Paranormal

Darkness Unleashed // Alexandra Ivy

posted on 23 Nov 2009 10:53 by maxtreme  in C-Club, Paranormal

แม็กซ์มีความเชื่อเสมอว่า นักเขียนไม่ได้เก่งมาตั้งแต่เกิด หนังสือเล่มแรกไม่จำเป็นต้องเป็นหนังสือเล่มที่ดีที่สุดเสมอไป และนักเขียนมีโอกาสที่จะพลาดเหมือนกับเราหลาย ๆ คน นั่นก็คือ อาจจะมีงานบางเล่มที่อ่านแล้วผิดหวัง

และนั่นทำให้แม็กซ์อดทนอ่านงานของนักเขียนหลายคนที่เรารู้สึกว่า ไม่ค่อยสนุกเท่าไหร แต่ยังมีแววบางอย่างที่น่าสนใจในเรื่องราวของเธอ

แต่ในทางกลับกันก็มีนักเขียนบางคนเช่นกันที่ทำให้แม็กซ์รู้สึกว่า เธอมีเสน่ห์แบบเนิบนาบ คือไม่ได้เปิดตัวแบบดังสนั่นลั่นเมือง เหมือนอย่างเชอริลีน เคนย่อนกับชุดดาร์คฮันเตอร์ แต่ยิ่งอ่านงานของเธอไปเรื่อย ๆ ก็ยิ่งพบว่า เราชอบงานของเธอมากขึ้น ๆ จนมารู้ตัวอีกทีก็กลายเป็นแฟนผลงานของเธอเข้าให้แล้ว

นี่เป็นคำกล่าวที่ใช้ได้กับอเล็กซานดร้า ไอวี่ เพราะยิ่งแม็กซ์อ่านหนังสือในชุดนี้ของเธอมากขึ้น เราก็ยิ่งรู้สึกว่า เรื่องของเธอสนุกมากขึ้นเรื่อย ๆ มันอาจจะไม่ใช่เรื่องที่สนุกมาก แต่ก็รับประกันได้ก่อนที่จะอ่านว่า ไม่ผิดหวังแน่นอน

ดังนั้นเราจึงดีใจค่ะว่า ในที่สุดหลังจากเขียนเรื่องในชุดนี้ไปแล้วห้าเล่ม เธอก็กลายเป็นนักเขียนระดับนิวยอร์คไทม์เสียแล้ว

 

 

Darkness Unleashed ของอเล็กซานดร้า ไอวี่

หนังสือเล่มนี้เป็นเล่มที่ห้าในชุด Guardians of Eternity ซึ่งอ่านมาแล้วห้าเล่มก็ยังไม่เข้าใจความหมายค่ะ

จุดเด่นในงานเขียนของอเล็กซานดร้าก็คือ หนังสือของเธอไม่มีความเป็นชุดที่มากจนเกินไป การเกาะเกี่ยวของเรื่องราวในแต่ละเล่มจะเป็นที่ตัวละครมากกว่าที่พล็อต ดังนั้นจึงไม่จำเป็นเลยค่ะที่จะต้องอ่านเรียงกันมาตั้งแต่เล่มแรก แม้ว่าในเล่มนี้จะมีการสปอยล์เรื่องราวในเล่มสามของชุดไปบ้างเล็กน้อย แต่ก็ไม่ได้เสียหายอะไรร้ายแรง

เพราะความเลวร้ายในอดีตที่เขาถูกทรมานนานหลายร้อยปี แจ๊คจึงใช้เวลานับจากนั้นหลบอยู่ในถ้ำไม่สังสรรกับใคร  แต่กระนั้นเมื่อเขาได้รับคำสั่งเรียกตัวจากสติ๊กซ์ กษัตริย์แห่งแวมไพร์ ให้ออกเดินทางไปเพื่อตามหาพี่น้องของผู้เป็นภรรยาซึ่งกำลังหลบหนีอยู่ เขาก็ไม่อาจปฏิเสธได้

และแจ๊คเองก็คือคนที่เหมาะสมที่สุดในการตามหาตัวรีแกน เพราะเขาอาจจะเป็นคนเพียงคนเดียวที่เข้าใจแรงผลักดันในตัวของเธอ 

รีแกนเป็นมนุษย์หมาป่าที่ถูกตัดต่อพันธุกรรมเพื่อให้เป็นความหวังใหม่ของเหล่าหมาป่าสายเลือดบริสุทธิ์ทั้งปวง อันเนื่องมาจากหมาป่าสาวไม่สามารถควบคุมการแปลงร่างในระหว่างที่ตั้งครรภ์ได้้ ทำให้พวกเธอแท้งลูกไปเกือบทั้งหมด รีแกนและพี่น้องอีกสามคนของเธอ คือทารกที่ถูกดัดแปลงจนกลายเป็นหมาป่าสายพันธุ์บริสุทธิ์ หากแต่แปลงร่างไม่ได้ เพื่อให้กำเนิดทายาทรุ่นต่อมา ทว่าทั้งสี่พี่น้อยถูกขโมยตัวไปตั้งแต่เด็ก หนึ่งในนั้นคือดาร์ซี่ ผู้ที่กลายมาเป็นราชินีแห่งแวมไพร์ (และนางเอกเรื่อง Darkness Everlasting)  ซึ่งเมื่อทราบความจริงทั้งหมดดาร์ซี่และซัลวาตอเร่ ราชาแห่งหมาป่าจึงออกตามหา

และพบว่า รีแกนใช้เวลาตลอดสามสิบปีในชีวิตในกรงขัง เธอถูกอิม (Imp เป็นภูติชนิดนึง) กักขังไว้เสมือนทาส และเมื่อเธอถูกช่วยเหลือออกมาได้ สิ่งเดียวที่อยู่ในสมองของรีแกนก็คือการตามล่าอดีตผู้กักขังเธอ และแก้แค้น 

ซึ่งนั่นเป็นสิ่งที่แจ๊คเข้าใจ ดังนั้นเมื่อเขาตามหารีแกนจนเจอ เขาจึงไม่ีเร่งรีบที่จะพาตัวเธอกลับมายังชิคาโก้ตามคำสั่งของผู้เป็นกษัตริย์  แต่เขาร่วมมือกับเธอในการตามศัตรู แต่นั่นก็เป็นการนำพวกเขาเข้าไปสู่สงครามระหว่างหมาป่าพันธุ์แท้ และหมาป่าที่ถูกกัด

แม็กซ์ชอบการวางแคแร็ตเตอร์ของอเล็กซานดร้าค่ะ ถ้าย้อนกลับไปอ่านรีวิวที่เราเขียนเกี่ยวกับหนังสือของเธอ ก็จะเห็นเทรนด์ว่าเราเขียนไปในทางเดียวกันขนาดไหนถึงความชอบอันนี้ พระเอกแนวเบต้าที่ซ่อนภายใต้หน้ากากของความเป็นอัลฟ่า เธอเขียนได้ลงตัวมาก ๆ แจ๊คซึ่งมีอดีตอันเลวร้าย และเคยถูกจับทรมานอย่างแสนสาหัสมานานนับสามร้อยปี เขาควรจะบ้าคลั่งไปแล้ว แต่เขากลับเป็นพระเอกที่อ่อนโยน และเปิดใจให้กับความรักเมื่อมันเกิดขึ้น นี่เป็นจุดที่เราชอบมากที่สุด แจ๊คไม่ทนทุกข์ แต่ในขณะเดียวกันเราก็เห็นได้ชัดเจนว่า อดีตยังคงตามหลอกหลอนเขาอยู่ เพียงแต่เขาไม่ยอมให้มันกลายเป็นสิ่งที่มีผลต่อวิธีการที่เขาเลือกที่จะมีชีวิต

เรายอมรับเลยค่ะว่า คาแร็คเตอร์ของแจ๊คในเล่มนี้ทำให้เราแปลกใจเล็กน้อย เพราะจากที่เขามีบทบาทในเรื่อง Darkness Revealed (ซึ่งเป็นเล่มสี่ในชุด) เราคิดว่าจะ่ได้อ่านพระเอกทนทุกข์และคร่ำครวญถึงสิ่งที่เกิดขึ้นในอดีต แต่เมื่อได้เจอกับตัวตนเต็ม ๆ ของเขาในเล่มนี้แล้ว มันไม่ใช่เลย แจ๊คอาจจะใช้เวลาส่วนใหญ่อยู่ในถ้ำตามลำพัง แต่เขารับรู้โลกภายนอก (ซึ่งทำให้แม็กซ์ฮามาก ๆ เมื่อเขาบอกกับรีแกนว่า ซีรี่ย์เรื่องโปรดของเขาคือก๊อตซิป เกิร์ลส์) ในขณะเดียวกันเขาก็เข้าใจสิ่งที่รีแกนต้องเผชิญมา เขาช่วยให้เธอยอมรับกับอดีตที่เกิดขึ้นได้ และสิ่งที่สวยงามที่สุดก็คือ รีแกนละทิ้งการล้างแค้นเพื่อเขา ทั้งที่แจ๊คไม่จำเป็นต้องเอ่ยปากด้วยซ้ำ มันเป็นการเดินทางเพื่อรักษาแผลในใจที่สมบูรณ์ค่ะ 

