่ 60

 

 

Savor the Danger ของลอรี ฟอสเตอร์

เรื่องนี้เป็นเล่มสามในชุด  Men who Walk the Edge of Honor ซึ่งมาเล่มนี้เราก็เหมือนเดิมนะคะ ไม่เข้าใจกลุ่มของพวกพระเอกเท่าไหรนัก จะบอกว่าเป็นขบวนการรักษาความยุติธรรมก็ว่าได้ แต่เรื่องพยายามอธิบายเหมือนพวกเขาเป็นนักรบรับจ้าง แต่ไม่เคยเห็นรับงานจากใคร มีแต่ทำงานเพื่อการกุศลปราบปรามเหล่าร้ายที่เป็นแก๊งค์ค้ามนุษย์ (เขียนว่าเป็นกลุ่มเศรษฐีสไตล์บรูซ เวนย์อาจจะเข้าใจได้ง่ายกว่า)

แจ๊คสัน ซาวอนสนใจในตัวของอเลนา ริเวอร์สมานานแล้ว ถึงขนาดบอกกับพี่่ชายของเธอ (พระเอกเล่มสองในชุด Trace of Fever) ว่าคิดจะจีบน้องสาว แต่อเลนาก็ปิดกั้นตัวเอง ทั้งจากความขี้อาย และประสบการณ์ที่เลวร้ายช่วงที่เธอโดนแก๊งค์ค้ามนุษย์จับตัวไป (แต่ก็ไม่ต้องกลัวอีกนะคะ นางเอกรอดมาได้ไม่โดนทำอะไร) ก็ยิ่งทำให้หญิงสาวลังเลที่จะเริ่มต้นความสัมพันธ์กับชายคนไหน

แต่แล้วมันก็เกิดขึ้นในคืนวันนึง แจ๊คสันตื่นขึ้นมาบนเตียงพร้อมกับร่างที่เปลือยเปล่าของตัวเองและอเลนา จากบทสนทนาเขาเข้าใจว่า ได้เกิดบางอย่างขึ้น เซ็กส์ที่ร้อนแรง ปัญหาก็คือเขาจำอะไรไม่ได้เลยสักนิดเดียว แจ๊คสันถูกวางยา และนั่นทำให้ทุกคนรอบกาย (ก็บรรดาพระนางเล่มก่อนหน้า) ตื่นตัว มีใครสักคนกำลังตามปองร้าย ถ้าไม่ใช่แจ๊คสัน ก็อาจจะเป็นอเลนา

เปิดเรื่องได้น่าสนใจมาก แล้วก็มีเอกลัษณ์ของลอรี ฟอสเตอร์ในแง่ของความร้อนแรง เราพบว่าตัวเองชอบคาแร็คเตอร์ทั้งพระเอกและนางเอกมากกว่าที่คิด (ตอนที่เจอพวกเขาในสองเล่มแรก) ปริศนาช่วงต้นเรื่องน่าคิดดีว่า ใครหนอถึงมาวางยาแจ๊คสัน แล้วเกิดอะไรขึ้นกันแน่ ในส่วนของความสัมพันธ์ก็น่าสนใจ โดยเฉพาะเมื่อแจ๊คสันจำอะไรไม่ได้เลย ก็เลยคิดไม่ออกว่า ตัวเองทำอะไรลงไป อเลนาถึงได้ลดเกราะป้องกันตัวเองลง (จนยอมมีเซ็กส์กับเขา) ทำให้เขาต้องเริ่มต้นใหม่ทุกอย่าง 

เรื่องค่อย ๆ ลงเหวไปเมื่อดำเนินไปเรื่อย ๆ เพราะไม่มีอะไรเพิ่มเติมจากที่กล่าวไปตอนแรกเลย เรื่องกลายเป็นความพยายามปกป้องอเลนา (ไม่เข้าใจว่า ทำไมถึงไปคิดว่า อเลนาเป็นเป้าหมาย ทั้งที่แจ๊คสันเป็นคนที่โดนวางยา) แล้วมีคนลึกลับปรากฎตัวขึ้นในเรื่อง (สปอยล์) ซึ่งก็คืออริโซนา คนที่จะเป็นนางเอกเล่มหน้า เหมือนเอาออกมาให้คนอ่านสนใจ จะได้ตามไปซื้อเล่มต่อไป ซึ่งก็ออกมาแบบไม่มีประโยชน์ใด ๆ ทั้งสิ้นกับพล็อตเรื่อง 

จากนั้นปริศนาก็คลี่คลาย และนั่นก็คือการทำลายหนังสือเล่มนี้แบบสมบูรณ์ ไม่รู้ว่า จะเริ่มต้นตรงไหนนะคะ (สปอยล์) คนร้ายที่ต้องการล้างแค้นอริโซนา ตามล่าแจ๊คสันเพราะเขาเป็นคนช่วยเธอออกมา แต่คนร้ายซึ่งเป็นผู้หญิงออกอาการหื่นอยากได้แจ๊คสันก่อน ก็เลยแทนที่จะฆ่าเขาทันทีที่มีโอกาส เจ้าหล่อนต้องวางยาเขา เพื่อให้เขามีเซ็กส์ด้วย ถ้าเชื่อเหตุผลแบบนั้นนะ เราก็ยังไม่เข้าใจอยู่ดีว่า ทำไมพออเลนาโผล่เข้าเห็น คนร้ายกลับเลือกที่จะออกจากบ้าน แทนที่จะจัดการกับอเลนาไปเลย ในเมื่อแจ๊คสันก็โดนวางยาไปแล้ว คิดเหตุผลไม่ออกค่ะ จะบอกว่า กลัวคนอื่นรู้ ก็ไม่น่าใช่ เพราะหลังจากนั้นก็มาไล่ฆ่าอเลนา เพียงเพราะเธอคือคนที่แจ๊คสันแคร์ จะได้ทำให้แจ๊คสันเจ็บปวดที่หญิงที่รักตาย เหตุผลทุกอย่างมันไร้สาระเกิดขีดความอดทนของเราค่ะ

ขอสารภาพว่า ระหว่างที่อ่าน เราสนใจคาแร็คเตอร์ของอริโซนานะคะ (อยากรู้ว่า เธอคือใครก็ตามไปอ่านเล่มสี่แล้วกัน) ดูว่าเป็นส่วนผสมที่น่าสนใจ ก่อนที่เธอจะปรากฎตัว มีแต่เรื่องเล่าเกียวกับเธอ เราคิดว่า เธอน่าสนใจมาก จนกระทั่งได้รู้ว่า สาวเจ้าเพิ่งอายุได้ยี่สิบปี เราจะพูดประเด็นนี้ในรีวิวของเรื่อง A Perfect Storm แล้วกันค่ะ (มันยาว และเป็นการบ่นอีกรอบ) 

เสียดายพระนางเล็กน้อย และรู้สึกเหมือนกับเป็นเทรนด์หนังสือพล็อตห่วยเลยค่ะ

คะแนนที่ 63

 

 

A Perfect Storm ของลอรี ฟอสเตอร์

เรื่องนี้เป็นเล่มสี่ในชุด  Men who Walk the Edge of Honor ซึ่งมาเล่มนี้เราก็เลิกพยายามทำความเข้าใจกับคอนเซ็ปต์ของชุดแล้วล่ะค่ะ เพราะไม่มี men อีกต่อไป แต่เป็น woman แล้วที่เป็นสมาชิกของทีมนี้

อริโซนา สตรอมมีอดีตอันเจ็บปวด ด้วยวัยเพียงสิบเจ็ดปี เธอถูกพ่อพาเอาไปขายให้กับขบวนการค้ามนุษย์ เธอถูกกักขังและบังคับให้ทำงานในซ่องเป็นเวลาหลายเดือนก่อนที่จะหนีออกไปได้ แต่ฝันร้ายไม่ยอมจากเธอไป และทำให้หญิงสาวหันมาทำงานเพื่อแก้แค้นคนที่ทำร้ายเธอ ด้วยการทำลายปฏิบัติการของคนเหล่านั้น แต่การทำเช่นนั้นก็ทำให้ชีวิตของเธออยู่ในอันตราย และวันนึงเธอก็จนมุมถูกจับ แต่ก่อนที่จะถูกฆ่า แจ๊คสัน ซาวอน (พระเอกเล่มสามเรื่อง Savor the Danger) ก็โผล่มาช่วยเธอเอาไว้ และมอบชีวิตใหม่ให้กับเธอ

แต่หญิงสาวไม่อาจลืมอดีตได้ เธอตั้งตัวเป็นผู้พิทักษ์ธรรมออกตามล่าและทลายแก๊งค์ค้ามนุษย์ ด้วยวัยเพียงยี่สิบเอ็ดปี (บทเปิดเรื่องเป็นวันเกิดครบรอบปีที่ยี่สิบเอ็ดพอดี) อริโซนาไม่ต้องการทำอะไรอื่นนอกจากเอาคืนคนชั่วร้ายพวกนั้น แต่การแก้แค้นก็ไม่อาจกลับมาได้ เพราะคนที่เป็นหัวหน้าแก๊งค์ที่จับเธอไปถูกฆ่าโดยชายอีกคน เป้าหมายที่ควรจะเป็นการลงมือของอริโซนาเอง แต่สเปนเซอร์ ลาร์คก็เป็นคนเหนี่ยวไก และทำให้เธอไม่อาจแก้แค้นได้ 

