UrbanFantasy

Fury's Kiss // Karen Chance

posted on 16 Oct 2012 14:01 by maxtreme  in B-Club, UrbanFantasy  directory Fiction

เราไม่ใช่แฟนหนังสือแนว Urban Fantasy ค่ะ เหตุผลหลักที่เราไม่ค่อยชอบอ่านเรื่องแนวนี้ก็คือ ประเด็นรักสามเส้า (และนี่ก็คือเหตุผลหลักเช่นกันที่เราไม่ค่อยอยากอ่านเรื่องแนว YA)  ซึ่งดูเหมือนจะเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้กับหนังสือแนวนี้ อีกเหตุผลนึงที่เราไม่ค่อยชอบเรื่องแนว UF ก็เพราะเรื่องมักจะถูกเล่าผ่านมุมมองของนางเอกเป็นหลัก ซึ่งตามที่เราอ่านมา มีอยู่สองประเภทใหญ่ ๆ คือ พวกที่เก่งเกิน เรียกว่ายิ่งใหญ่ที่สุด มีพลังมากที่สุด สมบูรณ์แบบมากที่สุด กับอีกพวกนึงก็คือ คนแต่งบรรยายว่าเก่งอย่างนั้นอย่างนี้ แต่เอาเข้าใจก็ง่อยมาก 

ไม่ได้หมายความว่า หนังสือแนว UF เป็นแบบนี้ทั้งหมดนะคะ มีหลายชุดค่ะที่เขียนได้ดี (ที่เรานึกออกก่อนเลยก็คือชุดเคท เดเนียลส์ของไอโอนา แอนดรูวส์) 

เราอ่านงานเขียนของคาเรน แชนซ์ซึ่งโด่งดังกับชุดคาสซานดรา พาลเมอร์ไปสามเล่มค่ะ แต่ไม่ถูกใจ (ด้วยเหตุผลทั้งสองอย่างที่พูดไปแล้ว) แต่ไม่รู้อะไรดลใจนะคะ ทำให้เราตัดสินใจหยิบหนังสืออีกชุดนึงของเธอขึ้นมาอ่าน และทั้งที่เรื่องทั้งสองชุดนี้มีเหตุการณ์เกิดขึ้นในโลกเดียวกัน ตัวละครก็ใช้ร่วมกัน เรากลับพบว่าเราชอบหนังสือชุดนี้มากกว่าชุดแคสซี พาลเมอร์เยอะมาก 

เยอะมาก ๆ ค่ะ 

 

 

 Fury's Kiss ของคาเรน แชนซ์

เรื่องนี้เป็นเล่มที่สามในชุด Midnight's Daughter ที่เล่าเรื่องราวของดอริน่า บาสารับ ซึ่งลูกครึ่งแวมไพร์ กับมนุษย์ หรือที่เรียกกันว่า Dhampir แต่หนังสือชุดนี้ก็ยังมีความเกี่ยวข้องกับหนังสืออีกชุดนึงของนักเขียนคนเดียวกัน นั่นก็คือชุดแคสซี่ พาลเมอร์ โดยดอรี่เป็นลูกสาวของคนที่คาดว่าจะเป็นพระเอกในชุดแคสซี่ (ที่ต้องใช้คำว่าคาด เพราะมันไม่มีความแน่นอนในหนังสือแนว UF หรอกค่ะ)

เราเลิกอ่านหนังสือชุดแคสซี พาลเมอร์ไปตั้งแต่เล่มสาม แต่เราไม่มีปัญหาในการเรื่องนี้นะคะ แม้ว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในเล่มนี้จะโยงใยเกี่ยวข้องกับหนังสือในชุดแคสซีก็ตาม กระนั้นเราคิดว่า น่าจะเป็นการดีกว่าถ้าอ่านเรื่องในชุดนี้เล่มหนึ่งกะสองมาก่อนที่จะเริ่มต้นที่เล่มนี้ อย่างน้อยก็จะเข้าใจความสัมพันธ์ระหว่างดอรี และหลุยส์ ซีซาร์ได้ดียิ่งขึ้น

ในภารกิจที่ดอรีได้รับมอบหมายจากสภาแวมไพร์ในการตามหาตัวการที่อยู่เบื้องหลังขบวนการค้าของเถื่อน (ที่ลักลอบเข้ามาโลกมนุษย์จากโลกแห่งภูติ) ลอว์เรนซ์คู่หูของเธอ (เพียงแค่ไม่กี่ชั่วโมง เพราะทั้งคู่เพิ่งทำงานร่วมกันเป็นครั้งแรก) รวมทั้งแวมไพร์ที่ร่วมทีมออกตามล่าอีกสิบคนตายเรียบ เหลือเพียงดอรีคนเดียวที่รอดชีวิต และเธอก็ไม่อาจจดจำเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในคืนวันนั้นได้เลย

แต่สภาแวมไพร์ (หรือจะพูดให้ถูกหัวหน้าสปายแห่งสภาแวมไพร์) จำเป็นจะต้องรู้ว่าเกิดอะไรขึ้น เพราะตอนนี้ได้มีการประกาศสงครามเกิดขึ้น และแวมไพร์ได้เป็นส่วนหนึ่งของสงครามนั้น ข้อมูลเกี่ยวกับอะไรก็ตามที่สามารถเอาชีวิตแวมไพร์ระดับซีเนียร์มาสเตอร์จำนวนสิบเอ็ดคนได้ในคืนเดียวเป็นสิ่งที่สำคัญมาก 

ข้อมูลนั้นซ่อนอยู่ในหัวของดอรี ซึ่งมีเพียงเมียร์ซี บิดาของเธอซึ่งเป็นแวมไพร์ที่มีความสามารถทางจิตจะสามารถเจาะเข้าไปได้ 

เรื่องนี้พล็อตสั้น ๆ ง่าย ๆ แต่มีอะไรหลายอย่างซ่อนอยู่ที่ทำให้คนอ่านแปลกใจได้เลยค่ะ โดยเฉพาะคนร้าย เรายอมรับว่า คิดไม่ถึงเลยนะคะ (ดังนั้นยกให้เป็นความดีของคนแต่ง)  อย่างไรก็ตามเนื่องจากเรื่องนี้เป็นส่วนหนึ่งของโลกใหญ่ที่เขียนไว้ในชุดแคสซี พาลเมอร์ ทำให้ตอนที่อ่านมีความรู้สึกว่า มีอะไรหลายอย่างที่ไม่กระจ่างนัก แต่กระนั้นข้อมูลเหล่านั้นไม่ได้เกี่ยวข้องกับเรื่องราวของดอรีโดยตรง (เช่นสงครามเกิดขึ้นได้ยังไง แล้วอะไรทำให้สมาชิกสภาแวมไพร์ตายไปตั้งหกคน) สิ่งเหล่านี้แม้จะขาดหายไป แต่ก็ไม่ได้ทำให้การอ่านติดขัด หรือเกิดปัญหา

ถ้าเราจะเปรียบเทียบ เรื่องนี้ก็เหมือนกับการเล่าเรื่องทหารชั้นผู้น้อยในสงครามโลก ไม่ได้บอกว่า ดอรีไม่มีความสำคัญ แต่เรื่องราวในเล่มนี้เป็นเพียงภาพเล็ก ๆ ในชุดของแคสซี แต่นั่นก็คือข้อดีของเรื่องชุดนี้ค่ะ 

เราชอบที่ไม่ซับซ้อนเกินเหตุ ไม่ได้ขยายใหญ่ให้นางเอกกลายเป็นผู้กู้โลก หรือเก่งกาจสุดในโลกใบนี้ ดอรีก็คือ dhampir ลูกครึ่งแวมไพร์กับมนุษย์ ไม่ได้รับการยอมรับจากแวมไพร์ และบ้าคลั่งเกินกว่าที่จะใช้ชีวิตแบบมนุษย์ปกติ ดอรีอยู่ตรงกลางระหว่างสองโลก แต่ในเล่มนี้เธอกำลังจะค้นพบความจริงเกี่ยวกับตัวเองที่ไม่เคยคาดคิดเอาไว้เลย

เล่มนี้เหมือนรีเซ็ทหนังสือสองเล่มแรกนะคะ โดยเฉพาะในส่วนของตัวตนของดอรี ไม่ได้ทำลายเรื่องราวที่ปูพื้นมาในสองเล่มแรก แต่ทำให้คนอ่าน (รวมทั้งดอรี) ได้เห็นเข้าใจสิ่งที่เกิดขึ้นในภาพเต็ม เพราะ (สปอยล์) ดอรีไม่ได้บ้าคลั่งฆ่าคนเมื่อเธอควบคุมตัวเองไม่ได้อย่างที่บรรยายไว้ในสองเล่มแรก ตัวตนของเธอถูกแยกออกจากกัน เพราะเมียร์ซีต้องการให้ลูกสาวของเขามีชีวิตรอดเติบโตขึ้นมาได้ เพื่อไม่ให้ด้านแวมไพร์ และมนุษย์ของเธอฆ่ากันเอง ในเล่มนี้ดอรีได้เจอกับดอรินา (ตัวตนที่เป็นแวมไพร์ของเธอ) ในที่สุด 

