Non-Romance

Captain Vorpatril's Alliance // Lois McMaster Bujold

posted on 02 Nov 2012 13:05 by maxtreme in A-Club, Non-Romance directory Fiction

นี่เป็นหนึ่งในหนังสือที่เรารอคอยอยากอ่านมาพักใหญ่ ๆ แล้วล่ะค่ะ โชคเป็นของเราที่ไม่ต้องรอนาน ไม่ใช่อะไรหรอกนะคะ เป็นเพราะเราเริ่มต้นอ่านหนังสือชุดนี้ล้าหลังจากคนอื่นมากมาย ก็เลยได้เปรียบตรงที่กว่าจะเริ่มอ่าน เรื่องในชุดนี้ออกมาหลายเล่ม ทำให้เราอ่านได้อย่างต่อเนื่องไม่ต้องขัดใจ

เล่มนี้มีความพิเศษจากเล่มอื่น ๆ ตรงที่คนที่เล่าเรื่อง และโฟกัสของเรื่องไม่ได้อยู่ที่ตัวละครหลักของชุดอย่างไมลส์ วอร์คอซิกัน หากแต่เป็นอิวาน วอร์แพทริล ญาติผู้พี่ซึ่งมีอายุใกล้เคียงกัน และถูกเปรียบเทียบกับไมลส์ตลอดชีวิตของคนทั้งสอง 

สำหรับคนที่อ่านเรื่องชุดนี้ อิวานเป็นคาแร็คเตอร์ที่น่าสนใจค่ะ ในทางนึงคนแต่งสามารถสร้างอิวานให้เป็นศัตรูคนสำคัญของไมลส์ได้ จากการที่คนสองคนถูกเปรียบเทียบกันมาตลอดชีวิต อิวานคือสิ่งที่ไมลส์ควรจะเป็น หากมารดาของเขาไม่ได้ถูกสารพิษขณะตั้งท้องของเขา และนั่นทำให้อิวาน และไมลส์แตกต่างกันราวกับฟ้าและดิน 

ในแง่รูปลักษณ์ ในขณะที่ไมลส์มีร่างกายพิกลพิการ กระดูกเปราะบางเพราะสารพิษที่ได้รับตั้งแต่ยังไม่เกิด อิวานคือชายชาตรีสมกับวงค์ตระกูลวอร์ ซึ่งเป็นนักรบ อิวานสอบเข้าโรงเรียนทหารได้อย่างง่ายดาย ในขณะที่ไมลส์สอบตก (เพราะสภาพร่างกาย) แต่ในขณะเดียวกันก็เห็นได้ชัดว่า ในแง่ของสติปัญญา ไมลส์เหนือกว่าญาติผู้พี่ของเขา และชีวิต (และเรื่องราวในเรื่องชุดนี้) สำหรับไมลส์ก็คือ การเอาชนะข้อจำกัดทางด้านร่างกาย เพื่อพิสูจน์ให้ทุกคนเห็นว่า เขาเหมาะสมที่จะเป็นคนในวงค์ตระกูลวอร์ (คอซิกัน) มากขนาดไหน

ขณะที่ไมลส์ใช้ชีวิตมุ่งมั่นกับความสำเร็จ ทำทุกอย่างเพื่อให้ได้รับการยอมรับ อิวาน วอร์แพทริลทำในสิ่งที่ตรงกันข้าม สำหรับคนที่อ่านเรื่องชุดนี้ อิวานเป็นเหมือนตัวตลก สร้างเสียงหัวเราะและความขบขัน เขาคือด้านตรงกันข้ามกับไมลส์ หรือถ้าพูดให้ถูก เขาไม่ได้ใช้ศักยภาพของตัวเองที่มี รูปลักษณ์แข็งแรงงดงาม ถูกใช้ไปกับการจีบสาว และผ่อนคลาย ในฐานะของทายาทลำดับต้น ๆ ของราชบัลลังค์แห่งดาวบาร์รายาร์ อิวานใช้ชีวิตจนทำให้ผู้คิดทรยศทั้งหลายไม่แม้แต่จะคิดเอาเขาเป็นสัญลักษณ์ ในการล้มล้างอำนาจ นั่นเพราะทุกคนรู้กันอยู่ว่า อิวาน วอร์แพทริลไม่มีอะไรเลย (ในสมอง) ก็แค่ชายหนุ่มหน้าตาดี ที่มีชาติตระกูลสูง แต่ทำตัวไร้สาระไปวัน ๆ

แต่นั่นคือ ตัวตนของเขาจริงแน่เหรอ

ในนิยายของหลุยส์ แม็คมาสเตอร์ บูโจลด์ ไม่เคยมีอะไรเป็นอย่างที่ตาเห็น และแน่นอนว่า อิวาน วอร์แพทริลก็ไม่ใช่อย่างที่ตาเห็น 

 

 Captain Vorpatril's Alliance ของหลุยส์ แม็คมาสเตอร์ บูโจลด์

เรื่องนี้ถ้านับตามเหตุการณ์ในเรื่อง (ไม่ใช่ลำดับการเขียนนะคะ) น่าจะถือว่าเป็นเล่มที่สิบเอ็ดในชุด (เหตุการณ์ต่อจาก Diplomatic Immunity)  แต่เล่มนี้มีความแตกต่างตรงที่โฟกัสเรื่องราวได้เปลี่ยนจากคนในตระกูลวอร์คอ ซิกัน (แอรัล/คอร์ดีเลีย และไมลส์) ไปที่อิวาน วอร์แพทริลญาติผู้อยู่ภายใต้เงามืดของไมลส์ วอร์คอซิกันมาตลอดชีวิต

ในเล่มก่อนหน้า (สำหรับเราตั้งแต่เรื่อง Mirror Dance เป็นต้นมา) คนอ่านเริ่มได้เห็นอีกด้านนึงของอิวาน และน่าจะพอรู้สึกกันบ้างว่า จริง ๆ แล้วมีอะไรภายใต้ฉากหน้าที่ดูเหมือนจะไร้สาระของอิวาน ซึ่งในเล่มนี้ก็เป็นการยืนยันความคิดของเรานะคะ แต่ในขณะเดียวกันมันก็ไม่ได้ซับซ้อนอะไรมากขนาดนั้น 

เพราะอิวานก็คืออิวาน เขาไม่ได้กลายเป็นอัจฉริยะ หรือกลายเป็นไมลส์ วอร์คอซิกันชั่วข้ามคืน เพียงเพราะเล่มนี้เป็นเรื่องที่เขาเป็นตัวเอก ดังนั้นสบายใจได้นะคะ คาแร็คเตอร์ทุกอย่างของเขาที่คนอ่านชื่นชอบ (และทำให้หัวเราะ) ก็ยังมีอยู่ครบถ้วน  เพียงแต่ในเล่มนี้พิเศษมากขึ้นไปอีกตรงที่เราได้เข้าไปเห็นกระบวนการความคิด ของเขา และรู้ที่มาที่ไปของข้อสรุปที่เขาเลือกกระทำ

ในส่วนของพล็อต คงต้องบอกว่า อย่าคาดหวังเรื่องราวชีวิตหนัก ๆ หรือการเล่นเกมส์ซ่อนกลกันในเรื่องที่ไมลส์เป็นตัวเอกนะคะ ส่วนหนึ่งเพราะนั่นไม่ใช่คาแร็คเตอร์ของอิวาน ไม่ใช่ตัวตนที่เขาเป็น เล่มนี้มีความคล้ายคลึงกับเรื่อง A Civil Affair มากกว่าค่ะ เรื่องราวที่อ่านไปแล้วนึกว่าเป็นโรแมนซ์ด้วยซ้ำ (หรืออาจจะบอกว่า ดีกว่าโรแมนซ์ซะอีก) ซึ่งก็เช่นเดียวกัน เรื่องราวแบบนี้เหมาะสมกับความเป็นอิวานอย่างยิ่ง 

เช่นเดียวกับไมลส์ อิวานได้พบกับคู่ชีวิตของเขาบนดาวโคมาร์ ดาวที่ถูกปกครองโดยบาร์รายาร์ อิวานเดินทางมาที่ดวงแห่งนี้เนื่องจากทำงานเป็นผู้ติดตามท่านนายพลใหญ่ ซึ่งมีภารกิจมาเยี่ยมเยียนที่นี่พอดี และนั่นทำให้เขาอยู่ถูกที่ถูกทาง (หรือจะใช้คำว่าผิดที่ผิดทางดี) เป็นตัวช่วยที่เหมาะสมสำหรับไบยาร์ลี หนึ่งในญาติ (ที่ห่างกันมาก ๆ ) และสายลับแห่งบาร์รายาร์ ไบต้องการความช่วยเหลือจากอิวาน ด้วยการให้เขาทำในสิ่งที่ตัวเองถนัดที่สุด นั่นก็คือ ตามจีบให้สาวเจ้าตกลงยอมพาอิวานกลับไปยังทีพัก

แต่แน่ล่ะว่า ไม่มีอะไรง่าย เมื่อหญิงสาวคนนี้ไม่ใช่คนธรรมดา และ "การจีบ" ของอิวานก็ให้ผลในทางตรงกันข้าม เมื่อเขาถูกเข้าใจผิดว่า เป็นมือสังหารที่ถูกส่งมาตามล่าเธอ และในการพบกันครั้งแรก อิวานก็โดนยิงให้สลบ จับมัดไว้กับเก้าอี้ และกลายเป็นพยานพบเห็นความพยายามลักพาตัว ทั้งหมดนั่นทำให้เขาไม่มีทางเลือก นอกจากพาสาวเจ้ากลับไปหลบภัยที่บ้านพักชั่วคราวของเขา

สาวคนนี้มีนามว่า ทัช และเธอไม่ใช่คนแห่งดาวโคมาร์ เธอมาจากดินแดนที่ไกลกว่านั้น แต่ไม่ใช่สถานที่แปลกถิ่นสำหรับอิวานเท่าไหร (ในเมื่อญาติของเขาได้ไปลุยดาวแห่งนี้มาหลายรอบแล้ว) ทัชเป็นลูกสาวของบารอนในอาณาจักรที่นับถือเงินเป็นพระเจ้าแห่งดาวแจ๊คสันโฮล ซึ่งเมื่อพ่อและแม่ของเธอถูกล้มล้าง ทัชและพี่เลี้ยงหลบหนีออกมาตามแผนที่วางกันไว้นานแล้ว แต่บางอย่างผิดพลาด และตอนนี้เธอติดกับอยู่ที่โคมาร์ ไม่อาจเดินทางไปที่ดาวเอสโคบาร์ตามที่วางแผนได้

ถ้านั่นยุ่งไม่พอ ศัตรูก็กำลังตามติดเพื่อจับตัวเธอกลับไป เพื่อข้อมูลสำคัญที่หญิงสาวรับรู้ และคนที่อยู่ตรงกลางในเรื่องยุ่งยากทั้งหมดก็คือ อิวาน วอร์แพทริล

เรื่องนี้อาจจะไม่ใช่ความฉลาดล้ำลึกทางกลยุทธ์ เพราะเห็นได้ชัดว่าอิวานไม่ใช่ไมลส์ สิ่งที่เห็นก็คือสิ่งที่เป็นตัวตนของเขา แต่อิวานไม่ได้มีแต่เปลือกนอกที่เป็นหน้าตาที่หล่อเหลา เขามีสาระอันเป็นแก่นสารของตัวเอง เพียงแต่เขาไม่ใช่ไมลส์ (และเราก็ไม่ได้คาดหวังให้เขาเป็น) และในเล่มนี้เมื่อเราได้เข้าไปอยู่ในหัวของเขาเต็มที่ เราก็ได้เห็นมุมมองในสิ่งที่คนอื่นเห็น และมันก็ยืนยันว่า เขามีอะไรมากกว่าที่คนอื่นคาดการณ์ไว้

นี่คือ ความคิดของเขาต่อความสำเร็จที่โดดเด่นที่สุด ความสามารถในการจีบสาว ซึ่งตลอดทั้งเรื่องไมลส์อิจฉาอิวานในเรื่องนี้มาก

"Not that his reputation for success with women was undeserved, but it was due to brains, not luck and steady allegiance to a few simple rules. The first rule was to go to places where lots of women already in the mood for company had congregated -  parties, dances, bars. Although not weddings, because those tended to put the wrong sorts of thoughts into their heads. Next, try likely prospects till you hit one who smiled back. Next, be amusing, perhaps in a slightly risque but tasteful way, until she laughed. Extra points if the laughter was genuine. Continue ad lib from there. A 10:1 ratio of trials to hits was not a problem as long as the original pool contained ten or more prospects to start with. It was simple statistics, as he'd tried to explain to his cousin Miles on more than one occusion."