ดังนั้นหญิงสาวจึงใช้มันเป็นข้ออ้างในการขอให้เขาช่วยร่วมทีมทำงานเพื่อปราบแก๊งค์ค้ามนุษย์อื่นที่เธอสืบหาข่าวมาได้ ในขณะเดียวกันตอนนี้เธอก็อายุครบยี่สิบเอ็ดปีแล้ว เป็นการบรรลุนิติภาวะทางกฎหมาย และนั่นหมายความว่า สเปนเซอร์สามารถมีอะไรกะเธอได้เสียที

จะให้เราเริ่มที่ตรงไหนดีคะ มีอะไรหลายอย่างที่เราอยากระบายออกมา มันเป็นความอึดอัดของคนที่อ่านหนังสือแล้วมัน...ไม่ได้เรื่อง

เราไม่ได้มีปัญหากับความแตกต่างกันทางอายุระหว่างอริโซนาและสเปนเซอร์นะคะ (ยี่สิบเอ็ดกะสามสิบสอง) แต่เราไม่เชื่อว่า ด้วยวัยเพียงแค่นี้อริโซนาจะแข็งแกร่ง เก่งกาจอย่างที่คนแต่งพยายามทำให้คนอ่านเชื่อ เรื่องไม่ได้ปูพื้นมาเลยว่า อริโซนาถูกเลี้ยงดูมาอย่างนักรบ เธอเป็นผู้หญิงธรรมดา ๆ คนนึงที่ถูกพ่อเอาไปขาย จากนั้นเธอก็ไปอยู่ในซ่อง แล้วก็หนีไปได้ แต่จู่ ๆ หลังจากนั้น อริโซนากลายเป็นนักรบ ออกตามล่าแก๊งค์ค้ามนุษย์ เรื่องทั้งหมดนี่เกิดขึ้นก่อนที่เธอจะได้เจอกับแจ๊คสันเสียอีก และอริโซนาก็เก่งกาจเหลือเกิน ออกตามล่าแก๊งค์เหล่านั้นตามลำพัง แล้วจัดการได้หมด เราไม่รู้สำหรับคนอื่นนะคะ แต่เราเชื่อไม่ได้ค่ะ 

มันเป็นความผิดของเราเองแหละที่ไปตั้งความหวัง คาแร็คเตอร์ของอริโซนาตอนที่ออกมาใน Savor the danger สร้างความหวังให้เรามากนะคะ เธอดูน่าสนใจ จนกระทั่งเรารู้ภูมิหลัง (ที่ไม่น่าเชื่อว่า จะทำให้เธอเก่งกาจได้ปานนี้) เราควรจะรู้ดีกว่านี้ เราควรจะรู้ว่า ลอรี ฟอสเตอร์ไม่ใช่นักเขียนที่เขียนคาแร็คเตอร์ของผู้หญิงแกร่งได้เก่ง เรื่องนี้มันก็เลยเป็นอะไรที่ประหลาด นางเอกที่โฆษณาสรรพคุณว่าเก่งนักเก่งหนา ได้รับการยอมรับจากบรรดาพระเอกในเล่มก่อนหน้า (ซึ่งแต่ละคนก็เป็นนักรบลือชื่อกันทั้งนั้น) กลับแสดงอาการนางเอกหน่อมแน้มเกือบตลอดทั้งเรื่อง วิธีการที่เธอใช้ การเผชิญหน้ากับผู้ร้าย ล้วนเป็นการรนหาที่ตายทั้งสิ้น 

เราหน่ายไปกับการวางคาแร็คเตอร์ของนางเอกที่ไม่สมจริงจนไม่สนใจอะไรในเล่มนี้ทั้งสิ้น เพราะเราไม่เชื่อในทุกอย่างที่เกิดขึ้น และนั่นอาจจะทำให้ความเห็นที่เรามีต่อหนังสือเล่มนี้ไม่เป็นกลางมากนัก เราไม่ได้ตั้งใจอ่านมาพอที่จะตัดสินใจอะไรได้ แค่เราเจอนางเอกแบบนี้ก็เกินทนแล้วล่ะค่ะ

คะแนนที่ 40

Not Wicked Enough & Not Proper Enough // Carolyn Jewel

posted on 17 Sep 2012 11:31 by maxtreme in C-Club, F-Club, Historical directory Fiction

เราพยายามเริ่มอ่านเรื่อง Not Wicked Enough มาครั้งนึงแล้วค่ะ แต่อ่านไม่พ้นบทแรก แต่เนื่องจากแรงกระตุ้นจากความอยากอ่านเล่มสองในชุดเรื่อง Not Proper Enough ก็เลยทำให้เราฮึดขึ้นมาอีกครั้ง แต่ก็ไม่รู้ว่า เป็นเพราะภาคบังคับด้วยรึเปล่านะคะ เราถึงไม่ค่อยชอบเล่มแรกเท่าไหรนัก

 

 

Not Wicked Enough ของคาโรลิน จิว

เรื่องนี้เป็นเล่มแรกในชุด Reforming the Scoundrels ซึ่งเมื่อดูเนื้อเรื่องแล้ว ต้องบอกว่าตั้งชื่อชุดผิดค่ะ เพราะพระเอกในเล่มนี้ล้วนแต่เป็นสุภาพบุรุษในกรอบสังคม เป็นนางเอกต่างหากที่ไม่เหมือนภาพลักษณ์กุลสตรีในยุคนั้น

แต่เขียนอย่างนี้ไม่ใช่ว่า เรามีปัญหากับนางเอกที่มีพฤติกรรมแหกกฎของสังคมนะคะ เพราะแม้เราจะไม่ชอบนางเอกเล่มแรก แต่ไม่มีปัญหาเลยกับนางเอกเล่มสอง ทั้งที่สองคนนิสัยคล้ายคลึงกันมาก

ลิลลี เวลสโตนเดินทางมาเยี่ยมเยียนเพื่อนสนิท ณ บ้านพักในชนบท ซึ่งทำให้เธอได้มีโอกาสได้พบกับดยุคแห่งเมาท์จอย ซึ่งเป็นพี่ชายคนโตของเพื่อน และแล้วความสัมพันธ์ที่ควรจะเป็นแค่เรื่องสั้น ๆ ก็เกิดขึ้น

พล็อตมีแค่นี้เองค่ะ จริง ๆ นะคะ แต่นี่ก็ไม่ใช่ปัญหา หนังสือแนวนี้เป็นเรื่องที่มีคาแร็คเตอร์เป็นคนดำเนินเรื่อง โฟกัสของเรื่องไม่ได้อยู่ที่เหตุการณ์ที่เกิดขึ้น แต่อยู่ที่ภายในตัวละครแต่ละตัว ซึ่งเล่มนี้ก็คือ พระเอกและนางเอกเป็นหลัก 

ปัญหาของเรื่องแนวนี้ก็คือ ถ้าคนอ่านไม่อาจสื่อเข้ากับตัวละครหลักได้ หนังสือทั้งเล่มก็พังทลายลงมา 

และแม็กซ์ก็สื่อกับลิลลี่ไม่ได้จริง ๆ ค่ะ เราไม่ชอบเธอ ไม่ชอบในฐานะของการเป็นตัวละคร (อธิบายเพิ่มเติมจุดนี้นะคะ คาแร็คเตอร์บางตัวเราคงจะไม่ชอบถ้าเราได้เจอในชีวิตจริง อย่างคาแร็คเตอร์ของเชลลี ลอว์เรนสตัน แต่เราอ่านเกี่ยวกับพวกเขาได้สบายมาก ๆ แต่สำหรับลิลลีเราไม่ชอบเธอทั้งในชีวิตจริง และในหน้าหนังสือ) 

เหตุผลที่เราไม่ชอบ ไม่ใช่เพราะลิลลีไม่ใช่สาวน้อยไร้เดียงสา หรือเพราะเธอมีประสบการณ์ทางเพศมาก่อนเจอพระเอก เราไม่ชอบเธอ เพราะเธอไม่เคยคิดคนคนอื่น การกระทำของเธอเหมือนตัวร้ายในหนังสือหลายเรื่ิองด้วยซ้ำ 

ลิลลีพบกับเมาท์จอย ถูกใจรูปลักษณ์ และนิสัย เพราะเป็นสาวเสรี มีอิสระ ควบคุมการเงินได้ด้วยตัวเอง ไม่ต้องอยู่ในการปกครองของใคร ลิลลีไม่ลังเลที่จะเริ่มต้นความสัมพันธ์ทางเพศกับเขา นั่นก็ยังไม่ใช่ปัญหาสำหรับเราค่ะ จริง ๆ เราชอบพล็อตแบบนี้ด้วยซ้ำ (เดี๋ยวอ่านรีวิวเรื่อง Not Proper Enough แล้วก็จะเจอค่ะ คาแร็คเตอร์เหมือนกันเด๊ะ) แต่ลิลลีไม่แคร์เลยว่า เมาท์จอยกำลังจะหมั้นหมายกับสาวน้อยข้างบ้าน ลูกสาวของนักเทศน์ประจำหมู่บ้าน

จริงอยู่ในเรื่องบอกชัดเจนว่า เมาท์จอยยังไม่ได้ทาบทามสู่ขอสาวน้อยคนนั้น ยังไม่มีการตกลงอะไรเป็นเรื่องเป็นราว แต่เมาท์จอยเองก็ยอมรับชัดเจน (ต่อหน้าลิลลี) ว่า เขาคงจะแต่งงานกับหญิงสาวคนนั้น และตัวลิลลีเอง กระทั่งในฉากที่กำลังมีความสัมพันธ์ทางเพศกับเมาท์จอย ก็พูดตอกย้ำ (หลายรอบ) ว่า เมาท์จอยเหมาะสมกับผู้หญิงคนนั้น 

