Publishers

แปลให้อ่านได้ไหมค้า

posted on 20 Nov 2008 20:04 by maxtreme  in Publishers

ถือโอกาสช่วงนี้มีแขกเป็นบรรณาธิการของสนพ. เราขอเปิดบลอกเป็นที่ใช้สำหรับขอร้องผู้ผลิตในการแปลหนังสือที่เรา ๆ อยากอ่านกัน

ใครอยากให้สนพ.แปลเรื่องไหน หรืออ่านภาษาอังกฤษแ้ล้วประทับใจไม่รู้ลืม อยากให้แปลเป็นไทยให้คนอื่นอ่านบ้าง ก็คอมเม้นต์กันเข้ามานะคะ เผื่อจะมีคนใจดีแปลให้อ่านกัน

เป็นครั้งแรกนะคะที่บลอกของแม็กซ์ได้รับเกียรติจากบรรณธิการของสำนักพิมพ์มา ให้สัมภาษณ์ ก่อนจะเข้าบทสัมภาษณ์ขอแม็กซ์พูดความรู้สึกของตัวเองก่อนแล้วกันนะคะ

คนที่ติดตามอ่านบลอกของเรามา ก็คงรู้ว่าแม็กซ์ไม่ใช่คนที่ประหยัดถ้อยคำนักในการแสดงความเห็น ไม่ค่อยแคร์ว่าใครจะคิดว่าแม็กซ์เป็นคนดีหรือไม่ดี และคิดว่าตัวเองพูดอะไรตามที่ใจคิดเสมอ ความเห็นอาจไม่ถูกต้อง ความคิดอาจไม่ได้เรื่อง แต่ก็เป็นสิ่งที่แม็กซ์คิดและเห็นเสมอมา 

สรุปว่าเราไม่ได้โกหก ไม่ว่าจะเป็นการโกหกเพื่อให้แม็กซ์ดูเป็นคนดี หรือโกหกเพื่อเอาใจใคร

ที่ต้องเริ่มต้นอย่างนี้  เพราะอยากให้ทุกคนเข้าใจกันว่า ทุกอย่างที่เราเขียนไปในบลอกระหว่างการสัมภาษณ์ครั้งนี้มาจากสิ่งที่เราคิด และเห็นจริง ๆ ไม่ได้ตั้งใจจะเลีย หรือทำให้สำนักพิมพ์เห็นว่าเราเป็นคนดีหรอกนะคะ

เราเริ่มต้นการอ่านหนังสือโรแมนซ์จากฉบับภาษาอังกฤษ การอ่านฉบับภาษาไทยมาทีหลังหลายปี และขอบอกว่า ไม่ใช่ฉบับที่เราเลือกอ่านนัก ยกเว้นว่าจะเป็นการแปลเรื่องที่เราชอบมากจริง ๆ ถึงจะหยิบมาอ่าน ดังนั้นจึงไม่มีความรู้หรือความเชี่ยวชาญเกี่ยวกับผู้ผลิตหนังสือโรแมนซ์ใน เมืองไทยมากนัก

แต่เราก็รู้มากพอจะรู้ว่า สำนักพิมพ์แก้วกานต์เป็นเบอร์หนึ่งในวงการ (ความเห็นของเราคนเดียวนะคะ) การผลิตหนังสือที่มีมาตรฐานในระดับหนึ่ง เป็นสำนักพิมพ์ที่เราเชื่อใจได้ว่า คุณภาพของงานแปลที่ออกมาอยู่ในระดับใช้ได้ทีเดียว 

แต่แม็กซ์ไม่รู้หรอกว่าบรรณาธิการของสำนักพิมพ์นี้เก่งแค่ไหน จนกระทั่งแม็กซ์ได้อ่านหนังสือจากนักแปลคนเดียวกันสองเล่ม เล่มหนึ่งมีบรรณาธิการคนที่แม็กซ์กำลังจะสัมภาษณ์ต่อไป ส่วนอีกเล่มเป็นของอีกสำนักพิมพ์นึง (ซึ่งไม่ขอเอ่ยถึงนะคะ) ผลก็คือ แม็กซ์รู้สึกเหมือนอ่านหนังสือโดยคนแปลสองคน เพราะคุณภาพห่างไกลกันขนาดฟ้ากับเหว เข้าใจนะคะว่า สาเหตุอาจจะเป็นเพราะนักเขียนคนละคน สำนวนก็ย่อมต่างกัน แต่เราไม่ิเชื่อว่า กะแค่นักเขียนคนละคนจะมีผลต่อความสามารถในการแปลของนักแปลหรอกค่ะ

ปัจจัยเดียวที่เราคิดว่ามีส่วนสำคัญมาก ๆ ก็คือ บรรณาธิการ

ตำแหน่งที่เราคิดว่า ยังไม่ได้รับความนับถืออย่างที่สมควรเท่าไหรนักในสังคมไทย ซึ่งแตกต่างไปจากต่างประเทศที่บรรณาธิการมีผลขนาดชี้เป็นชี้ตายกับอาชีพของ นักเขียนได้เลย (คิดถึงงานของซูซาน อลิซาเบ็ธ ฟิลลิปสมัยที่เธอเขียนให้สนพ.พ็อตเก็ต ก่อนที่จะย้ายมาสนพ.เอว่อนแล้วกันค่ะ ว่ามันแตกต่างกันขนาดไหน) 

โดยเฉพาะในวงการหนังสือแปล เราคิดว่าตำแหน่งบรรณาธิการมีส่วนสำคัญมากพอ ๆ กับคนแปล หรือมากกว่าด้วยซ้ำ เพราะคนคนนี้คือคนที่ควบคุมคุณภาพในภาพรวม เป็นหน่วยตรวจสอบก่อนที่จะปล่อยหนังสือออกมาสู่ท้องตลาด เป็นดวงตาคู่สุดท้ายที่มองเห็นข้อผิดพลาดก่อนที่นักอ่านจะเจอ และในกรณีที่แม็กซ์เจอกับตัวเอง เป็นคนที่สร้างความแตกต่างให้กับอาชีพของนักแปล

ดังนั้นเมื่อแม็กซ์มีความคิดที่จะเริ่มต้นซีรี่ย์การสัมภาษณ์บุคลากรในวงการ โรแมนซ์ เพื่อทำความรู้จักอุตสาหกรรมของโรแมนซ์ไทยให้ดีขึ้น แม็กซ์นึกถึงชื่อของคนคนนี้ก่อนคนอื่น เพราะเขาคือบรรณาธิการที่แม็กซ์ชื่นชมด้วยใจจริง 

 

คุณแกล้วกล้า แก้วไทย บรรณาธิการของสำนักพิมพ์แก้วกานต์ หรือที่หลายคนรู้จักกันในนามคุณบี

