F-Club

To Wed a Wicked Earl // Olivia Parker

posted on 01 Nov 2009 14:01 by maxtreme  in F-Club, Historical

หากจะบอกว่าแม็กซ์เป็นคนที่เจ็บแล้วไม่รู้จักจำก็ว่าได้ค่ะ เพราะหลังจากที่ผิดหวังมากกับหนังสือเรื่อง At the Bride Hunt Ball ของนักเขียนคนนี้แล้ว ที่น่าเบื่อหน่ายขนาดที่ว่า เราอ่านไม่จบ แม็กซ์ยังรนหาที่ หาเรื่องใส่ตัวด้วยการซื้อหนังสือเล่มนี้ของโอลิเวีย พาร์คเกอร์มาอ่าน

แต่อย่างน้อยเราก็อ่านเล่มนี้จนจบค่ะ 

ซึ่งไม่รู้เหมือนกันว่าเป็นข้อดีหรือข้อเสียนะคะ 

 

 

To Wed a Wicked Earl ของโอลิเวีย พาร์คเกอร์

หนังสือเล่มนี้เป็นเล่มที่สองต่อเนื่องกับเรื่อง At the bride hunt ball แต่ไม่คิดว่า ต้องอ่านเล่มแรกหรอกนะคะ ก็น่าจะรู้เรื่องได้อย่างไม่มีปัญหา 

หนังสือเล่มนี้เปิดเรื่องต่อเนื่องกับเล่มก่อนหน้า โดยเป็นวันที่ทริสแทน น้องชายของดยุคกำลังจะเลือกหญิงสาวผู้ที่จะมาเป็นเจ้าสาวของเขา แต่หญิงคนนั้นไม่ใช่ชาร์ล็อตต์ และนั่นนำความผิดหวังมาให้เธออย่างยิ่ง เพราะชาร์ล็อตต์แอบหลงรักทริสแทนมานานแล้ว นับตั้งแต่วันที่เขาช่วยเธอเอาไว้ แต่สิ่งที่ชาร์ล็อตต์ไม่รู้ก็คือ กลับกลายเป็นอดัม เอิร์ลแห่งรอธบูรี่ต่างหากที่รักเธอ และเขาก็คือคนที่เข้ามาช่วยกู้หน้าเธอเอาไว้ในวันที่ทริสแทนเลือกหญิงคนอื่นเป็นคู่ครอง

หลายเดือนผ่านไปชาร์ล็อตต์และอดัมได้มีโอกาสพบกันอีกครั้ง ทั้งคู่ได้กลายเป็นเพื่อนกัน แม้ว่านั่นไม่ใช่สิ่งที่ทั้งสองต้องการ อดัมซึ่งหลงรักชาร์ล็อตต์มานานแล้ว รู้ว่าตัวเองไม่คู่ควรกับชาร์ล็อตต์ และไม่ต้องการให้ตัวเองเป็นอันดับสองในหัวใจของหญิงที่รัก เขาจึงเก็บความรู้สึกของตัวเองเอาไว้ ในขณะที่ชาร์ล็อตต์ก็หลงไปกับภาพลวงว่าตัวเองยังรักทริสแทนอยู่ และรู้ว่า หญิงเรียบ ๆ อย่างเธอคงไม่มีวันชนะใจชายเสเพลผู้ที่แสนหล่อเหลาและมีเสน่ห์อย่างอดัมได้

แต่อาการป่วยของผู้เป็นยายของอดัมก็ทำให้ทั้งคู่ใกล้ชิดกันมากขึ้น

แม็กซ์ตัดสินใจซื้อเรื่องนี้มาอ่านทั้งที่ไม่ชอบผลงานเขียนเล่มแรกของเธอ ก็เป็นเพราะอ่านพล็อตเรื่องที่ปกหลังแล้วรู้สึกว่า น่าสนใจมาก เราชอบเรื่องที่พระเอกแอบหลังรักนางเอก แต่คิดว่า เธอไม่รักเขา นั่นเป็นหนึ่งในพล็อตโปรดของเราเลยล่ะ ปัญหาก็คือ ในเล่มนี้คนแต่งพูดหลายครั้งถึงความรักที่อดัมมีให้ชาร์ล็อตต์ พูดว่าเขารักเธอมานานแค่ไหน แต่ไม่เคยเลยสักครั้งในเรื่องที่จะสื่อคำพูดนั้นให้เห็นออกมาเป็นการกระทำ หรือความรู้สึกที่สื่อไปถึงคนอ่าน มันเหมือนกับการอ่านว่า "ฉันรักเธอ" ที่เป็นแค่คำพูด แต่ไม่มีหลักฐานสนับสนุน 

ตลอดทั้งเรื่องอดัมที่ได้แต่พูดกับตัวเองว่า รักชาร์ล็อตต์แค่ไหน ไม่เคยทำให้อะไรที่สื่อถึงความรักที่เขารู้สึกในหัวใจ มันไม่ซาบซึ้ง ไม่ลึกซึ้ง สรุปว่าไม่ซึ้งเอาเสียเลย

ส่วนชาร์ล็อตต์เองก็เป็นตัวละครที่แบนราบ ไม่มีความน่าสนใจ อ่านไปแล้วไม่เห็นเลยว่า เธอมีอะไรดีขนาดที่อดัมต้องมาหลงรักหลายปี 

นอกจากนี้แล้วการดำเนินเรื่องยังเชื่องช้าน่าเบื่อมาก ๆ เรื่องราวไม่มีทิศทาง บทสนทนาแบนราบ ไม่น่าอ่านสักนิดเดียว โดยรวมแล้วเป็นเรื่องที่เหมาะจะอ่านก่อนเข้านอนค่ะ เพราะมันจะทำให้คุณหลับได้อย่างง่ายดาย

ขณะที่กำลังอ่านเรื่องนี้ ทำให้แม็กซ์คิดถึงคำพูดที่เราเคยได้ยินคนพูดกันค่ะว่า สนพ.เอว่อนพยายามปั้นนักเขียนใหม่ให้เขียนในสไตล์เดียวกับจูเลีย ควินน์ และหนังสือเล่มนี้ก็ให้ความรู้สึกแบบนั้น ความพยายามที่จะเลียนแบบจูเลีย ควินน์ ความพยายามที่ล้มเหลวโดยสิ้นเชิง เพราะมันมีแค่จูเลีย ควินน์เพียงคนเดียว ที่เหลือก็คือของปลอม

คะแนนที่  40

Phantom in the night // Sherrilyn Kenyon with Diana Love

posted on 29 Oct 2009 11:46 by maxtreme  in Contemporary, F-Club

เป็นการหยิบเอาหนังสือดองขึ้นมาอ่านอีกครั้งค่ะ ความจริงแล้วแม็กซ์ไม่ได้ตั้งใจจะดองเค็มเรื่องนี้หรอกนะคะ ตอนที่ซื้อก็ตั้งใจเป็นอย่างดีว่าจะอ่านทันที แต่ด้วยเหตุผลหลายอย่าง ซึ่งก็ไม่รู้เหมือนกันว่าเพราะอะไร ก็มองข้ามเล่มนี้อยู่เรื่อย จนเผลอแป๊บเดียวก็เกือบสองปีแล้วค่ะที่ออกวางขาย

หนังสือเล่มนี้ถือว่าเป็นงานของเชอริลีน เคนย่อนเล่มแรกในรอบหลายปีทีเดียวที่เราหยิบขึ้นมาอ่าน เพราะหลังจากบอกศาลาเลิกไปกับชุดดาร์คฮันเตอร์ และยังทำให้ให้อ่านชุดอวาลอนไม่ได้ เราก็ไม่มีเห็นงานเล่มไหนของเธอน่าสนใจเลย แต่สำหรับชุดนี้ซึ่งเป็นเรื่องแนวโรแมนติคสืบสวนที่เธอเขียนให้กับสนพ.พ็อตเก็ตบุ๊ค เราค่อนข้างชอบในคอนเซ็ปต์ของเธอนะคะ หน่วยงานลับของทางรัฐบาลที่ตั้งขึ้นมาเพื่อจัดการปัญหาที่ไม่มีใครจัดการได้ สายลับแต่ละคนในหน่วยก็ล้วนเป็นคนที่มีประวัติอาชญากรรมมาก่อนที่จะถูกคัดตัวเข้ามาทำ (แน่นอนว่า อาชญากรรมที่พวกเขาถูกกล่าวหานั้น ล้วนมีเหตุผลที่ดีในการอธิบายค่ะ) 