เราไม่รู้ว่า ควรจะคิดยังไงกับผู้หญิงแบบนี้ค่ะ เธอไม่ถือว่า ความสัมพันธ์กับพระเอกเป็นเรื่องจริงจัง นั่นไม่เป็นไรค่ะ แต่การที่เธอยังดึงดันที่จะมีความสัมพันธ์กับผู้ชายที่เธอคิดว่า มีเจ้าของแล้ว เรารับไม่ได้ค่ะ

ทางด้านพระเอก ไม่ใช่ว่าเราปราณีเขามากกว่านางเอกนะคะ แต่ถ้ามองจากด้านของฝ่ายชาย เขารู้ดีแก่ใจว่า คงจะไม่ขอสาวข้างบ้านแต่งงานแน่ เขาเริ่มรู้สึกตัวว่า รักลิลลี อันนี้เป็นเรื่องที่เมาท์จอยประจักษ์ในใจ เขารู้ว่าตัวเองคงไม่แต่งงานกับคนอื่นแน่ ๆ  ดังนั้นการที่เขาเริ่มความสัมพันธ์กับหญิงคนอื่นก็เป็นสิทธิของเขา (เมื่อไม่มีการหมั้นหมายเป็นทางการ) แต่การที่เมาท์จอยคิดจะไม่แต่งงานกับหญิงคนอื่น ไม่ใช่ความจริงที่ลิลลีรับรู้ ทำให้ทางด้านของเธอ เมาท์จอยยังมีเจ้าของอยู่ เราเลยโทษฝ่ายหญิงมากกว่าค่ะ

สำหรับหนังสือที่คาแร็คเตอร์เป็นตัวผลักดันเนื้อเรื่อง และเราไม่อาจยอมรับผู้หญิงคนนี้ที่เป็นนางเอกได้ ไม่มีอะไรนอกจากดิ่งลงเหวค่ะ 

คะแนนที่ 40

 

 

Not Proper Enough ของคาโรลิน จิว

เรื่องนี้เป็นเล่มสองของชุดค่ะ เล่าเรื่องราวของยูจิเนีย น้องสาวของพระเอกเล่มแรก กับคาแร็คเตอร์ที่เป็นปริศนาสำหรับคนอ่านตั้งแต่เล่มหนึ่ง มาร์ควิสแห่งเฟนริส 

เลดี้ยูจิเนียเป็นหม้ายตั้งแต่ยังสาว หลังจากสามีผู้เป็นที่รักเสียชีวิตไปเมื่อสี่ปีก่อน ตลอดเวลาเธอจมอยู่กับความเศร้า จนกระทั่งฤดูกาลออกงานครั้งล่าสุดที่จินนีรับเป็นผู้ดูแลเฮสเตอร์ สาวน้อยจากชนบทที่เดินทางมาลอนดอนเพื่อหาคู่ครอง แต่เฮสเตอร์ไม่ใช่หญิงสาวที่เป็นที่นิยม ด้วยความที่เป็นคนตรง และไม่เก็บซ่อนความรู้สึก เฮสเตอร์ถูกล้อเลียน แต่กลับมีคนเข้ามาช่วยทำให้สถานการณ์ดีขึ้น คนที่จินนีไม่เชื่อสายตาตัวเองด้วยซ้ำ

เขาคือฟ็อกซ์ มาร์ควิสแห่งเฟนริส อดีตคู่ปรับเก่าของจินนี เขาเป็นเพื่อนสนิทของโรเบิร์ต สามีผู้ล่วงลับไปแล้วของเธอ และเขาก็คือคนคนเดียวกับที่กล่าวหาให้ร้ายเธอ เพื่อขัดขวางการแต่งงานของเธอกับสามี ความไม่ชอบที่เขามีต่อเธอมากขนาดทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างเขาและโรเบิร์ตจบลง สามีของเธอเสียชีวิตโดยที่ไม่มีโอกาสปรับความเข้าใจกับเพื่อนสนิท

นั่นมากพอจะทำให้จินนีเกลียดเฟนริสมากที่สุด แต่การได้เจอกันอีกครั้งมันชัดเจนว่าเฟนริสเปลี่ยนแปลงไป เขาสุภาพมากขึ้น ช่วยเหลือเธอทุกอย่าง ความเปลี่ยนแปลงมากเสียจนจินนีไม่รู้ว่า ควรจะคิดยังไง

ความจริงก็คือ ฟ็อกซ์ตกหลุมรักจินนีตั้งแต่แรกพบ แต่ศักดิ์ศรีในฐานะทายาทของบรรดาศักดิ์ดยุค ทำให้เขามองว่าเธอต้อยต่ำเกินไป ไม่สำคัญว่า พี่ชายของเธอก็เป็นดยุค แต่นั่นเป็นการสืบบรรดาศักดิ์ด้วยความบังเอิญ พื้นเพของตระกูลของจินนีเป็นชาวนามาก่อน นั่นทำให้ฟ็อกซ์คิดว่า เธอไม่คู่ควรเพียงพอ แต่เพื่อนสนิทของเขา โรเบิร์ตมองเห็นจินนี และรักเธอในแบบที่เป็น กว่าฟ็อกซ์จะตระหนักถึงความรู้สึกที่ตัวเองมีให้กับหญิงสาวคนนี้ มันก็สายเกินไปแล้ว ถ้านั่นไม่แย่พอ เขาก็ยังใช้วิธีการไม่เข้าท่าในการขัดขวางการแต่งงาน เขากล่าวหาว่าร้ายจินนีเพื่อให้โรเบิร์ตเปลี่ยนความตั้งใจ แต่แทนที่จะได้ผล เขากลับเสียเพื่อนไปแทน

ดังนั้นเมื่อจินนีกลับมาสู่ลอนดอนอีกครั้ง ฟ็อกซ์ตั้งปณิธานกับตัวเอง คราวนี้เขาจะไถ่โทษ จะเปลี่ยนความคิดของเธอ ทำให้เธอรักเขาให้ได้

เรื่องนี้มีทิศทางการดำเนินเรื่องคล้ายคลึงกับเล่มแรกมาก ๆ นะคะ นางเอกไม่ใช่สาวน้อยไร้เดียงสา เคยมีคนที่พวกเธอรักมาก ๆ มาก่อน สูญเสียคนคนนั้นไป และได้เจอกับพระเอก ชายคนที่พวกเธอไม่คิดว่า จะรัก แต่ต้องการทางเพศ กระทั่งฉากรักฉากแรกก็แทบจะเลียนแบบกันมาเลยด้วยซ้ำ

แต่เราชอบเล่มนี้ค่ะ เพราะเรายอมรับกับตัวละครได้ เราโอเคกับจินนี และเรารักฟ็อกซ์มาก ๆ เรายอมรับกับเนื้อเรื่องได้ การที่จินนีไม่คิดว่า จะมีอะไรมากเกินไปกว่าความต้องการทางร่างกาย พระเอกเคยทำให้เธอเจ็บมาก่อน เคยดูถูก ว่าร้าย ทำลายชื่อเสียงของเธอ นั่นไม่ใช่เรื่องที่ให้อภัยกันได้ง่าย ๆ แต่ความเปลี่ยนแปลงของเขาทำให้จินนีเริ่มตั้งคำถาม ความปรารถนาทางร่างกายทำให้เธอโอนอ่อนยินยอมไปกับความสัมพันธ์ที่เกิดขึ้น เราเข้าใจว่า ทางด้านหัวใจ จินนีคงจะไม่ยอมยกให้เขาง่าย ๆ

นอกจากนี้เราชอบ ขอบอกว่าชอบมาก ๆ กับพล็อตที่พระเอกหลงรักนางเอกอย่างมาก และไม่ปกปิดความรู้สึกของตัวเอง ในขณะเดียวกันก็รู้ว่า ตัวเองทำผิดอะไรไปในอดีต และพยายามแก้ไข แต่เราก็ยังรู้สึกว่า ถ้าการบรรยายความรู้สึกในส่วนนี้บีบคั้นมากกว่านี้ เราคงชอบมากขึ้นอีกเยอะเลย

อย่างที่บอกไปว่า ในส่วนของพล็อต รวมทั้งการดำเนินเรื่องเหมือนกับเล่มแรกในชุดมาก เพียงแต่มีคาแร็คเตอร์ที่เราชื่นชอบมากกว่าเยอะมาก  และนั่นทำให้เป็นเหตุผลที่เราชอบเรื่องนี้มากกว่าเล่มแรกค่ะ

คะแนนที่ 70 

เราได้ยินชื่อของเจนนิเฟอร์ เบอร์นาร์ดตั้งแต่ตอนไปงาน RWA เมื่อปีก่อนแล้วล่ะค่ะ ทางกลุ่มบรรณาธิการของสำนักพิมพ์เอวอนยกหนังสือของเธอขึ้นมาโฆษณา แต่อาจจะเป็นเพราะว่า เรามองไม่เห็นเสน่ห์ของนักดับเพลิงมั้งคะ เราก็เลยไม่ได้สนใจมากนัก

หนังสือสองเล่มแรกในชุดออกขายสองเล่มในเวลาสองเดือน ตั้งแต่เดือนพฤษภาคมที่ผ่านมาแล้วล่ะค่ะ แต่แม็กซ์ก็วางไว้ไม่ได้สนใจจริง ๆ จนกระทั่งสายตาเหลือบไปเห็น ก็เลยลองหยิบมาเปิด ๆ อ่านดู ปรากฎว่า การเขียนน่าสนใจพอตัวค่ะ พออ่านปกหลังก็เห็นว่า นี่ไม่ใช่หนังสือเล่มแรกของคนเขียนคนนี้อย่างที่คิดแต่ต้น เธอเขียนเรื่องสั้นแนวอีโรติคมาก่อน 

