Paranormal

Dark Warrior Unleashed // Alexis Morgan

posted on 01 Dec 2008 10:08 by maxtreme  in C-Club, Paranormal

แม็กซ์ค่อนข้างชอบหนังสือของอเล็กซิส มอร์แกนนะคะ แม้จะไม่ถึงขนาดทำให้กรี๊ดสลบไปกับเรื่องราวอะไร แต่โลกพารอนอมอลที่เธอสร้างไว้กับหนังสือชุดพาราดินก็น่าสนใจดีค่ะ

และด้วยความที่เป็นนักเขียนที่ฉลาด อเล็กซิสก็เลยไม่ยอมหยุดตัวเองไว้กับการเขียนหนังสือชุดเดียว ทั้งที่ชุดพาราดินยังไม่ลงเอยจบ เธอก็เิริ่มต้นหนังสือชุดแนวพารานอมอลใหม่ กับชุด The Talions เรื่องราวของมนุษย์ที่มียีนพิเศษกว่าคนอื่นซึ่งทำให้คนพวกนี้สามารถซึมซับอารมณ์จากมนุษย์คนอื่นมาใช้เป็นพลังงานได้ 

เราดองเล่มนี้อยู่หลายเดือนค่ะ หลังจากซื้อ ไม่มีเหตุผลอะไรเป็นพิเศษ แค่ไม่ค่อยรู้สึกอยากอ่าน จนกระทั่งช่วงสุดสัปดาห์นี้ก็ได้ฤกษ์งามยามดีหยิบขึ้นมาอ่าน 

 

 

Dark Warrior Unleashed ของอเล็กซิส มอร์แกน

เรื่องนี้เป็นเล่มแรกในชุด The Talions ที่เล่าเรื่องของกลุ่มมนุษย์ที่คล้ายกะคนธรรมดาอย่างเรานี่แหละ แต่เป็นกลุ่มที่มียีนบางอย่างพิเศษทำให้พวกเขาสามารถซึมซับอารมณ์ของมนุษย์เพื่อมาใช้เป็นพลังงาน คนกลุ่มนี้สืบเชื้อสายมาจากหมู่บ้านเล็ก ๆ ในแถบสแกนดิเนเวีย หรือดินแดนอันเป็นถิ่นกำเนิดของพวกไวกิ้งนั่นเอง

โดยทั่วไปแล้วคนกลุ่มนี้ที่เรียกตัวเองว่า คิธ (Kyth) ก็เหมือนมนุษย์เรานี่แหละ ไม่ได้มีอายุยืนเป็นอมตะ ส่วนใหญ่พวกเขาใช้ชีวิตเหมือนคนธรรมดา แต่จะมีคิธบางกลุ่มที่พิเศษเหนือคนอื่น คนกลุ่มนี้สามารถกักเก็บอารมณ์ของมนุษย์มาใช้เป็นพลังงาน และทำให้พวกเขามีอายุยืนยาวผิดมนุษย์ 

และเพราะความต้องการอารมณ์จากคนอื่น อารมณ์ที่รุนแรงซึ่งส่วนใหญ่มักเกิดจากความรู้สึกทางด้านมืด ความหวาดกลัว ตกใจ และความเศร้า ทำให้มีคิธหลายคนที่ฝืนกฎ กลายเป็นพวกนอกรีต ออกทำร้ายมนุษย์ผู้บริสุทธิ์เพื่อให้พวกนั้นเกิดอารมณ์เพื่อตนเองจะได้เสพเป็นพลังงาน ซึ่งเมือเหตุการณ์นั้นเกิดขึ้น  กลุ่มคิธที่เรียกตัวเองว่า The Talions (ทาลอน) ก็จะถูกเรียกมาเพื่อจัดการ

ทาลอนเป็นคิธที่มีความสามารถพิเศษ พวกเขากักเก็บอารมณ์ใช้เป็นพลังงานทำให้มีอายุยืนยาว แต่ไม่มีใครที่แข็งแกร่งเกินไปกว่าเรนัลฟ์ ธอร์เซ่นอีกแล้ว เขามีอายุนับพันปี และทำหน้าที่ทาลอนมาอย่างยาวนาน แต่การเป็นทาลอนนั้นกัดกินจิตวิญญาณ เพราะมันหมายถึงพวกเขาต้องซึมซับอารมณ์ของพวกนอกรีตมาเป็นของตัวเอง พลังงานทางด้านมืดที่หลอกล่อทาลอนให้ก้าวสู่ความมืด

เรนัลฟ์ถูกเรียกตัวมาเพื่อกำจัดคิธที่นอกรีตโดยจูดิธ ซึ่งเป็นผู้นำของเหล่าคิธ  เธอสั่งให้เขาทำงานร่วมกับทาลอนอีกคน แต่ทั้งเรนัลฟ์และแซนเดอร์ต่างไม่ลงรอยกัน แซนเดอร์ไม่เชื่อว่าเรนัลฟ์จะยังคงรักษาความดีไว้ได้ หลังจากใช้เวลานานนับพันปีซึมซับอารมณ์ด้านมืดจากคนที่กำจัด แซนเดอร์ไม่ไว้ใจว่าเรนัลฟ์จะทำหน้าที่ได้ โดยเฉพาะเมื่อการตามล่านำพวกเขาไปสู่ เคอร์รี่ โลแกน หญิงสาวผู้ที่ไม่รู้ตัวเองเลยว่า เธอก็เป็นหนึ่งในคิธ และกำลังจะกลายเป็นเป้าหมายของคิธนอกรีต

เรื่องนี้อ่านง่าย ๆ สบาย ๆ ค่ะ พล็อตไม่ซับซ้อนมากมายอะไร กระทั่งในส่วนของพารานอมอลก็เล่าเรื่องได้เป็นลำดับดี ปัญหาก็คือ เรารู้สึกว่าพล็อตพารานอมอลมันง่ายไปหน่อยน่ะค่ะ ดูไม่น่าค้นหา และไม่น่าสนใจ แต่ถ้าคิดในมุมกลับกัน ก็เป็นได้ว่าคนแต่งเรียนรู้จากการเขียนหนังสือชุดพาราดิน ที่เธอเปิดพล็อตไว้อย่างซับซ้อน แต่ไม่สามารถอธิบายปริศนาทุกอย่างได้หมดในเล่มเดียว (ทำให้การอ่านเล่มหนึ่งในชุดพาราดินน่าหงุดหงิดมาก เพราะอ่านแล้วก็สงสัยโน่นสงสัยนี่ไปหมด) ในชุดนี้ไม่มีเหตุการณ์อย่างนั้นค่ะ แม็กซ์คิดว่า มันน่าจะมีอะไรที่ซับซ้อนมากไปกว่านี้ เพียงแต่ยังไมไ่ด้เปิดเผยออกมาเท่านั้น 

