Opinion

Urban Fantasy: Introduction (2)

posted on 21 Oct 2009 08:44 by maxtreme  in Opinion

4. แนวหนังสืออื่นที่ใกล้เคียง/ ทับซ้อนกับ  แฟนตาซีในเมือง

 

กับเรื่องรักเหนือจริง (Paranormal Romance)

ใกล้เคียงที่สุดก็คือ เรื่องรักเหนือจริง ที่อิงสิ่งมีชีวิตเหนือจริงในโลกปัจจุบันเป็นจุดเหมือนกัน แต่ทั้งนี้  จุดเน้นของเรื่องรักเหนือจริงเน้นที่ความสัมพันธ์ของนางเอก-พระเอก เป็นหลัก ขณะที่ แฟนตาซีในเมือง เน้นการดำเนินเรื่องและความเป็นไปของโลกที่สร้างขึ้นมากกว่า

 

นอกจากนี้ จุดปลีกย่อยอื่น ๆ ก็คือ เรื่องรักเหนือจริงมีพระเอกเป็นตัวเป็นตนชัดเจน และมีบทบาททัดเทียม หรือแม้แต่สูงกว่านางเอก ขณะที่ แฟนตาซีในเมือง นั้น พระเอกไม่มีบทบาทชัดเจน เป็นแค่ตัวละครหนึ่งที่มาช่วย และ/หรือส่งบทนางเอกให้โดดเด่นขึ้นเท่านั้น นอกเหนือจากนี้ จำนวนเล่มก็เช่นกัน เรื่องรักเหนือจริงอาจมีต่อเนื่องเป็นชุดยาวเกินหนึ่งเล่ม แต่ไม่มีวันที่ตัวละครหลักในแต่ละเล่มจะมีบทบาทหลักต่อมาในเล่มถัดไป (กลายเป็นเรื่องของหนึ่งเล่มต่อหนึ่งคู่) แต่กับ แฟนตาซีในเมือง ตัวละครหลักที่ออกมาโลดแล่นจะมีบทบาทตลอดไป

 

 

กับ เรื่องรักชีวิตลงตัว (Chic Lit)

เรื่องรักชีวิตลงตัว ที่เคยโด่งดังอยู่เมื่อหลายปีก่อนก็ใกล้เคียงกับ แฟนตาซีในเมือง เช่นเดียวกัน แต่แม้นางเอกสาวในเรื่องรักชีวิตลงตัวจะเกี่ยวข้องกับเรื่องเหนือจริงและผิดธรรมชาติเพียงใด สูตรสำเร็จของแนวนี้ก็ยังคงอยู่ และดังนั้นก็เป็นการเน้นลองผิดลองถูกเพื่อแสวงหาส่วนผสมชีวิตที่ลงตัวสำหรับตัวเองของชีวิตผู้หญิงทำงานวัยยี่สิบไปถึงสามสิบปีที่อาศัยอยู่ในเมืองใหญ่ และวุ่นวายวิ่งวุ่นไปกับเรื่องรอบตัว ไม่ว่าจะเป็นหน้าที่การงาน ความรัก ครอบครัว การเงิน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องของความรักและคู่ครองอยู่ดี ที่ชัดเจนและนึกออกที่สุดก็คือ ชุด Queen Betsy ของ  MaryJanice Davidson

 

กับ แนวสืบสวน (Suspense)

เมื่อขยายแนวสืบสวนไปสู่โลกเหนือจริง ก็หมายถึงว่า ตัวต้นเหตุและศัตรูตัวร้ายของตัวละครหลักของแนวสืบสวนเช่นนี้ไม่ใช่เหล่าฆาตกรโรคจิต อาชญากร มาเฟีย หรือสายลับจากประเทศที่เป็นภัยแฝงและภัยตรงของอเมริกา แต่เป็น สาเหตุมาจากเรื่องเหนือธรรมชาติ ไม่ว่าจะเป็นจากแม่มด ผีดูดเลือด ปีศาจ มนุษย์หมาป่า และอื่น ๆ ทั้งหมายทั้งปวงมาแทนที่ และการดำเนินเรื่องก็เป็นเพื่อสืบหาและจับตัวคนร้ายมาลงโทษเป็นหลัก

 

กับ เยาวชนเหนือจริง (Paranormal Teens/ Young Adults)

ในบางแง่ เยาวชนเหนือจริง กับ แฟนตาซีในเมือง มีความแตกต่างกันอยู่น้อยมาก เยาวชนเหนือจริงเป็นเสมือน แฟนตาซีในเมือง ที่เรียบง่าย ซับซ้อน อ่อนหวาน และโหดร้ายง่ายกว่า เพราะสาเหตุหลักก็คือ เยาวชนเหนือจริงนั้นเขียนมาเพื่อให้ผู้อ่านวัยเด็กกว่าอ่าน ขณะที่ แฟนตาซีในเมือง ถูกเขียนให้สำหรับกลุ่มผู้อ่านที่โตกว่า มีวุฒิภาวะมากกว่า

 

ทั้งนี้ ส่วนใหญ่ สำหรับเรื่องแนวเยาวชนเหนือจริงสำหรับเด็กผู้หญิงแล้ว เน้น ความรัก เป็นเกณฑ์หลัก ในแง่ของการแสวงหาและพบเจอคนที่ใช่ และอยู่ด้วยกันไปนิรันดร์ นอกเหนือไปจากการค้นหาตัวเอง (และขณะเดียวกันอาจจะเน้นเรื่องราวในรั้วโรงเรียนด้วยก็ได้) เพื่อการตอบโจทย์ช่วงเวลาการเป็นวัยรุ่นไปพร้อมกัน เรื่องที่โดดเด่นที่สุดสำหรับคนทั่วไป ก็คงไม่พ้นชุด Twilight ของ Stephenie Meyer

 

อย่างไรก็ตาม แม้กระแสผีดูดเลือดและมนุษย์หมาป่าจะโดดเด่นมากสำหรับแนวนี้ แต่เพราะความโดดเด่นจาก Wicked Lovely ของ Melissa Marr และจาก Tithe: A Modern Faerie Tale ของ Holly Black ก่อนหน้านี้ ก็ทำให้กระแสภูติเป็นอีกกระแสที่มาแรงสำหรับแนวนี้เช่นกัน

 

สำหรับเรื่องแนวเยาวชนเหนือจริงสำหรับเด็กผู้ชายเน้นการผจญภัย และความตื่นเต้นโลดโผนเป็นเกณฑ์ ดังเช่น ชุด Artemis Fowl ของ Eoin Colfer

 

กับกลุ่ม เกือบถึง

เพราะจากกระแสที่โดดเด่นและมาแรงมากของ แฟนตาซีในเมือง ก็ทำให้นักเขียนจำนวนมากหันมาเขียนเรื่องแนวนี้เพิ่มขึ้น จนถึงขั้นที่เมื่อกวาดตาไปที่ขั้นหนังสือจะเจอเรื่องแนวนี้ชุดใหม่เต็มไปหมดจนหลากตาที่จะเลือกซื้อมา และดังนั้นก็มีทั้งของจริง และของเลียนแบบที่พยายามเขียนให้เป็น แฟนตาซีในเมือง อยู่ หลายเรื่องพยายามเขียนให้ตัวเอกกร้าว แกร่ง แต่ออกมาเป็นหยาบและกระด้าง และอาละวาดไร้เหตุผล หรือเขียนให้เก่ง พึ่งพาตัวเองได้ แต่กลับกลายเป็นสติแตก ช่วยเหลือตัวเองไม่เป็น และต้องขอความช่วยเหลือจากตัวละครอื่นอยู่ตลอดเวลาก็มี ดังเช่น ชุด Morgan Kingsley, Exorcist ของ Jenna Black หรือมีตรรกะที่ไม่สมจริง และไม่สามารถตอบคำถามอธิบายปรากฎการณ์หรือการกระทำ และแรงจูงใจของตัวละครได้เพียงพอ Anna Strong Chronicles ของ Jeanne C. Stein

 

** จริง ๆ กลุ่มนี้ไม่ควรต้องเขียนถึง เพราะไม่จัดอยู่ในกลุ่มใด ๆ ที่พูดถึงมาก่อนหน้า การเขียนถึงเป็นการกัดกลุ่มนี้โดยเฉพาะ และเตือนให้ผู้อ่านระวังของปลอม และของเลียนแบบเท่านั้น! **

 

สรุปความหมายของ แฟนตาซีในเมือง กระแสหลักอย่างง่าย ๆ ตัวละครหญิงที่ทั้งร้าย ทั้งแรง ทั้งแกร่ง และเก่งออกมากระโดดวิ่ง และต่อสู้กับผู้ร้ายเหนือธรรมชาติในเมืองสักเมืองของอเมริกา ด้วยจำนวนหนังสือที่มากกว่า 3 เล่มขึ้นไป

 

5. สำนักพิมพ์ที่พิมพ์ แฟนตาซีในเมือง

พบบ่อยที่สุดกับ สำนักพิมพ์ Ace และสำนักพิมพ์ Roc ในเครือ Penguin Group (ซึ่งทั้งสองสำนักพิมพ์ก็ไม่มีความแตกต่างใด ๆ หลังจากที่ Ace ถูกซื้อกิจการมาอยู่ในเครือ Penguin ในปี 1996 และมีบรรณาธิการกลุ่มเดียวกันในภายหลัง) และสำนักพิมพ์ Eos ของ HarperCollins

 