เราชอบความลับที่เปิดเผยขึ้นในเรื่องนี้นะคะ แต่ที่ชอบมากกว่า และถือเป็นส่วนที่ดีที่สุดของเราก็คือ ความสัมพันธ์ระหว่างดอรีและหลุยส์ ซีซาร์

คาแร็คเตอร์ของหลุยส์ ซีซาร์ถูกเปิดตัวครั้งแรกในหนังสือชุดแคสซี พาลเมอร์ แต่เขามีบทบาทสำคัญไม่น้อยในเรื่องราวของดอรี ในตอนจบของ Death's Mistress ดอรีใจอ่อนเริ่มต้นความสัมพันธ์ (ห่าง ๆ) กับเขา  และในเล่มนี้ความสัมพันธ์ระหว่างเธอ และเขาก็ยิ่งลึกซึ้งมากขึ้นไปอีก แม้ดอรีจะบอกตัวเองเกือบตลอดเวลาถึงความไม่เหมาะสมของเธอ เพราะในฐานะของ Dhampir เธอไม่มีสถานะเป็นพลเมืองในสายตาของแวมไพร์ด้วยซ้ำ และหลุยส์ ซีซาร์ก็ต้องการเสียงสนับสนุนที่มากที่สุด (หลังจากเหตุการณ์ใน Death's Mistress ทำให้เขาถูกปลดออกจากสภาแวมไพร์แห่งยุโรป)

แต่ดอรีไม่ได้คิดถึงความจริงใจของหลุยส์ ซีซาร์

เรื่องนี้พระเอก (เรียกได้ไหมเนี่ย ในหนังสือแนว UF) ต้องใช้คำว่า Too good to be true ค่ะ เขายืนเคียงข้างดอรีเสมอ ไม่ยืนนำหน้า ไม่เคยคิดว่า ตัวเองเก่งกว่า และจะต้องปกป้องหญิงสาว แต่ในขณะเดียวกันก็ไม่ยอมให้เธอเผชิญหน้ากับอันตรายตามลำพัง (สปอยล์) เราเสียดายมากนะคะที่ไม่ได้เห็นฉากที่หลุยส์ ซีซาร์เผชิญหน้ากับสภาแวมไพร์เพื่อปกป้องดอรี ในขณะที่เธอเสียสติ (ทำให้เธอจำเรื่องส่วนนั้นไม่ได้ ก็เลยไม่มีบรรยายให้คนอ่านเห็น) เขาไว้ใจหญิงสาว แต่ในขณะเดียวกันก็เข้าใจเธอมากที่สุด  

ขอบอกว่า ชอบแทบจะทุกฉากที่ดอรีอยู่กับหลุยส์ ซีซาร์  ไม่ใช่เพราะว่าเรากรี๊ดไปกับพระเอกนะคะ แต่ปฏิสัมพันธ์ระหว่างตัวละครสองตัวนี้ลงตัวมาก ๆ เล่มนี้มีฉากหวาน ๆ ขนาดที่โรแมนซ์หลายเล่มต้องอายเลยนะคะ ซึ่งเราคิดว่าคนแต่งเขียนได้ดีมาก ๆ โดยเฉพาะเมื่อเรื่องที่ถูกเล่าผ่านมุมมองของนางเอก (และเราไม่รู้เลยว่า หลุยส์ ซีซาร์คิดยังไง) ชอบการที่เขาเรียกตัวเองว่าเป็น Boyfriend ของดอรี และในฉาก (สปอยล์) ที่เขาโผล่มาช่วยชีวิตเธอไว้จากซอมบี้ (ที่เป็นแวมไพร์) แล้วก็ถามเธอว่า เขาคือใคร ซึ่งดอรีก็ตอบว่า เป็นแฟนของฉันเอง ฉากนี้เป็นความน่ารักท่ามกลางคาวเลือดในฉากแอ็คชั่น แล้วยังฉากที่เกิดขึ้นหลังจากดอรีคลั่งที่สภาแวมไพร์ ก่อนจะฟื้นขึ้นมาบนเตียงของหลุยส์ ซีซาร์ แล้ว (สปอยล์) ใช้เขาเป็นหมอน อ่านโรแมนซ์มาหลายเล่ม ยังไม่รู้สึกว่าน่ารักเท่านี้เลย

ไม่กล้าจะหยิบเล่มต่อไปมาอ่านแล้วล่ะค่ะ (เห็นคนแต่งบอกว่า น่าจะมีดอรีอย่างน้อยอีกหนึ่งเล่ม) กลัวใจคนแต่งค่ะ เพราะชุดแคสซี ก็กลายเป็นเรื่องรักสามเส้าไปแล้ว ถ้าเธอเขียนใครเข้ามาในความสัมพันธ์อันสวยงามระหว่างดอรี กะหลุยส์ ซีซาร์อีก เราคงรับไม่ได้ แต่ประเด็นนี้ก็ยกความดีให้นะคะ เพราะในฉากที่ดอรีจำเป็นต้องจูบกับคิท มาร์โลว์ สาวเจ้าก็ไม่รู้สึกอะไรสักอย่าง นั่นอาจจะเป็นลางที่ดีก็ได้

สำหรับเล่มนี้ คะแนนที่ 77 (กับคาแร็คเตอร์เป็นหลักเลยค่ะ)  

Justine Jones Trilogy // Carolyn Crane

posted on 21 Jan 2012 20:17 by maxtreme  in C-Club, UrbanFantasy  directory Fiction

ใช้เวลาแค่วันครึ่งก็อ่านหนังสือในชุดนี้สามเล่มจนจบค่ะ แม้ว่าความรู้สึกโดยรวมจะผิดหวังเล็ก ๆ เพราะได้ยินคำร่ำลือเกี่ยวกับเรื่องชุดนี้มาเยอะ แต่ก็ถือว่า เนื้อเรื่องน่าติดตามอ่านตลอดทั้งชุด มีการพลิกไปมาของเนื้อเรื่องให้คนอ่านเซอร์ไพร์สหลายรอบ

 

 

Mind Games ของคาโรลิน เครน

เรื่องนี้เป็นเล่มแรกในชุด Disillusionists ซึ่งเป็นกลุ่มคนที่มีความผิดปกติบางอย่างทางจิต แต่กลับใช้ความผิดปกตินั้นทำให้ตัวเองกลายเป็นยอดมนุษย์และทำบางอย่างที่คนธรรมดาคนอื่นทำไม่ได้ 

คอนเซ็ปต์ของเรื่องถือว่า แปลกใหม่มาก ๆ บรรยากาศ กลิ่นอายภายในเรื่อง รวมทั้งการเล่าเรื่องให้ความรู้สึกสดใหม่ ไม่ใช่แนว Urban Fantasy ที่คุ้นเคยกัน นางเอกไม่ใช่สาวแกร่ง มองโลกด้วยสายตาเย็นชา กร้านโลก แต่ในขณะเดียวกันก็ไม่ใช่สาวน้อยไร้เดียงสา สำหรับคนที่อยากอ่านเรื่องแนว UF ที่แตกต่าง เราแนะนำเรื่องชุดนี้เลยค่ะ

แต่สำหรับแฟนโรแมนซ์ ทำใจหน่อยนะคะ เพราะนางเอกมีแฟนเป็นคนอื่นเกือบตลอดทั้งชุด กว่าจะลงเอยกะพระเอกได้ก็ลุ้นกันหนักมาก 

จัสตีน โจนส์เหมือนหญิงสาวธรรมดาทั่วไปที่อาศัยอยู่ในเมืองมิดซิตี้ ทำงานในร้านขายเสื้อผ้า และคบหากับแฟนหนุ่มที่เป็นเซลล์แมนอนาคตไกล แต่เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในร้านอาหารมองโกเลียที่เธอได้เจอกับนักต้มตุ๋นที่หลอกเอาเงินของครอบครัวเธอไปจนหมด ก็เปลี่ยนแปลงทุกอย่าง

เธอได้รับการติดต่อจากชายลึกลับที่มีนามว่าแพคการ์ด ซึ่งอ้างว่าเขามีทางช่วยเหลือเธอจากอาการวิตกจริตเรื่องสุขภาพ ซึ่งเป็นอาการที่จัสตีนต้องเผชิญมาตลอดชีวิต หญิงสาววิตกกังวลว่าตัวเองจะเป็นโรคร้าย (ทั้งที่ไม่ได้มีอาการของโรคนั้น เป็นอาการทางจิตชนิดนึงน่ะค่ะ) แพคการ์ดบอกว่า ถ้าเธอมาทำงานให้กับเขา เขาจะสามารถช่วยเธอได้ และเขาก็สาธิตวิธีเป็นตัวอย่าง

