Historical

Midnight Pleasures with a Scoundrel // Lorraine Heath

posted on 12 Dec 2009 19:35 by maxtreme  in C-Club, Historical

หลายคนสงสัยนะคะว่า แม็กซ์พูดหลายครั้งช่วงนี้อ่านหนังสือสนุกมาก ๆ หลายเล่ม แต่ทำไมรีวิวที่ออกมาส่วนใหญ่ถึงไม่ได้คะแนนสูงเลยล่ะ

นั่นก็เพราะว่าแม็กซ์ยังไม่ได้เขียนถึงหนังสือพวกนั้นน่ะสิ รีวิวของวันนี้ก็ยังไม่ใช่เรื่องเหล่านั้นอยู่ดีค่ะ ที่เป็นอย่างนี้ไม่ใช่เพราะเล่นตัวอะไรนะคะ แต่ติดปัญหาทางเทคนิคเล็กน้อย เอาไว้เคลียร์เสร็จแล้วจะเขียนให้อ่านกันนะคะ (แต่บอกว่าได้ว่าชอบมาก ๆ)

หนังสือเล่มนี้แม็กซ์หยิบขึ้นมาอ่านตอนเที่ยงคืนเมื่อวานพอดิบพอดีค่ะ ใช้เวลาประมาณชั่วโมงครึ่งก็อ่านจบ ซึ่งถือว่าเร็วพอสมควร แต่ก็ไม่ใช่ว่า มันสนุกมาก หรือเลวร้ายมากจนต้องรีบอ่านขนาดนั้นหรอกนะคะ แต่เป็นเพราะช่วงต้น ๆ ของเรื่องไม่ค่อยน่าสนใจ ทำให้เราอ่านผ่านไปได้อย่างรวดเร็ว แต่ช่วงครึ่งหลังน่าติดตามชนิดว่า วางไม่ลง เลยทำให้อ่านเร็ว

ที่สำคัญหนังสือเรื่องนี้มีสปอยล์ใหญ่โตและชัดเจนมาก สปอยล์ที่ไม่ใช่การบอกว่า พระเอกรักนางเอกม้ากมาก แล้วนางเอกตามตื้อพระเอกตลอดอะไรพวกนี้นะคะ แต่เป็นสปอยล์ที่มีผลต่อเรื่องอย่างมาก และสามารถเปลี่ยนความคิดของแม็กซ์จากที่รู้สึกว่า เขียนเรื่องได้ไม่น่าสนใจมากเป็น น่าสนใจสุด ๆ 

 

 

Midnight Pleasures with a Scoundrel ของลอเรนน์ ฮีท

หนังสือเล่มนี้เป็นเล่มที่สี่ของชุด The Scoundrels of St.James เรื่องราวของกลุ่มเพื่อนที่เคยเป็นเด็กข้างถนนและทำมาหากินด้วยความไม่สุจริต ก่อนที่จะฟันฝ่าความยากจน จนสามารถกลายมาเป็นบุคคลผู้ประสบความสำเร็จในด้านต่าง ๆ แต่ไม่จำเป็นต้องอ่านเล่มก่อนหน้าในชุดหรอกค่ะ เพราะแม็กซ์เองยังไม่ได้อ่านเล่มหนึ่งถึงสามในชุดนี้เลย ก็อ่านเล่มนี้รู้เรื่องเป็นอย่างดี 

เรื่องนี้เล่าเรื่องของเจมส์ เด็กหนุ่มที่ในวัยเพียงไม่ถึงสิบปี ผู้เป็นบิดาก็ถูกจับแขวนคอในข้อหาขโมย แล้วเขาก็เข้าไปอยู่ในแก๊งค์เดียวกับเพื่อน ๆ หลายปีผ่านไป เจมส์กลายเป็นนักสืบที่ทำงานให้กับสก๊อตแลนด์ ยาร์ด ทำหน้าที่แสวงหาความยุติธรรมที่พ่อของเขาเคยถูกปฏิเสธ

หนึ่งในคดีที่เขารับทำก็คือ การตามหาความจริงเกี่ยวกับเจตนาของมิสเอลีนอร์ วัตกินส์ที่มีต่อมาร์ควิสแห่งร็อคเบอรี่ เนื่องจากมาร์ควิสผู้สูงศักดิ์แจ้งความร้องเรียนต่อสก๊อตแลนด ยาร์ดว่า เธอติดตามเขาไปทุกที่ และมีประสงค์ที่จะเอาชีวิตเขา 

แต่เอลินอร์เป็นเพียงสาวบ้านนอกผู้ที่เพิ่งเดินทางเข้ากรุง เธอร่างเล็กบอบบาง มันแทบเป็นไปไม่ได้เลยว่า เธอจะสามารถทำอะไรมาร์ควิสผู้ทรงอำนาจได้ 

แต่เอลินอร์เดินทางมาลอนดอนเพื่อแก้แค้น ให้กับพี่สาวผู้จากไปของเธอ อลิสาเบ็ธเดินทางมาลอนดอนพร้อมความฝันในดวงตา ทุกอย่างถูกทำลายลงโดยการกระทำของร็อคเบอรี่ และหนทางเดียวที่เธอรู้ว่าจะเป็นการชดใช้อย่างสมน้ำสมเนื้อก็คือความตายของเขา  และเจมส์ ชายที่เธอเพิ่งพบก็คือ เครื่องมือในแผนการของเธอ

เจมส์แฝงกายเข้าไปตีสนิทกับเอลินอร์เพื่อหลอกติดตามเธอทุกฝีก้าว เพื่อค้นหาเจตนาที่แท้จริงของเธอ โดยไม่คาดคิดว่า ตัวเองจะตกหลุมรักเป็นครั้งแรก  หัวใจที่เขาเคยคิดว่าไม่มีความรู้สึก ถูกปลุกให้ตื่นขึ้นมา โดยหญิงสาวที่เขาแน่ใจว่า ไม่มีวันทำเรื่องร้ายแรงอะไรได้