สำหรับฝั่งอังกฤษจะเป็นของสำนักพิมพ์ Orbit

 

6. เรื่อง แฟนตาซีในเมืองที่น่าอ่าน

สูตรสำเร็จในแต่ละเรื่องอาจจะไม่ค่อยแตกต่างกันนัก และดังนั้น สิ่งที่น่าคำนึงถึงเมื่อเลือกชุดใดชุดหนึ่งมาอ่านก็คือ ชนิดของตัวละครเหนือธรรมชาติที่หนังสือชุดนั้นอ้างถึงอยู่ เช่น ชอบผีดูดเลือด ชอบมนุษย์หมาป่า ฯลฯ และจำนวนเล่มที่คิดว่าทนรออ่านได้

 

อย่างไรก็ตาม ชุดที่คิดว่าสนุก และน่าอ่านโดยรวมก็มีเช่น

 

(หมายเหตุ เรื่องที่มีเครื่องหมาย * ถูกแนะนำเพราะความชอบส่วนตัว)

 

ชุด Mercedes Thompson ของ Patricia Briggs (สำนักพิมพ์ Ace)

เรื่องของ Mercy สาวซ่านักซ่อมรถโฟล์คสวาเกน เป็น shapeshifter ที่เติบโตมาในฝูงมนุษย์หมาป่าที่แปลงร่างเป็นหมาโคโยตี้ได้ และใช้ความสามารถและสมองของเธอช่วยเหลือคนรอบตัว (ซึ่งแน่ใจได้ว่าไม่ใช่มนุษย์ธรรมดา แต่เป็นมนุษย์หมาป่า ผีดูดเลือด และภูติในแต่ละเล่ม)

 

เรื่องนี้น่าจะเป็นชุดต้น ๆ ในการอ่าน แฟนตาซีในเมือง เพราะว่าอ่านง่าย สนุก และถือเป็นหนึ่งในเรื่องกระแสหลักที่ได้รับความนิยม

 

ปัจจุบันออกมา 4 เล่ม คือ Moon Called, Blood Bound, Iron Kissed, Bone Crossed (เล่มหลังออกเป็นปกแข็งตามความขายดี และปกอ่อนน่าจะวางขายปีหน้า) และเล่ม 5 คือ Silver Borne จะวางแผงกุมภา ปีหน้า ปัจจุบันชุดนี้จะมีอย่างน้อย 7 เล่ม โดยที่ผ่านมาออกปีละเล่ม

 

ทั้งนี้ มีเรื่องชุด Alpha and Omega ที่เกิดอยู่ในโลกในเดียวกัน แต่เน้นตัวละครอื่นด้วยการดำเนินเรื่องเล่าผ่านพระเอก-นางเอกในลักษณะคล้ายคลึงกับแนวเรื่องรักเหนือจริง เริ่มต้นด้วยการเป็นเรื่องสั้นชื่อ Alpha and Omega ในหนังสือ On The Prowl ก่อนจะออกมาเป็นหนังสือคือ Cry Wolf และ Hunting Ground โดยชุดนี้จะมีอย่างน้อย 3 เล่ม

 

ชุด Dark Days ของ Jocelynn Drake* (สำนักพิมพ์ Eos)

พูดถึง Mira ผีดูดเลือด (ที่ในหนังสือใช้คำว่า “Nightwalker” แทน “Vampire” เหมือนเรื่องอื่น) ที่มีความโดดเด่นต่างจากผีดูดเลือดอื่นที่ความสามารถในการการใช้ไฟ และมีภารกิจในการไล่ล่าและกวาดล้างเอลฟ์ฝ่ายร้ายที่จะกลับมารุกรานโลกด้วยความช่วยเหลือจาก Danaus นักล่าผีดูดเลือด

 

สนุกเพราะวางโครงเรื่องดี และดำเนินเรื่องน่าติดตาม เน้นทั้งการต่อสู้ด้วยไวพริบ และกำลังของตัวละคร รวมไปถึงบุคลิกของตัวละครเอกเอง จุดโดดเด่นอีกอย่างคือความดึงดูดกันระหว่าง Mira และ Danaus ซึ่งทางสำนักพิมพ์ Eos ก็โฆษณาจุดนี้เป็นจุดขายหลักเช่นกัน

 

ออกมาแล้ว 3 เล่ม คือ Nightwalker, Dayhunter และ Dawnbreaker ที่เพิ่งออกปลายเดือนที่แล้ว

(รวมไปถึงเรื่องสั้นของ Miraในหนังสือ Unbound) แหล่งข่าวแจ้งว่าชุดนี้จะมี 12 เล่ม

 

ชุด Evie Scelan ของ Margaret Ronald* (สำนักพิมพ์ Eos)

แม้ Evie จะพยายามออกห่างจากโลกเวทย์มนต์ใต้ดินอันตราย แต่ทว่าด้วยประสาทการรับรู้กลิ่นที่โดดเด่นจนถูกขนานนามว่า Hound ทำให้เธอถูกดึงเข้าไปพัวพันกับโลกเวทย์มนต์ใต้ดิน และรับรู้เกี่ยวกับที่มาของตัวเองในที่สุด

 

หนังสือไม่ดังเลย แต่ว่าสนุก และผูกเรื่องสืบสวนได้ซับซ้อน และชาญฉลาด และนำเรื่องปกรณัมไอริชมาใช้ได้ดีมาก จนต้องให้คะแนนเกรด A ไปครอง

 

ออกมาเล่มเดียว คือ Spiral Hunt และเล่มสองคือ Wild Hunt จะออกขายปีหน้า เท่าที่รู้ชุดนี้จะมี 3 เล่ม

               

ชุด  Outcast Season ของ Rachel Caine* (สำนักพิมพ์ Roc)

เรื่องของ Cassiel ที่ปฎิเสธคำสั่งของผู้นำกลุ่ม Djinn จนต้องกลายเป็นมนุษย์ธรรมดา แต่ด้วยความสามารถเดิมที่มี และพลังที่ได้รับผ่านทาง Weather Warden รวมไปถึงทัศนคติว่า ฉันทำได้ ไม่ยอมแพ้ ก็ทำให้เธอแก้ไขสถานการณ์และเหตุการณ์ตรงหน้าแรงได้ใจเสมอ

 

ข้อเสียของชุดนี้คือแตกออกมาจากชุด Weather Warden และก็ทำให้อาจต้องอ่านชุดนั้นก่อนเพื่อให้เข้าใจโลก (หรือจะไม่อ่านก็ได้ ไม่แน่ใจ) แต่แนะนำเพราะว่าชอบทัศนคติตัวละครมาก และรู้สึกว่าเป็นแบบอย่างของตัวละครแนวนี้ได้ดี

 

เพิ่งออกมาเล่มเดียวคือ Undone เล่มสองคือ Unknown ออกต้นปีหน้า (แต่ข้อพึงระวังคือ Rachel Caine เขียนมาแต่ละเล่ม ค้างตอนจบให้ไม่จบทุกเล่ม) และทั้งนี้ ที่ได้ฟังมาก็คือ ชุดนี้จะมี 4 เล่ม (ส่วนชุด Weather Warden มี 9 เล่ม และปัจจุบันถึงเล่มที่ 8 แล้ว ตามลำดับคือ Ill Wind, Heat Stroke, Chill Factor, Windfall, Firestorm, Thin Air, Gale Force และ Cape Storm ซึ่งเพิ่งออกเมื่อเดือนสิงหา ที่ผ่านมา)

 

ชุด Sign of the Zodiac ของ Vicki Pettersson* (สำนักพิมพ์ Eos)

พูดถึง Joanne ทายาทมหาเศรษฐีที่เพิ่งรับรู้ว่าเธอสืบทอดสายเลือดยอดมนุษย์มาหลังจากได้รับพลังเหนือมนุษย์เมื่ออายุครบ 25 ปี และต้องใช้ความสามารถที่เธอมาเพื่อต่อสู้กับยอดมนุษย์ฝ่ายร้ายเพื่อปกป้องมนุษย์

 

โดดเด่นที่การผูกเรื่อง และการดำเนินเรื่อง และการเล่นล้อและอ้างอิงวัฒนธรรมอเมริกาที่มีการ์ตูนยอดมนุษย์อยู่เยอะ มีความสมจริงในการดำเนินเรื่องและแง่แนวคิดสูงจนถึงขั้นน่าสงสารตัวเอกได้ทุกเล่มทั้งชุด โดยเฉพาะเล่มสี่ที่อึ้งจนกรี๊ดไม่ออกมาแล้ว

 

ออกมาแล้ว 4 เล่ม คือ The Scent of Shadows, The Taste of Night, The Touch of Twilight และ City of Souls

 

---

อ้างอิง

Urban fantasy ในความหมาย wikipedia

http://en.wikipedia.org/wiki/Urban_fantasy

 

“Collection Development "Urban Fantasy": The City Fantastic”

http://www.libraryjournal.com/article/CA6561372.html

 

สำนักพิมพ์เพนกกวิน

http://us.penguingroup.com/static/html/blogs/penguin-imprint-focus-introduction-roc-ace

 

Urban Fantasy: Introduction (1)

posted on 20 Oct 2009 14:31 by maxtreme  in Opinion

บลอกวันนี้แม็กซ์ได้รับเกียรติจากคุณมิ้ง จากบลอก The Sophistication of Reading เขียนบทความเพื่อแนะนำหนังสือแนวที่กำลังได้รับความนิยมมากที่สุดในเวลานี้ นั่นก็คือแนว Urban Fantasy