ปัญหาก็คือ เชอริลีนเป็นนักเขียนที่โด่งดังในการเขียนเรื่องพารานอมอล แต่เรื่องชุดนี้แตกต่างออกไป และแน่นอนว่า มันย่อมจะไม่ถูกใจแฟนหนังสือของเธอเท่ากับเรื่องแนวเหนือจริง ดังนั้นเธอจึงมีปัญหาในการหาเวลาในการเขียนเรื่องชุดพอสมควร เพราะกว่าที่หนังสือขนาดยาวในชุดเล่มแรกจะออกขายได้ ก็ใช้เวลานานมาก ๆ ส่วนเล่มสอง (ซึ่งก็คือเล่มนี) ก็โดนโรคเลื่อนแล้วเลื่อนอีก ด้วยเหตุผลง่าย ๆ ก็คือ เชอริลีนไม่มีเวลาเขียน

ทางแก้ของนักเขียนชื่อดังหลายคนก็คือ หาคนมาช่วยเขียนค่ะ นี่ไม่ใช่โกสต์ไรท์เตอร์นะคะ เพราะเป็นการบอกอย่างชัดเจนว่าเป็นงานเขียนร่วม ซึ่งวิธีนี้ถือว่าฮิตมาก ๆ ในหมู่นักเขียนดัง นั่นเพราะว่า กว่าที่นักเขียนคนนึงจะเขียนหนังสือเสร็จหนึ่งเล่ม มันต้องใช้เวลาเป็นเดือน บางคนก็เป็นปี แต่นักอ่านใช้เวลาเพียงวันหรือสองวันก็อ่านจบแล้ว ดังนั้นวิธีการที่จะทำให้ชื่อของนักเขียนคนนั้นไม่ถูกลืมเลือนก็คือ การใช้นักเขียนร่วม หาคนมาช่วยเขียน แล้วก็แบ่งเครดิตกันไป 

แม็กซ์ไม่ทราบในรายละเอียดเกี่ยวกับการร่วมงานกันระหว่างเชอริลีน เคนย่อน และไดอาน่า เลิฟหรอกนะคะ แต่กระบวนการเขียนร่วมก็มันจะเป็นที่นักเขียนดังจะเป็นคนวางพล็อตเรื่องโดยรวมให้ แต่คนที่ใช้เวลาในการเขียนเป็นส่วนใหญ่ก็คือนักเขียนร่วมที่ถูกดึงตัวเข้ามา 

ทราบอย่างนี้แล้ว แม็กซ์ก็ไม่ได้คาดหวังว่าเรื่องนี้จะดีเท่ากับมาตรฐานของเชอริลีนที่เราวางไว้หรอกนะคะ 

เพียงแต่แม็กซ์ไม่ได้คิดว่ามันจะเลวร้ายขนาดนี้ 

 

 

Phantom in the night ของเชอริลีน เคยย่อน เขียนร่วมกับ ไดอาน่า เลิฟ

หนังสือเล่มนี้ถือว่าเรื่องขนาดยาวเล่มที่สองในชุด BAD Agency ซึ่งเป็นหน่วยงานลับสุดยอดที่รวบรวมสายลับมือดีไว้มากมาย และแน่นอนว่าแต่ละคนก็ต้องย่อมเท่ห์มาก ๆ (ขอให้นึกถึงดาร์คฮันเตอร์ที่ไม่ไม่พลังเหนือธรรมชาติ)

เทอรี่ มิตเชลล์เป็นอดีตเจ้าหน้าที่หน่วยปปส.ที่ถูกลาออกจากงาน หลังจากเธอและคู่หูถูกลอบทำร้ายจากนักค้ายาใหญ่แห่งเมืองนิวออร์ลีนส์ เป็นเหตุให้คู่หูของเธอเสียชีวิตในหน้าที่ ขณะเดียวกันเทอรี่ก็บาดเจ็บอย่างหนัก แต่ปปส.กลับไม่ใส่ใจเธอเลยสักนิดเดียว ดังนั้นเมื่อเทอรี่ได้รับข้อเสนอให้เข้าร่วมงานกับ BAD เธอจึงคว้าโอกาสนั้นไว้ทันที ด้วยหวังว่าจะใช้มันในการสืบหาความจริงเกี่ยวกับหนอนบ่อนไส้ และเอาผิดเจ้าพ่อค้ายาคนนั้นให้ได้ 

แต่การกลับไปนิวออร์ลีนส์อีกครั้งก็เริ่มต้นด้วยปัญหา เมื่อเทอรี่ได้พบกับชายลึกลับที่ไม่เปิดเผยหน้าตา เธอเจอเขาในบ้านของเนธาน เดรค อดีตทหารกล้าที่ด้วยเหตุบางอย่างตัดสินใจหนีทหาร ก่อนจะมาจบชีวิตลงหลังจากรับปากเป็นสายให้กับปปส.ในการเอาผิดนักค้ายาคนนั้น เทอรี่ไปที่บ้านของเขาเพื่อค้นหาหลักฐานเพิ่มเติม แต่กลับได้เผชิญหน้ากับชายที่หลายคนเรียกว่าเป็นผี 

เพียงแต่เขาไม่ใช่ผี เขาคือเนธาน เดรค แต่เขาไม่ใช่ศพที่นอนตายอยู่ คนที่เสียชีวิตคือ เจมี่ น้องชายฝาแฝดของเขา  น้องชายคนที่เนธานเสียสละทุกอย่างให้ แม้กระทั่งหนีทหารกลับมาบ้าน แล้วเข้าสวมบทบาทเป็นเจมี่ในคดีที่เจมี่ถูกใส่ความ เนธานใช้เวลาสองปีในคุกแทนน้องชาย เพียงเพื่อจะออกจากคุกแล้วพบว่า เจมี่ได้กลายเป็นศพ ถูกฆ่าโดยใครบางคน เขาจึงเริ่มต้นสืบหาความจริงที่เกิดขึ้น ซึ่งนำเขาไปสู่ชีวิตของเทอรี่ 

แม็กซ์ชอบแนวคิดของเรื่องค่ะ แต่ผิดหวังกับผลงานที่ออกมามาก ๆ 

นางเอกในเรื่องนี้เป็นผู้หญิงที่ไร้ความสามารถที่สุดที่เคยอ่านมา ถ้าเรื่องนี้นางเอกเป็นคนธรรมดาทำงานบริษัท แม็กซ์จะไม่มีปัญหาอะไรเลยนะคะ เราไมไ่ด้ต้องการนางเอกเก่งเกินเหตุ แต่ในเล่มนี้เธอคืออดีตปปส. เป็นคนที่เก่งขนาดที่หน่วยงานที่ในเรื่องบอกว่า แน่สุด ๆ แล้วในปฐพี เรียกตัวเข้าไปทำงานร่วมด้วย แม็กซ์คาดหวังอะไรที่มากกว่านี้จากเทอรี่ค่ะ 

ครั้งแรกที่เธอโชว์ผลงานในการเข้าไปค้นบ้านเนธาน เธอถูกพระเอกจับได้ ครั้งที่สองเธอเข้าไปค้นหาหลักฐานในตู้คอนเทนเนอร์ เธอถูกผู้ร้ายไล่ยิงเกือบตาย และรอดมาได้เพราะพระเอกมาช่วย เธอถูกผู้ร้ายจับตัวไปเป็นตัวประกันเพื่อให้พระเอกยอมทำตาย แม็กซ์อ่านจนจบเรื่องก็ไม่เห็นอะไรที่ใกล้เคียงกับความสามารถในตัวผู้หญิงคนนี้ หล่อนคือภาระที่น่ารำคาญ 

แต่ที่น่ารำคาญยิ่งกว่าก็คือ การที่คนแต่งพูดเน้นย้ำอยู่ได้ว่า เทอรี่เก่งอย่างโน้น เก่งอย่างนี้ ทั้งที่เอาเข้าจริงไม่มีน้ำยาอะไรเลย ไม่ได้เรื่องอย่างที่สุด 

ส่วนเนธานก็เป็นพระเอกตามมาตรฐานทั่วไปค่ะ เขามีอดีตที่บัดซบใช้ได้ แล้วก็ออกมาดพระเอกด้วยการรับภาระทุกอย่างในชีวิตไว้กับตัว เพียงแต่หลายครั้งมันดูไม่สมเหตุผลเอาเสียเลย แต่อย่างน้อยเรื่องก็ไม่ได้บอกว่า เนธานเป็นสายลับตัวเอ้ที่แสนเก่ง เราจึงไม่ถึงกับหงุดหงิดอะไร