ถ้าจะว่าแม็กซ์เป็นคนเรื่องมาก ก็ว่าได้นะคะ เพราะเคยติไปว่าพาราิดินแทงกั๊กไว้เยอะ ไม่เล่าอะไรเลย ทุกอย่างทิ้งไว้ให้คนอ่านสงสัยอย่างเดียว แต่ในเล่มนี้เราก็รู้สึกว่าพล็อตมันแบ็คทูเบสิกมากไปอีกแหละ พวกคิธก็ไม่เห็นจะมีความพิเศษอะไรเหนือธรรมชาติมากนัก เลยรู้สึกว่าไม่เห็นจะน่าสนใจ

เราชอบในแง่ของตัวละคร ที่มีความชัดเจน โดยเฉพาะเคอร์รี่นางเอก ที่เราชอบมากที่แสดงความเชื่อมั่นในตัวเรนัลฟ์อย่างไม่โลเล โดยเฉพาะเมื่อแซนเดอร์ซึ่งเข้าใจจริง ๆ ว่าเรนัลฟ์กำลังจะเดินสู่ด้านมืด เตือนเธอหลายครั้ง เธอก็ยังคงรักษาคุณสมบัติของนางเอกที่ดีด้วยการรอฟังคำพูดจากพระเอกก่อนที่จะด่วนตัดสินใจอะไรไป

อีกประเด็นนึงที่เรามีปัญหาก็คือตัวผู้ร้าย แม็กซ์ไม่คิดว่าเป็นการสปอยล์หรอกนะที่จะบอกว่าหนึ่งในคนทรยศก็คือเพื่อนสนิทของแซนเดอร์ และเป็นทาลอนเช่นกัน (จะสปอยล์ได้ยังไงในเมื่อมันบอกตั้งแต่ตอนต้นเรื่อง) ปัญหาของเราก็คือ ผู้ร้ายมันเลวมาก เลวแบบไม่ปิดบัง ไม่มีแผน ประมาณว่า กูเลวโว้ย เลวตรงไปตรงมามาก เลวขนาดที่เราสงสัยว่าทำไมไม่มีใครดูออกเลยวะว่ามันเลว เพิ่งมารู้ตอนมันเบื่อที่จะทำชั่วแบบปกปิด (คือมันก็ชั่วของมันมาตลอดแหละ เพียงแต่ไม่ได้ทำอย่างเปิดเผย) ทำไมทั้งแซนเดอร์ และจูดิธซึ่งเรื่องก็บอกไว้ว่าเป็นผู้นำคิธมานับพันปีถึงได้โง่ขนาดนี้ (พระเอกไม่เกี่ยว เพราะเขาไม่ค่อยได้คลุกคลีกับทาลอนคนอื่น ไม่เก็ตจึงไม่ถือว่าโง่)

โดยรวม เล่มนี้อ่านได้สบาย ไม่ต้องคิดมาก ถือเป็นเล่มเปิดชุดที่โอเค เพราะเราคงจะซื้อเล่มสองในชุดมาอ่านต่อล่ะค่ะ (ออกราวเดือนกรกฎาคมปีหน้า) อาจจะไม่ทำให้เราตื่นเต้นด้วยความอยากอ่านได้ แต่ก็คงหยิบมาอ่านอย่างไม่ยากเย็นนัก คะแนนเล่มนี้ที่ 70

The Flame // Jean Johnson

posted on 29 Nov 2008 15:33 by maxtreme  in C-Club, Paranormal

คนที่ติดตามอ่านบลอกของเรามาระยะนึงคงพอรู้สึกกันได้นะคะว่า แม็กซ์เป็นแฟนประจำของหนังสือชุด The Sons of Destiny ด้วยเหตุผลที่ตัวเองก็ไม่อาจอธิบายได้จนบัดนี้ เพราะก็ใช่ว่าจะมีเล่มไหนในชุดที่สนุกซู้ดยอด ทำเอาเราเกิดอาการคลั่งหนัก บางเล่มก็ทำเราผิดหวังไม่น้อย แต่กระนั้นทุกครั้งที่เราได้เล่มใหม่ในชุดนี้มา ก็ต้องเริ่มอ่านเป็นเล่มแรกทุกครั้ง

ครั้งนี้ก็เหมือนกันค่ะ สำหรับเล่มที่เจ็ดแล้วในชุด

 

 

The Flame ของจีน จอห์นสัน

เราไม่แนะนำให้คนที่ไม่ได้อ่านหนังสือชุดนี้มาก่อนเริ่มต้นที่เล่มนี้หรอกนะคะ เพราะชีวิตอาจจะสับสนจนมึนไปเลยก็ได้ คิดเอาแล้วกันว่า ชุดนี้เล่าเรื่องพี่น้องฝาแฝดสี่คู่ มีทั้งหมดแปดเล่ม เรื่องนี้เป็นเล่มที่เจ็ดในชุดของเรื่องราวที่ร้อยเรียงกันอย่างเป็นระบบ ถ้าคุณอ่านเล่มนี้โดยไม่อ่านเล่มก่อนหน้า นอกจากจะไม่รู้เรื่องแล้ว ก็ยังเป็นการสปอยล์ตัวเองเกี่ยวกับเรื่องราวในเล่มก่อนหน้าอีกต่างหาก

ดังนั้นแม็กซ์คงไม่ต้องเตือนเรื่องสปอยล์หรือนะ เพราะถ้าอ่านมาถึงตอนนี้ แล้วจะมาร้องคร่ำครวญว่า "สปอยล์กูทำไม" ก็ไม่ไหวแล้วล่ะค่ะ

พี่น้องฝาแฝดสี่คู่ที่เกิดในวันเดียวกัน ห่างกันคู่ละสองปี เป็นพี่น้องในตำนาน ทำคำทำนายของหมอดูชื่อดังเมื่อสองพันปีก่อน การเกิดของพี่น้องที่ถูกเรียกรวมกันว่า The Sons of Destiny จะเป็นสาเหตุทำให้เมืองคาตาน บ้านเิกิดของพวกเขาถูกทำลาย ดังนั้นเมื่อเป็นที่ชัดเจนแล้วว่า พี่น้องตระกูลคอร์วิสคือคนที่คำทำนายนั้นหมายถึง ทั้งแปดคนก็ถูกเนรเทศออกจากคาตาน และส่งไปอยู่บนเกาะไนท์ฟอล 

จากเหตุการณ์ที่ผ่านไปแล้วหกเล่ม (เล่าย้อนหมดไม่ไหวหรอกนะคะ) เป็นที่รู้กันชัดเจนแล้วว่า การตีความหมายของคำทำนายของคนในเมืองคาตานผิดพลาด แต่มันก็สายไปแล้ว พี่น้องตระกูลคอร์วิส และเหล่าภรรยาของพวกเขาได้ประกาศตนเป็นอิสระ และสร้างประเทศใหม่บนเกาะไนท์ฟอล พวกเขามีเวลาหนึ่งปีในการเรียกเทพเจ้ามาชุมนุมกันเพื่อรับรองความเป็นรัฐของไนท์ฟอล งานที่ไม่ได้ทำกันง่าย ๆ เลย ภาระอันยิ่งใหญ่ที่เป็นหน้าที่ของมอร์แกนเนน น้องชายคนเล็ก ผู้ซึ่งเป็นพ่อมดที่ทรงอำนาจมากที่สุดในคาตาน