เพราะแม้หนังสือจะมาแรง และมีคนอ่านมากมาย แต่กระทั่งคนที่อ่านเรื่องแนวนี้เองก็ยังลำบากในการให้คำจำกัดความ ว่าอะไรคือ แฟนตาซีในเมือง 

และนับเป็นโชคดีของแม็กซ์มาก ที่ได้มีโอกาสรู้จักคุณมิ้ง ซึ่งขอบอกว่า (ชนิดที่เราไม่ได้ค่าโฆษณานะคะ) เราทึ่งในการเขียนรีวิวของเธอมาก ๆ ถ้าเราอายุน้อยกว่า แม็กซ์ก็คงต้องว่า "เราอยากจะโตขึ้นแล้วเขียนรีวิวได้อย่างที่คุณมิ้งเขียน" แต่เนื่องจากเราอายุมากกว่า มันจึงเป็นไปไม่ได้เท่าไหรนัก (นอกจากจะบอกว่า ชาติหน้ามีจริงขอให้เขียนรีวิวได้อย่างคุณมิ้ง) 

หนึ่งในแนวหนังสือที่คุณมิ้งชอบอ่านก็คือแนว Urban Fantasy ดังนั้นแม็กซ์จึงขอแรงเธอในการอธิบายหนังสือแนวนี้ให้เพื่อน ๆในบลอกของแม็กซ์รู้จักกัน เพราะแม้มันจะไม่ใช่โรแมนซ์ร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่ Urban Fantasy ก็มีความเกี่ยวข้องกับโรแมนซ์หลายอย่าง จนบางครั้งแทบจะมองเส้นที่แบ่งไม่ค่อยออกแล้ว โดยเฉพาะเวลานี้ที่โรแมนซ์เริ่มออกหนังสือแนวที่ชื่อว่า Urban Fantasy Romance กันแล้ว รวมทั้งแฟนหนังสือแนวโรแมนซ์ก็ได้ชื่อว่า ยินดีที่จะก้าวข้ามเส้นแบ่งอันนี้ไป และกลายเป็นแฟนหนังสือแนว Urban Fantasy กันเป็นจำนวนมาก

เนื่องจากบทความค่อนข้างยาวนะคะ แม็กซ์ขอตัดแบ่งออกเป็นสองตอน  

Urban Fantasy: Intro

by ming -ki 

คุณเธอไม่ได้ใส่กระโปรงสุ่มขี่ม้าใส่กวดเหล่าร้าย

แต่ใส่กางเกงหนังและรองเท้ามาโนโล่ บราห์นิคอยู่ในรถฟอร์ด มัสแตงความเร็วจัด

 

1. ฉาก / SETTING

We All Are In The Town

เมื่อพูดถึง Urban Fantasy เราสามารถแปลความหมายได้ตามตัวก็คือ แฟนตาซีในเมือง ซึ่งหมายถึงการเอาแนวเรื่องแฟนตาซีที่อิงตามความเชื่อ นิทาน และเรื่องเล่า (folklore, myth and mythology) มาผสมกับโลกปัจจุบัน และดังนั้นก็ได้ โลกปัจจุบันที่มีสิ่งมีชีวิตเหนือมนุษย์ (ไม่ว่าจะเป็นผีดูดเลือด มนุษย์หมาป่า ภูติ ฯลฯ) และเหตุการณ์เหนือจริงปรากฏอยู่ โดยที่มนุษย์ในเรื่องอาจจะรับรู้ หรือไม่รับรู้ถึงการมีอยู่ถึงเหล่าพวกที่ไม่ใช่มนุษย์เช่นนี้ก็ได้ (เรียกว่าโลกเปิด และโลกปิดตามลำดับ)

 

ทั้งนี้ โลกแฟนตาซีในเมืองเป็นกลุ่มย่อยของแนวแฟนตาซีดั้งเดิม (Conventional Fantasy) ตรงที่สถานที่ที่ดำเนินเรื่อง (หรือจะเรียกว่าสถานที่ที่เกิดเหตุก็น่าจะเหมาะสมอยู่) เป็นโลกปัจจุบันที่มีอยู่จริง ซึ่งอาจจะเป็นซีแอทเทิล ชิคาโก้ และเมืองอื่น ๆ ในอเมริกาเนื่องจากสาเหตุหลักที่นักเขียนแนวแฟนตาซีในเมืองมาจากอเมริกาเป็นหลัก ขณะที่โลกแฟนตาซีดั้งเดิมเป็นโลกสมมติจากจินตนาการที่ลักษณะใกล้เคียงกับยุโรปในยุคกลางเท่านั้น

 

Vampires, Werewolves, and More!

กระแสตลาดที่มีผ่านหนังและทีวีทำให้ผีดูดเลือดและมนุษย์หมาป่ากลายเป็นสิ่งมีชีวิตเหนือมนุษย์แนวหลักสำหรับแฟนตาซีในเมืองไม่ว่าจะเป็นชุด Anita Blake, Vampire Hunter ของ Laurell K. Hamilton / ชุด Southern Vampire ของ Charlaine Harris สำหรับผีดูดเลือด /ชุด Dark Days ของ Jocelynn Drake / และชุด Women of the Otherworld ของ Kelley Armstrong / ชุด Mercedes Thompson ของ Patricia Briggs / ชุด Kitty Norville ของ Carrie Vaughn สำหรับมนุษย์หมาป่า

 

แต่ทั้งนี้ เมื่อแฟนตาซีในเมืองขยายตัวขึ้น และเป็นที่นิยมมากขึ้นก็ทำให้สิ่งมีชีวิตเหนือธรรมชาติอื่น ๆ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของผู้มีอำนาจเวทย์มนต์ อย่างพ่อมด แม่มด หรือสิ่งมีชีวิตอื่นที่มีความสามารถเหลือเชื่อถูกจินตนาการขึ้นเพื่อนำมาใช้เพิ่มขึ้นด้วยเช่นกัน อย่างเรื่องชุด Cassandra Palmer ของ Karen Chance ที่ตัวเอกมีพลังเห็นอนาคตและสื่อสารกับวิญญาณ และอ้างไปถึงผู้พยากรณ์สมัยกรีกโบราณ / ชุด Evie Scelan ของ Margaret Ronald ซึ่งตัวเอกมีประสาทการรับรู้กลิ่นที่โดดเด่น และเกี่ยวโยงกับตำนานเทพปรณัมไอริช / ชุด Weather Wardens ของ Rachel Caine ที่พูดถึงผู้ที่มีพลังควบคุมสภาพอากาศ หรือแม้กระทั่งชุด Sign of the Zodiac ของ Vicki Pettersson ที่ทั้งอ้างอิงทั้งล้อเลียนเรื่องราวของยอดมนุษย์ที่ปกป้องโลกจากเหล่าร้าย

 

2. การดำเนินเรื่อง / PLOTS

Start With I and Me

ความโดดเด่นของแฟนตาซีในเมืองอยู่ที่การเล่าเรื่อง ซึ่งมักจะเล่าผ่านมุมมองของตัวเอกหลักในเรื่องจากมุมมองบุคคลที่หนึ่งเป็นหลัก (ดังที่ผ่านประโยคและวลี I… และ My... ) และมีการดำเนินเรื่องที่รวดเร็วและฉับไว เน้นการกระทำเคลื่อนไหวมากกว่าการละเลียดเล่าเรื่อง หรือพรรณนาความ ซึ่งก็หมายถึงว่าในหน้าเดียวที่อ่านตัวละครของเราก็อาจจะวิ่งไปหยิบปืน กระโดดขึ้นชั้นสอง และไล่ยิงตัวร้ายจบไปแล้วก็ได้  

 

Things Getting Out of Hand

การเริ่มเรื่องมักจะเริ่มที่ชีวิตประจำวันที่ปกติของตัวละครเอก หากก็จะเริ่มเกิดเหตุเลวร้ายอย่างใดอย่างหนึ่งขึ้นมา (ผ่านทั้งจากสถานการณ์ตรงหน้า และ/ หรือการติดต่อจากใครสักคน) และเมื่อตัวเอกเข้าไปเกี่ยวข้องก็จะพบว่า การแก้ปัญหานั้นทำได้ไม่ง่ายอย่างที่ใจคิด และมีรากเหง้าของปัญหาหนักหนารุนแรงกว่าที่เคย และหากแก้ได้ก็จะมีสิ่งที่ร้ายแรงกว่าเหนือการควบคุมเกิดขึ้นตามมาเรื่อย ๆ และรุนแรงขึ้นไม่มีหยุดสิ้น โดยที่ปัญหานั้นอาจจะเป็นได้ทั้งอันตรายที่เป็นคุกคามตัวละครหลักเป็นการส่วนตัว หรือเป็นภัยคุกคามต่อมนุษยชาติและโลกด้วยก็ได้ ซึ่งบ่อยครั้งที่ภัยที่คุกคามส่วนตัวมีความเชื่อมโยงกับภัยที่คุกคามมนุษยชาติ หรืออย่างน้อยในระดับส่วนรวมอยู่

 

Packed as a long collection

หนังสือแนวแฟนตาซีในเมืองมักจะมีมากกว่าเล่มเดียวจบ (อย่างน้อยในจำนวน 3 เล่มขึ้นไป) และก็มักจะออกขายปีละเล่ม หรือปีละสองเล่มอย่างมาก และด้วยความที่มากกว่าเล่มเดียวจบนั้น ก็หมายถึงว่า ผู้อ่าน (หรือสาวกที่ซื่อสัตย์”) ต้องพร้อมที่จะรออ่านเล่มต่อไปอย่างอดทนและรอคอย ซึ่งทั้งนี้ ถ้าหนังสือชุดนั้น ๆ ขายดีก็ไปได้ว่าจะมียืดยาวออกไปเรื่อย ๆ ถึงขั้นไม่รู้จบยิ่งกว่าหนังช่องเจ็ดบ้านเราได้

 

3. ตัวละครหลัก / LEAD CHARACTERS

 

She’s Tough As Nails!