นอกจากที่คุณบีจะกรุณามาให้สัมภาษณ์แล้ว ก็ยังเปิดโอกาสให้แฟนของบลอกถามคำถามคาใจ หรืออยากรู้ด้วยนะคะ ดังนั้นถ้าใครมีข้อสงสัยก็ขอให้ทิ้งคำถามเอาไว้ในคอมเม้นต์ของบลอกนี้ด้วย ค่ะ

 

เมย์: เรารู้สึกมาเสมือนว่าสำนักพิมพ์แก้วกานต์อยู่คู่กับวงการนิยายโรแมนซ์มานานมาก ก็เลยอยากรู้ค่ะว่า สำนักพิมพ์ตั้งมาตั้งแต่เมื่อไหร และเรื่องอะไรคือเล่มแรกของสำนักพิมพ์

คุณบี: สำนักพิมพ์แก้วกานต์ก่อตั้งเมื่อปี 2530 โดยคุณกัณหา แก้วไทยครับ เริ่มจากคุณกัณหาเองเป็นคนที่รักการอ่าน อ่านหนังสือหลากหลายประเภทมาตั้งแต่เด็ก และเมื่อได้มีโอกาสอ่านนวนิยายจากต่างประเทศก็ชอบ  บวกกับมีอาชีพเป็นครูสอนภาษาอังกฤษ จึงได้คิดที่จะแปลนวนิยายภาษาอังกฤษเพื่อให้นักอ่านชาวไทยได้รับรู้ความสนุก ของนิยายจากทางฝั่งตะวันตกบ้าง เมื่อคิดได้ดังนั้นจึงเริ่มแปลส่งให้สำนักพิมพ์เม็ดทราย สำนักพิมพ์วรรณวิภา และสำนักพิมพ์ไต้ฝุ่น ซึ่งส่วนมากจะเป็นวรรณกรรมเยาวชนและนิยายบู๊แอคชั่น

และเมื่อคุณกัณหาได้อ่านนิยายโรมานซ์เล่มหนึ่ง คือเรื่อง The Trustworthy Redhead ของ Iris Johansen ก็ประทับใจมาก จึงแปลส่งให้สำนักพิมพ์วรรณวิภา โดยตั้งชื่อภาษาไทยว่า รักระแวง และได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี จึงได้แปลนวนิยายโรมานซ์ตามมาอีกมากมาย เมื่อคุณกัณหามีชื่อเสียงมากขึ้น จึงได้คิดก่อตั้งสำนักพิมพ์เป็นของตนเอง และหนังสือแปลเล่มแรกของสำนักพิมพ์แก้วกานต์ก็คือนิยายโรมานซ์เรื่อง รักปริศนา ซึ่งเป็นนิยายชุดคลื่นรักอันดับ 1 (ของเฟย์รีน เพรสตัน) และได้ผลิตนิยายโรมานซ์ออกมาอย่างต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน

เมย์: แล้วตัวคุณบีล่ะคะ เข้ามาทำงานตรงนี้ได้ยังไง แล้วรู้สึกแปลกบ้างไหมคะที่มาทำงานที่ลูกค้าส่วนใหญ่เป็นผู้หญิงกันทั้งนั้น

 

คุณบี: ไม่เคยรู้สึกแปลกนะครับ  เพราะช่วยคุณแม่ทำสำนักพิมพ์มาตลอดยี่สิบกว่าปีแล้ว  และลูกค้าของเรา  ไม่ว่าจะเป็นแนวโรมานซ์  วรรณกรรมเยาวชน  หรือนิยายสืบสวน  ส่วนใหญ่ก็จะเป็นผู้หญิง  ลูกค้าบางท่านก็จะเป็นลูกค้ากันมาอย่างยาวนานจนคุ้นเคยกันดีครับ

เมย์: เราเคยอ่านเจอมาว่ากระบวนการผลิตหนังสือของฝรั่งเริ่มตั้งแต่การเซ็นต์สัญญาซื้อต้นฉบับจากนักเขียน ไปจนถึงหนังสือวางแผงนี่ใช้เวลาประมาณสองปี ทำให้เราอยากรู้ว่าแล้วกระบวนการของเมืองไทยนี่ใช้เวลานานอย่างนั้นไหมคะ

คุณบี: ถ้าเป็นงานประพันธ์  ของเมืองไทยก็คงใช้เวลาใกล้เคียงกันครับ  ผู้ประพันธ์กว่าจะแต่งหนังสือออกมาได้เล่มหนึ่งก็คงใช้เวลาเป็นปี  แต่ในส่วนของแก้วกานต์จะผลิตหนังสือแปล  โดยทั่วไปผู้แปลจะใช้เวลาในการแปลประมาณ 1 เดือน  และทางเราจะมาตรวจทานขัดเกลาอีกราว ๆ 1-2 สัปดาห์  หรือบางเล่มอาจถึง 1 เดือน  และกระบวนการพิมพ์ออกมาเป็นเล่มใช้เวลาประมาณ 2 สัปดาห์  เพราะฉะนั้น  ทั้งกระบวนการจะใช้เวลาประมาณ 2-3 เดือน  แต่เนื่องจากเรามีนักแปลหลายท่าน  เราจึงออกหนังสือได้หลายเล่มต่อเดือนครับ
 

เมย์: อยากรู้น่ะค่ะว่า บรรณาธิการเค้าทำงานกันยังไงบ้าง หลายคนอาจจะไม่เห็นความสำคัญนะคะ แต่เราซื้อหนังสือแปลก็ตรงที่ตัวบรรณาธิการนี่แหละ เพราะเคยเชื่อใจนักแปลแล้ว แต่พอต่างบรรณาธิการ ผลงานก็ออกมาคนละเรื่องกันเลย

คุณบี: หน้าที่ของบรรณาธิการพูดอย่างกว้าง ๆ ก็คือ  ดูแลให้หนังสือออกมามีคุณภาพที่สุด  ถ้าผู้อ่านอ่านแล้วมีความสุข  พึงพอใจ  ก็เท่ากับเราประสบความสำเร็จ

สำหรับแก้วกานต์ซึ่งผลิตนิยายแปล  เราก็จะเริ่มจากคัดเลือกหนังสือที่สนุก  ซึ่งเรามีผู้มีพระคุณและมิตรแท้ให้คำแนะนำมากมาย  เมื่อเลือกหนังสือได้แล้ว  ก็ส่งให้ผู้แปล  เมื่อผู้แปลแปลเสร็จ  จะส่งงานแปลมาให้เราเพื่อตรวจทานขัดเกลา  ซึ่งหน้าที่ของบรรณาธิการก็คือ

1. ดูความถูกต้องของการแปล  การแปลที่ดีจะต้องแปลให้ตรงตามต้นฉบับ  ไม่ดัดแปลง  ตัดทอน  หรือเพิ่มเติมเนื้อหาอะไรลงไป