แพคการ์ดซึ่งเป็นหนึ่งในมนุษย์ที่เป็นไฮแคป หรือคนที่มีพลังจิตเหนือธรรมชาติ ความสามารถของเขาก็คือ ความเข้าใจมนุษย์ นั่นทำให้เขามองเห็นอาการจิตวิตกของจัสตีน และเขายื่นข้อเสนอให้กับเธอ เพื่อแลกกับวิธีการที่เขาช่วยเธอให้ "ระบาย" อาการจิตวิตกของตัวเองได้ เธอต้องทำงานให้กับเขา 

วิธีการของแพคการ์ดทำให้จัสตีนกลายเป็นคนปกติไปหลายอาทิตย์ ก่อนที่ทุกอย่างจะกลับมาเหมือนเดิม สิ่งเดียวที่จัสตีนต้องการก็คือ เป็นคนปกติ และนั่นเป็นเหตุผลที่ทำให้เธอยังดื้อรั้นที่จะคบหากับแฟนหนุ่มที่ทุกคนดูออกว่า ไม่ใช่คนที่เหมาะสมกับเธอ เพราะแม้เขาจะเป็นคนดีพร้อมทุกอย่าง แต่ไม่มีประกายไฟในความสัมพันธ์ของพวกเขา ในขณะที่ชีวิตของจัสตีนเองก็แยกห่างออกไปเรื่อย ๆ โดยเฉพาะเมื่อเธอตกลงปลงใจมาทำงานให้กับแพคการ์ด โดยเป็นหนึ่งในผู้ "ทำลายภาพฝัน" และเปลี่ยนแปลงอาชญากรทำให้พวกเขากลับใจ 

แพคการ์ดเป็นคนเลือกเป้าหมาย และส่งลูกน้องของเขาซึ่งเป็นคนที่มีอาการจิตวิตกเช่นเดียวกับจัสตีนออกไปตีสนิท จากนั้นก็ให้คนกลุ่มนั้นส่ง "อาการจิตวิตก" ของตัวเองไปยังเหยื่อ ซึ่งจะเป็นการช่วยให้คนกลุ่มนี้ซึ่งมีอาการทางจิตได้ผ่อนคลายจากภาวะความกังวล ในขณะเดียวกันอาการทางจิตนั้นก็จะไปปรากฎที่ตัวเป้าหมาย โดยเป้าหมายแต่ละคนเป็นอาชญากรที่รอดเงื้อมือของกฏหมายไปได้

นั่นดูเป็นการแลกเปลี่ยนที่เป็นธรรม อย่างน้อยก็เป็นสิ่งที่จัสตีนพยายามบอกกับตัวเอง 

พล็อตแปลกใหม่มาก ก่อนที่จะอ่านแม็กซ์ก็งงไปกับคอนเซ็ปต์ของเรื่องเล็กน้อย เพราะอธิบายได้ยากค่ะ แต่เนื้อหาในเรื่องเขียนบรรยายได้เข้าใจง่ายมาก จัสตีนและเหล่านักทำลายภาพฝันเป็นมนุษย์ธรรมดา แต่ถูกสอนโดยแพคการ์ดที่เป็นไฮแคป (ซึ่งเป็นคนที่มีพลังจิต) ให้ปลดปล่อยความวิตกกังวลของตัวเองไปสู่คนอื่น ทำให้คนนั้นเกิดอาการแบบเดียวกับตัวเอง 

ในเล่มแรกของชุดจัสตีนพยายามปรับตัวเองให้เข้ากับชีวิตใหม่ คบเพื่อนใหม่ที่มีอาการทางจิตเช่นเดียวกับตัวเอง (ไม่ใช่อาการกังวลเรื่องสุขภาพ แต่เป็นอาการซึมเศร้า มองโลกในแง่ร้าย ติดการพนัน และอื่น ๆ) ซึ่งอ่านบทสนทนาของคนกลุ่มนี้แล้วฮามาก

ในส่วนความสัมพันธ์ระหว่างจัสตีนและแพคการ์ด มันเห็นชัดเจนว่า สองคนนี้เริ่มมีความรู้สึกให้กันอยู่นะคะ แต่จัสติีนก็ยังหลงกับ "ภาพฝัน" ของตัวเอง ยึดติดกับแฟนหนุ่ม ซึ่งเรื่องก็เขียนได้ดีนะคะ ตรงที่แฟนคนนี้ของจัสตีนไม่ใช่ผู้ชายที่เลวร้าย เพียงแต่เขาไม่เหมาะกับเธอเท่านั้น และ (สปอยล์) การเลิกลาร้างกันก็ไม่ได้รุนแรง เพราะมันเป็นความสัมพันธ์ที่พินาศมาตั้งแต่เริ่มต้น

การจับคู่กับแพคการ์ดยุ่งยากกว่า ทั้งที่เรื่องเขียนผ่านมุมมองของจัสตีนเพียงคนเดียว ทำให้คนอ่านไม่เห็นความคิดของแพคการ์ด และการกระทำ (สปอยล์) ของเขาที่ยอมแลกทุกอย่างเพื่ออิสระภาพของตัวเอง ก็ทำให้เขาดูร้ายกาจยิ่งนักกับสิ่งที่กระทำต่อจัสตีน จนนำไปสู่บทสรุปที่เธอไม่เลือกเขา หากแต่เป็นชายอีกคนซึ่งเป็นศัตรูของเขาด้วยซ้ำ

โดยรวม เล่มนี้ขึ้นต้นชุดได้ดี และน่าสนใจมาก อย่างที่เกริ่นไป ถือเป็นแนว UF ที่แตกต่าง ไม่ซ้ำซาก ความเป็นพารานอมอลในเรื่องก็เขียนได้ดี กระทั่งท้ายเรื่องก็ยังมีจุดพลิกให้คนอ่านเซอร์ไพร์สได้อีก 

 

 

 Double Cross ของคาโรลิน เครน

เล่มสองในชุดค่ะ และสำหรับคนที่ยังไม่ได้อ่านเล่มแรก (และคิดจะอ่าน) ก็คงต้องบอกว่า หยุดอ่านเลยนะคะ เพราะว่าจะสปอยล์มาก เป็นไปไม่ได้ค่ะที่จะเขียนถึงเล่มนี้โดยไม่สปอยล์เล่มแรก

เวลาผ่านไปหลายเดือน หลังจากที่จัสตีนเลือกอดีตผู้บังคับบัญชากรมตำรวจออตโต ซานเซส ซึ่งปัจจุบันได้กลายเป็นนายกเทศมนตรีคนใหม่ของเมืองมิดซิตี้ ออตโตหรือที่รู้จักกันในนามของเฮนจิ เป็นคู่อริคนสำคัญของแพคการ์ด และเป็นคนที่จับแพคการ์ดขังเอาไว้ในร้านอาหารมองโกเลียนเป็นเวลาแปดปี ซึ่งจัสตีนได้นำชายทั้งสองคนมาเผชิญหน้ากัน ต่อรอง จนแพคการ์ดได้รับอิสรภาพ เพียงแต่เขาต้องทำงานให้กับออตโต โดยช่วยในการกวาดล้างอาชญากรที่เป็นไฮแคป กลุ่มคนอันตรายที่ออตโตใช้พลังพิเศษ (เขาเองก็เป็นไฮแคป) จับขังเอาไว้เช่นเดียวกับแพคการ์ด โดยแพคการ์ดและกลุ่มผู้ทำลายภาพฝันของเขาจะต้องทำให้คนเหล่านั้นกลับเนื้อกลับตัวให้ได้ 

สถานการณ์ยุ่งยากขึ้นเมื่อมีฆาตกรต่อเนื่องออกอาลวาด สิ่งที่คนทั่วไปไม่รู้ก็คือ คนร้ายได้มุ่งเป้าไปที่กลุ่มคนที่เป็นไฮแคป การสืบหาความจริงนำร่องรอยไปยังบริษัทแห่งนึงที่ผลิตอุปกรณ์พิเศษที่สามารถใช้ทำลายพลังของเหล่าไฮแคปได้ 

จัสตีนเองก็มาถึงทางเลือกที่สำคัญ ออตโตเป็นเพื่อนชายที่สมบูรณ์แบบ คราวนี้เธอไม่ได้หลอกตัวเองเหมือนแฟนคนก่อน เขาเป็นคนที่เธอใฝ่ฝัน ชายคนที่เข้าใจอาการจิตวิตกในเรื่องการแพทย์ของเธอ เพราะเขาก็มีอาการอย่างเดียวกัน ชายคนที่แคร์เธอ และไม่ได้หลอกใช้ จริง ๆ ก็คือ เขาแตกต่างจากแพคการ์ดทุกอย่าง 