เจมส์คิดถูก และผิดในเวลาเดียวกัน

และนี่คือจุดเปลี่ยนของเรื่องที่ทำให้เราอ่านหนังสือเล่มนี้จบภายในเวลาชั่วโมงครึ่ง

ครึ่งเรื่องแรกค่อนข้างน่าเบื่อค่ะ แม็กซ์ไม่รู้สึกว่าเรื่องราวมีอะไรน่าสนใจ ก็แค่ก็จีบกันระหว่างเจมส์ และเอลินอร์ เราไม่เห็นว่า เอลินอร์ทำอะไรเพื่อการแก้แค้น ซึ่งดูเหมือนจะสุมอยู่ในใจของเธอเลยด้วยซ้ำ แต่เมื่อมาถึงครึ่งหลังของเรื่อง แม็กซ์ก็รู้ตัวว่าโดนคนแต่งเล่นกลหลอกซะเรามึนไปเลย 

หลังจากที่คนแต่งเฉลยปริศนาในเรารู้แล้ว ข้อสงสัยและความน่าเบื่อที่เราเคยรู้สึกจึงกระจ่าง และทำให้เราเข้าใจว่าทำไมคนแต่งถึงได้วางพล็อตเช่นนี้ แถมในส่วนหลังของเรื่องก็เป็นส่วนที่ซึ้งมาก ๆ เพราะเจมส์ต้องเผชิญหน้ากับความเชื่อของตัวเอง หญิงที่เขารัก หรือความยุติธรรมที่เขามีหน้าที่ต้องปกป้อง

ความเป็นเพื่อนกันของกลุ่มเด็กที่เติบโตมาพร้อมกับเจมส์ทำให้เรื่องน่าอ่านเพิ่มขึ้น เพราะมันชี้ให้เห็นความผูกพันต่างสายเลือดของคนที่มีชะตากรรมร่วมกัน การที่คนเหล่านั้นซึ่งบัดนี้ประสบความสำเร็จในทางที่พวกเขาเลือก ล้วนยื่นมือมาช่วยเจมส์ในยามที่เขาต้องการ ทำเอาแม็กซ์ซึ้งไปเลยค่ะ 

ในขณะเดียวกันสายใยความเป็นพี่น้องระหว่างเอลินอร์และอลิสาเบ็ธก็ทำให้เราเข้าใจว่าทำไมเอลินอร์ถึงตัดสินใจทำในสิ่งที่เธอกระทำ ในสถานการณ์เดียวกัน แม็กซ์ก็คงจะทำเหมือนกัน และนั่นทำให้เราชื่นชอบมาก ๆ (สปอยล์) เพราะไม่ใช่ทุกครั้งหรอกนะคะ ที่นางเอกจะต้องออกอาการเป็นคนดี แล้วให้อภัยคนร้าย โดยเฉพาะคนร้ายทำกับอลิสาเบ็ธอย่างเจ็บปวดอย่างนั้น

อย่างไรก็ตามในแง่ของความลึกทางอารมณ์ เรื่องนี้ยังไปไม่ถึงในระดับที่ลอเรนน์เคยเขียนได้มาก่อน (แนะนำเรื่อง Never Marry a Cowboy) ซึ่งนั่นไม่ใช่ความเลวร้ายอะไร (เมื่อคิดว่าในอดีตลอเรนน์เป็นหนึ่งในนักเขียนที่ะรียกน้ำตาจากแม็กซ์ได้มากที่สุดคนนึง) แต่เราก็อดที่จะเอามาเปรียบเทียบกันไม่ได้น่ะค่ะ

คะแนนที่  63

The Untamed Bride // Stephanie Laurens

posted on 02 Dec 2009 11:16 by maxtreme  in C-Club, Historical

แม็กซ์อ่านเล่มนี้จบไปเกือบครบอาทิตย์แล้วล่ะค่ะ แต่ก็โดนแซงคิวเขียนรีวิวไปโดยหนังสือหลายเล่มที่เราคิดว่า มีความน่าสนใจมากกว่า แต่ในที่สุดก็ได้เวลาของเล่มนี้บ้างแล้วล่ะ

หลายคนน่าจะพอรู้นะคะว่า แม็กซ์ค่อนข้างชอบงานเขียนของสเตฟานี ลอว์เรนส์ เรียกว่าชอบมาก ๆ เลยก็ว่าได้ แต่ระยะหลังเธอก็เหมือนนักเขียนคนโปรดของแม็กซ์หลายคนที่ได้ผ่านจุดสูงสุดของตัวเองไปแล้ว ดังนั้นแม้แม็กซ์จะยังคงอ่านงานของเธออยู่  แต่เราก็ไม่คิดว่าจะเจอเรื่องไหนของเธอที่โดดเด่นและจับใจเราได้เหมือนอย่างเรื่อง Devil's Bride อีกต่อไป

จนกระทั่งแม็กซ์ได้อ่านเรื่อง The Edge of Desire เมื่อปีก่อน ที่ทำให้แม็กซ์กลับมามีความหวังกับงานเขียนของสเตฟานีอีกครั้ง เราชอบเรื่องนั้นมาก ๆ แต่ก็ไม่รู้ว่าเป็นเรื่องน่ายินดีหรือเปล่านะ เพราะเมื่อความคาดหวังมันกลับมา ก็ต้องควบคู่กับความผิดหวังอีกแล้ว

และหนังสือเล่มนี้ก็เป็นหนึ่งในความผิดหวังค่ะ

 

 

The Untamed Bride ของสเตฟานี ลอว์เรนส์

หนังสือเล่มนี้เป็นเล่มแรกในชุด Black Cobra Quarlet หนังสือชุดสี่เล่มที่เล่าเรื่องราวของนายทหารสี่คนที่ออกเดินทางจากอินเดียมายังอังกฤษ พร้อมเอกสารลับสำคัญที่จะเปิดโปงตัวตนที่แท้จริงของผู้อยู่เบื้องหลังองค์กรอาชญากรรมใหญ่ที่มีชื่อว่าแบล็คคอบร้า 

