Non-Romance

Sweetheart // Chelsea Cain

posted on 31 Jul 2009 09:38 by maxtreme  in C-Club, Non-Romance

อันที่จริงไม่ได้ตั้งใจจะรีวิวหนังสือเรื่องนี้ในบลอกนี้เลยนะคะ เพราะมันเป็นอะไรที่ห่างไกลจากคำว่าโรแมนซ์มาก ๆ แต่พอดีมีคนส่งอีเมลล์ขอมา แล้วแม็กซ์ตอนนี้ก็เกิดอาการบ้าตัวละครชนิดที่ไม่สมบูรณ์แบบอันเนื่องมาจากหนังสือเรื่องนี้ (ถ้าสังเกตดู หนังสือที่แม็กซ์อ่านระยะหลังนี่ ตัวเอกจะออกแนวนี้ทั้งนั้น) เราก็คิดว่า เขียนถึงมันหน่อยแล้วกัน

แต่บอกก่อนเลยนะคะ แม็กซ์ไม่แนะนำเรื่องนี้ให้กับแฟนโรแมนซ์ เพราะนอกจากมันจะไม่ใช่โรแมนซ์แล้ว มันยังเป็นหนังสือที่มีความรักที่บิดเบี้ยวที่สุดที่เราเคยได้อ่านในหน้าหนังสือ (แต่แม็กซ์ชอบ)

ก่อนอื่นแม็กซ์ต้องขอบคุณเพื่อนรักวิเวียนที่แนะนำหนังสือเล่มนี้ให้เราอ่าน สำหรับคนที่รู้จักวิเวียนก็จะรู้ว่า เธอเป็นคนที่รสนิยมไม่เหมือนใคร (เป็นคำชมนะคะ อย่าเข้าใจผิด) และสิ่งที่เธอแนะนำให้เพื่อน ๆ ของเธอรู้จัก มักจะเป็นการเปิดโลกให้พวกเขาเห็นในสิ่งที่ไม่คาดคิด แต่เป็นสิ่งที่ดีเสมอ เพราะความแตกต่างไม่ใช่สิ่งผิด และแม็กซ์ก็เป็นหนี้วิเวียนในการที่ทำให้เราได้รู้จักหนังสือที่แปลกไปจากค่านิยมของสังคมทั่วไป 

แม้ว่าหนังสือเล่มนี้จะไม่ถึงดีกรีขนาดนั้นนะคะ เพราะโดยหัวใจหลักแล้ว Sweetheart ก็ยังคงเป็นหนังสือแนวสืบสวนสอบสวน แต่เพราะตัวละครหลักที่แตกต่างอย่างชัดเจน ทำให้มันเป็นหนึ่งในหนังสือชุดที่แม็กซ์ต้องติดตามเสียแล้วสะ

 

 

Sweetheart ของเชลชี เคน

หนังสือเล่มนี้เป็นเล่มที่สองในชุด ต่อจากเรื่อง HeartSick ซึ่งแม็กซ์ยังไม่ได้อ่าน ดังนั้นคงไม่ต้องบอกนะคะว่า แม้ไม่อ่านเล่มแรกในชุดก็สามารถอ่านหนังสือเรื่องนี้ได้รู้เรื่องอย่างสบาย 

มันเป็นเวลาสิบปีที่นายตำรวจอาร์ชี่ เชอริแดนออกตามล่าฆาตกรที่รู้จักกันในนามเดอะบิวตี้คิลเลอร์ ฆาตกรต่อเนื่องที่ว่ากันว่า ฆ่าคนมานับร้อย ๆ คน แต่เขาไม่เคยคาดคิดเลยว่า คนที่เขาตามหา ฆาตกรผู้โหดเหี้ยมจะเป็นผู้หญิง เธอมีนามว่าเกรทเช่น โลเวลล์ หญิงสาวผู้สวยงามไร้ที่ติ และที่เขาไม่เคยคิดเลยก็คือ เกรทเช่นจะแฝงตัวเข้ามาในทีมกำลังร่วมเพื่อตามจับเธอ ความจริงเปิดเผยว่า แท้จริงแล้วเธอคือใคร ก็เมื่อเธอจับตัวอาร์ชี่ไป

มันเป็นเวลาสิบวันที่อาร์ชี่โดนเกรทเช่นจับตัวไป สิบวันที่เขาถูกทรมานอย่างสาหัส แต่แล้วเกรทเช่นก็ทำในสิ่งที่ไม่มีใครคาดฝัน เธอเข้ามอบตัวกับตำรวจ และการกระทำของเธอก็เป็นการช่วยชีวิตของอาร์ชี่เอาไว้

และมันเป็นเวลาสองปีหลังจากนั้นที่หนังสือเล่มนี้เปิดเรื่องขึ้น อาร์ชี่ซึ่งพยายามที่จะเริ่มต้นชีวิตใหม่หลังจากเหตุการณ์เลวร้าย เขาตัดการติดต่อกับเกรทเช่นที่บัดนี้อยู่ในคุก แม้ว่ามันจะทำให้เขาผิดข้อตกลง และไม่ได้ความจริงเกี่ยวกับเหยื่อของเกรทเช่น (ทางรัฐทำข้อตกลงที่จะไว้ชีวิตเกรทเช่น เพื่อแลกกับให้เธอบอกข้อมูลเกี่ยวกับเหยื่อที่เธอฆ่าไปทั้งหมด แต่เกรทเช่นจะยอมพูดก็ต่อเมื่ออาร์ชี่เป็นคนตั้งคำถาม) 

อันที่จริงคดีที่เป็นปริศนาให้สืบสวนไม่ได้เกี่ยวข้องกับตัวเกรทเช่นเท่าไหรนัก มันเป็นศพของหญิงสาวที่ถูกพบในสวนสาธารณะที่อาร์ชี่ได้รับมอบให้สืบสวน ในขณะเดียวกันซูซาน วาร์ดซึ่งเป็นนักข่าว และตัวละครรองในเรื่องก็กำลังติดตามสืบข้อมูลเกี่ยวกับการกระทำผิดศีลธรรมของวุฒิสมาชิกประจำรัฐ แต่บอกตามตรงนะคะ แม็กซ์หายใจเข้าออกในเรื่องนี้เป็นเกรทเช่น ทั้งที่เธอแทบไม่มีบทในช่วงครึ่งเล่มแรกด้วยซ้ำ และฉากที่อาร์ชี่และเกรทเช่นอยู่ด้วยกัน มันทรงพลัง และบิดเบี้ยวอย่างไม่น่าเชื่อ