แต่สำหรับพระเอกของเรื่องนี้แล้ว คอร์แรนเนนเขาอาจเป็นคู่แฝดของมอร์ค (มอร์แกนเนนนั่นแหละ) แต่ก็รู้ตัวเองดีว่า ตนเองไม่ใช่พ่อมดผู้ทรงอำนาจ ความสามารถของเขาอยู่กับไฟ คอร์เป็นผู้ควบคุมไฟ เป็นช่างเหล็กประจำไนท์ฟอล แต่การเป็นผู้ควบคุมไฟก็ไม่ได้ทำให้ชีวิตของเขาง่ายขึ้น คอร์อาจจะเป็นผู้ชายอายุยี่สิบสี่คนสุดท้ายบนไนท์ฟอลที่ยังคงรักษาความบริสุทธิ์ผุดผ่องไว้ได้ และมันไม่ใช่เพราะคุณค่าทางศีลธรรมหรืออะไรหรอกนะที่กำหนดให้เป็นเช่นนั้น เป็นเพราะเขาไม่อาจควบคุมไฟในกายได้ ทุกครั้งที่เริ่มเข้าด้ายเข้าเข็ม คอร์จะปล่อยพลังงานออกมา ร้อนแรงพอที่จะแผดเผาหญิงสาวที่เขาสัมผัสได้ 

สิ่งเดียวที่ำทำให้เขามีความหวังก็คือ คำทำนายเกี่ยวกับ The Sons of Destiny ที่ว่าจะมี "น้ำ" ผู้ซึ่งควบคุมไฟของเขาได้ เกิดมาเพื่อเขา คอร์จึงเป็นหนึ่งในพี่น้องไม่กี่คนที่ตั้งหน้าตั้งตารอการมาของหญิงสาว เขารู้ว่าพี่ชายทั้งหกของเขาต้องได้เจอคู่ของตัวเองก่อนที่จะถึงคิวของเขา แต่ก็หลายเดือนผ่านไปแล้วที่ไรเดน พี่ชายคนที่หกของเขาพบคู่ของตัวเอง คอร์ก็ยังเหงาและเปล่าเปลี่ยนต่อไป

จนกระทั่งการเจรจาทางการทูตระหว่างไนท์ฟอล และอาณาจักรใต้ทะเล ที่ตกลงส่งหญิงสาวสี่คนที่มีความสามารถในการควบคุมน้ำมาเยือนไนท์ฟอล คอร์ก็ได้โอกาสที่จะรู้จักหญิงสาวที่อาจจะเป็นคู่ที่พรหมลิขิตให้เขา

สำหรับดานัวแล้ว ภารกิจมาเยือนไนท์ฟอลเป็นงานที่เธอไม่ต้องการ แต่ในฐานะของผู้ควบคุมน้ำที่มีพลังสูงสุดในราชอาณาจักร เธอจึงถูกส่งมา และสำหรับดานัวแล้ว ไม่มีอะไรสำคัญไปกว่างานที่ได้รับมอบหมาย เพราะเธอไม่อาจจะมีชีวิตส่วนตัวเหมือนคนอื่น ๆ ได้ เนื่องจากลักษณะพิเศษที่เธอแช่แข็งทุกคนที่เข้าใกล้ (คนที่แตะตัวเธอจะรู้สึกถึงความเย็นเยือก) เธอไม่อาจมีครอบครัว งานจึงเป็นสิ่งเดียว แต่ความคิดนี้กำลังจะเปลี่ยนไป เมื่อได้พบกับคอร์แรนเนน ทูตแห่งไนท์ฟอลที่ถูกส่งมาดูแลพวกเธอ

ในแง่ของพล็อตเล่มนี้เกี่ยวข้องกับตัวละครอื่นมากกว่าค่ะ ไม่ว่าจะเป็นการเตรียมการเพื่อเล่มต่อไป (และเป็นเล่มสุดท้ายในชุด) ซึ่งจะเป็นเรื่องของมอร์ค ที่ตอนนี้รอคอยการมาถึงของผู้แห่งโชคชะตาของเขาอยู่ หรือกล่าวถึงความพยายามในการทำพิธีเพื่อเรียกให้พระเจ้าทั้งปวงมารวมกัน เพื่อสถาปนาราชอาณาจักรไนท์ฟอลอย่างถาวร และการต่อสู้กับความพยายามของบรรดาพ่อมดทั้งหลายที่อยากลักพาตัวพี่สะใภ้ของคอร์ (ซึ่งเป็นนางเอกในเล่มหก The Storm และเธอมีความสามารถพิเศษเหนือใคร)  

เราคิดว่าคนแต่งทำได้ดีนะคะ เพราะแม้สิ่งที่พูดไปจะแทบไม่มีอะไรเกี่ยวกับตัวละครหลักของเรื่องเลย แต่เราก็ไม่รู้สึกว่าน่าเบื่อหน่ายอะไรนะคะ คนแต่งเรียงร้อยเรื่องเหล่านั้นเข้าไปกับตัวละครหลักของเรื่องได้ดี ไม่ยัดเยียดจนทำให้เรารู้สึกว่า โฟกัสของเรื่องไม่ได้อยู่ที่ตัวละครหลัก 

ในส่วนของความสัมพันธ์ระหว่างคอร์และดานัวก็น่าสนใจ แรกเริ่มแม็กซ์ห่วงว่า การที่ทุกอย่างพึ่งพาโชคชะตา และคำทำนายสองพันปีจะทำให้เรารู้สึกว่าตัวละครทั้งสองถูกยัดเยียดให้กันและกัน  เพราะคอร์ซึ่งไม่ค่อยชอบภาวะการเป็นหนุ่มเวอร์จิ้นของตัวเองนัก เกิดอาการดี้ด้ามากที่จะได้เจอพวกผู้หญิง เขาไม่สนใจนักหรอกว่าใครจะเป็นคู่ชีวิตที่ส่งมาให้เขา ขอแค่ให้เขาได้พบเธอเท่านั้น

ยอมรับนะคะว่าตอนแรกเรารู้สึกว่ามันบังคับไปนิดหน่อย คอร์ออกเที่ยวและใช้เวลากับหญิงสาวแต่ละคนเพื่อทดสอบว่าใครในสี่คนที่มาเยือนเป็นคู่ของเขา จนสุดท้ายก็รู้ว่าเ็ป็นดานัว หญิงสาวที่ดูภายนอกเย็นชาและไม่สนใจผู้ชาย เขาก็ยังเกิดอาการไม่เชื่อด้วยซ้ำ

