UrbanFantasy

Hunting Ground // Patricia Briggs

posted on 03 Sep 2009 10:13 by maxtreme  in C-Club, UrbanFantasy

คงไม่ต้องเถียงกันนะคะว่า ในบรรดาหนังสือที่แพทริเซีย บริกส์เขียน เรื่องชุดที่โด่งดังที่สุดก็คงจะเป็นชุดเมอซี่ ธอร์มสัน ดังขนาดไหนก็คิดเอาแล้วกันว่า มีสนพ.ในเมืองไทยซื้อลิขสิทธิ์มาเรียบร้อยแล้วล่ะ แต่สำหรับแม็กซ์ หนังสือของเธอที่เราชอบมากที่สุดกับเป็นชุดอัลฟ่าและโอเมก้า ดังนั้นเมื่อหนังสือเล่มที่สองในชุดเล่มนี้ออกขาย แม็กซ์จึงให้คิวอ่านเกือบจะในทันที

ก่อนอื่นคงต้องบอกว่า หนังสือเรื่องนี้ไม่ใช่โรแมนซ์นะคะ แต่ในขณะเดียวกันแม็กซ์ก็ไม่รู้สึกว่า มันเป็น Urban Fantasy เสียด้วย และนี่อาจจะเป็นเหตุผลที่แม็กซ์ชอบชุดนี้มากกว่าชุดเมอร์ซี่ เพราะเนื้อเรื่องมีความหวานมากกว่า

 

 

Hunting Ground ของแพทริเซีย บริกส์

หนังสือเล่มนี้เป็นเล่มที่สองในชุด Alpha and Omega เรื่องราวของมนุษย์หมาป่าสองคนที่โชคชะตา (และความต้องการของพวกเขาเอง) กำหนดให้ต้องมาใช้ชีวิตร่วมกัน สำหรับคนที่ไม่เคยอ่านหนังสือในชุดนี้เลย แม็กซ์ไม่ค่อยแนะนำนะคะ เพราะคิดว่า คงจะงงไม่น้อย แต่ถ้าอยากเรียนหลักสูตรลัดคิวล่ะก้อ เอาเรื่องสั้นเรื่อง Alpha and Omega ในหนังสือรวมเรื่องสั้นชุด On the Prowl มาอ่านก็ได้ค่ะ น่าจะเป็นการปูพื้นความสัมพันธ์ของตัวเอกได้ดีทีเดียว ไม่ถึงกับต้องอ่านเล่มแรก

ในเล่มนี้หลังจากชาร์ลและแอนนาเริ่มปรับตัวเข้ากับชีวิตที่ไม่ต้องอยู่อย่างโดดเดี่ยวอีกต่อไปได้ดีขึ้นแล้ว สำหรับชาร์ล คอร์นิค สายตาของโลกภายนอกเขาเป็นผู้คุมกฎ เป็นคนที่ทำให้คำสั่งของเบรนผู้เป็นบิดาศักดิ์สิทธิ์ เป็นคำขู่ที่ทำให้หมาป่าทั่วทั้งอเมริกาอยู่ในกรอบที่เบรน (ซึ่งเป็นมาร์ล็อคหัวหน้าทั้งปวงของหมาป่าทุกเผ่าในอเมริกา) สั่ง เขาใช้ชีวิตอย่างโดดเดี่ยว จนกระทั่งแอนนาเดินเข้ามาในชีวิต ชาร์ลไม่ใช่คนที่เลือกแอนนาตั้งแต่ต้น มันเป็นพี่หมา (ชาร์ลเรียกหมาป่าในวิญญาณของเขาว่า Brother Wolf ซึ่งแม็กซ์ว่าน่ารักดีค่ะ) ที่เลือกเธอ แต่เมื่อได้รู้จัก ชาร์ลก็ยอมรับในการเลือกครั้งนี้ แอนนาคือส่วนที่ขาดไปจากดวงวิญญาณของเขา

สำหรับแอนนา เธอถูกเปลี่ยนเป็นหมาป่าโดยที่ไม่เต็มใจ และใช้ชีวิตอยู่บนความหวาดกลัว จนกระทั่งความกล้านำเธอไปสู่ชีวิตใหม่ (เหตุการณ์ในเรื่อง Alpha and Omega) และพาเธอมาสู่ชาร์ล คอร์นิค มันเป็นหนทางอันยาวไกลของแอนนาในการเรียนรู้ และเอาชนะความกลัวของตัวเอง เหตุการณ์ในเล่มนี้ แม็กซ์คิดว่า มันเป็นการแสดงให้เห็นถึงระยะทางที่เธอไปถึง ซึ่งไกลมากจากจุดเริ่มต้น

ในเล่มนี้ชาร์ลและแอนนาถูกเบรนส่งไปซีแอตเติ้ลเพื่อเป็นตัวแทนในการประชุมกับอัลฟ่าของหมาป่าจากยุโรป อันเนื่องมาจากเบรนตัดสินใจที่จะเปิดเผยความจริงให้โลกรับรู้ถึงการมีอยู่ของมนุษย์หมาป่า การตัดสินใจของเบรนเด็ดขาด แต่เขาต้องการให้หมาป่าจากฝั่งยุโรปซึ่งจะได้รับผลกระทบจากการกระทำของเขา มีโอกาสในการให้ความเห็น มันจะไม่เปลี่ยนการตัดสินใจของเบรน แต่เขาตั้งใจจะใช้โอกาสนี้ลดผลกระทบให้มากที่สุด 

การเผชิญกันระหว่างหมาป่าที่มีบุคลิกเป็นอัลฟ่าพร้อมกันหลายคนไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะแต่ละคนล้วนมีความเป็นผู้นำ และไม่ยอมตามกัน เรื่องวุ่นวายถูกคาดการณ์ว่าจะต้องเกิดขึ้น แต่กระนั้นชาร์ลก็ไม่ได้คาดว่า จะเป็นแอนนาที่ถูกลอบทำร้าย และแม้ว่าคนที่ทำร้ายเธอเป็นฝูงแวมไพร์ แต่ทั้งคู่ก็สงสัยว่า จะมีหมาป่าอยู่เบื้องหลัง 