เพราะแม้เกรทเช่นจะเป็นเสมือนสัตว์ประหลาด เป็นฆาตกรที่ฆ่าไม่เลือก โหดเหี้ยมและเลือดเย็น แต่อาร์ชี่ก็ไม่สามารถห้ามความคลั่งไคล้ที่เขามีต่อเธอได้ มันเป็นบาปที่เขาต้องแบกรับ เป็นสงครามที่เขาไม่มีทางสู้ อาร์ชี่หลงใหลเกรทเช่นไม่ต่างอะไรจากเหยื่อคนอื่นที่เธอหลอกใช้ แต่ในขณะเดียวกันด้านที่เป็นตำรวจและติดตามจับเกรทเช่นมานานหลายปี ก็ทำให้เขาตาสว่างพอที่จะรู้ว่าตัวเองกำลังทำอะไรไป แต่การรู้ว่าสิ่งที่คุณกำลังคิดเป็นสิ่งผิด ก็ไม่ใช่ว่า จะทำให้คุณเลิกคิดถึงมันได้

และอาร์ชี่ก็ไม่อาจเลิกคิดถึงเกรทเช่นได้ เธอเป็นความหลงใหลที่เขาห้ามตัวเองไม่ได้เลย และเมื่อเกรทเช่นแหกคุกหลบหนีออกมา อาร์ชี่ก็รู้ว่า มีเพียงเขาเท่านั้นที่จะหยุดยั้งเธอจากการฆ่าคนต่อไปได้

คงไม่ต้องบอกนะคะว่า แม็กซ์ชอบพล็อตเรื่องในส่วนของเกรทเช่นและอาร์ชี่มากขนาดไหน ปัญหาก็คือ ในหนังสือเล่มนี้คนแต่งได้แบ่งเวลาไปให้กับตัวละครรองอย่างซูซานเยอะมาก จนเรารำคาญ เพราะเราไม่สนใจคาแร็คเตอร์ของซูซาน เราอยากเห็นอาร์ชี่และความหลงใหลของเขา เราอยากรู้เรื่องราวระหว่างอาร์ชี่และเกรทเช่น เราอยากมองเห็นลึกลงไปในสมองของฆาตกรต่อเนื่องอย่างเกรทเช่น เราอยากรู้จักเธอ (ในหนังสือนะคะ ชีวิตจริงไม่เอาด้วยหรอก) 

อย่างที่บอกหนังสือเล่มนี้ไม่ใช่โรแมนซ์ แต่มันเป็นเรื่องของความรัก ที่ไม่ใช่รักชนิดที่เราจะมีวันเข้าใจ แต่สำหรับอาร์ชี่และเกรทเช่นมันก็เป็นเช่นนั้น ทว่าในเวลาเดียวกันแม็กซ์ก็ไม่รู้ว่า เราจะเรียกสิ่งที่เกรทเช่นและอาร์ชี่ว่าความรัก เป็นสิ่งที่สมควรหรือไม่

มันเป็นความรักหรือ ถ้าหากคุณทำร้ายผู้ชายคนเดียวที่เข้าถึงหัวใจคุณปางตาย ตัดม้ามของเขาออก ป้อนยาล้างท่อให้เขากิน คำถามมันจึงกลับมาว่า สำหรับสัตว์ประหลาด (ตัวตนที่เกรทเช่นเป็น) พวกเขามีความรักได้หรือ

แล้วผู้ชายที่สาบานตัวเองว่าจะรักษาความสงบ เป็นตำรวจที่ควรจะติดตามคนร้าย อาร์ชี่ลุ่มหลงอย่างถอนตัวไม่ขึ้น แน่ล่ะเขาไม่เคยปล่อยให้ความรู้สึกส่วนตัวมาพัวพันเรื่องงาน เขาทำเต็มหน้าที่ในการตามจับเธอกลับมา (สปอยล์) ขนาดที่วางแผนจะตายเพื่อให้ได้ตัวเธอกลับมา แต่คนลักษณะนี้เป็นพระเอกนั้นเหรอ

แม็กซ์ถึงบอกน่ะค่ะว่า เล่มนี้ไม่มีความเป็นโรแมนซ์ และคิดว่าอาจจะไม่ถูกใจแฟนโรแมนซ์ส่วนใหญ่ด้วยซ้ำ 

และแม็กซ์ขอสารภาพ มันอาจดูประหลาดสักหน่อย แต่สำหรับคนที่อ่านหนังสือเล่มนี้แล้วชอบอย่างมาก มันก็คงไม่แปลกหรอกค่ะ ฉากที่แม็กซ์ชอบมากที่สุดในเรื่อง ก็คือ (สปอยล์)  ฉากที่เกรทเช่นโทรศัพท์มาหาอาร์ชีหลังจากที่แผนการจับตัวเธอกลับมาล้มเหลว และอาร์ชี่ต้องเข้าโรงพยาบาลรักษาอาการไตวาย เธอซึ่งรู้ดึว่า อาร์ชี่ต้องการจะตาย บอกกับเขาว่า ถ้าเขาฆ่าตัวตาย เธอจะฆ่าชายคนแรกที่เตือนให้เธอนึกถึงเขา และจะฆ่าเด็กคนแรกที่เตือนให้เธอนึกถึงลูก ๆ ของเขา ซึ่งอาร์ชี่ก็ตอบกลับไปว่า เขาจะฆ่าตัวตายทันทีที่ได้ยินข่าวว่าเธอฆ่าใครอีกครั้ง มันเป็นฉากที่ซึ้งแบบแปลก ๆ น่ะค่ะ

ไม่แนะนำให้แฟนโรแมนซ์ แต่สำหรับคนที่ไม่รังเกียจที่จะอ่านเรื่องราวที่แตกต่าง แม็กซ์ก็อยากให้ลองอ่านหนังสือเล่มนี้ดูนะคะ น่าสนใจมาก ๆ 

