Historical

To Romance a Charming Rogue // Nicole Jordan

posted on 07 Nov 2009 21:19 by maxtreme  in D-Club, Historical

หลังจากที่ผิดหวังกับงานเขียนของนิโคล จอร์แดนติดต่อกันมาหลายเล่ม แม็กซ์ก็เลิกที่จะตั้งความหวังอะไรกับงานของเธอแล้วล่ะค่ะ แต่ยอมรับว่าที่ยังซื้อและอ่านงานของเธออยู่ ก็เพราะคิดว่า เธอเป็นนักเขียนที่ (อาจจะเรียกว่าเคย) มีฝีมือพอตัว เขียนเรื่องในระดับที่อ่านได้ แม้ระยะหลังจะเลวร้ายไปหน่อย แต่ก็ยังฝันหวานว่า เล่มใหม่ของเธอจะสนุกได้ใจ

น่าเสียดายว่า มันไม่ใช่เล่มนี้ค่ะ

 

 

To Romance A Charming Rogue ของนิโคล จอร์แดน

หนังสือเล่มนี้เป็นเล่มที่สี่ในชุด The Courtship Wars ซึ่งแรกเริ่มไอเดียเป็นหนังสือชุดสามเล่มเรื่องราวของสามพี่น้องตระกูลลอว์ริ่งค์ที่ไม่อยากแต่งงาน แต่เนื่องจากความฮิตของหนังสือชุดนี้ ที่ทำให้นิโคลขึ้นไปติดอันดับหนังสือขายดีของหนังสือพิมพ์นิวยอร์คไทม์ ก็เลยทำให้ชุดนี้ถูกขยายออกเป็นอย่างน้อยหกเล่ม โดยเอาตัวละครรองในหนังสือทั้งสามเล่มมาเขียน

โดยเล่มนี้เป็นเรื่องราวของเลดี้ เอลินอร์ เพียร์ซ น้องสาวของพระเอกเล่มแรกในชุด (To Pleasure a Lady) ผู้ซึ่งแม้จะโดดเด่นในวงสังคมแต่เธอก็เลือกมากเหลือเกินกับชายที่จะมาเป็นคู่ครอง นั่นก็เพราะว่าเธอเคยถูกหักอกอย่างเลวร้ายที่สุดโดยคู่หมั้นคนแรกของเธอ

ดามอน สแตฟฟอร์ด ไวส์เค้าท์แว๊กซ์แฮม ผู้ซึ่งสูญเสียทุกคนที่เขารักไปทั้งหมด และนั่นเป็นเหตุผลใหญ่ที่ทำให้เขาตัดสินใจหักอกเอลินอร์ โดยเสแสร้งเล่นละครว่า เขายังคงมีความสัมพันธ์กับนางบำเรอของตัวเอง ทั้งที่กำลังหมั้นหมายอยู่กับเธอ ทำการฉีกหน้าเธอต่อหน้าสาธารณชน จนสุดท้ายเอลินอร์ต้องถอนหมั้น

สองปีผ่านไป เอลินอร์กำลังคบหาดูใจกับเจ้าชายจากอิตาลี และสำหรับเดมอน ชายคนนั้นไม่ดีพอสำหรับเอลล์ที่เขาห่วงใย ดังนั้นดามอนซึ่งใช้เวลาตลอดสองปีเดินทางไปทั่วยุโรปจึงกลับมาที่อังกฤษ และทำทุกวิถีทางเพื่อทำลายโอกาสที่เจ้าชายจะเข้ามาในชีวิตของเอลล์ได้

กระนั้นเขาก็ยังบอกตัวเองว่า ไม่อาจที่จะหลงรักเอลล์ได้ 

พูดตามตรงนะคะ เล่มนี้ถือว่าไม่เลวร้ายนัก เมื่อเทียบกับสามเล่มแรกในชุด แต่ถ้าพิจารณาความห่วยแตกของสามเล่มแรกที่แม็กซ์รู้สึกแล้ว มันก็ไม่ได้หมายความว่า เล่มนี้ดีเด่อะไรหรอกค่ะ มันแค่ดีกว่าที่คิดไว้เท่านั้นเอง

การดำเนินเรื่องถือว่าใช้ได้ค่ะ แค่น่าเบื่อในบางช่วงเท่านั้นเอง คาแร็คเตอร์ก็ไม่ได้ชั่วร้ายจนน่ากระทืบ  หรือทำตัวงี่เง่าจนน่ารำคาญ กระนั้นมันก็ยังไม่มีอะไรน่าสนใจ

แม็กซ์ไม่ชอบพฤติกรรมของดามอนเลยค่ะ เพราะการที่เขาเลิกกับเอลินอร์ก็เป็นเพราะเขากลัวความรัก และรู้ว่า หากปล่อยให้การหมั้นหมายดำเนินต่อไป เธอก็จะยิ่งเข้ามาอยู่ในใจเขา ดังนั้นเขาจึงจัดฉากและทำให้เธอเข้าใจผิด แต่ท้ายที่สุดแล้วเขาก็กลับมา หาทางชนะใจเธออีกครั้ง มันงี่เง่าน่ะ และทำให้แม็กซ์นึกถึงหนังสืออีกเรื่องนึง ที่มีความใกล้เคียง และเขียนได้ดีกว่าร้อยเท่า

หนังสือเล่มนั้นก็คือ The Rake (หรือ The Rake and The Reformer ของแมรี่ โจ พัธเนย์ และข่าวดีของคนที่ตามหาเรื่องนี้อยู่ก็คือ มันกำลังจะถูกนำมาพิมพ์ใหม่แล้ว) ซึ่งในหนังสือเล่มนั้น นางเอกก็เข้าใจคำพูดของคู่หมั้นผิดไป คู่หมั้นของเธอไม่กลับยอมรับกับเพื่อน ๆ ว่า หมั้นหมายกับนางเอกเพราะเขาตกหลุมรักเธอ ทำให้นางเอกเข้าใจผิด และหนีจากไป ประเด็นนี้ไม่ใช่เรื่องใหญ่ในเรื่องนั้นหรอกนะคะ แต่ท้ายทีสุดแล้ว  นางเอกก็ได้กับพระเอกซึ่งไม่ใช่อดีตคู่หมั้นของเธอ ทำให้่คู่หมั้นต้องจมอยู่กับความเสียใจที่ทิ้งเธอตั้งแต่ต้น