ถ้าเพียงแต่เธอลืมแพคการ์ดได้ 

เล่มนี้ไม่น่าติดตามเท่ากับเล่มแรกนะคะ เรารู้สึกเหนือย ๆ ลงไป ส่วนหนึ่งคงเพราะไม่ได้ตื่นเต้นมากมายอะไรกับโลกในเรื่องแล้ว เพราะได้รู้จักไปหมดแล้วจากเล่มแรก ไม่มีอะไรใหม่ที่เรียกความสนใจได้อย่างตอนที่อ่านเล่มแรก แง่มุมความพิเศษของโลกในเรื่องจึงดูเหมือนเดิม อย่างไรก็ตามเรื่องที่โฟกัสไปยังเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในอดีตระหว่างแพคการ์ดและออตโตก็น่าสนใจ และทำให้เราเข้าใจคนทั้งคู่ได้มากขึ้น ในขณะเดียวกันก็เข้าใจความซับซ้อนในความสัมพันธ์ของศัตรูที่จำเป็นต้องทำงานร่วมกันคู่นี้ได้

จัสตีนคือ คนที่ยืนอยู่ตรงกลาง เธอคิดว่า ตัวเองตัดสินใจถูกที่เลือกออตโต เพราะเขาเป็นคนที่แคร์เธอจริง ๆ ไม่ได้คิดหลอกใช้หรือควบคุม ซึ่งจุดนี้เราเข้าใจเธอได้นะคะ อย่างไรก็ตามพฤติกรรมในเล่มนี้ของออตโตเริ่มส่อแววความผิดปกติหลายอย่าง ซึ่งเราไม่รู้นะคะ เรารู้สึกว่า บางอย่างมันเกินขอบเขตความเป็นออตโตที่วางเอาไว้พอควร (สปอยล์) การที่เขาฆ่าเอเวอรีตอนจบเรื่อง เราไม่รู้สึกว่า ตัวตนที่วางมาของออตโตจะทำให้เขาทำเช่นนั้น จนรู้สึกเหมือนว่า คนแต่งต้องการผลักให้จัสตีนหันไปหาแพคการ์ด

เล่มนี้เราเริ่มรู้สึกอ่อนโยนลงต่อแพคการ์ด จากการที่เขาใช้จัสตีนเป็นเครื่องมือในเล่มแรก มาในเล่มนี้เราชัดจะเห็นว่า ความรู้สึกที่เขามีต่อจัสตีนนั้นมีความจริงใจปนอยู่ แต่ (สปอยล์) ฉากที่เขาเปิดเผยความจริงเกี่ยวกับการที่จัสตีนรู้สึกว่า ต้องขึ้นอยู่กับเขาในการปลดปล่อยอาการจิตวิตกของตัวเองเป็นเพียงเรื่องที่สร้างขึ้น และความจริงนั้นปลดปล่อยเหล่าลูกน้องของแพคการ์ด รวมทั้งจัสตีนให้เป็นอิสระ เกิดขึ้นในเวลาที่ไม่เหมาะ เพราะเราไม่แน่ใจว่า เขาพูดเรื่องนี้กับจัสตีนเพราะเขาต้องการปล่อยเธอไปจริง ๆ หรือว่าเพราะโดนมอนยา (โดยจัสตีน) จุดนี้แหละที่ทำให้เราไม่มั่นใจในความจริงใจที่เขามีให้กับจัสตีน

เช่นเดียวกันกับเล่มแรก แต่ว่าแล้วเล่มนี้แรงกว่านะคะ ตอนจบของเรื่องหักมุมรุนแรงมาก จนขนาดว่า เราโคตรดีใจเลยที่อ่านเล่มนี้ตอนที่เล่มสามออกขายแล้ว เพราะถ้าไม่ได้อ่านต่อ ต้องติดใจไปนาน

 

 

Head Rush ของคาโรลิน เครน

เล่มสามในชุดค่ะ และเป็นเครื่องแสดงว่าอีบุ๊คเปิดโอกาสให้กับนักเขียน และนักอ่านมาขนาดไหน เพราะหลังจากออกสองเล่มแรกในชุดกับสนพ.บัลเลนไทน์แล้ว คาโรลิน เครนก็ไม่ได้รับโอกาสให้เขียนเล่มสามต่อออกมา (อาจเพราะว่ายอดขายไม่ดี) แต่เล่มสองตอนจบเรียกว่าคริฟแฮงเกอร์มาก ถ้าไม่มีอีบุ๊ค คนอ่านคงอกแตกตายอย่างคาใจค่ะ 

เล่มนี้เปิดเรื่องด้วยการเตรียมตัวแต่งงานของจัสตีน โจนส์กับนายกเทศมนตรีออตโต ซานเซส เธอได้ตัดสินใจเลือกแล้วที่จะแต่งงานกับชายสุดวิเศษคนนี้ ไม่ใช่แพคการ์ด ฆาตกรร้ายที่ฆ่าแฟนหนุ่มของเพื่อนรักของเธอตาย ก่อนที่จะหนีเงื้อมือกฎหมายไป 

แต่เมื่อแพคการ์ดปรากฎตัวให้บ้าน และบอกว่า เธอถูกเปลี่ยนแปลงความทรงจำ อดีตที่เธอจดจำได้ไม่ใช่สิ่งที่เกิดขึ้นจริง  และคนร้ายตัวจริงก็คือออตโต นั่นทำให้เธอซึ่งรู้สึกแปลก ๆ มาสักพักเริ่มหยุดคิดว่า อะไรคือความจริงกันแน่ 

เล่าอะไรเกีี่ยวกับพล็อตมากไม่ได้นะคะ เพราะจะสปอยล์เนื้อเรื่อง แต่ก็เป็นไปไม่ได้เช่นกันที่จะเขียนถึงเล่มนี้โดยไม่สปอยล์ ดังนั้นก็ถือว่าเตือนแล้วแล้วกันค่ะ

ปัญหาที่เรามีต่อเล่มนี้มาก ๆ ก็คือคาแร็คเตอร์ของออตโต เราไม่ได้คาดว่า เขาจะเป็นพระเอกหรอกนะคะ เพราะเห็นได้ชัดว่า ปฏิกริยาระหว่างจัสตีน และแพคการ์ดชัดเจนมาตั้งแต่เล่มแรก แต่ในขณะเดียวกันคาแร็คเตอร์ของเขาน่าสนใจมาก เพราะออตโตไม่ใช่ตัวร้ายแบบที่เรารู้จักกัน เขาทำทุกอย่างเพื่อความถูกต้อง และตั้งใจจะทำเช่นนั้นเสมอ เขาไม่ใช่ฆาตกรใจเหี้ยม เห็นได้จากการที่เขาจับอาชญากรไปขังในตึก ซึ่งเขามีพลังในการบังคับไม่ให้เหยื่อของเขาออกนอกตึก (ออตโตควบคุมตึกได้) แต่การมองโลกของเขาตรงไปตรงมาเกินไป สำหรับเขาไม่มีด้านสีเทา ทุกอย่างเป็นขาวและดำ 

ซึ่งเราชอบคาแร็คเตอร์แบบนี้ค่ะ แต่เมื่อวางมาเช่นนี้ การกระทำของเขาในตอนท้ายเล่มสอง และเลยมาถึงเล่มนี้ ทำให้เรารู้สึกว่า นี่ไม่ใช่ออตโตที่เรารู้จัก เขากลายเป็นสัตว์ร้าย ผู้พิทักษ์กฎหมายที่เชื่อในความถูกต้อง อยู่ ๆ จะชักปืนมายิงผู้ชายคนนึงต่อหน้าสาวคนรัก (ซึ่งพาชายคนนั้นมาขอความช่วยเหลือ) มันสุดโต่งเกินเหตุ แล้วยังพฤติกรรมของเขาในเล่มนี้ที่ดูเหมือนจะเสียสติไปด้วยซ้ำ เรารู้สึกว่า คนแต่งอยากจะผลักให้จัสตีนเข้าหาแพคการ์ด ก็เลยเขียนให้ออตโตเป็นแบบนี้ เพื่อที่เธอจะได้มีข้ออ้าง

แต่นั่นทำให้เรื่องสูญเสียคนร้ายที่มีมิติมากที่สุดคนนึงไป 

ฉากสุดท้ายที่ออตโตกำลังจะตาย และคุยกับแพคการ์ดถึงเหตุการณ์ในอดีต ที่แพคการ์ดซึ่งมีวัยสิบสองปี หลอกให้ออตโตวัยสิบเอ็ดปีใช้พลังพิเศษของตัวเองฆาตกรรมคนสิบสองคนเพื่อปกป้องเด็ก ๆ ชาวไฮแคป ทำให้เรายิ่งเห็นใจออตโตมากขึ้น การตายของเขาสำหรับเราแล้ว เป็นเรื่องน่าเสียใจมาก แม้ว่าเขาจะเป็นคนร้ายก็ตาม