แล้วเจ้าความอยากรู้ ก็เลยลองไปเสิร์ชหาข้อมูลดู เลยเจอว่า เจนนิเฟอร์ เบอร์นาร์ดก็คือคนคนเดียวกับจูนิเปอร์ เบลล์นั่นเอง ตรงนี้แหละที่ทำให้เราตัดสินใจอ่านทันที เพราะเราชอบงานเขียนของจูนิเปอร์ เบลล์ไม่น้อย 

หลังจากอ่านจบไปสองเล่ม คงต้องบอกว่า การเขียนของเธอสอบผ่านค่ะ เป็นการเขียนเรื่องแนวปัจจุบันเพียว ๆ ได้ดีมากในระดับนึงเลย แต่ทั้งสองเล่มเรามีปัญหาในส่วนของพล็อต และการดำเนินเรื่องค่ะ โดยเฉพาะเล่มสองซึ่งต้องบอกว่า เราชอบมาก ๆ ถ้าเพียงแต่นางเอกไม่ประพฤติอย่างในเรื่อง (ถ้าอ่านแล้วงง นึกถึงเรื่อง Perfect ของจูดิธ แม็คนอคค่ะ ประเด็นที่เป็นปัญหาคนละประเด็นกันนะคะ แต่ให้ความรู้สึกเดียวกัน ก็คือ หนังสือสนุกมาก ๆ จนกระทั่งจนถึงจุดนั้น)

 

  The Fireman who Loved Me ของเจนนิเฟอร์ เบอร์นาร์ด

เรื่องนี้ถือเป็นเล่มแรกในชุด Bachelor Firemen of San Gabriel ซึ่งเล่าเรื่องนักดับเพลิงแห่งสถานีประจำเมืองซานเกเบรียล ซึ่งเลื่องลือในเรื่องความหล่อเหลา และเป็นหนุ่มโสดสุดฮ็อต โดยสถานีดับเพลิงแห่งนี้ขึ้นชื่อเรื่องมีนักดับเพลิงเป็นโสดมากที่สุด 

เนลลี ย่าของเมลิสสา แม็คไกวร์ต้องการเห็นหลานสาวเป็นฝั่งเป็นฝาก่อนที่เธอจะตาย แต่หลานสาวซึ่งทำงานเป็นโปรดิวเซอร์รายการข่าวประจำสถานีข่าวท้องถิ่นก็ไม่มีเวลา หรือกระทั่งจะชายตาให้ชายคนใด ทำให้เนลลีต้องงัดแผนสุดเด็ดออกมาใช้ ด้วยการใช้เงินสามพันเหรียญประมูลตัวนักดับเพลิงสุดหล่อ จากการประมูลชายโสดเพื่อหาทุนช่วยการกุศล

แต่ไรอัน เบลค ชายหนุ่มที่เนลลีเลือกให้หลานสาวไม่เต็มใจที่จะออกเดทกะผู้หญิงแก่กว่าสี่ห้าสิบปี (เขาคิดว่า จะต้องออกเดทกะเนลลี) ก็เลยคิดจะเบี้ยวการนัดหมาย ทำให้แฮร์รี โบรดี้ กัปตันประจำสถานีดับเพลิง และเจ้านายของไรอันตัดสินใจรับเดทแทนลูกน้อง 

โบรดี้และเมลิสสาเคยพบกันสั้นในงานประมูลที่โบรดี้ไปให้กำลังใจไรอัน ทำให้เมื่อได้เจอกันอีกครั้ง และรู้ว่าเขาเป็นคู่เดทของเธอ ชายหนุ่มจึงแปลกใจ ผสมกับดีใจไม่น้อย และแค่เดทครั้งแรกทั้งคู่ก็เริ่มรู้สึกว่า มีบางอย่างระหว่างกันและกัน แต่เพราะโบรดี้เพิ่งหย่า ส่วนเมลิสสาก็กดดันจากสภาพของที่ทำงาน ทั้งคู่จึงไม่ยอมรับความรู้สึกกันแบบง่าย ๆ 

เรื่องนี้เป็นแนวปัจจุบันที่อ่านสบาย ๆ เราชอบความสัมพันธ์ระหว่างพระเอกและนางเอกมากค่ะ อ่านแล้วรู้เลยว่า ทำไมทั้งคู่ถึงได้ตกหลุมรักกันและกัน บทสนทนา การทำความรู้จักกันดูเป็นธรรมชาติมาก ๆ เราชอบภาษาการเล่าเรื่องของคนแต่ง เจนนิเฟอร์ เบอร์นาร์ดทำให้พล็อตเรื่องที่ไม่มีอะไรกลายเป็นหนังสือที่น่าอ่านขึ้นมาได้มากเลย

แม็กซ์สะดุดไปกับช่วงท้ายเรื่องเล็กน้อย เพราะคนแต่งเอาพล็อตความเข้าใจผิด และความบังเอิญมาใช้ ซึ่งเป็นสิ่งที่เราไม่ชอบมาก ๆ  (สปอยล์) เมื่อภรรยาเก่าของโบรดี้กลับเข้ามาในชีวิตของเขา พร้อมทั้งลูกในท้อง (ลูกชาวบ้าน) และโบรดี้ก็เป็นสุภาพบุรุษเกินกว่าจะขับไล่เธอไปได้ ทำให้เมลิสสาเข้าใจผิดคิดว่า เขาไปคืนดีกะเมียเก่า ส่วนโบรดี้เมื่อตามไปเพื่ออธิบาย ก็ดันไปเป็นเมลิสสากำลังจูบอยู่กับแฟนเก่าของเธอที่มาหาเธออีก ทำให้เข้าใจผิดกันไปมาอยู่นั่น เรื่องส่วนนี้ไม่ไหวค่ะ

ด้วยความที่เราเป็นแฟนผลงานในนามปากกาจูนิเปอร์ เบลล์ของนักเขียนคนนี้ แม็กซ์รู้สึกคุ้นเคยกับคาแร็คเตอร์ของเอลเลียต ซึ่งเป็นเจ้านายเก่าของเมลิสสา ซึ่งก็อาจจะบอกได้ว่า เป็นหนึ่งในตัวร้ายก็ได้ เราชอบคาแร็คเตอร์ของเขามาก ๆ ค่ะ ขนาดนึกอยากให้เธอเขียนเรื่องราวของเขาเต็ม ๆ เลยนะคะ แต่ดูจากทิศทางของตัวละครนี้แล้ว ก็คงยาก แต่เขาเป็นคนที่น่าจดจำอย่างยิ่ง

เราชอบบรรดาตัวประกอบนะคะ ทั้งย่า และพ่อของเมลิสสาก็น่าสนใจ โดยเฉพาะย่า น่ารักมาก ๆ ค่ะ เหตุผลที่ใช้อธิบายพฤติกรรมต้องลงทุนขนาดประมูลหนุ่มมาให้หลานก็เข้าใจได้ เมื่อคิดว่า (สปอยล์)  เธอกำลังป่วยหนักใกล้ตาย  ขนาดตัวกึ่งร้ายอีกตัวอย่างเอลลา จอยก็ยังน่าสนใจ

อ่านเรื่องนี้แล้วชอบการเขียนของเจนนิเฟอร์ เบอร์นาร์ดเลยค่ะ มากพอจะทำให้ตามไปอ่านเล่มสองในชุด

คะแนนที่ 67

 

Hot for Fireman ของเจนนิเฟอร์ เบอร์นาร์ด

เรื่องนี้เป็นเล่มสองในชุด และเป็นเล่มที่เราตั้งความหวังไว้มาก ๆ เนื่องจากอ่านเล่มแรกแล้วรู้สึกว่า นักเขียนคนนี้น่าสนใจ เล่าเรื่องได้ดี แล้วเล่มนี้ก็ยังเป็นเรื่องราวของไรอัน เบลค หนุ่มหล่อสุดฮ็อตจากเล่มหนึ่งอีกต่างหาก

เป็นเวลาหนึ่งปีกับอีกหกเดือนที่ไรอัน เบลคจำใจต้องเดินออกจากอาชีพที่เขารัก เพราะความผิดพลาดอันเนื่องมาจากความบ้าบิ่นเกินเหตุ เขาถูกลงโทษให้ออกจากการเป็นนักดับเพลิง ในเวลาระหว่างนั้นไรอันค้นหาตัวเองด้วยการเดินทาง และทำงานในที่ต่าง ๆ แต่สุดท้ายแล้ว เขาก็กลับมาที่ซาน เกเบรียล เขารู้ตัวว่าพร้อมแล้วที่จะกลับมาทำงานที่รักอีกครั้ง

แต่ในระหว่างรอการอนุมัติจากหัวหน้าสถานี ไรอันทำงานเป็นบาร์เทนเดอร์ให้กับแคที เดน เจ้าของบาร์เก่า ๆ โทรม ๆ ใกล้กับสถานีดับเพลิง 