นอกจากคาแร็คเตอร์ที่ไม่ได้เรื่องแล้ว การเขียนของเล่มนี้ก็น่าเบื่อโคตร ๆ อันที่จริงจุดเด่นนึงของหนังสือที่เชอริลีน เคนย่อนเขียนก็คือการดำเนินเรื่องจากน่าติดตาม ตัวละครของเธออาจจะดูแบนราบราวกับตัดมาจากหน้ากระดาษ แต่การดำเนินเรื่องของเธอน่าสนใจเสมอ มันไม่เป็นเช่นนั้นในเล่มนี้ และแม็กซ์เลือกที่จะโทษคนเขียนร่วมของเธอ เราเข้าใจว่าไดอาน่า เลิฟน่าจะเป็นคนเขียนเรื่องเกือบทั้งหมด และมันขาดเสน่ห์อย่างที่ควรจะมีในงานของเชอริลีนไปเยอะเลยล่ะ

ขอกลับมาที่พล็อตอีกหน่อยค่ะ ในเรื่องมีการพูดถึงองค์กรของคนร้ายที่ลับมาก ๆ ลับขนาดที่ไม่เคยอธิบายอะไรให้คนอ่าน แถมให้ภาษาอิตาเลียนเต็มไปหมด อ่านไปก็งงไป เพราะแม็กซ์เรียนสายวิทย์มาค่ะ รู้แค่สองภาษาในชีวิตเท่านั้น ไม่รู้อิตาเลียน และไม่เคยมีหนุ่มอิตาเลียนมาจีบ ก็เลยไม่รู้ความหมาย การขาดข้อมูลเกี่ยวกับหน่วยงานของคนร้าย ทำให้เราจับต้นจบเรื่องไปแบบงงงง คือไม่รู้ว่า เราเลิกสนใจกับเรื่องราวไปแล้ว (เพราะการเขียนน่าเบื่อมาก) หรืออ่านไม่เข้าใจเรื่องกันแน่ 

แต่ที่แน่ ๆ มันไม่สนุกเลยล่ะ

สุดท้ายขอสปอยล์ตอนจบหน่อยนะคะ (สปอยล์) เป็นตอนจบที่ห่วยแตก พระเอกนางเอกไม่อาจสู้กับคนร้ายได้เลย เสียทีคนร้ายตลอด หน่วยงาน BAD ที่บอกว่าเก่งนักเก่งหนาก็ไม่เห็นจะได้เรื่อง ไม่รู้ความจริงอะไรทั้งสิ้น ดังนั้นหากจะบอกว่า เรื่องนี้คนร้ายเป็นฝ่ายชนะก็ว่าได้ค่ะ 

คะแนนที่ 43

Boscastle Series // Jillian Hunter

posted on 23 Oct 2009 20:48 by maxtreme  in C-Club, D-Club, F-Club, Historical

หลังจากดองค้างมาหลายปี ในที่สุดแม็กซ์ก็เริ่มต้นอ่านหนังสือชุดบอสคาสเซิลเล่มแรก (แต่เป็นเล่มที่แปดในชุด) อย่างเรื่อง Wicked Lord at the Wedding ไปแล้ว ซึ่งผลของการอ่านเล่มนั้น ทำให้แม็กซ์รู้สึกสนใจในงานเขียนของจิลเลี่ยน ฮันเตอร์ขึ้นมาอย่างมาก และเป็นที่มาให้เราหยิบเอาหนังสือเล่มก่อนหน้าในชุดนี้มาอ่านติดต่อกันหลายเล่ม แม้จะไม่ได้เป็นการย้อนกลับไปอ่านตั้งแต่เล่มแรกในชุดก็ตามค่ะ

หนังสือชุดบอสคาสเซิล เป็นเรื่องราวที่เริ่มต้นด้วยหกเล่มแรก เล่าเรื่องของพี่น้องในตระกูลนี้ ซึ่งประกอบด้วยลูกชายสี่คน และลูกสาวสองคน แต่ละคนแม้จะมีวิถีทางชีวิตเป็นของตัวเอง แต่ก็เต็มไปด้วยความรักในหมู่พี่น้อง หนังสือชุดนี้ไม่ถึงขนาดเป็นแนวเรื่องอย่างชุดมัลโลเรน ของโจ เบฟเวอรี่ ที่พี่ชายคนโตคอนโทรลชีวิตของน้อง ๆ ด้วยความห่วงใยนะคะ แต่ก็มีความผูกพันปรากฎในเรื่องพอสมควร เพียงแต่ไม่ใช่ประเด็นใหญ่

ซึ่งหนังสือหกเล่มนี้ประสบความสำเร็จมากในระดับนึง ทำให้คนแต่งตัดสินใจ (หรือสนพ.สั่งก็ไม่แน่ใจค่ะ) เขียนเพิ่มเรื่องของคนในตระกูลนี้ ไม่ใช่ว่า มีพี่น้องโผล่มาเพิ่มหรอกนะคะ แต่เสริมแต่งญาติห่าง ๆ ที่เป็นคนในตระกูลนี้เข้าไปอีก เป็นเรื่องราวของสี่พี่น้องผู้ชายตระกูลบอสคาสเซิลเช่นกัน ที่แยกสายตระกูลออกมา 

แม็กซ์ไม่ได้อ่านเรียงตามลำดับที่ออกนะคะ แต่ตัดสินใจหยิบเอาเล่ม 5 - 7 มาอ่าน (ซึ่งเราอ่านเล่มแปดไปแล้ว) 

 

 The Sinful Nights of a Nobleman ของจิลเลี่ยน ฮันเตอร์

หนังสือเล่มนี้เป็นเล่มที่ห้าในชุดบอสคาสเซิล ซึ่งจากประสบการณ์ที่อ่าน คิดว่าไม่จำเป็นต้องอ่านเรียงตามลำดับในชุดนะคะ เพียงแต่อาจจะโดนสปอยล์เรื่องราวในเล่มก่อนหน้าเล็กน้อยเท่านั้นเอง

แม็กซ์เลือกที่จะหยิบเล่มนี้ขึ้นมาอ่านก่อนเล่มอื่นในชุดนี้ (หลังจากติดใจจากการอ่านเรื่อง Wicked Lord at the Wedding) เพราะดูพล็อตเรื่องแล้วถูกใจมากค่ะ เรื่องราวของพระเอกและนางเอกที่จำใจต้องแต่งงานกันเพราะถูกจับได้ว่า มีเรื่องเสื่อมเสียเกิดขึ้น อันมีต้นเหตุมาจากความเข้าใจผิด

ลอร์ดเดวอน บอสคาสเซิลเป็นเพลย์บอย นั่นคงเป็นคำอธิบายตัวตนของเขาได้ดีที่สุด ในฐานะลูกชายคนสุดท้องของตระกูลบอสคาสเซิลอันอื้อฉาว เดวอนเป็นหนึ่งในคนที่สร้างเรื่องอื้อฉาวเหล่านั้น ในงานเลี้ยงซึ่งขึ้นชื่อเรื่องความเสื่อมเสีย เพราะเป็นสถานที่นัดพบกันของเหล่าชู้รัก เดวอนก็ไปที่นั่นเพื่อนัดสาวคนนึง 

ปัญหาก็คือ เมื่อเขาไปตามนัด หลังจากไ้ดรับจดหมายจากแม่ม่ายคนนั้น กลับพบกับหญิงอีกคนที่ไม่สมควรมาอยู่กับเขาตามลำพัง และแน่นอนว่า ทั้งคู่ถูกจับได้ และมันก็เป็นอื้อฉาวมากพอที่จะบีบบังคับให้เดวอน ผู้ชายที่ปฏิญาณตนว่าจะเป็นหนุ่มโสดตลอดไป ต้องประกาศข่าวแต่งงาน 

กับโจเซลีน ลิดบูรี่ หญิงสาวที่เมื่อหลายปีก่อน เขาปล่อยให้รอเก้อในงานเลี้ยงที่พ่อของเธอจัดขึ้น 

