Paranormal

Storm of Shadows // Christina Dodd

posted on 28 Oct 2009 13:24 by maxtreme  in C-Club, Paranormal

ในหนังสือเล่มนี้ คริสติน่า ดอจจ์ก็ยังคงรักษามาตรฐานงานเขียนของเธอไว้ในระดับที่เราคาดหวังไว้ เพราะแม้จะไม่ใช่หนังสือแนวพารานอมอลที่สร้างสรรด้วยความคิดบรรเจิด หรือสร้างโลกที่มีึความซับซ้อนน่าค้นหา แต่คาแร็คเตอร์และการดำเนินเรื่องของคริสติน่าก็น่าติดตามอ่านอย่างยิ่ง โดยเฉพาะสำหรับแม็กซ์ที่ชื่นชอบการเขียนสไตล์นี้ของเธออยู่แล้ว

 

 

Storm of Shadows ของคริสติน่า ดอจจ์

หนังสือเล่มนี้เป็นเล่มที่สองในชุด The Chosen Ones เรื่องราวของกลุ่มผู้ถูกเลือกเจ็ดคนที่ต้องต่อสู้เพื่อจิตวิญญาณของเด็กที่ถูกทอดทิ้งแต่กำเนิดกับตัวร้ายที่มีชื่อว่า Others

ตามตำนาน เด็กที่ถูกพ่อแม่ของพวกเขาทอดทิ้ง จะได้รับพลังพิเศษบางอย่างเพื่อเติมเต็มในความขาดของพวกเขา แต่พลังที่ได้รับมา ก็ทำให้เด็กเหล่านี้กลายเป็นเหยื่อเช่นกัน นั่นเพราะว่า มีคนอยู่สองกลุ่มในโลกของพวกเขา กลุ่มผู้ถูกเลือก (The Chosen Ones) และกลุ่มตัวร้าย (Others) ซึ่งทั้งสองกลุ่มล้วนพยายามดึงเอาเด็กเหล่านั้นเข้าไปเป็นพวก แต่เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในเล่มแรกของชุด (เรื่อง Storm of Visions)  ก็ทำให้กลุ่มผู้ถูกเลือกอยู่ในภาวะเสียเปรียบ

เพราะตำนานแล้ว กลุ่มผู้ถูกเลือกเจ็ดคน (ทำหน้าที่ในตำแหน่งนี้เจ็ดปี) บัดนี้ได้เหลือเพียงแค่หกคน ทั้งแต่ละคนก็แทบจะไม่รู้ว่าควรจะต้องทำอะไรต่อไปด้วยซ้ำ พลังพิเศษที่พวกเขามีก็เสื่อมถอย ใช้ได้บ้าง ไม่ได้บ้าง แต่กระนั้นภาระในการต่อสู้กับคนร้ายก็อยู่กับพวกเขาทั้งหมด 

ดังนั้นเพื่อเริ่มต้นค้นหาหนทาง แอรอน อีเกิ้ลถูกส่งไปเพื่อรับตัวผู้เชี่ยวชาญด้านภาษาโบราณมาจากห้องสมุดแห่งนึง แต่เมื่อเขาไปถึงก็พบว่า ศาตราจารย์ผู้สูงวัยผู้เขาดั้งด้นไปพบได้เสียชีวิตไปแล้ว เบื้องหน้าของเขากลายเป็นสาวน้อยนามโรสซามันด์ ลูกสาวของศาสตราจารย์ผู้นั้น แต่เธอก็มีความเชี่ยวชาญในการอ่านภาษาโบราณพอกับบิดาของเธอ แอรอนขอร้องให้โรซามันด์ช่วยค้นหาคำทำนายโบราณ ซึ่งจะให้คำตอบเกี่ยวกับทิศทางการทำงานของกลุ่มผู้ถูกเลือกทั้งหมด 

การค้นหาพบโรสซามันด์และแอรอนไปเกือบทั่วโลก เริ่มจากคาซาบลังก้า ปารีส เทือกเขาแอลป์ ที่ซึ่งแอรอนได้ทำการตัดสินใจครั้งสำคัญ และเสียสละอย่างสูงสุดเพื่อผู้หญิงที่เขายอมรับกับตัวเองว่ารัก ก่อนที่ทุกอย่างจะปิดฉากลงในนิวยอร์คอันเป็นสถานที่เปิดเรื่อง

โดยรวมแล้วหนังสือเรื่องนี้เขียนได้สนุกดีนะคะ อ่านได้เรื่อย ๆ ไม่น่าเบื่อ แม้ว่าหลายครั้งแม็กซ์จะคิดว่า พล็อตไม่ค่อยชัดเจนนัก โดยเฉพาะในเรื่องการค้นหาคำทำนาย แม็กซ์คิดว่่า มันงี่เง่าไปหน่อยน่ะค่ะ จริงอยู่ว่า นี่เป็นเรื่องแนวเหนือจริง การเชื่อถือคำทำนายเป็นเรื่องปกติ แต่เรารู้สึกว่า เหล่ากลุ่มผู้ถูกเลือกใช้เวลาทุ่มเทไปกับเรื่องนี้อย่างไร้เหตุผล ไม่มีการวางแผนเพื่อการกระทำต่อไปในอนาคตเลยสักนิดเดียว ราวกับว่า รอคอยคำทำนายเพียงอย่างเดียว (เลยทำให้เราตั้งคำถามว่า ถ้าคำทำนายสุดท้ายบอกว่า พวกเขาจะแพ้ตัวร้ายล่ะ พวกเขาจะทำยังไง ยอมแพ้ง่าย ๆ นั้นเหรอ) 

ที่สำคัญเรื่องนี้ไม่ได้ทำให้คนอ่านมองเห็นความสำคัญของคำทำนายที่ทั้งโรสซามันด์ และแอรอนตามหาแม้แต่นิดเดียว แม็กซ์ไม่รู้สึกถึงความยิ่งใหญ่ของภารกิจที่ทั้งคู่กระทำ มันเลยทำให้หลายครั้งเราคิดว่า มันเป็นเรื่องเล็ก ๆ ไม่เห็นจะต้องลงทุนลงแรงกันปานนี้ (ทั้งตัวเอกและตัวร้าย)

อีกประเด็นที่ขัดใจ (แม้จะเข้าใจนะคะ) ก็คือ (สปอยล์) การที่นางเอกส่งข่าวความเคลื่อนไหวของเธอและแอรอนให้ผู้ร้ายรับรู้ตลอดการเดินทาง จนทำให้ตัวร้ายตามมาทำร้าย และขัดขวางภารกิจของพวกเขาได้ตลอดเวลา เราเข้าใจนะคะว่า เธอไม่ได้ตั้งใจให้มันเกิดขึ้น เพราะเธอไม่รู้ตื้นลึกหนาบาง แต่มันก็ขัดใจค่ะ ที่นางเอกช่างทำให้เรื่องวุ่นวายได้มากปานนี้

แต่ในแง่คาแร็คเตอร์ แม็กซ์ชอบเล่มนี้ค่ะ เราชอบนางเอกที่เป็นสาวคงแก่เรียน และดำรงบุคลิกนั้นได้เกือบตลอดทั้งเรื่อง ในเวลาที่เธอมุ่งความสนใจไปกับการศึกษาเอกสารโบราณ กระทั่งแอรอนก็ไร้ความหมาย (และมันทำให้เขาเครียดอย่างยิ่งที่โรสซามันด์ไม่ใส่ใจเขาสักนิดเดียว) ส่วนพระเอกก็ตามแนวถนัดของคริสติน่าเลยค่ะ ผู้ชายที่ทำอะไรหลายอย่างที่ไม่ถูกต้องมากนัก แอรอนเป็นโจร แต่เขาไม่ใช่โจรธรรมดา นั่นเพราะพลังที่เขาได้รับ ทำให้แอรอนกลายเป็นความมืดที่ไม่อาจมองเห็นได้ด้วยสายตา และนั่นทำให้เขากลายเป็นโจรขโมยงานศิลปะตัวเอ้ การที่เขาเข้าร่วมกลุ่มผู้ถูกเลือก ก็เพราะถูกแบล็กเมลล์ แต่เมื่อเขาเข้ามาส่วนหนึ่งของกลุ่ม แอรอนก็เลือกที่จะสานงานทีไ่ด้รับมอบหมายให้สำเร็จ อย่างช้า ๆ เขากลายมาเป็นคนที่เขาควรจะเป็น

และการที่ได้รับโรสซามันด์ ก็ทำให้แอรอนเป็นผู้ชายคนที่เขาเกิดมาเพื่อจะเป็น 

เรื่องนี้อาจจะไม่สนุกมาก ๆ จนถึงขั้นทำให้แม็กซ์คลั่ง (เหมือนกับที่เป็นกับงานของเมลจีน บรู๊คเมื่อราวอาทิตย์ก่อน) แต่ก็อ่านได้เพลิน ๆ พล็อตเรื่องอาจจะไม่ซับซ้อนต้องคิดมาก แต่ก็ไม่เสียเวลาในการอ่านเลยค่ะ

คะแนนที่  70

จู่ ๆ ก็เกิดอาการนอนไม่หลับขึ้นมาค่ะ หลังจากพยายามข่มตาให้หลับอยู่เป็นชั่วโมง ก็ดูท่าว่า คงจะไม่หลับง่าย ๆ เป็นแน่ แม็กซ์ก็เลยตัดสินใจเปิดไฟ และหยิบหนังสือมาอ่าน มันเป็นการอ่านเพราะความจำเป็น (เนื่องจากนอนไม่หลับ) ไม่ใช่เป็นเพราะเรื่องมันสนุกมากจนต้องทนอ่านแม้จะง่วง ดังนั้นผลลัพธ์จึงไม่ต้องคิดมากนะคะ

ข้อดีก็คือ ทำให้แม็กซ์ทำเวลาในการอ่านหนังสือในภาพรวมได้ดีมาก ๆ เลยล่ะ เพราะแค่คืนเดียวอ่านจบไปสี่เรื่อง

 

 

Submissive ของแอนย่า โฮเวิร์ด

เล่มนี้อ่านก่อนที่จะเข้านอนค่ะ เลยไม่รู้ว่าเป็นเอาเจ้าหนังสือห่วย ๆ เรื่องนี้รึเปล่าที่เป็นต้นเหตุของการนอนไม่หลับ เพราะมันไม่ได้แค่ห่วยธรรมดา มันโคตรห่วย และถือว่าเป็นความสยองขวัญที่แม็กซ์ต้องเผชิญ (เราน่าสงสารมาก) 