ส่วนของนางเอกก็เขียนได้ดีค่ะ รีแกนซึ่งถูกกักขังมาตลอดชีวิตโหยหาอิสรภาพเป็นที่สุด และนั่นทำให้เราเข้าใจอาการดื้อของเธอที่ไม่ยอมรับความรักที่แจ๊คยื่นมาให้นะคะ เราเข้าใจการกระทำของเธอที่เลือกที่จะเดินจากไปจากทุกคนที่รักเธอ มันอาจจะดูโง่ไปบ้าง แต่ก็เป็นอะไรที่เราคาดหวังว่ามันจะเกิดขึ้น และการที่เรื่องออกมาแบบนี้ก็เป็นการพิสูจน์ว่า เมื่อเธอเดินกลับมา รีแกนจะไม่ไปไหนอีกแล้ว โดยเฉพาะเมื่อเธอได้พบกับคนที่เธอต้องการและต้องการเธอมากทีสุด

โดยรวมก็คงสรุปเหมือนเดิมค่ะว่า เป็นหนังสืออีกเล่มนึงของอเล็กซานดร้า ไอวี่ที่สอบผ่าน แต่ในขณะเดียวกันถ้าคาดหวังว่าจะได้อ่านเรื่องแนวพารานอมอลที่ความคิดสร้างสรรบรรเจิดก็คงจะไม่ใช่ หนังสือเธอของเธอโดดเด่นในแง่คาแร็คเตอร์ที่พระเอกไม่ใช่ผู้ชายหัวรั้น งี่เง่า และไม่ยอมเอ่ยปากว่ารักก่อน พระเอกของเธอไม่กลัวความรัก และอ้าแขนยอมรับมันเมื่อเกิดขึ้นอย่างสุดหัวใจ

คะแนนที่ 70

ป.ล. ตามกระแสนะคะ หนังสือชุดนี้ (อย่างน้อยก็เล่มแรก) มีสนพ.ซื้อลิขสิทธิ์ไปแล้วค่ะ 

Deadly Game // Christine Feehan

posted on 20 Nov 2009 16:31 by maxtreme  in B-Club, Paranormal

เป็นเพราะอ่านเรื่อง Conspiracy game แล้วรู้สึกว่าสอบผ่าน อีกทั้งในเล่มนั้นทิ้งท้ายเรื่องราวของเคน น้องชายฝาแฝดเอาไว้ได้อย่างน่าสนใจด้วย ทำให้แม็กซ์ไม่ลังเลที่จะหยิบเอาเรื่องนี้ขึ้นมาอ่านทันที

แล้วก็รู้สึกดีใจมาก ๆ ด้วยค่ะที่ตัวเองดองหนังสือชุดนี้เอาไว้ซะเยอะเลย เนื่องจากทำให้ไม่ได้รอคอยเล่มต่อไปมากนัก คิดอยู่เหมือนกันว่า ถ้าเราอ่านเรื่อง CG ตั้งแต่ตอนแรกที่ออกขาย สงสัยคงจะอารมณ์ค้างพิกล เนื่องจากต้องรอให้เล่มนี้ออก แต่เนื่องจากเป็นการดอง เราจึงอ่านต่อเนื่องได้อย่างสบายใจ 

 

Deadly Game ของคริสตีน ฟีแฮน

หนังสือเรื่องนี้เป็นเล่มที่ห้าในชุด Ghostwalker เรื่องราวของกลุ่มคนที่ได้รับการดัดแปลงพันธุกรรมจนมีความสามารถพิเศษเหนือมนุษย์ ทั้งแข็งแรงกว่า เร็วกว่า อีกทั้งยังมีพลังจิตซึ่งทำในหลายสิ่งที่ไม่น่าเป็นไปได้

ความเข้าใจที่ทุกคนมีต่อ เคน นอร์ตันหนึ่งในฝาแฝดตระกูลนอร์ตันผู้เป็นนักแม่นปืน และทหารหน่วยปฏิบัติการพิเศษก็คือ เขาเป็นแฝดน้องผู้อารมณ์ดี ซึ่งเป็นด้านที่ตรงกันข้ามกับแจ๊ค นอร์ตันผู้เคร่งขรึม (และพระเอกเรื่อง Conspiracy Game) แต่ในหนังสือเล่มนี้ คนอ่านจะได้พบกับด้านมืดของเคน ได้รู้จักตัวตนที่แท้จริงของเขากันเสียที

ในภารกิจที่เคนถูกสั่งให้ไปคุ้มครองท่านวุฒิสมาชิคซึ่งมีข่าวว่าจะถูกลอบสังหาร เขาได้พบกับมาริโกลด์ คนที่เขาเข้าใจผิดว่า เป็นมือสังหาร และนั่นทำให้เคนยิงเธอไปหลายนัด จนหญิงสาวได้รับบาดเจ็บ และถูกจับได้ในที่สุด แต่แล้วเมื่อทั้งเคน และแจ๊คเห็นใบหน้าของเธอ ทั้งคู่ก็ตกตะลึง นั่นเพราะมาริมีใบหน้าถอดแบบเป็นพิมพ์เดียวกับไบรโอนี่ ภรรยาของแจ๊ค จึงทำให้ทั้งสองรู้เกือบในทันที่ว่า มาริแท้จริงแล้วคือ ฝาแฝดของไบรโอนี่ที่ถูกจับแยกกันตั้งแต่เด็ก

มาริมีชีวิตตรงข้ามกับไบรโอนี่ เธอถูกเลี้ยงในค่ายทหาร และเติบโตมาโดยถูกสอนให้ต่อสู้ เธอยอมรับในชะตากรรม และความแตกต่างของตัวเอง แต่เมื่อโครงการผลิตทายาททหารรุ่นต่อไปเกิดขึ้น มาริก็มาถึงจุดที่ไม่อาจยอมรับได้ นั่นเพราะดร.ปีเตอร์ วิทนีย์ นักวิทยาศาสตร์สติเฟื่องซึ่งไร้ความเป็นมนุษย์เกิดความคิดที่จะนำกลุ่มคนที่เขาดัดแปลงพันธุกรรมมาผลิตทายาท เขาไม่เคยมีเรื่องความสมยอมอยู่ในสมอง เหล่าหญิงสาวซึ่งเป็นเด็กกำพร้าที่เขาซื้อตัวมาเลี้ยงไว้ตั้งแต่เด็ก (ซึ่งมาริและไบรโอนี่เป็นส่วนหนึ่งในนั้น) ถูกจับคู่กับทหารที่เขาดัดแปลงพันธุกรรม โดยที่ไม่มีความเต็มใจเข้ามาเกี่ยวข้อง 

ดังนั้นมาริจึงหวังที่จะแฝงตัวมาพบกับวุฒิสมาชิคเพื่อเล่าเรื่องราวทั้งหมดให้เขาฟัง เพื่อที่จะได้ยุติโครงการ แต่เธอกลับถูกเข้าใจผิดว่าเป็นมือสังหาร และถูกจับได้โดยกลุ่มของเคนเสียก่อน 

เพราะการเลี้ยงดูอย่างโหดร้าย มาริจึงไม่เชื่อเรื่องราวที่เคนเล่า เธอไม่เชื่อว่า นี่ไม่ใช่แบบทดสอบของดร.วิทนีย์ เธอคิดว่า ตนเองกำลังถูกทดลองใจ และรู้ดีว่าไม่อาจพลาดได้ นั่นเพราะเธอจำเป็นจะต้องช่วยหญิงสาวคนอื่น ๆ ที่ติดอยู่ในค่ายคุมขัง หญิงสาวที่ร่วมชะตากรรมกับเธอ หญิงสาวที่เธอเรียกว่าเป็นพี่น้อง 

แม้ว่าทั้งเคนและมาริจะถูกดึงดูดเข้าหากันอย่างรุนแรง มาริก็ไม่อาจทรยศต่อเพื่อนคนอื่นได้  แต่ความพยายามหนีหลายต่อหลายครั้งก็ไม่เป็นผล และมันยิ่งทำให้เธอและเคนถูกนำไปใกล้ชิดกันมากขึ้น