นอกจากนี้เรารู้สึกว่า ความรักระหว่างจัสตีน และแพคการ์ดเร่งรีบเกินเหตุ ความรู้สึกของทั้งคู่เปิดเผยต่อกันในเล่มสอง ทางด้านจัสตีนเราพอเข้าใจนะคะ เธอพึงใจในตัวแพคการ์ดมาแต่ต้น แต่ปฏิเสธความรู้สึกตัวเอง เพราะรู้สึกว่าเขาหลอกใช้เธอเป็นเครื่องมือ แต่สำหรับแพคการ์ด เราไม่เห็นความคิดของเขาผ่านการเล่าเรื่อง และการแสดงออกก็ไม่ได้ชัดเจนว่า เขาแคร์อะไรจัสตีนเป็นพิเศษ (คือพอรู้ว่า เขามีใจให้เธอ แต่เราคิดว่า แพคการ์ดรักตัวเองมากกว่ารักจัสตีน) พอมาเล่มสาม ราวกับแพคการ์ดรักจัสตีนลึกซึ้ง (ซึ่งเราไม่ได้ความรู้สึกนี้) ทำให้พออ่านเล่มสาม เราเลยรู้สึกว่า มันไม่สมจริงเอาเสียเลย 

ในสามเล่ม เราว่าเล่มนี้อ่อนที่สุดในชุดค่ะ แต่ในขณะเดียวกันก็เป็นเล่มที่เป็นบทสรุปของเรื่องด้วย ซึ่งถือว่าจบได้ดีนะคะ ถ้าไม่นับว่าออตโตต้องตาย 

โดยรวมเรื่องชุดนี้เราให้คะแนนที่ 70ที่ความสร้างสรร แต่สอบตกเรื่องโรแมนซ์ แต่เรื่องนี้ไม่ใช่แนวโรแมนซ์นะคะ ดังนั้นมันจึงไม่สำคัญอะไรเท่าไหร

Jillian Conrad Series // Michelle Rowen

posted on 16 Sep 2011 14:34 by maxtreme  in C-Club, D-Club, UrbanFantasy

แม็กซ์พยายามอ่านงานเขียนของมิเชลล์ โรแวนมาหลายต่อหลายครั้งแล้วนะคะ แต่ไม่สำเร็จจบเรื่องเลยสักเล่มเดียว จนเมื่อเดือนก่อนทนอ่านเรื่องแนวฮาร์ลิควิน เบลซของเธอจบไปได้หนึ่งเล่มด้วยความกล้ำกลืน (เพราะไม่สนุกเอาเสียเลย) แต่จู่ ๆ เมื่อวันเสาร์เราก็เกิดอารมณ์อยากอ่านเรื่อง Nightshade ขึ้นมาซะอย่างนั้น ก็เลยต้องไปค้นลังหนังสือซะวุ่นวาย 

ว่าไปแล้วการเขียนเรื่องชุดนี้ ถือเป็นการพลิกแนวเขียนของมิเชลล์ โรแวนเลยก็ว่าได้ เพราะเธอมักเขียนเรื่องโทนเบา ๆ ขำขัน แม้จะเป็นแนวพารานอมอลแต่เป็นโลกด้านที่ไม่มืดมนนัก แต่ในชุดนี้เธอเล่าเรื่องที่ถือว่าก้ำกึ่งแนว Urban Fantasy แถมคาแร็คเตอร์ก็ค่อนข้างสีเทาในระดับนึงเลย ซึ่งมันก็ถือว่าได้ผลสำหรับเราในระดับนึงนะคะ เพราะถือว่าสนุกกว่างานที่เบากว่าของเธอ (แต่เราก็เพิ่งอ่านไปเล่มเดียว กะหลายเล่มที่อ่านไม่จบซักกะทีึ)

  Nightshade ของมิเชลล์ โรแวน

จิลเลียน คอนราดเป็นผู้หญิงธรรมดา ที่ทำงานธรรมดา แต่ชีวิตของเธอได้เปลี่ยนแปลงไปเพียงเพราะการอยู่ผิดที่ผิดเวลา ในขณะที่เธอออกไปซื้อกาแฟ ขึ้นลิฟท์เพื่อกลับไปยังที่ทำงาน ระหว่างทางประตูเปิดออก และเธอกลายเป็นตัวประกันของนักวิทยาศาสตร์สติเฟื่องที่เอาเข็มฉีดยาจ่อคอเธอไว้

อีกด้านนึงชายที่เต็มไปด้วยแผลเป็นน่าเกลียดถือปืนจ้องมา คำขู่ว่า จะเอาชีวิตเธอหากเขาเข้ามาใกล้ไม่เป็นผล ชายคนนั้นไม่สนใจชีวิตของจิลเลียน เขาไม่สนใจว่า คนข้างทางอย่างเธอจะเป็นอะไร วัตถุประสงค์ของเขาก็เพื่อของบางสิ่งที่นักวิทยาศาสตร์คนนั้นมีอยู่

การเผชิญหน้าจบลงด้วยการที่เข็มฉีดยานั้นถูกแทงไปที่คอของจิลเีลียน และมันก็เปลี่ยนแปลงเธอไปตลอดกาล

ชายแปลกหน้าที่ไม่แคร์ความเป็นความตายของเธอ กลายเป็นผู้พิทักษ์เธออย่างช่วยไม่ได้ นั่นเพราะตัวยาสำคัญที่เขาต้องการหลอดสุดท้ายได้ถูกฉีดเข้าไปในร่างของจิลเลียนแล้ว ตัวยาที่เขาบอกกับเธอว่าเป็นยาพิษ แต่มันเป็นอะไรที่มากกว่านั้น

มันทำให้เธอกลายเป็นสิ่งที่ต้องการอย่างห้ามตัวเองไม่ได้ของแวมไพร์ แต่เมื่อใดก็ตามที่แวมไพร์ดื่มเลือดของเธอ ชีวิตที่เคยเชื่อว่าเป็นอมตะก็สูญสลายไปง่าย ๆ แค่นั้น

เดกแคลน เรเยสเป็นชายผู้ไร้ความรู้สึก แต่นั่นไม่ใช่ความผิดของเขา ผลผลิตของแวมไพร์และมนุษย์ ทำให้เดกแคลนกลายเป็นสิ่งมีชีวิตที่อยู่ตรงกลางระหว่างสองโลก ลูกครึ่งแวมไพร์ผู้ถูกเลี้ยงดูโดยพ่อเลี้ยงที่ทำทุกวิถีทางเพื่อกำจัดแวมไพร์ และเดกแคลนคืออาวุธที่ดีที่สุด แต่เพื่อควบคุมด้านมืดของความเป็นแวมไพร์ เดกแคลนต้องฉีดยาทุกสามชั่วโมง ยาที่มีผลข้างเคียงทำให้เขาปราศจากความรู้สึกทุกอย่างโดยสิ้นเชิง

แต่เมื่อถูกมนุษย์ที่รับใช้แวมไพร์ดักทำร้ายปางตาย จิลเลียนกลายเป็นพยาบาลที่ดูแลอาการของเดกแคลน และเป็นครั้งแรกในชีวิตที่เขาไม่มียาให้ฉีด และเป็นครั้งแรกที่เขาเริ่มมีความรู้สึก นั่นทำให้ตัวตนที่แท้จริงของเขาถูกเผยออกมา และมันแตกต่างจากนักฆ่าใจเหี้ยมคนที่จิลเลียนคิดว่ารู้จัก

เราว่า ความโดดเด่นของเรื่องนี้อยู่ที่คาแร็คเตอร์ของนางเอกค่ะ ตรงที่เรื่องราวถูกเขียนออกมาเป็นแนว Urban Fantasy แต่จิลเลียนไม่มีลักษณะความกร้านโลกของนางเอกแนวนี้เท่าไหรนัก คนแต่งทำให้เราเชื่อได้ว่า จิลเลียนคือพนักงานบริษัทธรรมดาที่ตกกระไดพลอยโจนกลายมาเป็นเหยื่อล่อชั้นดีของแวมไพร์ เธอมีความไร้เดียงสาของคนที่ไม่เคยเผชิญหน้ากับด้านมืด ไม่ได้เก่งกาจเกินเหตุ หรือมีอุดมการณ์สูงส่งเช่นเดียวกับตัวเอกในเรื่องแนวนี้คนอื่น ๆ ทั้งหมดนั่นทำให้จิลเลียนเป็นความสดใหม่ในหนังสือแนวที่มีสูตรมากมายแนวนี้