แต่สุดท้ายหลังจากทั้งสองเริ่มต้นคบกัน แม็กซ์ยอมรับได้มากขึ้น ส่วนหนึ่งเพราะตัวละครเองก็ยอมรับความจริงที่ว่า การถูกพรหมลิขิตให้เป็นคู่กันและกันนั้น ไม่ได้หมายความว่าจำเป็นจะต้องมีความรักเข้ามาเกี่ยวข้อง ทั้งคอร์และดานัวยอมรับในจุดนั้น ซึ่งเราว่าสำคัญมาก คนอ่านไม่ได้หลอกคนอ่านให้เชื่อว่า คนที่ไม่เคยเห็นหน้ากัน แค่ฟ้าสั่งก็รักกันได้ ความรักต้องได้รับการพัฒนา การรู้จักกันอย่างแท้จริง และสำหรับเรื่องนี้ เมื่อคำว่ารักเอ่ยขึ้น แม็กซ์ก็เชื่อกับคำบอกรักนัก โดยเฉพาะคำว่า "You complete me" ที่ดานัวเอ่ยกับคอร์ ก็ได้ใจแม็กซ์ไปเต็ม ๆ เลยล่ะ

และใครละจะไม่รักคอร์ เขาเป็นตัวละครที่น่ารักมากที่สุดคนนึงที่เราได้อ่าน หนุ่มเวอร์จิ้นวัยยี่สิบสี่ที่แทบจะรอไม่ไหวแล้วที่จะได้มีความสัมพันธ์กะหญิง ฉากที่เขาอาบน้ำปะแ้ป้งรอคอยการมาของสาวสี่คนผู้ที่อาจเป็นคู่ของเขา ทั้งน่ารักและฮาดีค่ะ

แถมตอนจบเล่มนี้ยังทิ้งท้ายได้อย่างน่าสนใจมาก ทั้งที่ทีแรกแม็กซ์ไม่คิดว่าเรื่องราวของมอร์ค น้องนุชสุดท้องจะน่าสนใจอะไรนักหรอกนะคะ เพราะเขาเจอสาวที่เป็นของเขาแล้ว แต่คนแต่งก็ยังพลิกให้ดูน่าสนใจได้ ดังนั้นอย่าแปลกใจนะคะ หากเล่มแปดออกวางขายในช่วงเดือนมีนาคมปีหน้า แล้วแม็กซ์จะหยิบมาอ่านก่อนเล่มอื่น

สำหรับเล่มนี้ คะแนนที่ 70

Red Fire // Deidre Knight

posted on 25 Nov 2008 11:40 by maxtreme  in C-Club, Paranormal

อาชีพก่อนที่จะเป็นนักเขียน และปัจจุบันก็ยังเป็นอยู่ ของเดียเดร ไนท์ก็คือการเป็นเอเย่นต์ เธอเป็นไ้ด้รับการเลือกให้เป็นเอเย่นต์ผู้ทรงอิทธิพลมากที่สุดในอเมริกาหนึ่งในห้าอันดับ ว่ากันว่าเธอขายงานของนักเขียนนับร้อย ๆ เล่ม บริษัทของเธอ ไนท์ เอเจนซี่เป็นบริษัทที่นักเขียนจำนวนมากอยากเ้ข้าไปสังกัด แต่ก็ไม่ได้เปิดประตูต้อนรับทุกคนที่อยากมาหรอกนะคะ ต้องเป็นนักเขียนที่มีฝีมือโดนใจเหล่าเอเย่นต์ในสำนักงานด้วย

เมื่อหลายปีก่อนตอนที่มีข่าวว่าเดียเดรขายหนังสือที่ตัวเองเขียนให้กับสนพซิกเน็ต (ในเครือเพนกวิน) ได้ แม็กซ์ก็นิ่งไปพักใหญ่ เพราะไม่ค่อยจะได้ข่าวว่าเอเย่นต์หันมาเขียนหนังสือ โดยเฉพาะในข่าวการขายบอกว่า หนังสือของเดียเดรเป็นแนวพารานอมอลที่ไม่เหมือนใคร ก็ยิ่งจะสนใจมาเป็นทวีคูณ ดังนั้นจึงไม่แปลกที่เราซื้อเล่มแรกในชุดมาอ่าน สำหรับคนที่สนใจประสบการณ์การอ่านหนังสือเล่มแรกของเดียเดร ไนท์ของแม็กซ์ ก็ตามอ่านกันได้ที่บลอกนี้ค่ะ

โดยรวมหนังสือทั้งสี่เล่มในชุดมิดไนท์ วอริเยอร์ของเธอสอบผ่านในเรื่องของความสร้างสรร แม็กซ์ชอบพล็อตเรื่องของเธอมาก แม้จะยังไม่ค่อยถูกใจกับตัวละครนัก แต่ก็บอกได้เลยว่า เรากลายเป็นหนึ่งในแฟนหนังสือของเดียเดรไปแล้ว

ดังนั้นเมื่อเล่มแรกในหนังสือชุดใหม่ของเธอออกขาย แม็กซ์จึงไม่ลังเลที่จะซื้อ และหยิบมาอ่าน แต่ประสบการณ์ในการอ่านเล่มนี้ก็เหมือนกับครั้งที่เราเริ่มต้นอ่านชุดมิดไนท์ วอริเยอร์ใหม่ ๆ เพราะมันค่อนข้างในการทำความเข้าใจคอนเซ็ปต์ของเรื่อง เราจึงวางไปก่อนเพื่อให้ตัวเองพร้อมกว่านี้ ถึงได้กลับมาอ่าน

และนี่เป็นข้อสรุปของเราหลังจากอ่านเล่มนี้จบไป

 

 

Red Fire ของเดียเดร ไนท์

นี่เป็นหนังสือเล่มแรกในชุด Gods of Midnight ที่เล่าเรื่องของนักรบชาวสปาตันที่ตายระหว่างการรบกับเปอร์เซีย ใครที่นึกไม่ออก ก็ขอให้กลับไปดูหนังเรื่อง 300 นะคะ เพราะมันถอดแบบมาจากเรื่องนั้นเลย สงครามก็เป็นสงครามเดียวกัน 

เอแจคเป็นหนึ่งในนักรบชาวสปาตันเจ็ดคนที่สาบานต่อเทพแอเรียสว่าจะรับใช้เขาในการช่วยกำจัดปีศาจ สิ่งที่เขาไม่ได้คิดถึงเลยก็คือ การมีชีวิตอยู่อย่างเป็นอมตะนานนับพันปีจะทำลายดวงวิญญาณที่เหลืออยู่ของเขาลง แจ๊คเริ่มเบื่อการมีชีิวิต และการต่อสู้อย่างไม่มีที่สิ้นสุด ที่สำคัญเขาเบื่อที่จะรอคอยผู้หญิงที่ผู้ทำนายโชคชะตาสัญญาว่าจะเป็นของเขาแล้ว