ก่อนอื่นขอบอกว่า กรุณาอย่าอ่านหนังสือเล่มนี้ก่อนเรื่อง Conspiracy game นะคะ เพราะถ้าอ่านเล่มนี้แล้ว ย้อนกลับไปอ่าน CG อาจจะรู้สึกว่า แจ๊คไม่ค่อยได้เรื่องเท่าไหร เนื่องจากคาแร็คเตอร์ของเคนในเล่มนี้ยิ่งใหญ่มาก ขอบอกว่าเขาเป็นตัวละครที่คริสตีนเขียนแล้วดู Larger than life ของจริง เสียงจริง ไม่ใช่แค่คำบรรยาย แต่เป็นความรู้สึก

ความเข้าใจของหลายคนที่มีต่อเคนคือความเข้าใจผิด เขาไม่ใช่แฝดคนที่ยิ้มง่าย และเต็มไปด้วยเสียงหัวเราะ ทั้งหมดนั่นเป็นเพียงฉากหน้า นั่นเพราะเคนรู้ว่า เขาจำเป็นต้องเป็นคนเช่นนั้นเพื่อเป็นฉากกำบังให้กับแจ๊ค เขารู้ดีว่า พี่ชายของตัวเองต้องการอะไร และเขาพร้อมจะทำทุกอย่างให้กับคนที่เขารัก 

แต่การได้พบกับมาริ ทำให้กำแพงที่เขาสร้างขึ้นทลายลง เคนรู้ว่า เขาอันตรายเกินกว่าที่จะไว้ใจให้ดูแลหญิงสาวร่างบอบบางคนนี้ได้ รู้ว่าตัวเองไม่ใช่สิ่งที่ดีที่สุดสำหรับมาริ แต่มันไม่สำคัญเลย เพราะทุกอย่างในตัวของเคนเรียกร้องหามาริ และเขาก็เห็นแก่ตัวเกินกว่าที่จะปล่อยเธอเดินออกจากชีวิตของเขาได้ 

มันคือความเสี่ยงที่เขาไม่ต้องการ แต่เคนก็ไม่รู้ว่า ควรจะต้องทำอย่างไร เขาสืบเชื้อสายจากผู้เป็นบิดาที่หึงหวงเสียจนฆ่ามารดาตาย เขาแน่ใจว่าตัวเองไม่ได้ดีไปกว่านั้นเลย แต่สิ่งเดียวที่เคนไม่ได้คาดถึงก็คือ มาริเป็นผู้หญิงที่เข้มแข็งเพียงพอสำหรับเขา

และนี่คือนางเอกของคริสตีน ฟีแฮนคนที่ดีที่สุดคนนึงที่เราเคยอ่าน แม็กซ์ชอบความเข้มแข็งของเธอค่ะ ไม่ได้เข้มแข็งในฐานะนักรบ แม้ว่าเธอจะเป็นทหารที่มีฝีมือ แต่มาริแข็งแกร่งภายใน แม้ในบางครั้งเธออาจจะร้องไห้ แต่มันเป็นน้ำตาของความเข้มแข็ง  ของความเจ็บปวด และอึดอัดที่สะสมกันมานาน 

เป็นเพราะมารินี่แหละค่ะ ที่ทำให้แม็กซ์ยอมรับความเป็นอัลฟ่าของเคนได้อย่างไม่มีปัญหา ซึ่งทำให้เรื่องนี้แตกต่างจากหนังสือหลายเล่มของคริสตีน ฟีแฮนที่เราเกิดความรู้สึกอยากเอารองเท้าขวางหน้าพระเอก แต่ในเล่มนี้เราเชื่อสนิทใจว่า มาริสามารถรับมือกับความหวงของเคนได้ 

และเช่นเดียวกับที่บอกไปตอนเขียนรีวิวเรื่อง Conspiracy Game แม็กซ์ชอบความสัมพันธ์ระหว่างเคนและแจ๊คมาก ซึ่งเล่มนี้คนแต่งก็ยังทำได้ดีมาก ๆ เพราะตลอดทั้งเรื่องไม่ได้แยกสองแฝดออกจากกัน แต่ในขณะเดียวกันก็ไม่ได้เข้ามาถ่วงส่วนที่เป็นโรแมนซ์ระหว่างเคนและมาริเลย 

ถือว่านี่เป็นหนึ่งในหนังสือของคริสตีนที่แม็กซ์ชอบมาก ๆ เลยก็ว่าได้ค่ะ 

คะแนนที่ 77

Conspiracy Game // Christine Feehan

posted on 19 Nov 2009 10:31 by maxtreme  in C-Club, Paranormal

นี่เป็นหนังสือเก่าค้างปีอีกเล่มที่แม็กซ์หยิบขึ้นมาอ่านค่ะ อันที่จริงเราหยิบเล่มนี้มาอ่านแล้วรอบนึง แต่อ่านไปได้ประมาณห้า่หกสิบหน้าก็ถอดใจค่ะ รู้สึกไม่ไหวจริง ๆ ก็เลยวางลงเลิกอ่านไป

ปกติแล้วแม็กซ์เป็นคนยึดมั่นถือมั่นมาก ๆ นั่นคือ ถ้าลองลงความเห็นไปแล้วว่า หนังสือเรื่องไหนไม่สนุก มันก็ยากมาก ๆ ที่จะเปลี่ยนใจเราได้ ดังนั้นการอ่านเล่มนี้เป็นครั้งที่สองจึงเป็นอะไรที่ทำให้เราแปลกใจได้พอควรเลยล่ะ

เพราะหลังจากผ่านหนึ่งร้อยหน้าแรกไปได้ หนังสือเรื่องนี้ก็ค่อย ๆ ดีขึ้น และดีขึ้น จนมาอยู่ในจุดที่เราคิดว่า "อืม เรื่องนี้สนุกวะ" 

 

 

Conspiracy Game ของคริสตีน ฟีแฮน

หนังสือเรื่องนี้เป็นเล่มที่สี่ในชุด Ghostwalker เรื่องราวของกลุ่มคนที่ถูกทำการทดลองทางวิทยาศาสตร์ดัดแปลงพันธุกรรมจนทำให้มีความสามารถเหนือมนุษย์ 

แจ๊ค นอร์ตันเป็นนักแม่นปืน และทหารหน่วยปฏิบัติการพิเศษที่ถูกสั่งให้เข้าไปปฏิบัติภารกิจสำคัญในประเทศสาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก  (แต่อย่าโปรดสับสนกับประเทศคองโกที่เราเคยได้ยินกันนะคะ มันคือคนละประเทศค่ะ ประเทศนี้มีชื่อเดิมว่า ซาร์อีย์) แต่ภารกิจนี้สำคัญยิ่งกว่างานครั้งไหน เพราะแจ๊คต้องบุกเข้าไปช่วย เคน น้องชายฝาแฝดที่ถูกกลุ่มกบฎจับตัวไป

ภารกิจประสบความสำเร็จ เคนถูกช่วยเหลือออกไปได้ แต่แจ๊คกลับตกค้าง และถูกจับเป็นเชลยไปแทน แต่ด้วยความสามารถ (บวกกับความเป็นพระเอก) ทำให้เขาหนีรอด และเดินทางไปจนถึงเมือนคินซาซ่า ซึ่งเป็นเมืองหลวงของประเทศจนได้ ซึ่งที่นั่นเขาได้พบกับนักแสดงละครสัตว์สาวสวยนามไบรโอนี่ 

อย่างไม่น่าเชื่อ (และทำให้แม็กซ์หงุดหงิดมาตอนที่อ่่านเจอครั้งแรก) ไบรโอนี่เป็นหญิงสาวที่ได้รับการดัดแปลงพันธุกรรมเช่นเดียวกับแจ๊ค ต่างกันตรงที่เธอถูกกระทำโดยนักวิทยาศาสตร์ผู้ชั่วร้ายตั้งแต่ยังเล็ก ส่วนแจ๊คเต็มใจอาสาเข้าโครงการ หลังจากที่เป็นทหาร 

ชั่วชีวิตไบรโอนี่รู้ว่า ตัวเองมีความแตกต่าง เธอแทบจะไม่อาจใช้ชีวิตอย่างคนปกติได้เลย  นั่นเพราะพลังจิตที่ได้รับการพัฒนาของเธอทำให้เธออ่อนไหวต่ออารมณ์และความรู้สึกของคนอื่น นั่นทำให้ชีวิตของเธอเต็มไปด้วยความสับสน แต่เมื่อได้พบกับทหารบาดเจ็บอย่างแจ๊ค มันเป็นครั้งแรกที่ไบรโอนี่พบกับความสงบ