2. ดูการใช้ภาษาไทย  การแปลนั้น  ถึงแม้จะแปลอย่างถูกต้องตรงตามต้นฉบับ  แต่ถ้าการใช้ภาษาไทยไม่ดี  ไม่สละสลวยไพเราะ  ก็ทำให้คุณค่าหรือความสนุกของนิยายเล่มนั้นลดลงไปได้  เพราะฉะนั้น  บรรณาธิการจึงต้องขัดเกลางานแปลให้ออกมาเป็นภาษาไทยที่สละสลวย  อ่านแล้วเข้าใจ  เป็นธรรมชาติของภาษาไทย  มีอารมณ์  มีรสชาติ 

หลังจากขัดเกลาตรวจทานอย่างดีแล้ว  ก็จัดรูปเล่มส่งโรงพิมพ์ได้เลยครับ



เมย์: คำถามนี้น่าจะเป็นคำถามยอดฮิตค่ะ อยากรู้ว่าสำนักพิมพ์แก้วกานต์จะมีแผนการผลิตหนังสืออะไรออกมาบ้าง ทั้งในช่วงงานสัปดาห์หนังสือที่กำลังจะมาถึง แล้วก็ต้องไปในอนาคตด้วย

คุณบี: นอกจากหนังสือชุดที่กำลังออกอยู่อย่างต่อเนื่อง อันได้แก่ ชุดพลังแห่งรัก (Psy-Changeling Series)Nalini Singh, ชุดพรานราตรี/พรานล่าฝัน – Sherrilyn Kenyon, ชุดเครซี่ – Tara Jansen, ชุดองครักษ์แห่งอีเดน – Cindy Gerard, และชุดแฮทธาเวย์ – Lisa Kleypas แล้ว ก็ยังมีเรื่องอื่น ๆ ที่เตรียมจะออกอีกมากมายดังต่อไปนี้

Nalini Singh เป็นเล่มบางที่ไม่ใช่ชุด พลังแห่งรัก เรื่อง Bound by Marriage, และ Secret in a Marriage Bed 

Nora Roberts ชุด The MacGregor Series (11 เล่ม), Donovan Legacy Series (4 เล่ม), และ Night Tales Series (5 เล่ม)

Kresley Cole ชุด The Immortals After Dark Series (6 เล่ม)
Jennifer Crusie เรื่อง Bet Me และ Welcome to Temptation

 

Linda Howard เรื่อง Kiss Me While I Sleep, Son of the Morning, Angel Creek, Duncan’s Bride, Loving Evangeline, After the Night, และ Dream M

 

Lisa Gardner เรื่อง The Other Daughter

นอกจากนี้  ยังมีอีกหลายชุดหลายเรื่องที่กำลังติดต่อลิขสิทธิ์อยู่  หากได้แน่นอนแล้วจะแจ้งให้ทราบอีกทีครับ

 

 

 

เมย์: ขอตารางหนังสือที่จะออกขายช่วงสองถึงสามเดือนที่จะถึงนี้ได้ไหมคะ

คุณบี: อันที่จริง  ยังไม่ค่อยกล้าบอกว่าจะออกเรื่องอะไรบ้าง  ไม่ได้เป็นความลับหรอกนะครับ  แต่กลัวว่าจะทำไม่ทันตามที่บอกไว้  แล้วคนอ่านจะคอยเก้อ ที่จัดคิวไว้ก็จะมี

ทาสเสน่หา  พิมพ์ครั้งที่ 2

ชุดแมคเกรเกอร์  สองเล่มแรก

ของลินดา โฮเวิร์ด 4 เล่ม  ได้แก่  Kiss Me While I Sleep แล้วก็พิมพ์ใหม่ 3 เรื่อง คือ บ้านไร่เรือนรัก ริมธารรัก และ หัวใจที่ใฝ่รัก

แต่ยังไม่แน่ใจว่าก่อนงานสัปดาห์หนังสือเดือนมีนาคมปีหน้าจะทำทันทั้งหมดรึเปล่า

ต้องขอบคุณมาก ๆ ด้วยนะคะที่ใ้ห้เกียรติมาเยือนบลอกของเรา ขอบคุณค่ะ

และอย่าลืมนะคะ คนที่ยังมีคำถามข้องใจอยากรู้ ทิ้งคำถามไว้ได้ที่คอมเม้นต์ของบลอกนี้ 

 

Publishers: Avon Books

posted on 22 Oct 2008 09:37 by maxtreme  in Publishers

แม็กซ์ตั้งใจจะทยอยเขียนถึงสนพ.ของฝรั่งที่จัดทำหนังสือโรแมนซ์ หลังจากที่เขียนเรื่องสนพ.ฮาร์ลิควินไปแล้ว ก็มาถึงคิวของสนพ.เอว่อน ซึ่งโดยส่วนตัวเรายกใ้ห้เป็นสนพ.ที่ทรงอิทธิพลมากที่สุดแห่งนึงในวงการโรแมนซ์ และเป็นสนพ.ที่ทำการตลาดได้เก่งที่สุดที่นึง รวมทั้งมีทีมบรรณธิการที่ยอดเยี่ยม สามารถปั้นดินให้เป็นดาวได้โดยที่แม็กซ์เองก็ยังทึ่ง

 


 

แบ็คกราวด์ของเอว่อน

คนที่อ่านหนังสือโรแมนซ์ (ภาษาอังกฤษ) แล้วไม่รู้จักสนพ.เอว่อน ก็คงต้องบอกว่า น่าจะกลับไปทบทวนชีวิตตัวเองใหม่ได้แล้ว เพราะสำนักพิมพ์แห่งนี้ถือว่าเป็นผู้บุกเบิกหนังสือโรแมนซ์โดยเฉพาะแนวที่เราเรียกกันว่า Historical Romance เพราะ ณ สำนักพิมพ์แห่งนี้นี่เองที่เราได้ต้นแบบของหนังสือโรแมนซ์ หนังสือที่เรารู้จักกันเป็นอย่างดีเรื่อง The Flame and The Flower ของแคธลีน อี วูดดิวิสส์

The Flame and The Flower เปลี่ยนมุมมองของนักอ่านต่อหนังสือที่เขาเรียกกันว่า Bodice Ripper ว่าไม่จำเป็นต้องรุนแรง(มากนัก) นางเอกไปต้องถ่างขาไปทั่วห้าทวีป หรือลากกันไปข่มขืนทั่วโลกก็ได้ แค่โดนพระเอกข่มขืนคนเดียวก็น่าจะพอแล้ว (จากเดิมที่นางเอกต้องโดนคนมากมาย ทั้งพระเอก ตัวร้าย และคนอื่น ๆ ที่บังเอิญเดินผ่านฉากเข้ามาร่วมชุมนุมด้วย)