แต่นอกจากเล่มนี้จะเป็นเล่มแรกในหนังสือชุดใหม่ล่าสุดของสเตฟานีแล้ว มันก็ยังเป็นจุดต่อเชื่อมหนังสือสองชุดสำคัญของเธอเอาไว้ด้วยกัน นั่นก็คือชุดซินสเตอร์ และชุดบาสชั่น คลับ โดยตัวละครในเรื่องนี้ซึ่งเมื่อค้นพบความจริงแล้วว่า ใครคือแบล็คคอบร้า ก็ได้ปรึกษากับเพื่อนร่วมรบในสงครามที่วอเตอร์ลูเพื่อขอความช่วยเหลือ เพื่อนคนนั้นก็คือเดวิล ซินสเตอร์ (พระเอกจากเรื่อง Devil's Bride) และเดวิลก็แนะนำให้พวกเขาไปหารอยซ์ วาลิซี่ซึ่งเป็นอดีตหัวหน้าองค์การสายลับของอังกฤษ (ซึ่งเป็นพระเอกในเรื่อง Mastered by Love เรื่องในชุดบาสชั่น คลับ) 

แผนการจึงถูกวางขึ้น เนื่องจากตัวตนที่แท้จริงของแบล็คคอบร้านั้นมีอิทธิพลอย่างสูงต่อกษัตริย์ ทำให้นายทหารทั้งสี่ที่ค้นพบความจริงไม่อาจเปิดเผยเรื่องนี้ให้ใครในอินเดียทราบได้ ด้วยเกรงการแทรกแซง ดังนั้นรอยซ์จึงเสนอให้พวกเขาทั้งสี่ แยกย้ายถือเอกสารกันคนละชุด โดยมีเพียงแค่หนึ่งในพวกเขาที่มีเอกสารตัวจริง จากนั้นก็เดินทางออกจากอินเดียกลับไปยังอังกฤษ ด้วยเส้นทางที่แตกต่างกัน ซึ่งจะทำให้กลุ่มของแบล็คคอบร้าประสบปัญหาในการตามล่าพวกเขา เพราะต้องแบ่งกำลังคนออกเป็นสี่ชุด 

เดเร็ค เดลโบโรห์ หรือเดลเป็นหัวหน้ากลุ่มทหารทั้งสี่ที่ติดตามความจริงในเรื่องนี้ แต่เขาไม่ใช่คนที่ถือเอกสารตัวจริง กระนั้นเขาก็ยังกลายเป็นเป้าหมายของการตามล่าของพวกแบล็คคอบร้า ซึ่งมันเป็นสิ่งที่เขาคาดคิดเอาไว้ และออกจะยินดีด้วยซ้ำ แต่เมื่อเส้นทางของเขามาบรรจบกับเดไลห์ ดันแคนนอน ทุกอย่างก็เริ่มยุ่งเหยิง นั่นเพราะป้าของเขาซึ่งรู้จักกับบิดามารดาของเดไลห์ได้ฝากฝังให้เขาดูแล และนำทางเธอเดินทางกลับบ้าน หลังจากที่เดไลห์ไปอยู่ในเกาะแถบคาริเบี้ยนเป็นเวลาหลายปี 

แต่เดลไม่มีเวลาพอที่จะทำเช่นนั้น เขาตกเป็นเป้าหมายของการลอบสังหาร ทว่าเมื่อเดไลห์กลายเป็นพยานและเห็นหน้าคนที่ลอบทำร้ายเดล เขาก็ไม่มีทางเลือกนอกจากนำเธอเข้ามาสู่แผนการของเขาด้วยอีกคน 

ทั้งสองเดินทางไปลอนดอนเพื่อสร้างความสับสนให้กับกลุ่มคนร้าย หลอกล่อให้พวกนั้นสูญเสียกำลังคนมากที่สุด เพื่อที่เหล่าเพื่อนของเดลจะได้ไม่ประสบปัญหามากนักเมื่อมาถึงอังกฤษ สิ่งที่เดลไม่คาดคิดก็คือ ท่ามกลางความพยายามลอบสังหาร การเอาตัวคนผิดมาลงโทษ เขาจะตกหลุมรักกับเดไลห์ แต่เมื่อมันเกิด เขาก็ไม่สนใจว่า มันจะผิดที่หรือผิดเวลา เขารู้แค่ว่า จะไม่อาจปล่อยให้เธอหลุดมือไปได้

หนังสือเล่มนี้มีเอกลักษณ์ในงานเขียนของสเตฟานี ลอว์เรนส์อย่างครบถ้วนค่ะ พระเอกและนางเอกที่เป็นผู้ใหญ่ และมีเหตุผล ความรักที่เพียงมองตาก็รู้ใจ เดลเข้าใจเดไลห์ได้อย่างที่ไม่เคยมีชายคนใดรู้จักเธอมาก่อน เธอไม่จำเป็นต้องอธิบายตัวเองให้เขาฟังด้วยซ้ำ เพราะเดลรู้โดยที่ไม่ต้องบอก ดังนั้นในแง่ของตัวละคร แม็กซ์มองเห็นความเหมาะสมกันอย่างมากของพระเอกและนางเอก

ปัญหาของเราก็คือการดำเนินเรื่องค่ะ  เรารู้สึกว่าค่อนข้างอืดไปหน่อย ส่วนหนึ่งอาจเพราะว่า ดูเหมือนเดลและพรรคพวกถือไพ่เหนือกว่าคนร้ายตลอดเวลา เราไม่รู้สึกว่ามีช่วงเวลาแห่งการคาดเดา หรือต้องลุ้นมากนัก แม้ว่า (สปอยล์) คนร้ายจะส่งสายลับเข้ามาอยู่ในกลุ่มของเดลได้สำเร็จ แต่อ่านไปขอบอกว่า เราไม่เชื่อเลยว่า เดลจะพลาดได้มากขนาดนั้น สายลับที่จู่ ๆ ก็โผล่เข้าไปในขบวนเดินทางของเดลและเดไลห์ โดยที่สร้างความเข้าใจผิดให้แต่ละฝ่ายว่า เป็นคนของอีกฝ่ายนึง นั่นคือทางเดลก็คิดว่่า เขาเป็นคนรับใช้ของเดไลห์ ในขณะที่เธอก็คิดว่าเป็นคนของเดล มันไม่น่าเชื่อว่า เดลจะพลาดได้มากเพียงนี้ และกลับเป็นการทำให้พระเอกและพรรคพวกดูด้อยไปอย่างเห็นได้ชัด