แม้เพศของตัวละครหลักจะไม่ใช่จุดสลักสำคัญในแฟนตาซีดั้งเดิม แต่สำหรับแฟนตาซีในเมืองนั้นแล้ว เป็นเรื่องปกติที่ตัวละครหลักจะเป็นผู้หญิง และก็เป็นแบบที่แรง แกร่ง กร้าว เก่งพวกเธอจะมีทั้งความสามารถ และสมอง ทั้งมั่นใจและเชื่อมั่นในตัวเองอย่างแรงจัด นับตั้งแต่วิธีการแต่งตัว วิธีคิด และหนทางการแก้ปัญหา โดยที่จะไม่ยอมให้สิ่งรอบตัวมาลิดรอนความต้องการและทางเลือกของตัวเอง และแม้ในสถานการณ์เลวร้ายถึงขีดสุด ก็จะไม่ยอมแพ้ แต่จะพยายามต่อสู้และหาทางออก เอาทางรอดให้ตัวเองให้ได้ ... ซึ่งแม้จะมีความช่วยเหลือจากตัวละครอื่น หรือเฉพาะอย่างยิ่ง จากพระเอก (ถ้าจะมี) แต่ตัวที่ออกมาวิ่งกระโดดโลดเต้นหลักก็คือ นางเอกของเราอยู่ดี

 

Bitchy And Bitching Attitude

ไม่แปลกอีกเช่นกันที่ความแรง แกร่ง กร้าว เก่งของตัวละครเหล่านี้จะทำให้พวกเธอมีบุคลิกที่อาจจะดูร้าย เมื่อเทียบกับตัวละครในแนวอื่น เพราะพวกเธอจะไม่ยอมให้คนอื่นมาเหยียบย่ำเหยียบหัวเธอขึ้นไป แต่จะโต้กลับ ... และโต้กลับในวิธีที่รุนแรงและเลวร้ายกว่ากันในลักษณะตาต่อตาฟันต่อฟันอย่างชัดเจน และซ้ำร้ายไปกว่านั้น ก็อาจจะเป็นพวกเธอเองที่ไปหาเรื่องคนอื่นก่อนตามนิสัยวีน โมโหร้าย ความอดทนต่ำก็ได้ ซึ่งนอกเหนือจากการเล่าเรื่องผ่านมุมมองของพวกเธอสะท้อนสิ่งเหล่านี้ออกมาแล้ว บทสนทนาที่เต็มไปด้วยคำพูดประชดประชัน และเสียดสี (แต่เรียกเสียงหัวเราะให้คนอ่าน) ก็เป็นเรื่องปกติเช่นกัน

 

I Do Dress, Yet Brain Comes First

ตัวเอกหลายคนในหนังสือเป็นสาวรักการแต่งตัวและแต่งตัวเก่ง อาจจะพูดได้ว่า หนึ่งในแฟชั่นหลักของสาว ๆ เหล่านี้ก็คือ กางเกงรัดรูปหนัง และ/หรือรองเท้าส้นสูงยี่ห้อ หรือมิฉะนั้นก็เป็นในลักษณะทอมบอย สาวห้าวที่มีรอยสักและทัศนคติของตัวเอง แต่ทั้งนี้พวกเธอก็ไม่ใช่สาวสมองกลวงที่ทำอะไรไม่เป็น เธอพร้อมจะสู้ด้วยวิธีใด ๆ ที่เธอมีตั้งแต่การใช้กำลัง พลังพิเศษ และอาวุธ (และขาดไม่ได้อีกอย่างก็คือ วาจาเชือดเฉือนไปถึงขั้นเราะร้าย) แต่ทั้งนี้สิ่งที่โดดเด่นที่สุดที่นำมาประกอบกันก็คือ การใช้สมองเป็นหลักเพื่อเอาชนะคู่ตรงสู้ตรงหน้า และการเอาตัวรอดจากสถานการณ์ฉุกเฉิน

 

Their Feminine Side?

พบความเหมือนในหลายเล่มที่ภูมิหลังของตัวละครหลายตัวไม่ใช่จากครอบครัวที่อบอุ่น แต่จากสภาพบ้านแตกสาแหรกขาด หรือเติบโตมาจากท้องถนนที่ทำให้พวกเธอต้องเก่ง แกร่ง และสู้เพื่อปกป้องตัวเองได้ ซึ่งหล่อหลอมเป็นตัวเธออยู่ในปัจจุบัน และจากสภาพรอบตัว การใช้ชีวิต ก็ทำให้ตัวละครเหล่านี้ดูกร้าวกระด้าง และไม่ใช่นางเอกที่เป็นนางเอกนางงามและดีที่สุดเมื่อคิดถึงคนอื่น โดยเฉพาะในการรับมือกับเด็ก ๆ แต่หลายครั้งที่คำพูดและท่าทีของเธอจะขัดกับการกระทำที่แสดงออกถึงการห่วงใยผู้อื่น โดยเฉพาะคนรอบตัวที่เธอรักและผูกพันอย่างดี ในแบบของเธอเอง และก็เป็นอีกจุดหนึ่งที่ทำให้เรารักพวกเธอ

 

Me For Myself vs Me For the World

จุดนี้ก็แตกต่างจากแนวแฟนตาซีดั้งเดิมอีกเช่นกัน ในโลกของแฟนตาซีดั้งเดิม การต่อสู้เพื่อช่วยเหลือโลกมักจะเป็นเพราะความรู้สึกอยากช่วยเหลือกอบกู้โลก เพื่อรักษาความดี กำจัดคนชั่วและเพื่อความสงบสุข (เทียบกับหนังสือนิยายกำลังภายในได้ ที่ตัวเอกจะต้องช่วยกำจัดตัวร้าย และพลังร้ายกาจให้หมดไป) เป็นคนพิเศษที่ถูกเลือกถูกกำหนดมา แต่สำหรับตัวเอกของแฟนตาซีในเมืองแล้ว พวกนี้จะมองโลกตามความเป็นจริง มากกว่ามองโลกตามอุดมคติที่เส้นแบ่งขีดความดีความเลวมีอยู่ชัดเจน ซึ่งหมายถึงว่าพวกเธอจะเข้าใจโลกและความเป็นไปของโลกชัด จนถึงขั้นที่รับรู้และเข้าใจถึงผลประโยชน์ส่วนตัวของตัวเอง

 

อย่างไรก็ตาม ในการต่อสู้เพื่อเข้าถึงผลประโยชน์ส่วนตัวของตัวเอง ในหลายครั้งและหลายเล่ม สิ่งนี้หมายถึงการสู้เพื่อตัวเอง และสู้เพื่อเอาชีวิตให้รอด แต่ขณะเดียวกันก็เป็นไปในทิศทางเดียวกับการสู้เพื่อโลกและเพื่อสังคมส่วนรวมด้วย แม้จะมาจากการทำเรื่องราวต่าง ๆ เพราะต้องทำ และไม่มีทางเลือกก็ตามที

 

A Bit Of Romance

ตัวละครหลัก หรือพูดให้ถูก นางเอกของเรา ไม่ต้องการผู้ชายมาช่วยให้ชีวิตพวกเธอง่ายขึ้น หรือให้ผู้ชายเข้ามาช่วยเหลือพวกเธอก็จริง แต่ตัวละครชายก็ถูกใส่มาเพื่อเพิ่มสีสัน และเพิ่มความหวานชื่นเล็ก ๆ น้อย ๆ ให้กับตัวละครหลัก (และที่สำคัญกว่าตัวละครหลักก็คือผู้อ่านที่เป็นผู้หญิง) เช่นเดียวกัน อย่างไรก็ตาม ในหลายกรณี ตัวละครชายที่ถูกใส่มาเหล่านี้มักจะมีมากกว่าหนึ่งตัวในหนึ่งเรื่อง และก็หลีกเลี่ยงไม่ได้ว่าต่างคนต่างก็รักนางเอกของเราด้วยกันทั้งสิ้น หลายกรณีนางเอกของเราตัดสินใจได้แน่นอนว่ารักใครชอบใคร แต่ก็มีหลายกรณีเช่นกันที่กลายเป็นรักสามเส้าเกิดขึ้นมา (อย่างน้อยก็จนกว่าตัวเอกจะตัดสินใจและเลือกได้) หรือมิฉะนั้น ความรู้สึกที่ตัวละครที่ถูกใส่เข้ามาก็มีลักษณะไม่ชัดเจน แต่ต้องคาดเดา และสร้างความตื่นเต้นลุ้นระลึกสำหรับผู้อ่านในหลายครั้ง