อันที่จริงเราก็ผิดนะคะที่ซื้อเล่มนี้มา ทั้งที่อ่านปกหลังดูเรื่องย่อแล้ว ก็เหมือนจะห่วย แต่ทำไงได้คะ ก็เราสั่งมาจากร้านหนังสือแล้ว (ตอนที่สั่งไม่ได้ดูเรื่องย่ออะไรเลย ดูแค่ว่า ชื่อคนแต่งน่าสนใจดี) ก็เลยต้องซื้อ ตานี้ซื้อมาแล้ว ก็เลยต้องอ่านค่ะ 

หนังสือแนวอีโรติคโรแมนซ์ที่สร้างชื่อเสียงเน่า ๆ ให้กับหนังสือแนวเดียวกันเล่มอื่น เพราะมัน... ห่วย เรื่องราวของกิลเลี่ยนหญิงสาวที่ใฝ่ฝันอยากเป็นซับมิสซีพทางเพศ แต่ชายผู้ที่เธอสนใจก็ไม่เคยมอบมันให้กับเธอ ดังนั้นเมื่อกิลเลี่ยนได้ข้อเสนอให้ย้ายไปอีกมิตินึงเพื่อเติมเต็มความต้องการเช่นนั้น เธอจึงไม่ลังเลที่จะละทิ้งทุกอย่างบนโลกมนุษย์และย้ายไป 

โปรดอย่าคิดมากเรื่องพล็อต มันไร้สาระ เซ็กส์ก็ห่วยแตก มันไม่ใช่อีโรติคโรแมนซ์ในประการทั้งปวง มันเป็นแค่ข้ออ้างเพื่อหลอกให้แฟนโรแมนซ์ซื้อหนังสือเล่มนี้อ่าน (ซึ่งเราก็โง่พอที่จะซื้อมา) เรื่องราวที่เต็มไปด้วยเซ็กส์ที่ไร้ความรู้สึก นางเอกที่ปัญญาอ่อนจนน่ากระทืบ พระเอกที่ทุเรศจนไม่อยากเห็นหน้า

เสียเวลาในชีวิตมาก ๆ และที่เหนืออื่นใด ความเลวร้ายของมันตราตึงอยู่ในความทรงจำของเรา (ซึ่งอาจเป็นสาเหตุที่ำทำให้นอนไม่หลับ)

คะแนนที่ 17 (แม็กซ์ไม่แน่ใจว่า มันเยอะเกินไปไหมนะคะ)

 

The Sheik and the pregnant bride ของซูซาน มัลโลรี่

 

หนังสือเล่มที่เยอะ ๆ แล้วในชุด Desert Rogues หนังสือชุดที่ได้รับความนิยมอย่างมาก ๆ ของซูซาน มัลโลรี่ นิยมมากขนาดเธอขยายชุดไปแล้วหลายต่อหลายครั้ง แฟนหนังสือก็ยังเรียกร้องให้เขียนอีก และเขียนอีก 

อันที่จริงเรื่องนี้ไม่ได้เลวร้ายอะไรนะคะ มันขึ้นต้นได้สนุกเสียด้วยซ้ำ แต่แล้วพล็อตที่เราไม่ชอบมาก ๆ ก็เกิดขึ้น และมันทำลายหนังสือเล่มนี้สำหรับเราไปเลยค่ะ

แม็กกี้เป็นช่างซ่อมรถยนต์โบราณที่มีความสามารถ เธอเดินทางมายังประเทศในแถบตะวันออกกลาง (แต่ไม่ได้เป็นมุสลิม -- น่าเชื่อมากเลยนะ) เพื่อทำการซ่อมและสร้างรถยนต์ให้กับเจ้าชายกาเดีย (ออกเสียไม่ถูกนะคะ แต่ก็ไม่มีความพยายามมากพอที่จะหาวิธีการออกเสียงที่ถูกต้อง เราไม่ได้แคร์เล่มนี้มากพอค่ะ) แม้ในตอนแรกพบกาเดียไม่ไว้ใจเมื่อพบว่าเธอเป็นผู้หญิง แต่หลังจากได้เห็นฝีมือ เขาก็เริ่มยอมรับเธอมากขึ้น ทั้งสองสนิทกันมากขนาดที่เมื่อกาเดียถูกกษัตริย์ผู้เป็นบิดาเร่งรัดเรื่องแต่งงาน เขาจึงมาหาแม็กกี้เพื่อขอให้เธอช่วยเป็นแฟนกำมะลอของเขา แต่เรื่องก็ยุ่งยากขึ้นไปอีกเมื่อแม็กกี้พบว่าตัวเองท้อง แต่เด็กคนนั้นไม่ใช่ลูกของกาเดีย

แม็กซ์ชอบความสัมพันธ์ของพระนางนะคะ มันมีการพัฒนา มีความเปลี่ยนแปลง คนอ่านได้เห็นทัศนคติที่มีต่อผู้หญิงที่ค่อย ๆ เปลี่ยนไปของพระเอก เรื่องมันดูมีแววจะสนุกขึ้นเรื่อย ๆ จนกระทั่งแม็กกี้ท้องจากความสัมพันธ์ที่เธอมีกับคู่รักเก่าก่อนที่จะเดินทางมายังประเทศแห่งนี้ 

มันจี้จุดที่เราไม่ชอบค่ะ เราไม่ชอบที่นางเอกมีความสัมพันธ์กับชายคนนึง แล้วผละไปหาชายอีกคนนึงเกือบจะในทันที (ลูกยังอยู่ในท้องเลย) มันทำให้เราไม่มีความเคารพให้กับนางเอก โปรดอย่าเข้าใจผิดว่า แม็กซ์ต้องการแต่นางเอกที่บริสุทธิ์ผุดผ่องนะคะ เราไม่สนใจว่านางเอกจะแต่งงานมาก่อน หรือมีแฟนมาก่อน เพียงแต่ความรักครั้งที่สองกับพระเอก มันควรจะทิ้งช่วงเวลาบ้าง โดยเฉพาะในเมื่อคุณยังมีลูกของคนอื่นอยู่ในท้องแบบนี้ 

แม็กซ์รับไม่ได้ และมันทำให้เรื่องนี้ดิ่งลงเหวไปเลยสำหรับเราค่ะ 

คะแนนที่ 40

 

 

The Vampire's Quest ของวีวี แอนนา

หนังสือเล่มที่สี่ในชุด the Valorian Chronicles เรื่องราวที่เล่าถึงหน่วยพิสูจน์หลักฐานในเมืองที่ผู้อยู่อาศัยไม่ใช่มนุษย์ธรรมดา ดังนั้นคดีแต่ละคดีก็จึงเหนือธรรมชาติไปด้วย

เล่มนี้คนแต่งพาเราเปลี่ยนบรรยากาศออกจากเมืองเนโครโปลิสซึ่งเป็นฉากหลังของหนังสือสามเล่มแรก ไปยังเมืองที่อยู่ในฝรั่งเศส  นั่นก็เพราะว่าคาลเลน ฟอลคอนพระเอกของเราซึ่งแม้จะเป็นแวมไพร์ แต่เขาก็กำลังป่วยหนักจากโรคที่รักษาไม่หาย โรคที่ทำให้แวมไพร์ที่ควรจะเป็นอมตะบ้าคลั่ง และตายในที่สุด

คาลเลนรู้มาว่า หมอมือดีที่พอจะช่วยทุเลาอาการป่วยของเขาอาศัยอยู่ในฝรั่งเศส ดังนั้นเขาจึงออกเดินทางไปยังที่นั่น แต่ยังไม่ทันที่ได้พบแพทย์ ก็เกิดเหตุวางระเบิดขึ้นเสียก่อน ส่งผลให้หมอเทวดาคนนั้นเสียชีวิต และดึงตัวคาลเลนกลับไปที่แล็บพิสูจน์หลักฐานจนได้  คาลเลนถูกชวนให้เข้าไปช่วยเจ้าหน้าที่ในเมืองสืบหาความจริง และนั่นทำให้เขาได้มีโอกาสใกล้ชิดกับโซฟี เจ้าหน้าที่ในแล็บอีกคน 

ตั้งแต่แว่บแรกคาลเลนรู้ว่า โซฟีคือผู้หญิงของเขา แต่ก็ไม่กล้าที่จะเปิดเผยความในใจ เพราะเขารู้ถึงโอกาสอันน้อยนิดในการมีชีวิตรอดของตัวเอง ในขณะเดียวกันโซฟีคือทายาทแห่งเผ่าหมาป่า และนั่นทำให้เธอถูกบีบโดยแรงกดดันของผู้เป็นบิดาให้ต้องแต่งงานกับมนุษย์หมาป่าด้วยกัน 

ในบรรดาสี่เล่มที่อ่าน เล่มนี้ถึงว่าโอเคที่สุดแล้วนะคะ แต่ถ้าสังเกตจากคะแนนมันก็คงไม่ได้บอกอะไรมากหรอกนะคะ เพราะมันอาจเป็นความรู้สึกของแม็กซ์ที่อ่านแต่เรื่องห่วย ๆ ติดกันมาหลายเล่ม เล่มนี้ซึ่งดีขึ้นมาหน่อยเลยกลายเป็นเหมือนสุดยอดหนังสือเลยก็ได้

เราค่อนข้างชอบคาแร็คเตอร์ค่ะ ตัวตนของทั้งคาลเลนและโซฟีดูน่าสนใจ ปฏิสัมพันธ์ที่พวกเขามีต่อกันและกันก็สมจริง ความรักที่ดูจะเป็นไปไม่ได้ เป็นประเด็นที่อ่านแล้วซึ้งดี ไม่ถึงกับน้ำตาตกนะคะ แต่ก็เขียนได้ดี สิ่งที่เราไม่ชอบมาก ๆ เลยก็คือ บทสรุปเรื่องการรักษาคาลเลน และเหตุผลที่มันเกิดขึ้น มันดูรวบรัด และไม่น่าเชื่อเอาซะเลย

คะแนนที่  57

 

 Sinjin ของจูเลีย เทมเพิลตัน

หนังสือเล่มแรกในชุด The Rakehells of Rochester เรื่องราวของสามพี่น้องตระกูลเรย์เบิร์นจอมเสเพล ขนาดที่มารดาของพวกเขายื่นคำขาดให้ทั้งหมดแต่งงานภายในปีเดียวกัน นี่เป็นเรื่องราวของพี่ชายคนโต ซินจัน