แค่บทที่สองก็สื่อตัวตนของอิวานได้ชัดเจนอย่างยิ่งแล้วล่ะค่ะ เขาเป็นอย่างที่เราเห็น แต่เขาก็ไม่ใช่อย่างที่เราคิด (ในตอนแรก) อิวานแค่แตกต่าง เขาเลือกใช้ชีวิตอย่างที่ตัวเองต้องการ และมีความสุข ไม่มีอะไรเสียหายกับการที่ไม่ใช่คนทะเยอทะยาน และทุ่มเททุกอย่างเพื่อความสำเร็จ

พระเอกของเรื่องเป็นจุดเด่น และขอบอกว่า ทำให้เราอ่านไปยิ้มไป มีความสุขมาก แม็กซ์พูดกะเพื่อนหลายคน หลายครั้งในขณะที่อ่านหนังสือเรื่องนี้ก็คือ "เรามีความสุขในชีวิตมากเวลาอ่านเล่มนี้" เพราะเนื้อเรื่องที่น่ารัก คาแร็คเตอร์ที่น่ารัก ในแง่นึงสำหรับคนที่ติดตามอ่านเรื่องชุดนี้ และอาจจะทึ่งไปกับความเก่งกาจของไมลส์ เราไม่แน่ใจว่าจะผิดหวังไหมนะคะ เราเองก็เป็นคนนึงที่ชอบไมลส์มาก แต่ก็ไม่มีปัญหา เพราะเรายอมรับได้ว่า อิวานไม่ใช่ไมลส์ และเขาจะไม่เลือกวิธีแก้ปัญหา หรือหาทางออกอย่างไมลส์ เขาก็เป็นแค่ตัวเขาเอง ซึ่งนั่นมากเพียงพอแล้วสำหรับเรา

อย่างที่พูดไปแล้วนะคะ พล็อตหนังสือเรื่องนี้ค่อนข้างเบา ออกแนวโรแมนซ์คอเมดี้เล็ก ๆ ซึ่งเป็นข้อดีค่ะ เพราะอ่านไปแล้วเหมือนอ่านหนังสือวันคริสต์มาสที่มีเนื้อหาให้น่าติดตาม ในขณะเดียวกันก็มีตัวละครที่เราชื่นชอบพาเหรดออกมาให้เจอหน้าจนหายคิดถึง

แน่นอนว่าไมลส์ต้องมีบท แต่ก็เข้าใจนะคะว่า ไมลส์โผล่เยอะไม่ได้ เพราะเจ้าหนูคนนี้มีนิสัยชอบขโมยซีน ดังนั้นเมื่อเล่มนี้เป็นเรื่องของอิวาน ไมลส์จึงโผล่มาเล็กน้อย จากนั้นก็ถูกส่งไปเยี่ยมท่านพ่อที่อีกดาวนึง

คนที่โดดเด่นในเล่มนี้ก็คือไซมอน อิลเลียน ที่หลังจากเรื่อง Memory ถูกคนแต่งใจร้ายยำไปอาการหนัก เล่มนี้มีเรื่องราวของเขาให้อ่านอย่างหายคิดถึงเลยนะคะ แล้วก็ฮามากตอนที่ (สปอยล์) อิ วานสรุปให้เกรเกอร์ฟังว่า ที่เกิดเรื่องทั้งหมดเป็นเพราะอิลเลียนว่างเกินเหตุ เลดี้อลิสออกไปช่วยงานจักรพรรดินี ทำให้เขาเหงาอยู่บ้านคนเดียว ก็เลยฟุ้งซ่านซะเยอะควรจะหาอะไรให้อิลเลียนทำได้แล้ว เพราะตอนนี้อาการป่วยของเขาดีขึ้นแล้ว

พูดถึงพระเอกซะเยอะนะคะ นางเอกก็ไม่ได้ด้อยกว่ามากมายนะคะ เพียงแต่ถ้าใครคาดหวังว่า หญิงสาวที่มาจากตระกูลที่ทรงอำนางแห่งแจ๊คสันโฮล ทัชไม่ได้เป็นแบบนั้น เธอแตกต่างจากพ่อแม่และพี่น้อง แต่นั่นก็ทำให้เธอเหมาะสมกับอิวาน ทางนึงเธอเข้าใจหลักการ "ต่อรอง" ของแจ๊คสันโฮล แต่อีกด้านนึงเธอก็ไม่ได้เหมาะกับชีวิตแบบนั้น ทัชไม่ทะเยอะทะยานมากพอ (คุ้น ๆ ไหมคะว่า เธอนิสัยเหมือนใคร)

เรื่องนี้เป็นเรื่องที่แฟนหนังสือชุดนี้ไม่ควรพลาด เราไม่แน่ใจเท่าไหรสำหรับคนที่เริ่มต้นอ่านชุดนี้ที่เรื่องนี้เป็นเล่มแรก ค่ะ ส่วนหนึ่งเพราะแม้เล่มนี้จะค่อนข้างเป็นอิสระจากพล็อตของเล่มก่อนหน้า แต่ก็มีการกล่าวถึงเหตุการณ์ในอดีต ชนิดที่ ถ้าคุณเป็นแฟนพันธุ์แท้ของเรื่องชุดนี้ จะต้องนึกออก ซึ่งตรงนี้แหละคือความสนุก แต่สำหรับนักอ่านหน้าใหม่ อาจจะไม่ถึงกับทำให้งง แต่ก็จะไม่เก็ตมุขเล็ก ๆ พวกนี้ (เช่นฉากการพังทลายของ ImpSec)

กระนั้น เราลองนึกนะคะ สำหรับคนที่ไม่รู้เลยว่า อิวานคือใคร ก่อนที่จะเริ่มอ่านเล่มนี้ ก็อาจจะขำมากกว่าที่เราขำก็ได้ค่ะ เพราะสำหรับเราที่ตามอ่านเรื่องชุดนี้ เรารู้ถึงความสำคัญของอิวาน แต่ในเล่มนี้ไม่ได้กล่าวถึงในตอนต้นเรื่อง และทัชก็ไม่รู้ ดังนั้นเมื่อเธอประจักษ์ว่า "สามี" ของเธอคือใครกันแน่ คนที่ไม่รู้มาก่อน อาจจะสนุกกะมันมากกว่าคนที่รู้อยู่แล้วก็ได้ค่ะ

สรุปว่า ชอบมาก ๆ ค่ะ ชอบโทนของเรื่อง ชอบที่คนแต่งคงรักษาตัวตนของอิวานเอาไว้ แต่ในขณะเดียวกันก็ทำให้เรามองเห็นเขาในด้านลึกมากขึ้น ซึ่งไม่ใช่เรื่องง่ายเลยนะคะ

คะแนนที่ 87

When Maidens Mourn // C.S. Harris

posted on 24 May 2012 14:36 by maxtreme in A-Club, Non-Romance directory Fiction

ของขวัญวันเกิดที่เราได้เยอะที่สุดไม่ใช่หนังสือหรอกนะคะ หลายคนอาจจะคิดว่า แม็กซ์ชอบอ่านหนังสือมากแบบนี้ คนน่าจะซื้อหนังสือให้เป็นของขวัญ ปัญหาก็คือ คนที่รู้จักเราจะรู้ว่า เราชอบหนังสือเรื่องอะไร และมักจะจบลงด้วยการซื้อเรื่องเดียวกันมาให้ ทำให้เราเลยมีหลายฉบับเก็บไว้อย่างที่เป็นอยู่ ตอนนี้เลยมาแบบใหม่ค่ะ ซึ่งบอกตรง ๆ ว่าเราชอบนะคะ (แปลว่า ถ้าใครอยากให้เราแบบนี้ก็พร้อมรับเสมอค่ะ) ก็คือการให้บัตรกำนัลร้านหนังสือ แล้วให้เราไปเลือกซื้อเรื่องที่อยากได้เอาเองตามแต่ใจ

หนึ่งในหนังสือที่เราใช้บัตรกำนัลที่เพื่อนให้เป็นของขวัญวันเกิดซื้อมาอ่านก็คือเรื่องนี้ค่ะ หนังสือปกแข็งเล่มแรกที่เราลงทุนซื้อด้วยเงิน (แม้จะไม่ใช่ของตัวเองร้อยเปอร์เซ็นต์) ในรอบหลายปี และมันไม่ใช่หนังสือโรแมนซ์ 

นั่นน่าจะบอกถึงความคลั่งไคล้ที่เรามีให้กับหนังสือชุดนี้เป็นอย่างดีนะคะ ในช่วงเวลาที่แม็กซ์เกือบจะไม่ได้อ่านหนังสือแนวอื่นแล้ว หนังสือชุดนี้กลายเป็นหนังสือที่เรารักมาก ๆ และทำให้เราตั้งหน้าตั้งตารอคอยเล่มต่อไปในชุดชนิดที่แทบนับวันรอเลยล่ะ 

 

 

When Maidens Mourn ของซีเอส แฮร์ริส

เรื่องนี้เป็นเล่มที่เจ็ดในหนังสือแนวสืบสวนย้อนยุคที่ดำเนินเรื่องโดยเซบาสเตียน เซ็นต์เซอร์ ไวส์เคาท์เดฟลินผู้มีชาติกำเนิดสูงส่ง แต่กลับเลือกที่จะทำงานราวกับตำรวจ (ยังไม่มีตำรวจในยุคนั้นหรอกนะคะ) 

เราไม่แนะนำเรื่องนี้ให้กับคนที่ไม่ได้ตามอ่านเรื่องชุดนี้นะคะ จริง ๆ เราคิดว่า น่าจะอ่านได้รู้เรื่องอย่างไม่มีปัญหาอะไร แต่เราอยากให้อ่านไล่เรียงกันมาตามลำดับดีกว่า ปริศนาในส่วนสืบสวนน่าอ่านมาก เรื่องส่วนตัวของเซบาสเตียนยิ่งสนุกกว่าข่าวดาราในโทรทัศน์เสียอีก 

หลังจากเพิ่งแต่งงานได้เพียงไม่กี่วัน และกำลังเตรียมตัวเดินทางไปฮันนีมูน เซบาสเตียนและฮีโร่ ลอร์ดและเลดี้เดฟลินก็ต้องเปลี่ยนแผนกระทันหัน เมื่อข่าวการเสียชีวิตของกาเบรียล เทนนิสันมาถึง 