คะแนนที่  73 เพราะแม็กซ์ไม่ชอบฉากที่ไม่ได้เกี่ยวกับอาร์ชี่ หรือเกรทเช่นในเรื่องเลย

The Thief // Megan Whalen Turner

posted on 03 Jul 2009 21:51 by maxtreme  in C-Club, Non-Romance

การอ่านหนังสือชุดนี้เป็นประสบการณ์การอ่านที่ประหลาดของแม็กซ์ค่ะ เพราะเริ่มต้นอ่านตั้งแต่เล่มสาม ไล่ย้อนไปเล่มสอง ก่อนจะปิดท้ายด้วยการอ่านเล่มหนึ่ง แต่รู้อะไรไหมคะ แม็กซ์คิดว่า เราเริ่มอ่านยังงี้ก็ดีเหมือนกัน เพราะมันเหมือนเราเดินย้อนรอยการเดินทางของเขา และสังเกตถึงร่องรอยที่เขาทิ้งไว้ ก่อนที่เขาจะไปถึงจุดหมาย

ในเล่มสาม The King of Attolia ยูเจนิดิสได้ขึ้นเป็นกษัตริย์แห่งอาณาจักรแอตโทเลีย เราเรียนรู้ว่ามันเกิดขึ้นได้ยังไงในเล่มที่สอง The Queen of Attolia และในเล่มแรกของชุด เราได้พบเห็นยูเจนิดิสเป็นครั้งแรก เมื่อเขาเล่นละครตบตาครั้งยิ่งใหญ่ และสร้างชื่อให้กับตัวเองเป็นครั้งแรกในฐานะจอมโจรแห่งเอ็ดดิส

 

 

 The Thief ของเมแกน วาเลน เทอร์เนอร์

อย่างที่บอกนะคะ นี่เป็นการอ่านย้อนต้น ดังนั้นถ้าคุณเผลออ่านรีวิวของแม็กซ์ที่เขียนไว้กับเรื่อง The King of Attolia และ The Queen of Attolia ไปแล้ว คุณก็โดนสปอยล์ความลับสำคัญในเล่มนี้ไปเต็ม ๆ แล้วล่ะ 

เริ่มนี้เปิดเรื่องในคุกของกษัตริย์แห่งซูนิส เมื่อปากทำให้เจ็นต้องตกอยู่ในสถานการณ์อันยากลำบาก เขาโอ้อวดถึงความเ็ป็นจอมโจรที่เก่งกาจ แต่สุดท้ายเขาก็มาจบลงในคุกแห่งนี้ ดังนั้นเมื่อที่ปรึกษาของกษัตริย์เสนอทางออกให้ โดยแลกกับการขโมยอะไรบางอย่างที่ยังไม่เปิดเผย เจ็นจึงตอบตกลง และนี่เป็นจุดเริ่มต้นของการเดินทางจากซูนิส ไปสู่เอ็ดดิส และสิ้นสุดลงที่แอตโทเลีย ที่ซึ่งเขาได้เผชิญหน้ากับราชินีแห่งแอตโทเลียเป็นครั้งแรก

หลายคนพูดตรงกันว่า หนังสือเล่มแรกในชุดเล่มนี้เป็นเล่มที่น่าเบื่อมากที่สุด ซึ่งแม็กซ์ก็เห็นจริงด้วยค่ะ เพราะมันไม่ค่อยน่าสนใจมากนัก เวลาส่วนใหญ่หมดไปกับการเดินทาง แต่อย่างไรก็ตามเราคิดว่า มันจำเ็ป็นสำหรับคนที่คิดจะติดตามอ่านหนังสือชุดนี้ เพราะมันปูพื้นหนังสือชุดนี้ไว้ทั้งชุด (และนั่นเป็นเหตุผลที่แม็กซ์คิดว่า การที่ตัวเองเริ่มต้นอ่านที่เล่มสามเป็นการตัดสินใจที่ถูกต้อง เพราะถ้าเราเริ่มที่เล่มนี้ มีหวังคงเลิกอ่านไปแล้วล่ะ) โดยเฉพาะความเห็นทางการเมืองเกี่ยวกับการอยู่รอดของทั้งสามอาณาจักรอย่างซูนิส, เอ็ดดิส, และแอตโทเลีย ที่สุดท้ายแล้วก็มาบรรจบกับตอนจบในเรื่อง TKOA (สปอยล์) ที่บอกว่า ทั้งสามอาณาจักรต้องรวมกันเป็นหนึ่งถ้าหากอยากจะเอาตัวรอดจากสงครามที่จะต้องเกิดขึ้นกับพวกเมเดส เพียงแต่สิ่งที่ที่ปรึกษาของกษัตริย์แห่งซูนิสคิดไว้ก็คือ กษัตริย์ของเขาจะเป็นคนรวมสามชาติเอาไว้ได้ แต่เมื่อจบเล่มสามเราเห็นอย่างชัดเจนแล้วว่า เป็นยูเจนิดิสต่างหากที่ต้องรับภาระนั้นเอาไว้

และเนื่องจากเรารู้อยู่แล้วว่า ทริคสำคัญของเรื่องนี้ อยู่ที่ตรงไหน (สปอยล์) ซึ่งก็คือ การที่เจ็นเป็นจอมโจรแห่งเอ็ดดิส และทำงานให้กับเอ็ดดิสมาตลอด และหลอกใช้ที่ปรึกษาแห่งซูนิสเป็นเครื่องมือในการตามหาสิ่งที่เขาต้องการ ทำให้การอ่านเรื่องนี้ไม่มีจุดพลิกผันที่ทำให้เรารู้สึกว่า ถูกหลอก แต่นั่นไม่ใช่ความผิดของคนแต่งหรอกนะคะ เราดันอ่านสลับลำดับซะเอง