นั่นเพราะ พ่อของโจเซลีนคิดว่า เดวอนคงจะเป็นลูกเขยที่เหมาะสม เขาอาจเป็นบอสคาสเซิลที่อื้อฉาย แต่เขาก็ยังเป็นน้องชายของมาร์ควิสผู้ร่ำรวยและทรงอิทธิพล พ่อของเธอมองว่าเขาเหมาะสม ปัญหาก็คือ เดวอนลืมการเชื้อเชิญในคืนวันนั้น เขากำลังอยู่ในภาวะที่เที่ยวหัวหกก้นขวิด เขาเพิ่งสมัครเป็นทหาร และคิดว่าตัวเองคงไม่รอดจากสงคราม นั่นเป็นข้ออ้างให้เดวอนใช้ชีวิตสนุกสนานมากไปหน่อย

มันอาจเป็นแค่เรื่องเล็ก ๆ ในอดีตของเดวอน แต่มันเป็นเรื่องใหญ่ของโจเซลีน การไม่ปรากฎตัวของเดวอนเป็นเหตุผลที่ผู้เป็นบิดาใช้ในการหยามเหยียดความไม่มีค่าของเธอ ดังนั้นเมื่อมีชายคนนึงให้ความสนใจ โจเซลีนจึงทำทุกวิถีทางเพื่อให้เขา่ขอแต่งงาน และนั่นหมายถึงเธอตามเขาไปยังงานเลี้ยงของขึ้นชื่อเรื่องการลอบพบกันของคู่รัก

โจเซลีนก็ได้รับจดหมายลึกลับ ซึ่งอ้างว่ามาจากชายคนที่เธอคาดหวัง เพียงเพื่อจะพบกับเดวอน และมันทำให้ทั้งคู่ต้องแต่งงานกัน

พล็อตเรื่องเป็นแนวที่เราชอบค่ะ แต่สไตล์การเขียนเรื่องนี้ทำให้เรื่องดูไม่มีความน่าสนใจเลย ทั้งตัวละครดูแบนราบไม่มีมิติ เราไม่รู้สึกอะไรไปกับทั้งเดวอนและโจเซลีน เรามองไม่เห็นเสน่ห์ของเดวอนที่หลายคนในเรื่องกล่าวถึง เราคิดว่าโจเซลีนราบเรียบเหมือนกระดาษบาง ๆ  โดยรวมมันเป็นเรื่องที่อ่านไปเพื่อให้จบ ถือเป็นความผิดหวังอย่างมากของเราเลยล่ะค่ะ

คะแนนที่ 57

 

  The Devilish Pleasures of a Duke ของจิลเลี่ยน ฮันเตอร์

หนังสือเล่มที่หกในชุดบอสคาสเซิล เล่าเรื่องของเอ็มม่า สมาชิกคนเดียวในตระกูลบอสคาสเซิลสาขาลอนดอนที่ยังเป็นโสด 

เราไม่ได้อ่านหนังสือเรื่องนี้เรียงกันมานะคะ ดังนั้นเราจึงไม่ได้รู้จักเอ็มม่ามาเป็นอย่างดี ในเรื่อง The Sinful Nights of a Nobleman ก็ไม่ได้กล่าวถึงเธอมากนัก แต่จากที่จับใจความได้ เอ็มม่าเป็นคนในตระกูลบอสคาสเซิลคนเดียวที่ควบคุมด้านมืดของตัวเองไว้ได้ เธอจะเป็นเหตุผลในยามที่ทุกคนก่อเรื่อง เป็นคนที่เข้าไปจัดการชีึวิตของพี่น้องทุกคน และนั่นทำให้เธอเหมาะสมกับอาชีพที่กำลังทำอยู่

เอ็มม่าเป็นเจ้าของโรงเรียนอบรมกุลสตรี แต่ในงานแต่งงานของอดีตนักเรียนของเธอ เอ็มม่าก็กลายเป็นจุดศูนย์กลางของเรื่องอื้อฉาว เมื่อชายคนที่กำลังดูใจอยู่กับเธอลวนลามสาวใช้ในบ้าน และเมื่อเอ็มม่าเข้าไปขัดขวาง เขาก็พยายามทำเช่นนั้นกับเธอบ้าง และนั่นเ็ป็นเหตุให้เอเดียน รักซ์เลย์เข้าไปขัดขวาง และถูกทำร้ายจนหมดสติ

นั่นเป็นเหตุผลทำให้เขาต้องเข้าพักรักษาตัวในโรงเรียนของเอ็มม่า (ซึ่งเป็นบ้านของพี่ชายของเธอด้วย) และเป็นจุดเริ่มต้นให้เอเดียนเข้ามาในชีวิตของเธอ 

เอเดียนซึ่งเป็นถึงทายาทของดยุค หากแต่ใช้ชีวิตเยี่ยงทหารรับจ้าง อันเนื่องมาจากความเข้าใจผิดของบิดาที่คิดว่าเขาเป็นลูกชายชู้ เอเดียนไม่ได้เติบโตมาอย่างดยุค เขาต่อสู้ให้กับคนที่จ่ายให้มากกว่า เหตุผลเดียวที่เขายอมกลับมาอังกฤษก็เพราะพ่อของเขาซึ่งรู้ความจริง ลงทุนเรียกตัวเขากลับ การได้พบกับเอ็มม่าทำให้เขาต้องกลับไปทบทวนการใช้ชีวิตที่ผ่านมาทั้งหมด เพราะเขารู้ดีว่า การที่จะคู่ควรกับเธอ เขาต้องกลายเป็นดยุค

บอกตามตรงว่า เราไม่ได้คาดหวังกับเล่มนี้เลยนะคะ หลังจากที่ผิดหวังมาก ๆ กับการอ่านเรื่อง The Sinful Nights of a Nobleman แถมตัวละครในเล่มนี้ก็ไม่ได้โดดเด่นอะไรจากเล่มนั้นด้วย เราเลยไม่มีความคาดหวังมากนัก ซึ่งนั่นอาจจะกลายเป็นข้อดีค่ะ และช่วยอธิบายว่าทำไมเราถึงได้ชอบเล่มนี้มากกว่าเล่มอื่น ๆ 

เราชอบการจีบกันระหว่างเอ็มม่าและเอเดียน มันน่ารักมาก ๆ ซึ่งเตือนให้เรานึกถึงงานเขียนของจูเลีย ควินน์อยู่พอสมควร หนังสือโรแมนซ์ที่ไม่มีอะไรในพล็อตมากมาย นอกจากเรื่องราวของตัวพระนาง ซึ่งความสัมพันธ์ของทั้งคู่มากพอจะทำให้เรื่องน่าสนใจอยู่ได้

นอกจากนี้ฉากที่บรรดาพี่น้องของเอ็มม่าพากันออกโรงมาขัดคอความรักระหว่างเธอและเอเดียนก็เป็นฉากที่สนุกดีค่ะ เราคิดว่า ถ้าเราอ่านเรื่องในชุดนี้ตั้งแต่เล่มแรกไล่มา เราอาจจะชอบฉากนี้มากกว่านี้ แต่ถึงขนาดว่า แม็กซ์ไม่ค่อยผูกพันกับตัวละครในชุดนี้มากนัก เรายังเห็นความน่ารักของพี่น้องของเธอเลยค่ะ 

สนุกกว่าที่คิดค่ะ คะแนนที่ 67

 

Wicked As Sin ของจิลเลียน ฮันเตอร์

หนังสือเล่มที่เจ็ดในชุดบอสคาสเซิล และเป็นเล่มแรกที่ไม่ใช่เรื่องราวของพี่น้องในชุดดั้งเดิมแห่งตระกูลนี้นะคะ เป็นเรื่องราวของกาเบรียล บอสคาสเซิล ญาติห่าง ๆ ที่ใช้นามสกุลเดียวกัน  เล่มนี้ยังถือเป็นเล่มแรกในเรื่องราวของพี่น้องผู้ชายสี่คนของกาเบรียลที่เมื่อบิดาของพวกเขาเสียชีวิต ทั้งสี่ก็แยกย้ายกระจัดกระจายกันไปคนละทิศทาง 

กาเบรียลเป็นตัวละครที่มีบทบาทในเล่มก่อนหน้าในชุดอยู่พอสมควรค่ะ แม็กซ์เข้าใจว่าเขาคงจะมีบทก่อนหน้าเรื่อง The Sinful Nights of a Nobleman แล้วล่ะ แต่เนื่องจากเราอ่านย้อนไปถึงแค่เล่มนั้น นั่นจึงเป็นไกลสุดที่เรารู้ ในเล่มที่เขาออกมามีบท แม็กซ์บอกเลยนะคะว่า จิลเลี่ยนเขียนให้เขามีความน่าสนใจ และทำให้คนอ่านอยากอ่านเรื่องของเขามาก ๆ ดังนั้นเราจึงไม่ีอยากบอกเลยค่ะว่า เล่มนี้ทำให้เราผิดหวังสุด ๆ