แคทีไม่ได้ใฝ่ฝัน หรือกระทั่งต้องการมาบริหารบาร์ แต่เนื่องจากบิดาเกิดอาการหัวใจวายกระทันหัน และคนในครอบครัวลงความเห็นว่า แคทีว่างสุด และเหมาะสมสุดที่จะดูแลบาร์ในระหว่างนั้น หญิงสาวซึ่งไม่เคยปฏิเสธอะไรใครได้จึงตกปากรับคำ ต้องมาทำงานที่ตัวเองเกลียดที่สุด และปัญหาของเธอไม่ได้มีแค่นั้น บาร์แห่งนี้ไม่ได้ประสบความสำเร็จด้านการเงิน ทำให้เมื่อแคทีเข้ามา เธอต้องผจญกับการชักหน้าไม่ถึงหลัง แทบจะไม่มีเงินมาใช้หมุนเวียน

การได้ไรอันมาเป็นบาร์เทนเดอร์ช่วยสถานการณ์ได้มาก แต่ความหนักใจก็ยังคงอยู่ และหลังจากศึกษาหาวิธีการแก้ปัญหาเรื่องการเงินของบาร์ แคทีก็มาถึงทางสว่าง เธอคิดแผนการสวยหรูได้ 

เธอตัดสินใจเผาบาร์เอาเงินประกัน

ใช่ค่ะ อ่านไม่ผิดหรอกนะคะ นางเอกของเราตัดสินใจเผาบาร์เอาเงินประกัน เหตุผลของเธอง่าย ๆ บาร์อยู่ห่างจากอาคารอื่น ถ้าเผาก็คงไม่มีใครเดือดร้อน และบาร์ก็ทำประกันไว้เป็นเงินถึงหนึ่งล้านเหรียญ มากพอจะแบ่งสันปันส่วนกันกับทุกคนในครอบครัว 

แคทีเริ่มต้นด้วยการหาผู้ช่วย ซึ่งเธอก็เกลี้ยกล่อมอดีตแฟนของตัวเอง ชายคนที่ไม่ค่อยสมประกอบทางจิตเท่าไหรนัก (เรื่องบรรยายว่า เขามีอาการซึมเศร้าจนต้องพบจิตแพทย์) ให้ช่วยเผาบาร์ แต่การมีบาร์เทนเดอร์ที่เป็นอดีตนักดับเพลิง ทำให้แผนการเผาล้มเหลวไปทุกครั้ง และแม้เธอจะถูกไรอันจับได้ แม้เขาจะอธิบายถึงผลเสียที่อาจจะเกิดขึ้น (เธอจะรู้ได้ยังไงว่า การเผาบาร์จะมีเฉพาะบาร์ที่ไหม้ไฟ แน่ใจได้อย่างไรว่าเพลิงจะควบคุมได้อยู่ จะแน่ใจได้ยังไงว่าไม่มีใครได้รับบาดเจ็บ) แคทีก็เดินหน้าไปกับแผนการ ด้วยการจ้างอาชญากรมืออาชีพมาเผา 

แม็กซ์ไม่รู้ว่าจะบรรยายความรู้สึกของตัวเองยังไงกับนางเอกคนนี้ค่ะ เรามีศีลธรรมสูงเกินไปงั้นเหรอที่คิดว่า การกระทำเช่นนี้มันเป็นการโกง เป็นการกระทำที่ชั่วร้าย จะให้เหตุผลอะไรมาทำให้ความเลวร้ายมันน้อยลง บอกว่าบริษัทประกันรวยแล้ว สมควรโดนโกงงั้นเหรอ  แล้วผลกระทบอื่น ๆ ที่อาจจะเกิดขึ้น ผลกระทบที่ไรอันเองก็พูดไปแล้วให้แคทีฟัง แต่นางเอกของเราไม่สนใจ เดินหน้าจะเผาเอาประกันอย่างเดียว

นี่ไม่ใช่เรื่องตลกนะคะ ไม่สนุกเลย แม็กซ์ไม่เข้าใจค่ะ นี่เป็นการกระทำที่่ยอมรับได้งั้นเหรอ มีเหตุผลอะไรที่ทำให้การเผาทรัพย์สินเพื่อเอาประกันกลายเป็นเรื่องทีถูกต้อง 

ที่เลวร้ายที่สุดก็คือ กระทั่งจบเรื่อง แม็กซ์ก็ไม่ได้คิดว่า แคทีจะเรียนรู้อะไร นั่นทำให้รู้สึกว่า เราเป็นคนประหลาดที่เห็นว่า การกระทำของเธอชั่วร้าย เพราะทุกคนในเรื่องดูจะคิดว่า เป็นเรื่องธรรมดา 

ไรอันซึ่งเป็นพระเอกในเรื่อง และเราก็รักคาแร็คเตอร์ของเขามาก ๆ เขาเป็นพระเอกที่น่าจดจำ ชายที่หล่อเหลาเสียจนลืมหายใจ แต่ไม่เคยปล่อยให้มันมามีอิทธิพลต่อการกระทำของตัวเอง ไรอันคนที่ช่วยเหลือแคทีเมื่อเธอเดือดร้อน ช่วยแก้ปัญหา เราชอบเขามาก ๆ แต่เรารับไม่ได้ที่เขายอมรับได้กับการกระทำของแคที 

แล้วบรรดาครอบครัวของเธอ ที่ดูเหมือนจะสนับสนุนการกระทำของแคที แม้พวกเขาจะไม่ได้บอกให้เธอเผาร้าน แต่พ่อของเธอก็ทำประกันชนิดที่วางแผนเผาเอง (แต่ไม่ได้เผาเพราะมาป่วยก่อน) แม่ที่ไม่สนใจว่าลูกสาวจะมีปัญหาอะไร พี่สาวที่เมื่อคิดว่าจะได้เงินประกันก็นึกว่า จะใช้เงินยังไง คนกลุ่มนี้คือครอบครัวนางเอก และเป็นคนที่อยู่ฝ่ายดีในเรื่อง 

ส่วนตัวร้าย ก็คือแฟนเก่าของนางเอก ชายผู้มีปัญหาทางจิต มีอาการซึมเศร้า เขาเกาะยึดแคทีเป็นที่พึ่ง ทั้งที่เธอพยายามเลิกกับเขาหลายต่อหลายครั้ง เราไม่มีปัญหากับการขอเลิกของแคทีนะคะ เธอมีสิทธิคบกับคนที่เธอต้องการ แต่แคทีเลิกคบกับเขา ทำไมยังต้องไปขอให้เขามาช่วยเผาบาร์ มันเป็นการเอาเปรียบคนที่ไม่สมบูรณ์ทางจิตรึเปล่า นี่เป็นพฤติกรรมของนางเอกเหรอ

แม็กซ์อ่านเรื่องนี้ไปแบบลุ้นไป หวังและหวังให้นางเอกคิดได้ว่า การกระทำของตัวเองเป็นสิ่งเลวร้าย และหยุดมันก่อนที่จะก้าวข้ามเส้น แต่เธอข้ามเส้นไปหลายต่อหลายครั้ง และจนจบเรื่องก็ไม่เคยสำนึกผิด 

เราอยากจะรักหนังสือเรื่องนี้ เพราะองค์ประกอบอื่น ขอย้ำนะคะว่า องค์ประกอบอื่นในเรื่องนี้ดีมาก ๆ ถ้าไม่มีพฤติกรรมนี้ของแคที เราจะรักหนังสือเรื่องนี้แบบบ้าตายไปเลย  เราหัวเราะไปกับการจัดงานด็อกกี้ไนท์ของแคที ที่เลียนแบบคอนเซ็ปต์เลดี้ไนท์ (เลดี้ไนท์คือ คืนที่ผู้หญิงไปบาร์แล้วได้กินเหล้าฟรี จัดขึ้นเพื่อเรียกให้ผู้ชายไปบาร์เพราะรู้ว่า ผู้หญิงจะมากันเยอะ แคทีจัดงานด็อกกี้ไนท์ เพราะชื่อร้านคือ Hair of the dog แต่คำถามก็คือ จะให้หมากินเหล้าฟรีงั้นเหรอ เราอ่านไปก็หัวเราะไป ฮามาก ๆ เมื่อแขกพาหมา ๆ ของพวกเขามารอหน้าร้าน เพราะคิดว่า พาหมามาแล้วจะได้เหล้าฟรี)

เราชอบความสัมพันธ์ของไรอัน และแคที นอกจากพฤติกรรมชั่วร้ายนั้นแล้ว คาแร็คเตอร์ของแคทีก็น่ารักใช้ได้ บุคลิกเธอก็ลงตัวกับไรอัน 

การเขียน การดำเนินเรื่อง (ส่วนอื่นที่ไม่ใช่ความพยายามเผาบาร์ของนางเอก) ทำได้ดีมาก น่าอ่านตลอดทั้งเรื่อง ทั้งหมดเลยทำให้เรายากที่จะให้คะแนนค่ะ เราเกลียด เกลียด เกลียด เกลียด พฤติกรรมนางเอก เราไม่อาจทำใจยอมรับกับคนพรรณนี้ให้เป็นนางเอกได้ 

มันเหมือนการอ่านเรื่องที่คนเขียนมีความเห็นทางการเมืองไม่เหมือนกับเราน่ะค่ะ คือทุกอย่างในเรื่องดีหมด แต่เราไม่เห็นด้วยกับสารน์ที่คนแต่งพยายามจะสือ

ซึ่งเราก็ไม่เห็นเด้วยกับนางเอกที่มีพฤติกรรมชั่วร้ายขนาดนี้ค่ะ

คะแนนที่ 70 (ถ้าไม่มีเรื่องเผาบาร์) และ 17 (เมื่อคิดถึงเรื่องเผาบาร์)

Veil of Night & Prey // Linda Howard

posted on 04 May 2012 10:49 by maxtreme in B-Club, Contemporary, F-Club directory Fiction