ทั้งสองมีความสัมพันธ์กันอย่างรวดเร็ว พอ ๆ กับที่แจ๊คเดินออกจากชีวิตของเธอ ไบรโอนี่ไม่คิดว่าจะได้พบกับเขาอีกครั้ง จนกระทั่งเธอถูกตามล่าโดยกลุ่มคนที่หวังบางอย่างที่มีค่าที่สุดจากเธอ และนั่นทำให้ไบรโอนี่ต้องเดินกลับเข้าไปในชีวิตของแจ๊คอีกครั้ง

ก่อนอื่นแม็กซ์ขอบอกว่า เราอ่านหนังสือในชุด Ghostwalker ไปแล้วสามเล่ม และไม่ประทับใจกับพวกมันเลยค่ะ ความจริงก็คือ แม็กซ์อยากจะชอบหนังสือชุดนี้มาก ๆ นะคะ เพราะเราคิดว่า มันมี่ส่วนผสมขององค์ประกอบอะไรหลายอย่างที่เราชอบในนิยาย แต่ไม่ว่าจะพยายามฝืนใจให้ชอบมากเพียงไร แม็กซ์ก็ยิ่งไม่ชอบ เราผิดหวังมาก ๆ กับสามเล่มแรกในชุด จนเข็ดขยาดไม่อยากอ่านเล่มต่อ ๆ ไปเลย และนี่เป็นเหตุผลที่เรื่องนี้ถูกดองค้างข้ามปี

แต่ในเล่มนี้ มันเป็นครั้งแรกที่เราคิดว่า หนังสือชุดนี้มาถึงจุดที่เราคาดหวังว่ามันจะเป็นไปได้ เรื่องราวที่สนุก น่าติดตามอ่าน ตัวละครที่มีความเข้มแข็ง กระทั่งนางเอกที่ดูอ่อนแอในบางครั้งก็ค่อนข้างลงตัวกับพระเอกที่ช่างปกป้อง มันทำให้แม็กซ์เกิดความหวังที่จะอ่านเล่มต่อ ๆ ไปในชุดค่ะ

อย่างที่บอก เราไม่ชอบช่วงขึ้นต้นเรื่องมาก ๆ เราไม่ชอบความบังเอิญสารพัดที่เกิด ซึ่ง (สปอยล์) กลายมาเป็นจุดที่เราชอบมาก ๆ เพราะภายหลังเรื่องเฉลยว่า ทุกอย่างที่เกิดขึ้นไม่ใช่ความบังเอิญ แต่หากเป็นแผนการของคนร้ายที่เตรียมมาเป็นอย่างดี และเมื่อได้รับคำอธิบายดังกล่าวแล้ว หนังสือเรื่องนี้ก็ดูสนุกขึ้นอย่างไม่น่าเชื่อ

หนังสือเล่มนี้โดดเด่นในแง่ของการผสมฉากแอ็คชั่นและความสัมพันธ์ระหว่างตัวละครได้ค่อนข้างลงตัว เราชอบตัวละครทั้งแจ๊ค และไบรโอนี่ อาจจะไม่ถึงกับกรี๊ดอะไร แต่อย่างน้อยพระเอกก็ไม่ออกอาการกอลลัมมากนัก (ถ้าจำกันได้ นี่เป็นตัวละครในเรื่อง The Lord of the rings ที่มีประโยคเด็ดในเรื่องว่า "ของฉัน... ของฉาน" ซึ่งเป็นอาการที่พระเอกชาวคาร์แพเธียนของเจ๊คริสตีนชอบทำกัน) ส่วนนางเอกแม้จะเป็นสาวบริสุทธิ์ตามสูตรของเจ๊คริสตีน ก็ไม่ไร้เดียงสา หรือตาใสจนน่าเขกกระโหลก

โดยรวมทั้งแจ๊ค และไบรโอนี่ถือว่าสอบผ่านค่ะ 

นอกจากนี้แม็กซ์ชอบความสัมพันธ์ระหว่างแจ๊ค และเคน ผู้เป็นน้องชายฝาแฝด เราชอบที่คนแต่งเลือกที่จะเอาเคนอยู่ในพล็อตเรื่องด้วย เราชอบที่เห็นปฏิสัมพันธ์ระหว่างสองพี่น้อง ซึ่งนี่เป็นเหตุผลใหญ่ที่แม็กซ์หยิบเอาเรื่องของเคนมาอ่านทันทีหลังจากเล่มนี้จบลง

สรุปแล้ว เป็นงานของคริสตีน ฟีแฮนที่ลงตัวสำหรับเราค่ะ อาจไม่ใช่เล่มที่ดีที่สุดของเธอ แต่ก็เป็นเล่มที่อ่านสนุกเลยล่ะ

คะแนนที่ 70

 

Seduce me in Shadow // Shayla Black

posted on 18 Nov 2009 09:40 by maxtreme  in C-Club, Paranormal

หลังจากอ่านหนังสือเล่มแรกในชุดนี้เรื่อง Tempt me with darkness จบไป แม้จะไม่ถึงกับสนุกมากจนกรี๊ดเสียงดัง แต่ด้วยความที่เชย์ล่า แบล็คคนแต่งเขียนตัวละครรองแต่ละคนในเล่มนั้นให้ดูน่าอ่านมาก ๆ แม็กซ์จึงใช้เวลาไม่นานเลยในการเริ่มอ่านเล่มนี้ซึ่งเป็นเล่มที่สองในชุด

แต่สิ่งนึงที่ติดใจแม็กซ์มาตั้งแต่เล่มแรกแล้วก็คือ ในฐานะที่เป็นหนังสือเล่มต้น ๆ ของชุด คนแต่งกลับใช้ตัวละครที่ดูราวกับไม่ค่อยจะมีส่วนได้เสียกับพล็อตหลักของเรื่อง ซึ่งในกรณีนี้ก็คือ การที่พ่อมดสุดชั่วร้ายได้กลับมาเพื่อก่อความวุ่นวายในโลกแห่งเวทมนตร์อีกครั้ง ตัวละครในเล่มแรกของชุดเป็นเรื่องของนักรบที่ถูกสาป ซึ่งไม่ใช่ส่วนหนึ่งของสังคมเวทมนตร์ในเรื่องด้วยซ้ำ (นางเอกอาจจะสืบเชื้อสายมาจากพ่อมดก็จริง แต่เธอใช้ชีวิตเยี่ยงคนธรรมดามาตลอด) 

ในขณะที่เล่มนี้แม้จะมีพระเอกที่เป็นพ่อมด แต่ก็เป็นพ่อมดที่ปมกับเวทมนตร์ ทำให้เขาลังเลไม่กล้าที่จะอ้าแขนรับด้านนี้ของตัวเองอย่างเต็มร้อย และไม่ค่อยเต็มใจที่เป็นส่วนหนึ่งของการต่อสู้กับพ่อมดชั่วเท่าไหรนัก 

ซึ่งการใช้ตัวละครที่ไม่ค่อยมีส่วนได้เสียกับพล็อตหลักเท่าไหรมันไม่ได้ถึงกับทำให้เรื่องไม่สนุกหรอกนะคะ แต่แม็กซ์ไม่รู้สึกถึงความรุนแรงของเรื่องที่เกิดเท่าไหรนัก ไม่รู้สึกว่ามันเกี่ยวข้องหรือมีผลอะไรกับชีวิตของตัวเอก 

 

 

Seduce me in Shadow ของเชย์ล่า แบล็ค

หนังสือเล่มนี้เป็นเล่มที่สองในชุด The Doomday Brethern ซึ่งเป็นเรื่องของการต่อสู้ระหว่างพ่อมด (และแม่มด) ฝ่ายดี กับแมทเธียส พ่อมดตัวร้ายที่เคยก่อกบฎในอดีตแล้วถูกปราบไปแล้ว แต่ครั้งนี้เขากลับมาอีกครั้ง 

การกลับมาของพ่อแม่แมทเธียสที่แม้จะก่อความชั่วร้ายให้กับครอบครัวของพ่อมดหลายตระกูลไปแล้ว แต่ข่าวของเขาก็กลับถูกปิดเป็นความลับ สภาพ่อมดเลือกที่จะนิ่งเฉยและไม่ดำเนินการใด ๆ ทั้งสิ้น และนั่นทำให้แบรม ริออนยอมรับไม่ได้ ในฐานะของผู้สืบเชื้อสายมาจากเมอร์ลิน แบรมรับเอาเป็นหน้าที่ของตัวเองในการปกป้องสังคมเวทมนตร์ของเขา แม้จะไม่ได้รับการสนับสนุนจากสภาที่เขาเป็นสมาชิคอยู่ แบรมดำเนินการจัดตั้งกลุ่ม The Doomday Brethern ซึ่งมีวัตถุประสงค์สองอย่างคือเพื่อทำลายแมทเธียส และปกป้องคัมภีร์ที่มีพลังในการทำให้ทุกอย่างที่เขียนลงไปในนั้นเป็นความจริงสมปรารถนา เพราะเขารู้ว่า หากคัมภีร์ดังกล่าวตกไปอยู่ในมือของแมทเธียส นั่นหมายถึงความเลวร้ายอย่างที่สุด 