สำหรับแม็กซ์การอ่านเรื่องนี้ก็คือการเรียนรู้ทุกอย่างเกี่ยวกับยูเจนิดิส และทำให้เรามองเห็นการเปลี่ยนแปลงของเขาอย่างชัดเจน ที่เริ่มต้นจากการฆ่าคนครั้งแรกซึ่งเกิดในเล่มนี้ ไปจนถึงการที่เขาฆ่ามือสังหารที่ส่งมาลอบฆ่าเขาในเล่มสาม  เรามองเห็นความแตกต่างที่เกิดขึ้นกับยูเจนิดิสได้อย่างชัดเจน และทำให้เราเข้าใจว่า ทำไมถึงได้จัดประเภทให้หนังสือชุดนี้เป็นวรรณกรรมเยาวชน นั่นก็เพราะเล่มนี้ค่อนข้างเหมาะกับเยาวชน ในขณะที่สองเล่มหลังมีประเด็นที่อาจจะรุนแรงมากกว่า แต่นั่นก็เป็นเพราะตัวละครเติบโตขึ้น และพบว่า โลกไม่ได้สมบูรณ์แบบ

นอกจากนี้ตัวละครที่คาดว่าน่าจะเป็นตัวเอกในเล่มสี่ (ที่จะออกขายในเดือนมีนาคมปีหน้าเรื่อง A Conspiracy of Kings) ก็เป็นตัวละครที่ปรากฎตัวในเล่มนี้ (ซึ่งคุณจะไม่ได้เห็นเขาจากการอ่านเล่มสองและสาม) ทำให้นี่เป็นแรงกระตุ้นให้เราพยายามอ่านเล่มนี้ให้จบ แม้ว่ามันจะน่าเบื่อมาก ๆ ก็ตาม

จบเล่มนี้ก็ได้เวลาย้อนกลับไปอ่านเล่มสามอีกรอบค่ะ เพราะเราคิดว่า เราได้ข้อมูลครบถ้วนแล้วที่จะทำความเข้าใจสิ่งที่เกิดขึ้นในเล่มนั้น 

สำหรับเล่มนี้คะแนนที่  63

 

 

edit @ 3 Jul 2009 22:13:40 by max

The Queen of Attolia // Megan Whalen Turner

posted on 02 Jul 2009 17:11 by maxtreme  in B-Club, Non-Romance

วันนี้เขียนรีวิวช้าเพราะมัวแต่นั่งอ่านเล่มนี้อยู่แหละค่ะ (หลังจากที่อดทนไม่ไหวต้องลางาน แวะไปร้านหนังสือ แล้วมุ่งตรงกลับบ้านเพื่ออ่านทันที) ตอนแรกก็ลังเลนิดเดียว (แค่นิดเดียวเท่านั้น) ว่าจะอ่านเล่มนี้ หรือเรื่อง The Thief ที่เป็นเรื่องแรกในชุดก่อนดี แต่สุดท้ายก็ทำตามใจตัวเองที่อยากอ่านเล่มนี้ก่อน

 

 

The Queen of Attolia ของเมแกน วาเลน เทอร์เนอร์

คนที่อ่านรีวิวเรื่อง The King of Attloia ก็คงจะโดนสปอยล์เหตุการณ์ในเล่มนี้ไปหลายฉากแล้วล่ะค่ะ แต่รู้อะไรไหมคะ แม็กซ์กลับรู้สึกว่า การเริ่มต้นอ่านที่เล่มสามก่อน แล้วย้อนมาเล่มนี้กลับทำให้เรามองเห็นเสน่ห์ และเกร็ดเล็ก ๆ น้อย ๆ ในเล่มนี้ได้ดีมาก ๆ 

หนังสือเล่มนี้เป็นเล่มที่สองในชุด และบอกเล่าเรื่องราวที่มาที่ไปของการที่ ยูเจนิดิส ผู้ที่เป็นจอมโจรแห่งเมืองเอ็ดดิสกลายมาเป็นราชาแห่งแอตโตเลียได้อย่างไร ในเล่มสามเราได้รู้แล้วว่า ยูเจนิดิสเป็นกษัตริย์ที่ชาญฉลาดแค่ไหน แต่ในเล่มนี้เราได้มองเห็นอีกด้านนึงของเขาที่เติบโตจากเด็กชายมาเป็นผู้ใหญ่ และต้องทำทุกอย่างเพื่อทำให้เกิดสันติภาพในดินแดนที่เขาอาศัยอยู่

ในตอนเปิดเรื่องยูเจนิดิสซึ่งถูกราชินีแห่งเอ็ดดิสส่งตัวไปแอตโตเลียเพื่อลอบสืบความลับ แต่เหตุการณ์ที่ไม่น่าเกิดขึ้นก็ได้เกิดขึ้น เขาถูกจับตัวได้ และโทษที่เขาได้รับกลับไม่ใช่ความตาย 

มันโหดร้ายกว่านั้น สำหรับคนที่เติบโตมาโดยใช้ความสามารถในการขโมย ยูเจนิดิสสูญเสียมือข้างขวาของเขาไป คำสั่งนั้นมาจากราชินีแห่งแอตโทเลีย ทางออกที่โหดร้าย มันดูเหมือนว่า จอมโจรแห่งเอ็ดดิสได้จบสิ้นไปแล้ว

ยูเจนิดิสถูกส่งกลับเอ็ดดิสอย่างพ่ายแพ้ เขาหมกมุ่นอยู่กับสิ่งที่เขาสูญเสีย ถึงขนาดคิดจะละทิ้งทุกอย่าง กลับไปเรียนหนังสือ และมีชีวิตที่น่านับถือ แต่แล้วสงครามที่เกิดขึ้นระหว่างเอ็ดดิส และแอตโตเลีย รวมทั้งดินแดนใกล้เคียงกันอย่างซูนิสก็ทำให้จอมโจรแห่งเอ็ดดิสต้องกลับมามีบทบาทอีกครั้ง และคราวนี้เขาต้องทำมันให้สำเร็จด้วยมือที่เหลือเพียงข้างเดียว