เช่นเดียวกับเล่มแรกในชุดนะคะที่ตอนต้นค่อนข้างอืดมาก แม็กซ์พบว่าคนแต่งใช้เวลาไปกับความสัมพันธ์ของชาร์ลและแอนนามาก ซึ่งสำหรับสายโรแมนซ์อย่างแม็กซ์ เราค่อนข้างโอเค (แต่เรายังรู้สึกถึงความช้าของเนื้อเรื่อง) แต่แม็กซ์ไม่แน่ใจว่า สำหรับคนที่ตามงานแพทริเซียมาจากสาย UF จะรู้สึกยังไงนะคะ หนังสือต้องดำเนินไปเกือบครึ่งเรื่องแล้ว เหตุการณ์ที่น่าสนใจจึงจะเริ่มเกิดขึ้น แต่กระนั้นก็ยังไม่ถึงขนาดน่าตื่นเต้นอะไรมากมาย จนกระทั่งตอนใกล้จบเรื่อง ซึ่งแม็กซ์ขอชมนะคะว่า (สปอยล์) หลอกเราได้ในเรื่องตัวร้าย คือแม็กซ์เดาถูกตัวนึง แต่อีกตัวนึงนี่ทำเอาอึ้งไปเหมือนกัน ซึ่งพอคิดอีกที เราน่าจะคิดออกนะคะ เพราะมันแทบจะไม่เหลือใครที่เป็นตัวร้ายได้อีกแล้วนอกจากคนคนนี้

โดยรวมแล้ว เราค่อนข้างโอเคกับเล่มนี้ค่ะ ในส่วนของพล็อตไม่ค่อยมีอะไรคืบหน้าไปมากนัก แต่ถ้าคิดว่า จริงแล้วชาร์ลเองก็ไม่ใช่ฟันเฟืองสำคัญในโลกของหมาป่า (เป็นเบรนพ่อของเขาที่จัดการทุกอย่าง ชาร์ลเป็นเพียงเครื่องมือ) แม็กซ์จึงไม่ได้รู้สึกว่าเสียหายอะไรนัก แต่ในส่วนของความสัมพันธ์ระหว่างชาร์ลและแอนนาถือว่า ทำได้ดีมาก โดยเฉพาะการเติบโตของแอนนาเอง (สปอยล์) ในตอนจบที่เธอเผชิญหน้ากับตัวร้ายเพื่อช่วยชีวิตชาร์ล เป็นฉากที่สะท้อนการมาได้ไกลมากของแอนนา

และชาร์ลก็ยังเป็นตัวละครที่เราชอบ ในเล่มนี้เราได้เห็นความแข็งแกร่งของเขา ที่ขาดหายไปจากเล่มแรก (เพราะในเล่มแรกชาร์ลยังไม่หายจากอาการบาดเจ็บ) ซึ่งอ่านไปก็กรี๊ดไปเล็กน้อย เพราะเท่ห์มาก ยิ่งทำให้แม็กซ์นึกถึงเคลย์ เดนเวอร์จากชุด Otherworld ของแคลลี่ย์ อาร์มสตรองค์ ผู้ชายที่ทำตัวให้น่ากลัวจนไม่มีใครกล้าที่จะท้าทาย ย่อมง่ายกว่าแสดงตัวตนที่แท้จริงออกมา แ้ล้วต้องฆ่าคนเหล่านั้นเพื่อสั่งสอนให้เห็นถึงความน่ากลัวของพวกเขา (แม็กซ์ชอบหลักการนี้ และนี่เป็นประเด็นที่แม็กซ์คิดว่า ชาร์ลเหมือนกับเคลย์ค่ะ ส่วนประเด็นอื่นมีความแตกต่างกันอย่างชัดเจน) 

ส่วนแอนนาก็อย่างที่บอกนะคะ แม็กซ์ชอบที่คาแร็คเตอร์ของเธอมีการเติบโต เธอเริ่มที่จะกลับมาเป็นตัวตนที่แท้จริงอีกครั้ง และมันก็แสดงออกมา 

ข่าวว่าหนังสือชุดนี้จะมีต่ออีกอย่างน้อยหนึ่งเล่ม ซึ่งเราโอเคนะคะ เพราะยังรู้สึกว่า ความสัมพันธ์ระหว่างชาร์ลและแอนนายังเหลือประเด็นให้ดำเนินต่อ แต่แม็กซ์ไม่แน่ใจพล็อตเรื่องน่ะสิคะ มันไม่น่าดึงดูดพอ และถ้าชาร์ลและแอนนามาถึงจุดที่ลงตัว (เหมือนอย่างที่อีฟและโร้คเดินทางไปถึงแล้ว) เรื่องมันจะน่าสนใจพอที่จะเขียนต่อไปเรื่อย ๆ ไหม นี่เป็นคำถามของแม็กซ์สำหรับหนังสือชุดนี้ค่ะ

คะแนนที่ 70

Cold moon rising // C.T. Adams & Cathy Clamp

posted on 28 May 2009 13:47 by maxtreme  in B-Club, UrbanFantasy
This was the book I most wanted to read since I heard the news about its release because the authors returned to one of the most memorable characters I have ever read.

 

Finally in the seventh installment in the world of Sazi, means shapeshifter, Tony Giodone, the narrator of the first two books in the series (Hunter’s moon & Moon’s Web) is back.

 

And what a return it is.  

 

 

 

Cold Moon Rising by C.T. Adams & Cathy Clamp

As mentioned this is the seven installments in the Sazi series, which explored the world of shapeshifters where there are rules and the price to pay if you broke them.

Toni Giodone knew well about this. When one of his victim fought back, bit him, and suddenly every full moon, he is not just an ordinary human anymore. He had to left his life as a mob assassin behind and joined Wolven, the police figure in Sazi world. The truth is a wolf as young as Toni was not ready enough for Wolven but because of his hindsight, which allowed him to see the past make him an asset to the job.

His work sent him to a rescue mission in Central America. It supposed to be an easy job but something happened and the bullet started flying. In the aftermath, Toni found himself not only connect to Sue, his wife but also Ahmed, the king of the snake. And that make him a prime candidate to the next mission with Ahmed to find out about the sinister plan of Ahmed’s late father.  On top of that someone attacked Carmen, Toni’s old boss and he wanted Toni to make them pay.

This is the book I love the most in the series except for Hunter’s moon, which introduced me to Toni. Everything in this story went on a fast pace and never let down until the end of the story. A lot of thing happened and if you blinked, you may miss something very interesting.

I expected a lot of comment on the changed in Sue, Toni’s wife. In the previous books, Sue was perceived as a naïve Suzy Homemaker type of character. But she was toughen up and wanted to involve more in her husband’s job. I did not see his as an inconsistency in her character. It is more like a character development to me because you never know what Sue thought. Everything was told from Toni’s perception and he did not spend much time in her company since the ending of Moon’s Web. The escape from her mother and sister’s thumb, all the things that happened finally made Sue growing up.