ปัญหาของซินจันไม่ได้อยู่ที่เขาไม่ต้องการแต่งงาน หากแต่หญิงสาวที่เขาอยากแต่งงานด้วย กลับเป็นคนที่มีเจ้าของแล้ว เคทลินเป็นหญิงสาวผู้เพียบพร้อม และหมั้นหมายกับชายที่ไร้อารมณ์ เธอและน้องสาวมางานเลี้ยงที่บ้านในชนบทของตระกูลเรย์เบิร์นเพราะต้องการหลบหนีความจริงที่ไม่ต้องการ เธอจำเป็นต้องแต่งงานกับกับชายที่สูงวัยกว่า เพราะเขาช่วยแม่ของเธอในการจ่ายชำระหนี้สินที่ก่อขึ้น ดังนั้นเมื่อเคทลินได้พบกับซินจัน เธอก็หลงเสน่ห์ของเขาเกือบจะในทันที 

และแม้รู้ว่า คงเป็นไปไม่ได้ เคทลินก็ไม่อาจห้ามใจไม่ให้เคลิ้มไปกับการล่อลวงของซินจันได้ ทั้งคู่มีความสัมพันธ์กันอย่างลึกซึ้งเกือบจะในทันที แต่แล้วคู่หมั้นของเคทลินก็ปรากฏตัวขึ้นที่งาน เพื่อตามหาเธอ

หนังสือเรื่องนี้เป็นแนวอีโรติคโรแมนซ์ แต่นั่นไม่ใช่ข้ออ้างที่จะเขียนตัวละครที่ไร้เกียรติอย่างเคทลิน แม็กซ์ไม่ชอบเธอเอาอย่างแรงค่ะ แน่ละเธอมีชีวิตที่ไม่ได้ดั่งใจ ถูกจับหมั้นหมายกับชายที่ไม่ได้รัก แต่เธอรักกับซินจันนั้นเหรอ แม็กซ์ไม่เชื่อนะคะ เพราะทั้งสองเพิ่งจะเจอหน้ากัน เขาก็เข้าหาเธอแล้ว และเธอก็ตอบรับเป็นอย่างดี

แม็กซ์เห็นใจคู่หมั้นของนางเอกด้วยซ้ำ เขาไม่ได้ทำผิดอะไรร้ายแรงเลย เขาอาจจะใช้เงินซื้อตัวเธอมา แต่มันเป็นความผิดนั้นเหรอ ในเมื่อมันแทบจะเป็นเรื่องปกติของยุคนั้น และถ้าเป็นนิยายเล่มอื่น เขาอาจจะเป็นพระเอกด้วยซ้ำ เขาต้องทนกับคู่หมั้นใจง่าย เราไม่ได้ว่าอะไรนะคะที่เธอจะถอนหมั้น มันเป็นสิ่งที่ทำได้ง่ายมาก นั่นเพราะซินจันร่ำรวย ยังไงก็ต้องช่วยเหลือจุนเจือครอบครัวของเคทลินอยู่แล้ว แต่เราไม่ชอบที่เธอยอมมีความสัมพันธ์กับเขา โดยที่ไม่คิดสักนิดเรื่องที่จะถอนหมั้น ไม่แคร์สักนิดว่าคู่ีหมั้นของตัวเองจะรู้สึกอย่างไรที่เธอทำตัวต่ำเช่นนั้น

ในแง่ของพระเอก ไม่ใช่ว่าเขาเป็นคนดีอะไรนะคะ พฤติกรรมก็เน่าพอกับนางเอกนั่นแหละ แต่เขาคือผู้ชาย และแม็กซ์ไม่ได้คาดหวังให้ผู้ชายมีสติอะไรมากนัก โดยเฉพาะตัวละครอย่างเขาที่ไม่แคร์ศีลธรรม หรือความถูกต้องดีงาม แต่คิดอีกที สองคนนี้ก็เหมาะสมกันดีค่ะ ผู้ชายห่วย ผู้หญิงทุเรศ 

คะแนนที่ 33

 

Demon Forged // Meljean Brook

posted on 19 Oct 2009 11:07 by maxtreme  in B-Club, Paranormal

แม็กซ์ดีใจปนกับกลัวนิด ๆ ทุกครั้งที่ได้หนังสือเล่มใหม่ล่าสุดของเมลจีน บรู๊คมาจากร้านหนังสือ นั่นเพราะแม้แม็กซ์จะแสนจะอยากอ่านตอนต่อไปในหนังสือชุดสุดสนุกเรื่องราว เกี่ยวกับเหล่าการ์เดี้ยนผู้คุ้มครองมนุษย์ แต่เราก็กลัวกับเวลาที่เราต้องทุ่มเทลงไปในการอ่านหนังสือเล่มนั้น ๆ นั่นเพราะการอ่านหนังสือของเมลจีน เป็นอะไรที่มากกว่าการอ่านหนังสือเรียน ไม่ใช่ว่าไม่สนุกนะคะ แต่มันต้องใช้ความมุ่งมั่นทั้งหมดที่เรามีในการทำความเข้าใจเรื่อง ในการซึมซับความชาญฉลาด และเยี่ยมยอดของคนแต่ง

โดยปกติถ้าแม็กซ์มีเวลาอ่านหนังสือเต็มที่ เราใช้เวลาราวสองถึงสามชั่วโมงในการอ่านหนังสือเล่มนึง แต่สำหรับหนังสือของเมลจีนแล้ว แม็กซ์ต้องใช้เวลา (อ่านอย่างเดียว) ไม่ต่ำกว่าหนึ่งวันครึ่งค่ะ 

เหมือนที่บอกหลายครั้งว่า ไม่ได้เป็นเพราะภาษาที่เขียนอ่านยาก แต่เพราะเรื่องราวของเธอบอกใบ้เหตุการณ์ และสิ่งที่จะเกิดขึ้นตลอด ซึ่งถ้ากระพริบตา คุณก็อาจจะพลาดข้อมูลดี ๆ ไปได้ 

แม็กซ์เคยเร่งที่จะอ่านหนังสือของเธอไปแล้วครั้งนึง ตอนที่เกิดความอยากอ่านเรื่อง Demon Moon ซึ่งเป็นเล่มสองในชุดมาก ๆ เลยทำให้เรารีบอ่านเรื่อง Demon Angel เล่มแรกในชุดแบบเร็ว ๆ มันทำให้แม็กซ์พลาดประสบการณ์การอ่านอันดีเยี่ยมไป จนกระทั่งเราได้อ่าน Demon Moon เราถึงเข้าใจว่า งานของเมลจีน บรู๊คเหมือนอาหารอันโอชะที่ต้องละเลียดกิน ไม่อาจสวาปามให้หมดในคำเดียวได้

และเพราะรู้อย่างนี้ไงคะ เมื่อได้หนังสือเรื่องนี้มาอยู่ในมือ แม็กซ์จึงนั่งจ้องมองไปมาพักใหญ่ อยากจะเริ่มอ่านก็อยากเริ่ม แต่ก็กลัวว่า ด้วยภาระจากงานที่กำลังยุ่งแบบนี้จะทำให้เราไม่อาจทุ่มเทความสนใจให้กับ เรื่องราวได้ร้อยเปอร์เซ็นต์  จนกระทั่งแม็กซ์อ่านหนังสือในชุดไซ/ชาร์เลนจิ้งค์ของนลินี ซิงค์เล่มล่าสุดจบไป แล้วพบว่าตัวเองไม่อาจหยิบหนังสือเล่มอื่นมาอ่านได้เลย เพราะเราทึ่งไปกับโลกที่นลินีสร้างในหนังสือชุดนั้น 

ทางออกเดียวที่เราเห็นก็คือ หนังสือเรื่องนี้ของเมลจีน นักเขียนคนเดียวที่เราเชื่อมั่นได้ว่า จะไม่ทำให้เราผิดหวังกับโลกพารานอมอลที่สร้างสรรไม่แพ้กัน 

และมันก็สำเร็จค่ะ เพราะตอนนี้แม็กซ์หันมาบ้าชุดการ์เดี้ยนแล้วล่ะ 

 

Demon Forged ของเมลจีน บรู๊ค

หนังสือเล่มที่หกในชุดผู้พิทักษ์หรือการ์เดี้ยน เรื่องราวของการต่อสู้ระหว่างการ์เดี้ยนซึ่งเป็นมนุษย์ที่ได้รับมอบพลัง พิเศษในการปกป้องมนุษย์กับปีศาจที่ต้องการแหกออกจากนรกเพื่อยึดครองโลก รายละเอียดของหนังสือชุดนี้แม็กซ์เล่าเอาไว้ในบลอกนี้นะคะ 

แม็กซ์คิดว่า ไม่จำเป็นต้องอ่านเล่มก่อนหน้าก็น่าจะพอเข้าใจเนื้อเรื่องได้นะคะ แต่มันจะเป็นการสปอยล์เล่มก่อนหน้าทั้งหมดเลยน่ะสิ ดังนั้นไม่ขอแนะนำให้ทำนะคะ อีกอย่างการอ่านเรื่องนี้ทีละเล่มในชุดเป็นประสบการณ์ที่ดีค่ะ

หลังจากการเปิดเผยความจริงอันน่าตกใจเกี่ยวกับไมเคิล ผู้นำของเหล่าการ์เดี้ยน ไอรีน่า การ์เดี้ยนนักรบสาวอายุมากกว่าหนึ่งพันสองร้อยปีพบว่า ตัวเองมีปัญหาอย่างยิ่งในการทำงานกับไมเคิล เพราะแม้เขาจะยังคงเป็นผู้นำที่เธอนับถือคนเดิม เป็นเพื่อนเก่าแก่ที่สุดของเธอ เป็นคนที่เปลี่ยนเธอจากทาสตัวเล็ก ๆ ในโรม จนกลายเป็นหญิงสาวที่แข็งแกร่งยิ่งกว่าเหล็ก ไอรีน่าก็ไม่อาจลืมที่มาของไมเคิลได้ 

โดยเฉพาะเมื่อสี่ร้อยปีก่อน ไอรีน่าถูกปีศาจตัวนึงทำร้ายอย่างเจ็บสาหัสที่สุด มันทำให้เธอสูญเสียทุกอย่างที่มีค่าไป แต่เธอกำลังจะได้โอกาสอีกครั้ง

นั่นเพราะว่าเดคค่อน แวมไพร์ซึ่งเป็นผู้นำแวมไพร์แห่งกรุงปรากได้ติดต่อให้ไอรีน่าไปพบกับเขาใน โรม แต่เมื่อเธอไปตามนัดก็กลับพบว่า นอกจากเดคค่อนแล้ว อเลฮานโดร การ์เดี้ยนอีกคนได้ถูกส่งไปยังจุดนัดพบด้วย นั่นเพราะว่าด้วยนิสัยที่ดื้อรั้นของไอรีน่า เธอไม่ยอมติดต่อกลับไปที่หน่วยบัญชาการ ดังนั้นแม้เธอจะมีความตั้งใจจะไปตามนัด แต่เพื่อความแน่ใจ พวกเขาจึงส่งอเลฮานโดรมาอีกคน