แจ๊ครู้ว่าเธอชื่อว่าเชย์แอนนา เขารู้จักเธอนับตั้งแต่เมื่อพันปีก่อน เมื่อผู้ทำนายโชคชะตาบอกกับเขา ถึงผู้หญิงที่จะเป็นหนึ่งเดียวกับดวงวิญญาณของเขา ผู้หญิงที่จะเติมเต็มทุกอย่างในชีวิต คนที่จะทำให้ชีวิตของเขาสมบูรณ์ สิ่งที่แจ๊คไม่คิดก็คือ เขาจะต้องรอเธอนานนับพันปี และการมาของเธอก็ช่างไม่ถูกเวลาเอาเสียเลย

นั่นเพราะแจ๊คถูกเรียกตัวไปทำต่อสู้กับปีศาจในดินแดนที่เรียกกันว่าซาวานน่าห์ (เป็นเมืองอยู่ในรัฐจอร์เจีย ทางใต้ของอเมริกา) และเมื่อไปถึง ในที่สุดเขาก็ได้พบกับเชย์แอนนา เธอกำลังถูกศัตรูเก่าของเขาทำร้ายปางตาย แต่แจ๊คก็ไปทันเวลาช่วยเธอไว้ได้พอดี

เชย์แอนนา หรือเชย์ ไม่ใช่สาวน้อยชาวใต้ธรรมดา ครอบครัวของเธอสืบเชื้อสายนักล่าปีศาจ แต่ในฐานะของลูกสาวหนึ่งเดียวของตระกูล เชย์ถูกกันอยู่วงนอก ไม่มีโอกาสได้เข้าไปร่วมลุยกับเหล่าพี่ชายด้วย แต่แล้วการตายของผู้เป็นมารดาก็ทำให้เชย์เริ่มตั้งคำถามเกี่ยวกับชาติกำเนิดของตัวเอง

ในแง่ของหนังสือชุด เล่มนี้เปิดตัวได้ดีมากค่ะ เพราะแม็กซ์รู้สึกสนใจความเป็นไปของพวกสปาตันอมตะทั้งเจ็ดคน โดยเฉพาะว่าที่พระเอกเล่มถัดไปอย่างริเวอร์ ซึ่งเป็นคนรับใช้ของเอแจค แต่ก็ยังตามสไตล์เรื่องชุดแนวพารานอมอลนะคะ ที่ความลับทั้งหมดยังคงถูกเก็บซ่อนอยู่ ปริศนาอีกหลายอย่างยังต้องตามต่อในเล่มถัดไป แต่อย่างน้อยในเล่มนี้ ก็ยังไม่มีความลับดำมืดที่น่าหงุดหงิดหัวใจคนอ่าน ชนิดที่ไม่ยอมบอก เลยทำให้อ่านแล้วรู้สึกขาด ๆ เกิน ๆ ไปกับชุด

แต่ในขณะเดียวกัน เราก็รู้สึกเดียเดรคงจะดูหนังเรื่องสามร้อยมากเกินไปหน่อย เพราะอาการของพระเอก และเพื่อนพ้องมันดูลิเก ซึ่งถ้าเป็นในหนังสามร้อยมันก็ดูไม่แปล เพราะมันเป็นหนังย้อนยุค แต่อากัปกิริยาหลายอย่างที่ทำกัน (ตะโกนโห่ร้อง แล้วประกาศทำนอง ข้าคือสปาตัน) มันดูเห่ยมากในยุคปัจจุบัน มันไม่เท่ห์ แต่ก็สร้างความฮาได้อย่างที่คนแต่งไม่ตั้งใจ

สุดท้ายเราติดใจนิดหน่อยเกี่ยวกับมันสมองของนางเอกที่มักวิ่งแร่เข้าไปหาปัญหา แล้วเดือดร้อนพระเอกต้องตามไปช่วย กับความสามารถของพระเอกที่สู้กี่ครั้งก็สู้ผู้ร้ายไม่ได้เลย

สปอยล์ เราชอบการที่คนแต่งสร้างให้เอเรียสซึ่งเป็นเทพเจ้าที่ให้กำเนิดกลุ่มของพระเอกเป็นคนร้ายในเรื่อง เพราะไม่อย่างนั้นแล้ว ก็ดูจะเป็นการต่อสู้ที่ไม่ยุติธรรมเท่าไหร เพราะเทพเจ้าหนุนหลัง ก็ทำได้ทุกอย่าง ซึ่งการเปลี่ยนไปของเอเรียสก็เป็นการเปิดประเด็นที่น่าค้นหาต่อในเรื่องอีก ปริศนาเกี่ยวกับผู้ัทำนายโชคชะตา ซึ่งเป็นคนที่มีหน้าที่ในการพยากรณ์ให้แก่กลุ่มนักรบอมตะสปาตัน ว่าแท้จริงแล้วเธอเป็นใครกันแน่

โดยรวม Red Fire เป็นการเปิดตัวหนังสือชุดแนวพารานอมอลที่น่าสนใจ อาจจะไม่ถึงกับน่าติดตามเหมือนชุดมิดไนท์ วอริเยอร์ของเธอเอง แต่ก็ถือว่าโอเคนะ ท่ามกลางชุดพารานอมอลที่ขายกันเหมือนแจกฟรีในตลาดตอนนี้

คะแนนที่  70

Undercover // Lauren Dane

posted on 18 Nov 2008 08:32 by maxtreme  in B-Club, Paranormal

วันนี้บลอกมาแปลกหน่อยนะคะ เพราะจะมีรีวิวฉบับภาษาอังกฤษ และภาษาไทยมาพร้อมกัน เนื่องจากเมื่อเดือนตุลาคมที่ผ่านมา แม็กซ์โชคดีพอที่จะได้รางวัลเป็นหนังสือ ARC (หรือหนังสือที่ออกมาก่อนหนังสือเล่มจริง เพื่อส่งให้นักวิจารณ์ได้อ่านกันก่อน) ของลอเรน เดนมา เราก็ต้องรีวิวเล่มนี้เป็นภาษาอังกฤษด้วย

 

 

 Undercover by Lauren Dane

แม็กซ์เริ่มเขียนบทรีวิวด้วยภาษาัอังกฤษนะคะ ดังนั้นถ้าภาษาไทยดูแปลก (หรือภาษาอังกฤษก็ไม่ได้เรื่อง) ก็ต้องขอโทษด้วยแล้วกัน 

เริ่มด้วยฉบับภาษาัอังกฤษก่อนแล้วกัน

Back in October, I am luckily enough to receive an ARC from one of my favorite author especially this book is the one I am looking forward to read for quite some time, maybe since she announced the sales to Berkley.

The author, Lauren Dane is not a new author (she maybe a ‘new to you’ author since I’ve never seen her book in Thailand). She wrote a lot of wonderful e-books for Ellora’s Cave and Samhain.

Sera Ayers never thought she would meet Ash Walker again so when she was order to be a part of team to infiltrate into the enemy camp, the first answer was no. She could not work with the man who abandoned her in a very painful way. But Sera had no choice. The mission was too important and she was the only person suitable for the job. 