I am not sure if you are not familiar with the storyline or read the previous installments, you could catch on all the issues. But actually you should read this series especially the first two, which have Toni as a narrator. I absolutely love his voice, his view to the world. It is unique that I rarely find in any other books. As an assassin, Toni is different. His moral allowed him to kill indiscriminate. You may not want to know him in life or agree with his view but let’s me tell you, Toni is a very fascinating character. It may be because of my tendency to like a dark character and there should not have more dark character than an assassin for hire (or a reformed assassin).

However, I would not recommend this book to the one who never read any story in this world. I would tell them to read Hunter’s moon and work their way to the rest of the series.

Grade B

 หนังสือเล่มนี้เป็นหนึ่งในเ่ล่มที่เราอยากอ่านมากที่สุด นับจากได้ยินข่าวว่า ในที่สุดคนแต่งหนังสือเรื่องนี้ได้หวนกลับไปหาคาแร็คเตอร์ผู้เป็นที่น่าจดจำที่สุดคนนึงที่แม็กซ์เคยได้อ่านมา

ความน่่าจดจำของเขามากขนาดที่ปกหลังของเรื่องจ่าหัวตัวใหญ่ ๆ ไว้ว่า "Tony is Back"

หลังจากเป็นตัวเอกในหนังสือสองเล่มแรกในชุด โทนี่ก็กลับมาอีกครั้ง

 

 

Cold Moon Rising ของซีที อดัมส์และแคธี่ แคลมป์

หนังสือเล่มนี้เป็นเล่มที่เจ็ดแล้วในหนังสือชุด Sazi ซึ่งเป็นชื่อเรียกเหล่ามนุษย์แปลงร่างสายพันธุ์ต่าง ๆ หนังสือชุดนี้เปิดตัวในเรื่อง Hunter's Moon ที่เล่าเรื่องนักฆ่าของแก๊งค์มาเฟียนามโทนี่ ที่โดนเหยื่อที่เขาถูกส่งไปฆ่าทำร้ายกลับ และบังเิอิญว่าบาร์บาร่า หญิงสาวที่เป็นเป้าหมายของเขาดันเป็นมนุษย์หมาป่า การทำร้ายกลับของเธอทำให้โทนี่กลายเป็นหมาป่าไปด้วย และเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้เขาต้องเปลี่ยนชีวิตทั้งหมด

เริ่มจากโทนี่ไม่ได้ทำงานให้กับแก๊งค์มาเฟียอีกต่อไป ตัวตนของเขาได้ตายลงไปแล้ว บัดนี้โทนี่เป็นเจ้าหน้าที่ของหน่วยวูลฟ์เว่น ซึ่งเป็นเสมือนตำรวจในโลกเหนือธรรมชาติแห่งนี้ และแม้โทนี่จะเป็นเพียงหมาป่าอายุน้อยที่ไม่น่าจะได้รับเลือกให้เข้ามาทำงานให้กับวูลฟ์เว่นด้วยซ้ำ โทนี่ก็มีความพิเศษที่สามารถมองเห็นเหตุการณ์ในอดีตได้ และนั่นทำให้เขาได้รับการยอมรับ (ในระดับหนึ่ง) จากเพื่อน ๆ ในหน่วย

ภารกิจนำโทนี่ไปสู่อเมริกากลาง เขาต้องช่วยเหลือสายลับของวูลฟ์เว่นที่ถูกจับตัวไป แต่แล้วก็มีบางอย่างผิดแผน เพราะข่าวที่ได้รับ ควรจะมีตัวประกันเพียงคนเดียว แต่นี่กลับมาสองคน และหนึ่งในนั้นก็คือสมาชิกสภาซาซี่ ซึ่งเป็นเหมือนรัฐบาลปกครองชาวซาซี่ทั้งหลาย โทนี่ได้รับบาดเจ็บจากการต่อสู้ แต่ท้ายที่สุดเขาและคู่หูก็ทำสำเร็จ สามารถช่วยเหลือตัวประกันกลับมาได้ แต่นั่นเป็นเพียงจุดเริ่มต้นของความยุ่งยาก

เพราะเมื่อเขากลับมา ก็พบว่า ซูภรรยารักที่เป็นมนุษย์เกิดอาการแพ้เวทมนตร์ และการที่เธอเป็นคู่แท้ของเขาก็ยิ่งทำให้อาการของเธอเลวร้ายขึ้น ในเวลาเดียวกันการมีการค้นพบว่า มีหนอนบ่อนไส้อยู่ในวูลฟ์เว่น และแผนการร้ายของจอมวางแผนที่แม้จะตายไปแล้ว ก็ยังอาจนำความสั่นสะเทือนมาสู่โลกที่พวกเขาอาศัยอยู่ได้ และถ้ามันยุ่งไม่พอ คาร์เมนเจ้านายเก่าที่เป็นมาเฟียของโทนี่ก็ยังโดนลอบทำร้าย และคาร์เมนต้องการให้โทนี่เป็นคนชำระหนี้เลือดอันนี้ให้อีกต่างหาก

บอกเอาไว้เลยแล้วกันค่ะว่า แม็กซ์คิดว่า ถ้าคุณไม่เคยอ่านเรื่องราวในหนังสือชุดนี้มาก่อนล่ะก้อ ขืนหยิบเล่มนี้มาอ่าน ก็คงทำให้ชีวิตสับสนไม่น้อย เพราะคุณอาจจะไม่เข้าใจเลยว่า มันเกิดอะไรขึ้น เรื่องไม่ได้ปูพื้นความหลังของโทนี่มาพอที่จะทำให้เข้าใจโดยไม่อ่านเล่มแรกในชุด (Hunter's Moon) แล้วเรื่องราวความเป็นไปของวูลฟ์เว่น การทรยศหักหลัง และแผนการครองโลกของคนร้าย มันก็เ็ป็นพล็อตที่ต่อเนื่องกันมาจากเล่มก่อน ๆ ในเล่มนี้เป็นเพียงส่วนหนึ่งของมันเท่านั้น นี่ยังไม่รวมขบวนตัวละครที่โผล่กันออกมาเยอะแยะ ถ้าไม่เคยอ่านเรื่องในชุดนี้มาก่อน แม็กซ์บอกได้เลยว่า งงตายล่ะ