แต่กลุ่มบรีเธ่นของพวกเขาก็ขาดกำลังคนอย่างยิ่ง และนี่เป็นเหตุผลสำคัญที่แบรมส่งเคเดน แม็คทาวิชลอบสืบหาตัวตนของแหล่งข่าวที่ให้ข่าวกับซิดนีย์ แบลร์นักข่าวของหนังสือพิมพ์แนวไร้สาระ (นั่นคือลงข่าวเรืองเหนือธรรมชาติที่หาหลักฐานมาสนับสนุนไม่ได้) ถึงการต่อสู้กันระหว่างกลุ่มบรีเธ่น และแมทเธียส (ซึ่งเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในเล่มหนึ่ง) แบรมรู้ดีว่า ไม่อาจปล่อยให้ข่าวการมีอยู่จริงของกลุ่มผู้มีเวทมนตร์หลุดไปถึงหูของประชาชนทั่วไปไม่ได้

สำหรับเคเดน การมีสายเลือดแห่งเวทมนตร์อยู่ในกายเป็นเสมือนคำสาป เขาใช้เวลาเกือบทั้งชีวิตวิ่งหนีตัวตนด้านนี้ กระทั่งละทิ้งบ้านเกิดในอังกฤษ ไปอยู่ในอเมริกา แต่ในที่สุดเขาก็ต้องกลับมา เพราะลูแคนพี่ชายของเขาซึ่งเป็นเพื่อนสนิทของแบรมป่วยหนัก เพราะอันก้าภรรยาของเขาถูกแมทเธียสจับตัวไป และบังคับให้เธอตัดสัมพันธ์ที่ผูกพันทั้งคู่เอาไว้ ผลพวงของมัน (อันเนื่องมาจากเวทมนตร์) ทำให้ลูแคนเสียสติด้วยความปวดร้าว 

แต่แม้จะกลับมา เคเดนก็ยังคงความตั้งใจที่จะไม่ใช้ชีวิตในสังคมเวทมนตร์ และนี่คือเหตุผลใหญ่ที่เขาไม่ยอมที่ดำเนินการใด ๆ เพื่อให้ซิดนีย์กลายเป็นคู่ของเขาโดยสมบูรณ์ แม้ว่าทั้งร่างกายและจิตใจของเขารู้ดีถึงแรงดึงดูดที่เรียกทั้งคู่เข้าหากัน  และไม่ใช่เป็นเพราะแค่เวทมนตร์ที่เกาะเกี่ยวทั้งคู่เอาไว้ด้วยกัน เคเดนชื่นชมซิดนีย์ และมองเห็นความปราดเปรื่องของหญิงสาวที่แม้จะเป็นมนุษย์ธรรมดา แต่เชื่อในเวทมนตร์ อาจจะมากกว่าเขาผู้ซึ่งเป็นพ่อมดด้วยซ้ำ

ซิดนีย์อาจจะเป็นนักข่าวของหนังสือพิมพ์ที่คนส่วนใหญ่คิดว่าตีพิมพ์เรื่องเหลวไหล แต่เธอก็เชื่อในสิ่งที่เธอทำ ซิดนีย์แน่ใจว่า มันจะต้องมีโลกอันลี้ลับที่แตกต่างจากสิ่งที่เห็น โลกที่เวทมนตร์คือความจริง และจากแหล่งข่าวคนใหม่ของเธอ ทำให้ซิดนีย์ได้มีโอกาสไปเยือนโลกแห่งนั้น แม้จะเป็นเพียงแค่การเล่าเรื่อง แต่การต่อสู้ระหว่างพ่อมดฝ่ายดีและเลวก็เ้ป็นแง่มุมที่น่าสนใจ อีกทั้งเธอยังมีไดอารี่ที่ไม่ว่าจะเขียนอะไรลงไปก็กลายเป็นคนจริงที่เธอได้รับจากเพื่อนในวันเกิดนั่นเอง ซิดนีย์เชื่อในความศักดิ์สิทธิของมัน เพราะเธอเขียนข้อความลงไปเกี่ยวกับเคเดน ช่างภาพซึ่งเป็นเพื่อนร่วมงาน ผู้ที่ก่อนหน้าดูเหมือนจะไม่สนใจเธอเลยด้วยซ้ำ แต่หลังจากเขียนเคเดนก็มาหาเธอที่บ้าน และพวกเขาก็มีความสัมพันธ์กัน 

แต่แม้จะเริ่มต้นความสัมพันธ์กัน ซิดนีย์ก็ยังไม่ไว้ใจเคเดน เธอคิดว่าเขาต้องการอะไรบางอย่าง ซึ่งเธอคิดถูก เพราะเคเดนหวังจะใช้ซิดนีย์เป็นสะพานในการตามหาตัวแหล่งข่าวของเธอ  แหล่งข่าวที่เคเดนคิดว่า คือพี่สะใภ้ที่หายไปของเขานั่นเอง

โดยรวมแล้วเรื่องนี้สนุกดีนะคะ แม้ว่าตอนช่วงต้นเรื่องจะอืดมาก ๆ ขนาดที่ว่าแม็กซ์เกือบจะเลิกอ่านหลายต่อหลายครั้ง แต่มันก็ดีขึ้นเรื่อย ๆ จนถือว่าสอบผ่าน เราชอบคาแร็คเตอร์ในเรื่องค่ะ ทั้งเคเดน และซิดนีย์มีความน่าสนใจในตัวเอง และเหมาะสมกันอย่างยิ่ง เคเดนเป็นพ่อมดที่ปฏิเสธตัวตนของตัวเอง ในขณะที่ซิดนีย์เป็นคนธรรมดาที่อยากเข้าไปอยู่ในโลกแห่งเวทมนตร์ นั่นทำให้เกิดความขัดแย้ง เพราะในขณะที่เคเดนพยายามทุกอย่างที่จะไม่ผูกพันตัวเองให้ลึกลงไปเกินกว่าที่เป็นอยู่ ซิดนีย์ก็พยายามที่จะแทรกตัวเข้าไปในโลกที่เคเดนเดินจากมา มันเป็นส่วนผสมที่ค่อนข้างลงตัว และทำให้เชื่อว่า เธอเป็นคนที่เหมาะสมกับเขา เพราะสามารถทำให้ในที่สุดเคเดนก็ยอมรับตัวตนของตัวเองได้ 

ปัญหาใหญ่ของแม็กซ์อยู่ตรงพล็อตในส่วนที่แบรมและทุกคนพยายามหาทางปกปิดข่าวที่ซิดนีย์จะตีพิมพ์ลงในหนังสือพิมพ์ของเธอ แม็กซ์พบว่า มันไม่น่าเชื่อ บอกตามตรงนะคะว่า หนังสือประเภทนั้นไม่ใช่ที่ที่คนจะให้ความน่าเชื่อถือนักหรอกค่ะ เราไม่เชื่อว่า ถึงซิดนีย์จะหาหลักฐานมายืนยันได้ คนทั่วไปในสังคมจะเชื่อสิ่งที่หนังสือพิมพ์นี้ตีพิมพ์ ทำให้เรารู้สึกว่า มันกลายเป็นเรื่องใหญ่เกินความจำเป็น โอเคนะคะเราเข้าใจการที่เคเดนไม่ต้องการให้ซิดนีย์ตีพิมพ์ข่าวเรื่องไดอารี่ของเธอ (ซึ่งก็คือคัมภีร์สมปรารถนานั่นเอง)  เพราะแมทเธียสอาจจะอ่านข่าวนั้นและรู้ว่า คัมภีร์อยู่ในความครอบครองของซิดนีย์ และทำให้เธอเป็นอันตราย แต่ในส่วนอื่น ๆ เกี่ยวกับเรื่องการลงข่าวหนังสือพิมพ์ของซิดนีย์มันไม่น่าเชื่อว่า ทุกคนจะทำให้มันเป็นเรื่องใหญ่ขนาดนั้น