กาเบรียล เทนนิสันเป็นหนึ่งในเพื่อนสนิทของฮีโร่ ผู้ที่ไม่กี่วันก่อนคือ ฮีโร่ จาร์วิส ที่สำคัญก็คือ เธอเป็นบุตรสาวคนเดียวของลอร์ดจาร์วิส ผู้ถือเป็นอำนาจเบื้องหลังราชบัลลังค์ ลอร์ดจาร์วิสและเซบาสเตียนไม่ได้มีความสัมพันธ์ที่ดีต่อกันเท่าไหรนัก ตั้งแต่เล่มแรกชายผู้ฉลาดมาก ๆ ทั้งสองคนยืนอยู่คนละด้าน แม้จะไม่เคยถึงกับปะทะกันโดยตรง แต่ก็ขึ้นอยู่กับเวลาเท่านั้น แต่ด้วยความจำเป็น ฮีโร่กลายเป็นเจ้าสาวของเซบาสเตียน และต้องรับบทบาทของการรักษาความสัมพันธ์อันยากเย็น ด้านนึงคือบิดาผู้เหี้ยมโหดและทำได้ทุกอย่างเพื่อพิทักษ์ราชบัลลังค์ อีกด้านคือเซบาสเตียนที่เข้าข้างความถูกต้อง ไม่สนใจว่า จะทำให้เกิดความเสียหายใหญ่หลวงขนาดไหน

การตายของกาเบรียล (สำหรับคนที่สงสัย เป็นชื่อผู้หญิงนะคะ) ได้เป็นแบบทดสอบแรกของฮีโร่ เพราะตั้งแต่เมื่อทราบข่าว และเซบาสเตียนออกไปสืบหาคนร้าย (ส่วนหนึ่งเพราะกาเบรียลเป็นเพื่อนของฮีโร และเขาได้รับการขอร้องจากนักสืบสวนคดี) ฮีโรก็รู้ว่า ฆาตกรรมครั้งนี้ ผู้ที่อยู่เบื้องหลังอาจจะเป็นบิดาของเธอเอง เพราะก่อนเสียชีวิต กาเบรียลกำลังหวาดกลัวใครบางคน และลอร์ดจาร์วิสก็เป็นคนที่น่าหวาดกลัวมาก

เรื่องนี้คล้ายคลึงกับเล่มก่อนหน้าในชุดด้วยการโยงเอาประวัติศาสตร์ของจริงมาเข้ากับเหตุการณ์ในเรื่อง แล้วสร้างเรื่องราวฆาตกรรมสืบสวนอันแสนน่าอ่าน กาเบรียล เทนนิสันเป็นคนในตระกูลเทนนิสัน ชนชั้นกลางที่ร่ำรวย ได้รับการยอมรับในสังคม  แม้วาเธอจะเลือกที่จะอยุ่เป็นโสด แต่กาเบรียลก็ได้รับการยอมรับในฐานะของผู้เชี่ยวชาญเรื่องโบราณคดี กาเบรียลเป็นคาแร็คเตอร์ที่ถูกสร้างขึ้น แต่หลานชายของเธอที่หายตัวไปสองคน หนึ่งในนั้นคืออัลเฟรด ซึ่งต่อมากลายเป็นลอร์ดเทนนิสันคนแรกของตระกูล ความสามารถด้านการแต่งกลอนของเขาทำให้เขากลายเป็นกวีแห่งแผ่นดินในยุควิคทอเรียน อัลเฟรดไม่ได้มีบทบาทอะไรเท่าไหรในเรื่องหรอกนะคะ แต่การโยงเขาเข้าไปในเรื่องเป็นสิ่งที่ฉลาดมาก (สปอยล์) เพราะถ้าคุณรู้จักเรื่องราวของลอร์ดเทนนิสันดี ก็อาจจะเดาได้ว่า ฆาตกรในเรื่องนี้คือใคร แต่แม็กซ์ไม่ได้ฉลาดขนาดนั้น เป็นอีกเล่มค่ะที่เดาคนร้ายไม่ถูก จริง ๆ ก็ใกล้เคียงเล็กน้อย แต่ไม่ถึงกับตรงทีเดียว

ขณะที่เสียชีวิต กาเบรียลกำลังอยู่ในระหว่างการขุดค้นหาตำนานโบราณคาเมล็อต การไล่ตามหาความเชื่อเก่าแก่ที่หลายคนไม่คิดว่า จะมีจริง แต่กาเบรียลปักใจว่า สถานที่ที่เธอกำลังสำรวจอยู่นั้นคือคาเมล็อต ดูผิวเผินแล้วไม่น่าจะเป็นอะไรที่นำอันตรายมาสู่หญิงสาวได้ แต่ในยามที่บ้านเมืองไม่สงบ ประชาชนที่มองดูการปฏิวัติของฝรั่งเศส แล้วมองดูเจ้าชายผู้สำเร็จราชการไม่เอาไหนของพวกเขา ความถวิลหาความยิ่งใหญ่ในอดีตของกษัตริย์อาเธอร์เริ่มเกิดขึ้น การค้นหาคาเมล็อตของกาเบรียลจึงดูเหมือนจะกลายเป็นอันตรายต่อราชบัลลังค์ และอะไรก็ตามที่เป็นอันตรายต่อราชบัลลังค์ ลอร์ดจาร์วิส จะทำทุกวิถีทางเพื่อกำจัดให้พ้นทาง

สำหรับคู่แต่งงานใหม่ ที่ไม่ได้เกิดจากความรัก หากแต่เป็นความจำเป็น ความสัมพันธ์ระหว่างเธอ และเซบาสเตียนถูกทดสอบ 

แม็กซ์เขียนรีวิวเรื่องนี้ผ่านจากตัวของฮีโร่นะคะ ส่วนหนึ่งเพราะว่า เราติดใจกับเรื่องราวในส่วนของความสัมพันธ์ของตัวเอกในเรื่อง แม้ความจริงก็คือ เรื่องนี้ดำเนินผ่านสายตาของเซบาสเตียนเป็นส่วนใหญ่ และโฟกัสของเรื่องก็อยู่ที่การค้นหาตัวคนร้าย 

เราสรุปกับตัวเองนะคะว่า ปริศนาในส่วนของคดีฆาตกรรมสนุกและน่าค้นหา ทำให้เราอ่านเรื่องนี้แบบวางไม่ลง แต่เป็นความสัมพันธ์ระหว่างเซบาสเตียน และฮีโร่ที่ทำให้ติดหนังสือชุดนี้หนึบ 

ในเล่มนี้เซบาสเตียนค้นพบเรื่องราวเกี่ยวกับตัวเองมากขึ้น บางทีอาจจะมากเกินไปด้วยซ้ำ การปรากฎตัวของคาแร็คเตอร์ที่สำคัญมากคนนึงได้มีบทบาท และเราเชื่อว่า เขาจะต้องเข้ามาเกี่ยวข้องมากขึ้นกว่านี้แน่

ตอนนี้เราเริ่มรู้สึกรำคาญแม่นางโบลีนเล็กน้อยแล้วค่ะ ก่อนหน้านั้นพยายามเข้าใจนะคะ เธอคือหญิงสาวที่เซบาสเตียนรักอย่างหมดใจ การแยกจากกันของทั้งสองไม่ใช่ความผิดของคนทั้งคู่ แต่ยิ่งเราอ่าน ก็ยิ่งเห็นว่าฮีโร่คือคนที่ใช่สำหรับเซบาสเตียน ถึงแม้พระเอกจะยังมองไม่เห็นก็ตาม เข้าใจนะคะว่า เวลาในเรื่องเพิ่งไม่นาน พระเอกยังลืมรักเก่าไม่ได้ และจริง ๆ ถ้าเขาลืมได้ ก็คงไม่ใช่เซบาสเตียนคนที่เรามีใจให้ขนาดนี้ แต่ตอนอ่านฉากแคท และเซบาสเตียนมาเจอกันอีกรอบ แล้วก็เกิดอาการเซ็งค่ะ

ตอนนี้ได้แต่คิดว่า ปีหน้าเล่มใหม่ที่จะออกมา ก็เป็นปกแข็งอีกแล้ว ต้องเริ่มเก็บเงินซื้อแล้วล่ะ

คะแนนที่ 85 (เราให้เท่ากับทั้งชุดนั่นแหละค่ะ)

Komarr // Lois McMaster Bujold

posted on 29 Mar 2012 16:33 by maxtreme in B-Club, Non-Romance directory Fiction

ร้างราห่างหายการเขียนเรื่องรีวิวเรื่องชุดวอร์คอซิกัน ของหลุยส์ แม็คมาสเตอร์ บูโจลด์ไปนานเลยนะคะ ไม่ใช่เพราะชะลอในการอ่านหรอกนะคะ เราอ่านติดกันสิบกว่าเล่มในเวลาอาทิตย์กว่า ๆ แต่หลังจากเขียนรีวิวเรื่อง Memory จบไป ก็รู้สึกเหมือนอาการเมาค้างค่ะ ไม่รู้จะเค้นอารมณ์ตรงไหนมาเขียนรีวิวเรื่องต่อเนื่องเล่มนั้นได้อีก

ซึ่งว่าไปแล้ว Komarr ก็เหมือนที่พักผ่อนคลายอารมณ์ หลังจากเจอมรสุมลูกใหญ่กับเรื่อง Memory เหตุการณ์ในเล่มนี้ก็เลยดูธรรมดาไปเลย แต่ที่บอกว่าธรรมดา ก็โดยมาตรฐานของนักเขียนระดับคุณภาพอย่างบูโจลด์นะคะ และมาตรฐานของเธอ เราก็ตั้งไว้สูงมาก ๆ

นอกจากนี้แล้ว เล่มนี้เป็นเล่มที่ (ในที่สุด) หญิงในฝันของไมลส์ก็ปรากฎตัว หญิงสาวคนที่เขารอคอยมาตลอดชีวิต เธอออกมามีบทบาทครั้งแรกในเล่มนี้ และแม็กซ์ก็คงต้องบอกว่า เซอร์ไพร์สเราพอสมควร เพราะทุกอย่างที่ไมลส์เผชิญมาในชีวิต เราคิดว่า ผู้หญิงที่คู่ควรกับเขาน่าจะเป็นสาวที่มาจากนอกดาวบาร์รายาร์ คนที่ยอมรับ "ความแตกต่าง" ของเขาได้ ในขณะที่หญิงสาวที่โตมากับขนบธรรมเนียมประเพณีที่ค่อนข้างโบราณของบาร์รายาร์น่าจะไม่อาจมองข้ามมันไปได้ 

แต่เราไม่ได้ผิดหวังกับนางเอกของเขาเลยนะคะ เรียกว่าคุ้มค่าที่รอคอยมาเกือบสิบเล่ม และคุ้มค่าสำหรับไมลส์ที่รอคอยเธอมานานเช่นกัน 

 

 Komarr ของหลุยส์ แม็คมาสเตอร์ บูโจลด์

เล่มนี้นับเป็นเล่มที่เก้าในชุดค่ะ  เปิดเรื่องแทบจะต่อเนื่องกับตอนจบของเรื่อง Memory เลยทีเดียว เพราะหลังจากที่ไมลส์ วอร์คอซิกันได้รับแต่งตั้งให้เป็นผู้ตรวจการแผ่นดิน (เราแปลตำแหน่งเองนะคะ เทียบหน้าที่น่ะค่ะ ไม่ได้แปลตรงตัวจากภาษาอังกฤษ) เขาก็เริ่มต้นฝึกฝนการทำงานด้วยการติดตามผู้ตรวจการคนอื่น เพื่อสังเกตขั้นตอนในการทำงาน ในขณะเดียวกันก็เรียนรู้งานของตัวเองไปในตัว