 


edit @ 20 Oct 2009 16:08:45 by max

ความเป็นมืออาชีพ

posted on 30 Sep 2009 14:08 by maxtreme  in Opinion

บลอกอันนี้ได้แรงบันดาลใจมาจากการอ่านเรื่อง With Seduction in Mind ของลอร่า ลี เกอร์เก้ หนังสือเรื่องนั้นมีพระเอกเอกเป็นนักเขียนนิยายที่กำลังหมดไฟ ที่ต้องเผชิญหน้ากับความวิจารณ์ในงานเขียนของเขาอย่างรุนแรงโดยนางเอก (เรื่องยังมีมากกว่านั้นนะคะ แต่แม็กซ์ไม่ขอพูดถึง) และเขามีัปัญหาอย่างมากในการรับฟังความวิจารณ์

นั่นทำให้แม็กซ์นึกถึงเหตุการณ์ที่เพิ่งเกิดขึ้นกับตัวเราไปหมาด ๆ 

เมื่อไม่กี่วันที่ผ่าน แม็กซ์ซึ่งมีนิสัยชอบท่องโลกอินเตอร์เน็ต เข้าเว็บนั้นบ้าง เว็บนี้บ้าง ได้บังเอิญไปเจอหนังสือบทแรกที่คนแต่งลงเอาไว้ในเว็บไซด์ของเขาเพื่อเป็นการโฆษณาหนังสือเล่มใหม่ที่กำลังจะออกขาย ซึ่งนักเขียนคนนี้เป็นนักเขียนที่แม็กซ์ชื่นชอบในฝีมือการเขียนของเธอมาก ๆ แต่ในบทที่เธอลงให้อ่านนั้น แม็กซ์ได้ค้นพบข้อมูลที่ผิดพลาดชนิดร้ายแรง คงต้องบอกก่อนนะคะว่า สิ่งที่พบไม่ใช่ความสนุกหรือน่าเบื่อในการเขียน แต่เป็นข้อมูลซึ่งเป็นข้อเท็จจริงที่รับรู้กันอยู่ แต่คนเขียนดันใช้ข้อมูลที่ผิด 

แม็กซ์ลังเลอยู่นานเลยล่ะค่ะ เพราะคิดว่า เราควรจะต้องทำยังไงต่อไปดี แม็กซ์ควรที่จะแจ้งให้คนเขียนทราบ เพื่อที่เธอจะได้รู้ว่า ข้อมูลที่เธออ้างถึงนั้นผิดพลาด หรือเราควรจะเงียบเสีย 

ที่แม็กซ์คิดอย่างนี้ เนื่องจากมันมีเหตุผลที่ต้องเงียบน่ะสิคะ

คนที่ติดตามอ่านบลอกของเรามาระยะนึงก็น่าจะพอรู้ว่า แม็กซ์ไม่ใช่คนเงียบเสียง เราเป็นคนชนิดที่คิดอย่างไรก็พูดเช่นนั้น หลายครั้งเราวิจารณ์หนังสือด้วยความเห็นที่ตรงไปตรงมาอย่างรุนแรง โดยที่ไม่แคร์เท่าไหรว่า เรื่องนั้นอาจจะเป็นเล่มรักของใครหลายคน เพราะนั่นคือสิ่งที่เราคิด 

แล้วทำไมแม็กซ์ถึงคิดที่จะเงียบ

เหตุผลนึงเพราะมันจะเป็นการก้าวออกไปจากบลอกของเรา แม็กซ์ถือเสมอว่า Mostly Romance เป็นบ้านของแม็กซ์ ที่ซึ่งเรามีสิทธิเด็ดขาดที่จะแสดงความเห็นทุกอย่าง (ซึ่งอาจจะไม่ตรงกับใครหลายคน) แต่การที่แม็กซ์จะต้องติดต่อนักเขียน เพื่อชี้ให้เขาเห็นว่า มีข้อผิดพลาดเกิดขึ้นในนิยายของเขา มันเป็นการกระทำที่ออกนอกเขตของเรา

และแม็กซ์ก็พูดตามตรงว่า เราไม่แน่ใจว่า นักเขียนจะรู้สึกเช่นไร 

เราเคยมีประสบการณ์เช่นนี้มาแล้วในอดีต สมัยที่เริ่มอ่านนิยายแปลใหม่ แล้วแม็กซ์ค้นพบข้อผิดพลาดในการแปล ซึ่งหมายความถึงการแปลผิดแบบชัดเจน ไม่ใช่เรื่องการตีความ หรือสำนวนของคนแปลนะคะ มันเป็นการแปลผิดแบบเต็ม ๆ แล้วแม็กซ์นั่งพิมพ์ข้อผิดพลาดแต่ละข้อ ในแต่ละหน้า เทียบระหว่างภาษาไทยและอังกฤษ ส่งไปให้กับทางสนพ. สิ่งที่แม็กซ์ได้รับกลับมาก็คือ การโทรศัพท์มาขู่ว่า ถ้าแม็กซ์เอาที่สิ่งที่เราเขียนอธิบายว่าแปลผิดเช่นไรไปลงประกาศแจกจ่าย เขาจะฟ้องแม็กซ์ฐานะละเมิดลิขสิทธิ์ของเขา

นั่นจึงเป็นจดหมายฉบับแรกและฉบับเดียวที่แม็กซ์เคยส่งไปหาสำนักพิมพ์ 

นั่นไม่ใช่เหตุการณ์เดียวที่เกิดขึ้น (อย่าลืมว่าแม็กซ์เป็นพวกชอบหาเรื่องใส่ตัว) แม็กซ์อ่านหนังสือแปลเล่มนึงที่แปลมาจากหนังสือที่เราชอบมาก แต่เรากลับพบข้อผิดพลาดเต็มไปหมด ซึ่งเป็นเรื่องการแปลผิดเช่นเดิม แม็กซ์เอาเรื่องนี้ไปพูดคุยกับเหล่าเพื่อนฝูงที่ได้รู้จัก (เราเข็ดกับการแจ้งให้สนพ.ทราบแล้วล่ะค่ะ) ว่า เรารู้สึกผิดหวังในตัวนักแปลคนนี้มาก เพราะเราคิดว่า เธอน่าจะทำงานได้ดีกว่านี้ เมื่อดูจากประสบการณ์การแปลที่เธอมี 

ผลก็คือ เพื่อนคนนึงของเราเอาเรื่องไปเล่าให้นักแปลคนนี้ฟัง (หรือข่าวมันลอยไปถึงเองก็ไม่แน่ใจนะคะ) และข่าวล่าสุดก็คือ นักแปลคนนี้เกลียดแม็กซ์เป็นที่สุด ฐานที่ไม่กราบไหว้บูชาพื้นที่เธอเดิน ด้วยการบอกว่า ทุกสิ่งทุกอย่างที่เธอทำคือความสมบูรณ์แบบ

เรื่องที่เล่าไป ไม่ว่าจะเป็นจากสนพ.หรือตัวนักแปล ไม่ได้มีผลอะไรกับเราอย่างรุนแรงนักหรอกนะคะ แต่การตัดสินใจว่าจะบอกนักเขียนเกี่ยวกับข้อมูลที่ผิดพลาดของเธอหรือไม่เป็นการตัดสินใจที่ยาก

เพราะแม็กซ์รักงานเขียนของนักเขียนคนนี้ และเราคงทนไม่ได้ถ้าเธอกลายเป็นหนึ่งกลุ่มคนที่จิตใจคับแคบไม่ยอมรับความผิดพลาดของตัวเอง แม็กซ์ไม่อยากเลิกอ่านงานเขียนของเธอ เราไม่อยากเสี่ยง กรณีนี้มันไม่เหมือนกับเรื่องที่เกิดกับสนพ.และนักแปล เพราะแม็กซ์ไม่จำเป็นต้องอ่านภาษาไทย ดังนั้นการที่เขาต่อต้านแม็กซ์ และมองในทางลบกับตัวเรา มันจึงไม่มีผลกระทบอะไรที่เราต้องแคร์ เพราะแม็กซ์สามารถเลิกอุดหนุนงานของเขาเหล่านั้นได้โดยไม่ลำบากใจ 

แต่แม็กซ์ไม่แน่ใจว่าจะเลิกอ่านงานของนักเขียนคนนี้ได้หรือไม่ 

สุดท้ายแล้ว แม็กซ์ก็ติดต่อนักเขียนไปนะคะ  และก็เป็นโชคดีมาก ๆ ของเรา ที่นักเขียนคนนี้เป็นมืออาชีพและใจเปิดกว้างพอ เธออธิบายให้แม็กซ์ทราบถึงเหตุผลที่เธอได้ข้อมูล (ที่ผิด) มา จากนั้นก็ขอบคุณแม็กซ์ที่ให้ข้อมูลที่ถูกต้อง พร้อมทั้งเสนอของเล็ก ๆ น้อย ๆ ให้เป็นกำลังใจ (ที่เราไม่ได้ทำเพราะอยากได้หรอกนะคะ แต่พอรู้ว่า เขาจะให้ก็กรี๊ดสลบไปเลย)

นั่นทำให้แม็กซ์ย้อนมาคิดถึงสิ่งที่เกิดขึ้นกับเราในอดีต เราไม่ไร้เดียงสาขนาดคิดว่า นักเขียนฝรั่งทุกคนเป็นใจกว้าง และเป็นมืออาชีพที่จะยอมรับเสียงตำหนิ และผู้ผลิตหนังสือแปลในเมืองไทยใจแคบทุกคนหรอกนะคะ เราสรุปว่า ทุกอย่างมันขึ้นอยู่กับความเป็นมืออาชีพ การกระทำของแม็กซ์อาจจะเป็นวิธีการที่ไม่ถูกต้อง อาจจะมีวิธีที่ดีกว่านี้ในการชี้ให้สนพ. นักเขียน นักแปล ตระหนักในข้อผิดพลาด (ที่เป็น fact นะคะ ไม่ใช่ความสนุกของเรื่อง) วิธีการที่เราใช้อาจจะไม่เหมาะสม 