แม็กซ์อ่านเล่มนี้แล้วอยากให้เอลินอร์ลงเอยกับคนอื่นค่ะ เพราะพระเอกมันไม่เห็นค่าของนางเอก ทำร้ายจิตใจ แล้วคิดง่าย ๆ ว่าจะเดินกลับเข้ามาในชีวิตเธอ เราอยากให้เธอเจอผู้ชายคนใหม่ที่กล้าพอที่จะบอกว่ารักเธอ ไม่ใช่ดามอนที่ขี้ขลาดเกินกว่าจะพูด

ความรู้สึกเกี่ยวกับการกระทำในประเด็นนี้ของดามอนเป็นความรู้สึกของเราที่รุนแรงที่สุดแล้วล่ะค่ะ ที่เหลือก็เป็นความเบื่อหน่ายกับการอ่านเรื่องที่ไม่มีอะไรน่าสนใจ เอื่อย ๆ เรื่อย ๆ 

อย่างที่บอกค่ะ ไม่เลวร้ายเท่าไหร แต่ก็ไม่ได้หมายความว่ามันจะดี

คะแนนที่  57

A Wallflower Christmas // Lisa Kleypas

posted on 04 Nov 2009 10:46 by maxtreme  in D-Club, Historical

หลังจากเลิกดองงานเขียนของลิซ่า เคลย์แพสและเริ่มต้นอ่านเรื่อง Scandal in Spring ในที่สุดก็มาถึงคิวของหนังสือเล่มนี้ค่ะ แต่ก่อนที่จะเขียนรีวิว แม็กซ์ขอใช้พื้นที่ในบลอกในการขอบคุณเพื่อนที่แสนน่ารักสองคนก่อนนะคะ

เพราะทั้งสองรักแม็กซ์มากพอที่จะซื้อหนังสือเรื่องนี้มาฝากพร้อมกัน ทั้งที่ไม่ได้มีโอกาสอะไรเป็นพิเศษ นอกจากรู้ว่า แม็กซ์ชอบอ่านงานของลิซ่า เคลย์แพส และพวกเขาบังเอิญมีโอกาสอยู่ในจังหวะเหมาะพอดี ขอบคุณมาก ๆ นะคะที่คิดถึงกัน

บอกตามตรงว่า ก่อนจะเริ่มต้นอ่านแม็กซ์ไม่ได้คาดหวังอะไรมากมายเกี่ยวกับหนังสือเรื่องนี้ค่ะ เพราะมันเป็นหนังสือออกขายในเทศกาลคริสต์มาส เพื่อเป็นของขวัญให้กันและกันในช่วงวันสำคัญ ซึ่งถ้าคาดไม่ผิดเรารู้สึกเหมือนว่า ลิซ่าเขียนเรื่องนี้มาโดยไม่ได้วางแผนล่วงหน้านานนัก เราไม่ได้คาดหวังความสนุกตามแบบหนังสือเต็มเล่มเรื่องอื่นของเธอค่ะ

และมันก็เป็นสิ่งดีที่เราคิดเช่นนั้น เพราะโดยเนื้อแท้แล้ว หนังสือเรื่องนี้ก็คือการเยี่ยมเยียนเพื่อนเก่า เหล่าสาว ๆ ไม้ประดับจากหนังสือชุด The Wallflower ที่เนื้อเรื่องแทบจะไม่มีแก่นสานอะไรให้ต้องคิดมาก

 

 

A Wallflower Christmas ของลิซ่า เคลย์แพส

ถ้านับไปแล้วเล่มนี้น่าจะถือเป็นเล่มที่ห้าในชุด The Wallflower นะคะ และเป็นเล่มเดียวที่แม็กซ์อยากจะแนะนำว่า ควรจะอ่านเล่มก่อนหน้า เพราะแม้เรื่องราวจะไม่เกี่ยวข้องอะไรกับพล็อตของสี่เล่มก่อน แต่ตัวละครในสี่เล่มแรกก็มีบทบาทสำคัญในเล่มนี้ การอ่านเล่มนี้จะมีความสนุกยิ่งขึ้น ถ้าคุณรู้จักตัวละครในเล่มก่อนหน้าค่ะ มิอย่างนั้นคุณอาจจะรู้สึกว่า ทำไมคนแต่งถึงได้ใช้เวลากับตัวละครที่ไม่ใช่ตัวเอกของเรื่องมากขนาดนี้ 

ตามชื่อเรื่องนะคะ เรื่องนี้เกิดขึ้นในช่วงวันคริสต์มาส เมื่อเรฟ พี่ชายคนโตของตระกูลโบว์แมนเดินทางมาจากอเมริกาเพื่อพบตัวกับเจ้าสาวคนที่พ่อหามาให้ เลดี้นาตาลี ลูกสาวของขุนนางผู้ที่มีความเหมาะสม และแม้ว่าเขาและบิดาจะไม่ได้ทำงานร่วมกันมานานเพราะทัศนคติไม่ตรงกัน แต่เรฟก็ต้องการที่จะมีส่วนในการขยายธุรกิจของตระกูลมายังภาคพื้นยุโรป และในเมื่อเขาก็ไม่ได้คาดหวังอะไรจากการแต่งงานอยู่แล้ว การที่บิดาเสนอตัวเลดี้นาตาลีมาให้ จึงเป็นสิ่งที่เรฟคิดจะทำตาม

แต่แล้วเขาก็ได้พบกับญาติของเลดี้นาตาลี ซึ่งก็คือฮันน่าห์ และเธอก็เป็นคนทำให้เขาเปลี่ยนใจ