เหตุผลสำคัญเพราะเราไม่รู้สึกถึงความน่าสนใจของเขาในหนังสือเล่มที่เขาเป็นตัวเอกเองเลย มันแบนราบจนน่าเบื่อ ไม่มีความน่าสนใจ นางเอกของเขาเป็นผู้หญิงที่ไม่ใช่คนที่เราคิดว่าคู่ควรกับเขาเลย (อย่างน้อยก็ก่อนที่เราจะอ่านเล่มนี้ เพราะในเล่มนี้กาเบรียลเองก็น่าเบื่อมากพอกัน)

กาเบรียลซึ่งชนะพนันได้บ้านหลังนึงในชนบทได้เดินทางไปเพื่อสำรวจทรัพย์สินชิ้นใหม่ของเขา ซึ่งอยู่ในแถบุชุมชนที่เขาเคยพักอาศัยสมัยยังเด็ก (เมื่อเจ็ดปีก่อน) และนั่นทำให้เขาพบกับผู้หญิงเพียงคนเดียวที่เขาไม่เคยลืมเลือน ตอนนี้อเลเธียเป็นผู้ดูแลบ้านให้กับพี่ชาย คนภายนอกคิดว่า เธอกำลังไว้ทุกข์ให้กับคู่หมั้นผู้ที่เสียชีวิตในการรบที่วอเตอร์ลู หากแต่ความจริงแล้ว อเลเธียพอใจกับชีวิตเรียบง่ายเช่นนี้ เพราะหลังจากประสบการณ์อันเลวร้ายกับคู่หมั้นผู้ชั่วช้า อเลเธียก็ไม่คิดที่จะแต่งงานอีกแล้ว ดังนั้นเธอจึงใช้ความเข้าใจผิดของทุกคน ที่คิดว่า เธอรักคู่หมั้นคนนี้มากจนไม่อาจมองชายอื่นได้อีกเป็นข้ออ้างที่จะไม่แต่งงาน

แต่การได้เจอกับกาเบรียลอีกครั้ง

เธอคือ เลดี้อเลเธีย หญิงสาวผู้ซึ่งพักในบ้านที่ติดกับบ้านใหม่ของกาเบรียล เด็กผู้หญิงคนที่กาเบรียลยังจำได้แม่นที่ยอมเลอะ และเดินลงมาเยี่ยมเขา ในยามที่เขาโดนพ่อเลี้ยงลงโทษให้อับอาย นั่นเป็นสิ่งที่ตราตรึงในความทรงจำของเขาเสมอ 

การได้มาพบกันอีกครั้งทำให้กาเบรียลต้องทบทวนสถานภาพความเป็นโสดของตัวเอง เขาเริ่มตามจีบอเลเธียอย่างจริงจัง แต่กระนั้นในใจเขาก็ยังไม่มั่นใจ ด้วยคิดว่า เธอยังคงรักมั่นในคู่หมั้นผู้ตายไป

หนังสือเรื่องนี้นอกจากจะมีข้อเสียที่ไม่น่าสนใจแล้ว ก็ยังมีคาแร็คเตอร์ที่ไม่น่ารักอีกต่างหาก แม็กซ์รู้สึกไม่ชอบอเลเธีย เข้าใจนะคะที่เธอหมกมุ่นอยู่กับสิ่งที่เกิดขึ้นในอดีต แม็กซ์เข้าใจว่า คุณคงไม่มีวันลืมเลือนถึงสิ่งที่เกิดขึ้น แต่มันก็น่ารำคาญน่ะค่ะ ที่สำคัญบุคลิคของอเลเธียน่าเบื่อหน่ายมาก 

กระทั่งกาเบรียลเองก็หมดสิ้นเสน่ห์ที่เขาเคยมีในเล่มก่อนหน้า  ไม่รู้ว่าเป็นเพราะแม็กซ์ตั้งคำถามกับการที่เขามาหลงเสน่ห์ผู้หญิงที่ไม่น่าสนใจเอาเลยอย่างอเลเธียรึเปล่านะคะ แต่การจับคู่กันของทั้งสองคนทำลายหนังสือเล่มนี้

ตอนกลางถึงท้ายเรื่องคนแต่งพยายามยกประเด็นความรักเราแต่เก่าก่อนของทั้งคู่ขึ้นมา ซึ่งยิ่งทำให้เราตั้งข้อสงสัยในหนังสือเล่มนี้มากขึ้นไปอีก เพราะมันไม่มีอะไรบ่งบอกถึงความผูกพันที่มี หรือถ้ามีก็ยิ่งแย่ไปใหญ่เลย เพราะตอนต้นเรื่อง เขียนราวกับว่า กาเบรียลกลับมายังบ้านเกิด เพียงเพราะเขาชนะพนันได้บ้านมา ไม่เคยเลยสักครั้งที่เขาจะคิดถึงอเลเธีย (ทั้งที่ก็รู้อยู่ว่า เธออาศัยอยู่ในแถบนั้น) มันต้องกลางเรื่องนั้นแล้วล่ะ ถึงค่อยทำเป็นว่า แอบรักอเลเธียมานาน แต่ไม่กล้าเผยความในใจเพราะเธอมีคู่หมั้น มันทำให้พล็อตไม่ต่อเนื่องกันน่ะค่ะ ถ้าจะใช้พล็อตนี้ก็น่าจะเขียนบอกใบ้มาตั้งแต่ต้นค่ะ

คะแนนที่ 43

 

จู่ ๆ ก็เกิดอาการนอนไม่หลับขึ้นมาค่ะ หลังจากพยายามข่มตาให้หลับอยู่เป็นชั่วโมง ก็ดูท่าว่า คงจะไม่หลับง่าย ๆ เป็นแน่ แม็กซ์ก็เลยตัดสินใจเปิดไฟ และหยิบหนังสือมาอ่าน มันเป็นการอ่านเพราะความจำเป็น (เนื่องจากนอนไม่หลับ) ไม่ใช่เป็นเพราะเรื่องมันสนุกมากจนต้องทนอ่านแม้จะง่วง ดังนั้นผลลัพธ์จึงไม่ต้องคิดมากนะคะ

ข้อดีก็คือ ทำให้แม็กซ์ทำเวลาในการอ่านหนังสือในภาพรวมได้ดีมาก ๆ เลยล่ะ เพราะแค่คืนเดียวอ่านจบไปสี่เรื่อง

 

 

Submissive ของแอนย่า โฮเวิร์ด

เล่มนี้อ่านก่อนที่จะเข้านอนค่ะ เลยไม่รู้ว่าเป็นเอาเจ้าหนังสือห่วย ๆ เรื่องนี้รึเปล่าที่เป็นต้นเหตุของการนอนไม่หลับ เพราะมันไม่ได้แค่ห่วยธรรมดา มันโคตรห่วย และถือว่าเป็นความสยองขวัญที่แม็กซ์ต้องเผชิญ (เราน่าสงสารมาก) 

อันที่จริงเราก็ผิดนะคะที่ซื้อเล่มนี้มา ทั้งที่อ่านปกหลังดูเรื่องย่อแล้ว ก็เหมือนจะห่วย แต่ทำไงได้คะ ก็เราสั่งมาจากร้านหนังสือแล้ว (ตอนที่สั่งไม่ได้ดูเรื่องย่ออะไรเลย ดูแค่ว่า ชื่อคนแต่งน่าสนใจดี) ก็เลยต้องซื้อ ตานี้ซื้อมาแล้ว ก็เลยต้องอ่านค่ะ 

หนังสือแนวอีโรติคโรแมนซ์ที่สร้างชื่อเสียงเน่า ๆ ให้กับหนังสือแนวเดียวกันเล่มอื่น เพราะมัน... ห่วย เรื่องราวของกิลเลี่ยนหญิงสาวที่ใฝ่ฝันอยากเป็นซับมิสซีพทางเพศ แต่ชายผู้ที่เธอสนใจก็ไม่เคยมอบมันให้กับเธอ ดังนั้นเมื่อกิลเลี่ยนได้ข้อเสนอให้ย้ายไปอีกมิตินึงเพื่อเติมเต็มความต้องการเช่นนั้น เธอจึงไม่ลังเลที่จะละทิ้งทุกอย่างบนโลกมนุษย์และย้ายไป 