The plan seemed easy, just a covert operation in which Sera went undercover as a concubine but she could never be Ash’s. She rejected his offer to be his mistress ten years ago when he thought she was not good enough to be his wife. But the mission must be done so Sera will belong to Brandt, another team member. What she did not expect was she would fall again and this time not only to Ash but also to Brandt.

Undercover is an erotic futuristic romance and a bit departure from her paranormal storyline, which usually set in contemporary setting. This book set in the future world and what a world it is. What I think is the most fascinated is the completeness of this world. And I am really glad to know that there would be another book set in the same world because this world is too rich to use only for one book.  While most of the story focuses on the covert mission, the depth of characters and the emotional roller coaster, which signify Ms. Dane’s talent is also obvious. I would say this is not just another ménage romance, which floating around in the market. The different was the characters. They are unique and have an interesting back story. When I finished the book, it is like I know them by heart and care for them to found a happy ending.

The only problem with this book for me is the past between Ash and Sera. There is an explanation for the abandonment, of why he left her to marry another woman. It is a good reason but not enough for me. It may be my personality and history that I cannot accept his reason. I found that Ash is not groveling enough and Sera is more forgiving than I am. There are time when I wished she just take off with Brandt and left Ash with regret of what it could be.

In total this book is a very good debut (if you called that) for Ms. Dane with Berkley. For those who like the story hot with enough plots to keep you up all night, you should read this one. I’m not telling this is the best erotic romance I ever read but it is better than a lot of books I read this year.

Grade B

และนี่คือฉบับภาษาไทย

หนังสือเล่มนี้แม็กซ์ค่อนข้างรอที่จะได้อ่านนะคะ จะว่าไปก็ตั้งแต่มีข่าวว่าลอเรนได้เซ็นต์สัญญาเขียนหนังสือให้กับสนพ.เบิร์คเลย์แล้วล่ะ สำหรับนักเขียน ลอเรน เดนไม่ใช่นักเขียนใหม่หรอกนะคะ แต่เธออาจฟังดูไม่คุ้นหูนักอ่านในเมืองไทยนัก เพราะแม็กซ์ยังไม่เคยเห็นหนังสือของเธอขายในเมืองไทยเลย  เธอเป็นหนึ่งในนักเขียนที่เขียนหนังสือให้กับสนพ.อีลอร่า และซอว์อินที่ได้ดีได้สัญญาเขียนให้สนพ.ที่นิวยอร์ค

มาเข้าพล็อตเรื่องกัน เซร่า เอเยอร์สไม่เคยคิดว่าเธอจะมีโอกาสได้เจอกับ แอช วอร์คเกอร์อีกครั้ง จนกระทั่งเธอได้รับคำสั่งให้เข้าร่วมงานกับเขาในการแทรกซึมเข้าไปในค่ายของฝ่ายศักตรู ดังนั้นคำตอบแรกของเธอเมื่อได้รับคำสั่งก็คือ ไม่ เธอไม่อาจทำงานร่วมกับผู้ชายที่ทิ้งเธอไปอย่างเจ็บปวดที่สุด แต่เธอก็ไม่มีทางเลือก ภารกิจนี้สำคัญมาก และเธอคือคนเดียวที่เหมาะสม

แผนการดูง่ายมาก ก็แค่การปลอมตัวที่เซร่าต้องปลอมเป็นชู้รักของแอช แต่เธอเคยปฏิเสธข้อเสนออันเดียวกันนี้เมื่อสิบปีก่อน ตอนที่แอชไม่ยอมแต่งงานกับเธอ เขาเลือกผู้หญิงคนอื่น และขอให้เธอเป็นเพียงเมียน้อย แต่ภารกิจก็ยังต้องเดินหน้าต่อไป เพื่อให้ทุกอย่างเป็นไปราบรื่น เซร่าเลือกที่จะเป็นผู้หญิงของแบรนท์ สมาชิกอีกคนนึงในทีม แต่สิ่งที่เธอไม่ได้คาดไว้ก็คือ เธอจะตกหลุมรักอีกครั้ง และครั้งนี้ไม่เฉพาะแอช แต่เป็นแบนท์ด้วย

หนังสือเล่มนี้เป็นแนวอีโรติค โรแมนซ์ยุคอนาคต และแตกต่างไปจากแนวพารานอมอลที่ลอเรนเขียนอยู่เป็นประจำพอสมควร เพราะส่วนใหญ่จะอยู่ในยุคปัจจุบันที่เราคุ้นเคยกัน ในเล่มนี้เธอสร้างโลคอนาคตขึ้นมา และเป็นโลกที่น่าทึ่ง สิ่งที่แม็กซ์ประทับใจเกี่ยวกับเรื่องนี้มากที่สุดก็คงจะเป็นความสมบูรณ์แบบของโลกที่ถูกสร้างขึ้น และเราก็ดีใจมาก ๆ ที่ได้รู้ว่า จะมีหนังสืออย่างน้อยอีกหนึ่งเล่มที่อยู่ในโลกที่ถูกสร้างขึ้นนี้ และแม้ว่าเนื้อเรื่องส่วนใหญ่จะเน้นไปที่ภารกิจที่ต้องทำให้สำเร็จ แต่ความลึกของตัวละคร และอารมณ์ในเรื่อง ซึ่งเป็นความสามารถที่โดดเด่นอยู่แล้วของลอเรนก็ยังมีอย่างครบถ้วน

เราจึงสามารถพูดได้ว่า หนังสือเล่มนี้ไม่ใช่แค่เป็นเรื่องโรแมนซ์แนวเราสามคนอีกเล่มที่ขายกันดาษดื่นในตลาด ความแตกต่างที่เด่นชัดก็คือตัวละครที่มีความพิเศษ และมีภูมิหลังที่น่าสนใจ ซึ่งทำให้เราเมื่ออ่านจบรู้สึกเหมือนรู้จักพวกเขาเป็นอย่างดี และหวังให้พวกเขามีความสุขสมหวังจริง ๆ

ปัญหาเดียวที่แม็กซ์มีกับเรื่องนี้ก็คือ เรื่องราวในอดีตระหว่างแอช และเซร่า มันมีคำอธิบายว่าทำไมเขาจึงทิ้งเธอไปแต่งงานกับผู้หญิงอื่น มันเป็นเหตุผลที่ดีนะ แต่ไม่เพียงพอสำหรับเรา อาจเป็นเพราะนิสัย หรือประสบการณ์ของแม็กซ์เองก็ได้นะ แต่เราไม่อาจยอมรับเหตุผลของเขาได้ เรารู้สึกว่าแอชง้อเซร่าไม่พอเลยในเล่มนี้ และนางเอกก็เป็นผู้หญิงที่ดีกว่าที่เราเป็น (ที่ยอมให้อภัยง่ายไปหน่อย) เชื่อไหมว่ามีบางช่วงเหมือนกันนะที่แม็กซ์อยากให้นางเอกคู่กับแบรนท์ตามลำพัง และทิ้งให้แอชเสียใจกับสิ่งที่ควรจะเป็น