นอกจากนี้แล้วเรารู้สึกตะขิดใจนิดหน่อยเกี่ยวกับซิดนีย์ค่ะ เพราะในเรื่องไม่ได้เล่าภูมิหลังให้แม็กซ์เห็นภาพว่า อะไรทำให้เธอหันมาสนใจเวทมนตร์ และเชื่อถือให้มันขนาดนี้ คือเราคิดว่า คนปกติ ๆ สติดี ๆ ไม่น่าจะเชื่อว่า เวทมนตร์มีอยู่จริง จนถึงขั้นที่เมื่อเธอได้รับการเปิดเผยความจริงทั้งหมด แล้วซิดนีย์ไม่ช็อคหรือตกใจเลย แล้วในเรื่องก็ไม่ได้บอกว่า ซิดนีย์เคยเจอเหตุการณ์เหนือธรรมชาติพวกนี้มาก่อน จึงทำให้เธอเชื่อในเรื่องเหล่านี้ และตามหามันด้วยความอยากรู้ ไม่มีอะไรในเรื่องที่พูดถึงจุดนี้เลย ดังนั้นเราจึงรู้สึกว่า ซิดนีย์เป็นคนเพี้ยนหน่อย ๆ ซึ่งโชคดีที่ความเพี้ยนของเธอถูกต้อง นั่นคือเวทมนตร์มีอยู่จริง (แต่เมื่อคิดว่า เธอปักใจเชื่อเรื่องพวกนี้โดยที่ไม่เคยมีประสบการณ์ตรงของตัวเองมาก่อนเลย แม็กซ์ก็กลัว ๆ เจ้าหล่อนอยู่เหมือนกันนะ)

แม็กซ์โอเคกับความลังเลของเคเดน ที่ไม่ยอมรับเปิดใจรับซิดนี่ย์เป็นคู่ครอง (ซึ่งต้องผูกพันกันด้วยเวทมนตร์และทำให้ไม่อาจแยกจากกันได้อีก) เพราะเขาเจอพี่ชายที่ถูกพรากภรรยาไปจนบ้าแทบไม่เป็นผู้เป็นคน เป็นใครก็ต้องกลัวทั้งนั้น แต่ก็รู้สึกว่า ทำไมเขาถึงรู้ตัวช้านัก เกือบจะจบเล่มโน่นแนะถึงจะคิดได้ว่า ไม่ว่าเขาจะรับซิดนีย์โดยพิธีการทางเวทมนตร์หรือไม่ก็ตาม หากเขาสูญเสียเธอไป เคเดนก็ต้องเจ็บปวดไม่แพ้กัน 

ไม่ชอบมาก ๆ ตรงช่วงท้ายเรื่องที่ทำให้นางเอกเกิดอาการความโง่กำเริบ ตลอดทั้งเรื่องวางคาแร็คเตอร์ซิดนีย์มาดีตลอดนะคะ แล้วอยู่ ๆ ก็ให้ความโง่เฉียบพลันเข้าแทรกจน (สปอยล์) เธอหาเรื่องจนตัวเองถูกจับ แถมคัมภีร์ก็ถูกแย่งไป เดือดร้อนชาวบ้านต้องไปช่วย ไม่รู้ว่าคนแต่งคิดอะไรอยู่น่ะ

อย่างที่บอกค่ะ โดยรวมแล้วสอบผ่าน อ่านได้สนุกดี และตัวละครรองก็ยังโดดเด่นน่าอ่าน โดยเฉพาะเรื่องของแบรมที่ในเล่มนี้ได้เจอกับหญิงสาวผู้เป็นคู่แท้ของตัวเองแล้ว แต่เจ้าหล่อนดันหนีไปพร้อมฉกคัมภีร์ไปด้วย (ก่อนที่จะไปตกอยู่ในมือของซิดนีย์ในที่สุด) แต่เล่มหน้ายังไม่ใช่เรื่องของแบรมหรอกนะคะ 

คะแนนเล่มนี้ 70

ป.ล. ลืมพูดไปค่ะว่า อ่านเรื่องนี้แล้วเกิดอาการรำคาญยัยอันก้ามาก ไม่อยากให้คู่กะใครสักคน ขอร้องให้ตาย ๆ ไปได้ไหม (แต่คงยากเพราะดูท่าทีแล้วจะบทเด่นเสียด้วย)

edit @ 18 Nov 2009 13:12:55 by max

Deep Kiss of Winter // An Anthology

posted on 16 Nov 2009 11:26 by maxtreme  in B-Club, Paranormal

หนังสือเล่มนี้เป็นหนึ่งในหนังสือปกแข็งไม่กี่เล่มที่แม็กซ์ควักกระเป๋าซื้อในปีนี้ ตอนแรกก็ลังเลอยู่พอสมควรค่ะ เพราะแม้ว่าจะอยากอ่านเรื่องสั้นที่เป็นของเครสลี่ย์ โคลในชุด Immortal After Dark มาก แต่ก็รู้สึกว่า จะไม่ค่อยคุ้มค่าเงินเท่าไหรนัก โดยเฉพาะเมื่อเรายังไม่ได้อ่านหนังสือส่วนที่เป็นเรื่องของจีน่า โชว์วอลเตอร์ในชุด Alien Huntress เลย

แต่เมื่อเราได้อ่านเรื่อง Seduce the Darkness ซึ่งเป็นเล่มล่าสุดในชุด Alien Huntress จบไป แม็กซ์ก็ตัดสินใจได้ค่ะ เพราะคิดว่าหนังสือเล่มนี้เป็นหนังสือรวมเรื่องสั้นที่มีนักเขียนที่น่าอ่านที่สุดในปีนี้เลยก็ว่าได้ 

ก่อนอื่นขอพูดแบ็คกราวด์ของหนังสือเล่มนี้สักเล็กน้อยนะคะ ดั้งเดิมแล้วเครสลี่ย์, จีน่า, และเชอริลีน เคนย่อนถูกติดต่อโดยสนพ.พ็อตเก็ตบุ๊คให้เขียนเรื่องสั้นให้กับหนังสือรวมเรื่องสั้นของสนพ.ในชื่อว่า Not so Innocent แต่ไม่รู้ว่าด้วยเหตุอันใด หนังสือเล่มนี้ก็ไม่เคยออกขาย และเรื่องสั้นทั้งส่วนที่เป็นของเครสลี่ย์ และจีน่าโดนโรคเลื่อนมาเรื่อย ๆ ซึ่งนำความหงุดหงิดให้กับแฟนหนังสือของทั้งสองคนอย่างยิ่ง นั่นเพราะว่า เรื่องสั้นที่ทั้งสองคนเขียนล้วนเป็นส่วนประกอบสำคัญในหนังสือชุดของพวกเธอ ว่าไปแล้วมันเป็นเรื่องที่สอดแทรกอยู่ในพล็อตของหลายเรื่องเลยล่ะ (ซึ่งแม็กซ์จะกล่าวถึงต่อไป) 

สุดท้ายทางสนพ.จึงตัดสินใจเอาเรื่องของเครสลี่ย์ และจีน่ามารวมเล่มกันสองคน แถมหัวใจขายเป็นฉบับปกแข็งอีกต่างหาก 

 

 

หนังสือรวมเรื่องสั้น Deep Kiss of Winter 

หนังสือเรื่องนี้แม็กซ์ถือว่าเป็นหนังสือรวมเรื่องสั้นที่ดีที่สุดที่เราเคยได้อ่านมาเลยนะคะ  แต่สำหรับคนที่ยังไม่เคยอ่านเรื่องราวในชุด Immortals After Dark หรือ Alien Huntress ก็อาจจะไม่ถึงกับกรี๊ดสลบเท่ากับเรานะคะ ส่วนคนที่อ่านเรื่องทั้งสองชุดนี้อยู่แล้ว ขอบอกว่าไม่ควรพลาด (และนี่เป็นคำพูดของคนที่ลงทุนควักเงินซื้อฉบับปกแข็งมาอ่านค่ะ)

Untouchable ของเครสลีย์ โคล

เรื่องสั้นเรื่องนี้เป็นส่วนหนึ่งของหนังสือชุดสุดฮิตของเครสลี่ย์ โคล แต่แม็กซ์ไม่แน่ใจว่ามันจะถูกจัดลงให้อยู่ในลำดับที่เท่าไหรในชุดนะคะ  เพราะตอนเริ่มต้นเรื่องในชุดนี้เกิดขึ้นระหว่างที่เรื่องสั้นเรื่อง The Warlord Wants Foreverซึ่งเป็นหนังสือเปิดตัวชุดนี้ยังไม่จบเรื่องด้วยซ้ำ ในขณะที่การดำเนินเรื่องลากยาวไปจนถึงเรื่อง Dark Needs at Night's Edge โน่นแน่ะ