เอว่อนกลายเป็นสำนักพิมพ์ที่มีชื่อเสียงกับการผลิตหนังสือโรแมนซ์แนวย้อนยุค นักเขียนที่ปัจจุบันเรายอมรับในความคลาสิกก็เกิดจากที่นี่ ไม่ว่าจะเป็นแคธลีน อี วูดดิวิสส์, โจฮันน่า ลินด์เซย์, เชอร์ลี บัสบี้, ลอร่า คินเซล และอีกหลายคน

จุดเด่นของเอว่อนที่แม็กซ์ทึ่งเสมอก็คือ ความสามารถในการเอานักเขียนมาใส่ตระกร้าล้างน้ำ แล้วเอามาขายใหม่ ปลุกปั้นจนกลายเป็นนักเขียนดังก้องโลก

นักเขียนหลายคนเคยเขียนหนังสือให้กับสำนักพิมพ์อื่นมาก่อน แต่ไม่ประสบความสำเร็จ หรือไม่ดังสักกะที พอย้ายมาเอว่อนก็เหมือนได้กินไวอากร้า คึกคักขึ้นมาผิดหูผิดตา และความดังที่ได้มาก็ไม่ใช่เพราะการทำการตลาดเท่านั้น ฝีมือเขียนที่อาจจะเคยดูธรรมดาก็ดีขึ้นมาอย่างไม่น่าเชื่อ นักเขียนที่แม็กซ์ยกให้เป็นเพราะความดีของเอว่อนก็มี

ซูซาน อลิซาเบ็ธ ฟิลลิปที่เคยเขียนให้กับสนพ.พ็อตเก็ต แนว Women's Fiction แต่แป๊ก ก็มาเกิดใหม่กับเอว่อน

ซูซาน แอนเดอร์สั่นที่เขียนแนว Romantic Suspense ให้กับสนพ.เคนซิงตัน ก็กลายเป็นนักเขียนใหญ่ (ก่อนจะทิ้งเอว่อนไปอยู่กับฮาร์ลิควินพร้อมสัญญาเป็นเลขเจ็ดหลัก)

คินลี่ย์ แม็คเกรเกอร์ที่เขียนนิยายก๊อกแก๊กให้กับสนพ.ฮาร์เปอร์ ได้ผลดีกับการรวมกับของฮาร์เปอร์และเอว่อน ใช้ประโยชน์อันนี้จนกลายเป็นนักเขียนดังอีกคน

ในทางกลับกัน แม้เอว่อนจะมีความสามารถในการสร้างนักเขียนที่ไม่ค่อยดังกะสนพ.อื่นให้ดังพลุแตกที่เอว่อนได้ แต่ก็มีคำพูดที่กระทบกระเทียบเอว่อนอยู่เกี่ยวกับนักเขียนจำนวนไม่น้อยของเอว่อนว่าเขียนเรื่องแนวเดียวกันหมด คำศัพท์ที่เขานิยมใช้กันก็คือ Avonization หรือนักเขียนหน้าใหม่แนวย้อนยุคที่เขียนเรื่องแล้ว ก๊อปปี้แนวกันมาหมด ไม่ว่าจะเป็นพล็อตเรื่อง ตัวละคร และการดำเนินเรื่อง

ซึ่งแม็กซ์ก็ว่าจริงเช่นกัน การหยิบงานของเอว่อนมาอ่าน ผลลัพธ์ที่ได้อ่านไม่ไ้ด้เจอกับเรื่องที่สนุกสุดยอดนะคะ แต่อย่างน้อยก็มีมาตรฐานในระดับนึงที่ไม่น่าผิดหวัง มันเป็นการแลกเปลี่ยนที่ใช้ได้ทีเดียว คนอ่านไม่ต้องเสียงกับเรื่องห่วย ๆ แต่ก็ยากที่จะเจอเพชรในตมกับการอ่านงานของเอว่อน

ประวัติศาสตร์ของเอว่อน

สำนัำกพิมพ์เอว่อนก่อตั้งขึ้นในปี 1941 โดยบริษัทที่ชื่อว่า อเมริกัน นิวส์ คอร์ปอเรชั่น ซึ่งก่อตั้งเอว่อนขึ้นมาเพื่อเป็นคู่แข่งของสำนักพิมพ์พ็อตเก็ต (ของบริษัทไซม่อนแอนด์ชูสเตอร์)  ดังนั้นหนังสือในระยะแรกของเอว่อนจึงมีรูปร่างหน้าตาคล้ายคลึงกับหนังสือที่สำนักพิมพ์พ็อตเก็ตผลิตอย่างมาก และแน่นอนเอว่อนยังไม่ได้ทำโรแมนซ์ในขณะนั้น

ในปี 1959 เอว่อนถูกซื้อไปโดยบริษัท เฮิร์ตส์คอร์ปอเรชั่น ก่อนที่เฮิร์ตส์จะขายกิจการเฉพาะส่วนสำนักพิมพ์ (ซึ่งหมายถึงเอว่อน และมอร์โรว์ ซึ่งเป็นสำนักพิมพ์ที่ผลิตปกแข็งเป็นการเฉพาะ) ให้กับบริษัทนิวส์ คอร์ปอเรชั่น เจ้าของสำนักพิมพ์ฮาร์เปอร์ คอลลินส์ ทำให้เอว่อนและฮาร์เปอร์รวมกันเป็นหนึ่งเดียว โดยเอว่อนจากที่เคยเป็นสำนักพิมพ์ก็ลดระดับเป็นเพียงอิมพรินต์หนึ่งของสนพ.ฮาร์เปอร์คอลลินส์

สำนักพิมพ์เอว่อน และมอร์โรว์ผลิตหนังสือปีนึงประมาณ 1,000 เล่ม แต่ไม่ใช่ทั้งหมดที่เป็นแนวโรแมนซ์ โดยเฉพาะมอร์โรว์จะผลิตงานปกแข็งเป็นส่วนใหญ่ และมีนักเขียนโรแมนซ์ไม่กี่คนที่ได้เลื่อนชั้นขึ้นไปเขียนหนังสือที่ขายเป็นปกแข็งก่อน เท่าที่นึกออกตอนนี้ก็มีสเตฟานี ลอว์เรนส์, อลิซาเบ็ท โลเวลล์, และแอนเดรีย เคน

อิมพรินต์

 

เพราะเอว่อนเป็นส่วนหนึ่งของฮาร์เปอร์คอลลินส์ ตัวเอว่อนเองก็ถือเป็นอิมพรินต์อยู่แล้ว แต่ในอิมพรินต์เอว่อนก็ยังแบ่งออกเป็นประเภทย่อยอีกซึ่งก็คือ

เอว่อน เอ ซึ่งเป็นสนพ.ที่ผลิตงานในแนว Women's Fiction เป็นหลัก ลักษณะรูปเล่มจะออกเป็นหนังสือไซด์เทรด เพื่อเรียกเงินคนอ่านให้มากขึ้น แต่ความเห็นส่วนตัวของเรา หนังสือหลายเล่มในอิมพรินต์นี้ก็ไม่ใช่เป็น WF ทั้งหมดหรอกค่ะ หลายเล่มก็คือโรแมนซ์นั่นแหละ เพียงแต่เอามาแปลงโฉมหลอกคนอ่านเท่านั้นเอง