ภารกิจที่เขาทำร่วมกับวอร์ธี ผู้ตรวจการอีกคนก็คือ การสืบหาความจริงว่า อุบัติเหตุที่เกิดขึ้นกับกระจกแห่งโคมาร์ ซึ่งเป็นอุปกรณ์ที่ใช้ในการสร้างภูมิประเทศเพื่ออนาคตของดาวโคมาร์ซึ่งเป็นดาวที่ผู้คนอาศัยกันอยู่ในโดม (เพราะอากาศเป็นพิษ กระจกอันนี้ใช้ในการปลูกพืชนอกโดม เพื่อให้พืชเติบโต และสร้างอากาศที่ดีพอจะให้คนอาศัยอยู่นอกโดมได้ในอนาคต) กระจกนี้ถูกทำลายลง หลังจากยานอวกาศลำนึงพุ่งเข้าชน ข้อมูลยังไม่ปรากฎชัดเจนว่า มันเป็นความจงใจ หรือแค่อุบัติเหตุ 

และเนื่องจากเอแคททารีน หลานสาวของวอร์ธีอาศัยอยู่ในดาวโคมาร์ ไมลส์และวอร์ธีจึงมาพักอาศัยที่บ้านของเธอ และสามี ซึ่งทำให้ไมลส์ได้พบกับสาวในฝันของเขาในที่สุด ปัญหาก็คือ เธอแต่งงานแล้ว และแม้ชีวิตแต่งงานของเอแคททารีนจะไม่สมบูรณ์แบบ เพราะสามีของเธอไร้ความรับผิดชอบ แต่มันก็ไม่ได้ทำให้อะไรง่ายขึ้นมา

และยิ่งเมื่อไมลส์และสามีของเอแคททารีนถูกลอบทำร้าย ซึ่งทำให้ชายอีกคนตาย ความสัมพันธ์ระหว่างไมลส์ และเอแคททารีนก็ยิ่งซับซ้อนมากขึ้น

เราเกริ่นไปแล้วนะคะ หลังจากความปั่นป่วนในอารมณ์ที่เกิดขึ้นเยอะมากระหว่างที่อ่านเรื่อง Memory แม็กซ์รู้สึกว่า ดีกรีความรุนแรงของเล่มนี้ลดน้อยลงมา แม้ว่าประเด็นในเรื่องจะค่อนข้างล่อแหลม การที่เอแคททารีนแต่งงานอยู่แล้ว ระหว่างที่พบกับไมลส์ครั้งแรก นี่ไม่ใช่เรื่องการผิดศีลธรรมที่ต้องคิดอะไรกันมา เพราะทั้งไมลส์ และเอแคททารีนเป็นคนที่มีเกียรติมากพอ รวมทั้งเหตุการณ์ในเรื่อง (และโฟกัสของเรื่อง) ไม่ได้เน้นไปที่การพัฒนาความสัมพันธ์ของทั้งคู่ (แม้แน่นอนว่า ความสัมพันธ์ของทั้งสองได้รับการพัฒนาขึ้นมาก็ตาม) ทำให้เรื่องไม่ได้เป็นแนวรักคนที่มีเจ้าของแล้ว หรือการทรยศนอกใจ

ตอนแรกที่ได้พบกับเอแคททารีน ขอบอกว่าไม่มั่นใจเท่าไหรว่า ผู้หญิงคนนี้คือคนที่ "ใช่" สำหรับไมลส์ ก็คิดดูนะคะ อ่านหนังสือชุดนี้มาตั้งแต่ไมลส์ยังไม่เกิด ติดตามการเติบโต เส้นทางการค้นพบตัวเองของเขา แม้จะไม่เคยเป็นแม่ใคร แต่อ่านไปก็รู้สึกเหมือนเป็นแม่ของไมลส์ไปไม่น้อย ทำให้เราเป็นห่วงเรื่องผู้หญิงในชีวิตของเขามาก แล้วก็ต้องบอกตามตรงว่า ในเล่มที่ผ่านมา บรรดาสาว ๆ ในชีวิตของไมลส์ ก็ยังไม่มีคนไหนที่ถูกใจเราเลยสักคน (กระทั่งควินน์) ทำให้ตอนที่อ่านก็เหมือนตั้งแง่กะเอแคททารีนไว้ก่อนเลย

แต่เธอทำให้เราเปลี่ยนใจได้ค่ะ เริ่มตั้งแต่เธอมองเห็นไมลส์อย่างที่เขาเป็น และพอใจในสิ่งที่เขาเป็น ตั้งแต่เริ่มแรก เอแคททารีนมองผ่านชายเตี้ย คอหนา หัวโต มองเห็นหนุ่มกำยำ แข็งแรง และฉลาดเฉลียว นั่นเป็นจุดเริ่มต้นที่เรามองเอแคททารีนแตกต่างออกไป (ไม่ใช่ว่าผู้หญิงคนอื่นในชีวิตของเขาจะแสดงความรังเกียจรูปลักษณ์ของเขาหรอกนะคะ แต่เอแคททารีนมองเห็น ทั้งที่เธอยังไม่รู้จักเขาดีด้วยซ้ำ)

ฉากเด็ดที่ทำให้เธอได้ใจเราไปตลอดกาล ก็คือในช่วงท้ายเรื่อง เมื่อเอแคททารีนอยู่ในอันตราย เธอรู้ว่า เดิมพันคืออะไร และพร้อมจะเสียสละชีวิต หากจำเป็น ในขณะเดียวกันก็ไม่ได้เล่นบทสาวน้อยรอคอยความช่วยเหลือ เรื่องนี้เป็นเล่มแรกที่ไมลส์ไม่ต้องขี่ม้าขาวมากู้สถานการณ์ เพราะเอแคททารีนจัดการเสร็จสรรพ

ไมลส์ยังคงเป็นไมลส์ แต่ในเล่มนี้เรามองเห็นชายคนที่เขาเป็น ในเล่มก่อนหน้ามีความลังเล ไม่แน่ใจ และการพยายามค้นหาตัวตนของเขา แต่ในเล่มนี้ไมลส์ดูมีความสุขกับตัวตนที่เขาเป็น นั่นเป็นครั้งแรกในชีวิตที่เราเห็นเขารู้สึกเช่นนั้น ทำให้นี่อาจจะเวลาที่เหมาะที่สุดที่เขาจะตกหลุมรัก

พล็อตของเล่มนี้เป็นแนวสืบสวนมากที่สุดในบรรดาหนังสือทั้งชุด ซึ่งก็เข้าแนวที่เราชอบนะคะ ปริศนาคนร้ายในเรื่องไม่ถึงกับหลอกเราได้ แต่ก็ถือว่าเขียนได้ดี และทำให้เรายิ่งยกย่องคนแต่งมากขึ้นไปอีก เพราะนี่เป็นอีกแนวนึงที่เธอเขียนได้ดี

โดยรวม ข้อเสียเดียวที่เรารู้สึกกับเรื่องนี้ก็คือ เราเริ่มอ่านต่อเนื่องทันทีหลังจากจบเรื่อง Memory หนังสือที่ทำให้อารมณ์ของเราปั่นป่วนอย่างมาก ทำให้พอมาหยิบเล่มนี้ เราเลยรู้สึกว่า หลายอย่างนิ่งลงไป จังหวะของเรื่องเนิบนาบขึ้น แต่นั่นก็คือสิ่งที่เหมาะสมที่สุด เพราะอารมณ์ของเรารับอะไรที่มากกว่า Memory ไม่ได้แล้ว

คะแนนที่ 77

Love You More & The 7th Month // Lisa Gardner

posted on 28 Mar 2012 16:32 by maxtreme in C-Club, Non-Romance directory Fiction

หนังสือสองเล่มนี้เป็นส่วนหนึ่งของสัปดาห์เลือดสาดของเราค่ะ (ซึ่งหมายถึงสัปดาห์ที่เราหยิบแต่หนังสือแนวฆาตกรรมสอบสวนมาอ่านนะคะ ไม่ใช่ไปฆาตกรรมใครเลือดก็เลยสาด) เพราะหลังจากอ่านงานชุด Sebastian St. Cyr ของซีเอส แฮร์ริสจบลง แม็กซ์ก็บังคับตัวเองให้เลี้ยวกลับเข้าแนวโรแมนซ์ไม่ได้เลย ก็เลยถือเป็นโอกาสอันดีขุดเอางานแนวโรแมนติคสืบสวนที่ค้าง ๆ เอาไว้มาอ่าน ซึ่งก็ไม่เวิร์คอีกเช่นกัน สุดท้ายก็เลยมาตายรังที่นักเขียนแนวสืบสวนคนโปรดของเราอย่างลิซา การ์ดเนอร์ค่ะ

 

 

Love You More ของลิซา การ์ดเนอร์

สำหรับคนที่ไม่รู้ ลิซา การ์ดเนอร์เริ่มต้นอาชีพนักเขียนในนามของอลิเซีย สก๊อตต์ หนึ่งในนักเขียนของสำนักพิมพ์ฮาร์ลิควิน แต่เธอมาโด่งดังกับงานแนวสืบสวนเข้มข้น เรื่องซับซ้อนที่ทำเอาคนอ่านหัวหมุน แต่สิ่งที่ทำให้แม็กซ์ชอบงานเขียนของเหนือนักเขียนแนวนี้คนอื่น ๆ (หรือกระทั่งแนวโรแมนติคสืบสวนด้วยซ้ำ) ก็คือการเขียนในส่วนของความสัมพันธ์ของคาแร็คเตอร์ที่เราต้องยกให้ว่า เหนือชั้นเหลือเกิน และเล่มนี้ก็ไม่ใช่ข้อยกเว้น เพียงแต่มันไม่ใช่ความสัมพันธ์ในเรื่องของความรักฉันท์ชู้สาวเท่านั้นเอง

เรื่องนี้เป็นเล่มที่ห้าในชุด (จากการนับตามเว็บไซด์ของคนแต่งเอง) ที่มีนักสืบดีดี วอร์เรนเป็นคาแร็คเตอร์เอก (แม้ว่าในสองเล่มแรก ดีดีไม่ได้เด่นอะไรมากนัก แต่สามเล่มหลังเธอก็กลายเป็นตัวเอกของชุดไปแล้ว)

ดีดี วอร์เรนนักสืบแห่งกรมตำรวจบอสตันถูกเรียกตัวไปทำคดีที่ดูผิวเผินไม่มีอะไรซับซ้อน เทสสา ลีโอนีตำรวจประจำรัฐยิงปืนสามนัดปลิดชีวิตของสามีตัวเอง สภาพของเทสสาแสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่า เธอเป็นเหยื่อของความรุนแรงในครอบครัว แต่เรื่องน่าฉงนก็คือ โซฟี ลูกสาวของเทสสา (และลูกเลี้ยงของสามีที่ตาย) หายตัวไปอย่างลึกลับ และเทสสาไม่ได้แสดงออกเฉกเช่นมารดาผู้เป็นห่วงลูกสาว นั่นทำให้ดีดีเกิดความสงสัย

คดีนี้ยังนำดีดีกลับมาทำงานร่วมกับคู่หูเก่าอีกครั้งนึง บ๊อบบี้ ดอจด์เคยเป็นอดีตคู่หูที่เคยทำงานร่วมกัน ที่มากกว่านั้น เขาและเธอเคยมีอดีตกันมาก่อน แต่ตอนนี้บ๊อบบี้แต่งงานแล้ว (เหตุการณ์ในเรื่อง Hide) ในขณะที่ดีดีเองก็มีความสัมพันธ์กับชายหนุ่มที่แสนน่ารักอีกคน การต้องมาทำงานร่วมกันอีกครั้ง ก็เหมือนกันรื้อฟื้นความรู้สึกเก่า ๆ ที่เคยมีให้กัน

ยิ่งเมื่อดีดี และบ๊อบบี้สืบค้นลงไปลึกในชีวิตของเทสสา ก็ยิ่งพบความผิดปกติ  สามีของเธอที่ดูเหมือนจะเป็นพวกชอบใช้ความรุนแรง กลับไม่พบหลักฐานว่าเป็นคนเช่นนั้น ในขณะเดียวกัน การหายตัวไปของเด็กน้อยโซฟีก็ยิ่งทำให้เรื่องตึงเครียดมากขึ้น