เราเก็บดองเรื่อง Veil of Night มาพักใหญ่แล้วล่ะค่ะ เพราะได้ยินเพื่อนหลายคนบอกว่า เล่มนี้สนุกเหมือนกับงานของลินดา โฮเวิร์ดในยุครุ่งเรืองของเธอเลย ทำให้เรารู้สึกอยากเก็บเอาไว้นาน ๆ ก่อนที่จะเริ่มต้นอ่าน (ประมาณว่าขอลูบคลำไปเรื่อย ๆ ก่อนที่จะเริ่มทำอะไรจริงจัง) จนกระทั่งหนังสือเล่มใหม่ (ที่ออกขายเป็นปกอ่อนนะคะ ตอนนี้เราไม่ซื้องานของเธอฉบับปกแข็งค่ะ) ก็เลยเห็นว่า ได้เวลาที่จะหยิบมาอ่านเสียที

และหลังจากอ่านจบก็ไม่ผิดหวังค่ะ สมคำร่ำลือ เพราะเล่มนี้ดีเหมือนงานยุคก่อนของเธอเลย และคงเป็นเพราะแบบนี้ค่ะ ก็เลยได้ใจ รีบไปหยิบเรื่อง Prey มาอ่าน เพราะติดใจหวังจะได้อ่านอะไรสนุก ๆ แบบเดียวกันอีก

ซึ่งเป็นการตัดสินใจที่ผิดพลาดรุนแรง 

เริ่มรีวิวทีละเรื่องไปแล้วกันนะคะ

 

 

Veil of Night ของลินดา โฮเวิร์ด

แจ๊คลิน ไวด์เริ่มต้นวันอย่างน่าหงุดหงิด เธอต้องไปจ่ายค่าปรับจราจรที่ศาลากลางของเมือง ซึ่งทำให้คิวงานยาวเหยียดของเธอที่มีอยู่แล้วยุ่งยากเข้าไปอีก ในเวลาหนึ่งอาทิตย์ที่จะถึงนี้ แจ๊คลินซึ่งทำงานเป็นนักวางแผนจัดงานแต่งงานกำลังอยู่ในช่วงวุ่นวายที่สุด ซึ่งน่านั่นยังไม่ยุ่งมากพอ แจ๊คลินยังมีนัดที่จะต้องรับมือกับเจ้าสาวสุดแสบแห่งปีอย่างแคร์รี เอ็ดเวิร์ดส์อีกต่างหาก 

กระนั้นก็ยังมีเรื่องดี ๆ เกิดขึ้นบ้าง แจ๊คลินบังเอิญเดินชนเข้ากับนายตำรวจเอริค ไวด์เดอร์ ชายหนุ่มสุดฮ็อตคนนึงที่เธอได้พบในรอบหลายปี และการบังเอิญเจอกันอีกครั้งหลังเลิกงานในบาร์ใกล้ ๆ ศาลากลาง ที่ซึ่งแจ๊คลินแวะเข้าไปเพื่อผ่อนคลาย หลังจากเจอการอาลวาดและเอาแต่ใจของแคร์รีเข้าไปก็ทำให้ความสัมพันธ์ของทั้งคู่พัฒนาไปเร็วเกินกว่าที่ทั้งสองคาดคิดไว้

มันอาจจะเริ่มต้นเหมือนความสัมพันธ์คืนเดียว แต่ทั้งเอริคและแจ๊คลินคิดว่า น่าจะมีอะไรที่เป็นไปได้มากกว่านั้น แต่ตอนเช้าที่น่าอึดอัด แจ๊คลินจากเอริคและตรงไปหาแคร์รีเพื่อดูแลรายละเอียดเกี่ยวกับงานแต่งงานสุดหรู ที่ซึ่งแคร์รีแผลงฤทธิ์อีกรอบ คราวนี้เธอถึงกับตบหน้าแจ๊คลิน และไล่เธอออกจากการจัดงานแต่งงาน 

นั่นยังไม่ใช่เรื่องเลวร้ายที่สุด เพราะต่อมามีคนพบศพของแคร์รี และดูเหมือนแจ๊คลินซึ่งกำลังมีเรื่องทะเลาะกันอยู่ก่อนหน้า จะเป็นผู้ต้องสงสัยคนสำคัญ แถมนายตำรวจคนที่สืบสวนคดีก็ดันเป็นเอริค ซึ่งคืนก่อนหน้าหลับอยู่บนเตียงของเธออีกน่ะสิ

มีอะไรหลายอย่างในเนื้อเรื่องที่ทำให้เรานึกถึงคาแร็คเตอร์ของแบลร์ มัลโลรี (จากเรื่อง To Die For และ Drop Dead Gorgeous) แต่แจ๊คลินไม่ได้ซ่าขนาดนั้น แจ๊คลินมีรัศมีความเป็นสาวใต้ผู้ดีอย่างเห็นได้ชัด เธอเก็บความรู้สึกมากกว่า แต่เนื้อเรื่อง และการเขียนให้บรรยากาศใกล้เคียงกับสองเล่มนั้นพอควร แต่เราชอบคาแร็คเตอร์ของพระนางในเล่มนี้มากกว่า

เราชอบพล็อตในส่วนสืบสวนด้วยค่ะ เราว่าคนแต่งให้น้ำหนักเรื่องได้ดี โดยเฉพาะเล่มนี้เป็นมุมมองของการสืบสวนจริง ๆ หลายคนอาจจะหงุดหงิดที่จนกระทั่งจบเรื่องก็ไม่ได้คำตอบของมูลเหตุจูงใจในการฆ่าอย่างสมบูรณ์ แต่ไม่ใช่ปัญหาสำหรับเรานะคะ เราชอบกระบวนการสืบหาความจริงของพระเอกและเพื่อนนักสืบ อ่านแล้วลื่นไหลน่าติดตามมาก จุดเดียวที่เราผิดหวังก็คือ (สปอยล์) ก็คือตัวคนร้าย มันง่ายเกินไป และเห็นได้ชัดเกินเหตุ เราคาดหวังนะคะว่า ตัวร้ายตัวจริงน่าจะเป็นภรรยาของสว.มากกว่าตัวสว. และเธอทำไปเพื่อกำจัดผู้หญิงที่ไม่คู่ควรกับลูกชายของเธอ และเป็นการสั่งสอนสามีที่นอกใจไปอีกทางนึง เพราะคาแร็คเตอร์ที่วางมาของตัวละครตัวนี้ เราเชื่อว่า เธอฉลาดพอ และโหดเหี้ยมพอที่จะทำได้ จริง ๆ ตอนจบที่ทิ้งท้ายว่า สว.เป็นคนผิด ถ้าเพิ่มฉากว่า ตัวเมียแอบหัวเราะข้างหลังว่าแผนการตัวเองสำเร็จ ก็คงจะให้ความสะใจกับเรามากกว่านี้ค่ะ

นอกจากนี้นี่เป็นงานของลินดา โฮเวิร์ดเล่มแรกในรอบหลายปีที่เรารู้สึกถึงความต่อกันติดของพระเอกและนางเอก ที่ทำให้เราเชื่อในความปรารถนาที่พวกเขามีให้แก่กัน ซึ่งนี่เป็นสิ่งที่เราคิดถึงในงานเขียนของเธอมากที่สุด 

เรื่องนี้อาจจะไม่สนุกเท่ากับงานในอดีตของเธอค่ะ แต่เป็นงานที่ดีที่สุดในรอบหลายปีของเธอเลย

คะแนนที่ 77

 

 

Prey ของลินดา โฮเวิร์ด

แล้วก็มาถึงความน่าผิดหวัง เพราะหลังจากเราจบเรื่อง Veil of Night แบบมีความหวังกับลินดา โฮเวิร์ดมาก ๆ เราก็รีบหยิบเล่มนี้มาอ่านต่อ ซึ่งก็คงต้องโทษตัวเองค่ะ เราไม่ควรคาดหวังเลย

แองจี้ พาวกำลังจะสูญเสียทุกอย่าง ธุรกิจที่เธอรับช่วงมาจากบิดากำลังจะต้องปิดตัวลง แองจี้เพิ่งบอกขายทรัพย์สินของเธอเพื่อเตรียมตัวย้ายไปเริ่มต้นชีวิตใหม่ในเมืองอื่น ทั้งหมดนั่นเธอโทษว่าเป็นความผิดของแดร์ คัลลาแฮน เพราะหลังจากที่เขาปลดประจำการและย้ายกลับมาบ้านเกิด แดร์เริ่มต้นธุรกิจไกด์เดินป่า ซึ่งเป็นคู่แข่งโดยตรงของแองจี้ และเพราะเขาเป็นผู้ชาย ทำให้ลูกค้าหลายคนพอใจที่จะเลือกเขาเป็นไกด์นำทางมากกว่าเธอ ที่สำคัญเขายังมีหน้ามาขอเธอออกเดทอีกต่างหาก

แดร์ไม่แน่ใจว่า อะไรทำให้แองจี้ปฏิเสธสัมพันธ์ที่เขาพยายามสร้างขึ้นกับเธอ เขารู้สึกบางอย่างกับหญิงสาวคนนี้ตั้งแต่ได้พบกันครั้งแรก แต่เธอก็ปฏิเสธเขามาตลอด กระนั้นเมื่อแดร์ได้รับการขอร้องจากคนรู้จักซึ่งรู้ว่า แองจี้กำลังจะนำทางนักเดินป่าสองคนเข้าไปในป่าลึกเพื่อล่าหมี ให้แดร์แอบตามเธอไป เพื่อคุ้มครองเธอ จากอันตรายที่อาจเกิดขึ้น ชายหนุ่มก็ไม่ลังเลที่จะทำตาม