ปัญหาใหญ่กับเล่มนี้ของแม็กซ์คล้ายคลึงกับเรื่อง Scandal in Spring ค่ะ แต่เล่มนี้เลวร้ายยิ่งกว่า เพราะเราไม่รู้สึกว่าเรฟและฮันน่าห์มีความน่าสนใจอะไรเลย นอกจากนี้ประเด็นที่เป็นปัญหาขัดขวางความรักของทั้งคู่ก็แทบจะไม่มีสาระอะไรเลย เรฟซึ่งถูกบรรยายว่าเป็นชายหนุ่มผู้มีความสามารถ และเดินออกจากทรัพย์สมบัติของตระกูล ไม่ต้องการเงินหรือมรดกจากบิดา และนั่นหมายความว่า การตัดสินใจแต่งงานกับหญิงคนไหนเป็นการตัดสินใจของเรฟเพียงคนเดียว การเล่นประเด็นว่าพ่อของเขาไม่เห็นชอบในตัวฮันน่าห์จึงดูไม่น่าเชื่อ และไม่มีน้ำหนัก เราไม่รู้สึกว่านั่นเป็นความขัดแย้งเพียงพอที่จะทำให้เรื่องน่าสนใจ

นอกจากนี้แล้วพฤติกรรมของเรฟในบางช่วงก็ดูขัดแย้งกัน โดยเฉพาะเรื่องจดหมายที่เขาเขียน แล้วเผาทิ้ง แต่มีสาวใช้ไปพบเสียก่อน แม็กซ์ไม่รู้นะคะ แต่เรารู้สึกว่า นั่นไม่ใช่สิ่งที่คนอย่างเรฟจะทำ มันดูโรแมนติคเกินกว่าที่คาแร็คเตอร์ของเขาจะวางไว้ ที่สำคัญเราไม่รู้สึกถึงความลึกซึ้งระหว่างเรฟ และฮันน่าห์ที่น่าเชื่อมากพอที่เขาจะแสดงความรู้สึกอย่างลึกซึ้งปานนั้นออกมาในจดหมาย โอเคนะคะมันซึ้ง แต่มันไม่เข้ากับคาแร็คเตอร์ของตัวละคร

นอกจากนี้อย่างทีบอกค่ะ มันเป็นหนังสือเยี่ยมเพื่อนเก่า จึงมีเรื่องราวของสี่สาวที่เป็นนางเอกในสี่เล่มแรกพอสมควร ซึ่งจุดนี้เราชอบนะคะ เหมือนได้พบกับเพื่อนเก่า แต่ในขณะเดียวกันมันก็เป็นการทำลายโฟกัสของคนอ่านที่มีต่อคู่หลัก  ทำให้ทุกครั้งที่เรื่องกล่าวถึงเรฟหรือฮันน่าห์ เราจะรู้สึกเบื่อหน่ายอย่างรุนแรง (เท่าที่อ่านหนังสือคริสต์มาสมานะคะ เราชอบเรื่อง The Present ของโจฮันน่า ลินด์เซย์มากกว่าเพื่อนค่ะ เพราะเอาทั้งตัวละครเก่ามาโชว์ให้แฟนหนังสือหา่ยคิดถึง แต่ในขณะเดียวกันคู่หลักในเล่มก็ดูมีความน่าสนใจ และที่เด็ดกว่าก็คือ ในเล่มนั้นมีเรื่องคู่รองอีกต่างหาก)

สิ่งที่ได้จากการอ่านเรื่องนี้ก็คือ ทำให้อยากกลับไปอ่านเรื่อง Devil in Winter อีกรอบ (เพราะมันเป็นเรื่องราวในชุดที่แม็กซ์บอกได้เต็มปากว่าชอบมาก) ทั้งที่จริงแล้วก็เพิ่งอ่านจบไปก่อนจะเริ่มต้นอ่านเล่มนี้ไม่นาน 

แม็กซ์ไม่แนะนำหนังสือเรื่องนี้ให้กับคนที่ไม่เคยอ่านงานของลิซ่า เคลย์แพสมาก่อนนะคะ แต่สำหรับคนที่เป็นแฟนงานของเธอ โดยเฉพาะชอบชุด The Wallflower มาก ๆ ก็ไม่ควรพลาด แต่บอกตามตรงว่า ถ้าแม็กซ์ไม่ได้หนังสือเล่มนี้มาฟรี ก็คงจะรู้สึกเสียดายเงินไม่น้อย เพราะต้นฉบับภาษาอังกฤษนั้นออกเป็นปกแข็ง (ซึ่งทำให้มีราคาแพง) แต่ฉบับภาษาไทยที่แปลก็ไม่แพงเท่าไหรนะคะ 

คะแนนที่ 53

Scandal in Spring // Lisa Kleypas

posted on 03 Nov 2009 10:05 by maxtreme  in C-Club, Historical

เพราะความสนุกของเรื่อง Devil in Winter จึงเป็นผลให้แม็กซ์ตัดสินใจที่จะไม่อ่านหนังสือเล่มต่อมาของลิซ่า เคลย์แพสอีกเลย เราคิดว่า สำหรับนักเขียนที่เขียนเรื่องได้สนุกมากขนาดนั้นแล้ว หนังสือเล่มต่อมาของเธอก็ย่อมถูกนำไปเปรียบเทียบ (และพบว่า สนุกสู้ไม่ได้) เราจึงคิดว่าเป็นการไม่ยุติธรรมกับหนังสือเรื่องนี้ หากเราจะอ่านทั้งที่ในสมองของเรายังคงประทับใจไปกับเรื่องราวของเรื่อง Devil in Winter

มันเป็นเวลาสามปีแล้วค่ะที่เราคิดอย่างนั้น แม็กซ์ไม่ได้อ่านหนังสือที่เขียนโดยลิซ่า เคลย์แพสอีกเลยนักจากอ่านเรื่อง DIW ในที่สุดเราก็รู้ว่า ถึงเวลากลับมาอ่านได้แล้ว และเพราะเวลาที่ทิ้งช่วงนานพอสมควร แม็กซ์จึงไม่คิดว่า ความเห็นของเราเกี่ยวกับหนังสือเล่มนี้จะได้รับผลกระทบมาจากความสนุกของ DIW นะคะ แต่เป็นการตัดสินเล่มนี้ที่ตัวของมันเอง