เมอร์ดอช เวิร์ธเป็นหนึ่งในสี่พี่น้องนักรบแห่งเอสโตเนียผู้เลี่ยงชื่อ ทั้งสี่พี่น้องถูกเปลี่ยนเป็นแวมไพร์จากคำสัญญาที่นิโคไล พี่ชายคนโตของพวกเขามีให้กับคริสตอฟ ทายาทไร้บัลลังค์แห่งอาณาจักรแวมไพร์ โดยนิโคไลให้คำมั่นว่าพวกเขาจะจงรักภักดี และเป็นส่วนหนึ่งในกองทัพแวมไพร์ให้กับคริสตอฟในการทำสงครามกับแวมไพร์อีกกลุ่ม (ที่แย่งบัลลังค์ไปจากคริสตอฟ และเป็นแวมไพร์ที่ดื่มเลือดมนุษย์ ในขณะที่กลุ่มของคริสตอฟไม่ได้ดื่ม) แต่สุดท้ายแล้วก็มีเพียงนิโคไล และเมอร์ดอชเท่านั้นทีอยู่ในกองทัพ น้องชายทั้งสองคนของเขารับสภาพความเป็นแวมไพร์ไม่ได้ และหนีเตลิดหายไป (แต่สุดท้ายแต่ละคนก็มีเรื่องเป็นของตัวเองค่ะ)

หลังจากเมอร์ดอชพาพี่ชายตามไปจนพบ "เจ้าสาว" ของนิโคไลแล้ว เขาก็แยกตัวออกมา ในขณะที่กำลังเดินตามท้องถนนในนิวออร์ลีนส์ เมอร์ดอชก็สังเกตเห็นหญิงสาวคนนึง ผู้ซึ่งเขาแน่ใจว่าจะต้องมาจากเผ่าพันธุ์เดียวกับเจ้าสาวของพี่ชายเขา และในฐานะของแวมไพร์ที่ถูกเรียกว่า The Forbearers (ซึ่งหมายถึงกลุ่มแวมไพร์ที่ไม่ดื่มเลือดมนุษย์ และนำทัพโดยคริสตอฟ) พวกเขาถูกตัดขาดออกจากสังคมของสิ่งมีชีวิตเหนือธรรมชาติ พวกเขาไม่รู้ความเป็นไปในโลกที่พวกเขาอยู่เลย เมื่อห้าปีก่อนนิโคไลได้พบกับหญิงสาวเผ่าพันธุ์ที่เรียกตัวเองว่า วาลไครี่ ซึ่งหญิงคนนี้เองได้ปลุกให้นิโคไลกลับมามีชีวิตขึ้นมา (ทำให้เธอกลายเป็นเจ้าสาวของนิโคไล) แต่ก็หนีไปได้ จนกระทั่งเมอร์ดอชและพี่ชายของเขาตามหาเธอจนเจอ (เหตุการณ์นี้อยู่ในเรื่อง The Warlord wants forever) 

ดังนั้นเมื่อเมอร์ดอชได้พบกับดาเนียล่า และรู้ว่าเธอคือหนึ่งในวาลไครี่ เขาจึงติดตามเธอไปในทันที แต่สิ่งที่เขาไม่รู้ก็คือ ดาเนียล่าเองก็กำลังหลบหนีจากการตามล่าอยู่เช่นกัน นั่นเพราะเธอสืบสายเลือดมาจากบัลลังค์ของภูติแห่งน้ำแข็ง กษัตริย์ในปัจจุบันผู้ซึ่งลอบสังหารมารดาของเธอ ยอมไม่ได้ที่จะให้เธออยู่เป็นกางขวางคอ 

เหตุการณ์ประจวบเหมาะทำให้เมอร์ดอชเข้าไปขวางความพยายามนั้น และช่วยชีวิตแดนี่เองไว้ และในขณะเดียวกันก็พบว่า เธอคือเจ้าสาวของเขา แดนี่ทำให้เลือดในกายที่หยุดไหลเวียนไปนับจากวันที่เขาถูกเปลี่ยนเป็นแวมไพร์กลับมาไหลอีกครั้ง หัวใจที่ไม่เคยเต้นมาเป็นเวลาสามร้อยปีกลับมามีชีวิต แต่เพราะแดนี่เป็นหนึ่งในภูติแห่งน้ำแข็ง การจับต้องตัวเธอกลายเป็นความเจ็บปวด 

มันจึงเป็นการเล่นตลกของโชคชะตาที่เมอร์ดอชได้เจอกับผู้หญิงที่รอคอย แต่ไม่อาจสัมผัสกายเธอได้ กระนั้นมันก็ไม่อาจห้ามความรู้สึกที่พวกเขามีต่อกันได้

ด้วยความที่เรื่องนี้ครอบคลุมระยะเวลาในเรื่องค่อนข้างยาว และมีหลายส่วนที่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในเล่มก่อนหน้า ดังนั้นจึงมีหลายส่วนเลยล่ะที่อาจจะเป็นการสปอยล์เนื้อเรื่องสำหรับคนที่ยังไม่ได้อ่่านเล่มอื่น ๆ ในชุดได้ อย่างไรก็ตามการที่เรื่องนี้มีหลายส่วนตรงกับเหตุการณ์ในเล่มก่อนหน้า มันจึงเป็นการแสดงให้แม็กซ์เห็นแจ้งในที่สุดถึงความสามารถในการเขียนของเครสลี่ย์ โคล

และเราบอกเลยว่า เราซูฮกเธออย่างยิ่ง

เพราะลองคิดดูสิคะ เรื่อง The Warlord wants forever เขียนถึงในปี 2006 ในขณะที่เรื่องนี้เขียนในปี 2009 แต่ส่วนที่เหตุการณ์ชนกัน (คือปรากฎอยู่ทั้งในเรื่อง TWWF และเล่มนี้) คนแต่งเขียนโดยมองผ่านตัวละครคนละตัว (เช่นใน TWWF มองผ่านนิโคไลซึงเป็นพระเอก และในเล่มนี้ผ่านสายตาของเมอร์ดอช) มันยังคงเป็นเหตุการณ์เดิม และให้ผลเช่นเดิม แต่สอดรับเข้ากับเนื้อเรื่องเป็นอย่างดี 

ยกตัวอย่างนะคะ ในฉากนึงที่คริสตอฟเรียกตัวเมอร์ดอชไปเพื่อรับฟังการพิจารณาการกระทำของนิโคไลที่ฝืนกฎของเหล่าฟอร์แบร์เรอร์ด้วยการดื่มเลือดจากเจ้าสาวของตัวเอง ตอนที่แม็กซ์อ่าน TWWF เราไม่ได้ฉุกคิดสักนิดว่า มีอะไรผิดปกติกับเมอร์ดอช นั่นเพราะในเล่มนั้นทุกอย่างโฟกัสอยู่ที่นิโคไล คำพูดหรือการกระทำของเมอร์ดอชไม่ได้ส่อความผิดปกติ ไม่ว่าจะเป็นคำถามที่เมอร์ดอชถามพี่ชายว่า เขารู้สึกอย่างไรที่ดื่มเลือดเจ้าสาวของเขา แต่พอมาในเล่มนี้ เรารับรู้แล้วว่า เมอร์ดอชซึ่งเพิ่งเจอกับเจ้าสาวของตัวเองเช่นกัน อยากรู้ว่า การดื่มเลือดเจ้าสาวของตัวเองจะเป็นยังไง และนั่นคือเหตุผลที่เขาถามพี่ชายไป 

บทสนทนาในฉากไม่เปลี่ยนแปลงไปเลยค่ะ แต่มันสามารถสือความได้เรื่องราว ตามวัตถุประสงค์ที่คนแต่งต้องการจะสื่อได้ในทั้งสองเล่ม

แม็กซ์รู้สึกทึ่งไปกับการวางพล็อตเรื่อง และการเขียนของเครสลี่ย์ โคลจริง ๆ เพราะอ่านเรื่องนี้แล้ว เชื่ออย่างหมดใจว่าเธอวางพล็อตไว้ล่วงหน้าก่อนเขียนเป็นปี ๆ เลยล่ะ