แม็กซ์มีปัญหากับเดกแคลนพอสมควรในตอนต้นเรื่อง เราว่าเขาโหดเหี้ยมเกิดพิกัด การอธิบายว่า เขาใช้ยาจนทำให้ไร้ความรู้สึกผิดชอบชั่วดีก็เป็นทางออกในการอธิบายพฤติกรรมของเขาได้ในระดับนึง แต่เราก็ยังรู้สึกว่า เขาเย็นชามาก ๆ นอกจากนี้แล้ว เมื่อเรื่องดำเนินไป ก็มีตัวละครอื่นโผล่มาชนิดว่า ขโมยซีนไปเลยสำหรับเรา (สปอยล์) แมทเธียส ซึ่งเป็นราชาแห่งแวมไพร์ที่จิลเลียนถูกส่งไปกำจัด ทำเอาพระเอกคนนี้แทบจะตกกระป๋องไปเลยล่ะ

โดยรวมขอบอกว่าผิดคาดนะคะ เพราะดีกว่าที่คิด (เมื่อเทียบจากประสบการณ์การอ่านงานของนักเขียนคนนี้ของเรา) แต่ไม่ได้ดีขนาดที่จะทำให้เราร้อง "ว้าว" ได้ แต่ก็มากพอจะทำให้เราอ่านต่อเล่มต่อไปในชุด

คะแนนที่ 57

  Bleeding Hearts ของมิเชลล์ โรแวน

อยู่ในหนังสือรวมเรื่องสั้นเรื่อง Primal

ตอนแรกไม่ได้ตั้งใจจะอ่านเรื่องสั้นเรื่องนี้หรอกนะคะ เราหยิบ Bloodlust มาอ่านแล้วค่ะ แต่พบว่า เนื้อเรื่องมีความกระโดดจากเล่มแรกอย่างมาก ชนิดที่ว่า เรารู้สึกถึงความเปลี่ยนแปลงในคาแร็คเตอร์ชนิดที่เรียกได้ว่า เป็นคนละคนจากเล่มแรกในชุด เราเลยสงสัยว่า จุดเปลี่ยนน่าจะอยู่ในเล่มนี้แหละ ก็เลยไปคุ้ยมานั่งอ่าน

ซึ่งคำตอบทีไ่ด้รับก็คือ เล่มนี้ไม่ได้อธิบายความเปลี่ยนแปลงในแง่คาแร็คเตอร์หรอกค่ะ (เราจะพูดประเด็นนี้ต่อตอนรีวิว Blood Lust ค่ะ)

เรื่องนี้เล่าต่อเนื่องจากตอนจบของเล่มแรกเลยค่ะ ดังนั้นถ้าคิดจะอ่านแบบไม่ให้เสียอรรถรสก็ไม่ต้องอ่านรีวิวนะคะ

หลังจากพบว่า นักวิทยาศาสตร์ที่ทำงานเพื่อปราบแวมไพร์ก็ไม่ได้มีอะไรดีไปกว่าแวมไพร์ กลับกลายเป็นผู้ร้ายเสียเอง จิลเลียนและเดกแคลนก็เริ่มออกเดินทาง และหาหนทางในการรักษาจิลเลียนจากพิษของไนท์เชด ซึ่งเป็นตัวยาที่ถูกฉีดเข้าไปในร่าง และเปลี่ยนเลือดของจิลเลียนให้เป็นที่ปฏิเสธไม่ได้สำหรับแวมไพร์ แต่กลับมีพิษที่ฆ่าพวกเขาได้

เดกแคลนพาจิลเลียนไปพบเพื่อนที่เป็นนักล่าแวมไพร์อีกคน ซึ่งแนะนำให้ทั้งคู่รู้จักกับนักวิทยาศาสตร์อีกคนนึง ซึ่งอาจจะพอมีทางรักษาจิลเลียนได้ ในขณะที่ค้นหายารักษา ความสัมพันธ์ระหว่างจิลเลียนและเดกแคลนก็พัฒนาขึ้นไปเรื่อย ๆ

ตอนนี้พวกเขาไม่ใช่ผู้จับ และผู้ถูกจับอีกแล้ว เดกแคลนมีใจให้กับเธอ แต่ในขณะเดียวกันยาที่เดกแคลนถูกฉีดเข้าไปตอนท้ายเล่มแรก ก็ทำให้เขาไร้ความรู้สึกอีกครั้ง และอาการไร้ความรู้สึกรวมไปถึงความต้องการทางเพศด้วย หลังจากที่ทั้งสองมีความสัมพันธ์กัน (ซึ่งเป็นครั้งแรกในชีวิตของเดกแคลนอีกต่างหาก) ในเล่มแรก แต่ตอนนี้มันเป็นไปไม่ได้

ด้วยความเป็นที่เรื่องสั้น เราไม่แนะนำให้ใครเริ่มต้นอ่านชุดนี้ที่เล่มนี้นะคะ เพราะมันสปอยล์เล่มแรกเละมาก และมันก็ไม่ได้มีบทสรุปอะไรในแง่ความสัมพันธ์ของพระเอกนางเอกเลย

 Bloodlust ของมิเชลล์ โรแวน

ข่าวว่าจนถึงตอนนี้ เล่มนี้น่าจะเป็นเล่มสุดท้ายในชุดแล้วค่ะ แต่ก็มีความเป็นไปได้ว่า จะเขียนต่อ เพราะตอนจบเรื่องนี้ก็ไม่ถึงกับปิดทางไปซะทีเดียว

เล่มนี้เล่าเรื่องต่อของการค้นหายารักษาจิลเลียนซึ่งถูกฉีดไนท์เชดเข้าไป ในขณะเดียวกันเดกแคลนก็เริ่มสืบความจริงเกี่ยวกับสภาพของตัวเอง ที่เป็นลูกครึ่งแวมไพร์ ข่าวสำหรับพวกเขาทั้งสองไม่ค่อยดีนัก จิลเลียนกำลังจะตาย และเดกแคลนกำลังจะเป็นบ้า ไม่มีลูกครึ่งแวมไพร์คนไหนอยู่รอดเกินอายุสามสิบโดยที่ไม่เสียสติ หรือคลั่งไล่ล่าฆ่าคน

แต่การกลับมาของแมทเธียส อดีตราชาแห่งแวมไพร์ซึ่งถูกเข้าใจว่าตายไปแล้วในเล่มแรกเปลี่ยนแปลงทั้งหมดนั่น  แต่เขาไม่เหมือนเดิม พลังของแมทเธียสอ่อนแรงลง และเปิดโอกาสให้คริสตอฟ พี่ชายฝาแฝด ซึ่งเมื่อยี่สิบกว่าปีก่อนถูกแมทเธียสจับขังกลับมา และคริสตอฟไม่ใช่แวมไพร์รักสงบเหมือนแมทเธียส เขากระหายเลือด และต้องการเป็นผู้ปกครองมนุษย์ ซึ่งจิลเลียนถูกดึงเข้าไปอยู่ตรงกลางของการต่อสู้ระหว่างสองพี่น้องอย่างช่วยไม่ได้ เพราะเลือดของเธอ คืออาวุธเดียวที่แมทเธียสรู้ว่า จะเอาชนะคริสตอฟที่ตอนนี้แข็งแกร่งกว่าได้

ปัญหาใหญ่ของเราต่อเรื่องนี้ก็คือ การกระโดดอย่างมากของคาแร็คเตอร์ โดยเฉพาะในแง่ของความรู้สึกที่จิลเลียนและเดกแคลนมีให้กันและกัน ในตอนจบของเรื่อง Nightshade เราไม่ได้รู้สึกว่า มันได้พัฒนาไปถึงขั้นความรักแล้วนะคะ อาจจะแค่เริ่มมีใจให้กัน และมองเห็นกันและกันด้วยสายตาที่ชัดเจนขึ้น เดกแคลนที่หลุดพ้นจากฤทธิ์ยา รู้สึกถึงความผิดชอบชั่วดี จิลเลียนที่รู้ถึงภูมิหลังของเขาก็เข้าใจความเหี้ยมโหดที่เขาต้องมีเพื่อทำงานให้สำเร็จ ตอนจบเล่มแรกทั้งคู่เพิ่งเข้าสู่ขั้นจูงมือก้าวแรกไปพร้อมกันเท่านั้นเอง (แม้จะมีเซ็กส์กันไปแล้วก็ตาม)

แต่พอมาเล่มสองเปิดเรื่อง ราวกลับจิลเลียน และเดกแคลนมีใจให้กันไปมากกว่าครึ่ง ผูกพันกันมาก ๆ ชนิดที่เราเพิ่งอ่านเล่มแรกจบ มาเปิดเล่มสองงงค่ะ เลยต้องย้อนไปไล่อ่านเรื่องสั้น (ซึ่งเป็นเหตุการณ์ตรงกลางระหว่างสองเล่ม) แต่ก็ไม่ได้ความคืบหน้า หรือเข้าใจว่า มันรักกันตอนไหน (วะ)