เอว่อน อินสไปรด์ ผลิตหนังสือที่มุ่งเน้นการสร้างแรงบันดาลใจ ผ่านคุณค่าของความเป็นคริสเตียนไม่ว่าเรื่องราวจะเป็นแนวอะไรก็ตาม

เอว่อน เรด ก็ตามชื่อค่ะ สีแดงคือความร้อนแรง ดังนั้นอิมพรินต์อันนี้จึงเป็นที่อยู่ของเรื่องแนวอีโรติก โรแมนซ์

ส่วนหนังสือที่เป็นไซด์แมสมาร์เก็ต (เล่มขนาดปกติที่คุ้นเคยกัน) ก็เป็นเอว่อนเฉย ๆ ซึ่งโดยทั่วไปแล้วจะออกขายประมาณเดือนละ 5 - 8 เล่ม แนวเรื่องต่าง ๆ หลากหลาย แต่อย่างน้อยต้องมีแนวปัจจุบันหนึ่งเล่ม ส่วนใหญ่ก็มักจะเป็นแนวย้อนยุค เพราะเป็นแนวถนัดของเอว่อนเขา แต่เท่าที่สังเกตตอนนี้เอว่อนก็พยายามที่จะบุกตลาดแนวพารานอมอลอยู่เหมือนกัน เพราะเห็นว่ากำลังรีครูตนักเขียนแนวพารานอมอลกันเป็นว่าเล่นเลย

นักเขียนของเอว่อน

 

ด้วยความที่เป็นสำนักพิมพ์ใหญ่และทรงอิทธิพล ทำให้เอว่อนไม่ค่อยจะง้อนักเขียนเท่าไหรนะคะ โดยเฉพาะในช่วงสองสามปีหลังมานี่ เอว่อนสูญเสียนักเขียนระดับแม่เหล็กที่เคยอยู่กับสำนักพิมพ์มานานไปหลายคน ไม่ว่าจะเป็นโจฮันน่า ลินด์เซย์ที่ย้ายไปสนพ.พ็อตเก็ต, ลิซ่า เคลย์แพสที่ย้ายไปเซ็นต์มาร์ติน, คริสติน่า ดอจจ์ที่ย้ายไปนิว อเมริกัน ไลเบอรี่, และซูซาน แอนเดอร์เซ่นที่ย้ายไปฮาร์ลิควิน

กลยุทธ์ที่เอว่อนใช้มาตลอด และยังได้ผลดีอยู่ก็คือการสร้างนักเขียนขึ้นเองภายใน บรรณาธิการของเอว่อนถือเป็นทีมงานที่ตาถึงมากที่สุดทีมนึงได้ค้นพบนักเขียนอย่าง จูเลีย ควินน์ และ เรเชล กิ๊บสัน

แต่ในระยะหลังมานี้ แม็กซ์ัชักจะสังเกตเจอว่า เอว่อนได้มีการดึงตัวนักเขียนที่มีชื่อในระดับนึง อาจจะไม่ถึงกับดังมาก แต่มีแววว่าจะดัง ให้เข้ามาร่วมงานกันกับสำนักพิมพ์ ไม่ว่าจะเป็น เกย์เลน โฟลี่ย์, เทรซี่ แอนด์ วอร์เรน, ลินด์เซย์ แซนด์, คาโรไลน์ ลินเดน, จูลี่ แอนด์ ลองค์ และอีกหลายคน นักเขียนเหล่านี้ไม่ได้เกิดที่เอว่อน แต่เขียนงานให้กับสนพ.อื่นจนมีชื่อเสียงในระดับหนึ่ง เริ่มเป็นที่รู้จักของแฟนหนังสือ เอว่อนเริ่มดึงตัวพวกเขาเข้ามา และทำให้หลายคนกลายเป็นนักเขียนดัง

สำหรับแม็กซ์ เราติดตามซื้อหนังสือของนักเขียนจากสำนักพิมพ์นี้อยู่ประมาณ 70 คน แต่ที่เราชอบมาก ๆ (เน้นตรงที่มากนะคะ ถ้าชอบเฉย ๆ ก็มีเยอะ) และขอแนะนำให้อ่านกันก็มี ลิซ่า มาเรีย ไรซ์ที่กำลังจะมีงานเล่มใหม่เรื่อง Dangerous Passion (ส.ค. 09), ซูซาน อลิซาเบ็ธ ฟิลลิป กับ Glitter baby (ธ.ค. 09) และ What I did for love (ม.ค. 09), ลอเร็ตต้า เชส กับ Don't tempt me (พ.ค. 09), น้องใหม่ที่เพิ่งย้ายเข้ามาอย่างซานดร้า ฮิลล์กับ Ten night with a knight, สเตฟานี ลอว์เรนส์ กับ Mastered by love (ส.ค. 09), ลินด์เซย์ แซนด์กับ The Immortal Hunter (มี.ค. 09)

 

Publishers: Harlequin Enterprises Limited

posted on 30 Sep 2008 09:21 by maxtreme  in Publishers

เมื่อวานนั่งคุยกับเพื่อน แล้วก็เลยเกิดคำถามสงสัยกันว่า ทำไมบริษัทที่ผลิตหนังสือโรแมนซ์ที่ใหญ่ที่สุดในโลก ดันไปตั้งอยู่ที่ประเทศแคนาดาได้ ไหงถึงไม่อยู่ในอเมริกาซึ่งถือว่าเป็นตลาดโรแมนซ์ที่ใหญ่ที่สุด

วันนี้ก็เลยเกิดอาการฮึดไปนั่งค้นข้อมูลตามอินเตอร์เน็ตเพื่อทำความเข้าใจเกี่ยวกับบริษัทที่มีชื่อว่าฮาร์ลิควิน เอ็นเตอร์ไพร์ส และคิดว่าไหน ๆ ก็อุตส่าห์นั่งหามาแล้ว ก็เลยเอามาแชร์ในคนที่อ่านบลอกนี้ฟังกันด้วยแล้วกันค่ะ

แต่ขอบอกก่อนนะคะมันเป็นข้อมูลที่หาได้ไม่ยากนักหรอกถ้าหากค้นหาในเน็ต ไม่ใช่ความเก่งกาจหรือความกูรูอะไรของแม็กซ์เลย

แบ็คกราวด์ของฮาร์ลิควิน

ฮาร์ลิควินเป็นสำนักพิมพ์ขนาดใหญ่ ว่าไปอาจจะเป็นผู้ผลิตหนังสือโรแมนซ์จำนวนมากที่สุดในโลกก็ได้ ข้อมูลนึงที่หาได้มาบอกว่าฮาร์ลิควินผลิตโรแมนซ์ขายเดือนละมากกว่า 115 เล่มต่อเดือน ในหลายภาษา ไม่ใช่เฉพาะภาษาอังกฤษเท่านั้น 