แต่สำหรับแม็กซ์แล้ว เราบอกได้ค่ะว่า เราชอบเล่มนี้มากกว่าเล่มไหน ๆ ในชุด (อาจจะยกเว้น Hunter's Moon ที่เป็นเล่มแรกในชุด) ส่วนหนึ่งเพราะเราชอบมุมมองการเล่าเรื่องของโทนี่ เขาเป็นคาแร็คเตอร์ที่มีลักษณะเฉพาะ มุมมองที่เขามองโลกก็น่าสนใจ แม็กซ์ไม่ได้กำลังบอกว่า เขาเป็นคนดีและน่ารักนะคะ เพียงแต่มุมมองที่เขามองโลก วิธีการที่เขาเล่าเรื่อง มันมีความพิเศษ และเด่นชัดในแง่แนวคิดอย่างมาก 

โทนี่เป็นศีลธรรมที่เขากำหนดขึ้นเอง ซึ่งมันไม่เหมือนกับที่เรา ๆ ใช้กัน คนที่เป็นมือปืนและฆ่าคนอย่างง่ายดายไม่ใช่คนที่เราอยากรู้จักในชีวิตจริง แต่เขากลับเป็นตัวละครที่มีความโดดเด่นมากที่สุดเท่าที่เราเคยได้อ่านมาก อาจเพราะแม็กซ์เป็นนักอ่านที่มักเอียงเอนไปกับด้านมืดของตัวละครอยู่แล้ว การได้พบกับโทนี่จึงเป็นเหมือนการได้เจอกับเพื่อนเก่าที่คุ้นเคย (และในเล่มนี้มันก็เป็นอย่างนั้น เพราะเรารู้จักโทนี่ดีอยู่แล้วจากสองเล่มแรกในชุด) 

จุดนึงที่เรายังแปลกใจตัวเองก็คือ ความเปลี่ยนแปลงของซู ซึ่งตามปกติแม็กซ์จะไม่ชอบตัวละครที่เปลี่ยนนิสัยจากหน้ามือเป็นหลังมือนะคะ ซูเริ่มต้นด้วยการเป็นผู้หญิงที่เก็บกด ทนทุกข์ แม้จะถูกล็อตเตอรี่รางวัลที่หนึ่ง แต่เธอก็อยู่ภายใต้การบังคับจากแม่และน้องสาว จนเธอต้องหาทางออกด้วยการจ้างโทนี่มาฆ่า แต่ทุกอย่างก็ผิดแผน เมื่อทั้งสองหลงรักกัน การจับคู่ที่แปลกแต่กลับลงตัวอย่างไม่น่าเชื่อ บัดนี้ซูกลายเป็นมนุษย์ที่อยู่ท่ามกลางโลกของสิ่งมีชีวิตเหนือธรรมชาติ และเธอไม่ใช่ผู้หญิงคนเดิม ซูกลายเป็นคนที่มีความมั่นใจมากขึ้น ขนาดที่คิดจะออกไปทำงานภาคสนามให้กับวูลฟ์เว่น ความเปลี่ยนแปลงในลักษณะเช่นนี้ของตัวละครมักจะนำความหงุดหงิดมาให้กับเรานะคะ แต่ในเล่มนี้มันกับเวิร์ค

ส่วนหนึ่งคงเพราะนี่เป็นเรื่องราวของความเปลี่ยนแปลง ชีวิตของซูเปลี่ยนอย่างกระทันหัน เธอเองก็ต้องอุปโหลกการตายของตัวเองขึ้นมา การที่ได้อยู่กับโทนี่ และห่างไกลจากมารดาผู้ควบคุมชีวิตของเธอ เริ่มทำให้ซูตื่นจากการหลับใหล และกลายมาเป็นคนที่เธอน่าจะเป็นในที่สุด 

สิ่งที่ดีมาก ๆ ก็คือ แม็กซ์ชอบตัวตนที่ซูเป็นในตอนนี้ แต่ในขณะเดียวกันเราก็ไม่ได้รังเกียจคนที่ซูเป็นในสองเล่มแรก เพราะซูในเวลานั้นคือผู้หญิงที่เหมาะกับโทนี่ในเวลานั้นมากที่สุด และซูในเล่มนี้ก็คือ ซูที่เป็นผู้หญิงของโทนี่ เพราะเขาเองก็เปลี่ยนไปเช่นกัน

ข้อเสียของเล่มนี้ที่เราเห็นได้ชัดก็คือ ความไม่ชัดเจนในแง่ของพล็อต เพราะมีเหตุการณ์เกิดขึ้นมากมาย แม็กซ์ของขอย้ำว่ามากมายนะคะ เพราะมันมากมายจริง ๆ อะไรต่ออะไรเกิดขึ้นเต็มไปหมด ทั้งที่เกี่ยวกับพล็อตหลัก (ซึ่งแม็กซ์บอกตามตรงว่าไม่ค่อยแน่ใจเหมือนกันว่า อะไรคือพล็อตหลัก) และไม่เกี่ยวข้องกันเลยด้วยซ้ำ หลายครั้งมันเหมือนการปูพื้นบอกเล่าเหตุการณ์สำหรับเล่มต่อไป ไม่ค่อยมีโฟกัสกับเรื่องเท่าใดนัก

โชคดีค่ะที่เราชอบคนเล่าเรื่อง (โทนี่) เราชอบการมองโลกผ่านสายตาของเขา และการได้เข้าไปอยู่ในสมองของโทนี่เป็นเรื่องสนุก มุมมองของเขาดิบ แปลกและน่าสนใจ

แม็กซ์ไม่อยากแนะนำเรื่องนี้ให้ใครอ่านนะคะ ถ้าคุณยังไม่เคยได้อ่าน Hunter's Moon แต่ถ้าคุณชอบ Hunter's Moon ก็บอกได้เลยว่า คุณจะต้องชอบเรื่องนี้แน่ ๆ เพราะว่าโทนี่ได้กลับมาแล้ว

คะแนนที่ 75

edit @ 5 Jun 2009 15:25:22 by max

NightLife // Rob Thurman

posted on 30 Mar 2009 11:00 by maxtreme  in D-Club, UrbanFantasy

วันนี้เปลี่ยนบรรยากาศจากโรแมนซ์มาเรื่องแนวอื่นกันบ้างนะคะ (และแม็กซ์หมายความว่า มันไม่มีโรแมนซ์เอาเสียเลยนะคะสำหรับเรื่องที่รีวิววันนี้)