แต่สิ่งนึงที่เราคิดว่า ทุกคนในวงการหนังสือควรจะมีก็คือ ความเป็นมืออาชีพ ที่คุณใช้ในการปฏิบัติต่อนักอ่าน แม้ว่าเขาเหล่านั้นจะไม่ได้มีแต่คำพูดในทางชื่นชมเพียงอย่างเดียว เราคิดว่าเมื่อคุณต้องการเสียงชม ก็น่าจะเปิดกว้างกับเสียงตำหนิด้วย 

แม็กซ์ตั้งใจจะเขียนบลอกเรื่องนี้มาพักใหญ่แล้วล่ะค่ะ แต่ก็ไม่มีโอกาสสักที เพราะมันต้องรวบรวมความคิดพอสมควรก่อนที่จะเขียนออกมา รวมทั้งส่วนใหญ่แม็กซ์ก็มักจะมีหนังสือที่เราอยากเขียนรีวิวอยู่ด้วยเสมอ (และการเขียนรีวิวเป็นอะไรที่ทำได้ง่ายกว่า)

แต่วันนี้หนังสือที่เราอยากเขียนรีวิวก็ยังเขียนไม่ได้ เพราะยังอ่านไม่จบ (แต่ขอบอกว่า หนังสือเล่มที่กำลังอ่านอยู่นี้สนุกมาก) ครั้นจะเขียนรีวิวเรื่องอื่นก็ไม่มีอารมณ์เพราะหนังสือเล่มนี้ครอบงำเราไปหมดแล้ว หลังจากนั่งมองหน้าจอคอมฯอยู่พักใหญ่ สุดท้ายก็เลยคิดได้ว่า เอาเรื่องนี้มาเขียนดีกว่าค่ะ

แถมช่วงนี้ก็เป็นโอกาสอันดีด้วยค่ะ เพราะเขากำลังฉลอง (รึเปล่า) ครบรอบหนึ่งปีของวิกฤตเศรษฐกิจทางการเงินที่เกิดขึ้นในประเทศสหรัฐอเมริกากันพอดี เราถือโอกาสใช้ประสบการณ์ส่วนตัวเขียนถึงผลของวิกฤตเศรษฐกิจที่เกิดขึ้น กับการผลิตหนังสือในสหรัฐอเมริกานะคะ (แม็กซ์ไม่ได้พูดถึงสถานการณ์ในเมืองไทยนะคะ เพราะเราไม่มีข้อมูลมากพอ)

โครงสร้างของสำนักพิมพ์ขนาดใหญ่ในอเมริกาแตกต่างจากธุรกิจสิ่งพิมพ์ในประเทศไทย (ถึงจะเอามาเทียบกับสนพ.ขนาดใหญ่ในเมืองไทยแล้วก็ยังมีความแตกต่างกันมาก) กล่าวคือ สำนักพิมพ์ในเมืองนอกนั้นไม่ได้เป็นบริษัทเดี่ยว ๆ ที่ดำเนินการเป็นเอกเทศ หากแต่จะเป็นส่วนหนึ่งของธุรกิจสื่อสารขนาดใหญ่

ตัวอย่างเช่น สำนักพิมพ์ฮาร์เปอร์คอลลินส์ (เจ้าของอิมพรินต์เอว่อน) เป็นส่วนหนึ่งของบริษัทนิวส์ คอร์ปอเรชั่น ซึ่งเป็นเจ้าของสถานีโทรทัศน์ฟ็อซ และสื่ออื่น ๆ อีกมากมาย หรืออย่างสำนักพิมพ์ไซม่อนแอนด์ชูสเตอร์ (เจ้าของอิมพรินต์พ็อตเก็ตบุ๊ค) เป็นส่วนหนึ่งของซีบีเอส คอร์ปอเรชั่น เจ้าของสถานีโทรทัศน์ซีบีเอส 

ดังนั้นคงจะเห็นนะคะว่า ธุรกิจสำนักพิมพ์ไม่ได้อยู่อย่างโดดเดี่ยว หากแต่เป็นส่วนหนึ่งของอาณาจักรทางธุรกิจอันใหญ่โต 

และนี่เองที่เป็นที่มาของความเข้าใจผิดที่เราได้ยินมาจากหลาย ๆ คน

จริงค่ะที่ยอดขายหนังสือโรแมนซ์ไม่ได้ตกลง และถือว่าค่อนข้างประสบความสำเร็จเมื่อเทียบกับหนังสือแนวอื่น โดยมียอดขายเพิ่มขึ้นถึงเจ็ดเปอร์เซ็นต์จากปีก่อน ในขณะที่หนังสือแนวอื่นยอดเกือบจะไม่เปลี่ยนแปลง แต่ความจริงก็คือ การเพิ่มยอดขายได้เจ็ดเปอร์เซ็นต์นั้นไม่ได้ถือว่าเป็นความสำเร็จหรอกนะคะ มันอาจเป็นความสำเร็จในยุคที่เศรษฐกิจตกต่ำ แต่มันไม่ใช่สัญญาณที่ดีต่อสภาวะของหนังสือโรแมนซ์โดยรวมหรอกนะคะ

ที่สำคัญยอดขายหนังสือโรแมนซ์อาจจะสูงขึ้น แต่ยอดขายหนังสือประเภทอื่นก็ตกลง และทุกคนก็น่าจะทราบดีว่า สำนักพิมพ์ไม่ได้ผลิตหนังสือโรแมนซ์ขายเพียงอย่างเดียว ดังนั้นจึงเป็นที่แน่นอนว่า ภาวะเศรษฐกิจส่งผลต่อสำนักพิมพ์เหล่านั้นอย่างเลี่ยงไม่ได้ ซึ่งสำหรับกรณีนี้ ก็คงจะมีเพียงสนพ.ฮาร์ลิควินเพียงเจ้าเดียวที่ได้ประโยชน์มากกว่าคนอื่น เพราะหนังสือส่วนใหญ่ที่ผลิตเป็นแนวโรแมนซ์ ดังนั้นจึงมีส่วนได้มากกว่าส่วนที่เสีย

กระนั้นอย่างที่เกริ่นมาตั้งแต่ต้น สำนักพิมพ์ในต่างประเทศไม่ใช่ธุรกิจที่โดดเดี่ยว พวกมันเป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มธุรกิจที่ใหญ่ยิ่งกว่า ดังนั้นแม้กระทั่งสนพ.ฮาร์ลิควินซึ่งมีกำไรจากการประกอบการอันเนื่องมาจากการขายหนังสือ แต่บริษัทแม่ของฮาร์ลิควินซึ่งก็คือบริษัททอร์สตาร์ กลับดำเนินการด้วยผลขาดทุน 

และนี่ไม่ใช่สัญญาณที่ดีเลยนะคะ

ไม่ได้ตั้งใจให้บลอกวันนี้เป็นเรื่องเครียดเลยนะคะ แต่ข่าวการที่สนพ.พ็อตเก็ตไล่แม็คกี้ ครอฟอร์ดออกเป็นเรื่องที่น่ากลัวมาก ๆ เพราะมันหมายถึงว่า คิวของโรแมนซ์ในการโดนเชือดได้มาถึงแล้ว (สำหรับคนที่ไม่รู้แม็กกี้ ครอฟอร์ดเป็นหนึ่งในบรรณาธิการที่สร้างให้โรแมนซ์กลับมาที่พ็อตเก็ตได้ัหลัง จากโดนนักเขียนโรแมนซ์ชื่อดังหลายคนตีจากไปเมื่อสักแปดปีก่อน)

ผลประกอบการครึ่งปีแรกของสำนักพิมพ์ส่วนใหญ่รายงานผลขาดทุนหรือกำไรที่ลดน้อยลงจากปีก่อนค่ะ ไม่ว่าจะเป็นสนพ.แรนด้อมเฮ้าท์, ไซม่อนแอนด์ชูสเตอร์, หรือฮาร์เปอร์คอลลินส์

สำนักพิมพ์หลายแห่งพยายามเอาตัวรอดด้วยการปลดพนักงานออก รวมอิมพรินต์ และกำจัดนักเขียนที่พวกเขาคิดว่าไม่ทำกำไรออกไปซึ่งในหลายกรณีก็หมายถึงนักเขียนหน้าใหม่

และนี่คือสิ่งที่แม็กซ์เป็นห่วง เพราะอนาคตของหนังสือโรแมนซ์ขึ้นอยู่กับนักเขียนหน้าใหม่ นักเขียนที่มีชื่อเสียงโด่งดังแล้วสามารถเอาตัวรอดได้ในภาวะเศรษฐกิจเช่นนี้ แต่นักเขียนใหม่ต้องการโอกาส ต้องเวลาเพื่อสร้างความนิยมให้ตัวเองเพื่อเป็นที่รู้จักของนักอ่าน แต่เวลาของพวกเขากำลังจะหมดลง เพราะสำนักพิมพ์ต้องการยอดขายที่รับประกันได้ และนั่นหมายถึงการทุ่มเม็ดเงินที่มีอยู่อย่างจำกัดของพวกเขา ลงไปที่นักเขียนที่มีชื่อเสียง เพราะความเสี่ยงจะน้อยกว่า