ซึ่งทำให้ทุกอย่างกลายเป็นความน่าอึดอัด นั่นเพราะเมื่อสี่ร้อยปีก่อน ไอรีน่า และอเลฮานโดรเคยมีความสัมพันธ์กัน ความสัมพันธ์ที่พังทลายลงก่อนที่จะเริ่มต้นเสียอีก ด้วยฝีมือของปีศาจ 

กระนั้นทั้งไอรีน่า และอเลฮานโดรก็เก็บความกระอักกระอ่วนนั้นเองไว้ และลงมือทำงานตามข่าวที่ได้รับจากเดคค่อน ซึ่งนำพวกเขาไปพบกับการ์เดี้ยนอีกคนที่ถูกทำร้ายโดยกลุ่มนอสเฟอราตู  ทั้งหมดช่วยเหลือโรสซาเลียออกมาได้ และมุ่งตรงกลับสู่บัญชาการในอเมริกา

ที่ซึ่งพวกเขาต้องพบกับเหตุการณ์การลอบสังหารภรรยาของสมาชิกสภาผู้แทน ราษฎรโธมัส สแตฟฟอร์ด ผู้ที่แท้จริงแล้วไม่ใช่มนุษย์ธรรมดา หากแต่เป็นปีศาจนามราเอล ผู้ซึ่งเป็นมือขวาของเบเลเอล ปีศาจอีกตนนึงที่กำลังหมายมั่นชิงบังลังค์จากลูซิเฟอร์ในนรก ดังนั้นแม้ราเอลจะเป็นปีศาจ แต่ศัตรูของศัตรูที่เป็นปัญหาใหญ่กว่า ก็คือมิตรของการ์เดี้ยนในเวลานี้ และนั่นทำให้ไมเคิลตัดสินใจยอมรับความช่วยเหลือของราเอลในการก่อตั้งหน่วย ปฏิบัติการพิเศษ ซึ่งเป็นศูนย์บัญชาการการทำงานของเหล่าการ์เดี้ยนในโลกมนุษย์ 

แต่การตายของภรรยาของราเอลเป็นเรื่องที่จำเป็นต้องค้นหาความจริง ด้วยความเป็นปีศาจ ราเอลไม่อาจลงมือฆ่ามนุษย์ได้ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่า เขาจะไม่ได้สั่งฆ่าจูเลีย หรือโน้มน้าวให้มนุษย์คนใดทำเช่นนั้น แต่เพื่ออะไรกันเล่า 

อเลฮานโดรและไอรีน่าถูกสั่งให้สืบหาความจริงที่เกิดขึ้น ซึ่งนั่นเป็นโอกาสที่คนรักเก่าทั้งสองได้เผชิญหน้ากันอีกครั้ง และรับรู้ว่า ความหลังมันไม่เคยเป็นเพียงแค่ความหลังสำหรับพวกเขาเลยสักนิดเดียว

มีเรื่องมากมายเกิดขึ้นในหนังสือเล่มนี้ และมันลงตัวอย่างที่สุด นั่นก็คือ ไม่มีเหตุการณ์ใดเลยที่ให้ความรู้สึกว่า เกิดขึ้นอย่างที่คนแต่งไม่ได้วางแผนเอาไว้ล่วงหน้า ทุกอย่างมาจากพล็อตเรื่องที่รัดกุมและแน่น ไม่มีคำว่าออกทะเลในหนังสือชุดนี้ค่ะ และนี่คือสิ่งที่แม็กซ์ชื่นชมมากที่สุด ทุกจุดในเรื่อง ล้วนมีที่มาที่ไป เซอร์ไพส์ในพล็อตก็เป็นสิ่งที่เตรียมเอาไว้ก่อนแล้ว ไม่ใช่โผล่มาทำให้คนอ่านอึ้งสนิท (ไม่ใช่ว่า คนอ่านไม่เซอร์ไพส์นะคะ เราตกใจกับความจริงที่เปิดเผย แต่เมื่อลองคิดย้อนกลับไป ก็เป็นสิ่งที่คนแต่งบอกใบ้มาล่วงหน้าตั้งนานแล้ว)

นี่คือข้อดีที่สุดของหนังสือชุดนี้ค่ะ ทุกอย่างเกิดขึ้นอย่างมีเหตุมีผล น่าติดตามมาก ๆ หลายส่วนในเล่มเมื่อมองเผิน ๆ อาจจะดูไม่เกี่ยวข้องกันเลยสักนิด แต่เมื่อทุกอย่างนำมาประกอบกันก็จะได้ภาพต่อที่ลงตัวพอดิบพอดี

ตัวละครของเมลจีนมีมิติไม่ได้เป็นแค่ด้านเดียว กระทั่งตัวร้ายที่ไม่ใช่คนที่มีจิตใจชั่วร้าย นั่นเพราะบางครั้งความเลวร้ายที่สุดก็เกิดมาจากเจตนาที่ดีที่สุดก็ได้ (สปอยล์) ศัตรู ใหญ่ในเล่มนี้ของการ์เดี้ยนไม่ใช่เหล่าปีศาจอีกต่อไปแล้ว แต่หากเป็นอนาเรีย น้องสาวของไมเคิลผู้ซึ่งถูกปลดปล่อยออกมา เจตนาของอนาเรียก็เพื่อช่วยมนุษย์ให้มีสันติสุข แต่วิธีการของเธอก็คือ การทำลายจิตวิญญาณของมนุษย์ทั้งหมด

และในเล่มนี้เมลจีนได้เขียนตัวละครที่เป็นนางเอกที่น่าจดจำมาก ๆ คนนึง ไอรีน่าเป็นองค์ประกอบที่ลงตัวของนางเอกที่แข็งแกร่งแต่ไม่แข็งกร้าว เธอเติบโตขึ้นมาอย่างทาสในสมัยโรมันโบราณ และตายจากการสู้รบเพื่อปกป้องเพื่อนที่เป็นทาสด้วยกัน นั่นทำให้ไอรีน่ากลายเป็นการ์เดี้ยน ตลอดเวลาหนึ่งพันสองร้อยปีที่เธอเป็นการ์เดี้ยน ไอรีน่ามีหลักการของตนเอง ยอมหักแต่ไม่ยอมงอ ในขณะเดียวกันเธอก็รู้ว่า อะไรคือสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับการ์เดี้ยน เธออาจจะไม่อาจทำใจให้ยอมรับไมเคิลได้ แต่เธอก็ไม่มีวันที่จำนำทัพการ์เดี้ยนก่อกบฎกับเขา เพราะเะอรู้ว่า ในท้ายที่สุด ไม่ว่าชาติกำเนิดของไมเคิลมาจากที่ใด เขาก็คือ ตัวเลือกที่ดีที่สุดสำหรับการ์เดี้ยน และมนุษย์ที่พวกเขามีหน้าที่ปกป้อง

ความหลังระหว่างไอรีน่า และอเลฮานโดรเป็นอีกส่วนที่่น่าอ่านมาก ๆ มันคือรักแรกพบก็ว่าได้สำหรับการ์เดี้ยนหนุ่มวัยร้อยกว่าปีอย่างอเลฮานโดร ที่ได้เผชิญหน้ากับไอรีน่า การ์เดี้ยนที่เปรียบเสมือนตำนาน เขาถูกส่งมาให้เป็นลูกศิษย์ให้เธอฝึกฝน แต่เขาก็กล้าที่จะเป็นมากกว่านั้น เขาไม่เกรงกลัวความเก่งของเธอ ยอมรับตัวตนของเธอได้ทุกอย่าง แต่แล้วปีศาจตัวนึงก็ทำลายมันลง เกียรติยศของเขาถูกทำลายจนสิ้น จากการที่เขาไม่อาจปกป้องไอรีน่าได้ อเลฮานโดรเปลี่ยนแปลงและกลายเป็นคนที่เขาเป้นในปัจจุบัน เรื่องตลกก็คือ เขาก็อาจจะเป็นคนคนนั้นอยู่ดี แม้เรื่องเลวร้ายจะไม่เกิดขึ้น สิ่งที่เดียวที่แตกต่างก็คือ เขาและไอรีน่าสูญเสียเวลาสี่ร้อยปีที่ควรจะได้อยู่ด้วยกันไป

เพราะอารมณ์ความรักของทั้งคู่แรงมาก ๆ ในเรื่อง (ไม่ได้หมายถึงเซ็กส์นะคะ) จุดลงเอยในแง่ของความรักจึงเกิดขึ้นก่อนจุดจบของเรื่อง ซึ่งนั่นไม่ได้ทำให้เรื่องลดน้อยถอยความน่าสนใจลงไปเลย มันเป็นเรื่องดีด้วยซ้ำ เพราะสำหรับคนสองคนที่รักกันมานานขนาดนั้น การประกาศความรักจึงแทบจะไม่ใช่สิ่งจำเป็นอีกต่อไป มันคือความยอมรับความรู้สึกส่วนลึกที่สุดในใจของพวกเขาต่างหาก

ข้อดีอีกอย่างของหนังสือเล่มนี้ก็คือ เราได้เห็นตัวละครจากเล่มก่อนหน้าออกมามีบทบาทสำคัญกับแทบจะครบถ้วน แถมเป็นการออกแบบที่ไม่ได้ขโมยซีนตัวเอกเล่มนี้เสียด้วย 

บอกตามตรงค่ะว่า อ่านเล่มนี้จบแล้ว แทบจะรอที่จะอ่านเล่มถัดไปไม่ได้เลย (สปอยล์) ซึ่ง เป็นเรื่องราวระหว่างโรสซาเลีย และเดคค่อน ที่ทิ้งท้ายไว้อย่างน่าหงุดหงุด (เพราะอยากอ่านต่อ) มาก ๆ เมื่อเดคค่อนซึ่งทรยศเหล่าการ์เดี้ยนเพื่อปกป้องแวมไพร์ในความดูแลของเขา ต้องเผชิญหน้ากับความจริงว่า หลังจากทุกอย่างที่เขาทำ ปีศาจก็ยังฆ่าทุกคนที่เขารัก เดคค่อนไม่อยากจะมีชีวิตอยู่อีกต่อไป และโรสซาเลียก็ยังไม่แน่ใจว่าจะทำยังไงกับเขาเช่นกัน 