หนังสือเล่มนี้เข้ามาอยู่ในความสนใจของแม็กซ์ก็ตอนที่เรานั่งคุยกับเพื่อนถึงหนังทีวีซีรี่ย์เรื่องโปรดอย่าง Supernatural เรื่องราวของสองพี่น้องดีน และแซมที่ต่อสู้กับสิ่งมีชีวิตเหนือธรรมชาติ เพื่อนของเราพูดถึงหนังสือชุดหนึ่งขึ้นมา พร้อมกับสำทับว่า หนังสือชุดนี้ให้ความรู้สึกเหมือนเรื่อง Supernatural เอามาก ๆ 

และนั่นทำให้แม็กซ์เกิดอาการอยากอ่านขึ้นมาทันใด และก็โชคดีมาก ๆ ที่ร้านหนังสือเจ้าประจำอย่างคิโนะคูนิยะก็มีหนังสือเล่มแรกในชุดอยู่ในสต๊อคพอดี

 

 

Night Life ของร็อบ เธอร์แมน

หนังสือเล่มนี้เป็นเล่มแรกในชุด Cal Leandros ที่เล่าเรื่องของสองพี่น้องคาล และนิโก้ที่ใช้เวลากว่าสี่ปีในการหลบหนีเหล่าปีศาจที่ตามล่าคาล โดยเรื่องเล่าผ่านมุมมองของคาลเป็นหลัก (เท่าที่ทราบ เล่มหลัง ๆ ในชุดจะมีมุมมองของนิโก้เข้ามาเสริมด้วย แต่สำหรับเล่มแรกเป็นคาลคนเดียว)

เมื่อสี่ปีก่อนในวัยเพียงสิบสี่ปี คาลถูกลักพาโดยปีศาจ สองวันหลังจากนั้นเขาหนีกลับมาได้ แต่ลืมเลือนเหตุการณ์ทุกอย่างที่เกิดขึ้น เรื่องก็คือ นิโก้พี่ชายของเขาที่เฝ้ารอคอยการกลับมาของน้องชายตลอดสองวันพบว่า คาลไม่ได้ใช้เวลาสองวันในโลกแห่งปีศาจ หากแต่เป็นสองปี เพราะคาลแก่ขึ้นเกินกว่าเด็กชายวัยสิบสี่ปี 

เหตุการณ์ครั้งนี้กระตุ้นในทั้งสองพี่น้องเริ่มต้นการหนีที่ยาวไกลและบ่อยครั้ง เพราะพวกเขารู้ดีว่า ปีศาจพวกนั้นต้องการบางอย่างจากคาล และไม่มีวันจะยอมเลิกราง่าย ๆ  และนั่นทำให้ชีวิตของทั้งสองพี่น้องยากลำบาก ทั้งคู่ไม่อาจลงรากที่ไหนได้ นิโก้ซึ่งกำลังมีอนาคตจากการเข้าเรียนมหาวิทยาลัยปีหนึ่งยอมละทิ้งทุกอย่างเพื่อความอยู่รอดของน้องชาย ในขณะที่คาลเองก็หวาดกลัวด้านมืดในจิตวิญญาณของเขา

นั่นเพราะคาลไม่ใช่มนุษย์ธรรมดา แม่ของพวกเขาทำข้อแลกเปลี่ยนกับปีศาจ เพื่ออุ้มท้องคาล ซึ่งถูกสร้างขึ้นมาด้วยวัตถุประสงค์บางอย่าง และเป็นที่ต้องการตัวของเหล่าปีศาจ การเป็นลูกครึ่งปีศาจไม่ใช่เรื่องง่าย ดังนั้นคำถามเกี่ยวกับด้านมืดของคาลจึงเป็นประเด็นที่ถูกถามขึ้นเกือบตลอดทั้งเรื่อง

การหลบหนีเป็นเวลาสี่ปีพาสองพี่น้องไปจบลงที่กรุงนิวยอร์ค คาลทำงานเป็นบาร์เทนเดอร์ในบาร์กระจอก ๆ ส่วนนิโก้ก็หาเลี้ยงตัวเองและน้องชายด้วยการเป็นบอดี้การ์ด แต่ทั้งคู่ก็ถูกค้นพบ ปีศาจกำลังตามล่าใกล้เข้ามาทุกที  และตอนนี้ทั้งคู่ต้องเลือกว่าจะหนีอีกครั้ง หรืออยู่สู้ให้รู้กันสักตั้ง

อย่างที่บอกนะคะ แม็กซ์หยิบหนังสือเรื่องนี้มาอ่านเพราะคำโฆษณาที่ว่า มันให้ความรู้สึกเหมือนความสัมพันธ์ของพี่น้องตระกูลวินเชสเตอร์จากเรื่องซุปเปอร์เนเชอรัลมาก ซึ่งเมื่อได้อ่าน เราก็ยิ่งกว่าเห็นด้วย เพราะความสัมพันธ์ระหว่างคาลและนิโก้เป็นจุดเด่น และดีที่สุดของหนังสือเล่มนี้ มันชัดเจนและล้ำลึก โดยที่ไม่จำเป็นต้องมีช่วงเวลาขัดเขิน (ความสัมพันธ์ของตัวละครผู้ชายที่ผูกพันกันมาก ๆ หลายครั้งเวลาอ่าน จะให้ความรู้สึกไม่สมจริงน่ะค่ะ แต่เล่มนี้ค่อนข้างลงตัวมาก) และเราเข้าใจเลยว่า นิโก้คือคนที่รั้งคาลเอาไว้จากด้านมืดของเขาเอง (สปอยล์) แม้กระทั่งในช่วงเวลาที่คาลถูกครอบงำโดยปีศาจที่สิงในกาย และกระตุ้นให้เขาทำชั่วหลายอย่าง แต่สุดท้ายแล้วคาลก็ไม่อาจลงมือทำร้ายนิโก้ได้ 

ปัญหาใหญ่สุดของเรื่องนี้ก็คือ มันแทบจะไม่มีอะไรเกิดขึ้นในเรื่อง อย่างที่บอกนะคะ เล่มนี้เปิดเรื่องขึ้นสี่ปีหลังจากคาลถูกลักพาตัวโดยปีศาจ เรื่องนี้วางแบ็คกราวด์สิ่งที่เกิดขึ้นกับสองพี่น้อง บอกเล่าความผูกพันที่แน่นมาก ๆ ของพี่น้องคู่นี้ แต่ในแง่ของพล็อตแล้ว มันเอื่อยมากทีเดียวแหละ และนอกจากจะไม่มีอะไรเกิดขึ้้นแล้ว ในแง่ของความลึกลับเกี่ยวกับปีศาจที่ตามล่าตัวเองคาล ก็แทบจะไม่มีอะไรซ่อนไว้ให้น่าสนใจ มันไม่มีช่วงเวลาที่ความจริงเปิดเผยออกมาแล้ว ทำให้แม็กซ์รู้สึกว่า "คนแต่งช่างมีจินตนาการบรรเจิดอะไรเช่นนี้" เลยสักนิด 