ปัจจุบันฮาร์ลิควินผลิตหนังสือทุกแนวของโรแมนซ์ มีกระทั่งหนังสือที่ไม่ใช่นิยาย หรือที่เรียกกันว่า Non-Fiction ซึ่งเล่มแรกของฮาร์ลิควินเพิ่งออกวางขายเมื่อไม่นานมานี้ แต่ผลงานที่มีชื่อเสียงที่สุดของฮาร์ลิควินก็คือแนวที่เรียกกันทั่วไปว่า Category หรือแม็กซ์และเพื่อน (ไม่แน่ใจว่าเพื่อนคนไหนเริ่มเรียกก่อนนะคะ แต่ที่แน่ ๆ ไม่ใช่แม็กซ์คิดเอง) เรียกกันว่าหนังสือเล่มเล็ก 

อะไรคือหนังสือเล่มเล็ก พูดง่าย ๆ ก็คือมันไม่ใช่หนังสือที่หนา (กวน teen ชาวบ้านน่ะค่ะ) แต่หลักเกณฑ์สำคัญที่เขาจัดให้หนังสือเป็นแนว Category ก็อยู่ตรงที่เลขลำดับที่พิมพ์ (โปรดสังเกตบนสันหนังสือของฮาร์ลิควินดูแล้วกันค่ะ มันจะมีเลขกำกับไว้) เพื่อบอกถึงลำดับที่ออกในของสนพ.นั้น ๆ ลำดับที่พูดถึงนี้ไม่ได้บอกว่าเรื่องราวของแต่ละเล่มจะเกี่ยวเนื่องอะไรกันหรอกนะคะ 

สำหรับหนังสือเล่มเล็ก ปัจจุบันฮาร์ลิควินผูกขาดตลาดค่ะ เพราะเหลือแค่สำนักพิมพ์เดียวแล้วเท่านั้นที่ยังผลิตขายอยู่ 

สำหรับแนวอื่น ๆ ที่ไม่ใช่หนังสือเล่มเล็ก ฮาร์ลิควินก็ยังเน้นที่นิยายโรแมนซ์เป็นหลักอยู่ อาจจะมีแนว Women's Fiction หรือสมัยที่ชิคลิกดัง ๆ ก็มีผลิตชิคลิกออกมาบ้าง แต่สุดท้ายก็ไม่ค่อยดัง หรือประสบความสำเร็จมากนัก คนมักเอาฮาร์ลิควินไปผูกกับหนังสือเล่มเล็กมากกว่า 

ข่าวว่าปัจจุบันฮาร์ลิควินมีปัญหาเรื่องรายได้ที่ลดน้อยลงพอสมควร เพราะว่าแฟนหนังสือของฮาร์ลิควินก็ล้วนเข้าวัยสนธยากันเต็มที่ เด็กรุ่นใหม่ก็ไม่ค่อยหันมาอ่านนิยายของฮาร์ิลิควินนัก หลายคนวิจารณ์ว่าฮาร์ลิควินประสบปัญหากับการปรับตัวให้เข้ากับเด็กรุ่นใหม่ จากผลสำรวจแฟนหนังสือของฮาร์ลิควินจำนวนมากอายุมากกว่า 45 ปี ในขณะที่เด็กวัยต่ำกว่า 30 ปี แทบไม่มีใครอ่านฮาร์ลิควินเลย 

ดังนั้นฮาร์ลิควินจึงมีความพยายามปรับตัว โดยการปรับเปลี่ยนแนวหนังสือ ซึ่งเดี๋ยวจะเล่าต่อไปค่ะ

ประวัติศาสตร์ของฮาร์ลิควิน

บริษัทที่เป็นเจ้าของ (บริษัทแม่) ของฮาร์ลิควินในปัจจุบัน มีชื่อว่า ทอร์สตาร์ ซึ่งเป็นบริษัทสื่อสารในประเทศแคนาดา แต่แรกเริ่มนั้นบริษัทถูกก่อตั้งในปี 1949 โดยยอดชายนามริชาร์ด บอนนี่แคสเซิล (นามสกุลให้ที่จะทำโรแมนซ์มาก)โดยเริ่มต้นผลิตหนังสือแนวคาวบอยตะวันตก (ไม่ใช่โรแมนซ์หรอกค่ะ โปรดนึกถึงงานแนวหลุยส์ ลามูร์) รวมไปถึงหนังสือทำอาหารด้วย

มาในปี 1957 นั่นแหละที่ฮาร์ลิควินรุกคืบตลาดโรแมนซ์อย่างจริงจัง ด้วยการซื้อลิขสิทธิ์การตีพิมพ์หนังสือของสำนักพิมพ์ที่มีชื่อว่า มิลล์แอนด์บูนส์ (ซึ่งเป็นบริษัทสัญชาตอังกฤษ) ฮาร์ลิควินซื้อลิขสิทธิ์มาตีพิมพ์ขายในตลาดอเมริกาเหนือ (แคนาดา, อเมริกา, และเม็กซิโก) ซึ่งได้รับการตอบรับจากตลาดเป็นอย่างดี จนทำให้ในปี 1964 ฮาร์ลิควินตัดสินใจเลิกผลิตนิยายแนวอื่น หันมาทำโรแมนซ์อย่างเดียว

แล้วฮาร์ลิควินก็โตวันโตคืน จนกระทั่งในที่สุดในปี 1971 ก็ซื้อสำนักพิมพ์มิลล์แอนด์บูนส์มาเป็นของตัวเองซะเลย

ก่อนหน้าปี 1980 ฮาร์ลิควินทำหน้าที่แค่การผลิตหนังสือ แต่การจัดจำหน่ายนั้นฮาร์ลิควินทำสัญญากับสำนักพิมพ์อีกแห่งที่มีชื่อว่า ไซม่อนแอนด์ชูสเตอร์ ให้เป็นผู้จัดจำหน่ายหนังสือให้ตนเอง แต่ในปี 1980 ฮาร์ลิควินตัดสินใจทำการจัดจำหน่ายด้วยตัวเอง จึงบอกเลิกสัญญากับไซม่อนฯ

แต่เนื่องจากยอดขายของฮาร์ลิควินค่อนข้างสูง ทำให้ไซม่อนฯ โต้ตอบด้วยการสร้างสำนักพิมพ์ของตัวเองขึ้นมาบ้าง (เป็นบริษัทลูกอยู่ในไซม่อนฯ ซึ่งมีอิมพรินต์ของตัวเองที่ชื่อว่าพ็อตเก็ตบุ๊คอยู่แล้ว) ไซม่อนฯ เรียกชื่อสำนักพิมพ์ใหม่ที่ตัวเองตั้งขึ้นว่า ชิลลูเอ็ต จากนั้นฮาร์ลิควินและชิลลูเอ็ตก็เป็นคู่แข่งกันอยู่นานหลายปี 