ลองคิดดูนะคะว่า ถ้าเมื่อสักเกือบสิบปีก่อน สำนักพิมพ์เซ็นต์มาร์ตินตัดสินใจไม่ยอมให้โอกาสเชอริลีน เคนย่อนในการเขียนหนังสือที่แหวกแนวตลาด (ในขณะนั้น) เรื่องราวของนักรบอมตะผู้รับใช้เทพอาร์เตมิสเพื่อพิทักษ์มนุษย์โลกจากปีศาจชั่วร้าย ในวันนี้หนังสือเรื่อง Bad Moon Rising จะขึ้นถึงอันดับหนึงของหนังสือพิมพ์นิวยอร์คไทม์หรือไม่

นักเขียนต้องใช้เวลาในการสร้างสมชื่อเสียงก่อนที่จะกลายเป็นนักเขียนดัง แม็กซ์ยังจำช่วงเวลาที่เราเกือบจะเป็นคนคนเดียวที่ต้องสั่งซื้อหนังสือเรื่อง Night's Embrace จากร้านหนังสือ เพราะร้านไม่รู้จักนักเขียนคนนี้ และไม่คิดจะสั่งเข้ามาขายได้ (เมื่อเทียบกับปัจจุบันที่หนังสือของเชอริลีนกลายเป็นสิ่งที่ต้องสั่ง เพราะรู้ว่ามีแฟนหนังสือรอคอยงานของเธออยู่มากมาย) แต่เพราะสภาวะเศรษฐกิจ นักเขียนหลายคนจะต้องจบอาชีพของตัวเองไปก่อนที่จะเริ่มต้นขึ้นเสียอีก

เพราะท้ายที่สุดแล้ว ยอดขายคือสิ่งที่สำคัญที่สุด มันไม่สำคัญหรอกว่า นักเขียนคนนั้นจะยังเขียนเรื่องราวในชุดไม่จบดี ไม่สำคัญเลย ถ้าหากยอดขายไม่แสดงออกถึงความนิยมของแฟนหนังสือ 

สัญญาณเหล่านั้นเกิดขึ้นแล้วค่ะ นักเขียนหลายคนได้รับคำตอบจากบรรณาธิการว่า ทางสำนักพิมพ์จะไม่ต่อสัญญากับพวกเขา เพราะยอดขายไม่สูงอย่างที่คิด ไม่ว่าจะเป็นเดไลล่าห์ มาร์วิลล์ ซึ่งเขียนหนังสือชุด School of Gallantry ซึ่งคนแต่งตั้งใจจะให้มีทั้งหมดห้าเล่ม แต่สุดท้ายออกได้เพียงสองเล่มก็ต้องยุติลง, เจนนิต้า โลว์ที่เซ็นต์สัญญาเขียนหนังสือชุดสามเล่มให้กับสนพ.ไมร่า แต่ก็ออกขายได้แค่เล่มแรกในชุด ก่อนจะถูกยกเลิกสัญญา, และคลอเดีย เดนถูกบอกว่าหนังสือชุดที่เธอคาดว่าจะมีทั้งหมดสิบเล่ม จะถูกตัดเหลือแค่ห้าเล่มเท่านั้น ถ้าหากยอดขายยังไม่ดีขึ้น 

ตัวอย่างที่แม็กซ์ยกขึ้นมา อาจจะเป็นนักเขียนที่ชื่อไม่คุ้นหูหลายคนนะคะ นั่นเพราะสิ่งที่เราพยายามบอกก็คือ นักเขียนที่ได้รับผลกระทบมากที่สุดมักจะเป็นนักเขียนระดับกลาง และนักเขียนหน้าใหม่เป็นส่วนใหญ่ นักเขียนที่ชื่อเสียงดังก้องโลกก็อาจได้รับผลกระทบบ้าง ด้วยค่าจ้างที่ลดลง แต่คงไม่ถึงกับถูกบอกเลิกสัญญา ซึ่งสำหรับเราแล้วยังเป็นสิ่งที่ยอมรับได้ เพราะอย่างน้อยเรายังมีโอกาสได้อ่านหนังสือที่พวกเขาเขียน

จากการพูดคุยอย่างเป็นการภายในกับบุคคลากรในสำนักพิมพ์แห่งนึง กลยุทธ์ในตอนนี้ของสำนักพิมพ์ก็คือ พวกเขาจะให้ความสนใจหนังสือที่พวกเขามั่นใจว่าขายได้อย่างแน่นอน (ซึ่งก็คือหนังสือที่เขียนโดยนักเขียนดัง) แต่ในขณะเดียวกันก็จะลดปริมาณนักเขียนหน้าใหม่ให้น้อยลง จริงอยู่ว่า สำนักพิมพ์คงจะไม่มองข้ามนักเขียนที่ฝีมือดีจริง ๆ หรอกนะคะ แต่ใครล่ะจะเป็นคนตัดสินใจว่า นักเขียนดาวรุ่งได้เกิดขึ้นมาแล้ว ถ้าหากทุกคนไม่ยอมให้โอกาส

สิ่งที่แม็กซ์กลัวมาก ๆ ก็คือ การปิดกั้นทางโอกาส การไม่ยอมเสี่ยงของสำนักพิมพ์ จะทำให้โลกหนังสือโรแมนซ์ของแม็กซ์แคบลง นักเขียนที่กล้าเขียนในสิ่งที่แตกต่าง (ซึ่งเมื่อไม่กี่ปีก่อน เราก็คงต้องบอกว่า แนวพารานอมอลคือความแตกต่าง) ก็จะไม่มีโอกาสได้แสดงฝีมือ 

ยิ่งมาคิดถึงหนังสือเล่มที่กำลังอ่านอยู่นี้ ซึ่งเป็นโรแมนซ์ที่สนุกมากที่สุดเล่มนึงที่เราได้อ่านในปีนี้ แต่ก็ช่างแตกต่างจากโรแมนซ์เล่มอื่นเหลือเกิน ทำให้แม็กซ์ตั้งคำถามว่า หากบรรณาธิการไม่ได้เซ็นต์สัญญาซื้อหนังสือเรื่องนี้ตั้งแต่เมื่อสองปีก่อน แม็กซ์จะมีโอกาสได้อ่านหนังสือเล่มนี้ไหม

เพราะมันคงเป็นความน่าเสียดายมาก ๆ ถ้าเราจะไม่ได้อ่านหนังสือเล่มนี้ เพียงเพราะสำนักพิมพ์ประสบปัญหาทางธุรกิจจนไม่กล้าเสี่ยงกับสิ่งที่แตกต่างอีกต่อไป

แม็กซ์อยากจะสรุปว่า สำนักพิมพ์เมืองนอกเป็นยักษ์ใหญ่ ที่หลายคนในเมืองไทยคิดว่า ร่ำรวย และสมควรเอาเปรียบ (ทั้งในแง่ของการละเมิดลิขสิทธิ์และอีกหลายเรื่อง) แต่สำหรับยักษ์ในอเมริกา การล้มเป็นเรื่องปกติที่เกิดขึ้นทุกวัน และเมื่อใดก็ตามที่สำนักพิมพ์แห่งใดแห่งหนึ่งล้มขึ้นมา มันจะเป็นเรื่องที่เกิดในทันทีทันใด ไม่มีใครคาดฝันมาก่อน และสิ่งที่แม็กซ์กลัวที่สุดก็คือ นักเขียนที่ติดสัญญาอยู่กับสนพ.เหล่านั้นจะทำเช่นไร 

จะเกิดอะไรขึ้นถ้าวันนึงแรนด้อมเฮ้าท์ประกาศล้มละลาย นั่นหมายความว่าหนังสือเล่มต่อไปในชุดสตีลสตรีทของทาร่า เจนเซ่นจะไม่มีวันได้ออกขาย (และถ้าใครอ่านรีวิวเรื่อง Breaking Loose ของแม็กซ์แล้วก็จะรู้ว่า เล่มที่กำลังจะออกนี้มีความสำคัญมากเพียงใด) และนั่นคงจะเป็นเรื่องที่เลวร้ายที่สุดที่อาจจะเกิดขึ้น

The Coming of Steampunk Romance

posted on 02 Sep 2009 09:36 by maxtreme  in Opinion

Edited to Add: เนื่องจากมีผู้รู้เจอว่าแม็กซ์เขียนชื่อ Steampunk ผิดค่ะ ก็เลยจัดการแก้ไปแล้ว คนที่มาอ่านทีหลังจะได้เข้าใจค่ะว่า แม็กซ์เพิ่งมาแก้ทีหลัง

ขอบคุณมากนะคะที่ช่วยบอก บางทีเราก็มึนแบบนี้แหละค่ะ 

 

แม็กซ์ได้เขียนหนังสือหนังสือแนวย้อนยุค (ชนิดยาวมาก) ไปแล้วนะคะ เพราะแนวย้อนยุคนอกจากจะถือเป็นจุดเริ่มต้นของหนังสือโรแมนซ์ที่เรารู้จักกันก็ว่าได้ และแม้กระแสในช่วงหลายปีที่ผ่านมา (ไม่ว่าจะเป็นในอเมริกา หรือในประเทศไทย) ที่มักพูดว่า แนวย้อนยุคขายไม่ได้แล้ว ความจริงก็ไม่ใช่เช่นนั้น และเห็นได้ชัดว่า แนวย้อนยุคได้กลับมาแล้ว