แต่แม้จะมีประเด็นนั้น ความรู้สึกว่า ไม่มีเดิมพันอะไรเลยอยู่ในเรื่องก็ยังคงมีเต็มเปื่ยมค่ะ ว่าไปแล้วหนังสือเล่มนี้เหมือนหนังสือที่ระลึกวันคริสต์มาส ที่ให้คนอ่านอ่านไปเพลิน ๆ ได้พบกับตัวละครเก่า ๆ จากเล่มก่อนหน้า (ซึ่งเรื่องนี้โผล่มาครบเลยนะคะ โดยเฉพาะทางฝั่งซินสเตอร์มากันครบหกคน แถมยังมีชิ่งลิ่งเวิร์ธอีกต่างหาก) และติดตามชีวิตที่เป็นไปของพวกเขา ก่อนจะสอดแทรกด้วยสาระเพียงเล็กน้อยของคู่หลักในเล่ม (ซึ่งก็คือเดลและเดไลห์) เพียงแต่ประเด็นที่เล่นในเล่มนี้ค่อนข้างหนัก ทำให้ดูไม่สมดุลกันเท่าไหร

อาจเป็นเพราะเราคาดหวังอะไรที่มากกว่านี้จากสเตฟานี ลอว์เรนส์ก็ได้นะคะ เพราะคิดว่า หากเป็นนักเขียนคนอื่น เขียนได้เท่านี้เราก็คงบอกว่า ดีแล้วล่ะ แต่สำหรับเล่มนี้ คะแนนอยู่ที่ 60

To Desire a Devil // Elizabeth Hoyt

posted on 24 Nov 2009 09:22 by maxtreme  in B-Club, Historical

บอกตามตรงค่ะว่า ไม่ได้ตั้งใจจะหยิบเอาเล่มนี้มาอ่านเลย เพราะแค่นี้แม็กซ์ก็อ่านหนังสือในชุดกระโดดไปกระโดดมามากพออยู่แล้ว เพราะเท่าที่ผ่านมายังไม่ได้อ่านเล่มหนึ่งและเล่มสาม อ่านแค่เล่มสอง แถมเล่มนี้เป็นเล่มปิดท้ัายชุดซึ่งจะเฉลยคนร้ายที่ตามหากันมาตลอดสี่เล่มอีกต่างหาก แม็กซ์จึงคิดว่า เราน่าจะอ่านเล่มก่อนหน้าให้จบ ๆ ไปก่อน

แต่สุดท้ายก็เสียความตั้งใจค่ะ เพราะว่าเห็นพล็อตและคาแร็คเตอร์แล้วทนไม่ได้ต้องหยิบเอามาอ่าน

 

 

To Desire a Devil ของอลิซาเบ็ธ ฮอยท์

หนังสือเล่มนี้เป็นเล่มที่สี่ในชุด The Legend of Four Soldiers เรื่องราวของทหารกลุ่มนึงที่ผ่านสงครามในอเมริกายุคอาณานิคมที่ซึ่งกองพลของพวกเขาถูกลอบโจมตีจนพ่ายแพ้ และเกือบทั้งหมดถูกอินเดียนแดงจับเป็นเชลยศึก แต่ละคนล้วนมีบาดแผลในใจแตกต่างกันไป และสำหรับหนังสือเล่มนี้เป็นเรื่องราวของคนที่ถูกคาดคิดว่า ตายไปแล้วตั้งแต่ศึกครั้งนั้น

เพียงแต่เรย์นาร์ด เซ็นต์ออบินไม่ได้เสียชีวิต เขาถูกทหารคนที่เขาเคยคิดว่าเป็นเพื่อนทิ้งไว้ให้ตายในฐานะเชลยสงคราม ชีวิตตลอดเจ็ดปีนับจากนั้นเขาผู้ซึ่งมีฐานะเป็นไวส์เคาท์ไม่เคยคิดเลยว่าจะได้พบ มันเปลี่ยนแปลงเขาจากชายหนุ่มผู้ยิ้มแย้ม มีชีวิตชีวา กลายเป็นใครบางคนที่เขาเองก็ไม่แน่ใจ

แต่กระนั้นเรย์นาร์ดก็ไม่เคยละทิ้งความหวังว่าตัวเองจะต้องกลับคืนสู่ตัวตนที่แท้จริง และในที่สุดเมื่อมีโอกาสเขาก็กลับมายังอังกฤษ เพียงเพื่อจะพบว่า ทุกสิ่งทุกอย่างที่เป็นของเขาได้สูญสลายไปหมดแล้ว 

บิดาผู้เป็นท่านเอิร์ลแห่งแบรนชาร์ดเสียชีวิต น้องสาวแต่งงานแล้วย้ายไปอยู่อเมริกา กระทั่งทรัพย์สมบัติที่ควรจะตกทอดเป็นของเขาตามบรรดาศักดิ์ ก็ถูกครอบครองโดยคนอื่น เพราะเขาถูกเข้าใจว่าตายไปแล้ว เรย์นาร์ดต้องต่อสู้เพื่อให้ได้ทุกอย่างกลับคืนมา

แม้ว่านั่นจะหมายความว่าเขาต้องเป็นศัตรูกับเบียทริซ คอนนิ่งค์ เพียงเพราะลุงของเธอคือผู้ที่กำลังครอบครองบรรดาศักดิ์เอิร์ลแห่งแบรนชาร์ดซึ่งเป็นอุปสรรคสำคัญของเขาในการกลับคืนสู่ฐานะเดิม