เล่มนี้ตัดสลับการเล่าเรื่องระหว่างดีดี และเทสสา ทำให้คนอ่านได้มองเห็นเรื่องจากอีกมุมนึง ซึ่งพาเราย้อนกลับไปที่จุดเริ่มต้นระหว่างเธอ และสามี ชายที่ดูเหมือนจะสมบูรณ์แบบไปเสียทุกอย่าง และเช่นเดียวกับนักสืบ เราก็เริ่มตั้งคำถามว่า แท้จริงแล้วในวันเกิดเหตุ อะไรกันแน่ที่เกิดขึ้น

ซึ่งแน่นอนว่า ในนิยายของลิซา การ์ดเนอร์ไม่มีอะไรตรงไปตรงมา หรือเป็นอย่างที่ตาเห็น ทุกอย่างลึกลับซับซ้อน และทำให้คนอ่านต้องทึ่ง (สปอยล์) โดยเฉพาะฉากที่เทสสาจัดการจนทำให้การชันสูตรศพของสามีของเธอกลายมาเป็นสิ่งสำคัญอันดับแรก และทำให้แผนการของเธอเข้าที่เข้าทาง 

เราเคยบ่นในเล่มก่อนหน้าไปว่า ไม่รู้สึกว่า รู้จักดีดี วอร์เรนเท่าที่ควร แต่ในเล่มนี้เรามองเห็นเธอชัดขึ้นนะคะ รู้สึกถึงตัวตนของเธอมากขึ้น โดยเฉพาะเมื่อเรื่องสำคัญได้เกิดขึ้นกับชีวิตของเธอ  (สปอยล์) เมื่อดีดีพบว่าตัวเองตั้งท้อง และกำลังทำคดีที่แม่อาจจะเป็นคนฆ่าลูกสาวของตัวเอง ทำให้เธอตั้งคำถามของความเป็นแม่ ทำให้เราได้เห็นด้านที่อ่อนโยนของคาแร็คเตอร์คนนี้มากขึ้น

และอาจเป็นเพราะเล่มนี้เล่าเรื่องราวของเทสสา และตั้งประเด็นความรักของผู้เป็นแม่ ทำให้ในกระบวนงานของลิซา การ์ดเนอร์ที่เราอ่านมา เล่มนี้หวานน้อยที่สุด (แต่ไม่ได้บอกว่า เล่มอื่นมันหวานมากมายอะไรนะคะ แต่เล่มนี้ไม่มีประเด็นเรื่องความรักฉันท์หนุ่มสาวอยู่ในเรื่องเลยด้วยซ้ำ)  และไม่รู้ว่า เป็นเพราะจุดนี้รึเปล่า แม็กซ์ถึงชอบเล่มนี้น้อยกว่าเล่มอื่น ๆ พอควร

อีกส่วนนึงที่เราไม่แน่ใจว่า เป็นปัญหาหรือไม่ ก็คือ ความเก่งกาจ และแยบยลของเทสสา แผนการต่าง ๆ ของเธอ ทำให้เรารู้สึกว่า ดีดีโง่ไปทันที เพราะแม้จะไม่ถึงกับเป็นศัตรูกัน แต่ทั้งคู่ก็อยู่กันคนละฝั่ง และเล่มนี้ (สปอยล์) เทสสาเท่ห์โคตร ๆ ฉากที่เธอแหกคุกออกไปตามล่าคนที่จับตัวลูกสาวของเธอไป ได้ใจของเราเต็ม ๆ

ขอบอกว่า เรื่องนี้มีโทนเรื่องที่เศร้ามาก ๆ ฉากที่เล่าเรื่องราวในอดีตระหว่างเทสสา และสามีของเธอ แม็กซ์อ่านไปก็เศร้าไป เพราะเรารู้อยู่แล้วว่า ชายคนนั้นจะตายในที่สุด อ่านแล้วถึงกับทำให้หดหู่เลยล่ะ  

ถ้าเทียบงานแนวเดียวกันที่ได้อ่าน งานของลิซา การ์ดเนอร์ยังเป็นอันดับต้น ๆ ที่เราชอบ แต่ถ้าให้เทียบกับงานของลิซา การ์ดเนอร์เอง เราชอบเล่มอื่นมากกว่าค่ะ

เล่มนี้คะแนนที่ 63

 

 

The 7th Month ของลิซา การ์ดเนอร์

เรื่องนี้เป็นเรื่องสั้นเรื่องแรกที่ลิซา การ์ดเนอร์เขียนค่ะ นับแล้วเป็นเล่มที่ 5.5 ในชุด เล่าเรื่องราวขณะที่นักสืบดีดี วอร์เรน หญิงแกร่งประจำกรมตำรวจบอสตันกำลังท้องโย้ ได้เจ็ดเดือนตามชื่อเรื่อง เล่มนี้ออกเป็น eSpecial นั่นคือออกมาในรูปแบบอีบุ๊คอย่างเดียว ไม่มีพรินต์บุ๊ค (ณ วันนี้ 28 มีนาคม 2012)

ดีดี วอร์เรนซึ่งกำลังท้องได้เจ็ดเดือน ถูกสั่งให้ทำงานประจำสถานีตำรวจ ซึ่งไม่ใช่งานที่เธอพิศมัยอะไรมากมายนัก  แต่เมื่อชายท่าทางตลก ๆ เดินมาที่โรงพัก พร้อมกับร้องขอตำรวจสักนายนึงมาช่วยในการถ่ายทำภาพยนตร์ เพราะอดีตตำรวจเกษียณอายุซึ่งเป็นที่ปรึกษาในกองถ่ายคนก่อนหน้า จู่ ๆ ก็ทิ้งงานไปกระทันหัน ทำให้เขา ซึ่งเป็นนักสร้างภาพยนตร์ที่ต้องการความสมจริงสุด ๆ ต้องหาคนมาแทน และสำหรับดีดีที่กำลังว่างอยู่พอดี ก็คิดว่า ยังดีกว่านั่งเฉย ๆ ทำงานเป็นประชาสัมพันธ์ที่โรงพัก

กลางดึกวันนั้น (หนังถ่ายทำกันในสุสานตอนดึก) ดีดีไปที่กองถ่ายตามนัด แต่เธอไม่ได้คิดจะทำแค่เป็นที่ปรึกษาการถ่ายทำเท่านั้น เพราะมีการพบศพของอดีตนายตำรวจคนที่เคยเป็นที่ปรึกษาคนเก่าถูกฆ่าตาย ดีดีจึงคิดว่า เป็นโอกาสอันดีที่จะสืบคดีไปในเวลาเดียวกัน

ปัญหาของเรื่องนี้ก็คือ สั้นเกินไป และหนังสือของลิซา การ์ดเนอร์อ่านสั้น ๆ ไม่เวิร์คค่ะ เพราะเธอเป็นคนที่เขียนทุกอย่างแบบแยบยล ต้องวางพื้นฐานของเรื่อง ค่อย ๆ ทำให้คนอ่านคิดตามไปเรื่อย ๆ ก่อนจะนำสู่จุดไคลแม๊กซ์ แต่เล่มนี้ลิซา ไม่ได้มีเวลา (หรือหน้ากระดาษ) มากแบบนั้น ทำให้เรารู้สึกว่า หลายอย่างในเรื่องเป็นการ "บอก" แทนที่จะเป็นการ "เล่า" เรื่องให้คนอ่านได้ข้อสรุปเอาเอง ทำให้เรารู้สึกว่า จังหวะเรื่องมันผิดไปหมด 

ข้อดีของเล่มนี้ก็คือ ทำให้เราได้มองเห็นตัวตนของดีดีมากขึ้น เธอมีความเป็นมนุษย์มากขึ้น  และดูเหมือนความแข็งกร้าวที่เรารู้สึกตั้งแต่แรกที่เจอกับเธอ (ในเล่มแรก ๆ ในชุด) ดูอ่อนโยนลงไปเยอะ แต่ก็นะ ดีดีกำลังจะเป็นแม่ ซึ่งจุดนี้ทำให้เรารู้สึกว่า อยากอ่าน Catch Me เล่มต่อไปในชุด เมื่อดีดีต้องสมดุลระหว่างความเป็นแม่ และตำรวจ อยากรู้ว่า เธอจะปรับตัวยังไงกับสถานการณ์ใหม่ในชีวิต

สำหรับเล่มนี้ คะแนนที่ 57 (เพราะสั้นเกินไป ยังไม่ทันเข้าถึงเรื่อง ก็จบลงซะแล้ว)

Sebastian St. Cyr Mystery Series // C.S. Harris

posted on 19 Mar 2012 15:24 by maxtreme in A-Club, Non-Romance directory Fiction

หนังสือชุดนี้ออกขายตั้งแต่ปี 2005 แล้วล่ะค่ะ และถ้าไม่ใช่เพราะว่า ซีเอส แฮร์ริส คนแต่งหนังสือชุดนี้ก็คือ คนคนเดียวกับแคนดิซ พร็อตเตอร์ แม็กซ์ก็คงจะมองข้ามไปอย่างไม่ใส่ใจอะไรนัก เพราะในช่วงสิบกว่าปีที่ผ่านมา แม็กซ์เน้นหนักไปกับการอ่านเรื่องแนวโรแมนซ์ จนพลาดหนังสือแนวอื่นไปเยอะมาก แต่เนื่องจากแคนดิซ พร็อตเตอร์เป็นนักเขียนที่เราชอบมาก และเสียดายไม่น้อยที่เธอเลิกเขียนโรแมนซ์ไป ทำให้เมื่อรู้ว่า เธอเปลี่ยนนามปากกา แล้วหันมาเขียนแนวสืบสวน ก็เลยตามซื้อตุนเก็บไว้ก่อน ทั้งที่ก็ไม่ค่อยแน่ใจหรอกนะคะว่า จะหยิบมาอ่านเมื่อไหร

เวลาผ่านไปไวเหมือนโกหกค่ะ หกปีกว่าผ่านไป แม็กซ์ซื้อหนังสือชุดนี้เก็บราว ๆ ปีละเล่ม จนเล่มล่าสุดซึ่งเป็นเล่มที่เจ็ดในชุดออกขายสร้างความกดดันให้กับตัวเองว่า จะต้องหยิบมาอ่านสักที ประกอบกับอารมณ์ในตอนนี้หวานซึ้งไม่ค่อยออกเท่าไหร ก็เลยตัดสินใจหยิบมาอ่าน

พอจบเล่มแรก เราคงต้องบอกว่า ไม่ได้ถึงกับทำให้เราปวารณาตัวเป็นสาวกของนักเขียนคนนี้ไปเลยหรอกนะคะ เราคิดว่า เธอเขียนเรื่องได้น่าสนใจ มีคาแร็คเตอร์ดำเนินเรื่องที่โดดเด่น ปมปริศนาในการสืบสวนที่ซ่อนเงื่อนให้ต้องใช้ความคิด ไม่ได้เดาออกง่าย ๆ แต่ก็ไม่ได้ถึงกับจับใจ แต่เมื่อหยิบเล่มต่อ ๆ ไปในชุดนี้ขึ้นมาอ่าน แม็กซ์ก็ยิ่งพบว่า ตัวเองหลุดเข้าไปในโลกของหนังสือเล่มนี้มากขึ้น จนตอนนี้คงต้องบอกว่า เรื่องราวของพวกเขายังอยู่ในความคิดคำนึงของเราอยู่เลยค่ะ อย่างช้า ๆ และไม่รู้ตัว แม็กซ์กลายเป็นสาวกของหนังสือชุดนี้ไปแล้วล่ะค่ะ 