หากจะมองว่าเล่มสามในชุดเป็นเรื่องราวการชิงอำนาจกันทางการเมือง ในเล่มนี้ก็คือเอาชนะกันในการทำสงคราม ศึกระหว่างสามดินแดนซับซ้อน และเต็มไปด้วยการซ้อนแผนกันไปมา ที่เลวร้ายไปกว่านั้น ผู้เล่นใหม่ก็กำลังจะเข้ามายึดครองทั้งสามประเทศ นั่นก็เมเด ประเทศที่อยู่นอกคาบสมุทรออกไป แต่หวังจะยึดดินแดนใดดินแดนนึงเพื่อเริ่มต้นการรุกรานเข้ามา อัครราชทูตแห่งเมเดเริ่มต้นด้วยการผูกสัมพันธ์กับราชินีแห่งแอตโทเลีย ผู้ที่ครอบครองแผ่นดินท่ามกลางความไม่สงบของข้าราชบริพานภายในประเทศของเธอเอง แอตโทเลียเป็นราชินีตั้งแต่เยาว์วัย เธอเรียนรู้กลยุทธ์การครอบครองอำนาจในบ้านของคู่หมั้นของเธอ เมื่อเขาและพ่อของเขาวางแผนที่จะยึดครองอาณาจักรของเธอ ภายหลังจากทั้งคู่ได้แต่งงานกัน

พวกเขาแต่งงานกัน และแอตโทเลียวางยาพิษฆ่าเขาในคืนวันแต่งงาน เธอประกาศความเป็นราชินีผู้อำมหิตในวันนั้น ยึดครองอำนาจในประเทศที่แทบจะตกอยู่ท่ามกลางสงครามกลางเมือง การเดินเกมส์การเมืองอันชาญฉลาดของเธอ ทำให้สามารถยึดหน่วยเหล่าบารอนที่ล้วนแต่เตรียมตัวจะก่อกบฎไว้ได้ แต่แอตโทเลียกำลังจะเดินมาสุดทางของเธอแล้ว ความขัดแย้งที่เกิดกับเอ็ดดิส สงครามที่ต้องทำกับซูนิส กำลังผลักแอตโทเลียให้เข้าใกล้กับการเป็นพันธมิตรของเมเดเข้าทุกที

และนั่นเป็นสิ่งที่เอ็ดดิสไม่ต้องการให้เกิดขึ้น 

ดังนั้นภารกิจครั้งนี้สำหรับยูเจนิดิสจึงใหญ่หลวง รางวัลคือสันติภาพ ความล้มเหลวไม่อาจจะเกิดขึ้นได้ แต่นอกเหนือจากหน้าที่ที่เขาทำให้ราชินีของเขา ส่วนแบ่งของตัวยูเจนิดิสเองก็สูงค่าไม่แพ้กัน เพราะมันคือสิ่งที่เขาใฝ่ฝันมาตลอดชีวิต

หนังสือชุดนี้อย่างที่บอกไม่ใช่โรแมนซ์ แต่แม็กซ์ซึ่งเป็นแฟนโรแมนซ์อ่านเล่มนี้ด้วยสายตาของคนที่มองหาโรแมนซ์ (หวังว่าจะเข้าใจที่เขียนนะคะ) ดังนั้นแน่นอนว่า การชิงไหวชิงพริบกันของตัวละครในเรื่องจะสนุกมาก แต่สิ่งที่ดึงแม็กซ์ไว้ตลอดเรื่องก็คือยูเจนิดิสและแอตโทเลีย

การอ่านเล่มนี้ทำให้เราเข้าใจความสัมพันธ์ของทั้งคู่ที่เกิดใน The King of Attolia ได้ดีขึ้น ในขณะเดียวกันก็ได้มองเห็นเข้าไปในความคิดของแอตโทเลียเป็นครั้งแรก (ซึ่งคุณจะไม่ได้เห็นหรอกถ้าอ่าน TKOA) และพบว่าแม็กซ์ชอบเธอไม่น้อยกว่ายูเจนิดิสเลย เธอเหี้ยมโหด เย็นชา และเลือดเย็น แต่ในขณะเดียวกันเมื่อเธอรัก แอตโทเลียก็ทำได้ทุกอย่าง (สปอยล์) เห็นได้จากการที่เธอไม่ยอมให้ตั้งแท่นบูชาเทพเจ้าของชาวเอ็ดดิสในเมืองของเธอ เพราะเธอคิดว่าพวกเขาทรยศเจ็น ก่อนที่จะสาบานต่อเหล่าเทพเจ้าว่า เธอจะสร้างแท่นบูชาให้พวกเขาไว้ยังที่สูงสุดของเมือง ถ้าเพียงแต่พวกเขาจะคืนยูเจนิดิสกลับมาให้เธออีกครั้ง ซึ่งคุณสมบัติเหล่านี้ของแอตโืทเลียได้ถูกย้ำให้เห็นอย่างชัดเจนใน TKOA 

ดังนั้นแม็กซ์จึงบอกไม่ถูกนะคะว่า ลำดับการอ่านควรจะเป็นยังไง แต่สำหรับเรา การที่ได้อ่านเล่มสามก่อนไม่ใช่เรื่องเสียหาย และไม่ได้บั่นทอนความสนุกของเล่มสองลงเลย (เพียงแต่เมื่ออ่านจบ แม็กซ์ก็กำลังจะย้อนกลับไปอ่านเล่มสามอีกรอบ) 

ชอบชุดนี้มาก และบ้ามาก ๆ ไปแล้วล่ะ คะแนนที่ 83

The King of Attolia // Megan Whalen Turner

posted on 30 Jun 2009 11:45 by maxtreme  in A-Club, Non-Romance

วันนี้ขอบรรยากาศเปลี่ยนแนวรีวิวหนังสือที่ไม่ใช่โรแมนซ์กันบ้างนะคะ หลายคนอาจจะไม่รู้ แต่แม็กซ์ไม่ได้อ่านหนังสือโรแมนซ์เพียงอย่างเดียว (แม้จะอ่านเป็นหลักของชีวิตไปแล้วก็ตาม) บางทีอารมณ์มันก็เรียกร้องให้อ่านอะไรอย่างอื่นบ้าง ซึ่งส่วนใหญ่ไม่ได้เอามาเล่าให้ฟังกันในบลอกนี้หรอกนะคะ อย่างเมื่อสักสามอาทิตย์ก่อนเกิดอาการบ้างานเขียนของฟิลิปป้า เกรกอรี่อย่างหนักหลังจากได้ดูหนังเรื่อง The Other Boleyn Girl เลยนั่งอ่านหนังสือของเธอทั้งชุดติดกันไปห้าเล่มภายในเวลาสองวัน ทำเอาเกิดอาการเบื่อเรื่องที่เกิดในยุคอลิซาเบเธียนไปเลยล่ะ