แต่ก่อนจะเริ่มรีวิว แม็กซ์อยากพูดถึงการสร้างตัวละครของนักเขียนนิดหน่อยนะคะ แน่นอนว่านักเขียนทุกคนย่อมอยากจะเขียนตัวละครของตัวเองให้มีความยิ่งใหญ่ ไม่ใช่ในแง่ของความร่ำรวย หรือความเก่ง แต่เป็นความเป็นตัวของเขาเองที่ยิ่งใหญ่ในสายตาคนอ่าน แม็กซ์คิดว่า นักเขียนก็คงจะคิดถึงคาแร็คเตอร์ทุกตัวที่พวกเขาสร้างขึ้นเหมือนลูกคนนึงของพวกเขา นั่นคือมีความรักให้เท่าเทียมกัน (ในระดับหนึ่ง) ตัวละครทุกตัวสำหรับนักเขียนมีความน่าประทับใจ และเรื่องราวที่แตกต่างกัน 

แต่ในสายตาคนอ่าน แม้จะเป็นนักเขียนคนเดียวกัน แต่ตัวละครแต่ละตัวก็โดนใจคนอ่านไม่เท่ากัน สำหรับงานของลิซ่า เคลย์แพส แม็กซ์บอกตามตรงว่า ตัวละครที่โดนใจเรามากที่สุดก็คือ เดเร็ค คราเว่น และเซบาสเตียน ลอร์ดเซ็นต์วินเซ็นต์  ดังนั้นจึงเป็นเรื่องช่วยไม่ได้เลยที่เราต้องนำเอาตัวละครที่เหลือมาเปรียบเทียบกับทั้งสองคน แม้ว่าเรื่องราวที่พวกเขาบอกเล่า จะไม่ได้เหมือนหรือคล้ายคลึงกันเลยก็ตาม

นอกจากนี้แล้ว แม็กซ์เคยคุยกับเพื่อนคนนึงนะคะ เธอบอกให้แม็กซ์ฟังว่า เธอไม่อาจอ่านหนังสือชุดแม็คเกรเกอร์ของนอร่า โรเบิร์ตที่เป็นเรื่องราวของคนในรุ่นหลานให้สนุกได้ เพราะเธอมักจะนำพวกเขาไปเปรียบเทียบกับความสำเร็จที่คนรุ่นพ่อมีกัน ใครล่ะจะเทียบเคียงกับประธานาธิบดี (อลัน) หรืออัยการสูงสุด (เคน) หรือนักวาดการ์ตูนผู้กลายเป็นตำนาน (แกรนท์) ได้ เธอไม่อาจอ่านเรื่องความรักของช่างไม้ที่ตกหลุมรักหลานสาวของเดเนียล (ใน The Perfect Neighbor) โดยไม่คิดว่า คนรุ่นหลานช่างเก่งไม่เท่ากับบุพการีของพวกเขาเลย 

สำหรับแม็กซ์เราไม่ได้มีปัญหาในประเด็นนี้ เพราะเราเริ่มอ่านที่เรื่องรุ่นหลานก่อนค่ะ แต่เราก็พอจะเข้าใจในสิ่งที่เพื่อนของเราพูด เพราะนั่นคือความรู้สึกของแม็กซ์ในเล่มนี้ 

 

 

Scandal in Spring ของลิซ่า เคลย์แพส

หนังสือเล่มนี้เป็นเล่มที่สี่ในชุด The Wallflower เรื่องราวของสี่สาวที่ไม่ได้รับความสนใจจากชายหนุ่มในวงสังคม พวกเธอพบกันและเป็นเพื่อนกัน ในเล่มนี้ซึ่งเป็นเล่มสุดท้ายของชุดเป็นเรื่องราวของเดซี่ โบว์แมน ทายาทเศรษฐีชาวอเมริกันผู้ซึ่งบิดาหมดความอดทนกับการที่เธอไม่ได้รับข้อเสนอแต่งงานจากใครสักคนสักที ถึงขนาดยื่นคำขาดกับเดซี่ว่า หากเธอยังไม่มีใครมาขอ เขาก็จะจับเธอแต่งงานกับลูกน้องหนุ่มผู้มีอนาคตไกลของเขา

นั่นเป็นสิ่งสุดท้ายที่เดซี่ต้องการ จากความทรงจำแม็ทธิว สวิฟก็คือชายที่มีความคล้ายคลึงกับผู้เป็นบิดาของเธอมากที่สุด มากยิ่งกว่าพี่ชายของเธอเสียอีก และนั่นเป็นสามีที่เดซี่ไม่ต้องการ เธอไม่อยากมีชีวิตกับชายอีกคนที่ควบคุมและับังคับชีวิตของเธอ ดังนั้นเดซี่และอีกสามสาวเพื่อนสนิทจึงวางแผนเพื่อให้เดซี่ได้พบกับชายในฝันให้เร็วที่สุด

แต่เมื่อเดซี่ได้พบกับแม็ทธิวอีกครั้ง เธอก็รู้ว่า เขาไม่ใช่ชายคนที่เธอจำได้ และอย่างไม่รู้ตัว ความสัมพันธ์ของทั้งสองก็ได้เริ่มต้นพัฒนาขึ้น แต่ความรักไม่ได้ลงเอยกันง่าย ๆ แม้แม็ทธิวจะเป็นคนที่พ่อของเธอเลือก เพราะอดีตของแม็ทธิวกำลังจะกลับมาหลอกหลอนเขา

ช่วงขึ้นต้นเรื่องแม็กซ์คิดว่าหนังสือมีความน่าสนใจมาก ๆ แต่เมื่อเริ่มดำเนินเรื่อง โดยเฉพาะการช่วงเวลาที่เดซี่และแม็ทธิวเรียนรู้ระหว่างกันและกัน เรากลับรู้สึกว่าเป็นการเล่าเรื่องที่น่าเบื่อ ไม่รู้สิคะ อาจจะเป็นเพราะแม็กซ์ไม่ชอบเรื่องราวการ "จีบ" กันของตัวละครโดยที่ไม่มีพล็อตอื่นเข้ามาเกี่ยวข้องด้วยมั้งคะ เรารู้สึกว่า เบื่อมาก ๆ กับการอ่านช่วงกลางเรื่อง ความน่าสนใจหายไปจนหมด ซึ่งตามความเห็นของแม็กซ์ เราโทษที่ความน่าสนใจของตัวละครค่ะ