กระนั้นสำหรับเบียทริซ ผู้ซึ่งย้ายเข้ามาในบ้านประจำตระกูลของเรย์นาร์ดในวัยสิบเก้าปี หลังจากที่ลุงของเธอโชคดีได้รับบรรดาศักดิ์ภายหลังจากบิดาของเรย์นาร์ดเสียชีวิตลง เธอหลงใหลในภาพเขียนรูปของเขา เธอรู้สึกราวกับรู้จักเด็กหนุ่มในภาพเขียนคนนั้น แต่มันไม่ได้เตรียมตัวเธอกับการได้พบกับตัวจริงของเรย์นาร์ดเลย เพราะเขาไม่ใช่เด็กชายคนเดิม ประสบการณ์เปลี่ยนแปลงเขาไปตลอดกาล ทว่ามันก็ไม่อาจห้ามความรู้สึกของเบียทริซได้

เธออยู่ตรงกลางระหว่างชายสองคน ลุงผู้มีบุญคุณที่เลี้ยงดูเธอมา กับเรย์นาร์ด คนที่เธอรู้ว่า คือทายาทตัวจริง และตามความถูกต้อง เขามีสิทธิที่จะแย่งทุกอย่างไปจากชีวิตของเธอ 

คงต้องบอกเลยนะคะว่า เพราะอลิซาเบ็ธเขียนหนังสือที่ดีมาก ๆ หลายเรื่อง จนทำให้เรารู้สึกว่า หนังสือเล่มนี้แม้จะเป็นหนังสือที่ดีมาก ๆ แล้วในตัวเอง ก็ยังอาจจะด้อยกว่าเรื่องอื่นหลายเล่มของเธอ แต่มันไม่ได้หมายความว่า เรื่องนี้ไม่สนุกนะคะ เพราะมันสนุกมาก เพียงแต่ในแง่ของอารมณ์เรื่อง แม็กซ์คาดหวังมากกว่านี้จากนักเขียนระดับสุดยอดอย่างอลิซาเบ็ธ 

หลายครั้งเรารู้สึกว่า ด้วยความกดดัน และเรื่องราวที่ตัวละครต้องเผชิญอยู่ อลิซาเบ็ธน่าจะสะท้อนอารมณ์ออกมาได้แรงกว่านี้ แต่นั่นก็เป็นข้อด้อยเดียวที่เราคิดออก เพราะส่วนอื่นของเรื่องดีมาก ๆ ค่ะ 

เราชอบความลึกในคาแร็คเตอร์ของเรย์นาร์ด ชอบที่เขาแตกร้าว แต่ไม่พังทลาย สำหรับคนที่เผชิญกับเหตุการณ์เลวร้ายที่เขาผ่านมาเป็นเวลาเจ็ดปี เรย์นาร์ดมีสิทธิทุกอย่างที่กลายเป็นพระเอกที่เอาแต่ใจตัวเอง และร้ายกาจกับนางเอกเพื่อชดเชยความสูญเสียของตัวเอง โดยเฉพาะเมื่อนางเอกเป็นส่วนหนึ่งของคนที่เข้ามาแทนที่เขา (เพราะลุงของเธอสืบทอดบรรดาศักดิ์ที่โดยชอบธรรมแล้วควรเป็นของเขา)  แต่เรย์นาร์ดไม่เคยสับสนระหว่างเบียทริซและลุงของเธอ เขามองเห็นเธออย่างที่ไม่เคยมีใครเห็น

และด้วยความสูญเสียที่เขาเผชิญหน้ามาตลอดหลายปี เมื่อเรย์นาร์ดตัดสินใจที่จะทำให้เบียทริซเป็นของเขา เขาก็ทำมันเลยโดยที่ไม่สนใจกรอบประเพณี ซึ่งนี่ก็เป็นอีกจุดที่เราคิดว่า เซ็กซี่มาก ๆ  และเป็นการสื่อตัวตนของเรย์นาร์ดได้อย่างชัดเจนที่สุด

เราเข้าใจความมุ่งมั่น จนเกือบจะกลายเป็นความบ้าคลั่งในความต้องการที่จะเรียกร้องสิทธิทุกอย่างที่เขาเสียไปให้กลับคืนมา เพราะเขาคิดว่า มันจะชดเชยทุกสิ่งที่เขาเสียไปได้ ก่อนที่ในท้ายที่สุดเรย์นาร์ดก็ได้เรียนรู้ว่า สิ่งที่สำคัญที่สุดไม่ใช่ของที่เสียไป หากแต่เป็นบางสิ่งที่เขาได้มามากกว่า 

สำหรับเบียทริซ เธอเป็นคู่ที่เหมาะสมสำหรับเรย์นาร์ด เธออาจไม่ใช่สาวน้อยไร้เดียงสา ตาใส ที่มองเห็นแต่ความดีของทุกคน เธอรู้จักโลกที่โหดร้าย แต่เธอปฏิเสธที่จะให้ความรู้นี้ทำลายความเชื่อมั่นในความดีของมนุษย์ของเธอ ดังนั้นการจับคู่กันของสองตัวละครนี้จึงค่อนข้างลงตัวค่ะ

ขอบอกว่า ตอนแรกที่เริ่มต้นเรื่อง แม็กซ์อ่านเล่มนี้แล้วรู้สึกนึกถึงหนังสืออีกเรื่องนึงของลอร่า คินเซล เรื่อง Flower from the storm มันไม่ใช่มีอะไรเหมือนกันชัดเจนหรอกนะคะ แต่เป็นความรู้สึกของพระเอกที่ใกล้เคียงกัน เพราะในขณะที่เรื่อง FFTS พระเอกซึ่งเส้นเลือดในสมองแตกทำให้ทุกคนเข้าใจว่าเป็นบ้า ได้สูญเสียยศฐาบรรดาศักดิ์ และทรัพย์สินทุกอย่าง ด้วยที่ทุกคนคิดว่าเขาบ้า ในขณะที่เรื่องนี้เรย์นาร์ดเองก็สูญเสียเช่นกัน และเมื่อตอนกลับมาใหม่ ๆ คนก็ลงความเห็นว่า เขาบ้าไปแล้ว (เนื่องจากพฤติกรรมที่เกิดจากการถูกกักขังขณะอยู่กับอินเดียนแดง) ไม่ได้เป็นความเหมือนในแง่ทั้งพล็อตหรือการดำเนินเรื่อง เพียงแต่ความรู้สึกอึดอัด และไม่อาจหาทางออกได้ของทั้งสองตัวละครทำให้แม็กซ์รู้สึกเช่นนั้น 