ย้อนกลับมาที่หนังสือเล่มนี้ ซึ่งแม็กซ์ก็ขอบอกว่าเราช้ามาก ๆ กับกลุ่มแฟนหนังสือที่เขาบ้าชุดนี้กันมาก่อนหน้าเรา และด้วยความที่ไม่รู้เรื่องอะไรเลย แม็กซ์ก็ไม่รู้จักหนังสือเล่มนี้แม้แต่น้อย และไม่สนใจอ่านด้วยซ้ำ (ถึงจะเห็นวางขายตามร้านหนังสือทั่วไป) จนกระทั่งเพื่อนคนนึงกล่าวถึงเรื่องชุดนี้อย่างน่าฟัง (เธอเกิดอาการนี้หลังจากได้ข่าวว่า เล่มที่สี่ในชุดจะวางขายราวเดือนมีนาคมปีหน้า) มากขนาดที่ทำให้แม็กซ์ตัดสินใจสั่งซื้อเล่มนี้จากร้านหนังสือประจำ 

 

 

The King of Attolia ของเมแกน วาเลน เทอร์เนอร์

หนังสือเล่มนี้เป็นเล่มที่สามในชุดที่เล่าเรื่องราวชีวิตและการเติบโตของยูเจนิดิสที่ชีวิตเริ่มต้นด้วยการเป็นจอมโจร ก่อนที่จะจบลงที่เล่มนี้ด้วยการครองบัลลังค์แห่งแอตโทเลีย ซึ่งแม็กซ์กล้ายืนยันได้ว่า ถึงคุณไม่เคยอ่านหนังสือสองเล่มแรก คุณก็อ่านเล่มนี้ได้รู้เรื่องแน่นอน เพราะแม็กซ์ได้ทำมาแล้ว แต่ไม่รับประกันนะคะว่า ถ้าคุณอ่านเล่มนี้จบแล้ว คุณจะไม่อยากกลับไปอ่านสองเล่มแรก เพราะนี่คือสิ่งที่แม็กซ์จะทำทันทีที่ได้หนังสือสองเล่มนั้นมาในครอบครอง

หนังสือโฆษณาว่าเป็นวรรณกรรมสำหรับเยาวชน (แม้ว่าแม็กซ์จะหาข้อมูลอย่างนั้นในตัวเล่มไม่เจอ --- เราอ่านจากต้นฉบับภาษาอังกฤษ เราแน่ใจว่าฉบับแปลเป็นไทยใช้คำว่า วรรณกรรมเยาวชน แต่ในภาษาอังกฤษไม่ได้มีบอกไว้) แต่บอกตามตรงว่า โดยเนื้อเรื่องแล้ว มันไม่ใช่ประเด็นสำหรับเด็ก (เล็ก ๆ) เลย มันเป็นเรื่องราวที่ผู้ใหญ่ก็สนุกไปกับมันได้ เพียงแต่ไม่มีฉากเซ็กส์ และความรุนแรงเหมือนกับหนังสือนิยายทั่วไปเท่านั้นเอง

สิ่งที่ทำให้แม็กซ์สนใจเรื่องนี้ได้มีสองอย่าง จากคำโฆษณาของเพื่อน เรื่องราวความรักระหว่างราชาและราชินีแห่งแอตโทเลียเป็นความรักชนิดที่คงจะโดนใจแม็กซ์ และเรื่องราวการชิงไหวชิงพริบในทางการเมืองซึ่งนี่อาจจเป็นสิ่งเดียวที่แม็กซ์หาอ่านไม่ค่อยจะได้ในโรแมนซ์

เรื่องเริ่มต้นในคืนวันแต่งงานระหว่างยูเจนิดิส หรือเจ็นที่บัดนี้ขึ้นเป็นกษัตริย์แห่งแอตโทเลีย เป็นสามีของราชินีซึ่งเป็นผู้หญิงคนเดียวกับที่สั่งตัดมือของเขา การแต่งงานทีทุกคนคิดและลงความเห็นว่าเป็นเพราะการเมือง เมื่อทัพของเมืองเอ็ดดิสได้แทรกซึมเข้ามาในแอตโทเลียแล้ว เหตุผลของการที่ทั้งคู่แต่งงานกันน่าจะถูกอธิบายในเรื่อง The Queen of Attolia ซึ่งเป็นเล่มสองในชุด ในเล่มนี้ไม่ได้บอกอย่างละเอียด นอกจากสิ่งที่สำคัญที่สุดซึ่งแม็กซ์คิดว่า คนที่อ่านเล่มนี้จบลงจะรับรู้ได้ก็คือ (สปอยล์) ความรัก

เรื่องราวส่วนใหญ่ถูกเล่าผ่านมุมมองของคอสติส ทหารองค์รักษ์ราชินีที่ควบคุมอารมณ์ไม่อยู่ แล้วลงไม้ลงมือกับกษัตริย์คนที่เขาคิดว่าไม่เหมาะสมกับราชินีที่เขาเทิดทูนบูชาสักนิดเดียว แต่การที่คอสติสต่อยราชาก็ไม่ได้ทำให้เขาได้รับโทษประหารอย่างที่คิดไว้ คอสติสกลับได้รับโอกาสให้ใกล้ชิดกับบุคคลที่น่าค้นหาที่สุดในราชวัง

กษัตริย์แห่งแอตโทเลีย

ในฐานะคนนอก (เจ็นเป็นชาวเอ็ดดิส) ยูเจนิดิสไม่ใช่คนที่ใครคาดหวังให้กับราชินีผู้งดงามของพวกเขา แล้ววิธีการประพฤติตัวของเจนอีกเล่า ก็ไม่ได้ทำให้ภาพลักษณ์ความเป็นผู้นำของเขาดูดีขึ้น เจ็นปฏิเสธที่จะทำตัวอย่างราชา เขาไม่ยึดอำนาจการปกครองมาจากราชินี ทำตัวเองเป็นตัวตลก ยอมให้บรรดาผู้ดูแลส่วนตัวกลั่นแกล้งสารพัด กระทั่งการเข้าสังคม เขายังเต้นรำกับหญิงสาวที่มาจากครอบครัวที่ไม่มีฐานะทางสังคมเทียบเท่า