สำหรับเรื่องนี้ คะแนนที่  80

เพิ่งอ่านเรื่อง Demon Forged ซึ่งเป็นเล่มล่าสุดในหนังสือชุด Guardian ของเมลจีน บรู๊คจบไปค่ะ แล้วก็เกิดอาการอดรนทนไม่ได้ในความบรรเจิดและความฉลาดของคนแต่ง จนต้องมานั่งเขียนบลอกแนะนำให้รู้จักหนังสือชุดนี้กันให้ดีมากขึ้น

แม็กซ์คิดว่า ตัวเองพูดถึงหนังสือชุดนี้ไม่มากพอ แม้ว่าเราจะรีวิวหนังสือทุกเล่มในชุดนี้ที่บลอกนี้ไปแล้วก็ตาม ไม่รู้เป็นเพราะทุกครั้งที่แม็กซ์เีขียนบลอก หรือพูดถึงหนังสือเล่มนี้ เรามักจะย้ำเสมอถึงความแยบคายซับซ้อนของเนื้อเรื่อง และความระมัดระวังในการอ่านเรื่องชุดนี้รึเปล่านะคะ เลยทำให้เพื่อนของเราหลายคนเกิดอาการกลัวหนังสือชุดนี้ไปซะงั้น 

ดังนั้นจึงขอใช้โอกาสที่สมองของแม็กซ์ยังคงยึดติดกับเรื่องราวในโลกแห่งการ์เดี้ยนพูดถึงหนังสือชุดนี้ในภาพรวมอีกสักครั้ง ซึ่งมันอาจจะมีสปอยล์หลุดไปบ้างนะคะ เราจะพยายามเตือนล่วงหน้า แต่ไม่รับประกันค่ะ

นั่นเพราะหนังสือชุดนี้ไม่ได้ออกแบบมาให้อ่านข้ามเล่มกันได้ ไม่ได้หมายความว่า คุณจะหยิบเล่มสี่ขึ้นมาแล้วอ่านไม่รู้เรื่องหรอกนะคะ แต่ถ้าคุณอ่านเล่มสี่ ก็หมายความมันจะสปอยล์เล่มหนึ่งถึงสามในชุดไปเรียบร้อยแล้วเท่านั้นเอง

โลกแห่งการ์เดี้ยน

จุดเริ่มต้นของหนังสือชุดนี้คล้ายคลึงกับตำนานของศาสนาคริสต์ที่เมื่อลูซิเฟอร์ก่อกบฎต่อพระเจ้า นำทัพของคนกลุ่มที่เห็นด้วยกับการนำทางของเขา เข้าต่อสู้กับทูตสวรรค์ที่ภักดีต่อพระเจ้า สงครามต่อสู้กันยาวนาน และจบลงด้วยความพ่ายแพ้ของลูซิเฟอร์ ซึ่งทำให้เขาและสาวกถูกขับไล่ออกจากสวรรค์ ลงไปครอบครองนรกซึ่งเป็นดินแดนแห่งความตาย และการลงโทษ แต่ที่มากไปกว่านั้น ในการสู้รบครั้งนี้ ได้มีทูตสวรรค์กลุ่มนึงที่ไม่ยอมเลือกข้าง แต่เฝ้ามองการสู้รบเพื่อรอเข้าพวกกับคนชนะ พวกเขาก็โดนลงโทษเช่นกัน และอาจจะเป็นทัณฑ์ที่หนักยิ่งกว่า เพราะพวกเขาถูกส่งลงมายังโลกมนุษย์ มีชีวิตเป็นอมตะแต่ถูกครอบงำด้วยความต้องการเลือด และกลัวแสงอาทิตย์ กลายเป็นนอสเฟอราตู นี่คือศึกที่ถูกเรียกในชุดนี้ว่า การรบครั้งที่หนึ่ง (The First Battle) สงครามครั้งนี้เกิดขึ้นบนสวรรค์

หลายพันปีผ่านไป ลูซิเฟอร์ซึ่งบัดนี้กลายเป็นเจ้าแห่งโลกนรกได้รวบรวมพลอีกครั้งเพื่อเอาชนะสวรรค์ และคราวนี้เขามีมิตรภาพที่ยิ่งใหญ่ มังกรจากดินแดนที่เรียกว่าเคออส และเพราะมังกรนี่เอง ทัพของเหล่าทูตสวรรค์เพลี่ยงพล้ำเกือบจะพ่ายแพ้ แต่ด้วยความกล้าหาญของมนุษย์คนนึงนามไมเคิล ที่แสดงความกล้าหาญฆ่ามังกรลง ทำให้เหล่าทูตสวรรค์พลิกสถานการณ์กลับมาเป็นผู้ชนะในที่สุด เพื่อตอบแทนไมเคิล ทูตสวรรค์ได้มอบพลังให้กับไมเคิล และทำให้เขากลายเป็นการ์เดี้ยนคนแรก มันถูกเรียกว่าการรบครั้งที่สอง (The Second Battle) ซึ่งเกิดขึ้นบนโลกมนุษย์

หลังจากสงครามครั้งที่สอง ทูตสวรรค์กลับสู่สวรรค์ และมอบภาระในการปกป้องมนุษย์ให้กับไมเคิล พร้อมทั้งมอบพลังในการเปลี่ยนมนุษย์ธรรมดาให้กลายเป็นการ์เดี้ยนได้ให้กับเขาด้วย ไมเคิลและเหล่าการ์เดี้ยนหรือผู้พิทักษ์อาศัยอยู่ในดินแดนที่ติดกับสวงสวรรค์ที่เรียกว่าเคย์ลั่ม

ทั้งหมดนี่คือจุดเริ่มต้นของการต่อสู่กันระหว่างการ์เดี้ยน กับลูซิเฟอร์ ในการปกป้องมนุษย์ กฎเพียงอย่างเดียวในการสู้รบระหว่างกันก็คือ อิสระในการตัดสินใจของมนุษย์ นั่นก็คือ ทั้งการ์เดี้ยนและปีศาจไม่อาจบังคับใจให้มนุษย์ทำในสิ่งที่พวกเขาต้องการได้ ไม่อาจทำร้ายมนุษย์ได้ มิฉะนั้นจะต้องจ่ายในราคาที่แสนแพง ปีศาจควบคุมมนุษย์ผ่านการโกหก หลอกลวง ในขณะที่การ์เดี้ยนพึ่งพาความดีในจิตใจของมนุษย์  ซึ่งท้ายที่สุดแล้ว การกระทำทุกอย่างของมนุษย์ก็มาจากการตัดสินใจของพวกเขาเอง (ซึ่งอาจเกิดขึ้นเพราะถูกหลอกก็ได้)

นอกจากนี้แล้วการ์เดี้ยนยังต้องคุ้มครองมนุษย์จากนอสเฟอราตูที่ถูกครอบงำด้วยความกระหายเลือด แถมนอสเฟอราตูไม่ได้ถูกจำกัดด้วยกฎเรื่องอิสระในการตัดสินใจ และการทำร้ายมนุษย์อีกต่างหาก 

การ์เดี้ยน

การ์เดี้ยนหรือผู้พิทักษ์ก็คือ มนุษย์ธรรมดาสามัญที่ทำในสิ่งที่ยิ่งใหญ่ด้วยการเสียสละชีวิตของตัวเองในการช่วยเหลือผู้อื่น เมื่อมนุษย์คนใดตายเพื่อคนอื่น ไมเคิลก็จะมามอบทางเลือกให้กับพวกเขาระหว่างความตายอย่างสงบ กับการฟื้นกลับคือสู่ชีวิตในฐานะการ์เดี้ยน

หลังจากฟื้น เหล่าการ์เดี้ยนฝึกหัดจะยังไม่พร้อมออกปฏิบัติหน้าที่ทันที่ พวกเขาต้องฝึกฝนเป็นเวลาหนึ่งร้อยปี (ส่วนหนึ่งเพื่อให้คนที่รู้จักพวกเขาสมัยยังมีชีวิตตายไปทั้งหมดก่อน การอธิบายว่า ทำไมคนที่ตายถึงได้ฟื้นคืนชีวิตมาไม่ใช่เรื่องง่าย) มนุษย์ที่ถูกเปลี่ยนเป็นการ์เดี้ยนจะได้รับพรสวรรค์พิเศษที่ทำให้พวกเขาแต่ละคนมีความแตกต่างจากกัน บางคนสามารถรับรู้ถึงคำโกหกได้ในทันที บางคนสามารถเคลื่อนย้ายตัวเองไปที่ไหนก็ได้

นอกจากนี้การ์เดี้ยนก็ยังมีทางเลือกหลังจากทำงานมาเป็นเวลาหนึ่งร้อยปี นั่นก็คือ พวกเขาสามารถเลือกที่จะขึ้นสู่สวงสวรรค์หลุดพ้นไปจากวัฎจักรทุกอย่าง หรือตกร่วงหล่นกลายเป็นมนุษย์ธรรมดาอีกครั้ง ใช้ชีวิตที่เหลืออยู่แบบคนธรรมดา ต่อจากชีวิตที่พวกเขาทิ้งไปได้

เป็นเพราะทางเลือกของการ์เดี้ยนนี่เอง ที่ทำให้ปัจจุบันเหลือการ์เดี้ยนปฏิบัติงานไม่ถึงร้อยคน นั้นเพราะเกิดช่วงเวลาที่เรียกว่า Ascension ที่การ์เดี้ยนนับพันคนตัดสินใจที่จะขึ้นสู่สวงสวรรค์กันทั้งหมด ทิ้งให้กลุ่มที่เหลืออยู่ตกเป็นรองปีศาจและนอสเฟอราตูอย่างช่วยไม่ได้ 

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นก่อนเริ่มต้นหนังสือขนาดยาวเล่มแรกในชุดไม่นาน 

แวมไพร์

เช่นเดียวกับการ์เดี้ยน แวมไพร์ก็คือสิ่งที่มีชีวิตที่เคยเป็นมนุษย์มาก่อน เพราะพวกเขาไม่ได้ถูกคุ้มครองโดยกฎของอิสระในการตัดสินใจเช่นเดียวกับมนุษย์ จึงทำให้แวมไพร์กลายเป็นเหยื่อของทั้งนอสเฟอราตู และปีศาจ