ในตอนท้ายเรื่องถือว่าเป็นอีกส่วนนึงที่เขียนได้ดีมาก ๆ เมื่อเรย์นาร์ดรับรู้แล้วว่า สิ่งใดสำคัญที่สุดสำหรับเขา และเหล่าตัวละครจากเล่มก่อนหน้ามารวมตัวกันเพื่อจัดการในสิ่งที่สำคัญที่สุด ซึ่งไม่ใช่การค้นหาตัวคนร้ายที่ทรยศพวกเขา หากแต่เป็นการร่วมมือกันทำในสิ่งที่ดียิ่งกว่า มันเป็นสัญลักษณ์ของการเริ่มต้นใหม่ ที่ไม่ใช่การหมกมุ่นกับความหลัง (หรือการแก้แค้น) 

ส่วนที่ชอบอีกอย่างก็คืออ่านเล่มนี้แล้วได้เห็นแจสเปอร์อีกครั้ง เขาเป็นพระเอกในเล่มสองของชุด เรื่อง To Seduce a Sinner ซึ่งเป็นหนังสืออีกเล่มนึงที่เราชอบมาก ๆ เล่มนี้มีบทเยอะพอสมควรเลย เพราะเขาเป็นเพื่อนสนิทตั้งแต่วัยเด็กกับเรย์นาร์ด 

สำหรับเล่มนี้คะแนนที่  80

To Romance a Charming Rogue // Nicole Jordan

posted on 07 Nov 2009 21:19 by maxtreme  in D-Club, Historical

หลังจากที่ผิดหวังกับงานเขียนของนิโคล จอร์แดนติดต่อกันมาหลายเล่ม แม็กซ์ก็เลิกที่จะตั้งความหวังอะไรกับงานของเธอแล้วล่ะค่ะ แต่ยอมรับว่าที่ยังซื้อและอ่านงานของเธออยู่ ก็เพราะคิดว่า เธอเป็นนักเขียนที่ (อาจจะเรียกว่าเคย) มีฝีมือพอตัว เขียนเรื่องในระดับที่อ่านได้ แม้ระยะหลังจะเลวร้ายไปหน่อย แต่ก็ยังฝันหวานว่า เล่มใหม่ของเธอจะสนุกได้ใจ

น่าเสียดายว่า มันไม่ใช่เล่มนี้ค่ะ

 

 

To Romance A Charming Rogue ของนิโคล จอร์แดน

หนังสือเล่มนี้เป็นเล่มที่สี่ในชุด The Courtship Wars ซึ่งแรกเริ่มไอเดียเป็นหนังสือชุดสามเล่มเรื่องราวของสามพี่น้องตระกูลลอว์ริ่งค์ที่ไม่อยากแต่งงาน แต่เนื่องจากความฮิตของหนังสือชุดนี้ ที่ทำให้นิโคลขึ้นไปติดอันดับหนังสือขายดีของหนังสือพิมพ์นิวยอร์คไทม์ ก็เลยทำให้ชุดนี้ถูกขยายออกเป็นอย่างน้อยหกเล่ม โดยเอาตัวละครรองในหนังสือทั้งสามเล่มมาเขียน

โดยเล่มนี้เป็นเรื่องราวของเลดี้ เอลินอร์ เพียร์ซ น้องสาวของพระเอกเล่มแรกในชุด (To Pleasure a Lady) ผู้ซึ่งแม้จะโดดเด่นในวงสังคมแต่เธอก็เลือกมากเหลือเกินกับชายที่จะมาเป็นคู่ครอง นั่นก็เพราะว่าเธอเคยถูกหักอกอย่างเลวร้ายที่สุดโดยคู่หมั้นคนแรกของเธอ

ดามอน สแตฟฟอร์ด ไวส์เค้าท์แว๊กซ์แฮม ผู้ซึ่งสูญเสียทุกคนที่เขารักไปทั้งหมด และนั่นเป็นเหตุผลใหญ่ที่ทำให้เขาตัดสินใจหักอกเอลินอร์ โดยเสแสร้งเล่นละครว่า เขายังคงมีความสัมพันธ์กับนางบำเรอของตัวเอง ทั้งที่กำลังหมั้นหมายอยู่กับเธอ ทำการฉีกหน้าเธอต่อหน้าสาธารณชน จนสุดท้ายเอลินอร์ต้องถอนหมั้น

สองปีผ่านไป เอลินอร์กำลังคบหาดูใจกับเจ้าชายจากอิตาลี และสำหรับเดมอน ชายคนนั้นไม่ดีพอสำหรับเอลล์ที่เขาห่วงใย ดังนั้นดามอนซึ่งใช้เวลาตลอดสองปีเดินทางไปทั่วยุโรปจึงกลับมาที่อังกฤษ และทำทุกวิถีทางเพื่อทำลายโอกาสที่เจ้าชายจะเข้ามาในชีวิตของเอลล์ได้

กระนั้นเขาก็ยังบอกตัวเองว่า ไม่อาจที่จะหลงรักเอลล์ได้ 

พูดตามตรงนะคะ เล่มนี้ถือว่าไม่เลวร้ายนัก เมื่อเทียบกับสามเล่มแรกในชุด แต่ถ้าพิจารณาความห่วยแตกของสามเล่มแรกที่แม็กซ์รู้สึกแล้ว มันก็ไม่ได้หมายความว่า เล่มนี้ดีเด่อะไรหรอกค่ะ มันแค่ดีกว่าที่คิดไว้เท่านั้นเอง

การดำเนินเรื่องถือว่าใช้ได้ค่ะ แค่น่าเบื่อในบางช่วงเท่านั้นเอง คาแร็คเตอร์ก็ไม่ได้ชั่วร้ายจนน่ากระทืบ  หรือทำตัวงี่เง่าจนน่ารำคาญ กระนั้นมันก็ยังไม่มีอะไรน่าสนใจ