เอาเป็นว่า มาเล่มนี้สองคนรักกันแล้วแล้วกันนะคะ

ปัญหาต่อไปที่เรามีก็คือเดกแคลน นิสัยไม่ดีมาก มีปัญหาอะไรเกิดขึ้น วิ่งหนีอย่างเดียว ชอบทิ้งนางเอกอยู่ตามลำพัง ทั้งที่ก็รู้ว่า เธอเป็นเป้ากำจัดของพวกแวมไพร์ แต่ก็ยังทิ้งให้เธออยู่ในอันตราย เพราะเขาทำใจไม่ได้ที่ต้องเป็นลูกครึ่งแวมไพร์ หรือน้อยใจอะไรบางอย่างก็หนีไปอีก ทำตัวเหมือนเด็กอนุบาล น่าเบื่อมาก

ในขณะที่จิลเลียนก็คงบุคลิกเดิมไว้นะคะ เธอไม่ได้แข็งแกร่งเหมือนนางเอกแนว UF ทั่วไป ซึ่งเราชอบนะคะ เพราะกำลังเบื่อความเข้มแข็ง (ที่บางครั้งมากเกินไป) ของนางเอกแนวนี้ แต่สำหรับคนอื่นเราก็ไม่แน่ใจนะคะ เธออาจะอ่อนแอเกินไปก็ได้ (สปอยล์) เพราะตลอดทั้งเรื่องแทบจะไม่เคยช่วยตัวเองได้ ต้องรอคนอื่นมาช่วยตลอด

คนที่โดดเด่นที่สุด และเราจะต้องอ่านแน่ ๆ ถ้ามีเรื่องของเขาออกมา ก็คือแมทเธียส ข้อดีของการที่เรื่องนี้จบในสองเล่มก็คือ ไม่ต้องมีเรื่องรักสามเส้ามาให้รำคาญใจ เพราะท่าทางคนแต่งก็อยากจะเขียนรักสามเส้าอยู่เหมือนกัน แต่ถ้าแมทเธียสคู่กะจิลเลียน ต้องบอกว่า เสียของค่ะ (จิลเลียนคู่กะเดกแคลนดีแล้วค่ะ พอกัน เราอยากให้แมทเธียสเจอคนที่ดีกว่านี้) เขาเด็ดมาก โดยเฉพาะตอนจบเรื่อง (สปอยล์) ที่บอกว่า ทุกอย่างเป็นแผนการของเขาเอง เท่ห์สุดสุด

ชุดนี้จะบอกว่าจบ ก็จบนะคะ  จะเขียนต่อ ก็ขอรีเควสเรื่องของแมทเธียสแล้วกัน สรุปว่าทั้งเรื่องคนที่เท่ห์สุดก็คือตานี่แหละ ไม่ใช่ทั้งพระเอกหรือนางเอกเลย

คะแนนที่ 60

Magic Strikes // Ilona Andrews

posted on 02 Nov 2010 13:54 by maxtreme  in B-Club, UrbanFantasy

เนื่องจากไปนั่งอ่านหนังสือแจกฟรีของไอโลนา แอนดรูวส์ ที่เขียนเรื่องตามมุมมองของพระเอก เนื่องจากหนังสือชุดนี้เล่าเรื่องตามมุมมองของนางเอกฝ่ายเดียว ทำให้แม็กซ์เกิดความอยากอ่านเรื่องในชุดนี้ต่อ หลังจากอ่านไปได้สองเล่ม และชอบมาก ๆ แต่ก็เก็บต้นฉบับไว้ก่อน กลัวว่า อ่านแล้วมันจะหมดไป 

แต่พอได้อ่านมุมมองของเคอร์เรนในเรื่องแล้ว (คนที่สนใจอ่าน ตามไปที่ลิงค์นี้ค่ะ แต่คงต้องบอกว่า ถ้าไม่เคยอ่านเรื่องในชุดนี้มาก่อน ก็ไม่ควรอ่านนะคะ เพราะมันเป็นเหตุการณ์เดียวกับในเรื่องชุดนี้ แต่เล่าผ่านมุมมองของพระเอก)  ก็อดรนทนไม่ได้ค่ะ ต้องไปหยิบเล่มสามในชุดมาอ่านทันที

 

 

Magic Strikes ของไอโลนา แอนดรูวส์

หนังสือเรื่องนี้เป็นเล่มที่สามในชุด เคท เดเนียลส์ ที่คงอาจจะไม่ถึงขนาดจำเป็นต้องอ่านเรียงกันเป็นชุดหรอกนะคะ แต่ถ้าสามารถอ่านได้ แม็กซ์ก็แนะนำให้อ่านค่ะ เพราะเรื่องชุดนี้สนุกทั้งชุด

เราไม่ขอเล่าแบ็คกราวด์ของชุดซ้ำนะคะ ตามไปอ่านได้ที่ลิงค์นี้

ในโลกที่เวทมนตร์กลับคืนมาอีกครั้ง เคท เดเนียลส์ ซึ่งทำงานให้กับ Order of the Merciful Aids โดยเป็นคนประสานงานความสัมพันธ์ระหว่างองค์กรแห่งนี้ กับชุมชนเหล่ามนุษย์กลายร่างในเมืองแอตแลนตา อดีตของเคท ทำให้เธอถูกสอนมาให้ใช้ชีวิตอย่างโดดเด่น เธอเมินหน้าที่จากมิตรภาพที่ถูกมอบให้ เพราะรู้ดีว่า วันนึง "อดีต" ของเธอจะต้องหวนกลับมา และเมื่อนั้น ทุกคนที่เป็นมิตรกับเธอ ก็จะตกอยู่ในอันตราย นอกจากนี้แล้ว เธอก็ยังรู้ดีว่า มิตรภาพจะทำให้เธออ่อนแอลง ทำให้เธอเผยจุดอ่อนของตัวเองให้ศัตรูรับรู้ และนั่นอาจจะหมายถึงชีวิตของเธอก็ได้

แต่เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในช่วงหลายเดือนของเคท มันยิ่งทำให้เธอยากที่จะไม่ตอบกลับมิตรภาพที่เสนอมา จนกระทั่งวันนึงเธอก็พบว่า รอบกายเต็มไปด้วยคนที่เธอห่วงใย 

หนึ่งในนั้นคือ เดเรค หมาป่าหนุ่มวัยสิบเก้าปี ที่ถูกเคอร์แรน ผู้นำเหล่ามนุษย์กลายร่างแห่งเมืองแอตแลนตาส่งมาคุ้มครองเธอ (เหตุการณ์ในเล่มก่อนหน้า) และแม้ว่า ตอนนี้หน้าที่ของเดเรคจะหมดลงแล้ว แต่ความสัมพันธ์ที่เกิดขึ้นระหว่างทั้งสอง ก็ไม่อาจลบล้างไปได้ ดังนั้นเมื่อเดเรคถูกจับว่า เข้าไปขโมยของในอพาทเมนต์ของไซแมน หนึ่งในลูกค้าของเคท สมัยที่เธอยังเป็นนักรบรับจ้างอยู่ เธอจึงโผล่ไปช่วยเขา

และมันทำให้เธอต้องเข้าไปพัวพันกับการแข่งขันกีฬาที่ผิดกฎหมาย ที่มีชื่อว่า มิดไนท์เกมส์ มันคือการแข่งขันที่คล้ายคลึงกับกลาดิเอเตอร์ยุคโบราณ ที่คู่แข่งขันต่อสู้กันจนถึงแก่ความตาย การแข่งขันที่เคอร์แรนห้ามสมาชิกทุกคนในเผ่าของเขาเข้าไปยุ่งเกี่ยว แต่มีอะไรบางอย่างทำให้เดเรคฝ่าฝืนกฎอันนี้ 

ไม่นานหลังจากนั้น เดเรคถูกทำร้ายปางตาย และเคท ซึ่งปฏิเสธที่จะไม่ผูกพันกับใคร ก็ต้องยอมรับตัวเองในที่สุดว่า เธออยู่เฉยไม่ได้ ต้องมีใครรับผิดชอบในการกระทำนี้ และเคทพร้อมจะทำทุกอย่างเพื่อให้คนกลุ่มนั้นชดใช้

แม็กซ์ชอบเล่มนี้มากกว่าสองเล่มแรกในชุดอีกนะคะ เพราะมันเป็นเล่มที่เราได้เห็นด้านที่อ่อนโยนลงของเคท และนั่นก็ต้องยกให้เป็นความดีของคนแต่ง นั่นเพราะคาแร็คเตอร์ของเคทมีพัฒนาการมาตามลำดับ คนอ่านได้พบเธอตั้งแต่ยามที่เธอโดดเดี่ยว ปิดกั้นตัวเอง และอยู่ตามลำพัง จนกระทั่งมาถึงจุดนี้  เมื่อเคทตัดสินใจเสี่ยงชีวิตของตัวเองเพื่อเหล่าเพื่อน ๆ