แวมไพร์คนแรกมีที่มาจากนอสเฟอราตู มนุษย์ที่ใกล้เสียชีวิตได้ดื่มเลือดของนอสเฟอราตู พวกเขากลายเป็นอมตะ แต่ก็ยังสืบทอดจุดอ่อนของนอสเฟอราตูมาด้วย พวกเขากระหายเลือด และกลัวแสงแดด แต่ไม่โดนครอบงำด้วยความชั่วร้าย ว่าไปแล้วแวมไพร์ก็เช่นเดียวกับมนุษย์ที่มีทั้งดีและเลว บางกลุ่มทำงานให้กับการ์เดี้ยน บางคนสวามิภักดิ์ต่อปีศาจ 

โดยทั่วไปแล้ว แวมไพร์เป็นสิ่งที่มีชีวิตเหนือธรรมชาติที่อ่อนแอที่สุด แน่ล่ะพวกเขาแข็งแกร่งกว่ามนุษย์ แต่ไม่อาจเทียบกับการ์เดี้ยน นอสเฟอราตู หรือปีศาจได้เลย ยกเว้นคอลิน เอมส์-โบมองค์ แวมไพร์คนเดียวที่สามารถเดินท่ามกลางแสงแดดได้ ด้วยโชคชะตา คอลินเป็นความพิเศษที่ไม่น่าจะเกิดขึ้น และเขากลายเป็นคนสำคัญที่ควบคุมชะตาของโลกมนุษย์เอาไว้ 

โครงเรื่อง

มาถึงส่วนที่สปอยล์แล้วนะคะ แม็กซ์จะพยายามเล่าให้พอเข้าใจกันโดยไม่สปอยล์มากจนเกินไป แต่ก็เฉลยปริศนาหลายอย่างในเรื่องล่ะค่ะ

การ์เดี้ยน และปีศาจจากนรกได้ต่อสู้กันมาเป็นเวลาหลายพันปีเพื่อดวงวิญญาณของมนุษย์ ทั้งสองไม่อาจบังคับฝืนใจมนุษย์ให้ทำชั่วได้ ปีศาจใช้คำโกหก หลอกลวง และสิ่งยั่วใจในการทำให้มนุษย์หันไปสู่บาป นอกจากนี้แล้วปีศาจก็พยายามทุกอย่างที่กลับขึ้นมาสู่โลกมนุษย์เพื่อยึดครอง ส่วนการ์เดี้ยนก็ทำทุกอย่างเพื่อหยุดยั้งไม่ให้เกิดขึ้น

สมดุลของ อำนาจเป็นเช่นนั้นจนกระทั่งเหตุการณ์ Ascension ที่เหล่าการ์เดี้ยนเกือบทั้งหมดตัดสินใจละทิ้งเคย์ลั่มอันเป็นบ้านที่พักของ การ์เดี้ยนเพื่อขึ้นสู่สวงสวรรค์ ทั้งให้กองทัพการ์เดี้ยนลดจำนวนน้อยลงจนแทบจะไม่อาจต้านทานปีศาจได้

การ์เดี้ยนและปีศาจจะเป็นศัตรูกันนานนับพันปี เช่นเดียวกับความสัมพันธ์อันแสนซับซ้อนระหว่างฮิวส์ การ์เดี้ยนผู้ที่ท้ายที่สุดเลือกที่จะตกจากสวรรค์กลายกลับมาเป็นมนุษย์ธรรมดาในช่วงตอนปลายศตวรรษที่ 20 และลิลิธ ปีศาจสาว ผู้ทำงานให้กับลูซิเฟอร์ในการเสาะหาดวงวิญญาณมนุษย์ไปให้เจ้านายของเธอ 

เหตุการณ์ในเล่มนี้เกิดขึ้นในยุคปัจจุบัน ลิลิธซึ่งบัดนี้แฝงตัวเป็นเอฟบีไอ ได้พบกับฮิวส์ซึ่งกลายเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัยอีกครั้ง (ถ้าอยากรู้พล็อตละเอียด อ่านที่รีวิวได้นะคะ) 

ในท้ายที่สุด ด้วยความชาญฉลาดของลิลิธ เธอได้เอาชนะลูซิเฟอร์ และกักขังเขาไว้ในนรกได้เป็นเวลาอีกห้าร้อยปี เวลาที่น่าจะมากพอให้เหล่าการ์เดี้ยนเสริมสร้างกำลังจนกลับมาต่อสู้กับปีศาจได้อย่างเต็มที่อีกครั้ง 

ลูซิเฟอร์และกองทัพของเขาอาจจะถูกกักขังอยู่ในนรก แต่ก่อนที่ประตูนรกจะถูกปิดลง ปีศาจจำนวนมากได้หลบหนีขึ้นมาบนโลก และนั่นเป็นหน้าที่ของการ์เดี้ยน และหน่วย SI (Special Investigation) ซึ่งเป็นหน่วยงานที่ลิลิธเป็นผู้นำในการตามแก้ปัญหานี้ 

หน่วย SI เกิดขึ้นเพราะไมเคิล และราเอล ซึ่งเป็นปีศาจที่รับใช้เบไลเอล ซึ่งเป็นหัวหน้ากลุ่มปีศาจกบฎที่คิดจะยึดบังลังค์แห่งนรกจากลูซิเฟอร์ (พันธมิตรที่เกิดขึ้นระหว่างไมเคิลและราเอล เป็นไปเพราะความจำเป็น อย่างน้อยการ์เดี้ยนก็คิดว่า ราเอลเป็นปีศาจที่ร้ายน้อยกว่า เพราะไม่มีความคิดที่จะทำร้ายมนุษย์โดยตรง ภาระของพวกเขาต้องการคุ้มครอบมนุษย์จากปีศาจที่มุ่งหมายเอาชีวิต ) ได้ปรากฎตัวต่อหน้าวุฒิสมาชิคของสหรัฐอเมริกาเพื่อเปิดเผยถึงการมีอยู่ของการ์เดี้ยนและปีศาจ 

ในเล่มนี้บอกเล่าถึงเหล่าแวมไพร์ที่กำลังสับสนและหวาดกลัวจากการกวาดล้างของนอสเฟอราตู รวมทั้งความพยายามที่จะเปิดประตูไปสู่โลกแห่งเคออส ซึ่งมีคนเพียงคนเดียวที่สามารถเปิดประตูไปสู่โลกนั้นได้ เขาคือคอลิน เอมส์-โบมองค์

จุดหักเหเกิดขึ้น และทำให้หนังสือชุดนี้ยิ่งเพิ่มความน่าสนใจ เมื่อความลับในอดีตถูกเปิดเผยออกมา คำทำนายเกี่ยวกับบังลังค์แห่งนรก

(สปอยล์) 

ถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นระหว่างสงครามครั้งแรก และครั้งที่สอง เมื่อลูซิเฟอร์ทดลองบางอย่างด้วยการให้แม่ทัพของเขาดื่มเลือดของมังกร จนทำให้ปีศาจสามารถมีลูกกับมนุษย์ได้ ผลของการทดลองทำให้มีเด็กเกิดมาสิบคน พวกเขาถูกเรียกว่า กริกอรี่ สิ่งมีชีวิตที่เหนือธรรมดา และไม่มีใครรู้ว่า มีพลังมากเพียงใด 

กริกอรี่ได้เลือกที่จะต่อสู้กับปีศาจในสงครามครั้งที่สอง และไมเคิลก็คือหนึ่งในกริกอรี่ ที่สำคัญเขาคือลูกชายของเบไลเอลปีศาจที่ท้าทายบัลลังค์ของลูซิเฟอร์

ที่มากไปกว่านั้น ไมเคิลไม่ใช่กริกอรี่คนเดียวที่รอดชีวิตมาจนถึงในปัจจุบัน น้องสาวของเขาอนาเรียก็ยังมีชีวิตอยู่ และอนาเรียคือฝันร้ายของมนุษย์ 

ไม่ใช่เพราะเธอไม่ใช่คนดี แต่เพราะเธอมีความหวังดีมากจนเกินไป อนาเรียไม่อาจทนเห็นความทุกข์ ความเสียใจได้ เธอเลือกที่จะเป็นฝ่ายเลือก เธอเลือกที่จะฆ่ามนุษย์ก่อนที่พวกเขาจะทำบาป อนาเรียผู้ซึ่งดูเหมือนจะบ้าคลั่งไปกับความพยายามในการสร้างความสงบสุขให้โลกมนุษย์ โดยเชื่อว่า เธอต่างหากคือคนที่จะนำสันติมาให้พวกเขาได้ ด้วยการเป็นผู้นำ และจำกัดหนทางในการใช้ชีวิตมนุษย์ เพราะการกระทำของอนาเรียที่ฆ่ามนุษย์ ทำให้ไมเคิลออกคำสั่งให้สังหารเธอเสีย แต่สามีของเธอ และน้องสาวของเขาก็ได้ร่วมกันนำตัวเธอไปซ่อนไว้ในที่ลึกลับ รอวันตื่นขึ้นมาอีกครั้ง 

แล้ววันนั้นก็มาถึง เมื่อเหล่าแนฟิลิม ลูก ๆ ของอนาเรีย ซึ่งเธอได้ร่วมมือกับลูซิเฟอร์ในการสร้างขึ้นมา ได้ตามหาเธอจนพบ และปลุกให้ตื่นขึ้น อนาเรียกลับมานำทัพแนฟิลิมอีกครั้ง เพื่อยึดบังลังค์จากลูซิเฟอร์ และปลดปล่อยดวงวิญญาณอันทุกข์ทรมานในนรก (โดยไม่สนใจว่า คนเหล่านั้นสมควรต้องชดใช้ก่อนที่จะกลับมาเกิดใหม่ได้)

เธออาจจะไม่ใช่ศัตรูของการ์เดี้ยนโดยตรง แต่วิธีการอันโหดเหี้ยมของอนาเรียทำให้เธอกลายเป็นตัวอันตรายของการ์เดี้ยนในการคุ้มครองมนุษย์

คำทำนายในเรื่องมาจากคาร์วี กริกอรี่อีกคนที่รอดชีวิต (เธอเลือกที่จะอยู่ข้างเดียวกับไมเคิล) ผู้ซึ่งมีความสามารถในการมองเห็นอนาคต คำทำนายของเธอเกี่ยวข้องกับผู้ที่จะได้ครอบครองบังลังค์แห่งนรก ที่บอก (อย่างคร่าว ๆ ) ว่า แนฟิลิมจะต้องถูกกำจัดลง และไมเคิลจะต้องสูญเสียหัวใจของเขา ก่อนที่เบไลเอลจะขึ้นครองบังลังค์ของลูซิเฟอร์ได้