วันนี้แม็กซ์เลยถือโอกาสเขียนถึงหนังสืออีกแนวที่หลายคนอาจจะไม่เคยได้ยินด้วยซ้ำ ตัวแม็กซ์เองก็ยอมรับตามตรงว่า ได้ยินครั้งแรกก็ตอนได้ข่าวว่า นักเขียนที่เราชอบมากคนนึง (ซึ่งก็คือเมลจีน บรู๊ค) ได้เซ็นต์สัญญาเขียนหนังสือในแนวสตีมพังค์โรแมนซ์ (ใช่แล้วล่ะ แม็กซ์ใหม่กับแนวนี้ขนาดนั้น)  นับจากนั้นเราก็พยายามหาข้อมูลว่าไอ้แนวนี้มันคืออะไรกันแน่

 


 

ตอนแรกที่ได้ยินแม็กซ์นึกถึงวัฒนธรรมพังค์ที่แต่งตัวประหลาด ๆ อย่างรูปที่เห็น ก็รู้สึกแบบ มันไม่โรแมนซ์เอาเสียเลยนะ แต่คิดไปคิดมา มันคงไม่ใช่คำตอบง่าย ๆ แบบนี้แน่ ๆ แม็กซ์ก็เลยเริ่มตั้งคำถามหลายคน และค้นคว้าในอินเตอร์เน็ตนี่แหละ

จนในที่สุดก็คิดว่า ตัวเองพอจะเข้าใจแล้วล่ะว่า เจ้าสตีมพังค์โรแมนซ์มันคืออะไร แต่ก็ด้วยผลัดผ่อนไม่ยอมเขียนถึงมันสักที ทั้งที่ก็ได้รับคำถามมาจากเพื่อนหลายคน (ส่วนหนึ่งเพราะเราคิดว่า คำตอบของเราก็อาจจะไม่ได้ร้อยเปอร์เซ็นต์หรอกนะคะ) จนกระทั่งได้เห็นบทความอันนี้ในบลอกของเดียร์ออเตอร์ ก็คิดได้ว่า เขียนได้แล้ว (โว้ย) 

บอกตามตรงนะคะว่า บทความที่เฮทเธอร์เขียนกระชับและให้คำจำกัดความได้ดีมาก (อาจจะไม่ตรงกับที่เราคิดทั้งหมด แต่โดยสาระสำคัญแล้วอธิบายคำว่าสตีมพังค์โรแมนซ์ได้ดีมาก) ดังนั้นถ้าอยากอ่านฉบับเต็ม ๆ ก็ขอเชิญไปที่ลิงค์ข้างบนนะคะ ส่วนแม็กซ์จะสรุปสาระบางอย่างจากบลอก แล้วเขียนเพิ่มในส่วนที่ตัวเองเข้าใจเติมเข้าใจบ้าง (แต่คงไม่มากนักหรอกค่ะ)

สตีมพังค์โรแมนซ์คือการรวมกันของหนังสือสองแนว นั่นก็คือแนวสตีมพังค์ และโรแมนซ์ แม็กซ์คงไม่ต้องอธิบายลักษณะของหนังสือโรแมนซ์นะคะว่าเป็นยังไง ส่วนของสตีมพังค์แม็กซ์ขออธิบายแบบนี้แล้วกัน

ขอให้ลองจินตนาการโลกมนุษย์ของเราถ้าหากเราพัฒนาเทคโนโลยีทุกอย่างอยู่บนพื้นฐานของหลักการเครื่องจักรไอน้ำ ถ้ายังพอจำความรู้สมัยมัธยมกันได้ เครื่องจักรชนิดแรก ๆ ที่มีการผลิตขึ้นมาใช้กันบนโลกมนุษย์ก็คือ เครื่องจักรไอน้ำ (ซึ่งคิดค้นโดยเจมส์ วัตส์) ซึ่งเครื่องจักรชนิดนี้แหละที่เปลี่ยนแปลงรูปแบบการผลิตของมนุษย์ และเป็นจุดเริ่มต้นของยุคพัฒนาอุตสาหกรรม แต่เครืองจักรไอน้ำก็ถูกแทนที่ด้วยพลังงานไฟฟ้า และโลกมนุษย์ของเราก็ออกมามีสภาพอย่างที่เห็นกันอยู่ในปัจจุบัน

สตีมพังค์ตั้งอยู่บนหลักการที่ว่า ถ้าหากโลกได้มีการใช้เครื่องจักรไอน้ำอยู่ต่อไปอย่างต่อเนื่อง สังคมมนุษย์จะมีสภาพเช่นไร เครื่องมือเครื่องใช้ที่เราใช้กันจะเป็นยังไง ยกตัวอย่างเครื่องคอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊คนะคะ

 


 

อันนึงเป็นโน้ตบุ๊คแบบที่เราใช้ในปัจจุบัน อีกอันเป็นโน้ตบุ๊คที่เราอาจจะได้ใช้ ถ้าเทคโนโลยีไอน้ำถูกพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ดังนั้นในสังคมของสตีมพังค์จึงไม่ใช่การที่มนุษย์อยู่โดยไม่มีสิ่งอำนวยความสะดวก แต่ของทุกอย่างถูกพัฒนาบนรากฐานของเทคโนโลยีไอน้ำ

และเนื่องจากเทคโนโลยีไอน้ำถูกพัฒนาในช่วงสมัยปี 1770s แต่มาได้รับความนิยมอย่างมากในยุคปฏิวัติอุตสาหกรรม (ราว ๆ ปี 1800s) ดังนั้นเรื่องราวในหนังสือแนวนี้จึงมักโฟกัสอยู่ที่ยุควิคทอเรียน (แต่ไม่จำเป็นว่าสตีมพังค์ต้องอยู่ในยุควิคทอเรียนเท่านั้นนะคะ แต่ส่วนใหญ่เป็นยุคนั้น) แต่มันไม่ใช่วิคทอเรียนอย่างที่เราเรียนรู้กันในหนังสือประวัติศาสตร์ พระนางวิคทอเรียยังคงเป็นราชินีแห่งประเทศอังกฤษ แต่มันเป็นโลกที่เราไม่เคยเห็นกันมาก่อน

 


 

ถ้ายังนึกภาพกันไม่ออก ก็ขอให้นึกถึงหนังเรื่อง Wild, Wild West ที่วิล สมิทเล่น ฉากเบื้องหลังเกิดในอเมริกายุคปี 1870 ผู้นำของประเทศยังเป็นคนเดิมตามประวัติศาสตร์ (ยูซิลิส แกรนท์) แต่เทคโนโลยีไม่ใช่ 

ตลอดเวลาที่แม็กซ์อยู่ในงาน RWA เราได้ยินคำว่าสตีมพังค์บ่อยครั้งมาก ๆ เหตุผลที่เราคิดออกก็คงเป็นเพราะ สตีมพังค์เป็นส่วนผสมของหนังสือสองแนวที่ฮ็อตฮิตที่สุดในยุคนี้ ซึ่งก็คือ พารานอมอล และย้อนยุค

เนื่องจากการตั้งหลักการว่าเทคโนโลยีทุกอย่างอยู่บนการพัฒนาของเครื่องจักรไอน้ำ คนแต่งได้ก้าวเข้าไปในการหาคำตอบของคำถามที่ว่า What if... นั่นก็คือ จินตนาการอันกว้างไกลของแต่ละคน พวกเขามีอิสระที่จะสร้างโลกในหนังสือแนวสตีมพังค์ของพวกเขาให้เป็นอย่างไรก็ได้ ตามแต่ต้องการ จะมีเวทมนตร์เป็นองค์ประกอบในสังคม จะมีลัทธิความเชื่ออย่างไรก็ได้ เป็นความแปลกใหม่น่าค้นหาที่แฟนหนังสือแนวพารานอมอลต้องการ ในขณะเดียวกันก็สามารถตอบสนองแฟนกลุ่มย้อนยุคได้ด้วย เพราะเรื่องในแนวสตีมพังค์ก็ยังคงประวัติศาสตร์ และวัฒนธรรมบางส่วนเอาไว้ คนแต่งสามารถเลือกเอาองค์ประกอบใดที่ตัวเองชอบมาใส่ไว้ในเรื่องได้

ยกตัวอย่างงานแนวสตีมพังค์ของเมลจีน บรู๊ค (ซึ่งแม็กซ์ยังไม่ได้อ่านนะคะ) เธออธิบายหนังสือชุด The Iron Sea ของเธอไว้อย่างน่าฟังและบ่งบอกถึงแนวสตีมพังค์โรแมนซ์ได้ดีมาก ดังนี้

"THE IRON SEAS series combines nanotech and pirates with a gritty, gaslit Victorian atmosphere to create swashbuckling steampunk romance…with an emphasis on the steam." ซึ่งก็คือหนังสือที่ได้บรรยากาศของยุควิคทอเรียน แต่มีเทคโนโลยีนาโน และโจรสลัด

แม็กซ์ไม่แน่ใจว่า หนังสือแนวนี้จะได้รับการตอบรับจากแฟนหนังสือชาวไทยมากน้อยแค่ไหนนะคะ กระทั่งในอเมริกาเองว่ากระแสแนวนี้จะมาแรงจริงอย่างที่ผู้เชี่ยวชาญหลายคนในวงการคาดหวังกันไว้รึเปล่า แต่ที่แน่ ๆ เมื่อดูจากรายชื่อของนักเขียนที่โดดเข้ามาในกระแสสตีมพังค์แล้ว แม็กซ์ก็ไม่มีปัญหาอะไรกับการลองอ่านเรื่องแนวนี้ค่ะ