ในเมื่อพล็อตเรื่องไม่น่าสนใจแล้ว อย่างน้อยตัวละครก็น่าจะมีพลังพอที่จะขับเคลื่อนเรื่องได้ แต่ในเล่มนี้ทั้งเดซี่ และแม็ทธิวไม่มีความน่าสนใจในตัวเอง เดซี่เป็นน้องสาวตัวน้อยของลิเลี่ยน (นางเอกในเล่มสองของชุดเรื่อง It happened one autumn) ซึ่งเป็นตัวละครที่มีบุคลิคค่อนข้างโดดเด่น เราอ่านเล่มนี้แล้วรู้สึกว่า หลายฉากความน่าสนใจไม่ได้โฟกัสอยู่ที่ตัวเดซี่เลยด้วยซ้ำ แต่กลับเป็นลิเลี่ยนที่ขโมยซีนไปหมด ไม่ว่าจะเป็นความไม่ชอบใจในตัวแม็ทธิวที่ลิเลี่ยนแสดงออกมาชัดเจน เรื่องราวที่ให้น้ำหนักไปกับการตั้งครรภ์ของลิเลี่ยน หลายครั้งเรารู้สึกว่าเดซี่ถูกกลบรัศมีจนแทบมองไม่เห็น

ส่วนแม็ทธิว เราชอบการเปิดตัวของเขานะคะ ชายหนุ่มผู้สร้างตัวเองจากไม่มีอะไร จนกลายเป็นมือขวาของพ่อของเดซี่ แต่หลังจากการเปิดตัวแล้ว เรื่องราวของเขาก็เลือนหายไปอีกเช่นกัน อาจเพราะคนแต่งต้องการเก็บความหลังของเขาเอาไว้เพื่อเฉลยในตอนท้าย แต่การไม่พูดถึงมันก็ทำให้พลังของแม็ทธิวในแง่ของความเป็นพระเอกถูกบั่นทอนลงไป เพราะเราไม่รู้ว่า เขาต้องใช้ความพยายามมากแค่ไหนในการมาสู่จุดที่เขาเป็นในปัจจุบัน และที่แย่ไปยิ่งกว่าก็คือ การที่บรรดาพระเอกในเล่มก่อนหน้าที่พาเหรดกันมามีบทในเรื่องนี้ (ซึ่งแม็กซ์ชอบนะคะ โดยเฉพาะการได้เห็นเซบาสเตียนอีกครั้ง ก็มากพอจะทำให้เรากลับไปอ่าน DIW อีกรอบได้เลย) แต่มันทำให้เกิดการเปรียบเทียบระหว่างเขาและคนอื่น ๆ ซึ่งสำหรับแม็กซ์แล้ว เราคิดว่าเขาออกมาดูด้อยกว่า (เพราะไม่มีการพูดถึงความหลังที่เขาสร้างตัวเองมาอย่างยากลำบาก) 

โดยรวมหนังสือเล่มนี้ไม่ได้แย่หรือเลวร้ายอะไรนะคะ แต่สำหรับงานของลิซ่า แม็กซ์คาดหวังมากกว่านี้ค่ะ (ซึ่งไม่ใช่ความผิดของคนแต่ง แต่เราก็ห้ามตัวเองไม่ได้)

คะแนนที่  63

 

Devil in Winter // Lisa Kleypas

posted on 02 Nov 2009 09:23 by maxtreme  in A-Club, Historical

หนังสือเรื่องที่แม็กซ์ถูกขอให้เีขียนรีวิวมากที่สุดก็คือหนังสือเรื่อง Devil in Winter เล่มนี้ล่ะค่ะ แต่เราก็ไม่ได้เขียนถึงสักที นั่นเพราะแม็กซ์รู้สึกว่า เราน่าจะอ่านหนังสือเรื่องนี้อีกรอบ แล้วจึงจะสามารถถ่ายทอดความดีของเล่มนี้ที่ทำให้มันจับใจเราได้ แต่ด้วยเวลาในชีวิตที่แสนจำกัด มันก็เลยไม่อาจที่จะหาเวลามาอ่านเล่มนี้อีกรอบได้ ทั้่งที่ชอบมันมาก ๆ ก็ตาม

จนกระทั่งในที่สุดแม็กซ์ก็หยิบหนังสือเรื่อง Scandal in Spring มาอ่าน เราบอกรึยังคะว่า หนังสือเรื่อง Devil in Winter มันดีมากเสียจนแม็กซ์หยุดอ่านงานของลิซ่า เคลย์แพสไปเลย เพราะเราคิดว่า  ทำยังไงเธอก็คงไม่สามารถเขียนหนังสือได้เทียบเท่ากับเรื่องนี้อีกแล้ว ดังนั้นแม็กซ์จึงดองงานเขียนของลิซ่าไว้ตั้งแต่ปี 2006 ซึ่งเป็นปีที่หนังสือเรื่องนี้ออกขาย 

แต่แล้วเวลาก็มาถึง แม็กซ์หยิบเรื่อง Scandal in Spring มาอ่าน และพออ่านจบ แรงกระตุ้นให้กลับไปอ่านเรื่องนี้อีกครั้งก็ท่วมท้นจนทนไม่ไหวค่ะ สุดท้ายก็เลยต้องไปหยิบมาอ่าน 

และนี่คือรีวิวที่เพื่อนหลายคนรอคอยนะคะ

 

 

Devil in Winter ของลิซ่า เคลย์แพส

หนังสือเล่มนี้เป็นเล่มที่สามในชุด The Wallflowers เรื่องราวของการจับคู่ของชายและหญิงที่แสนจะแตกต่างกัน