จนกระทั่งในปี 1985 ฮาร์ลิควินก็ควักเงินซื้อชิลลูเอ็ตเข้ามาเป็นของตัวเองอีก แต่การซื้อชิลลูเอ็ตเข้ามานั้น ต่างจากการซื้อมิลล์แอนด์บูนส์ เพราะว่าฮาร์ลิควินไม่ได้ลบความเป็นชิลลูเอ็ตทิ้งลงไป ปัจจุบันหนังสือของสนพ.ชิลลูเอ็ตก็ยังมีขายกันอยู่ โดยถือเป็นหนึ่งในอิมพรินต์ของฮาร์ลิควิน ในขณะที่มิลล์แอนด์บูนส์นั้น เวลาจะตีพิมพ์ขายในตลาดอเมริกาเหนือ (ที่ไม่ใช่อังกฤษอันเป็นหลักแหล่งของมิลล์แอนด์บูนส์) ฮาร์ลิควินจะเอาต้นฉบับมารวมเข้าไว้กับอิมพรินต์ของตัวเองก่อนจะวางขาย สรุปว่าไม่มีอิมพรินต์ที่ชื่อว่ามิลล์แอนด์บูนส์ในตลาดอเมริกาเหนือค่ะ

เราจะเห็นได้ว่าฮาร์ลิควินโตโดยใช้วิธีการควบรวมกิจการ ใช้เงินเข้าซื้อสำนักพิมพ์ที่มีขนาดเล็กกว่า

โครงสร้างธุรกิจของฮาร์ลิควิน

ฮาร์ลิควินในปัจจุบันมีบริษัทลูก และสาขาในต่างประเทศ (นอกแคนาดา) หลายแห่ง ที่สำคัญก็คงจะเป็นที่ลอนดอน (ผ่านมิลล์แอนด์บูนส์เดิมที่ซื้อกิจการมา, และออสเตรเลีย นอกจากนี้ยังตีพิมพ์นิยายโรแมนซ์ในภาษาต่าง ๆ หลายภาษาผ่านบริษัทลูกที่อยู่ในเยอรมันนี, เนเธอร์แลนด์, ฝรั่งเศส, กรีซ, อิตาลี, สเปน, และญี่ปุ่นที่น่าจับตามองก็คือในปี 2007 ฮาร์ลิควินตั้งบริษัทลูกอีกแห่งนึงในประเทศอินเดีย (ทำให้แม็กซ์ชักอยากจะไปอินเดียแล้วสิ)

อิมพรินต์

แม็กซ์เขียนคำว่าอิมพรินต์ไปหลายรอบแล้วนะคะ อันที่จริงก็เคยอธิบายเรื่องนี้ในบลอกเก่าไปแล้วด้วยล่ะค่ะ พูดให้เข้าใจง่าย อิมพรินต์ก็คือชื่อของสำนักพิมพ์ที่อยู่บนสันหนังสือ ซึ่งในกรณีนี้ยกตัวอย่างนะคะ บริษัทที่เป็นเจ้าของสำนักพิมพ์ใช้ชื่อว่าฮาร์ลิควิน ซึ่งมีอิมพรินต์ที่ชื่อว่าฮาร์ลิควิน (เหมือนชื่อบริษัท), ชิลลูเอ็ต, ไมร่า, และอื่น ๆ

รายชื่ออิมพรินต์ของฮาร์ลิควินในปัจจุบันมี ฮาร์ลิควิน, ชิลลูเอ็ต, เฮชคิวเอ็น, คิมานี เพรส, ลูน่า, ไมร่า, เรด เดรส อิงค์, สไปร์ซ, และสเตเปิ้ล ฮิลล์

เรามาว่ากันทีละอันแล้วกันค่ะ

ฮาร์ลิควิน ภายใต้อิมพรินต์ที่ชื่อว่าฮาร์ลิควินก็ยังแบ่งออกเป็นหนังสือกลุ่มย่อยที่เรียกกันว่าไลน์ โดยแต่ละไลน์นั้นจะมีแนวหนังสือที่แตกต่างกัน (ส่วนตัวเราว่าก็ไม่มากนักหรอก แต่สนพ.เขาบอกว่าต่าง ก็เชื่อเขาหน่อยแล้วกัน) เรามารู้จักกันทีละไลน์แล้วกัน

ฮาร์ลิควิน อเมริกัน โรแมนซ์ มีเรื่องที่โฟกัสที่ชีวิตของชาวอเมริกัน โดยเฉพาะในเมืองเล็ก ๆ

ฮาร์ลิควิน เบลซ เดิมไลน์นี้เป็นชื่อชุดสั้น ๆ ในฮาร์ลิควิน เทมเทชั่น แต่ดันดังเกินหน้าเกินตา สุดท้ายก็เลยถีบเทมเทชั่นจนเลิกผลิตไปแล้ว ตอนที่เบลซมาใหม่ ๆ ฮาร์ลิควินโฆษณาว่าเป็นเรื่องโรแมนซ์สุดฮ็อต เรื่องราวความรักและเซ็กส์ที่เกี่ยวพันกันไปอย่างแทบแยกกันไม่ออก (แม็กซ์สรุปเองว่า เป็นเรื่องที่อาจจะเริ่มต้นด้วยเซ็กส์ก่อนที่ความรักจะตามมา)

ฮาร์ลิควิน อิสทอริคอล ไลน์นี้ก็ตามชื่อค่ะ เป็นเรื่องราวย้อนยุค เท่าที่ทราบไลน์เกือบโดนกำจัดทิ้งไปแล้วนะคะ เพราะยอดขายตกต่ำน่าเกลียด แต่สุดท้ายฮาร์ลิควินก็สู้ทำไลน์นี้ขายต่อ โดยตอนนี้มุ่งเน้นไปยังเรื่องย้อนยุคในยุคที่ไม่ค่อยมีนักเขียนเขียน เช่นยุคเรเนซองค์, อลิซาเบ็ทเธียน, หรือช่วงก่อนสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง

ฮาร์ลิควิน อินทรีค เรื่องแนวโรแมนติคสืบสวนของเขาล่ะ

ฮาร์ลิควิน เิลิฟ อินสไปรด์ เรื่องราวที่มุ่งเน้นการสร้างแรงบันดาลใจ ผ่านคุณค่าของความเป็นคริสเตียน

ฮาร์ลิควิน เมดิคอล โรแมนซ์ เรื่องรักในวงการแพทย์

ฮาร์ลิควิน เพรสเซ่น เรื่องรักของคนรวย ส่วนใหญ่เกิดขึ้นนอกประเทศอเมริกา

ฮาร์ลิควิน โรแมนซ์ เรื่องรักใสใส ที่ไม่ใช่เอฟโฟร์ (แปลว่าไม่มีเซ็กส์)