แม็กซ์ไม่ชอบพฤติกรรมของดามอนเลยค่ะ เพราะการที่เขาเลิกกับเอลินอร์ก็เป็นเพราะเขากลัวความรัก และรู้ว่า หากปล่อยให้การหมั้นหมายดำเนินต่อไป เธอก็จะยิ่งเข้ามาอยู่ในใจเขา ดังนั้นเขาจึงจัดฉากและทำให้เธอเข้าใจผิด แต่ท้ายที่สุดแล้วเขาก็กลับมา หาทางชนะใจเธออีกครั้ง มันงี่เง่าน่ะ และทำให้แม็กซ์นึกถึงหนังสืออีกเรื่องนึง ที่มีความใกล้เคียง และเขียนได้ดีกว่าร้อยเท่า

หนังสือเล่มนั้นก็คือ The Rake (หรือ The Rake and The Reformer ของแมรี่ โจ พัธเนย์ และข่าวดีของคนที่ตามหาเรื่องนี้อยู่ก็คือ มันกำลังจะถูกนำมาพิมพ์ใหม่แล้ว) ซึ่งในหนังสือเล่มนั้น นางเอกก็เข้าใจคำพูดของคู่หมั้นผิดไป คู่หมั้นของเธอไม่กลับยอมรับกับเพื่อน ๆ ว่า หมั้นหมายกับนางเอกเพราะเขาตกหลุมรักเธอ ทำให้นางเอกเข้าใจผิด และหนีจากไป ประเด็นนี้ไม่ใช่เรื่องใหญ่ในเรื่องนั้นหรอกนะคะ แต่ท้ายทีสุดแล้ว  นางเอกก็ได้กับพระเอกซึ่งไม่ใช่อดีตคู่หมั้นของเธอ ทำให้่คู่หมั้นต้องจมอยู่กับความเสียใจที่ทิ้งเธอตั้งแต่ต้น

แม็กซ์อ่านเล่มนี้แล้วอยากให้เอลินอร์ลงเอยกับคนอื่นค่ะ เพราะพระเอกมันไม่เห็นค่าของนางเอก ทำร้ายจิตใจ แล้วคิดง่าย ๆ ว่าจะเดินกลับเข้ามาในชีวิตเธอ เราอยากให้เธอเจอผู้ชายคนใหม่ที่กล้าพอที่จะบอกว่ารักเธอ ไม่ใช่ดามอนที่ขี้ขลาดเกินกว่าจะพูด

ความรู้สึกเกี่ยวกับการกระทำในประเด็นนี้ของดามอนเป็นความรู้สึกของเราที่รุนแรงที่สุดแล้วล่ะค่ะ ที่เหลือก็เป็นความเบื่อหน่ายกับการอ่านเรื่องที่ไม่มีอะไรน่าสนใจ เอื่อย ๆ เรื่อย ๆ 

อย่างที่บอกค่ะ ไม่เลวร้ายเท่าไหร แต่ก็ไม่ได้หมายความว่ามันจะดี

คะแนนที่  57

A Wallflower Christmas // Lisa Kleypas

posted on 04 Nov 2009 10:46 by maxtreme  in D-Club, Historical

หลังจากเลิกดองงานเขียนของลิซ่า เคลย์แพสและเริ่มต้นอ่านเรื่อง Scandal in Spring ในที่สุดก็มาถึงคิวของหนังสือเล่มนี้ค่ะ แต่ก่อนที่จะเขียนรีวิว แม็กซ์ขอใช้พื้นที่ในบลอกในการขอบคุณเพื่อนที่แสนน่ารักสองคนก่อนนะคะ

เพราะทั้งสองรักแม็กซ์มากพอที่จะซื้อหนังสือเรื่องนี้มาฝากพร้อมกัน ทั้งที่ไม่ได้มีโอกาสอะไรเป็นพิเศษ นอกจากรู้ว่า แม็กซ์ชอบอ่านงานของลิซ่า เคลย์แพส และพวกเขาบังเอิญมีโอกาสอยู่ในจังหวะเหมาะพอดี ขอบคุณมาก ๆ นะคะที่คิดถึงกัน

บอกตามตรงว่า ก่อนจะเริ่มต้นอ่านแม็กซ์ไม่ได้คาดหวังอะไรมากมายเกี่ยวกับหนังสือเรื่องนี้ค่ะ เพราะมันเป็นหนังสือออกขายในเทศกาลคริสต์มาส เพื่อเป็นของขวัญให้กันและกันในช่วงวันสำคัญ ซึ่งถ้าคาดไม่ผิดเรารู้สึกเหมือนว่า ลิซ่าเขียนเรื่องนี้มาโดยไม่ได้วางแผนล่วงหน้านานนัก เราไม่ได้คาดหวังความสนุกตามแบบหนังสือเต็มเล่มเรื่องอื่นของเธอค่ะ

และมันก็เป็นสิ่งดีที่เราคิดเช่นนั้น เพราะโดยเนื้อแท้แล้ว หนังสือเรื่องนี้ก็คือการเยี่ยมเยียนเพื่อนเก่า เหล่าสาว ๆ ไม้ประดับจากหนังสือชุด The Wallflower ที่เนื้อเรื่องแทบจะไม่มีแก่นสานอะไรให้ต้องคิดมาก

 

 

A Wallflower Christmas ของลิซ่า เคลย์แพส

ถ้านับไปแล้วเล่มนี้น่าจะถือเป็นเล่มที่ห้าในชุด The Wallflower นะคะ และเป็นเล่มเดียวที่แม็กซ์อยากจะแนะนำว่า ควรจะอ่านเล่มก่อนหน้า เพราะแม้เรื่องราวจะไม่เกี่ยวข้องอะไรกับพล็อตของสี่เล่มก่อน แต่ตัวละครในสี่เล่มแรกก็มีบทบาทสำคัญในเล่มนี้ การอ่านเล่มนี้จะมีความสนุกยิ่งขึ้น ถ้าคุณรู้จักตัวละครในเล่มก่อนหน้าค่ะ มิอย่างนั้นคุณอาจจะรู้สึกว่า ทำไมคนแต่งถึงได้ใช้เวลากับตัวละครที่ไม่ใช่ตัวเอกของเรื่องมากขนาดนี้ 