โปรดอย่าคิดมากเรื่องพล็อต มันไร้สาระ เซ็กส์ก็ห่วยแตก มันไม่ใช่อีโรติคโรแมนซ์ในประการทั้งปวง มันเป็นแค่ข้ออ้างเพื่อหลอกให้แฟนโรแมนซ์ซื้อหนังสือเล่มนี้อ่าน (ซึ่งเราก็โง่พอที่จะซื้อมา) เรื่องราวที่เต็มไปด้วยเซ็กส์ที่ไร้ความรู้สึก นางเอกที่ปัญญาอ่อนจนน่ากระทืบ พระเอกที่ทุเรศจนไม่อยากเห็นหน้า

เสียเวลาในชีวิตมาก ๆ และที่เหนืออื่นใด ความเลวร้ายของมันตราตึงอยู่ในความทรงจำของเรา (ซึ่งอาจเป็นสาเหตุที่ำทำให้นอนไม่หลับ)

คะแนนที่ 17 (แม็กซ์ไม่แน่ใจว่า มันเยอะเกินไปไหมนะคะ)

 

The Sheik and the pregnant bride ของซูซาน มัลโลรี่

 

หนังสือเล่มที่เยอะ ๆ แล้วในชุด Desert Rogues หนังสือชุดที่ได้รับความนิยมอย่างมาก ๆ ของซูซาน มัลโลรี่ นิยมมากขนาดเธอขยายชุดไปแล้วหลายต่อหลายครั้ง แฟนหนังสือก็ยังเรียกร้องให้เขียนอีก และเขียนอีก 

อันที่จริงเรื่องนี้ไม่ได้เลวร้ายอะไรนะคะ มันขึ้นต้นได้สนุกเสียด้วยซ้ำ แต่แล้วพล็อตที่เราไม่ชอบมาก ๆ ก็เกิดขึ้น และมันทำลายหนังสือเล่มนี้สำหรับเราไปเลยค่ะ

แม็กกี้เป็นช่างซ่อมรถยนต์โบราณที่มีความสามารถ เธอเดินทางมายังประเทศในแถบตะวันออกกลาง (แต่ไม่ได้เป็นมุสลิม -- น่าเชื่อมากเลยนะ) เพื่อทำการซ่อมและสร้างรถยนต์ให้กับเจ้าชายกาเดีย (ออกเสียไม่ถูกนะคะ แต่ก็ไม่มีความพยายามมากพอที่จะหาวิธีการออกเสียงที่ถูกต้อง เราไม่ได้แคร์เล่มนี้มากพอค่ะ) แม้ในตอนแรกพบกาเดียไม่ไว้ใจเมื่อพบว่าเธอเป็นผู้หญิง แต่หลังจากได้เห็นฝีมือ เขาก็เริ่มยอมรับเธอมากขึ้น ทั้งสองสนิทกันมากขนาดที่เมื่อกาเดียถูกกษัตริย์ผู้เป็นบิดาเร่งรัดเรื่องแต่งงาน เขาจึงมาหาแม็กกี้เพื่อขอให้เธอช่วยเป็นแฟนกำมะลอของเขา แต่เรื่องก็ยุ่งยากขึ้นไปอีกเมื่อแม็กกี้พบว่าตัวเองท้อง แต่เด็กคนนั้นไม่ใช่ลูกของกาเดีย

แม็กซ์ชอบความสัมพันธ์ของพระนางนะคะ มันมีการพัฒนา มีความเปลี่ยนแปลง คนอ่านได้เห็นทัศนคติที่มีต่อผู้หญิงที่ค่อย ๆ เปลี่ยนไปของพระเอก เรื่องมันดูมีแววจะสนุกขึ้นเรื่อย ๆ จนกระทั่งแม็กกี้ท้องจากความสัมพันธ์ที่เธอมีกับคู่รักเก่าก่อนที่จะเดินทางมายังประเทศแห่งนี้ 

มันจี้จุดที่เราไม่ชอบค่ะ เราไม่ชอบที่นางเอกมีความสัมพันธ์กับชายคนนึง แล้วผละไปหาชายอีกคนนึงเกือบจะในทันที (ลูกยังอยู่ในท้องเลย) มันทำให้เราไม่มีความเคารพให้กับนางเอก โปรดอย่าเข้าใจผิดว่า แม็กซ์ต้องการแต่นางเอกที่บริสุทธิ์ผุดผ่องนะคะ เราไม่สนใจว่านางเอกจะแต่งงานมาก่อน หรือมีแฟนมาก่อน เพียงแต่ความรักครั้งที่สองกับพระเอก มันควรจะทิ้งช่วงเวลาบ้าง โดยเฉพาะในเมื่อคุณยังมีลูกของคนอื่นอยู่ในท้องแบบนี้ 

แม็กซ์รับไม่ได้ และมันทำให้เรื่องนี้ดิ่งลงเหวไปเลยสำหรับเราค่ะ 

คะแนนที่ 40

 

 

The Vampire's Quest ของวีวี แอนนา

หนังสือเล่มที่สี่ในชุด the Valorian Chronicles เรื่องราวที่เล่าถึงหน่วยพิสูจน์หลักฐานในเมืองที่ผู้อยู่อาศัยไม่ใช่มนุษย์ธรรมดา ดังนั้นคดีแต่ละคดีก็จึงเหนือธรรมชาติไปด้วย

เล่มนี้คนแต่งพาเราเปลี่ยนบรรยากาศออกจากเมืองเนโครโปลิสซึ่งเป็นฉากหลังของหนังสือสามเล่มแรก ไปยังเมืองที่อยู่ในฝรั่งเศส  นั่นก็เพราะว่าคาลเลน ฟอลคอนพระเอกของเราซึ่งแม้จะเป็นแวมไพร์ แต่เขาก็กำลังป่วยหนักจากโรคที่รักษาไม่หาย โรคที่ทำให้แวมไพร์ที่ควรจะเป็นอมตะบ้าคลั่ง และตายในที่สุด

คาลเลนรู้มาว่า หมอมือดีที่พอจะช่วยทุเลาอาการป่วยของเขาอาศัยอยู่ในฝรั่งเศส ดังนั้นเขาจึงออกเดินทางไปยังที่นั่น แต่ยังไม่ทันที่ได้พบแพทย์ ก็เกิดเหตุวางระเบิดขึ้นเสียก่อน ส่งผลให้หมอเทวดาคนนั้นเสียชีวิต และดึงตัวคาลเลนกลับไปที่แล็บพิสูจน์หลักฐานจนได้  คาลเลนถูกชวนให้เข้าไปช่วยเจ้าหน้าที่ในเมืองสืบหาความจริง และนั่นทำให้เขาได้มีโอกาสใกล้ชิดกับโซฟี เจ้าหน้าที่ในแล็บอีกคน 

ตั้งแต่แว่บแรกคาลเลนรู้ว่า โซฟีคือผู้หญิงของเขา แต่ก็ไม่กล้าที่จะเปิดเผยความในใจ เพราะเขารู้ถึงโอกาสอันน้อยนิดในการมีชีวิตรอดของตัวเอง ในขณะเดียวกันโซฟีคือทายาทแห่งเผ่าหมาป่า และนั่นทำให้เธอถูกบีบโดยแรงกดดันของผู้เป็นบิดาให้ต้องแต่งงานกับมนุษย์หมาป่าด้วยกัน 

ในบรรดาสี่เล่มที่อ่าน เล่มนี้ถึงว่าโอเคที่สุดแล้วนะคะ แต่ถ้าสังเกตจากคะแนนมันก็คงไม่ได้บอกอะไรมากหรอกนะคะ เพราะมันอาจเป็นความรู้สึกของแม็กซ์ที่อ่านแต่เรื่องห่วย ๆ ติดกันมาหลายเล่ม เล่มนี้ซึ่งดีขึ้นมาหน่อยเลยกลายเป็นเหมือนสุดยอดหนังสือเลยก็ได้

เราค่อนข้างชอบคาแร็คเตอร์ค่ะ ตัวตนของทั้งคาลเลนและโซฟีดูน่าสนใจ ปฏิสัมพันธ์ที่พวกเขามีต่อกันและกันก็สมจริง ความรักที่ดูจะเป็นไปไม่ได้ เป็นประเด็นที่อ่านแล้วซึ้งดี ไม่ถึงกับน้ำตาตกนะคะ แต่ก็เขียนได้ดี สิ่งที่เราไม่ชอบมาก ๆ เลยก็คือ บทสรุปเรื่องการรักษาคาลเลน และเหตุผลที่มันเกิดขึ้น มันดูรวบรัด และไม่น่าเชื่อเอาซะเลย