มันออกจะน่าเบื่อเป็นส่วนใหญ่ทั้งเรื่องด้วยซ้ำ

แต่กระนั้นแม็กซ์ก็ยังไม่รู้สึกถึงขนาดว่า เรื่องชุดนี้สอบตกนะคะ (โอเคมันอาจจะตกสำหรับเล่มนี้) แต่หลายฉากที่เราได้อ่านในเล่มนี้ ทำให้แม็กซ์มีความหวังกับเล่มต่อ ๆ ไปในชุดค่ะ เรายังคิดว่า เล่มนี้เป็นเสมือเล่มที่วางรากฐานให้กับชุดก็เลยออกจะดูขาดความน่าตื่นเต้นไปบ้าง เพราะโฟกัสอยู่ที่การวางแบ็คกราวด์ตัวละคร

สิ่งที่ยังทำให้แม็กซ์มีความหวังกับเรื่องชุดนี้ก็คือ เสียงของคาล แม็กซ์ชอบเขาที่เป็นคนเล่าเรื่อง เราชอบมุมมอง และทัศนคติที่เขามองโลก มันค่อนข้างน่าสนใจ และแตกต่างไปจากเรื่องแนว UF ที่ส่วนใหญ่จะเล่าเรื่องผ่านตัวนางเอก สิ่งหนึ่งที่เราชอบมาก ๆ ก็คือ คาลในเรื่องนี้อายุแค่สิบเก้าปี (หรือยี่สิบเอ็ดถ้านับเวลาที่เขาถูกขังอยู่ในโลกปีศาจ) เขาดูเหมือนคนอายุเท่านั้นมาก เด็กชายที่ยังค้นหาตัวเอง และสับสนเอามาก ๆ กับตัวตนที่เขาเป็น

สรุปว่า เล่มนี้สอบไม่ผ่านค่ะ แต่ก็ได้คะแนนมากพอ (หรือทิ้งเรื่องที่น่าสนใจเอาไว้มากพอ) ที่จะทำให้แม็กซ์ติดตามอ่านชุดนี้ต่อ (โดยเฉพาะเมื่อเพื่อนคนที่แนะนำบอกมาแล้วว่า มันจะสนุกขึ้น) 

สำหรับเล่มนี้ คะแนนที่ 57

แม็กซ์เลิกซื้อหนังสือปกแข็งไปได้สักสองสามปีแล้วล่ะค่ะ หลังจากมาเจอว่าตัวเองซื้อปกแข็งมาแล้วก็ยังไม่ได้อ่านจนกระทั่งปกอ่อนออกขาย (อย่างเรื่อง Natural Born Charmer ของซูซาน อลิซาเบ็ท ฟิลลิป) เราเลยเริ่มคิดได้ว่า จะเสียเงินแพงกว่าทำไม เพราะถึงแม้แม็กซ์จะรวย (กำลังหาโอกาสอวดชาวบ้านเรื่องนี้อยู่พอดี) แต่ก็ไม่ได้มีเงินเอามาเผาเล่นได้ สู้เก็บเงินที่ใช้ซื้อปกแข็งมาซื้อปกอ่อนได้หลายเล่มดีกว่า

มีนักเขียนคนเดียวในเวลานี้ค่ะที่แม็กซ์อาจจะ (ใช้คำว่าอาจนะคะ เดี๋ยวจะมีคำอธิบาย) ลงทุนซื้อปกแข็งของเธอมาอ่าน และก็ไม่ใช่หนังสือทุกเล่มของเธอด้วยที่เราจะซื้อ เฉพาะเรื่องที่อยู่ในชุดเมอรี่ เจนทรี้ เจ้าหญิงแห่งภูติชุดนี้เท่านั้น

แต่เราก็คงบอกตรงนี้ว่า เราคงไม่ได้ซื้อค่ะ เพราะเพื่อนที่ดี (อีกแล้ว แม็กซ์เป็นคนโชคดีเรื่องเพื่อนค่ะ) เขาเป็นคนซื้อมาอ่านทุกครั้ง เราเองก็อาศัยใบบุญของเขายืมอ่าน ที่สำคัญเพื่อนคนนี้ของเราเป็นคนอ่านหนังสือเร็วมาก ใช้เวลาแค่วันเดียวหลังจากซื้อก็อ่านจบแล้ว เราก็เลยไม่ต้องรอนาน

วันนี้ก็เลยมานับถอยหลังวันออกขายหนังสือเล่มนี้กัน และเป็นการเตือนใจเพื่อนรักด้วยว่า อย่าลืมซื้อ Swollowing Darkness มาอ่านกันนะจ๊ะ

เรื่องย่อปกหลัง

I am Meredith, princess of faerie, wielder of the hands of Flesh and Blood, and at long last, I am with child-twins, fathered by my royal guard. Though my uncle, Taranis, King of Light and Illusion, claims that he is the true father since he abducted me from my home, betrayed, and defiled me. And now he has branded my guards as a threat to my unborn children.

Bearing an heir has placed me halfway to my aunt's throne, that much closer to my reign over the Unseelie Court-and well ahead of her son, my cousin Cel, in this race. Now I must stay alive to see my children born and claim my place as queen.

But not all in faerie are pleased with the news, and conspirators from every court in the realm plot against me and mine. They seek to strip my guards, my lovers, from me by poisoned word or cold steel. But I still have supporters, and even friends, among the goblins and the sluagh, who will stand by me.

I am Meredith Nic Essus, and those who would defy and destroy me are destined to pay a terrible price-for I am truly my father's daughter. To protect what is mine, I will sacrifice anything-even if it means waging a great battle against my darkest enemies and making the most momentous decision ever made as princess of faerie.  