ฮาร์ลิควิน ซุปเปอร์โรแมนซ์ เรื่องรักที่ยาวกว่าไลน์อื่น ๆ ของฮาร์ลิควิน เน้นที่ครอบครัวเป็นสำคัญ

ชิลลูเอ็ต การอธิบายไลน์ของชิลลูเอ็ตยากกว่าฮาร์ลิควินค่ะ เพราะเท่าที่แม็กซ์อ่านมานะ ก็คิดว่ามันก็ไม่ค่อยต่างกันเท่าไหร แต่จะพยายามค่ะ

ชิลลูเอ็ต ดีไซร์ เราเทียบไลน์นี้กับฮาร์ลิควิน เพรสเซ่นนะคะ เรื่องความรักของคนรวย ที่ต่างกันหน่อยตรงที่เราว่าคาแร็คเตอร์ของดีไซร์ดูมีสมองมากกว่าเพรสเซ่น และเรื่องมักเิกิดในอเมริกา

ชิลลูเอ็ด โรแมนติก ซัสเพส นี่เป็นไลน์ที่เราชอบมากที่สุด (เพราะรับมรดกมาจากเพื่อนคนนึงที่ชอบไลน์มาก เราเชื่อเขาก็เลยอ่านตาม และพบว่าไลน์นี้ดีจริง ๆ) ไลน์นี้เป็นที่เกิดของนักเขียนซุปเปอร์ดังหลายคน บอกชื่อก็น่าจะรู้จัก (ดังนั้นจะไม่บอก) เรื่องเน้นไปที่พล็อตโรแมนติคสืบสวนแต่ก็ไม่ได้มากจนบดบังโรแมนซ์หรอกค่ะ

ชิลลูเอ็ต น็อคเทิร์น ไลน์นี้เป็นการฟื้นคืนชีพของชิลลูเอ็ต ชาร์โดว์ซึ่งเป็นไลน์ที่มาก่อนความต้องการของตลาด เป็นแนวพารานอมอลโรแมนซ์ ซึ่งเท่าที่อ่าน เราว่าใช้ได้ทีเดียว

ชิลลูเอ็ต สเปเชี่ยล เอ็ดดิชั่น ไลน์ตั้งขึ้นมาเพื่อตอบสนองความต้องการเซ็กส์ของคนอ่าน พูดจริงนะคะ เพราะเดิมชิลลูเอ็ตไม่มีไลน์นี้ มีแต่ชิลลูเอ็ต โรแมนซ์ (ซึ่งถูกยุบไปรวมกับฮาร์ลิควินโรแมนซ์แล้ว) ซึ่งเรื่องรักมีแต่ความหวาน ไม่มีเซ็กส์ คนอ่านก็เลยบอกว่า อยากเห็นอะไรมากกว่าประตูห้องนอน ชิลลูเอ็ตก็ตอบสนองด้วยการสร้างสเปเชี่ยล เอ็ดดิชั่นขึ้นมา จนกระทั่งในปัจจุบัน ไลน์นี้จึงเป็นเรื่องราวความรักของคนทั่วไปที่คนอ่านแน่ใจได้ว่าต้องมีฉากเซ็กส์อย่างน้อยหนึ่งฉาก

เฮชคิวเอ็น นี่เป็นอิมพรินต์ใหม่ที่เพิ่งเกิดมาได้ไม่นานของฮาร์ลิควิน ตั้งขึ้นเพื่อรองรับนักเขียนของฮาร์ลิควินที่เริ่มปีกกล้าขาแข็ง อยากเขียนหนังสือแนวอื่นนอกจากเล่มเล็ก เนื่องจากในอดีตฮาร์ลิควินไม่มีอิมพรินต์ที่ขายหนังสือชนิดที่เราเรียกกันว่า Single Title หรือหนังสือเล่มเดี่ยวทั่วไป (คำว่าเดี่ยวไม่ได้หมายความว่าไม่เป็นชุดนะคะ อาจจะเป็นชุดก็ได้ แต่เป็นเล่มที่ีไม่การลำดับเลขที่การพิมพ์เอาไว้) ทำให้เสียนักเขียนไปจำนวนมาก ทั้งที่หลายคนเกิดจากฮาร์ลิควินนั่นแหละ เฮชคิวเอ็นเป็นคำตอบ

คิมานี่ เพรส นี่เป็นอีกอิมพรินต์นึงที่ฮาร์ลิควินได้เข้ามาด้วยการควบรวบกิจการ โดยซื้อมาจากบริษัทบีอีที ซึ่งพิมพ์หนังสือที่ตัวละครเป็นแอฟริกันอเมริกัน

ลูน่า  เรื่องแนวแฟนตาซีของฮาร์ลิควิน ไม่จำเป็นต้องเป็นโรแมนซ์นะคะ

ไมร่า เรื่องแนว Women's Fiction เช่นกัน ไม่จำเป็นต้องเป็นโรแมนซ์ อิมพรินต์อันนี้สำหรับนักเขียนใหญ่ของฮาร์ลิควินเขาล่ะค่ะ

เรด เดรส อิงค์ อันนี้สำหรับเรื่องแนวชิคลิค

สไปร์ซ เกิดขึ้นเพื่อตอบสนองความต้องการเรื่องที่ร้อนแรงไปยิ่งกว่าเดิมของคนอ่าน เราอยากเทียบสไปร์ซกับอโฟไดท์เซียของเคนซิงตันเขาค่ะ แต่เช่นกันไม่จำเป็นต้องเป็นโรแมนซ์ อาจจะเป็นอีโรติก้าเพียว ๆ เลยก็ได้

สเตเปิ้ล ฮิลล์ อิมพรินต์สำหรับเรื่องรักบันดาลใจของชาวคริสเตียน (เทียบกับเลิฟ อินสไปร์ดแล้วกันค่ะ

นักเขียนของฮาร์ลิควินที่แม็กซ์แนะนำ

ปัจจุบันมีนักเขียนในสังกัดของฮาร์ิลิควินที่แม็กซ์ยังติดตามซื้ออยู่ราว 70 คน แต่ที่เราชอบมาก ๆ (เน้นตรงที่มากนะคะ ถ้าชอบเฉย ๆ ก็มีเยอะ) และขอแนะนำให้อ่านกันก็มี แอน สจ๊วต ภายใต้อิมพรินต์ไมร่า, มาริลีน แพพพาโน่ กับชิลลูเอ็ต โรแมนติค ซัสเพส, ซูซาน แอนเดอร์สันกับไมร่า, เดบอร่าห์ ซิมมอนส์กับฮาร์ลิควิน ฮิสทอริคอล

ทั้งหมดเราคิดว่าเราน่าจะมีรีวิวไปแล้วบ้างในบลอกน่ะค่ะ ถ้าสนใจก็ลองหาอ่านกันดูแล้วกันค่ะ