และปัญหาก็เกิดขึ้นจริง ๆ ทั้งจากหมีเพชรฆาตที่ชอบเนื้อมนุษย์ และลูกทัวร์ของแองจี้เองก็มีแผนการบางอย่างแอบซ่อนไว้ อันตรายที่เกิดขึ้นทำให้แองจี้ต้องหนีตาย แต่ก็เพราะแดร์ที่ตามเธอมาด้วย ทำให้ทั้งคู่ช่วยเหลือกันในการหาทางออกจากป่า และหลบซ่อนจากทั้งคนร้าย และหมี 

เล่มนี้ให้ความรู้สึกเหมือนกับการหยิบเอาเรื่อง Up Closed and Dangerous กลับมาอ่านอีกครั้ง ซึ่งถ้าใครอยากรู้ว่า เรารู้สึกยังไง ก็กลับไปอ่านรีวิวของเรานะคะ เรารู้สึกแบบนั้นอีกแล้ว ซึ่งไม่ใช่เรื่องน่าภิรมย์เท่าไหรนัก 

เราไม่แน่ใจเท่าไหรว่านี่คือแนวโรแมนติคสืบสวน เพราะไม่โรแมนติค แล้วก็ไม่สืบสวนอีกต่างหาก  ถ้าจัดแนวกันจริง ๆ เราคิดว่า น่าจะเป็นแนวผจญภัยของผู้ชาย เพียงแต่ตัวเอกเป็นผู้หญิง ทำให้เราก็งงอีก เราคาดว่าหนังสือแนวผจญภัยของผู้หญิง ไม่น่าจะขายดีเท่าไหร เพราะไม่มีเรื่องแนวนี้วางขายมากนัก แต่ถ้าใครสนใจแนวนี้ก็แนะนำเรื่องนี้แล้วกัน

เพราะทั้งเล่มเป็นเรื่องราวของการเดินป่า หลบหนีสัตว์ป่า ปัญหาอาจจะเป็นตัวเราเองแหละที่ไม่ชอบเดินป่า เลยไม่เห็นเสน่ห์ของหนังสือเรื่องนี้

จริง ๆ ตอนแรกตัวร้ายดูน่าสนใจนะคะ ท่าทางเป็นคนฉลาดที่วางแผนและเตรียมการมาเป็นอย่างดี  แต่ก็มาตกม้าโง่ช่วงท้ายเรื่อง จนทำให้เรารู้สึกว่า จะเปิดเรื่องทำไม (วะ) ว่าฉลาดขนาดนี้ แล้วมาออกแนวโง่ (มาก) ภายหลัง

พอ ๆ กับคาแร็คเตอร์ของพระเอกและนางเอก เราไม่รู้สึกว่า รู้จักพวกเขาเลยสักนิดเดียว นอกจากรู้ว่า เดินป่าเก่งมาก ๆ ไม่มีรายละเอียดส่วนตัวของพวกเขาในเนื้อเรื่อง ไม่รู้ว่าความผูกพันระหว่างกันเกิดขึ้นได้ยังไง อะไรที่แดร์มองเห็นในตัวแองจี้ หรือเธอมองเห็นในตัวเขา (นอกจากเขาเป็นฮีโร่โผล่มาช่วยในป่า) อ่านไปแล้วเหมือนเป็นเรื่องราวของคนแปลกหน้า

ที่ฮาที่สุดก็คงเป็นน้องหมีค่ะ เชื่อไหมว่า ทั้งเรื่องเราว่า น้องหมีน่าสนใจสุดแล้วล่ะ เล่มนี้ลินดาแหวกแนวมาใหม่ด้วยการเขียน Point of View ให้กับน้องหมีด้วย ซึ่งเราขอบอกว่า เป็นส่วนที่อ่านแล้วสนุกที่สุดในเล่มนี้

มันน่ารันทัดขนาดนั้นแหละ 

คะแนนที่ 47

Delaney's Shadow & Dream Shadow // Ingrid Weaver

posted on 15 Feb 2012 16:26 by maxtreme in C-Club, F-Club, Paranormal directory Fiction

ขออนุญาตเบรกจากการเขียนรีวิวชุดวอร์คอซิกันก่อนนะคะ เพราะหลังจากเขียนถึงเรื่อง Memory ก็สติกระเจิง รวบรวมความคิดไม่ค่อยได้ แล้วพอดีเพิ่งอ่านเรื่อง Dream Shadow จบ ก็เลยคิดว่า เป็นโอกาสอันดีที่จะรวบเขียนรีวิวหนังสือสองเรื่องที่มีความเกี่ยวพันกันไปพร้อม ๆ กันเลยดีกว่า

หนังสือทั้งสองเล่มนี้ นอกจากจะมีความเกี่ยวพันผ่านตัวละคร ซึ่งนางเอกเล่มแรกเป็นแม่เลี้ยงของนางเอกเล่มสองแล้ว ยังมีความเหมือนกันในด้านพล็อตแบบไม่น่าเชื่อ (เกินเหตุ) เรื่องราวเป็นแนวกึ่งโรแมนติกสืบสวน ผสมกับพารานอมอลเล็ก ๆ ตรงที่ ทั้งสองเรื่อง พระเอกและนางเอกมีกระแสจิตเชื่อมถึงกัน และติดต่อกันได้

ความน่าสนใจของทั้งสองเล่มนี้ก็คือ เล่มนึงเขียนได้ค่อยข้างเวิร์คค่ะ เราให้คะแนนในเกณฑ์ที่ค่อนข้างสูง แต่อีกเล่มนึงล้มเหลวอย่างพินาศ เราเกลียดมันมาก ๆ ทั้งที่พล็อตเหมือนกัน และคนเขียนก็เป็นคนเดียวกัน เราจึงรู้สึกว่า เป็นเรื่องที่น่าวิเคราะห์อย่างยิ่ง

เริ่มต้นด้วยเล่มที่เราชอบมากกว่าก่อนแล้วกันค่ะ ซึ่งเป็นเล่มแรกในชุด

 

 

 Delaney's Shadow ของอิงกริด วีเวอร์

แม็กซ์ค่อนข้างชอบงานเขียนของอิงกริด วีเวอร์นะคะ (โดยเฉพาะเรื่อง The Insider มาก ๆ) แต่ก็ไม่ได้ถึงกับคิดว่า เธอเป็นนักเขียนในระดับต้น ๆ ของแนวโรแมนติกสืบสวน กระนั้นเมื่อรู้ว่า เธอหันมาเขียนเรื่องแนว Single Title หลังจากที่มัวเขียนแต่แนวฮาร์ลิควินเล่มเล็ก ๆ มานาน เราจึงรีบซื้อหามาอ่านทันที โดยไม่ได้ดูด้วยซ้ำว่า พล็อตเรื่องเป็นยังไง

เรื่องเริ่มต้นได้อย่างน่าสนใจมาก ๆ เมื่อแม็กซ์ (ชื่อพระเอกนะคะ) ในวัยเจ็ดปีช่วยชีวิตเดลานีย์หลังจากเด็กน้อยพลัดตกลงไปในแม่น้ำ ชั่วขณะนึงเดลานีย์หยุดหายใจ ความพยายามช่วยชีวิต และปลอบโยนเธอในเวลาต่อมา ทำให้เด็กทั้งสองมีจิตที่สื่อถึงกันได้ แต่แม็กซ์มาจากครอบครัวที่เต็มไปด้วยความรุนแรง พ่อเลี้ยงของเขาใช้ความรุนแรงทั้งกับแม่ และตัวเขา ทำให้แม็กซ์ไม่ไว้ใจใคร และไม่กล้าให้ใครรู้ถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เขาขอให้เดลานีย์ปิดเรื่องนี้เป็นความลับ มากเสียจนเด็กน้อยไม่รู้เลยว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นเรื่องจริง

หลายปีผ่านไป (ในบทที่หนึ่ง) เดลานีย์กลับมาที่บ้านของตาและยายอีกครั้ง เธอจดจำเหตุการณ์ครั้งนั้นไม่ได้ แต่เธอยังจดจำ "แม็กซ์" เพื่อนเล่นในจินตนาการของเธอได้ดี

ดีดี ซึ่งเป็นชื่อที่แม็กซ์เรียกเธอ สร้างเพื่อนคนนี้ในจินตนาการ ในวัยเด็ก ดีดีจะติดต่อกับเด็กชายคนนี้ แต่ภาระความรับผิดชอบ และการต้องเป็นผู้ใหญ่ ทำให้เธอลืมแม็กซ์ไป จนกระทั่งเธอสัมผัสเขาได้อีกครั้ง 

และแม็กซ์ก็โตขึ้นเช่นกัน ในภาพฝันของเธอ แต่สิ่งที่เดลานีย์คิดว่า เป็นความฝัน เริ่มดูเหมือนจริงมากขึ้น เธอเริ่มติดต่อกับแม็กซ์ได้ แม้ในเวลาที่ตื่น นั่นก็เพราะว่า แม็กซ์ไม่ใช่แค่เพื่อนในจินตนาการ สำหรับคนทั้งโลก เขาคือ จอห์น แฮร์ริสัน ศิลปินผู้ทรงความสามารถ แต่มีอดีตอันชั่วร้าย จอห์นถูกศาลตัดสินใจให้รับโทษในข้อหาทำร้ายร่างกายมารดาของตัวเอง เขาชดใช้โทษในคุก ก่อนจะเริ่มต้นชีวิตใหม่ แต่จอห์นยังดึงดันที่จะกลับมาบ้านหลังเก่าที่เคยอาศัยอยู่ร่วมกับมารดาและพ่อเลี้ยง แม้จะถูกมองว่า เป็นคนนอกของสังคม  แต่เขาก็ดื้อพอที่จะทำเช่นนั้น