หนังสือเล่มที่เจ็ดในชุด ที่ในที่สุดเมอรี่ก็ท้องจนได้ แถมเป็นลูกแฝดที่มีพ่อเด็กมากกว่าสองคน (don't ask) หนังสือชุดนี้ไม่ใช่โรแมนซ์ และไม่ใช่เรื่องโรแมนซ์ที่ทำให้แม็กซ์คลั่งไคล้หนังสือชุดนี้ แต่เป็นการขึ้นถึงอำนาจ การทำทุกอย่างเพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจที่เมอรี่ต้องทำ เป็นประเด็นที่ได้ใจแม็กซ์ที่สุด

และถ้าดูจากเทรนด์ของเรื่องแล้ว ชื่อตัวละครผู้ชายที่กลายเป็นชื่อหนังสือ ตัวละครตัวนั้นจะถูกกันออกไปจากชีวิตของเมอรี่ หลังจากมิสทรัล (Mistral's Kiss) และฟรอสต์ (A Lick of Frost) คราวนี้แม็กซ์ก็ต้องมาลุ้นว่าจะเป็นคราวของดอยล์ หรือดาร์คเนสที่จะไปจากชีวิตของเมอรี่รึเปล่า (ซึ่งถ้ามันเป็นจริง สงสัยมีหวังได้ร้องไห้กันแน่)

Personal Demon // Kelley Armstrong

posted on 21 Oct 2008 08:24 by maxtreme  in B-Club, UrbanFantasy

แม็กซ์รู้จักเคลลีย์ อาร์มสตรองคนแต่งหนังสือเล่มนี้เพื่อนคนนึงของเราค่ะ  เพราะแม้เราจะพูดเสมอว่า เราเป็นคนที่เปิดโอกาสให้กับหนังสือเกือบทุกแนว แต่ครั้งแรกก็ย่อมต้องยากเสมอ แม็กซ์ไม่เคยอ่านหนังสือแนว Urban Fantasy มาก่อนในชีวิต ตอนที่อ่านคำวิจารณ์ของชาวบ้านว่าหนังสือเรื่อง Bitten ของเธอดีนักดีหนาก็ไม่ได้เกิดความรู้อยากออกไปซื้อมาอ่านแต่อย่างใดหรอกค่ะ เพราะรู้สึกว่าพล็อตน่ะมันไม่ใช่เราเอาเลย

จนกระทั่งเพื่อนคนนี้พูดจนเราเกิดอาการฮึด ไปสั่งซื้อมาจนได้ 

เกือบสิบปีต่อมา เราก็ยังคงรักเคลลี่ย์ อาร์มสตรองค์เหมือนอย่างตอนที่ได้อ่านงานของเธอเป็นครั้งแรก

แต่ถึงเราจะรักงานเขียนของเคลลี่ย์ยังไงนะคะ เราก็ไม่สามารถที่จะรักตัวละครของเธอทุกตัวได้เท่าเทียมกัน หนังสือชุด Otherworld ของเธอถูกเขียนผ่านมุมมองของตัวละครหลายตัว ดังนั้นบางครั้งถ้าคนที่เล่าเรื่องไม่ใช่ตัวละครที่แม็กซ์ชอบมาก เราก็ไม่ถึงกับเกิดอาการกรี๊ดสลบ (แค่กรี๊ดเล็ก ๆ ค่ะ) ดังนั้นนี่จึงเป็นคำอธิบายเดียวที่ว่า ทำไมเราจึงไม่อ่านอ่านเล่มนี้ทันทีที่ออกขายเป็นปกแข็ง แต่กลับรอต้นฉบับปกอ่อนก่อนจึงเริ่มอ่าน

 

 Personal Demon ของเคลลี่ย์ อาร์มสตรองค์

คนเล่าเรื่องหลักในเล่มนี้คือโฮป อดัมส์ ลูกครึ่งปีศาจคนที่พ่อของเธอคือลูซิเฟอร์ และนั่นทำให้ความสามารถพิเศษที่ได้รับถ่ายทอดจากบิดาก็คือความถวิลหาความ วุ่นวาย โฮปเป็นปีศาจที่ต้องการดื่มกินความวุ่นวาย ไม่ว่าจะเกิดจากความตาย ความเจ็บปวด ดังนั้นอาชีพนักข่าวหนังสือพิมพ์แท็บลอยด์จึงเป็นสิ่งที่เหมาะสมกับโฮปมาก จนกระทั่งเธอได้รับคำเชิญที่ไม่อาจปฏิเสธได้ให้ไปทำงานพิเศษให้กับเจ้าพ่อคา บาลอย่างเบนิซิโอ คอร์เตซ

โฮปเป็นตัวละครที่ปรากฎตัวครั้งแรกในชุดนี้จากเรื่องสั้นในหนังสือรวม เรื่องสั้นเรื่อง Date from hell ซึ่งในเล่มนั้นเธอได้ค้นพบความจริงว่า ตลอดเวลาที่ผ่านมาเธอโดนหลอกให้ทำงานให้กับคอร์เตซ คาบาล (ซึ่งเปรียบเสมือนแก็งค์มาเฟียในโลกเหนือธรรมชาติแห่งนี้ เป็นฐานกำลังสูงสุดของเหล่าพ่อมดที่สร้างคาบาลขึ้นมาในรูปของบริษัท โดยมีเหล่าคนที่มีพลังเหนือธรรมชาติมาทำงานให้) และในเล่มนั้นเธอได้พบกับคาร์ล หมาป่าหนุ่มใหญ่ที่ช่วยเธอให้รอดพ้นจากเงื้อมือของเหล่าร้าย

แต่ผลของการเอาชนะผู้ร้ายในเล่มนั้น ทำให้โฮปกลายเป็นหนี้บุญคุณแก่เบนิซิโอ คอร์เตซ หัวหน้าใหญ่แห่งคอร์เตซ คาบาล และในเล่มนี้ เบนิซิโอต้องการทวงหนี้บุญคุณนั้น

โฮปได้รับคำสั่งในเดินทางไปไมอามี่ อันเป็นหัวใจหลักของเขตการปกครองของคอร์เตซ คาบาล เพื่อแทรกซึมเข้าไปในแก๊งค์ของพวกเหนือธรรมชาตินอกรีตที่ไม่ยอมอยู่ภายใต้ สังกัดของคาบาล แต่ออกหากินด้วยตัวเอง เพียงไม่นานเธอก็เข้าไปเป็นส่วนหนึ่งในแก๊งค์ 

บอกตามตรงนะคะว่าครึ่งเล่มแรกไม่ค่อยถูกใจแม็กซ์นัก เพราะเราไม่ได้ชอบโฮป ไม่อยากรู้เรื่องราวของเธอนัก อีกอย่างพล็อตเรื่องยังไม่มีความชัดเจนเลย เราไม่เห็นประเด็นที่โฮปต้องแทรกซึมเข้าไปในแก๊งค์ ไม่รู้จุดประสงค์ที่แท้จริงของการดำเนินเรื่อง 