คะแนนที่  57

 

 Sinjin ของจูเลีย เทมเพิลตัน

หนังสือเล่มแรกในชุด The Rakehells of Rochester เรื่องราวของสามพี่น้องตระกูลเรย์เบิร์นจอมเสเพล ขนาดที่มารดาของพวกเขายื่นคำขาดให้ทั้งหมดแต่งงานภายในปีเดียวกัน นี่เป็นเรื่องราวของพี่ชายคนโต ซินจัน

ปัญหาของซินจันไม่ได้อยู่ที่เขาไม่ต้องการแต่งงาน หากแต่หญิงสาวที่เขาอยากแต่งงานด้วย กลับเป็นคนที่มีเจ้าของแล้ว เคทลินเป็นหญิงสาวผู้เพียบพร้อม และหมั้นหมายกับชายที่ไร้อารมณ์ เธอและน้องสาวมางานเลี้ยงที่บ้านในชนบทของตระกูลเรย์เบิร์นเพราะต้องการหลบหนีความจริงที่ไม่ต้องการ เธอจำเป็นต้องแต่งงานกับกับชายที่สูงวัยกว่า เพราะเขาช่วยแม่ของเธอในการจ่ายชำระหนี้สินที่ก่อขึ้น ดังนั้นเมื่อเคทลินได้พบกับซินจัน เธอก็หลงเสน่ห์ของเขาเกือบจะในทันที 

และแม้รู้ว่า คงเป็นไปไม่ได้ เคทลินก็ไม่อาจห้ามใจไม่ให้เคลิ้มไปกับการล่อลวงของซินจันได้ ทั้งคู่มีความสัมพันธ์กันอย่างลึกซึ้งเกือบจะในทันที แต่แล้วคู่หมั้นของเคทลินก็ปรากฏตัวขึ้นที่งาน เพื่อตามหาเธอ

หนังสือเรื่องนี้เป็นแนวอีโรติคโรแมนซ์ แต่นั่นไม่ใช่ข้ออ้างที่จะเขียนตัวละครที่ไร้เกียรติอย่างเคทลิน แม็กซ์ไม่ชอบเธอเอาอย่างแรงค่ะ แน่ละเธอมีชีวิตที่ไม่ได้ดั่งใจ ถูกจับหมั้นหมายกับชายที่ไม่ได้รัก แต่เธอรักกับซินจันนั้นเหรอ แม็กซ์ไม่เชื่อนะคะ เพราะทั้งสองเพิ่งจะเจอหน้ากัน เขาก็เข้าหาเธอแล้ว และเธอก็ตอบรับเป็นอย่างดี

แม็กซ์เห็นใจคู่หมั้นของนางเอกด้วยซ้ำ เขาไม่ได้ทำผิดอะไรร้ายแรงเลย เขาอาจจะใช้เงินซื้อตัวเธอมา แต่มันเป็นความผิดนั้นเหรอ ในเมื่อมันแทบจะเป็นเรื่องปกติของยุคนั้น และถ้าเป็นนิยายเล่มอื่น เขาอาจจะเป็นพระเอกด้วยซ้ำ เขาต้องทนกับคู่หมั้นใจง่าย เราไม่ได้ว่าอะไรนะคะที่เธอจะถอนหมั้น มันเป็นสิ่งที่ทำได้ง่ายมาก นั่นเพราะซินจันร่ำรวย ยังไงก็ต้องช่วยเหลือจุนเจือครอบครัวของเคทลินอยู่แล้ว แต่เราไม่ชอบที่เธอยอมมีความสัมพันธ์กับเขา โดยที่ไม่คิดสักนิดเรื่องที่จะถอนหมั้น ไม่แคร์สักนิดว่าคู่ีหมั้นของตัวเองจะรู้สึกอย่างไรที่เธอทำตัวต่ำเช่นนั้น

ในแง่ของพระเอก ไม่ใช่ว่าเขาเป็นคนดีอะไรนะคะ พฤติกรรมก็เน่าพอกับนางเอกนั่นแหละ แต่เขาคือผู้ชาย และแม็กซ์ไม่ได้คาดหวังให้ผู้ชายมีสติอะไรมากนัก โดยเฉพาะตัวละครอย่างเขาที่ไม่แคร์ศีลธรรม หรือความถูกต้องดีงาม แต่คิดอีกที สองคนนี้ก็เหมาะสมกันดีค่ะ ผู้ชายห่วย ผู้หญิงทุเรศ 

คะแนนที่ 33

 

To Seduce a Bride // Nicole Jordan

posted on 29 Sep 2009 15:16 by maxtreme  in F-Club, Historical

เดือนนี้เป็นเรื่องที่แม็กซ์แจกเกรดเอให้กับหนังสือมากที่สุดเป็นประวัติการณ์ค่ะ (แต่สามเล่มในนั้นก็คือเรื่องในชุดอินเดธซึ่งถือว่าเป็นของตายสำหรับเกรดเออยู่แล้ว) แม็กซ์เชื่อว่าหลายคนคงกำลังคิดถึงรีวิวที่สับแหลกแล้วแจกของชำร่วยของแม็กซ์กันบ้างแล้วนะคะ

ไม่ได้มาตามเสียงเรียกร้องหรอกค่ะ แต่พอดีได้อ่านหนังสือเล่มนี้แล้วก็อยากร้องกรี๊ดดัง ๆ ไม่ใช่เพราะความสนุก แต่เป็นความสงัดด้วยความเบื่อหน่าย และเอือมระอากับพฤติกรรมของเหล่าตัวละครเหลือเกิน ซึ่งความจริงก็ไม่ได้ถึงกับแปลกใจอะไรหรอกนะ เพราะหนังสือสองเล่มแรกในชุดก็ไม่ใช่ว่าสนุกสนานน่าประทับใจอะไร แต่แม้จะทำใจว่า มันคงไม่สนุกมาแล้ว เมื่อเจอกับความไม่สนุกจริง ๆ ก็ยังอดไม่ได้ที่ต้องวิจารณ์

 

 

To Seduce a Bride ของนิโคล จอร์แดน

หนังสือเล่มนี้เป็นเล่มที่สามในชุด The Courtship Wars ซึ่งน่าเหลือเชื่อว่า เป็นหนังสือชุดที่ทำให้นิโคล จอร์แดนกลายเป็นนักเขียนระดับติดอันดับของหนังสือพิมพ์นิวยอร์คไทม์จนได้ (และนี่คือข้อพิสูจน์ว่า หนังสือขายดีของฝรั่งไม่จำเป็นจะต้องเป็นหนังสือที่สนุกหรอกนะคะ) 

หนังสือชุดนี้เล่าเรื่องของพี่น้องสามสาวตระกูลลอว์ริ่งที่เป็นกำพร้าและตกไปอยู่ในความดูแลของมาร์คัส เอิร์ลแห่งเดนเวอร์ส ซึ่งเป็นพระเอกในเล่มแรกของชุดเรื่อง To Pleasure a Lady ซึ่งหลังจากการแต่งงานของมาร์คัสและอราเบลล่า พี่สาวคนโต ก็ทำให้ลิลลี่ซึ่งตั้งใจเอาไว้แล้วว่า จะไม่แต่งงาน ตกเป็นเป้าของความพยายามจับคู่กับฮีท กริฟฟิน มาร์ควิสแห่งเคลย์บอร์น และนั่นเป็นแรงกระตุ้นให้ลิลลี่ตัดสินใจหนีไปหลบในบ้านของเพื่อนในลอนดอน

แต่บ้านที่ลิลลี่ไปพักอาศัยอยู่นั้น เป็นบ้านของอดีตนางบำเรอของเหล่าขุนนางสองคน ผู้ซึ่งได้เกษียณตัวเองและเปิดบ้านให้หญิงสาวผู้มีอาชีพไม่ค่อยจะดีนักพักอยู่ ลิลลี่มาถึงในยามที่พวกเธอเหล่านั้นกำลังต้องการความช่วยเหลือพอดี นั่นก็เพราะว่า อดีตนางบำเรอซึ่งเป็นเจ้าของบ้าน และเป็นผู้มีบุญคุณกับแฟนนี่เพื่อนของลิลลี่ (ซึ่งมีอาชีพเป็นนางบำเรอเช่นกัน) กำลังประสบปัญหาใหญ่หลวง พวกเธอได้เล่นพนันและกลายเป็นหนี้เจ้าของบ่อนเป็นเงินจำนวนมหาศาล ทั้งหมดพูดคุยกัน และสรุปวิธีการแก้ปัญหาด้วยการที่ จะสอนมารยาทและสิ่งอื่น ๆ ให้กับสาว ๆ ที่เช่าบ้านอยู่ เพื่อทำให้พวกเธอเหล่านั้นสามารถหาชายผู้ร่ำรวยเกาะกินได้