การกลับมาของเดลานีย์ทำให้เขาเริ่มนึกถึงอดีต ที่แตกต่างจากเดลานีย์ เขารู้ว่า มันคือความจริง แม้จะอธิบายไม่ได้ว่า ทำไมเมื่อเธอนึกถึงเขา จิตของเขาก็จะไปปรากฎต่อหน้าเธอ ความฝัน หรือความปรารถนาเริ่มทำให้การติดต่อของทั้งคู่ทางจิตเริ่มหวาบหวามมากขึ้น ทั้งคู่ไม่ใช่แค่เพื่อนในจินตนาการอีกต่อไป 

หนังสือเล่มนี้แปลกค่ะ ตรงที่พระเอกนางเอกแทบจะไม่ได้เจอหน้ากันแบบตัวเ็ป็น ๆ มากกว่าครึ่งเรื่อง และเดลานีย์ก็คิดว่า แม็กซ์เ็ป็นเพื่อนในจินตนาการนานมากพอกัน กระทั่งเมื่อรู้ถึงตัวตนของจอห์น แฮร์ริสัน และรู้ว่า เขาหน้าเหมือนแม็กซ์ราวกับคนเดียวกัน เธอก็ไม่คิดว่า ทั้งคู่จะเป็นคนเดียวกัน ซึ่งจุดนี้เราว่า สมเหตุสมผลนะคะ ใครจะไปคิดล่ะว่า จิตของเราต่อเชื่อมกับคนอีกคนมากขนาดนั้น 

พล็อตรองในเรื่องก็เกี่ยวข้องกับการสูญเสียความทรงจำชั่วคราวในอุบัติเหตุที่เดลานีย์ประสบ จนทำให้สามีซึ่งแก่กว่าคราวพ่อเสียชีวิต เดลานีย์ในฐานะของทายาทกองมรดกจำนวนมหาศาลกำลังมีคดีความกับลูกเลี้ยงของเธอ การเผชิญหน้าที่เดลานีย์ไม่ต้องการ แต่เธอก็อยากรู้ความจริงว่า เกิดอะไรขึ้นในคืนวันนั้น และการติดต่อกับแม็กซ์ (ทางจิต) ดูเหมือนจะทำให้เธอเริ่มจดจำเหตุการณ์ในคืนนั้นได้ 

อย่างที่บอกค่ะ พล็อตประหลาด แต่ค่อนข้างเวิร์คสำหรับเรานะคะ เราชอบความสัมพันธ์ระหว่างแม็กซ์และเดลานีย์ การสื่อถึงกันทางโทรจิตก็ดูมีที่มาที่ไปดี (เพราะแม็กซ์ช่วยชีวิตเธอเอาไว้ตอนเด็ก ๆ) แม้พระนางจะไม่ได้เจอกันจนเกือบท้ายเล่ม เราก็รู้สึกถึงความสัมพันธ์ที่ก้าวหน้าไปเรื่อย ๆ ของทั้งสอง 

นอกจากนี้ภูมิหลังของแม็กซ์ที่ถูกรังเกียจเพราะเป็นคนขี้คุก ก็ทำให้เขายิ่งน่าสนใจ และมีร่องรอยของชายผู้ทนทุกข์หน่อย ๆ ก็เพิ่มเสน่ห์ให้กับคาแร็คเตอร์ 

โดยรวมแล้วเรื่องนี้ลงตัว และสนุกดีค่ะ 

คะแนนที่ 63

 

แล้วก็มาถึงเล่มที่ไม่เวิร์ค ทั้งที่พล็อตโคตรเหมือนกันเลย

 

 

  Dream Shadow ของอิงกริด วีเวอร์

เรื่ีองนี้ต่อเนื่องกับเล่มแรกค่ะ โดยนางเอกของเรื่องก็คืออลิซาเบ็ธ ซึ่งเป็นลูกเลี้ยงของเดลานีย์ และตกเป็นเหยื่อ (แบบโดนลูกหลง) เพราะคนร้ายคิดว่า เธอเป็นเดลานีย์ ทำให้เธอถูกทำร้ายจนอาการโคม่า นอนหลับไม่ได้สติ

อลิซาเบ็ธ เกรย์ เป็นนักธุรกิจผู้ประสบความสำเร็จ ในฐานะของลูกสาวคนเดียวของมหาเศรษฐีผู้เก่งกาจ เธอต้องพิสูจน์ตัวเองต่อผู้เป็นบิดา แต่ไม่ว่าทำยังไง ก็ดูเหมือนจะไม่เพียงพอ ถ้านั่นไม่เจ็บปวดมากพอ เมื่อพ่อของเธอตาย ก็ยังเลือกที่จะตัดเธอออกจากกองมรดก และทิ้งสมบัติมหาศาลไว้ให้ภรรยาที่เด็กกว่าคราวลูก และอลิซาเบ็ธไม่ใช่คนที่จะยอมแพ้ เธอสู้ทุกทาง ทั้งในศาล และนอกศาล แต่เธอไม่ได้คิดว่า ตัวเองจะซวยถูกทำร้ายจากคนที่หมายปองจะทำร้ายเดลานีย์

และนั่นทำให้เธอนอนเป็นผักอยู่ในสถานพักฟื้น โอกาสที่จะตื่นขึ้นมาอีกครั้งดูมืดมน ในระหว่างที่ "หลับ" เธอเริ่มฝันประหลาด ถึงเหตุการณ์ในยุคกลางที่ซึ่งเธอถูกล่าวหาว่า ทำผิด และจะต้องถูกประหาร จากนั้นก็กระโดดไปอีกยุคนึงที่ซึ่งเธอก็ถูกทำร้ายเช่นกัน สิ่งเดียวที่เหมือนกันในความฝันประหลาดนั้น ก็คือชายคนนึงที่เหมือนเดิม เขาเริ่มต้นจากอยู่วงนอก จากนั้นก็ใกล้ชิดเธอมากขึ้น อลิซาเบ็ธเริ่มติดต่อพูดคุยกับเขา และเขาเป็นคนเดียวที่เข้าใจคำพูดของเธอ (ว่าเธอมาจากแมนฮัตตัน เป็นนักธุรกิจ)

ริค เดนนิงค์คิดว่าอลิซาเบ็ธคือ ความฝันบ้า ๆ เป็นความเพ้อเจ้อที่เขาไม่อาจหยุดตัวเองจากการฝันถึงเธอได้ แต่ร่องรอยที่อลิซาเบ็ธให้เขาไว้เกี่ยวกับตัวตนของเธอ ก็เริ่มทำให้เขาสนใจ และลองค้นหาว่า หญิงสาวในฝันคนนี้มีตัวตนจริงหรือไม่ 

คงจะสังเกตนะคะว่า พล็อตใกล้เคียงกับเล่มแรกอย่างยิ่ง พระเอกและนางเอกมีจิตที่สื่อถึงกันได้ และติดต่อกันได้ ปัญหาก็คือ ในเล่มนี้ แม็กซ์หาจุดเชื่อมของทั้งสองคนไม่ได้น่ะสิ แม้ว่า (สปอยล์) จะมีการบอกว่า พยาบาลเอาซีดีที่ริคร้องเพลงเอาไว้มาเปิดให้อลิซาเบ็ธฟังขณะที่กำลังอยู่ในโคม่า นั่นก็ไม่มากพอสำหรับเราค่ะ ใครก็ซื้อซีดีไปเปิดได้ ทำไมถึงทำให้ริคติดต่ออลิซาเบ็ธได้ล่ะ 

ความไม่มีเหตุผลในการติดต่อถึงกันทางโทรจิตได้ระหว่างพระเอกนางเอกยังไม่ใช่เรื่องเลวร้ายที่สุดหรอกค่ะ เป็นที่คาแร็คเตอร์ของอลิซาเบ็ธมากที่สุด เราพบว่า ทั้งเบื่อหน่าย รำคาญ และเกลียดยัยนี่มาก เธอช่างเป็นหญิงสาวที่เหลือทน ถ้าเธอมีตัวตนจริง และทำงานในสำนักงานเีดียวกะเรา เธอคงเป็นคนสุดท้ายที่เราอยากไปยุ่งด้วย เธอไม่น่าคบหามากขนาดนั้นค่ะ  และเมื่อตัวตนของนางเอกเป็นสิ่งที่เราทน/รับไม่ได้ เรื่องนี้ก็เริ่มต้นดิ่งลงเหว เราพบว่า ไม่มีอะไรน่าเชื่อ น่าสนใจ น่าอ่านแม้แต่น้อย และเราไม่คิดนะคะว่า ที่เราไม่ชอบเล่มนี้ เป็นเพราะเราอ่านต่อจากชุดวอร์คอซิกัน มันเลวร้ายเกินกว่าจะเป็นความผิดของหนังสือเล่มอื่น

ส่วนที่ดี ถ้าพอมีบ้าง ก็คงเป็นส่วนที่อลิซาเบ็ธเชื่อมั่นในตัวริค แม้ว่า ทนายความประจำตัวเธอจะเตือนว่า เขาอาจจะเข้ามาเพื่อหวังปอกลอก จุดนี้เป็นจุดเดียวที่ทำให้เราทนอ่านเรื่องนี้จนจบได้ 

คะแนนที่ 37