คงไม่ต้องบอกนะคะว่า แม็กซ์เกิดอาการบ้าหนังสือชุดนี้มากขนาดไหน เราทึ่งไปกับความชาญฉลาดของคนแต่งในการวางพล็อตเรื่องที่รัดกุม และเตรียมมาอย่างล่วงหน้า แม็กซ์ผิดหวังไปกับหนังสือหลายชุดนะคะที่ตอนเริ่มต้นก็สนุกดีแหละ แต่พอเขียน ๆ ไป คนแต่งก็เริ่มออกทะเล ไร้ทิศทาง (ชุดดาร์คฮันเตอร์เป็นตัวอย่างที่ดีสำหรับเรา และชุด BDB กำลังจะตามไปแล้ว) แต่สำหรับเมลจีน บรู๊คกับชุดการ์เดี้ยนแล้ว แม็กซ์คิดว่า เธอวางแผนทุกอย่างมาล่วงหน้า ข้อมูลที่ปล่อยให้คนอ่านในแต่ละเล่มมีความสมบูรณ์ในตัวของมันเอง ในขณะเดียวกันก็สอดรับกับความลับใหม่ ๆ  ที่เธอเปิดเผยในแต่ละเล่มอย่างยิ่ง

แม็กซ์เคยบอกนะคะว่า นลินี ซิงค์เป็นนักเขียนหนังสือชุดแนวพารานอมอลโรแมนซ์ที่มีเทคนิคในการเล่าเรื่องที่ดีทีสุด แม็กซ์ยังไม่เปลี่ยนคำพูดหรอกนะคะ แต่เมลจีน บรู๊คก็ไม่ได้ด้อยไปกว่าเธอเลยแม้แต่น้อย และนี่คือเหตุผลที่แม็กซ์ติดสินใจหยิบเรื่อง Demon Forged ของเมลจีน มาอ่านต่อหลังจากอ่านหนังสือของนลินีจบลง เพราะเรารู้ดีว่า ถ้าเอางานของคนอื่นมาอ่าน ก็คงไม่อาจเทียบเท่ากับนลินีได้ แต่แม็กซ์เชื่อมั่นในตัวเมลจีน และเราก็ไม่ผิดหวัง

บลอกถัดไปจะเป็นรีวิวของเรื่อง Demon Forged ค่ะ

สำหรับคนที่สนใจ หนังสือชุดนี้ทางสนพ.เกรซได้ซื้อลิขสิทธิ์ภาษาไทยไปแล้ว ส่วนคนที่สนใจอ่านรีวิวของแม็กซ์ ลิงค์ตามนี้ค่ะ

Falling For Anthony

Demon Angel

Demon Moon

Demon Night

Demon Bound

เราเขียนเกี่ยวกับหนังสือชุดนี้หลายครั้งนะคะ ลองดูที่ลิงค์นี้แล้วกันค่ะ

Blaze of Memory // Nalini Singh

posted on 16 Oct 2009 12:36 by maxtreme  in B-Club, Paranormal

แม็กซ์ไม่ชอบการถูกบังคับให้อ่านหนังสือเรื่องใดเรื่องนึงค่ะ เพราะเราจะมีความรู้สึกว่า ไม่ได้เลือกเองเลยทำให้ความสนุกที่ควรจะได้จากการอ่าน กลายเป็นความรู้สึกว่าต้องทนอ่านให้มันจบ ๆ ไปตามหน้าที่ นี่จึงเป็นเหตุผลใหญ่ที่สุดที่แม็กซ์ไม่ค่อยอยากจะขอ ARC จากใครก็ตาม

แต่ ARC ที่ได้รับในครั้งนี้ และเป็นแรงผลักดันให้ "ต้องอ่าน" หนังสือเล่มนี้กลายเป็นเสียงขอบคุณค่ะ เพราะว่าไปแล้ว ถ้าให้แม็กซ์เลือกที่จะหยิบเล่มนี้มาอ่านเอง ก็คงต้องบอกว่า อาจจะใช้เวลาอีกนานเลยล่ะ เพราะแม้เราจะถือว่าเป็นแฟนหนังสือชุดไซ/ชาร์เลนจิ้งค์นี้มาก ๆ แต่เล่มนี้ก็เล่าเรื่องราวของตัวละครที่แม็กซ์ไม่ให้ความสนใจเลยแม้แต่น้อย

ก่อนอื่นคงต้องบอกว่า หนังสือเรื่องนี้ยังไม่ออกขายอย่างเป็นทางการนะคะ แม็กซ์ได้ ARC (Advance Reading Copy) ของหนังสือเล่มนี้มาก่อน แต่คนที่อยากอ่านเล่มนี้ก็ไม่ต้องร้อนใจนะคะ เพราะฉบับจริงจะวางขายในเดือนพฤศจิกายนที่จะถึงนี้แล้วล่ะค่ะ และถ้าดูจากประสิทธิภาพของร้านหนังสือในเมืองไทย  หนังสืออาจจะเข้ามาขายอย่างเร็วที่สุดในอาทิตย์หน้าแล้วล่ะค่ะ

และขอบอกว่า หากคุณไม่รู้สึกว่า ตัวละครเอกในเรื่องนี้น่าสนใจ หรือไม่ใช่ตัวละครที่คุณรอคอยเรื่องของเขาอยู่ ก็อย่าปล่อยให้ประเด็นนั้นมาทำให้คุณลังเลในการหยิบหนังสือเรื่องนี้มาอ่านนะคะ เพราะคุณจะพลาดเรื่องที่สนุกมาก ๆ ไปเลยล่ะ

 

 

Blaze of Memory ของนลินี ซิงค์

หนังสือเล่มที่เจ็ดในชุดไซ/ชาร์เลนจิ้งค์เล่มแรกที่เรื่องราวเปลี่ยนฉากจากตอนใต้ในรัฐคาลิฟอร์เนียไปนิวยอร์ค บอกเล่าเรื่องของกลุ่มคนที่เป็นปริศนามากที่สุดกลุ่มนึงในเรื่อง

นั่นเพราะในโลกของหนังสือเล่มนี้ คนอาจจะถูกแบ่งออกเป็นสามกลุ่ม ชาวไซผู้ทรงพลังจิต ชาร์เลนจิ้งค์ผู้เต็มไปด้วยพละกำลัง และมนุษย์ธรรมดาที่ดูเหมือนจะตกเป็นเบื้ยล่างของทั้งสองกลุ่ม แต่ก็ยังมีกลุ่มเดอะ ฟอร์ก๊อตเท้น หรือผู้คนที่ถูกลืมแอบแฝงอยู่ในเหล่ามนุษย์ธรรมดานี่ด้วย

พวกฟอร์ก๊อตเท้นก็คือชาวไซที่ไม่เห็นด้วยเมื่อสภาผู้ปกครองลงความเห็นให้นำเอาวิธีการ "ความเงียบ" มาให้กับประชากร พวกเขาก่อกบฎ และหลบหนีออกไปจากไซเน็ต (ซึ่งเป็นเครือข่าวทางจิตที่ชาวไซต้องต่อเชื่อมอยู่มิฉะนั้นก็จะตาย) อย่างลับ ๆ พวกเขาก่อตั้งชาร์โดว์เน็ตขึ้น แต่งงานปะปนไปกับมนุษย์ธรรมดา หรือชาร์เลนจิ้งค์ทำให้สายเลือดชาวไซเจือจาง จนเกือบจะถูกลืม

แต่สภาผู้ปกครองชาวไซไม่เคยลืม และมองว่าเหล่าฟอร์ก๊อตเท้นคือ ศัตรูที่ต้องทำลาย ในเวลาหนึ่งร้อยปีนับจาก "ความเงียบ" ถูกนำมาใช้ ลูกหลานของกบฎกลุ่มแรกก็ยังโดนตามล่าเพื่อเอาชีวิต 

จากเหตุการณ์ในเรื่อง Mine to Possess ทำให้คนอ่านได้รู้จักฟอร์ก๊อตเท้นเป็นครั้งแรก เมื่อเด็ก ๆ ของพวกเขาตกเป็นเป้าหมายการทดลองทางวิทยาศาสตร์จากชาวไซ และในเล่มนี้เราก็จะได้เห็นถึงความพยายามต่อสู้ดิ้นรนเพื่ออิสระในความคิด สิ่งที่พวกเขายอมสูญเสียเมื่อที่จะได้มีความรู้สึก

และนี่เองก็คือวัตถุประสงค์ของมูลนิธิไชน์ ที่เปรียบเสมือนสภาผู้ปกครองสูงสุดของเหล่าฟอร์ก๊อตเท้น มูลนิธิไชน์อาจมีกรรมการบริหารซึ่งทำหน้าที่ตัดสินใจ แต่ทุกคนก็รู้ดีว่า อำนาจที่แท้จริงของการดำเนินงานทั้งหมดของไชน์อยู่ที่เทวราช ซานโตส ผู้อำนวยการมูลนิธิไชน์

เทวราช หรือเดฟ (เขียนชือภาษาอังกฤษว่า Devraj แต่หลังจากพิจารณาดูแล้วน่าจะชื่อเทวราชนี่แหละค่ะ) เป็นผู้กำหนดชะตาชีวิตและความอยู่รอดของเหล่าฟอร์ก๊อตเท้นทุกคน และหลังจากความเสียหายที่เกิดขึ้นในเรื่อง MTP แล้ว เดฟก็ไม่อาจยอมให้คนของเขาต้องสูญเสียมากไปกว่านี้อีกได้

และนั่นจำเป็นที่เขาจะต้องเยือกเย็นจนแทบจะกลายเป็นคนไร้หัวใจ คนที่อยู่ในตำแหน่งอย่างไม่อาจมีความเมตตาให้กับศัตรูได้ มันอาจจะเป็นสงครามที่ไม่ได้ประกาศ แต่เดฟรู้ดีว่า พวกเขาไม่อาจประมาทได้ เพราะสภาผู้ปกครองชาวไซหมายมั่นที่จะกวาดล้างเหล่าฟอร์ก๊อตเทนให้สิ้นซาก

ดังนั้นเมื่อหญิงสาวลึกลับชาวไซนอนหมดสติอยู่ที่หน้าบ้านของเขา เดฟก็รู้ว่า มันต้องมีอะไรบางอย่างมากกว่าภาพที่เห็น โดยเฉพาะเมื่อเธอฟื้นคืนสติขึ้น และไม่อาจจำเรื่องราวในอดีตได้เลย

แม็กซ์ไม่คิดว่ามันจะเรียกว่าสปอยล์นะคะ เพราะตัวตนที่แท้จริงของหญิงสาวคนนี้ถูกเปิดเผยภายในห้าสิบหน้าแรก แต่ถ้าคุณอยากจะเดาเอาเองว่าเธอคือใคร ก็ได้เวลาหยุดอ่านรีวิวแล้วนะคะ