สำหรับคอสติสแล้ว ราชาคนนี้เป็นความน่าผิดหวัง แต่เขาก็ไม่มีทางเลือกนอกจากติดตามรับใช้ และนั่นทำให้เขาได้รู้จักบุคคลที่ยิ่งใหญ่ที่สุดที่เขาได้พบ

สำหรับคนที่ไม่ได้อ่านสองเล่มแรกอย่างแม็กซ์ เราพบว่าตัวเองก็เป็นเหมือนคอสติสที่ค้นพบความสามารถของเจ็นเป็นครั้งแรก เราได้เรียนรู้ไปพร้อมกับนายทหารคนนี้ถึงความชาญฉลาด และล้ำลึกของคนที่ไม่อยากเป็นราชาอย่างเขา แม็กซ์ชื่นชมการเขียนของคนแต่งมาก ๆ นะคะ เพราะลึกซึ้งและต้องการความสนใจจากคนอ่านอย่างยิ่งที่จะไม่พลาดแม้แต่ฉากเดียว เพราะทุกอย่างในเรื่องมีความหมายไม่ทางใดก็ทางนึง 

สำหรับหัวใจสีชมพูของแม็กซ์ (ที่ยังไงก็ยังรักโรแมนซ์) เราพบว่า ตัวเองหลงใหลไปกับความสัมพันธ์ระหว่างเจ็นและราชินีของเขา ผู้หญิงที่เขาเรียกเธอด้วยชื่อของเธอเอง เพราะสำหรับเจ็น ไอรีนคือไอรีน ผู้หญิงที่เขารัก ไม่ใช่แอตโทเลีย ราชินีผู้โหดเหี้ยมและเย็นชา 

โฟกัสของเรื่องนี้อยู่ที่การปรับตัวของเจ็นต่อการเมืองในราชสำนัก เขาเอาชนะอุปสรรค (และชนะใจ) คนที่ต่อต้านการเป็นผู้ปกครองของเขา ทำให้เราแทบจะไม่ได้เห็นมุมมองของตัวราชินีเลย ทุกอย่างเกี่ยวกับเธอเป็นการเล่าผ่านสายตาของบุคคลที่สาม แต่แค่นั้นก็ทำให้แม็กซ์กรี๊ดไปกับคาแร็คเตอร์ของเธอมาก ๆ 

แอตโทเลีย (เป็นชื่อที่ใช้เรียกราชินี แต่ไม่ใช่ชื่อจริงของเธอ ในขณะทีราชาถูกเรียกว่าแอตโทลี) เป็นราชินีที่ครองราชย์ตั้งแต่อายุน้อย เธอวางยาพิษฆ่าสามีคนแรก เธอลงโทษหัวขโมยที่เข้ามาลูบคมเธอในราชวังด้วยการตัดแขนเขา ก่อนที่จะแต่งงานกับเขาในภายหลังเพื่อสันติภาพระหว่างบ้านเมือง นั่นไม่ใช่คำบอกเล่าที่คนส่วนใหญ่อยากได้ยินเกี่ยวกับนางเอก แต่นั่นทำให้แม็กซ์รู้สึกว่า เธอเป็นตัวละครที่น่าค้นหายิ่งนัก โดยเฉพาะเมื่อมันชัดเจนว่า เธอรักราชาคนที่ถูกคนคิดว่าเธอถูกบังคับให้แต่งงานด้วยอย่างหมดหัวใจ 

ความสัมพันธ์ระหว่างเจ็นและไอรีนเป็นหนึ่งในหลายสิ่งที่เราชอบมาก ๆ ในเล่มนี้ และอาจเพราะการถูกเรียกว่าเป็นวรรณกรรมเยาวชน คนอ่านจะไม่ได้เห็นอะไรมากเกินเลยไปนัก (ไม่มีการพูดอย่างชัดเจนในเรื่องความสัมพันธ์ทางกาย) แต่มันก็ชัดเจนพอว่า เกิดอะไรขึ้น ราชินีผู้เย็นชาสามารถจับหัวใจของจอมโจรชื่อก้อง และทำให้เขากลายเป็นราชา เพราะ

"He didn't marry you to become king. He became king because he wanted to marry you" (p. 323) นี่เป็นสิ่งที่อดีตที่ปรึกษาของราชินีกล่าวกับเธอ และมันก็เป็นความจริงทุกอย่าง

มีอะไรอีกเยอะมาก ๆ ที่เราชอบในเล่มนี้ แต่การเล่าก็จะเป็นการสปอยล์เรื่องราวที่เราคิดว่า คนอ่านควรจะได้สัมผัสด้วยตัวเอง สำหรับตอนนี้แม็กซ์ขอเวลาโทรศัพท์ไปสั่งซื้อหนังสือที่เหลืออีกสองเล่มในชุดก่อนนะคะ 

คะแนนที่ 87

ป.ล. หนังสือชุดนี้ทั้งสามเล่มถูกแปลเป็นภาษาไทยเรียบร้อยแล้วนะคะ โดยสนพ.แพรวเยาวชน 

 

Movie Review: Star Trek

posted on 10 May 2009 15:10 by maxtreme  in Non-Romance

ชื่อก็บอกนะคะว่าไม่ใช่บลอกสำหรับรีวิวหนัง แต่หลังจากผ่านไปสามวัน หนังเรื่องนี้ที่แม็กซ์ไปดูตั้งแต่คืนวันพฤหัสก็ยังอยู่ในใจค่ะ ดังนั้นทางเดียวที่เราคิดว่าจะทำให้มันออกไปจากอกได้ก็คือ การเขียนถึงมัน

ก่อนอื่นขอออกตัวเลยว่าแม็กซ์ไม่ใช่ชาวเทร็คกี้ นั่นคือไม่ใช่แฟนของหนัง/ซีรี่ย์ชุดสตาร์เทร็คเลย เราแค่เคยดูหนัง (เกือบ) ทุกภาคที่ออกฉาย แต่เราก็ไม่ค่อยจะเข้าถึงความเป็นสตาร์เทร็คที่เหล่าสาวกคลั่งไคล้กัน

อย่างน้อยก็จนถึงเรื่องนี้ 

 


 