เอเวนเจลีน เจนเนอร์มาจนสุดหนทางแล้ว ญาติทางฝ่ายมารดาของเธอกำลังจะบังคับให้เอวี่แต่งงานกับญาติอีกคนเพื่อครอบครองสมบัติของเธอ เอวี่ไม่อาจหาทางออกจากสถานการณ์อันเลวร้ายนี้ได้ด้วยวิธีอื่นนอกจากทำข้อตกลงกับปีศาจอีกคน เซบาสเตียน ลอร์ดเซ็นต์วินเซ็นต์ เพราะอย่างน้อยเซบาสเตียนก็เป็นปีศาจที่เธอเลือก ไม่ใช่คนที่จับยัดเยียดมาให้

เอวี่ยื่นข้อเสนอที่เซบาสเตียนไม่อาจปฏิเสธได้ เขาเองก็กำลังสุดหนทาง เจ้าหนี้ที่ตามรังควาน และบิดาผู้แม้จะมีบรรดาศักดิ์เป็นถึงดยุค แต่ก็ไร้ซึ่งทรัพย์สิน ในขณะที่ตัวเขาที่แม้จะพร้อมพรั่งไปด้วยรูปสมบัติ แต่ก็ไร้ความสามารถอะไรเป็นชิ้นเป็นอันในการหาเงิน ทางออกเดียวของเขาก็คือ การแต่งงานกับทายาทสาวผู้ร่ำรวยสักคน และเซบาสเตียนก็ยังเลือกผิด ด้วยการลักพาตัวลิเลี่ยน คู่หมั้นสาวของเพื่อนสนิทของเขาเอง ความพยายามที่ล้มเหลว และทำให้เขาเสียเพื่อนที่ดีที่สุดไป 

ในขณะที่กำลังจมกับความสิ้นหวัง เอวี่มาหาเขาที่บ้าน ต่อรองเพื่อให้เขายอมแต่งงานกับเธอ แล้วเธอจะมอบทรัพย์สมบัติทั้งหมดให้ แลกเพียงการที่เขายอมให้เธอได้รักษาพยาบาลผู้เป็นบิดาที่กำลังป่วยใกล้ตาย  ดังนั้นแม้เซบาสเตียนจะไม่เคยจินตนาการถึงเอวี่ ไม่เคยคิดถึงเธอว่าจะเป็นคู่ครอง แต่ข้อเสนอมันก็ดีเกินกว่าจะปฏิเสธ

ทั้งคู่แต่งงานกันในเกรทน่า กรีน เซบาสเตียนคิดว่า หน้าที่ความรับผิดชอบของเขาคงจะหมดลง เมื่อส่งตัวเอวี่ไปยังคลับซึ่งเป็นบ่อนพนันที่ซึ่งพ่อของเอวี่เป็นเจ้าของ  แต่เพียงก้าวแรกที่เขาย่างเท้าเข้าไป เซบาสเตียนก็พบกับความท้าทายที่เขามองหามาตลอดชีวิต

เมื่อชายเสเพล และหญิงขี้อายต้องมาใช้ชีวิตอยู่ร่วมกัน ความรักที่ไม่น่าเป็นไปได้จึงเกิดขึ้น 

หนังสือเล่มนี้มีองค์ประกอบทุกอย่างที่เราชอบในหนังสือโรแมนซ์ พล็อตที่ได้ใจเรามาก ๆ เริ่มต้นอย่างน่าอ่าน และไม่เคยลดน้อยถอยความน่าสนใจลงไปเลยสักนิดเดียว

คาแร็คเตอร์ของเซบาสเตียน และเอวี่มีความแตกต่างกันมาก เขาเป็นชายหล่อเหลา รวมเสน่ห์ และเป็นที่ต้องการของหญิงสาว ในขณะที่เธอพูดติดอ่างและขี้อาย แต่ยามที่สำคัญที่สุดเอวี่ก็พิสูจน์ถึงความกล้าของเธอ กล้าที่จะไขว่คว้าชีวิตที่ต้องการ เธอรู้ว่า หากโดนจับแต่งงานกับญาติใจร้าย ชีวิตของเธอก็คงไม่พ้นความเจ็บปวด เธอกล้าพอที่จะยื่นข้อเสนอให้กับชายที่เกือบจะแปลกหน้า คนที่เธอรู้ว่าไม่มีวันมองเห็นเธอ 

แต่การกระทำของเอวี่ก็ทำให้เซบาสเตียนมองเห็นหญิงสาวคนนี้เป็นครั้งแรก เขาคือส่วนเติมเต็มของเธอ เพราะกับเซบาสเีตียนเท่านั้นที่เอวี่ได้กลายเป็นคนที่เธอใฝ่ฝันว่าจะเป็น ด้วยความรักของชายที่เห็นเธอด้วยสายตาทีหลักแหลม เซบาสเตียนสร้างความมั่นใจให้กับสาวน้อยขี้อาย ในขณะเดียวกันเอวี่เองก็ทำให้เซบาสเตียนกลายเป็นคนที่เขาไม่เคยคิดว่าตัวเองจะเป็นได้

ผู้ชายที่มีความรับผิดชอบ

ตอนที่แม็กซ์อ่านหนังสือเล่มนี้ครั้งแรก เราคิดว่าเซบาสเตียนมาคาแร็คเตอร์คล้ายคลึงกับพระเอกอีกคนของลิซ่า คนที่แม็กซ์รักมาก ๆ อีกคน แม็กซ์คิดว่าเขาเหมือนกับเดเร็ค คราเว่น แต่หลังจากได้อ่านอีกครั้ง แม็กซ์เปลี่ยนใจค่ะ  เพราะสิ่งที่เหมือนกันระหว่างเซบาสเตียนและเดเร็คก็คือ ทั้งคู่เป็นเจ้าของบ่อนพนัน แต่ทัศนคติที่ทั้งสองมีต่อสิ่งที่ตัวเองทำอยู่แตกต่างกันมาก ไม่ใช่ว่าใครจะดีกว่าใครนะคะ เพียงแต่แตกต่าง