ฮีทซึ่งออกตามหาลิลลี่จนมาพบเธอในลอนดอน ไม่เห็นด้วยกับสิ่งที่ลิลลี่ทำอยู่นัก  แต่เขาก็ไม่มีทางเลือกนอกจากจะช่วยให้ภารกิจของเธอสำเร็จ ในขณะเดียวกันก็พยายามที่จะเอาชนะใจ เพื่อให้เธอยอมรับว่า การแต่งงานกับเขาไม่ใช่เรื่องที่เลวร้ายอะไร

เรื่องเป็นไปตามธีมของสองเล่มแรกนะคะที่ไม่มีอะไรน่าสนใจ ไม่มีเหตุการณ์อะไรที่เป็นจุดเปลี่ยน หรือหักเหที่ทำให้เรื่องมีเสน่ห์เพิ่มขึ้น ก็เป็นแค่เรื่องของนางเอกที่ไม่อยากแต่งงาน ด้วยเหตุผลที่เธอมีความหลังฝังใจกับความล้มเหลวในชีวิตคู่ของผู้เป็นบิดามารดา ทำให้เธอกลัวไม่กล้าเสี่ยง กับพระเอกที่ด้วยเหตุผลบางอย่างมองเห็นว่า ผู้หญิงคนนี้น่าสนใจ (เพราะบอกเลยนะคะว่า อ่านไม่จนจบเล่ม แม็กซ์ก็ยังไม่เห็นว่าลิลลี่มีอะไรทำที่ให้ฮีทตกหลุมรักเธอได้)

ปัญหาใหญ่ของแม็กซ์ไม่ได้อยู่ที่ตัวละครหลักหรอกนะคะ (อย่างน้อยก็ไม่ได้โฟกัสที่พวกเขามากนัก) แต่เป็นทัศนคติของตัวละครรอง ที่บอกเลยนะคะว่า เป็นตัวละครที่เลวที่สุดที่แม็กซ์อ่าน และที่น่าอึดอัดก็คือ คนแต่งไม่มองพวกเธอเป็นตัวร้าย ความจริงนิโคลแต่งให้ตัวละครเหล่านี้เป็นตัวประกอบที่เป็นพวกนางเอกเสียอีก

อดีตนางบำเรอสองคนที่ปัจจุบันได้เกษียณตัวเองออกจากอาชีพแล้ว อยู่ ๆ ก็หาเรื่องไปเล่นพนันจนเป็นหนี้มหาศาล แต่ตลอดทั้งเรื่อง แม็กซ์ไม่เจอความละอายแก่ใจของยัยแก่สองตัวนี้สักครั้ง พวกเธอเรียกร้องให้แฟนนี่ เพื่อนนางเอกซึ่งเคยเป็นลูกศิษย์ (ที่เจ้าหล่อนสอนวิชาการเป็นนางบำเรอให้) ไปเขียนหนังสือแฉบรรดาลูกค้า เพื่อให้หาเงินมาจ่ายหนี้ของพวกเธอ เมื่อแฟนนี่ปฏิเสธ พวกเธอก็ประชดประชันด้วยการบอกว่า แฟนนี่มีจรรยาบรรณมากเกินไป

ขอโทษนะคะ 

มันเป็นหนี้ที่พวกคุณเธอก่อขึ้นไม่ใช่เหรอ ทำไมต้องกลายมาเป็นภาระของแฟนนี่หรือนางเอกด้วย แล้วสุดท้ายแผนการที่ออกมาในรูปของการเทรนเด็กสาวที่เช่าบ้านพวกเธออยู่ให้กลายเป็นนางบำเรอราคาแพง เพื่อที่จะเอาเงินส่วนแบ่งมาช่วยจ่ายหนี้ (โดยที่มีลิลลี่ ทำหน้าที่เป็นครูสอนมารยาท) มันทำให้พวกเธอต่างอะไรจากแม่เล้า ที่ขายผู้หญิงหากิน 

แม็กซ์ไม่ได้มีศีลธรรมสูงส่งขนาดอ่านเรื่องเกี่ยวกับโสเภณีไม่ได้หรอกนะคะ แต่อย่างน้อยก็โปรดทำให้มันเป็นอย่างที่มันเป็น ไม่ใช่เสแสร้งทำเป็นอยากจะช่วยเด็กสาว (ซึ่งเรื่องพยายามบอกว่า ทำงานเป็นผู้หญิงหากินอยู่แล้ว) ให้หาแขกที่มีระดับได้มากขึ้น เพื่อที่จะสร้างความมั่นคงให้พวกเธอ 

ถ้าใจบุญขนาดนั้น ทำไมไม่ช่วยให้เธอมีชีวิตใหม่ที่ดีกว่านี้ล่ะ ไม่ใช่ทุกคนที่มาเป็นโสเภณีเพราะอยากเป็นหรอกนะ 

ในเรื่องมีฉากที่ลิลลี่สำนึกผิด เพราะมีเด็กสาวมาบอกกับเธอว่าไม่ได้ต้องการเป็นเมียเก็บของใคร นั่นทำให้แม็กซ์พอจะให้อภัยนางเอกได้ แต่กับอีแก่สองตัวนี่ เกลียดมันมาก

แล้วยังผู้ร้ายในเรื่องอีกล่ะ แม็กซ์ไม่เห็นควาามเลวของเขาเลยสักนิดเดียว เขาเป็นเจ้าของบ่อนที่สองอีแก่เข้าไปก่อหนี้ การที่เขาอยากได้เงินคืน มันผิดตรงไหน (วะ) แม้ว่าเรื่องพยายามผูกให้ชายคนนี้มีความหลังกับแฟนนี่ และพยายามเอาหนี้มาขู่ให้แฟนนี่กลับไปเป็นของเขาอีกครั้ง แม็กซ์ก็ไม่ได้รู้สึกว่า เขาเลวอะไรนะ ก็นังแก่แรดสองตัวนี่เปิดช่องให้ อีกอย่างแฟนนี่ (รวมทั้งนางเอก) ก็น่าจะตาสว่างกับพฤติกรรมห่วย ๆ ชั่ว ๆ ของอีสองตัวนี่ได้แล้ว 

สิ่งที่ขัดใจเรา นอกจากพฤติกรรมของสองแก่ที่ทุเรศแล้ว ก็คือ คนแต่งพยายามให้คนอ่านมองสองอีแก่ว่าเป็นเสมือนญาติผู้ใหญ่ของนางเอก คอยให้คำแนะนำ เราทนไม่ได้ค่ะที่นิโคลบิดเบือนความจริงขนาดนี้ และทำให้เราไม่ศรัทธาในสติปัญญาของนางเอกที่อ่านไม่ออกถึงความ... (คิดคำด่าไม่ออกแล้ว) ของนังแก่แรดสองตัวนี้

อย่างที่บอกนะคะ พระเอกนางเอกไม่มีอะไรมากนัก นางเอกมีความน่ารำคาญตรงที่เล่นตัวอย่างไม่มีเหตุผล เธอไม่อยากแต่งงานเพราะดูตัวอย่างชีวิตคู่ที่ล้มเหลวของพ่อแม่ แล้วก็มีประเด็นที่พ่อคอยซ้อมแม่ แต่นั่นมันไม่น่าเชื่อว่าจะส่งผลขนาดทำให้เจ้าหล่อนหัวดื้อจนไม่อยากเปิดใจให้พระเอก ทั้งที่ก็เห็นชัดว่า ฮีทไม่มีอะไรเหมือนกับพ่อของเธอ 

ส่วนพระเอกไม่เสียหายอะไรนะคะ นอกจากแม็กซ์อ่านจนจบเรื่องแล้ว ก็ยังคิดไม่ตกว่า ลิลลี่มีอะไรที่ทำให้ผู้ชายตกหลุมรักได้บ้าง เพราะเธอไม่มีอะไรเลยนอกจากหน้าตา (ที่คนแต่งบรรยายว่าสวยมาก) แต่ผู้ชายส่วนใหญ่ก็เลือกผู้หญิงก็แค่ตรงนี้นี่คะ เราจึงโทษอะไรฮีทมากไม่ได้

คะแนนที่ 43