ดังนั้นการรีวิวของแม็กซ์จึงเป็นการรีวิวในมุมมองของคนที่ชอบดูหนัง ที่ไม่ได้มีความรู้ในเรื่องศิลปภาพยนตร์ และไม่ใช่การรีวิวของแฟนพันธุ์แท้ของสตาร์เทร็ค

ขึ้นต้นเลยของบอกก่อนแล้วกันว่า หนังเรื่องนี้เป็นหนังที่สนุกที่สุดที่แม็กซ์ได้ดูในปีนี้เลย (สำหรับคนที่ไม่ค่อยได้ไปดูหนังเท่าไหรนะคะ) เพราะมีทุกอย่างครบที่แม็กซ์ต้องการ พระเอกหล่อน่ารัก บทหนังที่แน่น มิตรภาพระหว่างเพื่อน และการบู๊แอ็คชั่นที่มันส์สะใจ 

 

 

หนังเรื่องนี้มีความพิเศษมากกว่าสตาร์เทร็คภาคอื่น ๆ ตรงที่เป็นภาคย้อนอดีต และมันก็เป็นไอเดียที่ดีนะคะ เพราะตอนแรกแม็กซ์ไม่มีความคิดสักนิดที่จะไปดูเรื่องนี้ (เพราะเราไม่ได้ชอบพอสตาร์เทร็คอะไรมากมาย) จนกระทั่งได้ดูหนังตัวอย่างของเรื่องนี้ตอนที่เราเข้าไปดูเรื่องวูลฟ์เวอรีน เราก็สบตากะเพื่อนที่ไปดูด้วยกัน และกระซิบกันว่า ยังไงก็ต้องมาดูให้ได้ 

เรื่องราวของกัปตันเจมส์ ที เคิร์คในวัยละอ่อน ภาคกำเนิดจุดเริ่มต้นก่อนที่เขาจะกลายเป็นกัปตันยานเอ็นเตอร์ไพร์สอันแสนโด่งดัง เรื่องราวที่เล่าย้อนกลับไปยังจุดเริ่มต้นก่อนที่เหล่าทีมในยานเอ็นเตอร์ไพร์สจะมาทำงานร่วมกัน แม็กซ์ชอบคอนเซ็ปต์มากค่ะ 

และเมื่อได้ดูตัวหนังก็ไม่ผิดหวัง เรื่องเปิดขึ้นย้อนไปไกลก่อนที่เคิร์คจะเกิดเสียอีก พ่อของเขาเป็นกัปตันยานเพียงแค่สิบสองนาที ช่วยชีวิตคนบนยานจากการรุนรานของศัตรูได้ 800 คน รวมทั้งแม่ของเขา และตัวเขาด้วย แต่ความเป็นวีรบุรุษก็แลกไปด้วยชีวิตของพ่อ เคิร์คเติบโตขึ้นมาโดยไม่มีบิดา ใช้ชีวิตระห่ำเท่าที่คนเขียนบทจะคิดออกเพื่อให้พระเอกของเราดูเท่ห์

ซึ่งเขาก็เท่ห์จริง ๆ 

 

ก่อนที่จะตัดสินใจเข้าเรียนในโรงเรียนนายทหารอวกาศ เป้าหมายก็เพื่อเป็นกัปตันยานอวกาศเช่นเดียวกับผู้เป็นพ่อ แต่ก่อนที่จะสำเร็จการศึกษา วิกฤตการณ์ก็เกิดขึ้น บางอย่างที่ผิดปกติเกิดขึ้นบนดาววัลแคน ซึ่งเป็นพันธมิตรของโลก นักเรียนถูกส่งตัวไปประจำการณ์บนยานอวกาศ และที่นั่นเคิร์คก็ได้พบกับคู่ปรับคนสำคัญ  สป็อคชายผู้สูงวัยกว่า รอบคอบกว่า และดูเหมือนจะเก่งกว่า 

เช่นเดียวกับสูตรสำเร็จของหนังหลายเรื่องนะคะที่คู่หูและพระเอกเริ่มต้นกันอย่างไม่สวยนัก ความสัมพันธ์ระหว่างสป็อคและเคิร์คก็เช่นกัน ทั้งคู่เป็นคาแร็คเตอร์ที่มีความเป็นพระเอกทั้งคู่ ดังนั้นจึงไม่เรื่องง่ายที่ใครจะยอมใคร และนั่นเป็นส่วนที่แม็กซ์ชอบในหนังเรื่องนี้มากที่สุด โดยเฉพาะประเด็นเรื่องความไร้ความรู้สึกของชาววัลแคนที่เป็นปมในใจของสป็อค

แต่ภารกิจกู้ภัยที่ดูง่าย ๆ กลับไม่ง่ายอย่างที่คิด เมื่อยานเอ็นเตอร์ไพร์สต้องเผชิญหน้ากับศัตรูตัวฉกาจที่ดูเหมือนจะมีเทคโนโลยีล้ำหน้าเหนือยุคเสียยิ่งกว่ายานเอ็นเตอร์ไพร์สซึ่งเป็นยานลำใหม่ล่าสุดของสหพันธ์เสียอีก เรื่องยิ่งแย่ลงไปกว่าเดิมเมื่อยานต้องเสียกัปตันผู้แก่ประสบการณ์ไป และนั่นทำให้ชายสองคนที่ไม่ค่อยจะถูกกันเสียเท่าไหรต้องเผชิญหน้ากันเพื่อแย่งความเป็นหนึ่งในการควบคุมยานลำนี้ 

นอกจากเรื่องราวที่ดำเนินเร็วและน่าติดตามตลอด (ไม่นับว่าทั้งเคิร์คและสป็อคก็หล่อน่ามอง) แม็กซ์ชอบวิธีการที่คนเขียนบทผูกเอาเกร็ดเล็ก ๆ น้อย ๆ จากเรื่องสตาร์เทร็คในอดีตมากล่าวถึงในภาคนี้ โดยไม่ยัดเยียด ในขณะเดียวกันก็ก็สร้าง "ความใหม่" ให้กับตัวละครที่แม็กซ์คิดว่าหมดความน่าสนใจไปแล้ว 

ไม่ได้คาดหวังว่าเรื่องนี้จะชนะรางวัลออสการ์หรอกนะคะ แต่เราคิดว่า มันเป็นหนังสือหน้าร้อนที่ไม่ควรพลาดด้วยประการทั้งปวง