แม็กซ์ชอบปริศนาเกี่ยวกับตัวตนของกลุ่มคนร้ายนะคะ เราคิดว่า ไอโลนาผูกตำนานโบราณได้เข้ากับเรื่องราวมาก โดยเฉพาะ (สปอยล์) มันเป็นตำนานของพระวิษณุ ซึ่งเป็นเรื่องของอินเดีย ไม่ใช่ตะวันตก  ทำให้เรื่องน่าติดตามน่าค้นหาว่า กลุ่มคนร้ายกลุ่มนี้เป็นใครกันแน่

และในเล่มนี้เอง ความลับหลายอย่างก็เปิดเผยออกมามากขึ้น ตั้งแต่ตัวตนที่แท้จริงของไซแมน ไปจนถึงชาติกำเนิดของเคท ที่ได้รับการยืนยัน พร้อมกับเปิดประเด็นเตรียมพร้อมไปยังเล่มต่อไป

สิ่งที่จะไม่พูดถึงไม่ได้ ก็คงจะต้องเป็นเคท และเคอร์แรน เพราะแม้หนังสือชุดนี้จะไม่ใช่โรแมนซ์ แต่เราเชื่อว่า คงจะถูกใจแฟนโรแมนซ์หลายคนทีเดียว ความสัมพันธ์ของทั้งสองไม่หวาน แต่ยิ่งได้อ่านก็ยิ่งรับรู้ถึงความ "เหมาะเจาะ" ของทั้งคู่มากขึ้น

เราชอบเคอร์แรน เพราะแม้เขาจะเป็นอัลฟาของเผ่า แต่เขาเข้าใจ และเคารพความสามารถของเคทร้อยเปอร์เซ็นต์ เขาเชื่อมันในการดูแลตัวเองของเธอ แต่ในขณะเดียวก็ยอมตายเพื่อช่วยชีวิตของเธอ ฉากจบในเรื่องนี้ซึ้งยิ่งกว่าหนังสือโรแมนซ์หลายเล่มด้วยซ้ำ 

และเช่นเดียวกัน อย่างที่เราบอกไปหลายครั้ง เคทคือแรงดึงดูดใหญ่ของหนังสือชุดนี้ สำหรับเรา เ่ธอคือ อีฟ ดักกลาสแห่งโลก Urban Fantasy หญิงแกร่งที่มีหัวใจ และไม่ปล่อยให้ความหัวรั้น หรือหยิ่งทรนงมาเป็นอุปสรรค เคทรู้จักว่า เมื่อใดที่เธอต้องการความช่วยเหลือ เมื่อใดที่ต้องถอย และเมื่อใดที่จะต้องปักหลักสู้จนตาย 

ยิ่งอ่านเราก็ยิ่งชอบหนังสือชุดนี้ค่ะ

ข่าวดีก็คือ แฟนหนังสือฉบับแปลก็จะได้อ่านเรื่องชุดนี้เช่นกัน 

คะแนนที่ 83

Divine Misdemeanors // Laurell K. Hamilton

posted on 20 Sep 2010 15:49 by maxtreme  in C-Club, UrbanFantasy

นี่เป็นหนังสืออีกเล่มที่แม็กซ์อ่านจบไปนานแล้วพอสมควร แต่ก็ไม่ได้ฤกษ์เขียนรีวิวถึงสักที ซึ่งก็แปลกนะคะ เพราะหนังสือชุดนี้ถือเป็นหนึ่งในหนังสือที่เรากรี๊ดสลบทีเดียว เคยมีช่วงเวลานึงที่เราคลั่งไคล้มันมากขนาดลงทุนซื้อปกแข็งมาอ่าน และถึงกับนั่งนับวันรอเวลาหนังสือออกขาย 

แต่อาจจะเป็นเพราะบทสรุปในเรื่อง Swallowing Darkness ที่ค่อนข้างลงตัวไปแล้วในระดับนึง ทำให้เรื่องราวเล่มต่อมาดูด้อยความสำคัญลงไป ใครล่ะจะสนใจอ่านเทพนิยายหลังจากที่มันจบลงไปแล้ว มันจะมีอะไรให้น่าสนใจอีกล่ะ

Divine Misdemeanors ของลอเรล เค. แฮมิลตัน

หนังสือเล่มนี้เป็นเล่มที่แปดในชุดเมอรี เจนทรี เจ้าหญิงแห่งภูติองค์สุดท้าย คนที่ตัดสินใจเดินออกจากราชบัลลังค์เพื่อแลกกับชีวิตของชายผู้เป็นที่รัก

เมอรีตัดสินใจถอนตัวออกจากสิทธิที่เธอได้รับจากเทพเจ้า สิทธิที่กำหนดให้เธอเป็นราชินีแห่งบัลลังค์ภูติของราชสำนักอันซีลี เพื่อที่จะกลับไปใช้ชีวิตเป็นนักสืบเอกชนธรรมดาในเมืองแห่งเทพเจ้า หรือที่เรียกกันว่า ลอสแองเจลิส

มันเป็นชีวิตที่ต้องดำเนินไปหลังจากเทพนิยายจบลง เมอรีกลับมาทำงานที่เธอถนัด แม้จะตั้งครรภ์ได้หลายเดือน แต่บางสิ่งก็ไม่เคยเปลี่ยนแปลงไป เธอยังคงตกเป็นเป้าหมายของการลอบสังหาร จากคนที่ไม่เชื่อว่า เมอรีจะเดินออกจากอำนาจได้จริง ในขณะเดียวกันเธอก็ต้องรับมือกับการตกเป็นเป้าหมายของบรรดาช่างภาพ และนักข่าวที่ต้องการเรื่องราวเกี่ยวกับเจ้าหญิงแห่งภูติ

คดีที่เมอรีได้รับเชิญจากกรมตำรวจแห่งลอสแองเจลิสให้ไปให้คำปรึกษา เป็นคดีฆาตกรรมหมู่เหล่าภูติร่างจิ๋ว ภาพความตายอันน่าสพึงกลัว ที่ถูกจัดฉากให้เหมือนกันภาพในนิทานก่อนนอนเป็นสิ่งที่น่าสยองเกินคำบรรยาย คำถามปรากฎขึ้นถึงผู้ลงมือ คนคนนั้นเป็นมนุษย์ที่ทดลองเล่นกับเวทมนตร์ หรือมันเป็นการฆ่ากันเองในหมู่ของภูติ

เมอรีและเหล่าองครักษ์ข้างกายของเธอ (ซึ่งก็เป็นกิ๊กของเธอด้วย) ถูกดึงเข้าไปพัวพันกับคดี ที่ในที่สุดก็เห็นได้ชัดว่า มีเป้าหมายมายังตัวเธอเอง

ว่าไปแล้วหนังสือเล่มนี้ค่อนข้างอ่อนด้อยลงไปพอสมควรเมื่อเทียบกับเล่มก่อนหน้า (Swallowing Darkness) แต่ก็อย่างที่บอกค่ะ มันคือตอนต่อจากตอนจบของเทพนิยาย เรื่องราวจึงดำเนินไปอย่างไม่ค่อยมีเป้าหมายมากนัก เมอรีเริ่มตั้งคำถามกับการเลือกของเธอเองในการที่เดินออกไปจากอำนาจ ผลพวงของการที่เธอบอกปฏิเสธราชบัลลังค์ที่ไม่ได้หมายความว่า เธอจะปลอดภัยอย่างที่คิด

ในแง่นึงหนังสือเล่มนี้มีความคล้ายกับเล่มแรกในชุด (Kiss of Darkness) ค่อนข้างมากค่ะ แต่เพราะตัวละครขาดแรงผลักดัน (ในกรณีนี้ก็คือ เมอรีไม่ได้แข่งขันเพื่อครองราชบัลลังค์แล้ว) ทำให้เรื่องดูไร้ทิศทางไปเล็กน้อย แต่แม็กซ์ก็ยังชอบพล็อตในส่วนสืบสวนในระดับนึง และพล็อตสืบสวนนี้เองที่ช่วยพยุงเรื่องนี้เอาไว้ได้ ไม่อย่างนั้นมันก็จะกลายเป็นบันทึกประจำวันของเมอรีไปซะงั้น

เมื่ออ่านจบ แม็กซ์ไม่แน่ใจนะคะว่า มันเป็นความคิดที่ดีรึเปล่าที่คนแต่งเขียนเรื่องของเมอรีต่อมาอีก เพราะเรารู้สึกว่า เรื่องราวล่องลอยอย่างไม่มีจุดหมายเท่าไหร เราไม่แน่ใจว่าคนแต่งต้องการจะสื่ออะไรต่อไป หรือเพียงเพราะว่า เธอเห็นว่า เรื่องชุดนี้ขายดี ก็เลยเขียนต่อไปซะอย่างนั้น

คะแนนที่ 67