มีอะไรหลายอย่างมากในหนังสือชุดนี้ พล็อตสืบสวนที่คาดเดาไม่ได้ (เราทายไม่ถูกเลยสักเล่มว่าใครคือคนร้าย) แต่ส่วนที่ยอดเยี่ยมที่สุดก็คือการผสมผสานประวัติศาสตร์ที่เกิดขึ้นจริงเข้าไปในเนื้อเรื่อง ซึ่งเราก็อ่านเรื่องแนวย้อนยุคสืบสวนมาเยอะนะคะ แต่ไม่เจอเรื่องชุดไหนที่ทำได้อย่างลงตัวมากเท่ากับชุดนี้ เพราะประวัติศาสตร์กลายเป็นส่วนหนึ่งของเนื้อเรื่อง เป็นแรงผลักดันของเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ทำให้คนอ่านเข้าถึงเรื่องราวในประวัติศาสตร์ชนิดที่ไม่ใช่การบอกเล่าให้ท่องจำ แต่ผสมผสานเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตของตัวละคร

และแน่นอนว่า สำหรับคนชอบอ่านเรื่องแนวโรแมนซ์อย่างเรา ชีวิตส่วนตัวของเซบาสเตียน ตัวเอกของเรื่องเป็นสิ่งที่น่าติดตามมาก สำหรับเรื่องที่ไม่ใช่โรแมนซ์ และเน้นหนักที่การสืบหาความจริงในคดีฆาตกรรม ชีวิตของเซบาสเตียนยิ่งกว่าดาวพระศุกร์ในละครไทยค่ะ แต่แม้จะพูดเช่นนี้ เราก็หยุดตัวเองไม่ได้ติดตามอ่านได้

สรุปว่า อ่านจบชุดนี้ไปแล้วหกเล่ม เราคลั่งไคล้หนังสือชุดนี้อย่างรุนแรง กระทั่งสามวันหลังจากอ่านเล่มสุดท้ายจบ จิตใจของเราก็ยังวนเวียนคิดถึงเล่มนี้อยู่เลย

และเนื่องจากเหตุการณ์ในแต่ละเล่มจะค่อนข้างสปอยล์เรื่องราวในเล่มก่อนหน้า โดยเฉพาะในส่วนที่เกี่ยวกับชีวิตส่วนตัวของเซบาสเตียน ก็ขอเตือนก่อนอ่านรีวิวนะคะ เพราะเราคงจะมีการสปอลย์เรื่องในส่วนนี้ไว้บ้าง และเราพยายามไม่เล่ามาก (เกินไป) ในพล็อตส่วนสืบสวนนะคะ เพราะขอบอกว่า สนุกมาก ไม่อยากสปอยล์ อีกอย่างเราค่อนข้างฝักใฝ่ไปกับเรื่องส่วนตัวของเซบาสเตียนเป็นพิเศษ ซึ่งจริง ๆ เรื่องชุดนี้ไม่ได้โฟกัสมากอะไรเป็นพิเศษหรอกนะคะ แต่เราอดพูดถึงไม่ได้ ดังนั้นจึงเป็นการเขียนรีวิวเรื่องแนวสืบสวน แต่ดันพูดเรื่องความสัมพันธ์เยอะเป็นพิเศษ

  What Angels Fear ของซีเอส แฮร์ริส

หนังสือเล่มแรกในชุด และเปิดตัวคาแร็คเตอร์หลักของเรื่อง เซบาสเตียน เซ็นต์เซอร์ ไวส์เคาท์เดฟลิน อดีตทหารผ่านสงครามที่ตอนนี้ปลดประจำการกลับมาใช้ชีวิตไปวัน ๆ ในลอนดอนอย่างไม่ใส่ใจอะไรทั้งสิ้น

ในฐานะลูกชายคนเดียวที่มีชีวิตอยู่ของเอิร์ลแห่งเฮนดอน ซึ่งถือว่า เป็นชายผู้มีอิทธิพลมากที่สุดในอังกฤษ เซบาสเตียนก็ยังไม่วายถูกลากเข้าไปพัวพันกับแผนการร้ายลึกลับ เมื่อนางละครดาวรุ่งมาแรงอย่างเรเชล ยอร์คถูกพบเป็นศพถูกฆ่าข่มขืนอย่างเหี้ยมโหดในโบสถ์แห่งนึง และข้างศพของเธอมีปืนที่ใช้ในการดวลซึ่งมีตราประจำตัวของไวส์เคาท์เดฟลินจารึกอยู่ นั่นทำให้เซบาสเตียนกลายเป็นผู้ต้องสงสัยอันดับหนึ่งทันที

ความเป็นลูกชายของขุนนางใหญ่ในแผ่นดินอาจจะช่วยปกป้องเซบาสเตียนได้ หากลอร์ดจาร์วิส ซึ่งเป็นญาติของกษัิตริย์ และเป็นอำนาจเบื้องหลังบัลลังค์อย่างแท้จริงไม่ได้ตัิดสินใจที่จะทำให้เขากลายเป็นแพะรับบาป ลอร์ดจาร์วิสออกคำสั่งอย่างชัดเจนต่อผู้สืบสวนให้จัดการนำตัวเซบาสเตียนมาดำเนินคดีอย่างรวดเร็ว เพื่อไม่ให้เป็นเยี่ยงอย่าง ซึ่งในสมัยที่แนวคิดการปฏิวัติล้มลางกษัตริย์กำลังเฟื่องฟู นี่เป็นยุคอันตรายอย่างยิ่ง ทุกคนต้องระวังไม่ให้มวลชนรู้สึกว่า ขุนนางมีอำนาจเหนือความยุติธรรม และเซบาสเตียนกำลังจะต้องมารับเคราะห์เป็นแพะบูชายันเพื่อบรรเทาความโกรธของฝูงชนต่อคดี

เมื่อรู้ว่า ตัวเองคงไม่ได้รับความยุติธรรม อดีตทหาร และบทบาทที่สำคัญยิ่งกว่า สายลับในสงครามกับฝรั่งเศส เซบาสเตียนรู้ว่า ตนเป็นที่พึ่งของตน เขาจึงเริ่มต้นสืบหาความจริงที่เกิดขึ้น ความจริงที่นำเขาเข้าไปสู่เกมส์การแย่งชิงอำนาจระหว่างขั้วการเมืองสองฝ่าย ที่ช่วงชิงความเป็นผู้นำ ท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญ เมื่ออังกฤษกำลังจะประกาศยุคผู้สำเร็จราชการ

การตามหาความจริงทำให้ชีวิตของเซบาสเตียนหมุนกลับไปพบกับแคท โบลีน อดีตคนรักสาวที่ทิ้งเขาไปเมื่อหกปีก่อนอีกครั้ง แคทเป็นนักแสดงและเป็นเพื่อนกับเรเชล ดังนั้นเธอจึงเป็นแหล่งข่าวที่ดีในการสืบหาความจริงที่เกิดขึ้น และในขณะเดียวกัน การได้พบกันอีกครั้งก็ทำให้เซบาสเตียนประจักษ์ต่อความจริงที่ว่า เขาไม่เคยลืมเลือนเธอไปจากหัวใจเลย และสิ่งที่เขาคิดว่าเกิดขึ้นเมื่อหกปีก่อน ที่แคททิ้งเขาไป เพราะพ่อของเขาข่มขู่ว่าจะตัดเซบาสเตียนออกจากเงินของตระกูล และแคทไม่อาจใช้ชีวิตอย่างยากจนกับเขาได้ เป็นอีกเรื่องโกหกนึงในชีวิตของเขา

When Gods Die ของซีเอส แฮร์ริส

หลังจากประสบความสำเร็จในการเคลียร์ชื่อเสียงให้ตัวเองได้สำเร็จ เซบาสเตียนก็ต้องรับบทนักสืบจำเป็นอีกครั้ง คราวนี้เขาถูกล่อด้วยความลับในอดีต เมื่อศพของมาร์ชันเนสสาวสวยถูกพบอยู่กับเจ้าชายผู้สำเร็จราชการ และข่าวลือแพร่สะพัดไปทั่วถึงความ "บ้าคลั่ง" ของเจ้าชาย ลักษณะที่หลายคนกลัวว่าจะเป็นคำสาปของราชวงค์แฮนโนเวอร์ และนั่นทำให้ลอร์ดจาร์วิส ซึ่งเป็นอำนาจเบื้องหลังราชบัลลังค์เห็นท่าไม่ดี จึงเรียกตัวเซบาสเตียน ชายคนที่จาร์วิสถือว่าเป็นศัตรู แต่ก็เป็นคนเดียวที่น่าจะมีความสามารถในการไขคดีนี้ได้

เซบาสเตียนไม่อยากเข้ามายุ่ง แต่เพราะสร้อยที่พบบนศพของมาร์ชันเนสผู้นั้น เป็นสร้อยเส้นเดียวกับที่มารดาของเขาสวมใส่ ซึ่งถ้าแค่นั้นก็คงไม่แปลกอะไร แต่มารดาของเขาสวมสร้อยเส้นนั้นลงเรือที่ล่ม และสร้อยควรจะจมอยู่ใต้ทะเล ไม่ใช่มาปรากฎบนลำคอของศพหญิงสาวผู้น่าสงสารคนนั้น และนั่นก็มากพอจะทำให้เซบาสเตียนรับไขคดี

เบาะแสนำเขาเข้าไปในชีวิตของมาร์ชันเนส หญิงสาวผู้แต่งงานกับชายที่แก่กว่าตัวเองมากกมายสี่สิบปี เด็กสาวที่ตกหลุมรักหนุ่มข้างบ้าน แต่เขายากจนเกินกว่าจะครองคู่กับเธอได้ นั่นทำให้เธอเลือกที่จะแต่งงานกับชายแก่ ด้วยหวังว่า เมื่อเขาตาย เธอจะเป็นอิสระ แต่ไม่มีอะไรตรงไปตรงมาอย่างที่ตาเห็น การหลอกลวง การทรยศ และความรักที่ไม่น่าเกิดขึ้น พร้อมกับตอนจบที่น่าเศร้า

ในเล่มนี้เซบาสเตียนก็ได้เรียนรู้เรื่องโกหกอีกเรื่องนึงในชีวิตของเขา พร้อม ๆ กับการพัฒนาความสัมพันธ์กับคนรักสาวนามว่าแคท โบลีน หญิงสาวที่เขาปรารถนาอย่างสุดหัวใจที่จะแต่งงานด้วย แต่ด้วยภูมิหลังที่เป็นนางละคร และเคยเป็นเมียเก็บของชายมากมาย ทำให้เธอไม่เหมาะสมสำหรับบุตรชายของท่านเอิร์ล และแม้เซบาสเตียนจะไม่สนใจ แคทก็รักเขามากพอที่จะไม่ตอบตกลง สถานการณ์ความรักที่มืดมน และเป็นไปไม่ได้

Why Mermaids Sing ของซีเอส แฮร์ริส

หลังจากแสดงฝีมือไขคดีที่ซับซ้อนได้ถึงสองคดี (ในเล่มหนึง และสอง) เซบาสเตียนก็ได้รับคำเชิญจากเซอร์เฮนรี เลิฟจอย (ซึ่งเป็นคนที่ตามจับเขาในเล่มแรก What Angels Fear) ให้เข้ามาร่วมทีมไขคดีฆาตกรรมต่อเนื่อง เมื่อลูกชายคนโตของชายหลายคนที่ดูไม่น่าจะมีความเกี่ยวข้องกันถูกฆ่าตายด้วยวิธีการที่คล้ายคลึงกัน ความตายที่น่าหวาดกลัวเมื่อชิ้นส่วนบางส่วนของเหยื่อถูกแล่ออก