เพราะสำหรับเซบาสเตียนแล้ว ตลอดชีวิตเขาถูกฝึกให้เป็นคนไม่เอาไหน ไม่แคร์อะไรทั้งสิ้น ลูกชายของดยุคที่รอวันรับบรรดาศักดิ์  ใช้ชีวิตไปวัน ๆ กับการไม่ทำอะไรเลยนอกจากเข้าสังคม ใช้เงิน และเสเพล เซบาสเตียนยอมรับข้อเสียของตัวเอง เขายอมกระทั่งหาทางออกจากปัญหาด้วยวิธีง่าย ๆ ด้วยการแต่งงานกับทายาทสาวที่มีทรัพย์สมบัติมากพอที่จะเลี้ยงดูเขาได้ แต่เมื่อเขาเข้าไปในโลกของเจนเนอร์ บ่อนพนันที่พ่อของเอวี่เป็นเจ้าของ มันเป็นครั้งแรกที่เซบาสเตียนพบกับสถานที่ที่เขาใช้ความสามารถที่มีได้อย่างเต็มที่

แม็กซ์ชอบที่ลิซ่าไม่ได้เปลี่ยนแปลงตัวตนของเซบาสเตียน เขายังคงเป็นชายคนเดิม เพียงแต่เขาค้นพบสิ่งที่มีค่ามากพอที่จะแคร์  และ การที่คนแต่งได้สร้างตัวตนของเอวี่ด้วยการให้เธอเป็นลูกสาวของเจ้าของบ่อน พนัน การที่เขาแต่งงานกับเธอก็เท่ากับเป็นการเปิดประตูให้เขาเข้าสู่โลกที่เขาคง ไม่มีวันได้สัมผัส และมันเป็นโลกที่เซบาสเตียนสามารถเป็นตัวของตัวเองได้ และในขณะเดียวกันก็เป็นผู้ชายที่ดีขึ้น

หากจะว่าไป แม็กซ์คิดว่า เจนเนอร์เป็นรักแรกของเซบาสเตียนก่อนที่เขาจะตกหลุมรักเอวี่ด้วยซ้ำ เพราะในบ่อนการพนันที่ดูจะเป็นโลกของชนชั้นต่ำ เซบาสเตียนเอาความสามารถทั้งหมดที่ตัวเองมี ความสามารถที่เขาเคยคิดว่า ไม่มีประโยชน์อะไรเลยมาใช้ได้ มันเป็นครั้งแรกในชีวิตที่เซบาสเตียนสร้างอะไรบางอย่างด้วยตัวเอง 

เขาสร้างเจนเนอร์ขึ้นมา 

แม็กซ์คิดว่าคนแต่งหนังสือเรื่องนี้เก่งมาก ๆ ที่จับประเด็นนี้มาได้ การเขียนเรื่องเกี่ยวกับพระเอกที่เป็นชายเสเพลและผ่านอะไรในชีวิตมามาก การทำให้เขาเป็นพระเอกที่มีค่าควรอ่านก็คือ การให้เขาเปลี่ยนแปลงตัวเองกลายเป็นคนที่รับผิดชอบ  แต่วิธีที่เขียนหลายครั้งก็สอบตก เพราะมันไม่น่าเชื่อ โดยเฉพาะในกรณีของเซบาสเตียนมันยากมาก ๆ ที่จะทำให้คนอ่านเชื่อ

แต่แม็กซ์เชื่อนะคะ เพราะมันเป็นไปได้ ลิซ่าไม่ได้เขียนให้เซบาสเตียนกลายเป็นชายผู้น่านับถือ ไม่ได้เขียนให้เขาเปลี่ยนแปลงตัวเองเป็นคนอีกคน เซบาสเตียนยังคงเป็นตัวเขาเอง เพียงแต่เขาได้พบอะไรบางอย่างที่ผลักดันเขา และความรักที่เกิดขึ้นกับเอวี่ก็เป็นสิ่งที่ทำให้เขากลายเป็นคนที่คู่ควร

การอ่านครั้งที่สองก็ยังไม่ได้ทำให้แม็กซ์เปลี่ยนใจค่ะ หนังสือเล่มนี้ถือเป็นหนึ่งในหนังสือที่สนุกที่สุดเล่มนึงที่เราเคยอ่าน เรื่องราวความรักที่ไม่ได้ใช้พล็อตอะไรแปลกประหลาด แค่เรื่องของคนสองคนที่แตกต่างกันราวกับฟ้าและดิน แต่เมื่อต้องมาใช้ชีวิตร่วมกัน ก็พบว่า อีกฝ่ายคือส่วนที่ขาดไปในชีวิตของพวกเขา

สิ่งที่ทำให้เรื่องนี้พิเศษเหนือเรื่องอื่นที่ใช้พล็อตแนวเดียวกันก็คือ ความน่าเชื่อ เพราะเราเชื่อในความรักทีเ่กิดขึ้น ในตัวตนของเซบาสเีตียนที่แม้เขาจะยังมีคาแร็คเตอร์เดิม แต่เขาก็เป็นคนที่ดีขึ้น ในขณะที่เอวี่เองก็ยังคงเป็นคนเดิม แต่เธอมั่นใจในตัวเองมากขึ้น ความเปลี่ยนแปลงของเอวี่ก็ไม่ได้เกิดขึ้นชั่วข้ามคืน และนั่นทำให้หนังสือเล่มนี้น่าเชื่อยิ่งขึ้นไปอีก แต่เป็นเพราะการได้อยู่กับเซบาสเตียน การทีไ่ด้รู้ถึงความรู้สึกที่เขามีให้กับเธอ มันทำให้เอวี่ก้าวพ้นอดีตของเธอมาได้ (อดีตที่เอวี่ถูกสอนว่าเธอไม่มีค่าคู่ควรกับความรัก)

คะแนนที่ 93

To Wed a Wicked Earl // Olivia Parker

posted on 01 Nov 2009 14:01 by maxtreme  in F-Club, Historical

หากจะบอกว่าแม็กซ์เป็นคนที่เจ็บแล้วไม่รู้จักจำก็ว่าได้ค่ะ เพราะหลังจากที่ผิดหวังมากกับหนังสือเรื่อง At the Bride Hunt Ball ของนักเขียนคนนี้แล้ว ที่น่าเบื่อหน่ายขนาดที่ว่า เราอ่านไม่จบ แม็กซ์ยังรนหาที่ หาเรื่องใส่ตัวด้วยการซื้อหนังสือเล่มนี้ของโอลิเวีย พาร์คเกอร์มาอ่าน