กลับมาในส่วนของเรื่องนี้กันอีกครั้งค่ะ แม็กซ์ชอบสไตล์การเล่าเรื่องของเครสลี่ย์อยู่แล้ว ดังนั้นเราก็ไม่ผิดหวัง เพราะทุกอย่างที่เป็นเอกลักษณ์อันโดดเด่นในการเขียนของเรื่องของเธอมาครบถ้วน ไม่ว่าจะเป็นคาแร็คเตอร์ที่น่าสนใจ เรื่องราวที่ดำเนินรวดเร็ว แม้ในเล่มนี้จะแตกต่างตรงที่ไม่ค่อยมีความขัดแย้งภายนอก ส่วนใหญ่จะเป็นเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างเมอร์ดอชและแดนี่ แต่ก็น่าอ่านเช่นเดิม 

สรุปว่าไม่มีอะไร (เด่นชัด) ที่ต้องตำหนิค่ะ 

คะแนนที่  83

 

Tempt Me Eternally ของจีน่า โชว์วอลเตอร์

เรื่องสั้นเรื่องนี้เป็นส่วนหนึ่งของชุด Alien Huntress และแม้จะออกขายหลังจากเรื่อง Seduce the darkness แต่เหตุการณ์ในเล่มนี้เกิดขึ้นก่อนหน้านะคะ  ถ้าอ่านรีวิวเรื่อง STD ก็จะพบว่า แม็กซ์กล่าวถึงเพื่อนของนางเอกที่เธอหวังใช้พระเอกเป็นเครื่องมือในการตามหา เรื่องนี้เป็นเรื่องเพื่อนของเธอค่ะ

ตลอดชีวิตอเลียฮา เลิฟ แทบจะไม่เคยได้ใช้ชีวิตเป็นตัวเอง นั่นเพราะเธอคือความแปลกประหลาด และแตกต่างจากมนุษย์ทั่วไป อเลียฮาสามารถแปลงร่างเป็นใครก็ได้ โดยแค่จับต้องบุคคลนั้น เธอสามารถเป็นผู้ชาย ผู้หญิง หรือกระทั่งเด็ก และตลอดเวลาเธอเปลี่ยนแปลงตัวเองจากคนนึงไปยังอีกคนนึง

จนกระทั่งเธอได้พบศพนางแบบชื่อดังนามมาซี่นอนตายในตรอกแห่งนึง อเลียฮาตัดสินใจปลอมตัวเป็นหญิงสาวผู้นั้น เธอไม่ได้รู้เลยว่า ก่อนที่มาซีึ่จะเสียชีวิต เธอได้สมัครเป็นหนึ่งในเจ้าหน้าที่ของหน่วยปฏิบัติงานพิเศษ AIR ซึ่งมีหน้าที่เป็นตำรวจโลกในการปราบปรามเหล่าเอเลี่ยนที่อพยพมาอยู่บนโลกมนุษย์

ในภารกิจนึงที่อเลียฮาภายใต้รูปลักษณ์ของมาซี่ นำเธอมาเผชิญหน้ากับเบรียน (หรือบรีแอน ไม่แน่ใจนะคะ แต่พอเขียนบรีแอนแล้วดูเป็นชื่อผู้หญิงน่ะ ไม่ชอบ)  นายพลผู้นำทัพต่างดาวที่หวังจะอพยพมาตั้งถิ่นที่อาศัยบนโลก ด้วยความเข้าใจผิดบางอย่างทำให้ทัพของเบรียน และ AIR เผชิญหน้ากัน การปะทะที่จบลงด้วยความพ่ายแพ้ของ AIR และทำให้อเลียฮากลายเป็นเชลยศึกของบรีแอน

เชลยที่มีฐานะพิเศษ เพราะบนดวงดาวบ้านเกิดของเบรียน แทบจะไร้ผู้หญิง เนื่องจากการรุนรานโรคระบาดประหลาดที่ฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ของพวกเขา และทำให้หญิงสาวบนดาวกลายเป็นมนุษย์กินคน ที่ต้องโดนกำจัด เบรียนหวังจะย้ายมายังโลกมนุษย์เพื่อหลบหนีจากอดีต และหวังว่าจะหนีจากโรคประหลาดนั้น แต่เมื่อมาถึงเบรียนก็พบว่า ชนเผ่าที่กระจายโรคร้ายได้เดินทางมายังโลกมนุษย์แล้วเช่นกัน ดังนั้นเขาจึงหวังที่จะเจรจาสงบศึกกับ AIR และช่วยกันในการกำจัดผู้รุนรานที่อันตรายกว่า แต่เมื่อการต่อสู้เกิดขึ้นแล้ว มันก็ยากที่จะจบลงด้วยดีได้

ก่อนอื่นแม็กซ์คงต้องบอกว่า จีน่าอยู่ในสถานะที่น่าสงสารมากที่ต้องมาอยู่ในหนังสือรวมเรื่องสั้นเล่มเดียวกับเครสลีย์ โคล และนี่ขนาดแม็กซ์เลือกที่จะอ่านเรื่องสั้นของเธอก่อนที่จะอ่านเรื่องของเครสลี่ย์แล้วนะคะ เราก็ยังอดเอาทั้งสองเรื่องมาเปรียบเทียบกันไม่ได้ ไม่ใช่ว่าจีน่าเขียนไม่ดีนะคะ แต่ในยามนี้ แม็กซ์คิดว่า มันยากที่จะหานักเขียนคนไหนเทียบเท่ากับเครสลี่ย์แล้วล่ะ 

ในแง่ของเรื่องสั้น แม็กซ์บอกได้เลยว่า เรื่องนี้สนุกใช้ได้เลยล่ะ ดีกว่าหนังสือหลายเล่มในแนวพารานอมอลที่ได้อ่านด้วยซ้ำ  แต่กระนั้นมันก็ยังไม่น่าดึงดูดใจเท่ากับเรื่องของเครสลี่ย์

จุดที่เราคิดว่า ไม่ค่อยน่าสนใจก็คือโฟกัสของเรื่องที่เล่าเหตุการณ์เฉพาะส่วนที่เกี่ยวกับเบรียนและอเลียฮา  โดยที่ไม่รู้เลยว่าเกิดอะไรขึ้นทางฝั่งของ AIR เลย ซึ่งมันก็ไม่ใช่วิธีเล่าเรื่องที่ผิดอะไรหรอกนะคะ ในเรื่องสั้นคนแต่งไม่ได้มีหน้ากระดาษมากพอที่จะโฟกัสไปที่ตัวละครอื่นได้มากนัก เพราะมันถูกจำกัดเอาไว้ ดังนั้นการที่จีน่ามุ่งตรงไปที่ตัวพระเอกนางเอกก็เป็นการถูกแล้ว แต่สำหรับเรา แม็กซ์รู้สึกว่าเรื่องไม่มีความลึกมากเพียงพอ เราอยากรู้ถึงเหตุการณ์อีกด้านบ้าง สรุปว่าเข้าใจที่ทำไมจีน่าเขียนอย่างนี้ แต่ไม่ถูกใจเท่าไหร (ดังนั้นถ้าเรื่องนี้เป็นหนังสือเต็มเล่มก็อาจจะดีมากกว่า)

ในแง่คาแร็คเตอร์ถือว่าสอบผ่านค่ะ ทั้งอเลียฮาและเบรียนมีความน่าสนใจในตัวเอง แต่ละคนเป็นสิ่งมีชีวิตที่เหนือธรรมชาติ (หรือในกรณีของเบรียนนอกโลกไปเลย) ซึ่งทำให้แต่ละคนมีความสามารถพิเศษที่สร้างสรร  ปฏิสัมพันธ์ระหว่างพระนางก็ถือว่าใช้ได้ โดยรวมแล้วเป็นเรื่องที่สนุกมากเลยล่ะ

ถ้าเพียงแต่ไม่ได้อยู่ในเล่มเดียวกับเรื่องของเครสลี่ย์ โคล

ในส่วนของความต่อเนื่องกับเรื่องในชุด เล่มนี้เราคิดว่าสามารถอ่านแยกเดี่ยวได้นะคะ เพราะค่อนข้างสมบูรณ์ในตัวเองระดับนึง ในแง่ของการสปอยล์เล่มก่อนหน้าก็ไม่ค่อยมี อีกอย่างสำหรับคนที่สนใจจะอ่านเรื่อง Seduce the Darkness (ซึ่งแม็กซ์เชียร์ให้อ่านนะคะ เพราะสนุกมาก) ก็น่าจะอ่านเล่มนี้ก่อน เพื่อจะได้เป็นพื้นฐานของเหตุการณ์บางอย่างในเล่มนั้น (แต่ในขณะเีดียวกันก็ไม่จำเป็นต้องอ่าน ก็สามารถอ่าน STD ได้รู้เรื่องค่ะ เพราะแม็กซ์ทำมาแล้ว)

คะแนนเล่มนี้ 70

edit @ 16 Nov 2009 13:07:07 by max

edit @ 16 Nov 2009 14:39:49 by max