แต่ครึ่งหลังของเรื่องคือคนละเรื่องกันเลย นั่นก็เพราะการปรากฎตัวของลูคัส คอร์เตซ

นี่เป็นครั้งแรกอย่างเป็นทางการที่ผู้ชายได้เป็นฝ่ายเล่าเรื่องในหนังสือ ชุดนี้ และแม็กซ์ขอบอกว่า แม็กซ์ชอบการได้เข้าไปถึงความคิดของลูคัสอย่างมาก เขาเป็นตัวละครที่น่าสนใจในตัวเองอยู่แล้ว ตั้งแต่สมัยที่เขาไม่ใช่คนเล่าเรื่อง เขาเป็นพระเอกในเรื่อง Dime Store Magic และ Industrial Magic ในเล่มนี้เราได้เห็นการเติบโตของเขาอย่างมาก

ในฐานะลูกชายคนเล็ก และลูกนอกสมรสของเบนิซิโอ คอร์เตซ ลูคัสปฏิเสธทุกอย่างที่เป็นเชื้อสายของเขา ลูคัสอาจจะเป็นพ่อมดโดยสายเลือด แต่ไม่ได้หมายความว่าเขาจะเห็นชอบกับการกระทำของคาบาล ทัศนคตินี้ไม่ได้เปลี่ยนแปลงไปเลยแม้เบนิซิโอจะเลือกเขาเป็นทายาทแห่งคาบาล อันยิ่งใหญ่ที่สุดในโลก ลูคัสเ็ป็นทนายความที่ใช้ความสามารถของตัวเองในการช่วยเหลือเพื่อนพ้องชาว เหนือมนุษย์ในการต่อสู้กับความไม่ยุติธรรม ซึ่งจำนวนมากเกิดจากการกระทำของคาบาล ดังนั้นหากจะบอกว่าเขาเป็นศัตรูกับบิดาก็คงพูดได้ เพียงแต่ความสัมพันธ์ระหว่างลูัคัสและเบนิซิโอไม่ได้เข้าใจง่ายเช่นนั้น

ลูคัสยังคงเป็นลูกชายที่รักพ่อ ในขณะเดียวกันก็เข้าใจความจำเป็นของคาบาลในสังคมสิ่งมีชีวิตเหนือธรรมชาติ แม้จะไม่เห็นด้วย แต่คาบาลก็เป็นองค์ประกอบที่ยังต้องมี ดังนั้นเมื่อเขาเดินทางมาไมอามี่เพื่อดูแลการที่เบนิซิโอจัดการให้โฮปปลอม ตัวเข้าไปในแก๊งค์เพื่อสืบความลับ   และลูคัสได้เจอปัญหาที่ยิ่งใหญ่กว่านั้น เพราะเบนิซิโอและพี่ชายสองในสามคนของเขาถูกลอบทำร้าย ส่วนพี่ชายอีกคนกลายเป็นผู้ต้องสงสัย ลูคัสผู้ซึ่งเป็นคนนอกคาบาลมาตลอดก็ได้เวลาที่จะขึ้นสู่อำนาจ

เราพูดมาหลายรอบแล้วค่ะว่าหนังสือของเคลลี่ย์ไม่ใช่โรแมนซ์ แต่เป็นพล็อตโรแมนซ์ที่ทำให้เราลงเสน่ห์อ่านชุดนี้ แต่ในเล่มนี้ความโรแมนซ์ไม่เยอะนักหรอกค่ะ เพราะทั้งโฮปและลูคัสซึ่งเป็นคนเล่าเรื่อง ก็ล้วนแต่มีคู่เป็นของตัวเองแล้ว เรื่องความรักของลูคัสและเพจ ภรรยาของเขาถูกเล่าใน Dime store magic และ Industrial Magic ส่วนเรื่องของโฮป และคาร์ล เริ่มต้นในเรื่องสั้น ก่อนจะลงเอยในเล่มนี้ 

สำหรับแม็กซ์แล้ว เล่มนี้คือทางแยกในชีวิตของลูคัส ที่เขาต้องเลือกระหว่างอุดมการณ์ที่ตัวเองต่อสู้มาตลอดชีวิต กับความจำเป็น เขาไม่ชอบวิธีการของคาบาล แต่เขาก็ไม่อาจปล่อยคอร์เตซคาบาลซึ่งเป็นคาบาลที่ใหญ่ที่สุดในโลกล้มลงโดย ไม่ดูแลได้ เพราะนั่นหมายถึงการล้มของสถาบันนึงในโลกที่เขาอาศัยอยู่ คาบาลอาจไม่สมบูรณ์แบบ แต่มันก็จำเป็นต้องมี เพราะแม้แต่ผู้มีพลังพิเศษ พวกเขาก็เหมือนมนุษย์ ตรงที่ ไม่ใช่ทุกคนถูกสร้างมาให้เกิดมามีอิสระ หลายคนต้องการหลักพึ่งพิง แม้จะสูญเสียสิทธิบางอย่างไปบ้าง พวกนั้นก็พอใจ เพราะไม่ต้องการต่อสู้ในโลกอันโหดร้ายนี้ตามลำพัง คาบาลเป็นทางออกให้พวกเขา

อ่านไปก็คงสังเกตนะคะว่า แม็กซ์ไม่ค่อยได้พูดถึงโฮป นั่นก็เพราะแม้เธอจะเป็นคนเล่าเรื่องหลัก ประเด็นในเล่มนี้ก็คือลูคัส โฮปเป็นเพียงองค์ประกอบเท่านั้นเอง 

และบอกตามตรงค่ะ สำหรับคนที่ไม่ได้ติดตามเรื่องชุดนี้มาตั้งแต่ต้น การเริ่มต้นอ่านที่เล่มนี้ไม่ใช่ความคิดที่ดีนักหรอก เพราะคุณจะไม่เข้าใจความสัมพันธ์ระหว่างลูคัสและเบนิซิโอ หรือกระทั่งเรื่องราวระหว่างลูคัส และเพจ 

สำหรับคนที่สนใจ และไม่กลัวสปอยล์ แม็กซ์เขียนบลอกเกี่ยวกับเคลลี่ย์ อาร์มสตรองค์และหนังสือชุดนี้ของเธอไว้เยอะมาก 

คะแนนเล่มนี้ให้ยากเหมือนกันนะคะ เพราะแม็กซ์ไม่ชอบอ่านเรื่องตอนที่โฮปเป็นคนเล่าเลย แต่จะแทบกรี๊ดสลบตอนที่ลูคัสเล่า ก้อเลยอยู่ที่  77 สำหรับทั้งเรื่อง และ 85 ถ้าเอาเฉพาะตอนที่ลูคัสเล่าเรื่องอย่างเดียว