โดยรวมแล้วหนังสือเล่มนี้เป็นหนังสือที่ดีนะ สำหรับเล่มแรกของลอเรน และสนพ.เบิร์คเลย์ สำหรับคนที่เรื่องที่ร้อนแรงที่มีพล็อตเรื่องที่น่าสนใจ ก็ไม่น่าพลาดเล่มนี้ เราไม่ได้กำลังจะบอกว่านี่เป็นอีโรติคโรแมนซ์ที่ดีที่สุดที่เราเคยอ่าน เพราะมันไม่ใช่ แต่ก็ดีกว่าหลายเล่มที่เราได้อ่านในปีนี้

คะแนนที่ B 

Beyond the dark: An Anthology

posted on 17 Nov 2008 14:27 by maxtreme  in B-Club, C-Club, D-Club, Paranormal

สุดสัปดา์ห์ที่ผ่านมาน่าจะเป็นช่วงวันว่างที่แม็กซ์อ่านหนังสือได้น้อยเล่มที่สุดก็ว่าได้ค่ะ ไม่ใช่เพราะความเบื่อ แต่เป็นเพราะต้องใช้เวลาทุ่มเทสมาธิอย่างสูงให้กับหนังสือของเมลจีน บรู๊ค (อย่างที่เขียนในบลอกที่รีวิวเรื่องของเธอแหละค่ะว่า ต้องตั้งใจมาก ๆ ในการอ่าน เพื่อให้ได้ความสนุกเต็มคราบ)

วันนี้รีวิวจึงเป็นการเอาของเก่ามาขาย เราอ่านเล่มนี้จบไปสักตั้งแต่อาทิตย์ก่อนแล้วล่ะค่ะ เป็นหนึ่งในความพยายามที่จะเคลียร์หนังสือรวมเรื่องสั้นออกไปให้ได้มากที่สุดของเรา

 

 

หนังสือรวมเรื่องสั้นเรื่อง Beyond the dark

หนังสือเล่มนี้ออกตามแนวของหนังสือรวมเรื่องสั้นที่ประสบความสำเร็จหลายเรื่องของเบิร์คเลย์ ที่เอานักเขียนแนวพารานอมอลดัง ๆ หลายคนมาชนกัน และจำว่าไป เล่มนี้ถือว่าเอานักเขียนในระดับ "ดังแล้ว" หลายคนมาเจอกันเลยทีเดียว (เมื่อเทียบกับเล่มอื่นที่ส่วนใหญ่มักมีนักเขียนระดับดังสักสองคน ส่วนอีกสองคนเป็นนักเขียนหน้าใหม่)

Dragon Dance ของแองเจล่า ไนท์

เรื่องสั้นเรื่องนี้ไม่ได้ต่อเนื่องกับหนังสือชุดใดของแองเจล่านะคะ แต่เป็นเรื่องที่เรารู้สึกว่า น่าจะเขียนเป็นชุดให้เป็นเรื่องเป็นราวมาก เพราะคอนเซ็ปต์ของเรื่องน่าสนใจมาก แนวเอ็กซ์เมน (ที่ฮิวจ์ แจ๊คแมนเล่นนะคะ ไม่ใช่รายการเกาหลีตีหัวที่ฉายที่ยูบีซี) ยังไงยังงั้นเลย

ในโลกของเรื่องสั้นเรื่องนี้ จู่ ๆ มนุษย์โลกเริ่มแสดงความสามารถพิเศษเหนือมนุษย์ออกมา ไม่มีใครรู้ว่ามันเกิดขึ้นได้อย่างไร แต่เมื่อมันเกิดขึ้น มนุษย์คนนั้นมักจะสูญเสียความควบคุมตัวเอง ออกอาการคลั่งและทำร้ายผู้คน หนึ่งในนั้นจับครอบครัวของตัวเองไว้เป็นตัวประกัน ซึ่งเป็นหน้าที่ของเอเรียลในการช่วยเหลือ แต่ในระหว่างความพยายามเข้าจับกุมคนร้าย เอเรียลโดนลูกหลงจากการปล่อยพลัง (ซึ่งเป็นความสามารถพิเศษของคนร้าย) และนั่นกลายเ็ป็นการกระตุ้นความสามารถพิเศษในตัวเธอเช่นกัน

และเอเรียลก็ไม่ใช่มนุษย์ธรรมดาอีกต่อไป ดังนั้นจึงเป็นหน้าที่ของแทร็คเกอร์ หนึ่งในมนุษย์ผู้ที่ชีวิตเปลี่ยนแปลงไปอย่างสิ้นเชิงเมื่อห้าปีก่อน เมื่อเขาถูกกระตุ้นด้วยพลังบางอย่าง จนความสามารถพิเศษปรากฎ จากครูในโรงเรียนมัธยม เขากลายเป็นยอดมนุษย์ที่คอยปกป้องมนุษย์ด้วยกัน 

เราชอบพล็อตเรื่องนี้นะคะ และชอบโลกที่แองเจล่าสร้างขึ้นมามาก ปัญหาก็คือ เรื่องมันสั้นเกินกว่าจะบอกเล่าความซับซ้อนของโลกนี้ได้ชัดเจน เราอยากให้เธอเขียนเรื่องนี้ออกมาเป็นชุดเต็ม ๆ มากกว่า ว่าไปแล้ว เราคิดว่าน่าสนใจกว่าชุด Mageverse  ของเธอด้วยซ้ำ (เพราะเราเบื่อชุดนั้นแล้วด้วยค่ะ)

คะแนนที่  67

Caught by the tides ของไดแอนน์ ไวท์ไซด์

เช่นเดียวกันเรื่องนี้ไม่เกี่ยวอะไรกับชุดที่ไดแอนน์เขียนอยู่หรอกนะคะ เป็นเรื่องในยุครีเจนซี่ที่ไม่เหมือนกับที่เรารู้จักกันในประวัติศาสตร์

เพราะในเรื่องนี้ การมีอยู่ของพ่อมดและแม่มดได้รับการยอมรับ เวทมนตร์เป็นสิ่งที่มีอยู่จริง และในสมัยสงครามระหว่างอังกฤษกับฝรั่งเศส ความสามารถของพ่อมดกลายเป็นสิ่งสำคัญ โอเว่นผู้เป็นพ่อมดแห่งราชสำนักได้รับมอบหมายให้นำข่าวสารสำคัญเดินทางข้ามช่องแคบระหว่างอังกฤษและฝรั่งเศสมาส่งให้กับฐานปฏิบัติการในลอนดอน แต่ระหว่างเดินทาง เรือของเขาถูกโจมตีโดยพ่อมดที่เป็นสายลับของฝรั่งเศสจนเรือแตก เขาได้รับการช่วยเหลือจากหญิงม้ายที่ดูเผิน ๆ เป็นคนที่ไม่มีเวทมนตร์ แต่ความจริงแล้วเธอมีพลังที่เป็นที่ต้องการของพ่อมดทุกคน