แต่อย่างน้อยเราก็อ่านเล่มนี้จนจบค่ะ 

ซึ่งไม่รู้เหมือนกันว่าเป็นข้อดีหรือข้อเสียนะคะ 

 

 

To Wed a Wicked Earl ของโอลิเวีย พาร์คเกอร์

หนังสือเล่มนี้เป็นเล่มที่สองต่อเนื่องกับเรื่อง At the bride hunt ball แต่ไม่คิดว่า ต้องอ่านเล่มแรกหรอกนะคะ ก็น่าจะรู้เรื่องได้อย่างไม่มีปัญหา 

หนังสือเล่มนี้เปิดเรื่องต่อเนื่องกับเล่มก่อนหน้า โดยเป็นวันที่ทริสแทน น้องชายของดยุคกำลังจะเลือกหญิงสาวผู้ที่จะมาเป็นเจ้าสาวของเขา แต่หญิงคนนั้นไม่ใช่ชาร์ล็อตต์ และนั่นนำความผิดหวังมาให้เธออย่างยิ่ง เพราะชาร์ล็อตต์แอบหลงรักทริสแทนมานานแล้ว นับตั้งแต่วันที่เขาช่วยเธอเอาไว้ แต่สิ่งที่ชาร์ล็อตต์ไม่รู้ก็คือ กลับกลายเป็นอดัม เอิร์ลแห่งรอธบูรี่ต่างหากที่รักเธอ และเขาก็คือคนที่เข้ามาช่วยกู้หน้าเธอเอาไว้ในวันที่ทริสแทนเลือกหญิงคนอื่นเป็นคู่ครอง

หลายเดือนผ่านไปชาร์ล็อตต์และอดัมได้มีโอกาสพบกันอีกครั้ง ทั้งคู่ได้กลายเป็นเพื่อนกัน แม้ว่านั่นไม่ใช่สิ่งที่ทั้งสองต้องการ อดัมซึ่งหลงรักชาร์ล็อตต์มานานแล้ว รู้ว่าตัวเองไม่คู่ควรกับชาร์ล็อตต์ และไม่ต้องการให้ตัวเองเป็นอันดับสองในหัวใจของหญิงที่รัก เขาจึงเก็บความรู้สึกของตัวเองเอาไว้ ในขณะที่ชาร์ล็อตต์ก็หลงไปกับภาพลวงว่าตัวเองยังรักทริสแทนอยู่ และรู้ว่า หญิงเรียบ ๆ อย่างเธอคงไม่มีวันชนะใจชายเสเพลผู้ที่แสนหล่อเหลาและมีเสน่ห์อย่างอดัมได้

แต่อาการป่วยของผู้เป็นยายของอดัมก็ทำให้ทั้งคู่ใกล้ชิดกันมากขึ้น

แม็กซ์ตัดสินใจซื้อเรื่องนี้มาอ่านทั้งที่ไม่ชอบผลงานเขียนเล่มแรกของเธอ ก็เป็นเพราะอ่านพล็อตเรื่องที่ปกหลังแล้วรู้สึกว่า น่าสนใจมาก เราชอบเรื่องที่พระเอกแอบหลังรักนางเอก แต่คิดว่า เธอไม่รักเขา นั่นเป็นหนึ่งในพล็อตโปรดของเราเลยล่ะ ปัญหาก็คือ ในเล่มนี้คนแต่งพูดหลายครั้งถึงความรักที่อดัมมีให้ชาร์ล็อตต์ พูดว่าเขารักเธอมานานแค่ไหน แต่ไม่เคยเลยสักครั้งในเรื่องที่จะสื่อคำพูดนั้นให้เห็นออกมาเป็นการกระทำ หรือความรู้สึกที่สื่อไปถึงคนอ่าน มันเหมือนกับการอ่านว่า "ฉันรักเธอ" ที่เป็นแค่คำพูด แต่ไม่มีหลักฐานสนับสนุน 

ตลอดทั้งเรื่องอดัมที่ได้แต่พูดกับตัวเองว่า รักชาร์ล็อตต์แค่ไหน ไม่เคยทำให้อะไรที่สื่อถึงความรักที่เขารู้สึกในหัวใจ มันไม่ซาบซึ้ง ไม่ลึกซึ้ง สรุปว่าไม่ซึ้งเอาเสียเลย

ส่วนชาร์ล็อตต์เองก็เป็นตัวละครที่แบนราบ ไม่มีความน่าสนใจ อ่านไปแล้วไม่เห็นเลยว่า เธอมีอะไรดีขนาดที่อดัมต้องมาหลงรักหลายปี 

นอกจากนี้แล้วการดำเนินเรื่องยังเชื่องช้าน่าเบื่อมาก ๆ เรื่องราวไม่มีทิศทาง บทสนทนาแบนราบ ไม่น่าอ่านสักนิดเดียว โดยรวมแล้วเป็นเรื่องที่เหมาะจะอ่านก่อนเข้านอนค่ะ เพราะมันจะทำให้คุณหลับได้อย่างง่ายดาย

ขณะที่กำลังอ่านเรื่องนี้ ทำให้แม็กซ์คิดถึงคำพูดที่เราเคยได้ยินคนพูดกันค่ะว่า สนพ.เอว่อนพยายามปั้นนักเขียนใหม่ให้เขียนในสไตล์เดียวกับจูเลีย ควินน์ และหนังสือเล่มนี้ก็ให้ความรู้สึกแบบนั้น ความพยายามที่จะเลียนแบบจูเลีย ควินน์ ความพยายามที่ล้มเหลวโดยสิ้นเชิง เพราะมันมีแค่จูเลีย ควินน์เพียงคนเดียว ที่เหลือก็คือของปลอม

คะแนนที่  40