ร่องรอยเบาะแสนำเขากลับไปเผชิญหน้ากับศัตรูเก่าอย่างลอร์ดจาร์วิส และยิ่งเมื่อสืบเข้าใกล้ความจริงมากขึ้น ด้านมืดของมนุษย์ที่ทำทุกอย่างเพื่อเอาชีวิตรอดก็ยิ่งปรากฎเด่นชัดขึ้น และนั่นทำให้เซบาสเตียนต้องตั้งคำถามว่า มีอะไรที่มนุษย์ทำไม่ได้เพียงเพื่อให้มีชีวิตอยู่ต่อไปได้อีกแค่วันเดียว

เล่มนี้คดีที่เกิดขึ้นกระทบใจเราอย่างรุนแรงค่ะ เรานึกถึงมันหลังจากอ่านเรื่องนี้จบ และคงคิดถึงมันไปอีกนานแสนนาน (สปอยล์) ฉากที่เซบาสเตียนอ่านบันทึกของกัปตันเรือ ที่บรรยายเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ภายหลังจากลูกเรือก่อกบฎ และสละเรือ ทำให้กัปตัน และผู้โดยสารอยู่บนเรือที่กำลังจะจม ไม่มีอาหารและน้ำเพียงพอ จนสุดท้ายต้องทำให้คนเหล่านั้นตัดสินใจปลิดชีวิตของลูกเรือที่ได้รับบาดเจ็บ เพื่อแล่เนื้อ เอาเลือดของเขามากิน อ่านแล้วทั้งสยอง และหดหู่จิตใจยิ่งนัก ในขณะเดียวกันก็สะท้อนความจริงที่ว่า มนุษย์สามารถทำได้ทุกอย่างเพื่อเอาชีวิตรอด

ประเด็นของเรื่องนี้หนักมาก ๆ นะคะ เรามีความเห็นใจทั้งเหยื่อ และฆาตกร ซึ่งเราคิดว่า คนแต่งทำได้ดีมาก ๆ ที่สามารถดึงเอาเราลงไปในเรื่องราวได้มากขนาดนี้

ในขณะที่เซบาสเตียนพยายามสืบหาความจริง อดีตของแคทก็ตามเธอจนทัน เมื่อหญิงสาวถูกลอร์ดจาร์วิสแบล็คเมลล์ให้บอกชื่อหัวหน้าสายลับคนล่าสุดของฝรั่งเศส มิฉะนั้นจะเปิดโปงความจริงที่ว่า เธอเคยทำงานให้กับฝรั่งเศสมาก่อน ในเล่มนี้ทำให้เราได้รู้สึกจริง ๆ ว่า เซบาสเตียนรักหญิงสาวคนนี้มากแค่ไหน เพราะเมื่อเขารู้ความจริงว่า เธอเป็นสายลับให้กับฝรั่งเศส ในขณะที่เขาเสี่ยงตายต่อสู้กับฝรั่งเศส เซบาสเตียนไม่มีกระทั่งความรู้สึกสับสน รีรอ เขาทำทุกอย่างเพื่อช่วยเหลือเธอ อย่างไม่มีข้อแม้ ในเล่มนี้เองทำให้เราเข้าใจความรักอันท่วมท้นที่เขามีต่อเธอ แต่ในขณะเดียวกันก็ยิ่งทำให้เราเห็นได้ชัดเจนว่า แคท โบลินไม่ใช่ผู้หญิงที่เหมาะกับเซบาสเตียน เธอไม่อาจควบคุมด้านมืดของเขาได้ เธอไม่ใช่คู่คิดคนที่เขาต้องการ และจำเป็นต้องมีในชีวิตเพื่อสร้างสมดุลให้กับเขา แคทอาจจะเป็นหญิงสาวที่เซบาสเตียนรักที่สุด แต่เธอไม่ใช่คนที่เกิดมาเพื่อเขา

นี่เป็นแนวคิดที่แปลกสักหน่อย โดยเฉพาะสำหรับคนที่ชอบอ่านโรแมนซ์อย่างเรา แต่ตั้งแต่เล่มแรกแล้วค่ะ เรารู้สึกว่า แคทไม่เหมาะกับเซบาสเตียน เธอไม่อาจควบคุมด้านที่ดิบของเขาได้ แต่จุดแตกหักระหว่างแคท และเซบาสเตียนในเล่มนี้ก็เป็นพล็อตแนวดาวพระศุกร์มากไปหน่อยนะ (น้ำเน่าน่ะ) จนทำให้เรารู้สึกว่า นี่เป็นจุดที่กระโดดออกมาจากธีมเรื่องชุดนี้มากไป เพราะเล่มนี้ผสมผสานทุกอย่างได้ลงตัวมาก ๆ เอาเหตุการณ์จริงในประวัติศาสตร์มาใส่ลูกเล่น สร้างคดีฆาตกรรมเข้ามาเกี่ยวข้อง ดึงเซบาสเตียนเข้าไปสืบสวน การเผชิญหน้ากันระหว่างเขาและศัตรูตัวฉกาจอย่างลอร์ดจาร์วิส ทั้งหมดนี่ทำให้ลงตัวมาก แต่เรื่องส่วนตัวของเขา โดยเฉพาะประเด็นกะแคท มันนิยายสองสลึงชัด ๆ

แต่พูดแบบนี้ก็เถอะนะ เราดีใจค่ะที่คู่นี้เลิกกันได้ซะที (ใจร้ายไปไหมเนี่ย)

Where Serpents Sleep ของซีเอส แฮร์ริส

หลังจากอกหัก รักคุดชนิดเจ็บปวดที่สุดในชีวิต เซบาสเตียนที่เพิ่งสร่างเมาก็ได้พบกับการขอความช่วยเหลือจากคนที่เขาไม่เคยคาดคิดมาก่อน

มิสฮีโร่ จาร์วิส บุตรสาวคนเดียวของลอร์ดจาร์วิส ชายผู้เป็นศัตรูคู่แค้นของเซบาสเตียน เดินทางมาพบ และขอให้เขาช่วยสืบคดีที่เกิดขึ้น ฮีโร่เป็นคนเดียวที่รอดชีวิตจากเหตุการณ์สังหารหมู่ในบ้านแมกดาเลนา ซึ่งเป็นบ้านพักฉุกเฉินของเหล่าโสเภณีที่คิดกลับใจ ฮีโร่อยู่ที่นั่นเพื่อสัมภาษณ์หญิงสาวที่เคยทำงานเป็นโสเภณี และในระหว่างที่กำลังคุยกับหญิงสาวที่ชื่อว่า โรส โจนส์ คนกลุ่มนึงก็บุกเข้ามาในบ้าน ตามหาใครบางคน แต่ไม่ลังเลที่จะฆ่าทุกคนในบ้านหลังนั้น ฮีโร่ และโรสหลบหนีออกไปจากบ้านได้ แต่โรสก็ถูกยิง และตายในอ้อมแขนของฮีโร่ก่อนที่จะหนีพ้น

เหตุการณ์นั้นหลอกหลอนหญิงสาววัยยี่สิบห้าปียิ่งนัก และเมื่อบิดาที่ทรงอิทธิพลของเธอทำทุกอย่างเพื่อปกปิดเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เพราะไม่ต้องการให้ลูกสาวต้องเข้าไปพัวพันกับเรื่องอื้อฉาว ฮีโร่รู้ดีว่า มีชายเพียงคนเดียวในลอนดอนที่กล้าท้าทายอำนาจของลอร์ดจาร์วิส และเธอก็ฉลาดพอที่จะรู้ว่า จะต้องทำอย่างไรเซบาสเตียนถึงจะตอบตกลงรับสืบสวนคดีที่เกิดขึ้น แม้ว่าเขาจะร้างลาไปจากการทำงานเช่นนี้เป็นเวลาแปดเดือน (เพราะช้ำใจที่ต้องเลิกกับแคท โบลีน เลยเมาเหล้าเละ)

การจับคู่ทำงานร่วมกันของคนสองคนที่น่าจะมาเกี่ยวข้องกันได้จึงเกิดขึ้น และทำให้แม็กซ์ได้มองเห็นผู้หญิงที่คู่ควรกับเซบาสเตียนอย่างเต็มตาเป็นครั้งแรก ฮีโร่ จาร์วิสไม่ใช่คาแร็คเตอร์ใหม่นะคะ เธอออกมามีบทบาทตั้งแต่เล่มแรก และถ้าเข้าใจไม่ผิด คนแต่งตั้งแต่มาตั้งแต่ต้นที่จะจับคู่เธอให้กับเซบาสเตียน แต่ก็ต้องใช้เวลาถึงสามเล่มค่ะ กว่าที่คู่นี้จะเริ่มมองเห็นกันและกัน แต่ก็แค่มองเห็นนะคะ ยังไม่ได้มีความรู้สึกลึกซื้งอะไร เพราะเซบาสเตียนไม่ใช่คนรักง่ายหน่ายเร็ว เขารักแคทเสมอ และยังไม่เคยลืมเธอ ดังนั้นในเล่มนี้ (และอีกหลายเล่ม) ความสัมพันธ์ระหว่างเขาและฮีโร่จึงเป็นการพบกันของคนที่ฉลาดพอกัน มุ่งมั่นพอกัน และเติมเต็มความขาดของอีกฝ่าย (ในส่วนของข้อมูลการสืบสวน)

เช่นเดียวกับเล่มก่อนหน้า (Why Mermaids Sing) ประเด็นในเล่มนี้ก็สะเทือนใจ โดยเฉพาะเมื่อความจริงเปิดเผยเกี่ยวกับตัวตนที่แท้จริงของโรส โจนส์ หญิงสาวที่ตายในฐานะของโสเภณี แต่เธอไม่ได้เริ่มต้นชีวิตเช่นนั้น ความโชคร้าย และชะตากรรมที่ซ้ำเติม ผลักดันเธอจนมาถึงจุดนี้ และจบชีวิตของเธอเสียตั้งแต่ยังไม่ได้เริ่มต้น

จุดเด่นมาก ๆ ของเซบาสเตียนก็คือ การที่เขาอยู่ข้างของเหยื่อเสมอ และเรื่องราวของโรส โจนส์ก็บอกเล่าประเด็นนี้ได้เป็นอย่างดี และที่เหนือไปยิ่งกว่า ก็คือการผูกเรื่องซับซ้อนของเล่มนี้ เหตุการณ์ที่เริ่มต้นจากความตายของโสเภณีคนนึง ก่อนที่จะนำไปสู่พล็อตก่อการร้ายแรงครั้งนึงในประวัติศาสตร์

ตรงนี้แหละค่ะที่ทำให้เราชอบหนังสือชุดนี้ยิ่งนัก การร้อยเรียงเหตุการณ์ในประวัติศาสตร์เข้าไปกับเนื้อเรื่องจนแยกไม่ออกว่าอะไรคือนิยาย อะไรคือความจริง เพราะทุกอย่างสอดรับเป็นเหตุเป็นผลกันไปหมด ทำให้อ่านแล้วนอกจากจะได้เรื่องราวสืบสวน ชีวิตส่วนตัวที่น้ำเน่ามาก ๆ ของเซบาสเตียน ก็ยังได้รู้เกร็ดประวัติศาสตร์ คนที่คิดว่ารู้เรื่องในยุครีเจนซีเป็นอย่างดี (จากการอ่านเรื่องแนวโรแมนซ์) เราอยากให้อ่านเล่มนี้ค่ะ เพราะได้เห็นอีกด้านนึงของยุค ทั้งการเมือง เศรษฐกิจ และสภาพสังคม