เช่นเดียวกันนะคะ เราชอบโลกที่ไดแอนน์สร้างขึ้นในเรื่อง คิดว่าน่าสนใจไม่น้อย แต่ก็ติดปัญหาเดิมล่ะค่ะ ตรงที่เป็นเรื่องสั้น ทำให้ไม่สามารถสำรวจรายละเอียดทั้งหมดได้ การดำเนินเรื่องโดยเฉพาะในส่วนของพระนางก็ดูรวบรัดไปมาก ซึ่งต้องยอมรับว่าเป็นความผิดของคนแต่งด้วยแหละ เพราะวางภูมิหลังของโอเว่นไว้เยอะ แม้จะทำให้เขาดูน่าสนใจ แต่เรื่องมันก็สั้นเกินกว่าจะทำให้ดูได้ข้อสรุปที่สมเหตุผลได้ 

อ้อ อ่านเล่มนี้แล้วทำให้นึกย้อนไปสมัยดูหนังจีนตอนเด็ก ๆ น่ะค่ะ ที่เวลาพระเอกนางเอกจะมีฉากเข้าพระเข้านางกันเนี่ย ต้องมีพิธีเปิดลมปราณ (ที่นางเอกต้องเสียความบริสุทธิ์) เป็นข้ออ้างในการให้พระนางเข้าหอ ไม่นึกน่ะค่ะว่าฝรั่งก็ใช้พล็อตนี้เหมือนกัน (อันที่จริงแม็กซ์ก็เคยอ่านเจอในเล่มอื่นเหมือนกันแหละ เพียงแต่ไม่ใช่ในช่วงสี่ห้าปีนี้เท่านั้นเอง) 

เรื่องนี้คงจะดีกว่านี้เยอะค่ะ ถ้าเป็นเรื่องยาว คะแนนที่ 57

Queen of all She Surveys ของเอ็มม่า โฮลี่

เรื่องนี้ถือเป็นภาคต้นของชุด Demons ของเอ็มม่า โฮลี่ แต่ก็ไม่จำเป็นต้องอ่านเรื่องในชุดเพื่อทำความเข้าใจเล่มนี้หรอกนะคะ เพราะเรื่องนี้เล่าเรื่องตั้งแต่อาณาจักรยาม่า (ซึ่งเป็นอาณาจักรของกลุ่มชนที่มนุษย์เรียกว่าปีศาจในนิยายเล่มต่อ ๆ มาของเอ็มม่าเขา) ยังไม่ถือกำเนิดขึ้น

ในเวลานั้นบ้านเมืองถูกแบ่งออกเป็นสองฝ่ายอย่างชัดเจน ราชินีทู (Tou) กำลังเป็นฝ่ายมีชัยในศึกที่เธอทำกับกษัตริย์เรจน่าผู้โหดร้าย เพื่อเจรจาสงบศึกราชาเรจน่าตัดสินใจส่งลูกชาย เมมน่อน ผู้ซึ่งเป็นแม่ทัพใหญ่ของเขา มาเป็นเครื่องบรรณาการ

เรื่องนี้ได้ใจแม็กซ์แล้วตั้งแต่พล็อตค่ะ แต่ก็คงต้องเตือนกันไว้หน่อยสำหรับแฟนโรแมนซ์ว่า บางฉากในเรื่องอาจจะไม่เหมาะกับแฟนโรแมนซ์ขวัญอ่อนนะคะ นางเอกในเรื่องมีฮาเรมส่วนตัวที่เธอเก็บสะสมบรรดาเจ้าชายต่าง ๆ ที่ถวายตัวเข้ามารับใช้ กว่าพระเอกเราจะฟันฝ่ามาเป็นหนึ่งเดียวของราชินีได้ มันก็มีฉากล่อแหลมพอสมควรล่ะ

เรื่องนี้เป็นเรื่องที่ดีที่สุดในเล่มนี้ของเราค่ะ ส่วนหนึ่งเพราะเราชอบพล็อต และมันทำให้เรารู้จักเรื่องราวของชาวยาม่าชัดเจนขึ้นไปอีก โดยเฉพาะสำหรับคนที่อ่านเรื่อง Demon's Fire จะคงพอนึกออกเพราะมีฉากที่นางเอกในเรื่อง DF เข้าไปในหลุมศพของราชินีทู (เรื่องสั้นนี้เขียนก่อนนะคะ) 

คะแนนที่ 73

In a Wolf's Embrace ของโลร่า ลีย์

เรื่องนี้เป็นส่วนหนึ่งในชุดบรีดของโลร่า ลีย์ค่ะ สำหรับคนที่ไม่เคยอ่านชุดนี้มาก่อนก็อาจงงนิดหน่อยกับพล็อตพื้นฐานของชุดที่เป็นเรื่องราวของกลุ่มคนที่ถูกสร้างขึ้นโดยการตัดต่อพันธุกรรม และเอาดีเอ็นเอของสัตว์เข้ามาผสม ทำให้พวกเขามีลักษณะพิเศษเหนือมนุษย์ธรรมดา

แต่คนที่อ่านเรื่องในชุดอยู่แล้ว ก็คงอ่านได้ไม่มีปัญหา พล็อตเรื่องก็เป็นไปตามแนวของโลร่าอย่างมาก ไม่ต้องคาดเดาอะไรให้เหนือย เรื่องราวที่แมทเธียสซึ่งเป็นมือสังหารชาวบรีดถูกส่งไปฆ่าศัตรู ซึ่งในการเข้าถึงเป้าหมายเขาจำเป็นต้องหลอกลวงเกรซ หญิงสาวสวยและไร้เดียงสาให้เป็นเครื่องมือ แต่ในขณะที่กำลังลงมือฆ่า เกรซก็ดันเดินเข้ามาเห็นเหตุการณ์เสียก่อน ทำให้เธอตกเป็นเป้าหมายในการตามล่าของฝ่ายศัตรูไปด้วย

เพื่อให้เรื่องสมกับเป็นแนวบรีดทุกเล่ม เกรซและแมทเธียสก็เป็นคู่แท้ซึ่งกันและกัน (และการเป็นคู่แท้ในชุดบรีดหมายถึงเซ็กส์และเซ็กส์) 

ในฐานะของคนที่ชอบชุดนี้ แม็กซ์ไม่มีอะไรบ่น แต่ถ้าคุณเริ่มเบื่อชุดนี้ หรืออ่านชุดนี้แล้วไม่เวิร์ค ก็ไม่มีอะไรน่าสนใจนักหรอกในการอ่านเรื่องนี้

คะแนนที่ 67

สุดท้ายของประกาศชื่อผู้โชคดี (รึเปล่าก็ยังไม่แน่ใจนะคะ) กับการร่วมเล่นสนุกในบลอกเรื่อง Shadowheart ของลอร่า คินเซล ซึ่งก็คือคุณ bis นะคะ รบกวนช่วยส่งที่อยู่มาให้แม็กซ์ทางอีเมลล์ของเราด้วยค่ะที่ maxtreming (at) yahoo.com