ตามชื่อเรื่องนะคะ เรื่องนี้เกิดขึ้นในช่วงวันคริสต์มาส เมื่อเรฟ พี่ชายคนโตของตระกูลโบว์แมนเดินทางมาจากอเมริกาเพื่อพบตัวกับเจ้าสาวคนที่พ่อหามาให้ เลดี้นาตาลี ลูกสาวของขุนนางผู้ที่มีความเหมาะสม และแม้ว่าเขาและบิดาจะไม่ได้ทำงานร่วมกันมานานเพราะทัศนคติไม่ตรงกัน แต่เรฟก็ต้องการที่จะมีส่วนในการขยายธุรกิจของตระกูลมายังภาคพื้นยุโรป และในเมื่อเขาก็ไม่ได้คาดหวังอะไรจากการแต่งงานอยู่แล้ว การที่บิดาเสนอตัวเลดี้นาตาลีมาให้ จึงเป็นสิ่งที่เรฟคิดจะทำตาม

แต่แล้วเขาก็ได้พบกับญาติของเลดี้นาตาลี ซึ่งก็คือฮันน่าห์ และเธอก็เป็นคนทำให้เขาเปลี่ยนใจ

ปัญหาใหญ่กับเล่มนี้ของแม็กซ์คล้ายคลึงกับเรื่อง Scandal in Spring ค่ะ แต่เล่มนี้เลวร้ายยิ่งกว่า เพราะเราไม่รู้สึกว่าเรฟและฮันน่าห์มีความน่าสนใจอะไรเลย นอกจากนี้ประเด็นที่เป็นปัญหาขัดขวางความรักของทั้งคู่ก็แทบจะไม่มีสาระอะไรเลย เรฟซึ่งถูกบรรยายว่าเป็นชายหนุ่มผู้มีความสามารถ และเดินออกจากทรัพย์สมบัติของตระกูล ไม่ต้องการเงินหรือมรดกจากบิดา และนั่นหมายความว่า การตัดสินใจแต่งงานกับหญิงคนไหนเป็นการตัดสินใจของเรฟเพียงคนเดียว การเล่นประเด็นว่าพ่อของเขาไม่เห็นชอบในตัวฮันน่าห์จึงดูไม่น่าเชื่อ และไม่มีน้ำหนัก เราไม่รู้สึกว่านั่นเป็นความขัดแย้งเพียงพอที่จะทำให้เรื่องน่าสนใจ

นอกจากนี้แล้วพฤติกรรมของเรฟในบางช่วงก็ดูขัดแย้งกัน โดยเฉพาะเรื่องจดหมายที่เขาเขียน แล้วเผาทิ้ง แต่มีสาวใช้ไปพบเสียก่อน แม็กซ์ไม่รู้นะคะ แต่เรารู้สึกว่า นั่นไม่ใช่สิ่งที่คนอย่างเรฟจะทำ มันดูโรแมนติคเกินกว่าที่คาแร็คเตอร์ของเขาจะวางไว้ ที่สำคัญเราไม่รู้สึกถึงความลึกซึ้งระหว่างเรฟ และฮันน่าห์ที่น่าเชื่อมากพอที่เขาจะแสดงความรู้สึกอย่างลึกซึ้งปานนั้นออกมาในจดหมาย โอเคนะคะมันซึ้ง แต่มันไม่เข้ากับคาแร็คเตอร์ของตัวละคร

นอกจากนี้อย่างทีบอกค่ะ มันเป็นหนังสือเยี่ยมเพื่อนเก่า จึงมีเรื่องราวของสี่สาวที่เป็นนางเอกในสี่เล่มแรกพอสมควร ซึ่งจุดนี้เราชอบนะคะ เหมือนได้พบกับเพื่อนเก่า แต่ในขณะเดียวกันมันก็เป็นการทำลายโฟกัสของคนอ่านที่มีต่อคู่หลัก  ทำให้ทุกครั้งที่เรื่องกล่าวถึงเรฟหรือฮันน่าห์ เราจะรู้สึกเบื่อหน่ายอย่างรุนแรง (เท่าที่อ่านหนังสือคริสต์มาสมานะคะ เราชอบเรื่อง The Present ของโจฮันน่า ลินด์เซย์มากกว่าเพื่อนค่ะ เพราะเอาทั้งตัวละครเก่ามาโชว์ให้แฟนหนังสือหา่ยคิดถึง แต่ในขณะเดียวกันคู่หลักในเล่มก็ดูมีความน่าสนใจ และที่เด็ดกว่าก็คือ ในเล่มนั้นมีเรื่องคู่รองอีกต่างหาก)

สิ่งที่ได้จากการอ่านเรื่องนี้ก็คือ ทำให้อยากกลับไปอ่านเรื่อง Devil in Winter อีกรอบ (เพราะมันเป็นเรื่องราวในชุดที่แม็กซ์บอกได้เต็มปากว่าชอบมาก) ทั้งที่จริงแล้วก็เพิ่งอ่านจบไปก่อนจะเริ่มต้นอ่านเล่มนี้ไม่นาน 

แม็กซ์ไม่แนะนำหนังสือเรื่องนี้ให้กับคนที่ไม่เคยอ่านงานของลิซ่า เคลย์แพสมาก่อนนะคะ แต่สำหรับคนที่เป็นแฟนงานของเธอ โดยเฉพาะชอบชุด The Wallflower มาก ๆ ก็ไม่ควรพลาด แต่บอกตามตรงว่า ถ้าแม็กซ์ไม่ได้หนังสือเล่มนี้มาฟรี ก็คงจะรู้สึกเสียดายเงินไม่น้อย เพราะต้นฉบับภาษาอังกฤษนั้นออกเป็นปกแข็ง (ซึ่งทำให้มีราคาแพง) แต่ฉบับภาษาไทยที่แปลก็ไม่แพงเท่าไหรนะคะ 

คะแนนที่ 53