What Remains of Heaven ของซีเอส แฮร์ริส

ศพของบิชอปแห่งกรุงลอนดอนถูกพบในหลุมฝังศพใต้ดินที่เพิ่งถูกเปิดออก หลังจากถูกปิดมาเป็นเวลานาน และเซบาสเตียน เซ็นต์เซอร์ถูกขอร้องให้เข้าไปสืบคดี ครั้งนี้คำขอมาจากผู้เป็นป้า ซึ่งเป็นเพื่อนสนิทกับอาร์คบิชอปแห่งแคนเตอร์เบอรี (ซึ่งเป็นหัวหน้าคณะสงฆ์)

การตายของบิชอปเพรสค็อตต์ถือเป็นเหตุการณ์ร้ายแรง เพราะเขาเป็นนักปฏิรูปหัวรุนแรงที่กำลังผลักดันกฎหมายห้ามการค้าทาสในทุกรูปแบบ ซึ่งจะทำให้กระทบต่อฐานะทางเศรษฐกิจของผู้มีอำนาจหลายคนในแผ่นดิน นอกจากนี้เขายังเป็นตัวเต็งที่จะก้าวขึ้นเป็นอาร์คบิชอปแห่งแคนเตอร์เบอรีคนต่อไป สถานที่จะทำให้เขาทรงอำนาจมากขึ้น และสร้างปัญหามากขึ้นให้กับคนหลายคน

นั่นทำให้การสืบสวนของเซบาสเตียนยากลำบากมากขึ้น เพราะนอกจากศัตรูทางเมืองแล้ว บิชอปก็ยังมีเรื่องส่วนตัวที่ลึกลับ เพราะเขาไม่ใช่ศพลึกลับศพเดียวที่พบในหลุมฝังศพใต้ดินแห่งนั้น ก่อนหน้าเมื่อมีการเปิดหลุมศพขึ้น หลังจากปิดตายมาเป็นเวลาหลายปี มีการพบศพชายนิรนามที่ถูกมีดปักที่ด้านหลัง ศพที่ต่อมาพิสูจน์ได้ว่า เป็นพี่ชายคนโตของบิชอปเพรสค็อตต์ที่หายตัวไปเมื่อสิบกว่าปีก่อนนั่นเอง

ปริศนาเริ่มซับซ้อนมากขึ้น ในแง่ของการสืบสวน แม็กซ์ชอบเล่มนี้มากนะคะ น่าอ่านติดตามได้สนุกไปตลอดทั้งเรื่อง นอกจากนี้แล้วเรื่องราวก็ยังโยงใยไปยังอดีตของเซบาสเตียน ที่ในที่สุด (หลังจากคนอ่านรู้มาตั้งนานแล้ว) เซบาสเตียนก็รู้เรื่องราวในอดีตของตัวเองเสียที

Where Shadows Dance ของซีเอส แฮร์ริส

คงต้องบอกว่า เราแทบจะถลาไปหยิบเล่มนี้มาอ่านทันทีที่อ่าน What Remains of Heaven จบเลยล่ะค่ะ และไม่ใช่เพราะพล็อตสืบสวนหรอกนะคะที่ทำให้เรารู้สึกอยากอ่านขนาดนั้น เพราะส่วนสืบสวนในเรื่องชุดนี้ จะจบไปแต่ละเล่มโดยไม่ได้มีความสัมพันธ์กัน แต่ส่วนความสัมพันธ์ที่เราพูดหลายครั้งว่า น้ำเน่าเหลือเกินของเซบาสเตียนต่างหากที่เป็นตัวเรียกแขก เพราะแม้จะพูดว่าน้ำเน่านะคะ แต่นี่ก็คือสิ่งที่ทำให้หนังสือ และละครหลายเรื่องฮิตติดลมบน แม็กซ์ก็เป็นหนึ่งในแม่งเม่าพวกนั้นค่ะที่ติดกับดักของคนแต่ง ทำให้อยากรู้มาก ๆ ว่า จะเกิดอะไรขึ้นต่อไปกับเซบาสเตียน และฮีโร

พอล กิ๊บสัน เพื่อนสนิทของเซบาสเตียน ซึ่งเป็นหมอผ่าตัดที่มีความสามารถ แต่การเป็นหมอในสมัยนั้น การแสวงหาความรู้เกี่ยวกับกายภาพของมนุษย์ไม่ใช่เรื่องง่าย ความเชื่อ และกฎเกณฑ์ทางสังคม ทำให้พอลไม่อาจได้ศพมาผ่าพิสูจน์เพื่อเป็นตัวอย่างในการศึกษาต่อไปได้ นั่นทำให้พอลต้องใช้บริการของ "นักจัดหาศพ" และศพที่พอลต้องการมาใช้ศึกษาก็คือ ร่างของชายหนุ่มวัยยี่สิบกว่า ๆ ที่ตายด้วยอาการหัวใจวาย

เขาต้องการศึกษาว่า อะไรเป็นเหตุผลที่ทำให้อเล็กซานเดอร์ รอสส์เสียชีวิต ทั้งที่ยังหนุ่ม และแข็งแรง พอลหวังว่า ศพของรอสส์จะทำให้เขาเข้าใจอาการเกี่ยวกับโรคหัวใจมากขึ้น แต่เมื่อได้ศพมา (อย่างไม่ถูกต้องนักหรอก) พอลก็ต้องผิดหวัง นอกจากเขาจะไม่ได้ศึกษาอะไรเลยเกี่ยวกับโรคหัวใจ เขายังได้ข้อมูลที่น่าหนักใจเพิ่มมาอีก

เพราะอเล็กซานเดอร์ รอสส์ไม่ได้หัวใจวายตาย เขาถูกฆาตกรรม ด้วยการถูกแทงที่ด้านหลังของศีรษะ บาดแผลที่หมอชันสูตรศพมองข้าม ปัญหาก็คือพอลไม่อาจแจ้งเจ้าหน้าที่ได้ เพราะเขาก็มีความผิดติดตัว (ที่ดันไปขุดศพชาวบ้านมาผ่าพิสูจน์) ทางเดียวของเขาก็คือ เรียกตัวเพื่อนรักอย่างเซบาสเตียนมาช่วยไขคดี

และคุณจะไขคดีที่ไม่มีใครรู้ว่าเกิดขึ้นแล้วได้ยังไง การเข้าไปวุ่นวายในชีวิตของอเล็กซานเดอร์ รอสส์ ทำให้เซบาสเตียนเข้าไปในวงการสายลับระหว่างประเทศ การแย่งชิงอำนาจเพื่อครองความยิ่งใหญ่ระหว่างอังกฤษ ฝรั่งเศส รัสเซีย ปรัสเซีย และอาณาจักรออตโตมัน ความท้าทายที่เซบาสเตียนต้องค้นหาความจริง ในเวลาเดียวกันก็ต้องจัดเตรียมการแต่งงานของตัวเองไปด้วย เพราะในที่สุดมิสฮีโร่ จาร์วิสก็ยินยอมแต่งงานกับเขา

การแต่งงานที่เขารู้ตัวว่า ตัวเองหลงรักผู้หญิงอีกคน การแต่งงานที่เขาจำเป็นต้องแต่งเพื่อเกียรติของตัวเองและฮีโร่ การแต่งงานที่เขาต้องเอาตัวเองไปผูกพันกับศัตรูที่อันตรายที่สุดของเขา

ความน่าทึ่งของหนังสือชุดนี้ก็คือ คนแต่งพาเราเข้าไปในแง่มุมต่าง ๆ ของสังคมในยุครีเจนซี ตลอดทั้งหกเล่มไม่มีแง่มุมไหนที่ซ้ำซากจำเจ เราได้เห็นสภาพสังคมในเวลานั้น มองเห็นการแก่งแย่งชิงอำนาจทางการเมือง เกมส์การทหาร วงการศาสนา และมาในเล่มนี้ การเล่นเกมส์สืบความลับ การต่อรองอำนาจในช่วงเวลาที่นโปเลียนกำลังยกทัพไปบุกรัสเซีย และรัสเซียซึ่งเป็นพันธมิตรกับฝรั่งเศสมาก่อนในอดีต กำลังขอความช่วยเหลือจากอังกฤษ แต่ในขณะเดียวกันอังกฤษก็ต้องรีรอดูสถานการณ์ในดินแดนปกครองของตัวเอง เพราะอีกด้านนึงอเมริกาที่เพิ่งประกาศอิสรภาพ ตั้งท่าจะรุนรานแคนาดา ซึ่งเป็นอาณานิคมของอังกฤษ ทำให้การข่าวเป็นสิ่งสำคัญมาก และอเล็กซานเดอร์ รอสส์ ชายหนุ่มที่ดูธรรมดา อยู่ตรงกลางของทุกอย่างนั่น

นอกจากนี้แล้วเล่มนี้ก็เป็นเครื่องยืนยันอย่างชัดเจนถึงความเหมาะสมของฮีโร่ จาร์วิสในฐานะของหญิงสาวที่ยืนเคียงคู่เซบาสเตียนได้ (สปอยล์) ในฉากที่เธอถูกลากเข้าไปเกี่ยวข้องกับความพยายามกลบเกลื่อนร่องรอย ฮีโร่ถูกลักพาตัวไป และอยู่ในอันตรายจากคนร้าย ขณะที่เซบาสเตียนกำลังไปช่วยเหลือ ผู้หญิงคนนี้ก็จัดการคนร้ายด้วยตัวเอง ไม่ได้ออกแนวคิลบิลเก่งกาจขนาดนั้นหรอกนะคะ แต่เธอเอาตัวรอดได้ และไม่ต้องรอความช่วยเหลือจากใคร อ่านแล้วได้ใจเราไปเต็ม ๆ

แล้วยังมีประเด็นเรื่องเซบาสเตียน จะมาเป็นลูกเขยของลอร์ดจาร์วิสอีก ตรงนี้ฮามาก ส่วนที่สนุกของเรื่องนี้ก็คือ การต่อกรกันระหว่างเซบาสเตียน และลอร์ดจาร์วิส เพราะคนแต่งไม่ได้เขียนศัตรูของพระเอกที่ไม่เอาไหน ลอร์ดจาร์วิสก็เหมือนอีกด้านหนึ่งของเหรียญอันเดียวกับเซบาสเตียน เขาฉลาด เจ้าเล่ห์ เหี้ยมโหด และทำได้ทุกอย่างเพื่อปกป้องราชบัลลังค์ ในขณะที่เซบาสเตียนเชื่อถือในเรื่องของความถูกต้องเป็นธรรม ลอร์ดจาร์วิสเชื่อในเรื่องของหลักการ และผลประโยชน์สูงสุด แม้จะต้องแลกกับความสูญเสียเล็ก ๆ น้อย ๆ ทั้งคู่ไม่เคยถึงกับต้องเผชิญหน้ากันโดยตรง แต่ก็ปะทะกันหลายครั้ง และในฐานะคนอ่าน เราไม่แน่ใจนักว่า เซบาสเตียนจะชนะศึกระหว่างทั้งสองหรอกนะคะ และนั่นคือส่วนที่ดีมาก ๆ ของเรื่องชุดนี้

โดยรวมหนังสือทั้งชุด แม็กซ์คงต้องบอกว่า ตอนอ่านเล่มแรกจบ อาการยังไม่หนักนะคะ แต่ยิ่งอ่านก็ยิ่งติดค่ะ ถลำตัวลึกลงไปเรื่อย ๆ ในโลกที่เซบาสเตียน เซ็นต์เซอร์อาศัยอยู่ เราเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งในโลกของเขา รู้จักคาแร็คเตอร์ในเรื่อง รู้จักเซบาสเตียน และมองเห็นตัวตนของเขา เห็นความมุ่งมั่น และแรงผลักดันในชีวิต เข้าไปมีส่วนร่วมในชีวิตส่วนตัวที่มั่วซั่วไม่น้อยของเขา จนจบเล่มหกก็เลยอาการหนักค่ะ ชอบไปซะทุกอย่างในหนังสือชุดนี้

คะแนนทั้งชุด 85