เธอคืออีแคทริน่า (ไม่ได้เรียกว่าอีนะคะ แต่ชื่อ Ekaterina จริง ๆ) ซึ่งเป็นผู้ช่วยงานวิจัยของอชายา เอลีน นักวิทยาศาสตร์ผู้ปราดเปรื่องที่สุดของชาวไซ (และนางเอกเรื่อง Hostage to Pleasure) ผู้ซึ่งถูกเข้าใจมาตลอดว่าเสียชีวิตไปจากการกวาดล้างของสภาผู้ปกครองชาวไซ แต่แท้จริงแล้วเคทย่า ซึ่งเป็นชื่อที่เธอต้องการใช้ (เพราะอีแคทริน่าได้ตายไปจากการทรมานแล้ว) ถูกจับทรมานเพื่อรีดความจริงเกี่ยวกับแผนการที่เธอสมคบคิดกับอชายา และเธอได้ถูกเปลี่ยนจากหญิงสาวธรรมดากลายเป็นอาวุธ ผู้ที่มีหน้าที่สำคัญก็คือ การลอบสังหาร

มันไม่ใช่ความผิดของเธอที่เคทย่ากลายเป็นเครื่องมือ เป็นอาวุธของชาวไซที่ต้องการใช้เล่นงานเหล่าฟอร์ก๊อตเท้น แคทย่าไม่รู้ว่า คนที่ส่งเธอมาได้ซ่อนอะไรเอาไว้ภายใต้จิตใจที่ถูกทำลายของเธอบ้าง ไม่รู้ว่า คำสั่งให้เล่นงานเหล่าฟอร์ก๊อตเท้นมีอะไรบ้าง แต่เธอก็รู้ดีว่า พวกนั้นคงไม่ได้ปล่อยเธอออกมาจากที่คุมขังเพราะความใจดี

หน้าที่ความรับผิดชอบที่เดฟแบกรับเอาไว้ ก็ไม่อาจทำให้เขาทำได้ดั่งที่ใจต้องการ เดฟบอกกับตัวเองว่า เขาจะฆ่าเธอทันทีที่เธอแปรสภาพเป็นอาวุธตามที่ถูกวางโปรแกรมไว้  กระนั้นเดฟก็ไม่อาจปลิดชีวิตของหญิงสาวคนนี้ไ ได้ แม้จะแน่ใจว่าวัตถุประสงค์ที่เธอถูกส่งเข้ามาคงไม่ใช่เรื่องดี และนั่นทำให้เดฟเลือกที่จะเก็บเคทย่าไว้ใกล้ตัว เขาเชื่อว่าดูแลตัวเองจากเคทย่าได้ แต่สิ่งที่เดฟไม่ได้คิดก็คือ หัวใจของเขาที่ได้สูญเสียให้เธอ ความรักที่ไม่อาจเป็นไปได้

อย่างที่บอกนะคะ แม็กซ์ไม่ได้รู้ว่า คาแร็คเตอร์ของเดฟที่ออกในเรื่อง MTP มีความน่าสนใจขนาดที่อยากอ่าน ยิ่งเคทย่าไม่ต้องพูดเลย เธอแทบจะไม่มีความสำคัญด้วยซ้ำ แต่ในเล่มนี้ ตั้งแต่หน้าแรกที่เปิดตัวเดฟ ขอบอกว่า เท่ห์มาก ๆ และได้ใจแม็กซ์ไปเต็ม ๆ คาแร็คเตอร์พระเอกใจแข็งที่ต้องตัดสินใจในสิ่งที่ยาก ทำเอาหัวใจเราละลายค่ะ เพราะการที่ทำในสิ่งที่ดีที่สุดให้กับผู้คนที่รอคอยความหวังจากเขา เดฟต้องตัดสินใจในสิ่งที่ยาก และบางครั้งก็โหดเหี้ยม แต่ในสงครามเพื่อช่วยคนส่วนใหญ่ เขาก็อาจจะต้องสละบางคนไป โดยเฉพาะถ้าคนนั้นไม่ใช่คนที่เขาต้องคุ้มครอง และในเรื่องนี้เดฟก็ถูกทดสอบ เมื่อเขาพบว่าตัวเองมีใจให้กับนกต่อที่ถูกส่งมาโดยศัตรู เขาต้องเลือกระหว่างความรัก และความถูกต้อง ซึ่งเรื่องไม่ได้ไปถึงจุดนั้นหรอกนะคะ เพราะนลินีเขียนคาแร็คเตอร์เคทย่าได้ยอดเยี่ยมยิ่งกว่า

แม็กซ์ไม่ชอบเคทย่าตั้งแต่แรกเห็น ช่วงต้นเรื่องที่อ่าน เธอให้ความรู้สึกเป็นนกน้อยปีกหักผู้ซึ่งต้องได้รับการประคบประหงม เธอดูอาโนะเนะเกินไปสำหรับแม็กซ์ แต่เธอก็เติบโตและเข้มแข็งขึ้น ซึ่งนลินีก็เขียนได้น่าเชื่อชนิดที่ไม่ได้เปลี่ยนแปลงตัวตนของเธอเลยสักนิดเดียว กลายเป็นหญิงสาวที่แม็กซ์นับถือ และเชื่อได้อย่างสนิทใจว่า หญิงสาวคนนี้นี่แหละที่ละลายหัวใจของเดฟได้

เรื่องนี้เป็นเล่มที่เราเสียน้ำตาให้มากที่สุดในชุดค่ะ เรื่องไมไ่ด้เศร้านะคะ แต่แม็กซ์มักจะเสียน้ำตาให้กับความเป็นไปได้ ความรักระหว่างเดฟและเคทย่าน่าเชื่อ และในหลายครั้งเราแทบไม่เชื่อว่ามันจะจบลงด้วยดี แม้วิธีการแก้ปัญหาของนลินีจะดูง่ายเกินไป แต่ก็เป็นการโชว์ความสามารถของเธอเช่นกัน เพราะองค์ประกอบทุกอย่างก่อนที่จะมาถึงฉากนี้ ได้ถูกวางไว้อย่างชาญฉลาดในหลายเล่มก่อนหน้า  ดังนั้นเราจึงเชื่อว่า มันไม่ใช่แค่การแก้ปัญหาเฉพาะหน้าเพื่อให้ตอนจบดูสวยงาม แต่เป็นส่วนหนึ่งในพล็อตเรื่องที่ซับซ้อนแต่เข้าใจง่ายของเธอในหนังสือชุดนี้

ซึ่งนี่เองก็ต้องเป็นอีกครั้งที่แม็กซ์ต้องชมคนแต่งนะคะ เพราะเธอเก่งมาก ๆ ในโลกที่ซับซ้อนและเข้าใจยาก แต่เธอกลับทำให้เราเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งอย่างถ่องแท้ ในเวลานี้แม็กซ์คิดว่า เทคนิคการเล่าเรื่องของนลินี ซิงค์ถือเป็นอันดับหนึ่งไปแล้วล่ะค่ะ

สุดท้ายเราก็ขอพูดถึงความคิดของตัวเองเล็กน้อยเกี่ยวกับเรื่องราวที่อาจเป็นไปได้ในเล่มนี้ ซึ่งแน่ล่ะว่าจะเป็นการสปอยล์เนื้อเรื่องหลายอย่างในเล่มนี้ ดังนั้นถ้าไม่ต้องการสปอยล์ก่อนอ่านก็ข้ามไปตอนท้ายที่เป็นคะแนนเลยนะคะ

ความคืบหน้าในส่วนของพล็อตที่สำคัญที่สุดก็คือเป็นเรื่องหน่วยแอโรว์ (ซึ่งเป็นหน่วยที่จัดด์เคยทำงานให้) ซึ่งในเล่มนี้มีความเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญ หมิงซึ่งเป็นสมาชิคสภาชาวไซที่เป็นผู้นำหน่วยแอโรว์ด้วยมีเหตุได้รับบาดเจ็บบางตาย ในตอนจบของเล่มนี้มีการพูดถึงชะตาชีวิตของหมิง และความเป็นไปของหน่วยแอโรว์ ซึ่งวาสิค (ซึ่งเป็นตัวละครที่ออกใน HTP) จะกลายเป็นตัวละครที่สำคัญมาก เพราะไม่ว่าจะตัดสินใจอย่างไร เขาก็จะก้าวขึ้นเป็นผู้เล่นที่สำคัญในเรื่องชุดนี้ 

และนั่นก็นำแม็กซ์ไปสู่คาเล็บ ไม่รู้ว่าเป็นความคิดเข้าข้างตัวเองเกินไปไหมนะคะ แต่ทุกครั้งที่แม็กซ์อ่านฉากที่โกสต์มีบทบาท คาแร็คเตอร์โกสต์ให้ความรู้สึกเหมือนกับตอนที่อ่านฉากที่คาเล็บออกมาก แต่ประเด็นที่ติดใจเราอยู่ก็คงเป็นประเด็นเดิมที่ว่า คาเล็บเป็นศิษย์ของเอ็นริโก้ (ซึ่งเป็นฆาตกรต่อเนื่องจากเล่มแรก) มันคาใจเรามาก ๆ  โอ้ยไม่อยากจะคิดเลยค่ะว่า ถ้าเขาไม่ได้เป็นพระเอกในเล่มของตัวเอง แม็กซ์จะมีอาการยังไงบ้าง เพราะตอนนี้เรานอนฝันเป็นเขาไปแล้วล่ะค่ะ

เล่มหน้าจะเป็นเรื่องของแม็กซ์ ที่ไม่ใช่แม็กซ์คนเขียนบลอกนะคะ แต่เป็นตัวละครที่เคยออกมามีบทใน MTP ซึ่งแม็กซ์ละอายใจอย่างมากที่จำเขาไม่ได้ค่ะ แต่ดูจากบทที่ตัดมาให้อ่านแล้ว น่าจะเป็นเรื่องเกี่ยวกับชาวไซ ผู้มีความสามารถในการอ่านความทรงจำของคนได้ ซึ่งทำให้ชาวไซเหล่านี้ทำหน้าที่เป็นผู้พิพากษาซึ่งก็น่าจะมีเรื่องเกี่ยวข้องกับแม็กซ์ซึ่งเป็นตำรวจ 

สำหรับเล่มนี้คะแนนที่  80

ป.ล. ชอบปกเล่มนี้จังเลยค่ะ รู้สึกว่าพระเอกโพสต์ท่าเท่ห์มาก ๆ (แม้จะไม่แน่ใจว่า ดูเหมือนเดฟไหมก็ตาม)